Category: วัฒนธรรม

  • เช็กข่าวชัวร์ : กินเกรปฟรุตช่วย “สร่างเมา” ได้จริง หรืออาจเพิ่มพิษแอลกอฮอล์?

    เช็กข่าวชัวร์ : กินเกรปฟรุตช่วย “สร่างเมา” ได้จริง หรืออาจเพิ่มพิษแอลกอฮอล์?

    เช็กด่วน! เกรปฟรุตช่วย “สร่างเมา” ล้างพิษแอลกอฮอล์ ได้จริงหรือไม่? งานวิจัยชี้อาจเพิ่มพิษในร่างกาย

    ในช่วงที่ผ่านมา มีความเชื่อแพร่หลายในสังคมออนไลน์ว่า การรับประทาน เกรปฟรุต หรือดื่มน้ำเกรปฟรุตหลังจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยให้ สร่างเมา หรือ ล้างพิษแอลกอฮอล์ ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีรสชาติสดชื่นและมีวิตามินสูง ความเชื่อดังกล่าวอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ กองบรรณาธิการ Sanook News จึงได้ทำการ ตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยทางการแพทย์เพื่อชี้แจง ข่าวปลอม หรือ Fake News ที่ถูกส่งต่อในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 นี้


    คำถาม

    มีการกล่าวอ้างว่า เกรปฟรุตมีสรรพคุณช่วยให้ สร่างเมา หรือ ล้างพิษแอลกอฮอล์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่ถูกแชร์ต่อ ๆ กันมานั้น เป็นความจริงหรือไม่?


    การตรวจสอบ

    จากการตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์และเภสัชวิทยาโดยอ้างอิงจากหน่วยงานและวารสารทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ พบว่าข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ไม่เป็นความจริง และในบางกรณี การบริโภคเกรปฟรุตหลังดื่มแอลกอฮอล์อาจทำให้อาการเมาค้างหรือเกิดพิษแอลกอฮอล์รุนแรงขึ้นได้

    ประเด็นสำคัญอยู่ที่สารประกอบกลุ่ม ฟูราโนคูมาริน (furanocoumarins) ที่มีอยู่ในเกรปฟรุต ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติในการ ยับยั้งเอนไซม์ CYP3A4 ในลำไส้และตับ เอนไซม์ CYP3A4 เป็นเอนไซม์หลักที่มีหน้าที่ในการเผาผลาญและกำจัดสารต่าง ๆ ออกจากร่างกาย ทั้งยาและแอลกอฮอล์

    เมื่อเอนไซม์ถูกยับยั้ง ประสิทธิภาพในการกำจัดแอลกอฮอล์จึงลดลง ส่งผลให้ ระดับแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดคงอยู่สูงและนานกว่าปกติ ทำให้ผู้บริโภคมีอาการเมาที่รุนแรงขึ้น ค้างคานานขึ้น และเป็นการเพิ่มภาระในการทำงานของตับอย่างมาก นอกจากนี้ ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด พิษจากแอลกอฮอล์ (alcohol toxicity) ได้ โดยเฉพาะในผู้ที่ดื่มในปริมาณมาก

    หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากการศึกษาต่อเนื่องในวารสารต่าง ๆ รวมถึงคำแนะนำจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านอาหารและยา เช่น U.S. FDA และ Mayo Clinic ต่างระบุชัดเจนว่า ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเกรปฟรุตและน้ำเกรปฟรุตหากมีการดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากผลของการยับยั้งเอนไซม์นี้อาจคงอยู่นานถึง 24–72 ชั่วโมง


    ข้อเท็จจริง

    ข่าวที่ว่าเกรปฟรุตช่วย “สร่างเมา” หรือ “ล้างพิษแอลกอฮอล์” ได้นั้นเป็น ข่าวปลอม และ ไม่เป็นความจริง โดยสิ้นเชิง สาร ฟูราโนคูมาริน ในเกรปฟรุตจะยับยั้งเอนไซม์กำจัดแอลกอฮอล์ ทำให้ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงค้างนานกว่าปกติ คำแนะนำที่ปลอดภัยที่สุดคือควรงดเกรปฟรุตหลังดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง และวิธีแก้เมาที่ดีที่สุดคือการดื่มน้ำเปล่าและการพักผ่อน


    อ้างอิง

    1. FDA – Grapefruit Juice and Some Drugs Don’t Mix (อัปเดต 2024)
    2. Mayo Clinic – Grapefruit: Beware of dangerous medication interactions
    3. Bailey DG, et al. Grapefruit juice–drug interactions. Br J Clin Pharmacol. 1998 & การศึกษาต่อเนื่อง

    4. Mertens-Talcott SU, et al. Influence of grapefruit on ethanol pharmacokinetics. Eur J Clin Pharmacol. 2006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9859034/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d9s5pxfBxd6PeYg800rrF

  • ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ฯ คิกออฟการศึกษาพฤติกรรมการเงินคนไทยฐานราก

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ฯ คิกออฟการศึกษาพฤติกรรมการเงินคนไทยฐานราก

    การเงิน หุ้น

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ฯ คิกออฟการศึกษาพฤติกรรมการเงินคนไทยฐานราก

    วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.40 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือ โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ ระหว่าง ธนาคารออมสิน และ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อศึกษาความเป็นอยู่และพฤติกรรมทางการเงินของกลุ่มครัวเรือนฐานรากที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการเงินในระบบ ที่จะนำไปสู่การต่อยอดองค์ความรู้จากการวิจัยในการพัฒนาระบบการเงินที่เหมาะสม ช่วยยกระดับเศรษฐกิจและความเข้มแข็งทางการเงินของภาคครัวเรือนไทย โดยมี นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และ ดร. โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว 

    นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ภายใต้บทบาทการเป็น Social Bank ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินและสร้างการเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม ธนาคารเดินหน้าภารกิจหลักที่ 1 ในการสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงิน ซึ่งหากพิจารณาจากสถานการณ์การเข้าถึงสินเชื่อของคนไทย ปัจจุบันยังพบว่าครัวเรือนกว่าร้อยละ 30 ยังอยู่ในกลุ่ม Unserved และ Underserved โดยเป็นผู้มีรายได้น้อยและ/หรือรายได้ไม่แน่นอน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบจากการขาดประวัติเครดิตทางการเงิน และกว่าครึ่งยังต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นและต้องเผชิญภาระดอกเบี้ยสูง ดังนั้น เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนบทบาทการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ธนาคารจึงได้จัดตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฐานรากขึ้นเป็นครั้งแรก และได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อคิกออฟงานวิจัย “โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ” โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายของการศึกษาเป็นผู้เข้าร่วมโครงการสินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส ที่ธนาคารได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ที่มีรายได้ แต่ไม่เคยมีประวัติเครดิตทางการเงิน หรือไม่เคยใช้บริการสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ของโครงการนี้มีลักษณะตัวตน หรือ Customer Persona ที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของงานศึกษาวิจัยครั้งนี้ ทั้งนี้ ธนาคารหวังว่าจะสามารถนำผลลัพธ์ของงานวิจัยไปออกแบบเครื่องมือทางการเงิน หรือมาตรการสินเชื่อที่ตรงจุด สามารถตอบโจทย์ความคาดหวัง และสร้างระบบการเงินที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs และสอดคล้องตามบทบาทของธนาคารเพื่อสังคม

    ดร. โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการศึกษาข้อมูลเชิงลึกของลูกหนี้ภายใต้โครงการ “สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส” ของธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นต้นแบบสินเชื่อดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้แต่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อในระบบสามารถกู้เงินได้เป็นครั้งแรก โดยธนาคารออมสินได้ปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยคนไทยสร้างประวัติเครดิตทางการเงินไปแล้วกว่า 200,000 ราย สะท้อนถึงความต้องการเข้าถึงสินเชื่อในระบบที่ยังมีอยู่จำนวนมาก การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งขยาย “ประตูสู่ระบบการเงิน” ให้กว้างขึ้น ผ่านการเก็บข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มคนที่อยู่นอกระบบเป็นครั้งแรก ใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ปัญหาเศรษฐกิจการเงิน พฤติกรรมและความต้องการทางการเงิน 2) โมเดลผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยให้ลูกหนี้ชำระคืนได้จริง 3) การทดลองใช้ข้อมูลใหม่และข้อมูลทางเลือกเพื่อค้นหาตัวชี้วัดความเสี่ยงที่แม่นยำยิ่งขึ้นให้กับสถาบันการเงิน 4) การติดตามผลการเข้าถึงสินเชื่อต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของลูกหนี้ตลอดระยะเวลา 1 ปี เพื่อนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสม ซึ่งผลการศึกษาจะช่วยให้ธนาคารออมสินออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการพิจารณาสินเชื่อที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น สอดคล้องกับศักยภาพของลูกหนี้ และเพิ่มโอกาสในการชำระคืน ขณะเดียวกัน สถาบัน ฯ จะมีองค์ความรู้เชิงลึกเพื่อนำไปสนับสนุนนโยบาย Your Data และโครงการ Risk-Based Pricing ของธนาคารแห่งประเทศไทย ช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ “เคยถูกมองไม่เห็น” เข้าสู่ระบบการเงินได้มากขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนงานวิจัยให้เกิดผลจริงต่อประชาชนฐานราก เสริมรากฐานระบบการเงินที่เข้าถึงง่าย ยั่งยืน และช่วยยกระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิตของครัวเรือนไทยได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/finance/456447&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NgvKPxuOavS18qG1dut4o

  • เยาวชนพิการ กทม. เรียนดี มีงานทำ มหกรรมแนะแนวการศึกษาและอาชีพสำหรับคนพิการแห่งเดียวในประเทศไทย

    เยาวชนพิการ กทม. เรียนดี มีงานทำ มหกรรมแนะแนวการศึกษาและอาชีพสำหรับคนพิการแห่งเดียวในประเทศไทย

    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม มูลนิธิด้วยกันเพื่อคนพิการและสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) เปิดพื้นที่ให้เยาวชนพิการเข้าถึงข้อมูลการศึกษาต่อ ค้นพบศักยภาพ พร้อมสร้างโอกาสการมีงานทำที่มั่นคงในอนาคต ผ่านงาน เยาวชนพิการ กทม. เรียนดี มีงานทำ

    นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปี 2568 พบว่า ไทยมีผู้พิการ 3,011,000 คน  แต่พบเด็กพิการในกรุงเทพฯ มีโอกาสศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาเพียง 31,512 คน หรือ 1.45%  ซึ่ง สสส. มุ่งเน้นการพัฒนาสุขภาวะคนพิการผ่านการสนับสนุนคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี ที่เยาวชนพิการทุกคนต้องมีสิทธิและโอกาสศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียมกับเด็กทั่วไป พร้อมสนับสนุนให้มีงานทำต่อไป  ซึ่งงานมหกรรมครั้งนี้ เยาวชนจะได้พบกับสถาบันการศึกษาและหน่วยสนับสนุนจาก 16 องค์กร  ที่มาเชื่อมโยงการศึกษา อาชีพ และสุขภาพเข้าด้วยกัน

    รศ.ดร. ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า งานนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินหน้าเพิ่มจำนวนนักศึกษาพิการในมหาวิทยาลัย พร้อมพัฒนาสภาพแวดล้อมและระบบสนับสนุนการเรียนรู้ที่เอื้อต่อทุกคน เพื่อให้มั่นใจว่าน้องๆ เยาวชนพิการที่สนใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา จะสามารถใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข

    นายอภิชาติ การุณกรสกุล ประธานกรรมการมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม กล่าวว่า ภารกิจหลักของมูลนิธิฯ คือการทำให้คนพิการได้รับการ “จ้างงานอย่างมีคุณค่า”  โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นแกนกลางให้น้องๆได้เข้าสู่กระบวนการเรียนที่มีคุณภาพ มีทักษะจากการฝึกประสบการณ์ ไปสู่การทำงาน ซึ่งระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมีน้องๆ ได้รับการจ้างงานประมาณ  200 อัตรา และจากการร่วมทำงานขับเคลื่อนกับสสส.มากว่า10 ปี   สามารถสร้างโอกาสงานได้กว่า 50,000 งานกระจายอยู่ในทุกที่ทั่วประเทศ

    นายฉัตรชัย อภิบาลพูนผล ประธานมูลนิธิด้วยกันเพื่อคนพิการและสังคม กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้คือต้องการสร้างการตระหนักรู้ในวงกว้างว่า คนพิการมีศักยภาพ สามารถเรียนต่อ ทำงาน และประสบความสำเร็จได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งปัจจุบันมีเด็กพิการได้เข้าสู่ระบบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศแล้วกว่า 500 คนต่อปี

    นางสาวปิยะวัลย์ องค์สุวรรณ  กรรมการ มูลนิธิด้วยกัน เพื่อคนพิการและสังคม กล่าวเสริมว่า ในงานครั้งนี้ เด็กๆจะได้ร่วมทำกิจกรรม workshop เพื่อเตรียมความพร้อม กับกิจกรรม ปั้นพอร์ต   เรียนรู้เทคนิคการนำเสนอผลงานที่น่าสนใจ สอนให้เด็กสามารถทำ Portfolio กิจกรรมปั้นคำ  ฝึกการตอบคำถาม เพิ่มความมั่นใจในการสัมภาษณ์  กิจกรรมปั้นฝัน  ค้นหาตัวตนจากความถนัด เพื่อไปสู่เป้าหมายในการเรียนต่อและมีงานทำ

    นางสาวปั้นฝัน ฉบับตรง เจ้าหน้าที่หน่วยบริการช่วยเหลือนิสิตและนิสิตพิเศษ  ให้ข้อมูลว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  เปิดรับนักศึกษาพิการ เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีมาอย่างต่อเนื่อง ในหลายๆคณะด้วยกัน  เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์  คณะเศรษฐศาสตร์  คณะประมง เป็นต้น  น้องๆที่สนใจ สามารถติดตามข้อมูลได้จาก FB: KU Happy place center  และ FB: บริการนิสิตพิเศษมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

    เยาวชนพิการ กทม. เรียนดี มีงานทำ” นอกจากการสนับสนุนให้เยาวชนเข้าสู่ระบบการศึกษาสูงสุด เพื่ออนาคตที่ดีและเท่าเทียมแล้ว ปีนี้ สสส. ยังได้ต่อยอดความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร ผ่านโครงการ “การจ้างงานคนพิการ กทม. 3 ดี” ทำให้คนพิการมีงานทำมากขึ้น โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจเด็กพิการเรียนไหนดีและเพจนับเราด้วยคน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/904544/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ByrekcdER9GxcHly_lOAQ

  • สจด. ขอแสดงความยินดีกับผลการสอบการวัดความรู้ภาษาอังกฤษ TOEIC Bridge ประจำปีการศึกษา 2568 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ขอแสดงความยินดีกับผลการสอบการวัดความรู้ภาษาอังกฤษ TOEIC Bridge ประจำปีการศึกษา 2568 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/117856/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EXUPKn0O-kEMxIdkFjbFw

  • นิทรรศการวิชาการและงานศิลปหัตถกรรม ครั้งที่ 73 ปีการศึกษา 2568

    นิทรรศการวิชาการและงานศิลปหัตถกรรม ครั้งที่ 73 ปีการศึกษา 2568

    สพป.มส.2 จัดการแข่งขันกิจกรรม งาน “เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา ศิลปหัตถกรรมและนวัตกรรมการศึกษาบนพื้นที่สูง” ครั้งที่ 73 ปีการศึกษา 2568 มีโรงเรียนเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 172 โรงเรียน

    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ดร.กัญญาพัชร พงษ์ดี รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ได้เดินทางเป็นประธานในพิธี เปิดงาน “เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา ศิลปหัตถกรรมและนวัตกรรมการศึกษาบนพื้นที่สูง” ประจำปีการศึกษา 2568 โดย นายอภิเชษฐ์ ชาญอุไร รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ได้นำคณะผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมในพิธีเปิดดังกล่าว ณ หอประชุมโรงเรียนทองสวัสดิ์วิทยาคาร อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งการพัฒนาผู้เรียนและโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลักษณะพิเศษ (พื้นที่ภูเขาสูงในถิ่นทุรกันดารและพื้นที่เกาะ) เป็นการจัดการศึกษาเพื่อสร้างความมั่นคงของมนุษย์ พัฒนาสถานศึกษาให้มีความปลอดภัยแก่ผู้เรียน และสร้างโอกาส ความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำ ให้ผู้เรียนทุกคนได้รับบริการทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ในรูปแบบที่หลากหลาย

    โดยทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 จึงได้ กำหนด จัดงาน “เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา ศิลปหัตถกรรมและนวัตกรรมการศึกษาบนพื้นที่สูง” ประจำปีการศึกษา 2568 ระหว่างวันที่ 27 – 28 พฤศจิกายน 2568 เพื่อเป็นเวทีให้นักเรียนและครู ได้แสดงออกซึ่งความสามารถของตนเองอย่าง อิสระและสร้างสรรค์ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งการใช้กิจกรรมเป็นสื่อเพื่อการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรให้กับนักเรียน

    โดยการจัดแสดงนิทรรศการวิธีปฏิบัติที่ที่ดี (Best Prace) ด้านการพัฒนาทักษะการอ่านและทักษะอาชีพของผู้เรียนในโรงเรียนพื้นที่สูง ของศูนย์บริหารการจัดการศึกษา 20 ศูนย์ และการแข่งขันทักษะวิชาการและงานศิลปหัตถกรรมการเรียน ครั้งที่ 73 ปีการศึกษา 2568 โดยมีโรงเรียนเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 172 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาชั้นพื้นฐาน โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และโรงเรียนในสังกัดสำนัก บริหารงานการศึกษาพิเศษ มีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขัน จำนวน 2,499 คน ผู้บริหาร ครูผู้ควบคุมทีม และคณะกรรมการตัดสินการแข่งขัน จำนวน 1,823 คน

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3832627/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DdVBS6Zpmy1KwOFCE_WKx

  • ชมรมสื่อมวลชนพิษณุโลก ปันน้ำใจสร้างสุขให้น้องปี 2568 ณ รร.วัดหัวเขาสมอคร้า

    ชมรมสื่อมวลชนพิษณุโลก ปันน้ำใจสร้างสุขให้น้องปี 2568 ณ รร.วัดหัวเขาสมอคร้า

    ชมรมสื่อมวลชนพิษณุโลก ปันน้ำใจสร้างสุขให้น้องปี 2568 ณ รร.วัดหัวเขาสมอคร้า

    ชมรมสื่อมวลชนพิษณุโลก จัดโครงการ “ปันน้ำใจ  สร้างสุข ให้น้อง ปี 2568”ในวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน  2568 เวลา 10.00 น. ที่โรงเรียนวัดหัวเขาสมอคร้า   ต.วงฆ้อง อ.พรหมพิราม    จ.พิษณุโลก  ให้กับนักเรียนจำนวน  117  คน โดยกิจกรรมจะประกอบด้วย การมอบทุนการศึกษา  จัดเลี้ยงอาหารกลางวัน    มอบอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา  และจัดหางบประมาณในการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นความต้องการเร่งด่วนของทางโรงเรียนนั้น  โดยมีนายเอกพงษ์  กุลเจริญ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลกเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม นางกรรณิการ์  สิงหะ ประธานชมรมสื่อมวลชนพิษณุโลก ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ

    โครงการปันน้ำใจสร้างสุขให้น้อง โดยชมรมสื่อมวลชนพิษณุโลก จัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยจะเลือกโรงเรียนที่ขาดแคลน และจะหมุนเวียนไปทุกอำเภอของจังหวัดพิษณุโลก  ซึ่งโรงเรียนบ วัดหัวเขาสมอคล้า เป็นโรงเรียน ขนาดเล็ก มีนักเรียน 117  คน  ตั้งแต่ระดับชั้น  อนุบาล – ประถมศึกษาปีที่ 6     กิจกรรมวันนี้  มีทั้งการทำสันทนาการกับเด็กนักเรียน   มีการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน จำนวน 100  ทุน   มีการมอบอุปกรณ์การเรียน การสอน  อุปกรณ์กีฬา และอื่นๆ  ให้กับนักเรียน  พร้อมกับได้ช่วยดำเนินการจัดหางบประมาณ ในการจัดซื้อพัดลม คอมพิวเตอร์จำนวน 6 ชุด   ซึ่งเป็นความต้องการเร่งด่วนของทางโรงเรียน   ทางชมรมสื่อมวลชนได้รับการ สนับสนุนงบประมาณ หลังจากการบริจาคของสมาชิกชมรม และสมทบทุนโดยผู้ใหญ่ใจดี หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน ในการนี้ต้องขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนกิจกรรมเป็นอย่างดี

    1.ป้าต้อย ทุนการศึกษา 1 ทุน  500 บาท

    2.ครูกบที่ไม่มีใครรัก 1 ทุน.500 บ.

    3. ชมรม 10 สถานีวิทยุกระจายเสียงจังหวัดพิษณุโลก 1,000 บาท

    4. พี่ใหญ่ พร้อมคณะ(รายละเอียดตามรายชื่อผู้ร่วมสมทบ) KFC (120 ชุด)

    5.พี่ยุทธ์ ทุนการศึกษา 2 ทุน 1000บาท

    6.พี่อ๊อด ปิยฉัตร 500 บาท

    7.ลุงจ่าเชษฐ ทุนการศึกษา 500บาท

    8.นายกานต์ รักษาสุข และนางสาวมัลลิกา ไกรโชค บริจาคเงินซื้อคอม 8000 บาท

    9.ผู้กองณรงค์  500 บาท

    10.รองเก่ง พิษณุโลก United มอบน้ำดื่ม 20 แพ็ค

    11.น.ส.กนกพร  ฉัตรเสถียรศักดิ์ (ส้มโอแฟนยอดเพชร)สมทบอาหารกลางวัน 1000 บาท

    12.พ.ต.อ.พยุง  คงแจ้ง พร้อมเพื่อน บริจาคคอมพิวเตอร์ 7,950 บาท  พร้อมไอติม 200 ถ้วย

    13.ลุงวานบางระกำ 500 บาท

    14. น้องแหม่ม ปั้มบางจากตลาดใต้ 500 บาท

    15.เซ็นทรัลพิษณุโลก โดนัท 150 ชิ้น

    16.คุณหน่อย สีฟ้า (ธนเทพ ชีวสุทธิศิลป์) สนับสนุนถาดหลุม 120 ถาดและหม้อหุงข้าวไฟฟ้าขนาด 10 ลิตร 1 ใบ

    17.น้องแหม่มปั๊มบางจากตลาดใต้บริจาคโต๊ะปิงปอง พร้อม ไม้ปิงปอง 4 อัน ลูกปิงปอง 10 เน็ต 2

    18.สท.บาส มอบตะกร้อ 4 ลูกพร้อมตาข่าย 1 ผืน

    19.พี่บอลมาดามฟิิน สมทบทุน300บาท

    20.นู๋พลอยกะเพื่อน สมทบทุน400บาท

    21. สุธีร์  เรืองโรจน์ 800 บาท

    22 .ม.นเรศวร สนับสนุนโครงการปันน้ำใจฯ 68  จำนวน 2,000 บาท

    23. นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายก อบจ.พิษณุโลก 10000 บาท  (แบ่งเป็นทุนการศึกษากับลูกชิ้นทอด)

    24.โรงพยาบาลพุทธชินราช 2000 บาท

    25.ร.อ.อุบล พุทธรักษ์ 1000 บาท

    26 คุณพลวัฒน์ วัจนะวุฒิวงศ์ และครอบครัว บริจาคคอมฯ 4 เครื่อง และทุนการศึกษา 42,680  บาท

    27.บริษัทลูกจันทร์จำกัด ทุนการศึกษา 5000 บาท

    28.นางพัชนี อนุสนธิ์ และครอบครัว 10000 บาท

    29น.ส.สุขตา เมฆโตและครอบครัว 10000 บาท

    30 นางยุพิน ธีรโกเมนและครอบครัว 10000 บาท

    31 น้ำจิ้มเอ็มเค 10 ลัง 240 ขวด

    32 .กัมมีเจลลี่   4 กล่อง กับผักผลไม้อบแห้ง 2 กล่อง

    33.พล.ต.ต.วีระวัฒน์ มะลิ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 5000 บาท

    34.ผู้กำกับ สภ.เมืองพิษณุโลก   2000 บาท

    35. น้ำหอมมาตามฟิน 10000 บาท

    36.ปตท.สผ.  10000 บาท พร้อมกระเป๋าเด็กดี 99 ใบ

    37.วัดราชบูรณะ พระอารามหลวง 10000 บาท

    38.รพ.พิษณุเวช 3000 บาท

    39.ส.ส.จเด็ศ จันทรา   2000 บาท

    40.นาวาอากาศเอก พนม ดอนตุ้มไพร ผบ.กองบิน 46 1000 บาท

    41.กองบิน 46  ผ้าห่มกันหนาว 50 ผืน

    42.ทนายเดี่ยวโจ๊กข้าวข้น 2000 บาท

    43. ห้างเซ็นทรัลพิษณุโลก สนับสนุน โดนัส   150 ชิ้น

    44.เฮียซูมซาลาเปาโบราณ สนับสนุนซาลาเปา 150 ลูก

    45.กลุ่มคนทอฝัน มาแสดงดนตรีและมอบน้ำสตรอเบอรี่โยเกิร์ต

    46.เพื่อนพี่กบ วชิราภรณ์ น้อยยม สนับสนุนเสื้อดำให้ครู 12 ตัว

    47.คุณปิยนารถ ศิริเจริญพันธ์  2000 บาท

    48.นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก ศิริชิน หาญพิทักษ์พงศ์ 3000 บาท

    49.ห้างโรบิน สนับสนุน จักรยาน อุปกรณ์การเรียนและตุ๊กตา

    50.ครอบครัวยอดเพชร ไพรเรืองกิจ สนับสนุนพัดลม 7 ตัว

    51.โรงพยาบาลกรุงเทพ พิษณุโลก มอบกล่องยา พร้อมเวชภัณฑ์ และออกบู้ทตรวจสุขภาพชาวบ้าน
    52.คุณแม่พี ศศิวัณย์ ศรีพรหม 10000 บาท
    53.โรงแรมไอยรา แกรนด์ พาเลท และ 168 Heaven cafe สนับสนุน ไมโล 120 กล่อง

    …..

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2025/11/28/192234&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw019_0ElUMQxS7AB8pYLjxN

  • ทีมวิจัยศิริราชค้นพบ  ‘เลือดไฮบริด’ สายพันธุ์ใหม่! เจอเพียง 3 คนจาก 5 แสนตัวอย่าง

    ทีมวิจัยศิริราชค้นพบ ‘เลือดไฮบริด’ สายพันธุ์ใหม่! เจอเพียง 3 คนจาก 5 แสนตัวอย่าง

    ปกติแล้วเวลาเราไปตรวจเลือด เรามักจะคุ้นเคยกับผลลัพธ์ที่ตรงไปตรงมาอย่าง A, B, O หรือ AB แต่จากการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Transfusion and Apheresis Science ชี้ให้เห็นว่า ร่างกายมนุษย์มีความซับซ้อนกว่านั้น เมื่อทีมวิจัยในไทยค้นพบความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้คนเลือดกรุ๊ป B มีคุณสมบัติพิเศษซ่อนอยู่

    เมื่อผลเลือดไม่เป็นไปตามตำรา

    การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นจากการนำทีมโดย ผศ.ดร.พญ. เจนจิรา กิตติวรภัทร ภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับทีมงานจากโรงพยาบาลศิริราช ที่ได้ทำการตรวจสอบตัวอย่างเลือดมหาศาลกว่า 544,230 ตัวอย่าง (แบ่งเป็นผู้บริจาคเลือด 285,450 ราย และผู้ป่วย 258,780 ราย) ที่เก็บรวบรวมมาตลอด 8 ปี

    เป้าหมายคือการไขปริศนาของเคส “ABO Discrepancy” หรือภาวะที่ผลการตรวจหมู่เลือดเบื้องต้น (Antigens บนเม็ดเลือดแดง) กับผลการตรวจยืนยัน (Antibodies ในพลาสมา) ให้ผลขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อันตรายมากหากต้องมีการถ่ายเลือดฉุกเฉิน เพราะอาจนำไปสู่การให้เลือดผิดกรุ๊ปได้

    จากการคัดกรองตัวอย่างทีมวิจัยพบเคสที่เข้าข่ายความผิดปกติแบบพิเศษที่เรียกว่า ฟีโนไทป์ B(A) เพียงแค่ 3 รายเท่านั้น (ผู้ป่วย 1 ราย และผู้บริจาคเลือด 2 ราย)

    ความผิดปกติเมื่อ B แอบมี A ผสม

    ความน่าสนใจของเคสนี้คือ แม้โดยพื้นฐานทางพันธุกรรมพวกเขาจะเป็นคนเลือดกรุ๊ป B แต่กลับเกิดการกลายพันธุ์ที่ทำให้เอนไซม์สร้างน้ำตาลบนเม็ดเลือดทำงานผิดเพี้ยนไป จนสร้าง แอนติเจน A ขึ้นมาเจือปนเล็กน้อย

    ปกติแล้วฟีโนไทป์แบบ B(A) นี้ถือเป็นของหายากที่พบได้เพียงประมาณ 1 ใน 180,000 คนเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้การค้นพบในไทยครั้งนี้พิเศษยิ่งกว่า คือ ทั้ง 3 รายนี้มีรูปแบบการกลายพันธุ์ของยีน ABO ในตำแหน่งที่ไม่เคยมีรายงานที่ไหนมาก่อนในโลก ส่งผลให้กิจกรรมของแอนติเจน A ที่แฝงอยู่เพียงเล็กน้อยนั้น มากพอที่จะทำให้เครื่องตรวจวิเคราะห์สับสนและอ่านค่าผิดพลาดได้ว่าเป็นกรุ๊ปอื่น

    นัยสำคัญของการค้นพบนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อมาตรฐานความปลอดภัยทางสาธารณสุข เพราะมันย้ำเตือนว่าการตรวจคัดกรองแบบมาตรฐานเดิมอาจไม่เพียงพอสำหรับเคสหายาก การให้เลือดผิดเพียงเล็กน้อยจากการอ่านค่าที่คลาดเคลื่อนอาจกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำลายเม็ดเลือดและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ กรณีนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า การตรวจระดับโมเลกุลหรือพันธุกรรม คือกุญแจสำคัญในการไขคำตอบที่ห้องแล็บทั่วไปมองไม่เห็น เพื่อความแม่นยำสูงสุดในการรักษา

    ปรากฏการณ์เลือดหายากนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย แต่สอดคล้องกับเทรนด์การค้นพบทางการแพทย์ทั่วโลก เช่น การพบเลือดกลุ่มใหม่ “Gwada-negative” ในฝรั่งเศสเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งล้วนยืนยันว่ามนุษย์ยังมีความหลากหลายทางชีวภาพที่ซ่อนอยู่ และเทคโนโลยีการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้นคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เรารับมือกับความซับซ้อนเหล่านี้เพื่อรักษาชีวิตผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

    ที่มา: Science Alert

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/rare-hybrid-blood-type-discovered-siriraj-mu&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b3JsjocxCkMJB1DkOMMoH

  • รมว.ศธ. ชูนโยบาย 3 เสาหลัก ขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่อนาคต

    รมว.ศธ. ชูนโยบาย 3 เสาหลัก ขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่อนาคต

    รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า เสาหลัก 3 ประการ ของนโยบายการศึกษา นโยบายดังกล่าว ออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจว่า ระบบการศึกษาไทยมีความยืดหยุ่น ตรงประเด็น และทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ได้แก่ 1. ลดภาระด้านกฎระเบียบและส่งเสริมการพัฒนา โดยจะสร้างกฎระเบียบที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและการขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติ ิิกมาตรการเชิงรุกเพื่อปรับปรุงกระบวนการออกใบอนุญาต ให้มีความรวดเร็วและชัดเจนขึ้น เสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล โดยมีเป้าหมายคือ การดำเนินการกระบวนการขอใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และใบอนุญาตเริ่มต้นดำเนินกิจการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน เพื่อให้มั่นใจว่า ท่านจะได้รับบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพ และไม่เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น ในขณะเดียวกัน เรายังส่งเสริมการประกันคุณภาพผ่านการกำหนดกรอบหลักสูตรที่ชัดเจน ซึ่งมีความยืดหยุ่นและมีนวัตกรรมทางการสอนที่มีคุณภาพ

    รมว.ศธ. ชูนโยบาย 3 เสาหลัก ขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่อนาคต

    ส่วนข้อ 2 คือ การให้ความสำคัญกับทักษะในอนาคต คือ การพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต ทักษะเหล่านี้ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นพื้นฐานที่จำเป็น ได้แก่ ความสามารถในการใช้ภาษาได้คล่องแคล่ว โดยเฉพาะภาษาสากล เช่น ภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่น ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก, ความรู้ด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งช่วยให้นักเรียนสามารถเป็นนักคิดอย่างสร้างสรรค์ มีจริยธรรมและเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีอย่างรอบรู้ และทักษะทางสังคมและการคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งจำเป็นต่อการปรับตัวและการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

    และ 3. การใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และปัญญาประดิษฐ์มาใช้ ไม่เพียงเกี่ยวกับความสามารถทางดิจิทัลเท่านั้น แต่รวมถึงการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้อัจฉริยะ ที่สนับสนุนการเรียนรู้รายบุคคลและ การเรียนรู้ตลอดชีวิต โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนี้ช่วยลดช่องว่างด้านคุณภาพของการศึกษา ระหว่างโรงเรียนในเมืองกับชนบท และรับประกันว่าเด็กนักเรียนทุกคนจะสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันทั่วประเทศ  

    ดังนั้น นโยบายของเรา ตั้งแต่การฝึกอบรมวิชาชีพไปจนถึงการเรียนดิจิทัล ล้วนมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ครอบคลุม เรากำลังสร้างกลไกต่างๆ เช่น ระบบเทียบโอนหน่วยกิตและการเทียบโอนประสบการณ์ เพื่อให้สามารถเกิดการศึกษา นอกห้องเรียนได้ในทุกช่วงวัย “โดยสรุป นโยบายการศึกษาระหว่างประเทศของรัฐบาลไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างคุณภาพ ความเสมอภาค และการบูรณาการความร่วมมือในระดับสากล เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อพันธกิจของ ISAT และโรงเรียนสมาชิกทั้ง 204 แห่ง และเรายังคงมุ่งมั่นในการสร้างระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง ตรงประเด็น และมีความพร้อมมากที่สุดในการรับมือกับอนาคต 

    ด้วยการลดกำแพงด้านกฎระเบียบ รวมทั้งให้ความสำคัญกับทักษะที่จำเป็นในอนาคต และการสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ ดิฉันมั่นใจว่าเรากำลังเตรียมความพร้อมพลเมืองไทยรุ่นต่อไป ให้มีประสิทธิภาพ มีจริยธรรม และสามารถแข่งขันในระดับโลก เราเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือ คือกลไกขับเคลื่อนความก้าวหน้าที่แท้จริง และเราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะสานต่อความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ ISAT เพื่อแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี และผลักดันอนาคตของการศึกษาให้ก้าวหน้าสู่ระดับโลก” รมว.ศธ. กล่าว (ขอพาดหัวข่าวขนาดสั้นและยาว)

    รมว.ศธ. ชูนโยบาย 3 เสาหลัก ขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่อนาคต

    ข่าวที่เกียวข้อง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860902&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25nxks4F0bIBKbXDhAfj3S

  • เมตตาโคราช เตรียมเปิดถนนคนเดิน งานงิ้วท้ายปี พร้อมประมูลของมงคล หารายได้มอบทุนเด็ก 250 ทุน กว่า 3 แสนบาท | TOPNEWS

    เมตตาโคราช เตรียมเปิดถนนคนเดิน งานงิ้วท้ายปี พร้อมประมูลของมงคล หารายได้มอบทุนเด็ก 250 ทุน กว่า 3 แสนบาท | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 28/11/2025 16:38

    นครราชสีมา – นายคณพศ กิริยาธนาพงศ์ ประธานจัดงานถนนคนเดินและงานประเพณีงิ้ว เปิดเผยถึงกิจกรรมภายในงานว่า นอกจากการจัดถนนคนเดินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในเขตเมืองโคราชแล้ว ยังมีการจัดประมูลสิ่งของมงคล และรับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา โดยรายได้ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่าย จะนำไปมอบเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนเรียนดีแต่ยากจน จำนวนประมาณ 250 ทุน รวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท มีกำหนดมอบในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 นี้

    วันที่ 28 พ.ย.68 นายคณพศ กล่าวว่า งานประเพณีงิ้วถือเป็นงานใหญ่ที่ชุมชนไทยเชื้อสายจีนในโคราชสืบทอดมายาวนาน มีความหมายถึงการรวมญาติพี่น้องที่กระจายอยู่ตามอำเภอต่าง ๆ ให้กลับมาพบปะฉลองร่วมกันในช่วงท้ายปี พร้อมร่วมทำบุญขอบคุณเจ้าที่คุ้มครองดูแลชาวบ้านมาตลอดทั้งปี

    นายกิตติศาสตร์ ลิ้มประยูรสวัสดิ์ ประธานมูลนิธิสว่างกู้ภัยเมตตา ธรรมสถานนครราชสีมา เผยว่า เชิญชวนพี่น้องประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาร่วมเที่ยวงานถนนคนเดิน และร่วมทำบุญส่งท้ายปี 2568 ในระหว่างวันที่ 29 -30 พ.ย.และ วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ประจำปีของชุมชน พร้อมร่วมสร้างบุญกุศลและสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เด็กยากจนในจังหวัดนครราชสีมาอีกด้วย.

    ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา รายงาน

    3

    17

    “ผบ.ทสส.” ตั้งเป้า 7 วัน ฟื้นฟูหาดใหญ่ แบ่ง 4 เขต ไล่เคลียร์ลดพื้นที่สีแดง ระดมเครื่องมือจัดการ ขอปชช.ร่วมมือขนย้ายรถ

    ณพล บริบูรณ์ นักวิชาการ ทางการเมือง ดร.ฉลาด ขามช่วง ปะระธานสภาคนที่ สอง ประสานงานสำเร็จ แก้ปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินอุโบสถวัดหนองวัวดำ กรมป่าไม้อนุญาตใช้พื้นที่แล้ว

    กระทรวงอุตสาหกรรมสั่งปิดโรงงานเสาเข็มคอนกรีตปลอมเครื่องหมาย มอก.มูลค่าความเสียหายเกือบ2ล้าน

    ฮ.ทหารเร่งขนผู้ป่วยวิกฤต 5 ราย หนีน้ำท่วมจากหาดใหญ่สู่พัทลุง

    ครอบครัว “ชะนุ-สุทิสา สุโข” บริจาคข้าวสาร 3 ตัน เพื่อเป็นอาหารกลางวันแก่เด็กโรงเรียนอมกง จ.เพชรบูรณ์

    ชาวบ้านแท่นปลื้ม เปิดกิจกรรมใหญ่ “ปลุกมรดกพันปี” ชูแสงสีเสียงปรางค์กู่ร่วมเรียนรู้มรดกวัฒนธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1406518&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RsqjWUD-aZUop8z_fbINW

  • LVMH เป็นบริษัทลักชัวรีที่มีการเชื่อมโยงกับโลกศิลปะมากสุด

    LVMH เป็นบริษัทลักชัวรีที่มีการเชื่อมโยงกับโลกศิลปะมากสุด

    จากผลการศึกษาวิจัยของ Bernstein พบว่า LVMH เป็นบริษัทลักชัวรีที่มีการเชื่อมโยงกับโลกศิลปะมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วย Kering ในอันดับ 2 และ CHANEL อันดับ 3

    บริษัท Bernstein ทำการศึกษาข้อมูลเชิงลึกในเรื่องกลยุทธ์ที่บริษัทลักชัวรีในยุโรปกำลังใช้เพื่อเชื่อมโยงกับแวดวงศิลปะ ตั้งแต่การมีส่วนร่วมไปจนถึงบูรณะสถานที่สำคัญทางศิลปะ การสนับสนุนพิพิธภัณฑ์ รวมไปถึงการจับมือร่วมงานกับศิลปินหรือสถาปนิกชื่อดัง โดยเหล่าแบรนด์ลักชัวรีจำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมกับแหล่งสร้างอุดมคติและแรงบันดาลใจในระดับโกลบอลอย่างโลกแห่งศิลปะและการกีฬาเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้

    ผลวิจัยของ Bernstein รายงานว่า
    แบรนด์ลักชัวรีใหญ่เป็นกลุ่มที่เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์จากกลยุทธ์นี้มากที่สุด ทั้งการมีโอกาสในการร่วมงานกับองค์กรอื่น จำนวนเงินทุนที่มี การมีเรื่องราวประวัติศาสตร์และมรดกตกทอดของแบรนด์ และความสามารถในการสร้างรายได้จากแบรนดิ้งที่มีอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น กระเป๋า Nano Speedy ของ Louis Vuitton จากคอลเล็กชันที่ทำร่วมกับศิลปิน Yayoi Kusama นั้นมีราคาอยู่ที่ 1,740 ปอนด์ ในขณะที่กระเป๋าลายโมโนแกรมคลาสสิกรุ่นเดียวกันมีราคาอยู่ที่ 1,260 ปอนด์

    สำหรับโปรเจกต์ต่างๆ ของ LVMH บริษัทเจ้าของแบรนด์ลักชัวรีอย่าง Louis Vuitton, Dior, Celine, Bulgari, Fendi และอีกมากมายที่แสดงให้เห็นถึงการคลุกคลีกับแวดวงศิลปะอย่างเต็มตัว ก็มีทั้งการลงทุนเงินราวๆ 800 ล้านยูโรในการสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Fondation Louis Vuitton ที่กรุงปารีส

    ภาพ: Glen Sterling/UCG/Universal Images Group via Getty Images

    อ้างอิง

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    พิมพ์ คำภีร์

    นักเขียนกองบรรณาธิการคัลเจอร์ สำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/lvmh-luxury-art-connection-research/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_hl0b954f_wO63ljZaz80