เช็กด่วน! เกรปฟรุตช่วย “สร่างเมา” ล้างพิษแอลกอฮอล์ ได้จริงหรือไม่? งานวิจัยชี้อาจเพิ่มพิษในร่างกาย
ในช่วงที่ผ่านมา มีความเชื่อแพร่หลายในสังคมออนไลน์ว่า การรับประทาน เกรปฟรุต หรือดื่มน้ำเกรปฟรุตหลังจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยให้ สร่างเมา หรือ ล้างพิษแอลกอฮอล์ ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีรสชาติสดชื่นและมีวิตามินสูง ความเชื่อดังกล่าวอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ กองบรรณาธิการ Sanook News จึงได้ทำการ ตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยทางการแพทย์เพื่อชี้แจง ข่าวปลอม หรือ Fake News ที่ถูกส่งต่อในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 นี้
คำถาม
มีการกล่าวอ้างว่า เกรปฟรุตมีสรรพคุณช่วยให้ สร่างเมา หรือ ล้างพิษแอลกอฮอล์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่ถูกแชร์ต่อ ๆ กันมานั้น เป็นความจริงหรือไม่?
การตรวจสอบ
จากการตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์และเภสัชวิทยาโดยอ้างอิงจากหน่วยงานและวารสารทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ พบว่าข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ไม่เป็นความจริง และในบางกรณี การบริโภคเกรปฟรุตหลังดื่มแอลกอฮอล์อาจทำให้อาการเมาค้างหรือเกิดพิษแอลกอฮอล์รุนแรงขึ้นได้
ประเด็นสำคัญอยู่ที่สารประกอบกลุ่ม ฟูราโนคูมาริน (furanocoumarins) ที่มีอยู่ในเกรปฟรุต ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติในการ ยับยั้งเอนไซม์ CYP3A4 ในลำไส้และตับ เอนไซม์ CYP3A4 เป็นเอนไซม์หลักที่มีหน้าที่ในการเผาผลาญและกำจัดสารต่าง ๆ ออกจากร่างกาย ทั้งยาและแอลกอฮอล์
เมื่อเอนไซม์ถูกยับยั้ง ประสิทธิภาพในการกำจัดแอลกอฮอล์จึงลดลง ส่งผลให้ ระดับแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดคงอยู่สูงและนานกว่าปกติ ทำให้ผู้บริโภคมีอาการเมาที่รุนแรงขึ้น ค้างคานานขึ้น และเป็นการเพิ่มภาระในการทำงานของตับอย่างมาก นอกจากนี้ ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด พิษจากแอลกอฮอล์ (alcohol toxicity) ได้ โดยเฉพาะในผู้ที่ดื่มในปริมาณมาก
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากการศึกษาต่อเนื่องในวารสารต่าง ๆ รวมถึงคำแนะนำจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านอาหารและยา เช่น U.S. FDA และ Mayo Clinic ต่างระบุชัดเจนว่า ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเกรปฟรุตและน้ำเกรปฟรุตหากมีการดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากผลของการยับยั้งเอนไซม์นี้อาจคงอยู่นานถึง 24–72 ชั่วโมง
ข้อเท็จจริง
ข่าวที่ว่าเกรปฟรุตช่วย “สร่างเมา” หรือ “ล้างพิษแอลกอฮอล์” ได้นั้นเป็น ข่าวปลอม และ ไม่เป็นความจริง โดยสิ้นเชิง สาร ฟูราโนคูมาริน ในเกรปฟรุตจะยับยั้งเอนไซม์กำจัดแอลกอฮอล์ ทำให้ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงค้างนานกว่าปกติ คำแนะนำที่ปลอดภัยที่สุดคือควรงดเกรปฟรุตหลังดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง และวิธีแก้เมาที่ดีที่สุดคือการดื่มน้ำเปล่าและการพักผ่อน
- เรื่องจริงหรือมั่ว? ไลฟ์โค้ชเตือน “กินข้าวเหลือแช่ตู้เย็น” ทำสมองล้า–ฮอร์โมนรวน
- “ต้มน้ำ” ด้วยไมโครเวฟ อันตรายไหม? เคลียร์ชัดๆ เมื่อรุ่นหลานชอบทำ แต่อาม่าไม่ปลื้ม!
อ้างอิง
- FDA – Grapefruit Juice and Some Drugs Don’t Mix (อัปเดต 2024)
- Mayo Clinic – Grapefruit: Beware of dangerous medication interactions
-
Bailey DG, et al. Grapefruit juice–drug interactions. Br J Clin Pharmacol. 1998 & การศึกษาต่อเนื่อง
-
Mertens-Talcott SU, et al. Influence of grapefruit on ethanol pharmacokinetics. Eur J Clin Pharmacol. 2006
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9859034/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d9s5pxfBxd6PeYg800rrF



.jpg)
.jpg)


นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปี 2568 พบว่า ไทยมีผู้พิการ 3,011,000 คน แต่พบเด็กพิการในกรุงเทพฯ มีโอกาสศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาเพียง 31,512 คน หรือ 1.45% ซึ่ง สสส. มุ่งเน้นการพัฒนาสุขภาวะคนพิการผ่านการสนับสนุนคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี ที่เยาวชนพิการทุกคนต้องมีสิทธิและโอกาสศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียมกับเด็กทั่วไป พร้อมสนับสนุนให้มีงานทำต่อไป ซึ่งงานมหกรรมครั้งนี้ เยาวชนจะได้พบกับสถาบันการศึกษาและหน่วยสนับสนุนจาก 16 องค์กร ที่มาเชื่อมโยงการศึกษา อาชีพ และสุขภาพเข้าด้วยกัน
รศ.ดร. ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า งานนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินหน้าเพิ่มจำนวนนักศึกษาพิการในมหาวิทยาลัย พร้อมพัฒนาสภาพแวดล้อมและระบบสนับสนุนการเรียนรู้ที่เอื้อต่อทุกคน เพื่อให้มั่นใจว่าน้องๆ เยาวชนพิการที่สนใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา จะสามารถใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข
นายอภิชาติ การุณกรสกุล ประธานกรรมการมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม กล่าวว่า ภารกิจหลักของมูลนิธิฯ คือการทำให้คนพิการได้รับการ “จ้างงานอย่างมีคุณค่า” โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นแกนกลางให้น้องๆได้เข้าสู่กระบวนการเรียนที่มีคุณภาพ มีทักษะจากการฝึกประสบการณ์ ไปสู่การทำงาน ซึ่งระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมีน้องๆ ได้รับการจ้างงานประมาณ 200 อัตรา และจากการร่วมทำงานขับเคลื่อนกับสสส.มากว่า10 ปี สามารถสร้างโอกาสงานได้กว่า 50,000 งานกระจายอยู่ในทุกที่ทั่วประเทศ

เยาวชนพิการ กทม. เรียนดี มีงานทำ” นอกจากการสนับสนุนให้เยาวชนเข้าสู่ระบบการศึกษาสูงสุด เพื่ออนาคตที่ดีและเท่าเทียมแล้ว ปีนี้ สสส. ยังได้ต่อยอดความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร ผ่านโครงการ “การจ้างงานคนพิการ กทม. 3 ดี” ทำให้คนพิการมีงานทำมากขึ้น โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจเด็กพิการเรียนไหนดีและเพจนับเราด้วยคน.



















































