Category: วัฒนธรรม

  • ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง MOU กรมการทหารช่างพัฒนาจัดการศึกษา งานวิจัยและเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาร่วมกัน

    ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง MOU กรมการทหารช่างพัฒนาจัดการศึกษา งานวิจัยและเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาร่วมกัน

    ภูมิภาค

    ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง MOU กรมการทหารช่างพัฒนาจัดการศึกษา งานวิจัยและเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาร่วมกัน

    วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.40 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ผศ.อรรถพล อุสายพันธ์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง และพลตรี สิษฐเศรษฐ์ หิรัณญพงศ์ รองเจ้ากรมการทหารช่างร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือMOUระหว่าง กรมการทหารช่างและมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้าน  จอมบึง  ณ ห้องประชุมโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง                          โดยพันเอกดร.รณพงษ์ เรืองจุ้ย ผู้อำนวยการกองกำลังพล กรมการทหารช่าง พร้อมคณะ และผศ.ดร.ดาราวรรณ ญาณะนันท์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน และอาจารย์ดร.บารมี ชูชัย คณบดีวิทยาลัยมวยไทยศึกษาและการแพทย์แผนไทย คณะผู้บริหารของสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงร่วมเป็นสักขีพยานในครั้งนี้

    ด้วยความร่วมมือความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งสองในครั้งนี้ มีเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร การวิจัย การเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานด้านอาคารสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก การให้บริการ วิชาการ ให้มีศักยภาพ และคุณภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของชุมชน ท้องถิ่น ภูมิภาคประเทศชาติ และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเขียน ตามขอบเขตความร่วมมือ มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึงจะสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลากรของกรมการทหารช่าง โดยให้ความร่วมมือในการจัดการศึกษาเป็นกรณีพิเศษ การฝึกอบรม การประชุมสัมมนาให้แก่บุคลากรตามวัตถุประสงค์ เงื่อนไขข้อตกลงที่จะกระทำร่วมกัน ได้แก่ การลดค่าลงทะเบียนเรียนแบบเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 20 ต่อภาคการศึกษา ให้แก่บุคลากรของกรมการทหารช่างในทุกหลักสูตร ที่ทางมหาวิทยาลัยเปิดทำการเรียน การสอนในโครงการจัดการศึกษาภาคพิเศษ ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึงและกรมการทหารช่าง โดยกรมการทหารช่างมีสถานศึกษาอันประกอบด้วย โรงเรียนทหารช่าง กรมการทหารช่าง โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์โยธินวิทยา และโรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์บูรณวิทยา จะร่วมกันเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งด้านวิชาการและด้านคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา ให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการร่วมกันอย่างมั่นคง จะสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลากรระหว่างกัน กรมการทหารช่างจะสนับสนุนให้ความร่วมมือด้านการพัฒนาภูมิทัศน์อาคารสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวกแก่มหาวิทยาลัย ตามวัตถุประสงค์เงื่อนไข ตามข้อตกลงที่จะกระทำร่วมกัน ทั้งสองหน่วยงานจะให้ความร่วมมือในการวิจัย เพื่อสร้างองค์ความรู้สำหรับหน่วยงาน ท้องถิ่นประเทศชาติและประชาคมอาเชียน การสนับสนุนกิจกรรมร่วมกัน เพื่อการทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรม กีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ และการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะ ฯลฯ การสนับสนุนและร่วมมือกันพัฒนาหน่วยงาน สู่สถาบันการเรียนรู้ และอื่น ๆ ที่แต่ละฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน และมีระยะเวลาดำเนินการการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ มีกำหนดระยะเวลา 4 ปี นับตั้งแต่ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2572

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/456214&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KCGRUtidgwQbS2PsXNzUo

  • ผู้แทนประเทศสมาชิก MRC ลงพื้นที่ดูงานแนวป้องกันน้ำท่วมแม่น้ำรวก – แม่น้ำสาย กรณีศึกษาความร่วมมือในการบริหารจัดการแม่น้ำโขงข้ามพรมแดน

    ผู้แทนประเทศสมาชิก MRC ลงพื้นที่ดูงานแนวป้องกันน้ำท่วมแม่น้ำรวก – แม่น้ำสาย กรณีศึกษาความร่วมมือในการบริหารจัดการแม่น้ำโขงข้ามพรมแดน

    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 นายชุมลาภ เตชะเสน ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นผู้แทนประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทนประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ได้แก่ นายจันทะเนด บัวละพา รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าคณะผู้แทนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผู้แทนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ผู้แทนกลุ่มหุ้นส่วนการพัฒนา ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ร่วมลงพื้นที่ศึกษาดูงานในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

    โดยในช่วงเช้า คณะได้เดินทางไปยังจุดศึกษาดูงาน จุดที่ 1 ณ สกายวอร์ค วัดพระธาตุดอยเวา จังหวัดเชียงราย เพื่อรับฟังบรรยายการดำเนินการโครงการขุดลอกแม่น้ำสาย-แม่น้ำรวก ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ทอดแนวยาวกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศเมียนมา ความยาว 44.8 กิโลเมตร โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมา ในการป้องกันผลกระทบจากภัยพิบัติและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่สำคัญตามแนวชายแดน มีเป้าหมายหลักเพื่อปรับปรุงสภาพการไหลของน้ำและป้องกันการสะสมของตะกอน การบริหารความเสี่ยงและการบรรเทาผลกระทบต่อชุมชนชายแดน  โดยเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคีผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมไทย – เมียนมา เกี่ยวกับเขตแดนคงที่ช่วงแม่น้ำสาย – แม่น้ำรวก (JCR) และ MRC การศึกษาดูงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กรณีตัวอย่างเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดนระหว่างสองประเทศทั้งในมิติด้านวิศวกรรม และด้านสังคม ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระดับลุ่มน้ำอย่างยั่งยืน

    จากนั้นคณะฯ ได้เดินทางไปยังจุดศึกษาดูงานจุดที่ 2 ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2531 ภายใต้พระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่เสื่อมโทรมซึ่งเคยใช้ปลูกฝิ่น และเพื่อยกระดับชีวิตของชุมชนบนพื้นที่สูง การศึกษาดูงานในครั้งนี้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้เรียนรู้รูปแบบการพัฒนาพื้นที่บนภูเขาสูงอย่างยั่งยืนทั้งด้านการฟื้นฟูป่า การจัดการน้ำ การสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชุมชน รวมถึงแนวคิดการพัฒนาแบบองค์รวมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งประสบผลสำเร็จและเป็นต้นแบบของการพัฒนาในพื้นที่สูงของประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/976158&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11i6P50_NqAA1DVERZik_q

  • ขอมหาวิทยาลัยในภาคใต้ “เลื่อนสอบ” เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ขอมหาวิทยาลัยในภาคใต้ “เลื่อนสอบ” เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/111000&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OdOJ_PQwfwP7ifkFpwHlJ

  • ฟูจิฟิล์มหนุนภารกิจสุขภาพภาคสนาม โอเวอร์บรุ๊คเปิดบริการตรวจคัดกรองฟรีแก่ประชาชนกว่า … – THE BETTER

    ฟูจิฟิล์มหนุนภารกิจสุขภาพภาคสนาม โอเวอร์บรุ๊คเปิดบริการตรวจคัดกรองฟรีแก่ประชาชนกว่า … – THE BETTER

    ครั้งแรกของการนำเครื่องเอกซเรย์ดิจิทัล FDR nano และ FDR Xair พร้อม AI ลงพื้นที่จริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองโรคในชุมชนห่างไกลจังหวัดเชียงราย.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/37977&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PAhO77DlUKG3AoywjDtQ-

  • ประวัติ “นายกฯแป้น” ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ทำไมโลกโซเชียลถามหา

    ประวัติ “นายกฯแป้น” ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ทำไมโลกโซเชียลถามหา

    ประวัติ “นายกฯ แป้น” ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเต็มกำลัง ทำไมโลกโซเชียลถามหา หลังเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่

    ประวัติ “นายกฯ แป้น” ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ นักบริหารท้องถิ่นผู้คร่ำหวอด คนในพื้นที่คุ้นเคยในชื่อ “นายกฯ แป้น” เป็นนักการเมืองและนักบริหารท้องถิ่นผู้มีบทบาทสำคัญในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะ นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ในปัจจุบัน

    เส้นทางราชการและการเมืองท้องถิ่น

    ก่อนก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ นายณรงค์พร ณ พัทลุง มีประสบการณ์ทำงานรับราชการมาอย่างยาวนานในพื้นที่ภาคใต้ เคยเป็นที่รู้จักในนาม “ปลัดแป้น” มาก่อน ด้วยความรู้ความเข้าใจในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง จากการเคยดำรงตำแหน่งในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา ท่านเคยเป็นนายอำเภอมาแล้วใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอรัตภูมิ, อำเภอจะนะ, และอำเภอหาดใหญ่

    ประสบการณ์ในตำแหน่งนายอำเภอหาดใหญ่ ถือเป็นฐานสำคัญที่ทำให้ท่านมีความเข้าใจปัญหาและความต้องการของประชาชนในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่เป็นอย่างดี ก่อนจะผันตัวเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นอย่างเต็มตัว

    ชัยชนะในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่

    นายณรงค์พร ณ พัทลุง ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนและชนะการเลือกตั้งเป็น นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 ในการเลือกตั้งครั้งนั้น ท่านลงสมัครในฐานะผู้สมัครอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมือง แต่สามารถเอาชนะอดีตนายกเทศมนตรีคนเก่าได้สำเร็จ

    หลังเข้ารับตำแหน่ง ท่านได้มีการแถลงนโยบายต่อสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ โดยมุ่งเน้นนโยบายที่ครอบคลุมหลายด้าน เช่น นโยบายเร่งด่วน 6 เรื่อง, ด้านการสร้างโอกาสและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก,ด้านการยกระดับคุณภาพการศึกษา, และด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนเพื่อเมืองน่าอยู่

    บทบาทการบริหารในสถานการณ์วิกฤต

    ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเทศบาลนครหาดใหญ่ นายณรงค์พร ณ พัทลุง มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากในอำเภอหาดใหญ่ โดยท่านได้ติดตามข้อมูลข่าวสารและแจ้งเตือนประชาชนในยามวิกฤต

    ด้วยเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ในครั้งนี้ รุนแรงและเกินความควบคุม ทำให้โลกโซเชียลเกิดคำถาม และตามหา “นายกฯแป้น” ที่มักโพสต์การทำงานลงบนโลกโซเชียล ซึ่งจากข้อมูลในเฟสบุ๊กส่วนตัว พบมีการโพสต์คลิปการทำงานอย่างหนัก ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย.68

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2898361&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rs_Q8RGzSqTDrtEnrb4DB

  • วิจัย ‘เศรษฐกิจสุขภาพ’ เผย ‘จีโนมิกส์ไทยแลนด์’ คุ้ม! ลง 1 ได้คืน 6.5 เท่า

    วิจัย ‘เศรษฐกิจสุขภาพ’ เผย ‘จีโนมิกส์ไทยแลนด์’ คุ้ม! ลง 1 ได้คืน 6.5 เท่า

    สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  จัดเวทีใหญ่ “Report and Engage” เปิดผลการศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (SROI) ของระบบเศรษฐกิจสุขภาพไทย หรือ SROI เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

    ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ กล่าวว่า สวรส. ได้สนับสนุนทุนวิจัยโครงการนี้ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “โครงการ SROI” ซึ่งมี ดร.พรพจน์ ศรีดัน จากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหัวหน้าโครงการ โดยจุดเริ่มต้นเกิดจากการเล็งเห็นปัญหา หรือ Pain Points สำคัญ 4 ประการ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพไทย ได้แก่

    1. การขาดฐานข้อมูลด้านเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy)
    2. การขาดข้อมูลสถานประกอบการ
    3. การขาดการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ
    4. การขาดแผนธุรกิจและการตลาดที่เป็นระบบ (Business Model Canvas: BMC)

    “แม้ไทยจะมีรายได้จากเศรษฐกิจสุขภาพเติบโตต่อเนื่อง แต่ข้อจำกัดเหล่านี้คืออุปสรรคใหญ่ในการก้าวไปข้างหน้า สวรส. จึงร่วมกับ จุฬาฯ ทำวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้และวางแผนธุรกิจที่เป็นระบบ โดยใช้วิธีวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) และเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ขั้นสูง เช่น SROI, CBA และ BMC มาวิเคราะห์ใน 4 ด้านหลักตามกรอบสากล คือ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, ความงาม, อาหารสุขภาพ และการแพทย์ป้องกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลจริงและแผนธุรกิจที่ใช้ได้ทันที”  ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวเน้นย้ำ 

    วิจัย ‘เศรษฐกิจสุขภาพ’ เผย ‘จีโนมิกส์ไทยแลนด์’ คุ้ม! ลง 1 ได้คืน 6.5 เท่า

    ดร.พรพจน์ ศรีดัน หัวหน้าโครงการวิจัย ได้นำเสนอผลการศึกษา หนึ่งในนั้น คือ “โครงการแผนจีโนมิกส์ประเทศไทย” (Genomics Thailand) ซึ่งเป็นการแพทย์แม่นยำและการรักษาเฉพาะบุคคล

    โดยผลวิจัยพบว่ามีความคุ้มค่าในการลงทุนสูงมาก มีอัตราผลตอบแทนทางสังคม (SROI) สูงถึง 6.51 – 6.58 เท่า กล่าวคือ งบประมาณทุกๆ 1 บาทที่ลงทุนไป จะสร้างผลลัพธ์คืนสู่สังคมไทยกลับมาคิดเป็นมูลค่ากว่า 6.5 บาท ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคร้ายแรง และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) กว่า 5.6 หมื่นล้านบาท 

    วิจัย ‘เศรษฐกิจสุขภาพ’ เผย ‘จีโนมิกส์ไทยแลนด์’ คุ้ม! ลง 1 ได้คืน 6.5 เท่า

    นอกจากนั้นแล้วยังได้ให้ข้อมูลงานวิจัยในพื้นที่  6 จังหวัดนำร่อง ปั้นของดีสู่สากล  ซึ่ง ดร.พรพจน์ ได้เปิดเผยผลการวิเคราะห์ศักยภาพเศรษฐกิจสุขภาพในระดับพื้นที่ 6 จังหวัดสำคัญ ดังนี้

    น่าน (เมืองสมุนไพร)

    • โครงการ Thai Cosmetopoeia พัฒนาผลิตภัณฑ์จาก “ใบหมี่” สร้างรายได้ก้าวกระโดดให้วิสาหกิจชุมชน มี SROI สูงถึง 1.33 เท่า
    • โครงการพัฒนาผู้ประกอบการสุขภาพ (สสจ.น่าน) มี SROI 1.21 เท่า 

    ภูเก็ต (Wellness Gateway)

    • โครงการ ศูนย์สุขภาพนานาชาติอันดามัน (มอ.ภูเก็ต) โดยเฉพาะวิทยาลัยสุขภาพนานาชาติ มีความคุ้มค่าสูงมาก (SROI 1.24 เท่า)
    • โครงการเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สร้างมูลค่ากว่า 208 ล้านบาท (SROI 0.29 เท่า) 

    เชียงใหม่ (Wellness Routes) 

    • ชูจุดเด่นวัฒนธรรมล้านนาและภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 3 เส้นทาง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 156 ล้านบาท (SROI 0.39 เท่า)
    • โครงการเมืองอุตสาหกรรมสุขภาพระดับโลก (SROI 0.11 เท่า) แม้ตัวเลข SROI ยังไม่สูงแต่มีศักยภาพเติบโตระยะยาว 

    ขอนแก่น (Next Food Center)

    • มุ่งเน้นนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพครบวงจร สร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบอีสาน มี SROI 0.52 เท่า โดยผู้ประกอบการได้รับประโยชน์สูงสุดถึง 70% 

    กระบี่ (อาหารเป็นยา)

    •  ชูจุดขาย “อาหารปลอดภัย” ผสานการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มี SROI 0.32 เท่า สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม 

    ในช่วงท้าย ทีมวิจัยได้เสนอแนะเชิงนโยบายให้ภาครัฐเร่งจัดทำ “ฐานข้อมูลเศรษฐกิจสุขภาพแห่งชาติ” ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน และยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการสู่สากล เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Medical & Wellness Hub ของโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/734110&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DK0PeAu0u1j-lQpm5Dyot

  • ตรัง-กระบี่ ปลุกพลังครูอังกฤษยุคใหม่

    ตรัง-กระบี่ ปลุกพลังครูอังกฤษยุคใหม่

    วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.21 น.

    ในห้วงเวลาที่ระบบการศึกษาไทยกำลังถูกตั้งคำถาม-ว่าเราจะยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้ทัดเทียมสากลได้อย่างไร? การปฏิรูปควรเริ่มตรงไหน? “ครู” ต้องปรับบทบาทอย่างไรในยุคดิจิทัล? ประเด็นดังกล่าวนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง–กระบี่ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งสำคัญให้วงการศึกษาภาคใต้ ด้วยการจัดอบรมหัวข้อ “การออกแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning และ CEFR ด้วยสื่อ Gold Experience” เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

    นี่ไม่ใช่อบรมธรรมดา แต่เป็น “ประกาศแผนเปลี่ยนสนามเรียนรู้” ที่มีเป้าหมายปลุกศักยภาพครูผู้สอนภาษาอังกฤษให้กลายเป็นผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัยและตรงมาตรฐานระดับโลก

    จุดเริ่มต้นแรงสั่นสะเทือน-เสียงจากผู้บริหารพื้นที่ เพื่อปลุกการศึกษาภาคใต้

    นายชัยณรงค์ ช่างเรือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง–กระบี่ จุดประกายแรกบนเวทีด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

    “ครูต้องเป็นผู้ออกแบบ ไม่ใช่ผู้บรรยาย การสอนภาษาอังกฤษวันนี้ไม่สามารถยึดแบบเดิมได้อีกต่อไป Active Learning และมาตรฐาน CEFR คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เด็กของเรามีเสียงบนเวทีโลกได้จริง

    เขาย้ำว่า ภาคใต้มีจุดแข็งด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และความหลากหลาย ซึ่งควรใช้ภาษาอังกฤษเป็นพลังในการผลักดันศักยภาพเยาวชนให้ไกลกว่าขอบเขตจังหวัดหรือประเทศ ไม่ใช่เพียงเรียนเพื่อสอบ แต่เรียนเพื่อ “ใช้ได้จริง” และ “เปลี่ยนชีวิตได้จริง”

    คำกล่าวนี้เรียกเสียงปรบมือจากครูผู้เข้าร่วมอบรมหลายสิบโรงเรียนอย่างกึกก้อง เป็นสัญญาณว่า “จุดไฟพร้อมลุกแล้ว”

    ส่วน มุมมองระดับประเทศ-เสียงจาก ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานสถาบัน พว. ท่ามกลางการขับเคลื่อน Active Learning ทั่วประเทศ ชื่อของ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ถูกกล่าวถึงในฐานะผู้ผลักดันเชิงวิชาการระดับชาติ ที่สนับสนุนให้การเรียนรู้แบบ Active Learning กลายเป็น “หัวใจของการพัฒนาผู้เรียนไทย” ดร.ศักดิ์สินเคยกล่าวไว้อย่างชัดเจนในเวทีระดับประเทศว่า “Active Learning ไม่ใช่วิธีสอน แต่คือระบบคิดใหม่ของห้องเรียน-ห้องที่เด็กเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ เชื่อมโยงความรู้ สร้างสรรค์ และสะท้อนคิด ครูจึงต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอด เป็นผู้ออกแบบและโค้ชการเรียนรู้”

    คำกล่าวนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับทิศทางของการอบรมในตรัง–กระบี่ครั้งนี้ เพราะเป็นตัวชี้ว่า การปรับเปลี่ยนบทบาทครูไม่ใช่เพียง “เทรนด์” แต่คือการวางรากฐานระบบการศึกษาใหม่ของประเทศ ดร.ศักดิ์สินยังชี้ว่า การใช้สื่อที่ออกแบบบนมาตรฐาน CEFR จะช่วยให้ Active Learning เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน เพราะกิจกรรมถูกกำหนดตามระดับสมรรถนะ,ครูวัดผลได้ชัดเจน ไม่สอนลอย และผู้เรียนเห็นความก้าวหน้าของตนอย่างเป็นระบบ บริบทนี้ทำให้การอบรมของตรัง-กระบี่ กลายเป็น “ภาพจำลอง” ของการปฏิรูปที่ พว. และนักวิชาการระดับประเทศผลักดันมาโดยตลอด

    บนเวทีการอบรมครั้งนี้ อาจารย์ฐานิสรณ์ เลขทิพย์ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ ผู้คร่ำหวอดด้านการพัฒนาครูภาษาอังกฤษ คือผู้นำทัพสำคัญ   เขาเล่าให้เราฟังอย่างลึกซึ้งว่า “ครูส่วนใหญ่รู้จัก CEFR แต่ไม่เคยเข้าใจวิธีใช้มันจริง ๆ การอบรมวันนี้คือการพาคุณครูกลับมารู้จักระดับความสามารถทางภาษาใหม่ทั้งหมด ว่าเด็กที่ A1 ทำอะไรได้ เด็กที่ B1 ควรผลิตงานแบบไหน แล้วครูจะออกแบบกิจกรรมอย่างไรให้ตรงระดับ… ไม่สอนไหลไปตามตำรา แต่สอนตรงสมรรถนะผู้เรียนจริง ๆ”

    อาจารย์ฐานิสรณ์ยังชี้ให้เห็นว่าชุดสื่อ Gold Experience ซึ่งยึดตาม CEFR เป็นแกนนำ จะช่วยครูลดภาระการเตรียมงาน พร้อมเพิ่มคุณภาพกิจกรรม Active Learning ได้มหาศาล เพราะมีโจทย์ ฟังก์ชันภาษา งานเขียน และกิจกรรมสื่อสารที่แตกต่างตามระดับจริง ไม่ใช่สื่อแบบ “One size fits all” เหมือนที่พบทั่วไป

    อาจารย์สุภาพร กิ่งเล็ก ผู้จัดการศูนย์ HCEC โรงเรียนอำมาตย์พาณิชนุกูล จ.กระบี่ ผู้เข้าร่วมอบรม ย้ำถึงความสำคัญของการประกาศจุดยืนใหม่ของครูในยุคนี้ว่า “เด็กสมัยนี้กล้าพูด กล้าถาม กล้าลอง แต่บางครั้งสื่อไม่เอื้อ และครูไม่กล้าปล่อยให้เด็กคิดเอง Active Learning ไม่ใช่กิจกรรมลุกเดินในห้อง แต่คือการปล่อยให้เด็กออกแบบความคิดของตัวเอง เรารอวันนี้มานาน-วันที่ภาคใต้จะเริ่มพูดถึงคุณภาพการเรียนภาษาอังกฤษในเชิงมาตรฐานระดับสากลอย่างจริงจัง”

    เธอยังกล่าวถึงประโยชน์จากการได้ใช้ Gold Experience ว่าเนื้อหาและโครงสร้างการสอน “ชัดเจน ตรงระดับ และสนับสนุนการสร้างสมรรถนะของผู้เรียนแบบจับต้องได้”

    ครูณิชกานต์ วงเวียน โรงเรียนสามัคคีศึกษา ถ่ายทอดความรู้สึกตรงไปตรงมาว่า นี่คือครั้งแรกที่เห็นภาพการสอน Active Learning+CEFR แบบครบวงจร ขึ้นห้องเรียนได้ทันที ไม่ใช่อบรมแล้ววางเอกสารทิ้ง เธอบอกว่าการใช้ GPAS 5 Steps ช่วยสร้างทักษะคิดขั้นสูง (HOTS) ได้ตรงจุด

    มีกิจกรรมอบรมสุดเข้มข้น-คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม โดย วิเคราะห์ Active Learning แบบลงมือทำ, ไขรหัส CEFR A1–C1, เจาะโครงสร้างสื่อ Gold Experience เวิร์กช็อปวางแผนการสอน 4 ทักษะ ฝึกสร้าง Rubric แบบ CEFR ลงมือออกแบบกิจกรรมตาม GPAS 5 Steps

    ครูต่างบอกว่า “อบรมวันเดียวเหมือนเรียนคอร์สใหญ่หลายวัน” แรงกระเพื่อมสู่ส่วนกลาง-ภาคใต้พร้อมแล้ว

    การอบรมครั้งนี้สะท้อนชัดว่า ตรัง–กระบี่กำลังขยับสู่โมเดลใหม่ของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดระดับประเทศที่ ดร.ศักดิ์สิน และสถาบัน พว. ผลักดันมาตลอด คือ ครู = ผู้ออกแบบ,ผู้เรียน=ผู้สร้างความรู้, Active Learning=กระบวนการหลัก,CEFR=มาตรฐานกลาง

    สื่อคุณภาพ=เครื่องมือสำคัญ,นี่คือสัญญาณเตือนไปถึงส่วนกลางว่า ภาคใต้พร้อมเดินหน้า-ขอเพียงนโยบายต่อเนื่อง

    บทสรุป-ไฟที่เริ่มจากตรัง-กระบี่ อาจลามทั่วประเทศ การอบรมครั้งนี้พิสูจน์ว่า เมื่อครูมีเครื่องมือที่ดีและการสนับสนุนที่ถูกต้อง พลังของการเปลี่ยนแปลงการศึกษาก็เกิดขึ้นได้จริง

    ดังที่ ดร.ศักดิ์สินเคยกล่าวว่า“การปฏิรูปการเรียนรู้เริ่มต้นที่ครู เมื่อครูเปลี่ยน ห้องเรียนก็เปลี่ยน และผู้เรียนจะเปลี่ยนตาม”ภาคใต้ได้ยืนยันแล้วว่า ภาษาอังกฤษไม่ใช่วิชา แต่คือ “กุญแจเปิดโลก”และถ้าการพัฒนาครูยังเดินหน้าต่อเนื่อง-แรงสั่นสะเทือนจาก ตรัง-กระบี่ วันนี้ อาจกลายเป็นคลื่นใหญ่ที่พาการศึกษาไทยทั้งระบบก้าวสู่ยุคใหม่ในไม่ช้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/931032&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Wn0wyOrYgLKHzmJC_lIhJ

  • เมื่อพื้นที่สีเขียวเบ่งบาน เหล่าวิหคก็เริ่มโบยบินและทำรัง – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    เมื่อพื้นที่สีเขียวเบ่งบาน เหล่าวิหคก็เริ่มโบยบินและทำรัง – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    เมื่อพื้นที่สีเขียวเบ่งบาน เหล่าวิหคก็เริ่มโบยบินและทำรัง

    โครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นหนึ่งในภารกิจที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564

    กิจกรรมหลักของโครงการเป็นงานพัฒนาสะพานเชื่อมระบบนิเวศหรือคอริดอร์ให้กับสัตว์ป่าจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสนามเพรียง พื้นที่อนุรักษ์ที่มีสถานภาพเหมือนเกาะกลางทะเล ถูกรายล้อมด้วยพื้นที่เกษตรกรรมชุมชน ให้ได้เดินทางไปสู่อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า ผืนป่าอนุรักษ์อีกแห่งที่อยู่ไม่ห่างกันไกลนัก ผ่านการสร้างพื้นที่สีเขียวให้สัตว์ป่าได้ใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกไผ่ พร้อมๆ กับพัฒนาอาชีพที่เป็นมิตรกับผืนป่าและสัตว์ป่า 

    หลังผ่านการดำเนินการมา 5 ปี (จากแผนงานระยะยาว 10 ปี) มีชุมชนเป็นแนวร่วมปันส่วนเรือกสวนไร่นามาปลูกไผ่ ลงหลักปักกล้าพันธุ์ไผ่ซางหม่นไปแล้วกว่า 20,000 ต้น บนเนื้อที่ 233 ไร่ 1 งาน และมีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 92 ราย 

    นอกเหนือจากจำนวนไผ่ที่ทยอยเติบโต การตัดฟันไปใช้ประโยชน์ ยังปรากฏข้อมูลการเข้ามาใช้ประโยชน์ของนกหลายชนิด ซึ่งตลอดปี 2568 โครงการได้พัฒนากิจกรรม การศึกษาการอพยพย้ายถิ่นของนกบริเวณพื้นที่แนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกระหว่างอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้าและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสนามเพรียง 

    โดยผลการเก็บข้อมูลนกตลอดปี พบเหล่าวิหคเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่โครงการฯ เป็นจำนวน 127 ชนิด แจกแจงรายละเอียดปลีกย่อยได้ดังนี้ 

    (1) นกอพยพ 15 ชนิด เช่นนกอีเสือลายเสือ เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือ
    (2) นกประจำถิ่น 102 ชนิด เช่น นกแว่นตาขาวสีทอง
    (3) นกอพยพผ่าน 4 ชนิด เช่น นกปรอดเล็กตาขาว นกจับแมลงคอแดง
    (4) นกอพยพทำรังวางไข่ 2 ชนิด เช่น นกกระจาบคาเล็ก นกกระจาบหัวเขียว
    (5) นกที่พบไม่บ่อยและหายาก 4 ชนิด เช่น นกแอ่นท้องขาว เหยี่ยวทุ่งแทบเหนือ

    อำนาจ สุขขวัญ หัวหน้างานป่าสงวนแห่งชาติ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และผู้ดูแลโครงการฯ เล่าที่มาของกิจกรรมว่า ไอเดียเริ่มต้นมาจากคำบอกเล่าของสมาชิกโครงการที่พบเห็นนกรูปร่างแปลกตาบินวนเวียนอยู่เหนือพื้นที่โครงการ 

    จากนั้นจึงได้พัฒนาเป็นกิจกรรมเก็บข้อมูลนกอพยพกันแบบง่ายๆ ผ่านการส่องกล้องสังเกตและจดบันทึกจัดทำเป็นฐานข้อมูลเบื้องต้น ไม่ได้ถึงขั้นทำวิจัยเป็นเรื่องเป็นราว เพียงพอให้ทราบว่ามีนกกี่ชนิดเข้ามาใช้บริการ โดยมีเจ้าหน้าที่จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสนามเพรียงเป็นผู้ดำเนินงาน และเริ่มกิจกรรมในปี 2568 เป็นปีแรก

    โดยหลังจากนี้ ผู้ดูแลโครงการระบุว่า กิจกรรมศึกษาการอพยพย้ายถิ่นของนกบริเวณพื้นที่แนวเชื่อมต่อป่าจะดำเนินงานต่อเนื่องทุกปี เพื่อบันทึกจำนวนและเปรียบเทียบชนิดนกที่พบเห็นแต่ละช่วงเวลา รวมถึงพัฒนารายละเอียดเก็บข้อมูลในเชิงคุณภาพมากยิ่งขึ้น และพัฒนาเป็นโครงการร่วมกับหน่วยงานอนุรักษ์อื่นๆ อย่างมีส่วนร่วม

    มากไปกว่านั้น ในเป้าหมายหลักของการสร้างทางเชื่อมสำหรับสัตว์ป่า ที่ยังไม่ได้ศึกษาหรือจัดทำข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรม มีเพียงการติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพสัตว์เอาไว้บางจุดของพื้นที่โครงการ แต่ก็พบร่องรอยของสัตว์ป่า เช่น หมาจิ้งจอก และชะมด ในบางส่วนของพื้นที่โครงการบ้างแล้ว กิจกรรมนี้จะพัฒนารูปแบบงานเก็บข้อมูลในปีถัดไปเช่นกัน 

    เพื่อหวังให้สัตว์ป่าในพื้นที่อนุรักษ์ทั้งสองแห่งได้เดินทางแลกเปลี่ยนพันธุกรรมกันอย่างปลอดภัย

    โครงการเชื่อมป่าฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณทำกิจกรรมจากกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่ง และบริการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้แผนงานระยะยาว มานับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ 

    ผู้เขียน

    ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/work/2025-234/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A1r1OpOpZ499chaE_1E4t

  • การเปิดเพลงให้น้องหมา-แมว ฟัง ทำให้พวกมันสงบลงได้หรือไม่ ?  – BBC News ไทย

    การเปิดเพลงให้น้องหมา-แมว ฟัง ทำให้พวกมันสงบลงได้หรือไม่ ? – BBC News ไทย

    ไขข้อสงสัย เสียงเพลงทำให้น้องหมา-แมว สงบลงได้หรือไม่ ?

    Margot three-year-old pitbull mix

    ที่มาของภาพ, Serenity Strull

    เจ้าของสัตว์เลี้ยงอาจเคยพบเห็นว่าบนโลกออนไลน์มีชุดเพลย์ลิสต์ที่ระบุว่าเป็นดนตรีสำหรับสุนัขและแมวโดยเฉพาะ แต่จริง ๆ แล้วเสียงดนตรีเหล่านี้มีผลช่วยให้สัตว์ต่าง ๆ เกิดความผ่อนคลายได้จริงหรือ

    ตอนที่ เซเรนนิตี้ สตรัลล์ บรรณาธิการภาพของบีบีซี รับสุนัขตัวหนึ่งมาเลี้ยง ซึ่งเธอตั้งชื่อว่า มาร์ก็อตต์ เธอรู้ทันทีว่า สุนัขพิทบูลวัย 3 ขวบตัวนี้กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับความวิตกกังวล

    “ศูนย์พักพิงสัตว์บอกว่ามันเป็นหมาที่ขี้อายและใจดีกับเด็ก ๆ แต่ก็มีลักษณะขี้กลัวและหวาดระแวงสุนัขตัวอื่น ๆ ด้วย” สตรัลล์ กล่าว

    เจ้ามาร์ก็อตต์เคยใช้ยาโปรแซกมาก่อน แต่ยานั้นทำให้เกิดอาการชัก ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจหยุดให้ยาดังกล่าว

    เมื่อเจ้าสุนัขมาร์ก็อตต์ได้บ้านใหม่ สตรัลล์ก็รู้ในเวลาไม่นานว่าสุนัขของเธอมีจุดกระตุ้นปมใหญ่ต่อการถูกทิ้งไว้อยู่ตัวเดียว เธอไปปรึกษากับครูฝึกสุนัขหลายแห่งรวมทั้งสัตวแพทย์ และพยายามใช้เทคนิคการทำให้สุนัขสงบสติอารมณ์ด้วยหลายวิธีต่าง ๆ กันไป แต่ก็ไม่เป็นผล

    ทว่าในที่สุดเธอก็พบวิธีหนึ่งที่พอได้ผลอยู่บ้าง นั่นคือการเปิดเพลงคลาสสิก หรือเสียงดนตรีบรรเลงที่ไม่มีเสียงเครื่องเคาะจังหวะหรือกลองที่หนักแน่น

    ครูฝึกสุนัขคนหนึ่งของเจ้ามาร์ก็อตต์แนะนำเพลย์ลิสต์ดนตรี่ชื่อว่า Through a Dog’s Ear (แปลได้ว่า ผ่านหูของสุนัข) ซึ่งเป็นเพลย์ลิสต์ของดนตรีในจังหวะช้า ๆ ซึ่งประกอบด้วยเสียงเปียโนเป็นหลักและออกแบบมาเพื่อลดความเครียดในสุนัข

    ดนตรีชุดนี้สร้างขึ้นโดย โจชัว ลีดส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตสวนศาสตร์ (psychoacoustic) หรือศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องการรับรู้ทางเสียง และซูซาน แวกเนอร์ นักประสาทวิทยาสัตวแพทย์ ซึ่งทั้งคู่ได้ศึกษาผลกระทบของดนตรีชนิดนี้ที่มีต่อสุนัข พวกเขาได้ศึกษาสุนัขกว่า 500 ตัว ทั้งในบ้านพักส่วนตัวและสถานดูแลสุนัข โดยพบว่าสุนัขมากกว่า 70% ที่อยู่ในสถานดูแล และสุนัขตามบ้านพักอาศัยกว่า 80% มีอาการวิตกกังวลน้อยลง (รวมถึงจังหวะการเดิน อาการตัวสั่น และการหอบที่ลดลง) หลังจากฟังเพลงบรรเลงที่ใช้เสียงเปียโนเป็นหลัก

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • Members of rescue teams carry the body of a victim out of his home which is partially submerged in a flooded area in Hat Yai district, which has been affected by heavy rainfall that has hit 10 provinces in southern Thailand and killed several people, in Songkhla province, Thailand, November 24, 2025.

    • สถานการณ์น้ำบริเวณวัดฉื่อฉางในเขตเศรษฐกิจของตัวเมืองหาดใหญ่ วันนี้ (23 พ.ย.) เมื่อเวลา 16.45 น.

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    จากการเฝ้าดูภาพวงจรปิดภายในบ้าน สตรัลล์เห็นผลที่ดีขึ้นเกือบจะทันตาเห็น

    เธอเล่าว่า แต่ก่อนเธอมักได้รับข้อความจากเพื่อนบ้านที่บ่นเรื่องเจ้ามาร์ก็อตต์ส่งเสียงเห่าตอนเธอไม่อยู่บ้าน แต่ตอนนี้ มาร์ก็อตต์มักจะงีบหลับโดยมีเสียงเพลงของบราห์มส์หรือบีโธเฟนเปิดคลออยู่ แทนที่จะเห่าหรือเดินวนไปมาในระหว่างที่เจ้าของไม่อยู่บ้าน “มีหลายครั้งที่ฉันยังกลับไม่ถึงบ้านจนกระทั่งตีสี่ แต่เจ้ามาร์ก็อตต์ก็นอนหลับปุ๋ย”

    งานศึกษาวิจัยอื่น ๆ ก็มีข้อสรุปที่คล้ายคลึงกัน งานศึกษาหนึ่งจากมหาวิทยาลัยควีนส์เบลฟาสต์ได้ไปดูผลกระทบจากเสียง 3 รูปแบบที่มีต่อสุนัขตามสถานดูแลและสุนัขตามบ้านที่มีเจ้าของ ได้แก่ ดนตรีคลาสสิก, เสียงหนังสือ และเสียงเงียบ โดยติดตามสังเกตการณ์ในกลุ่มควบคุม หลังจากสังเกตการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด นักวิจัยสรุปว่าดนตรีคลาสสิกมีผลทำให้สุนัขมีอาการสงบอย่างเห็นได้ชัดใน “สถานการณ์ที่ตึงเครียดเฉียบพลัน” เช่น การไปพบสัตวแพทย์และการนั่งรถเป็นเวลานาน

    อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าดนตรีคลาสสิกทุกประเภทจะได้ผล ดนตรีที่มีจังหวะช้า (50-60 บีทต่อนาทีหรือน้อยกว่านั้น) และเพลงที่แต่งขึ้นอย่างง่าย ๆ โดยมีองค์ประกอบของเครื่องเคาะหรือเสียงกลองในระดับต่ำหรือไม่มีเลยจะได้ผลดีที่สุด ทั้งหมดรวมกันนี้แสดงให้เห็นว่าสามารถลดระดับคอร์ติซอล (ฮอร์โมนที่บ่งชี้การตอบสนองต่อความเครียด) ในสุนัขได้ อย่างไรก็ตาม สาเหตุเบื้องหลังของผลกระทบจากเสียงดนตรีลักษณะดังกล่าว ยังไม่เป็นที่เข้าใจนัก

    “คำอธิบายที่ดูมีเหตุผลที่สุดคือมีบางอย่างที่ผ่อนคลายอย่างแท้จริงในดนตรีประเภทนี้ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการปลดปล่อยสารเคมี ซึ่งทำให้สภาพจิตใจผ่อนคลายขึ้น” เดโบราห์ เวลส์ นักวิจัยร่วมในงานศึกษาและนักวิจัยด้านพฤติกรรมสัตว์ที่มหาวิทยาลัยควีนส์เบลฟาสต์ กล่าว

    เดโบราห์เวลส์ ได้ศึกษาผลกระทบของดนตรีคลาสสิกต่อสัตว์ต่าง ๆ รวมถึงสัตว์ที่อยู่ในสวนสัตว์ เช่น ช้างและกอริลลา

    “ช้างและกอริลลาที่อยู่ในสวนสัตว์แสดงให้เห็นถึงข้อได้เปรียบด้านสวัสดิภาพ พวกมันจะมีพฤติกรรมแบบเหมารวมน้อยกว่า และ/หรือมีช่วงเวลาที่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมาน้อยกว่าด้วย” เวลส์กล่าว ส่วนข้อได้เปรียบด้านความเป็นอยู่ที่ดีอย่างอื่น อาจรวมถึงนิสัยการกินและการนอนหลับที่ดีกว่า ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงกว่า และภาวะเจริญพันธุ์ที่ดีขึ้น

    Listening to classical music appears to have helped Margot's anxiety

    ที่มาของภาพ, Madeleine Jett

    คำบรรยายภาพ, การฟังดนตรีคลาสสิกดูเหมือนว่าจะช่วยให้เจ้าพิทบูลตัวนี้บรรเทาความวิตกกังวลลงได้

    โดยธรรมชาติแล้วทั้งคนและสัตว์ต่างมีความสามารถในการได้ยินโดยกำเนิดที่แตกต่างกัน โดยสุนัขสามารถรับระยะเสียงได้มากกว่ามนุษย์ถึง 3 เท่า (ความถี่สูงถึง 65,000 เฮิร์ซ) ดังนั้น สุนัขจึงสามารถได้ยินระดับเสียงที่สูงกว่า และไกลกว่าที่หูมนุษย์โดยทั่วไปได้ยิน

    ส่วนแมวจะสามารถรับความถี่ของเสียงได้สูงกว่ามาก (ความถี่ที่สูงถึง 79,000 เฮิร์ซ) จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเสียงบีบแตรตามท้องถนนหรือกระทั่งเสียงขยำกระดาษฟอยล์จึงทำให้แมววิ่งปรี่ไปหลบในตู้เสื้อผ้า มีงานศึกษาเพียงไม่กี่ชิ้นที่ศึกษาเสียงเพลงหรือเสียงดนตรีว่ามีผลต่อความสงบของแมวอย่างไร อย่างไรก็ตาม งานวิจัยหนึ่งพบว่ามีความสัมพันธ์กัน โดยทีมนักวิจัยได้สวมหูฟังให้แมว 12 ตัวขณะที่พวกมันถูกให้ยาระงับประสาทเพื่อทำหมัน ก่อนเปิดเสียง 3 ประเภทต่อเนื่องกัน ได้แก่ เพลง Torn ของนาตาลี อิมบรูเกลีย, Adagio for Strings ของบาร์เบอร์ และ Thunderstruck ของ AC/DC โดยพบว่าการเลือกเปิดดนตรีคลาสสิกส่งผลให้อัตราการหายใจช้าที่สุด อัตราการเต้นของหัวใจต่ำที่สุด และมีการขยายของรูม่านตาที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นตัวบ่งชี้ถึงผลกระทบของเสียงดนตรีที่มีต่อความสงบของสัตว์

    ดนตรีคลาสสิกไม่ใช่แนวเพลงเพียงชนิดเดียวที่ทำให้สัตว์เลี้ยงต่าง ๆ รู้สึกสงบนิ่ง แต่ดนตรีเรกเก้หรือซอฟต์ร็อกที่มีจังหวะง่าย ๆ ช้า ๆ และไม่มีเสียงเครื่องเคาะหรือกลองหนัก ๆ ก็แสดงให้เห็นว่าช่วยให้สุนัขในศูนย์พักพิงผ่อนคลายได้เช่นกัน ในการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งที่สังเกตการณ์แมว 35 ตัวในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง พบว่าดนตรีบรรเลงช่วยลดอัตราการหายใจของพวกมันได้ หากเสียงนั้นไม่ดังหรือมีความถี่ที่ต่ำเกินไป (ลองนึกถึงเสียงเปียโน ฟลุต และเครื่องสาย)

    หนังสือเสียงอาจฟังดูเหมือนว่าจะเป็นเสียงที่ทําให้สัตว์เลี้ยงสงบลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บรรยายที่มีน้ำเสียงผ่อนคลาย แต่ทฤษฎีนี้ไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ การศึกษาที่เวลส์ นักวิจัยพฤติกรรมสัตว์แห่งมหาวิทยาลัยควีนส์เบลฟาสต์ร่วมเขียนเมื่อปี 2022 ได้ไปสังเกตปฏิกิริยาของสุนัข 60 ตัว ซึ่งเจ้าของเปิดให้ฟังดนตรีคลาสสิกหรือหนังสือเสียงขณะที่เจ้าของไม่อยู่เป็นเวลาสั้น ๆ จากการสังเกตพบว่าหนังสือเสียงมีผลน้อยมากต่อการทำให้สุนัขสงบ โดยพบว่าสุนัขมีพฤติกรรมจ้องมองไปที่ลำโพงขณะที่เปิดหนังสือเสียงแทนที่จะนั่งหรือนอนราบเหมือนตอนที่พวกมันทำเสียส่วนใหญ่ขณะที่ฟังเพลง

    Music with a slow tempo and not too much heavy percussion appears to be the most soothing to dogs

    ที่มาของภาพ, Madeleine Jett

    คำบรรยายภาพ, ดนตรีที่มีจังหวะช้า ๆ และไม่มีเสียงเครื่องเคาะที่หนักเกินไปอาจช่วยทำให้สุนัขสงบลงได้

    แม้ว่ามีงานศึกษาวิจัยหลายฉบับที่ชี้ให้เห็นถึงพลังความสงบของดนตรีคลาสสิก แต่ก็ไม่ได้หมายว่ามันจะมีผลต่อสุนัข แมว หรือช้างทุกตัว งานศึกษาต่าง ๆ โดยมากมักจะเป็นงานวิจัยขนาดเล็กและมีระยะเวลาของการสังเกตสั้น ๆ โดยมุ่งเน้นไปที่ศูนย์พักพิงสัตว์หรือโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดความเครียดอย่างมาก

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการวิจัยนี้คือ จำนวนหมวดหมู่ย่อยภายในดนตรีคลาสสิกหรือดนตรีบรรเลง และความแตกต่างเหล่านั้นอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบของดนตรี

    เมื่อ จาเน็ต มาร์โลว์ นักพฤติกรรมเสียงและนักแต่งเพลง ได้สังเกตสิ่งนี้กับสัตว์เลี้ยงของเธอเอง เธอจึงเริ่มสร้างสรรค์ดนตรีขึ้นมาเพื่อปลอบโยนสัตว์เลี้ยงของเธอเอง และในที่สุดก็ขยายไปสู่สัตว์เลี้ยงชนิดอื่นอีกมากมาย

    “ฉันเริ่มทำเพลงและทดสอบเพลงที่ทำขึ้นเป็นการเฉพาะสำหรับชีววิทยาการได้ยินของสุนัข แมว ม้า และสัตว์ชนิดอื่น ๆ” เธอกล่าว

    การใช้แนวทางที่ทำขึ้นเป็นการเฉพาะทำให้เธอสามารถขจัด “คลื่นความถี่ที่มีลักษณะกระตุ้นเร้าและปรับจังหวัดต่าง ๆ และฮาร์โมนิกส์ ดังนั้น เสียงที่ออกมาจึงเป็นเสียงที่มีความสบาย ๆ” ในที่สุดแล้ว จาเน็ต ได้สร้างแคตตาล็อกเสียงที่ประกอบด้วยแนวเพลงหลากหลายที่มีชื่อว่า “เสียงสำหรับสัตว์เลี้ยง” (Pet Acoustics) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการศึกษาวิจัยโดยผู้ทรงคุณวุฒิหลายฉบับ

    ไม่ว่าคุณจะลองเปิดเพลย์ลิสต์ Through a Dog’s Ear ที่จาเน็ตประพันธ์ขึ้น หรือเพลย์ลิสต์ดนตรีคลาสสิกที่รวบรวมขึ้นมาเอง การค้นหาเสียงที่เหมาะกับสัตว์เลี้ยงของคุณอาจต้องมีการลองผิดลองถูกไปเรื่อย ๆ ทว่าหากประสบการณ์ของเจ้าหมาพิทบูลมาร์ก็อตต์พอจะเป็นตัวบ่งชี้ได้แล้วล่ะก็ เสียงที่ผ่อนคลายและเหมาะสมก็สามารถสร้างความแตกต่างได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c5yjxvljndxo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F5WVwPUa1ofpN8Ve0pFfv

  • “กัมพูชาส่งออกจักรยานเพิ่มขึ้น 47.6% ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025″

    “กัมพูชาส่งออกจักรยานเพิ่มขึ้น 47.6% ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025″

    กัมพูชาส่งออกจักรยานมูลค่า 502.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในหลายประเทศในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 เพิ่มขึ้น 47.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามรายงานของกระทรวงพาณิชย์กัมพูชา 

    นาย Penn Sovicheat รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และโฆษกกระทรวงฯ กล่าวว่า จักรยานที่ผลิตในกัมพูชาได้ถูกส่งออกไปยังสหภาพยุโรป (EU) สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และแคนาดา เป็นหลัก รวมถึงประเทศอื่น ๆ ซึ่งจักรยานได้กลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกหลักของกัมพูชา ควบคู่ไปกับเสื้อผ้า รองเท้า สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง ยางรถยนต์ และสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ เช่น ข้าว ยางพารา เม็ดมะม่วงหิมพานต์ กล้วย มะม่วง และลำไย

    ด้านอาจารย์ประจำสถาบันการศึกษานานาชาติและนโยบายสาธารณะ (Institute for International Studies and Public Policy) มหาวิทยาลัยพนมเปญ (University of Phnom Penh) กล่าวว่าการเติบโตนี้สะท้อนถึงการผลิตภายในประเทศที่ยังสามารถเติบโตและความต้องการของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นซึ่งรับแรงหนุนจากการดำเนินงานที่ยังมีเสถียรภาพของโรงงานผลิตจักรยานในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ที่บาเวต (เมืองชายแดนที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงพนมเปญของกัมพูชา และอยู่ใกล้กับนครโฮจิมินห์ของเวียดนาม) การเข้าถึงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคที่ดีขึ้น และคำสั่งซื้อจากตลาดสำคัญ โดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรปที่ยังมีคำสั่งซื้อมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยเสริมบทบาทในฐานะศูนย์กลางการผลิตจักรยานระดับภูมิภาคที่มีความสามารถแข่งขันสูง

    ข้อมูลที่น่าสนใจ

    1. โรงงานและฐานการผลิตรถจักรยานของกัมพูชา ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone: SEZ) ณ เมืองบาเวต (Bavet) จังหวัด Svay Rieng (ชายแดนกัมพูชา‑เวียดนาม) อาทิ บริษัท

    • A AND J (Cambodia) Co., Ltd.

    • Speedtech Industrial Co., Ltd.

    • Smart Tech (Cambodia) Co., Ltd.

    • XDS Bicycle (Cambodia) Co., Ltd.

    • Evergrand Bicycle (Cambodia) Co., Ltd. 

    2. ตลาดส่งออกจักรยานหลักของกัมพูชา ได้แก่ (1) สหภาพยุโรป (2) สหราชอาณาจักร (3) สหรัฐอเมริกา และ 4) แคนาดา 

    3. ข้อมูลจากสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา (Council for the Development of Cambodia: CDC) พบว่า เมื่อปี 2023 มีการส่งรถจักรยานที่ผลิตในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เมืองบาเวต ไปยัง EU และ UK มากกว่า 1.2 ล้านคัน ซึ่งเท่ากับประมาณร้อยละ 70 ของการส่งออกจักรยานของกัมพูชาทั้งหมด

    ความเห็นสำนักงานฯ

    1. กัมพูชาถือเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกจักรยานรายใหญ่ของโลก เนื่องจากมีปัจจัยหลายด้านที่เอื้อต่อการผลิตจักรยาน หนึ่งในเหตุผลที่สำคัญ คือ ค่าแรงที่แข่งขันได้ ทำให้ต้นทุนการประกอบจักรยานต่ำกว่าหลายประเทศ

    2. กัมพูชายังได้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางการค้า โดยเฉพาะชิ้นส่วนจักรยานหรือวัตถุดิบบางส่วนสามารถนำเข้าจากเวียดนาม (สหภาพยุโรปอนุมัติให้ใช้วัสดุจากเวียดนามสำหรับการส่งออกไปยุโรป) สิทธิพิเศษทางการค้า เช่น ข้อตกลง Everything But Arms (EBA) รวมถึงความสะดวกในการขนส่งระหว่างกัมพูชาและเวียดนาม ทำให้เขตเศรษฐกิจพิเศษบาเวตกลายเป็นจุดดึงดูดการลงทุนสำหรับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิตจักรยานและชิ้นส่วน

    3. แม้ไทยจะไม่ใช้ฐานการผลิตจักรยานต์ของโลก แต่ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องยังสามารถหาโอกาสและความร่วมมือด้านต่างๆ กับกัมพูชาได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากไทยมีโรงงานผลิตชิ้นส่วนจักรยานและโลหะที่มีคุณภาพสูง ซึ่งสามารถเจะตลาดจักรยานเฉพาะกลุ่ม เช่น จักรยานไฟฟ้า (e-bike) หรือ จักรยานภูเขา (mountain bike) เพื่อสามารถต่อยอดส่งออกไปตลาดยุโรป สหรัฐฯ หรือแคนาดา ได้ 

    _____________________________________________________________________

    ที่มา Khmer Times & CDC

    26 พฤศจิกายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/unochlvodx25v97d3gfeh7mk&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1svR95m5gf15ZKs82Q9Zgl