Category: วัฒนธรรม

  • นครเซี่ยงไฮ้เสี่ยงจม! วิจัยใหม่ชี้เมืองชายฝั่งเสี่ยงน้ำท่วมใหญ่จากสภาพอากาศสุดขั้ว-น้ำทะเลหนุนสูง-พื้นดินทรุดตัว

    นครเซี่ยงไฮ้เสี่ยงจม! วิจัยใหม่ชี้เมืองชายฝั่งเสี่ยงน้ำท่วมใหญ่จากสภาพอากาศสุดขั้ว-น้ำทะเลหนุนสูง-พื้นดินทรุดตัว

    งานวิจัยใหม่เผยว่า “การรวมตัวของเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว น้ำทะเลหนุนสูง และการทรุดตัวของพื้นดิน อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ และลึกขึ้นในเมืองชายฝั่งในอนาคต” 

    การศึกษานี้ตีพิมพ์ในวารสาร ‘One Earth’ มุ่งเน้นกรณีที่ ‘นครเซี่ยงไฮ้’ ในจีน ซึ่งเสี่ยงน้ำท่วมจากพายุไต้ฝุ่นขนาดใหญ่และรุนแรง หรือพายุโซนร้อน ที่ก่อให้เกิดคลื่นพายุซัดฝั่งและคลื่นยักษ์   

    เมื่อเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับสาเหตุน้ำท่วมอื่นๆ เช่น ระดับน้ำในแม่น้ำแยงซีเกียงที่สูงขึ้น ดังเช่นกรณี ‘ไต้ฝุ่นวินนี่’ เมื่อปี 1997 ที่ทำให้น้ำทะเลทะลักท่วมชายฝั่ง จนสร้างความเสียหายมหาศาล คร่าชีวิตผู้คนกว่า 370 ราย และกระทบประชาชนกว่า 29 ล้านคน 

    กรณีศึกษาเมืองชายฝั่ง ‘นครเซี่ยงไฮ้’ เสี่ยงจม หากไม่ปรับแผนป้องกันน้ำท่วม… 

    (Photo by : Shutterstock / zhangyuqiu) 

    (Photo by : Shutterstock / zhangyuqiu) 

    งานวิจัยดังกล่าวดำเนินการโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย (UEA), มหาวิทยาลัยครุศาสตร์เซี่ยงไฮ้, และมหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน ร่วมกับสถาบันอื่นๆ ในจีน สหรัฐฯ และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้ประเมินสาเหตุทั้งหมดของน้ำท่วมในเซี่ยงไฮ้ แล้วพบว่าเมื่อพิจารณาถึงสภาพภูมิอากาศ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และการทรุดตัวของพื้นดิน ภายในปี 2100 น้ำท่วมในเซี่ยงไฮ้อาจขยายตัวขึ้นถึง 80% และลึกขึ้นมาก 

    นักวิจัย ระบุว่า “จำเป็นต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติ ซึ่งรวมถึงการสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมแบบเคลื่อนที่ได้ เช่นเดียวกับกำแพงกั้นแม่น้ำเทมส์ในลอนดอนอน” แต่ก็เตือนด้วยว่ายังมีความเสี่ยงที่จะเกิด ‘ความล้มเหลวอย่างร้ายแรง’ ของระบบป้องกันอันเนื่องมาจากระดับน้ำที่สูงขึ้นโดยเฉพาะจากดินทรุด น้ำทะเลหนุน และคลื่นสูงที่เกิดขึ้นในช่วงพายุไต้ฝุ่น  

    “ความเสี่ยงนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่ และจำเป็นต้องนำมาพิจารณาในการปรับตัวในเซี่ยงไฮ้และเมืองอื่นๆ ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ โดยจำเป็นต้องมีแนวป้องกันแบบหลายชั้นแทนที่จะเป็นแนวเดียว” 

    “ผลการวิจัยเหล่านี้มีผลกระทบที่กว้างขวางยิ่งขึ้นสำหรับเมืองชายฝั่งทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองที่สร้างบนพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำอย่าง ‘นครเซี่ยงไฮ้’…การวิเคราะห์ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคาดการณ์และสนับสนุนความต้องการในการปรับตัวที่สำคัญในเมืองเหล่านี้” ศาสตราจารย์โรเบิร์ต นิโคลส์ นักวิจัยหลักจากศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไทน์ดอลล์ (Tyndall Centre for Climate Change Research) กล่าว  

    เป็นที่ทราบกันดีว่าพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่ลุ่มต่ำนั้นเป็นที่ตั้งของนครเซี่ยงไฮ้เมืองที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกและเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทว่าพื้นที่เหล่านี้กลับมีความเสี่ยงต่อน้ำท่วมจากพายุหมุนเขตร้อน และพายุหมุนนอกเขตร้อนเพิ่มมากขึ้น 

    ทั้งนี้พบว่าน้ำท่วมเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ได้แก่ น้ำขึ้นน้ำลง คลื่นซัดฝั่ง คลื่นน้ำ ปริมาณน้ำในแม่น้ำ และฝน โดยน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดนั้น มักเกิดจากปัจจัยหลายอย่างพร้อมกัน เช่น ปริมาณน้ำในแม่น้ำสูง และมีพายุในเวลาเดียวกัน 

    ความน่าจะเป็นและความรุนแรงของน้ำท่วมมักถูกประเมินต่ำเกินไป เนื่องจากไม่ได้คำนึงถึงน้ำท่วมที่เกิดจากหลายสาเหตุแบบนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการทรุดตัวของดิน รวมถึงการจมตัวของดินในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำทั้งหมด กำลังเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วม ดังนั้นภัยคุกคามจึงเพิ่มขึ้นในเมืองชายฝั่งทุกแห่ง โดยเฉพาะเมืองสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่เจอปัญหาทั้งหมดนี้” ศาสตราจารย์นิโคลส์ กล่าว 

    สร้างแบบจำลองสถานการณ์น้ำท่วมในอนาคต 

    ทีมวิจัยได้ใช้แบบจำลองบรรยากาศ มหาสมุทร และชายฝั่ง (AOCM) ของภูมิภาคเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่รวมปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมทั้งหมดไว้ด้วยกัน โดยนำเหตุการณ์ไต้ฝุ่น 10 เหตุการณ์ในอดีตที่ก่อให้เกิดน้ำท่วมรุนแรง มาจำลองการเปลี่ยนแปลงในอีก 75 ปีข้างหน้าไปจนถึงปี 2100 ภายใต้ระดับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการทรุดตัวของดินที่ต่างกัน 

    การรับมือกับความท้าทายนี้แทบจะเป็นการยกระดับระบบป้องกัน เนื่องจากเซี่ยงไฮ้และเมืองสามเหลี่ยมปากแม่น้ำส่วนใหญ่มีระบบป้องกันอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการทรุดตัวของดิน น้ำทะเลหนุนสูง และคลื่นสูงที่เกิดขึ้นในช่วงพายุไต้ฝุ่นนั้นต่างเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงล้มเหลวอย่างร้ายแรง และเกิดน้ำท่วมใหญ่ หากระบบป้องกันล้มเหลว 

    “ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘polder effect’ (เมื่อกำแพงป้องกันล้มเหลว) ยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการวางแผนการปรับตัวในเซี่ยงไฮ้และเมืองอื่นๆ ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ แทนที่จะพึ่งพาการป้องกันเพียงแนวเดียว แต่การป้องกันแบบหลายชั้นก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เมืองเหล่านี้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

    — ศาสตราจารย์นิโคลส์ กล่าว  

    (Photo by : Shutterstock / Lushengyi) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/shanghai-study-finds-flood-risks-in-delta-cities-are-increasing&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mBdDR-pg9enzcJQMW06S6

  • Gen Y เรียนจบสูงแต่หางานยาก ทุ่มเทสุดตัวแต่ทำไมชีวิตไปไม่ถึงไหน

    Gen Y เรียนจบสูงแต่หางานยาก ทุ่มเทสุดตัวแต่ทำไมชีวิตไปไม่ถึงไหน

    Gen Y รุ่นที่เรียนจบสูงที่สุด แต่กลับหางานยากที่สุด ถูกปฏิเสธเพราะ “วุฒิสูงเกินไป” แถมจิตใจย่ำแย่ ไล่ล่าความสำเร็จตามมาตรฐานโซเชียลจนรู้สึกชีวิตไปไม่ถึงไหน

    • แม้คนรุ่นมิลเลนเนียล (Gen Y) จะเป็นรุ่นที่เรียนสูงที่สุด แต่กลับเผชิญตลาดงานที่ซับซ้อนกว่ารุ่นก่อน ถูกปฏิเสธเพราะ “วุฒิสูงเกินไป” โอกาสถูกจำกัดด้วยสายสัมพันธ์ และงานมั่นคงที่เคยเป็นมาตรฐานเริ่มหายไปเรื่อยๆ   
    • แรงกดดันทางเศรษฐกิจ ทำให้จิตใจ Gen Y รุมเร้าหนักที่สุด คนรุ่นนี้ทำตามสูตรเดิมทุกอย่าง เรียนสูงๆ หางานบริษัทชื่อดัง ทำงานหนัก ซื่อสัตย์ต่อองค์กร แต่กลับเจอวิกฤติเศรษฐกิจ ค่าครองชีพพุ่ง ไล่ล่าความสำเร็จตามมาตรฐานโซเชียลจนรู้สึก “ชีวิตไปไม่ถึงไหน” 
    • อนาคตของความสำเร็จ ไม่ต้องพึ่ง “ใบปริญญา” อีกต่อไป คนรุ่นนี้จึงหันไปสร้างเส้นทางตัวเอง (เป็นผู้ประกอบการ หาเมนทอร์ สร้างเครือข่าย) เพราะในโลกใหม่ ความสามารถในการปรับตัว ความยืดหยุ่น และหาสมดุลชีวิต คือกุญแจสำคัญ

    รู้หรือไม่? Gen Y คือเจนเนอเรชันที่มีประชากรในรุ่นเรียนจบสูงที่สุด แต่กลับหางานยากที่สุด และต้องเผชิญวิกฤติหนักกว่าที่เคยถูกคนรุ่นก่อนๆ สอนให้เชื่อ ตามรายงานของ PEW Research Center ระบุว่า แม้ Gen Y จะเป็นคนรุ่นที่ได้รับการศึกษาสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ แต่ชาวมิลเลนเนียล กลับพบว่าตัวเองอยู่ในตลาดแรงงานที่เข้มงวดยิ่งกว่ารุ่นพ่อแม่ และยากกว่าที่ระบบเคยสัญญาไว้เสียอีก

    หลายคนเรียนจนถึงระดับสูงสุด ทั้งปริญญาตรี โท หรือแม้แต่จบปริญญาเอก แต่กลับถูกบริษัทปฏิเสธว่า “คุณสมบัติเกินความจำเป็น” หรือไม่ก็ต้องเริ่มต้นจากตำแหน่งล่างสุดเหมือนไม่มีวุฒิอะไรติดตัวมาเลย

    ยิ่งน่าขมขื่นกว่านั้นคือ คนรุ่นที่ถูกสอนให้เชื่อว่าการศึกษาเป็น “ตั๋วทองสู่อาชีพการงานที่ดีและมั่นคง” แต่พวกเขากลับกลายเป็นรุ่นที่เจออุปสรรคด้านเศรษฐกิจและอาชีพหนักที่สุด ต้องเผชิญทั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอย เงินเฟ้อ ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นทุกด้าน และโครงสร้างงานที่เปลี่ยนไป จนใบปริญญาไม่รับประกันงานดีเงินเดือนสูงได้อีกต่อไป แม้จะ “ทำทุกอย่างถูกต้องตามสูตร” แต่ผลลัพธ์กลับไม่ได้ใกล้เคียงสิ่งที่ถูกสอนให้หวังเลยสักนิด 

    ..ไม่แปลกที่วัยทำงานรุ่นมิลเลนเนียล จะมีคำถามผุดขึ้นมาในใจว่า “เมื่อทำตามแผนและเซ็ตเส้นทางอาชีพตามบรรทัดฐานที่ควรจะเป็นทุกอย่างแล้ว แต่ทำไมชีวิตการทำงานถึงยังไม่ไปไหน?”

    เรียนสูง ทำงานหนัก แต่โอกาสด้านอาชีพกลับไม่เพิ่มมากขึ้น

    มิเชลล์ อองตัวเนต แรงคิน (Michelle Antoinette Rankine) ผู้ประกอบการและเจ้าของแฟรนไชส์ ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์ของตนเองว่า ตั้งแต่ช่วงที่เรียนจบมหาวิทยาลัยระดับปริญญาตรี เธอก็เริ่มรู้แล้วว่าความพยายามไม่ได้นำไปสู่โอกาสอย่างที่คิด เธอสมัครฝึกงานและหางานระดับเริ่มต้นทุกอย่างที่หาได้ แต่ผู้ที่ได้งานกลับเป็นคนที่ “รู้จักกันในแวดวง” มากกว่าจะเลือกคนนอก เพราะระบบไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่พยายามที่สุด

    ทั้งที่เธอมีวุฒิครบทั้งตรี-โท-เอก แต่กลับเจอคำตอบวนลูปเดิมๆ ว่า “คุณสมบัติสูงเกินไป” หรือ “ควรเริ่มจากงานระดับล่างสุดก่อน” ขณะเดียวกัน คนที่มีวุฒิการศึกษาน้อยกว่าเธอมาก กลับได้ตำแหน่งที่ดีกว่าเพียงเพราะมีสายสัมพันธ์ที่เหนือกว่า ..นี่คือประสบการณ์ที่คนรุ่นมิลเลนเนียลจำนวนมากมีร่วมกัน และมันไม่ใช่ สิ่งที่คิดขึ้นมาเอง

    ระบบการศึกษาเดิม + เศรษฐกิจเปลี่ยนเร็ว = สูตรอาชีพที่ใช้ไม่ได้ผล

    เอเบเนเซอร์ อัลเลน (Ebenezer Allen) ผู้ก่อตั้ง Westlink Academy อธิบายว่า มิลเลนเนียลได้รับ “แผนที่ชีวิตแบบเก่า” แล้วถูกคาดหวังให้เดินตามเส้นทางเดิม กล่าวคือ เรียนมหาวิทยาลัย ก่อหนี้ ทำงานหนัก ซื่อสัตย์กับองค์กร แต่เมื่อเข้าตลาดงานจริง พวกเขากลับต้องเจอวิกฤติเศรษฐกิจหลายระลอก เงินเฟ้อที่บีบเข้ามาทุกด้าน และตลาดงานที่ถูก AI และระบบ Gig Economy ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานอย่างหนัก

    ดังนั้น แม้พวกเขาหลายคนจะมีวุฒิการศึกษาสูง แต่กลับต้องติดอยู่ในงานที่รายได้น้อยกว่า สวัสดิการน้อยกว่า และความมั่นคงต่ำกว่ารุ่นพ่อแม่ ที่เคยได้งานดีๆ โดยไม่ต้องมีปริญญาด้วยซ้ำ

    อัลเลนชี้ว่า ความกังวลของคนรุ่นนี้ “เป็นความจริงที่สัมผัสได้” เพราะแม้กระทั่งการเรียนรู้ทักษะใหม่เพื่อไม่ตกงาน ก็กลายเป็นเรื่องของ “การอยู่รอด” มากกว่า “การเลื่อนขั้น” ไปเสียแล้ว และการย้ายงานบ่อยก็มักถูกตำหนิ ทั้งที่จริงๆ แล้วคือการปกป้องตัวเองในระบบที่ไม่ให้ความมั่นคงเหมือนเดิมอีกต่อไป

    ทำทุกอย่างตามสูตรแล้ว ทำไมยังรู้สึกชีวิตไม่ประสบความสำเร็จ?

    สำหรับ ดร.ไบรอัน นวันนูนู (Dr. Brian Nwannunu) แพทย์และที่ปรึกษาคนรุ่นใหม่ สะท้อนความเห็นในประเด็นนี้ว่า ปัญหานี้ไม่ได้มีแค่ด้านเศรษฐกิจ แต่กระทบจิตใจด้วย คนทำงานรุ่น Gen Y ถูกสอนให้ไล่ตามตำแหน่ง เงินเดือน และความสำเร็จแบบเช็กลิสต์ จนลืมมองว่า เป้าหมายเหล่านั้นอาจไม่เคยมีจุดนั้นอยู่จริงๆ

    ในขณะที่ วัยทำงานรุ่น Gen Z พวกเขากล้าแหกขนบวัฒนธรรมการทำงานแบบดั้งเดิม กล้าพัก กล้าหยุดงาน และตั้งขอบเขตให้ตัวเอง ขณะที่คนรุ่นมิลเลนเนียลกลับรู้สึกว่า “หยุดไม่ได้” เพราะกลัวจะโดนทิ้งไว้ข้างหลัง

    นวันนูนูยังทิ้งประโยคชวนคิดว่า “ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องมีเงินหลักแสนหรือหลักล้านถึงจะใช้ชีวิตได้ดี สิ่งที่เราเห็นในโซเชียล บางครั้งเป็นแค่การอวดโชว์ช่วงเวลาที่สวยที่สุดของใครสักคนเท่านั้น ซึ่งไม่ได้สะท้อนความจริงทั้งหมดของชีวิตเขาเลย”

    ถอดใจงานประจำ หันหาธุรกิจส่วนตัว ไม่ใช่ความฝันแต่คือทางรอด

    ตัดภาพกลับมาที่ มิเชลล์ อองตัวเนต แรงคิน เธอบอกด้วยว่า การเป็นผู้ประกอบการคือเส้นทางที่ทำให้เธอมีรายได้และอิสระ มากกว่าที่งานประจำเคยให้ แม้ยังมีหนี้การศึกษาอยู่มาก แต่เธอสามารถวางแผนเกษียณก่อนวัย และรู้สึกว่าควบคุมชีวิตตัวเองได้มากกว่า

    เธอมองว่านี่คือหนึ่งในคำตอบต่อ “สัญญาลวง” ที่สถาบันต่างๆ เคยบอกกับคนรุ่น Gen Y เพราะความสำเร็จของเธอในตอนนี้ไม่ใช่งานตำแหน่งหรู ในบริษัทชื่อดัง แต่คือเวลา อิสระ และความยืดหยุ่นในชีวิต

    ส่วนในมุมของโลกโซเชียลที่มักแชร์ชีวิตสวยหรูนั้น แรงคินอธิบายว่า โซเชียลมีเดียทำให้ชาวมิลเลนเนียลรู้สึกว่า ตัวเองช้ากว่าคนอื่น ทั้งที่ความจริงแล้วสิ่งที่เห็นคือ “ตอนจบที่ถูกเลือกมาโพสต์” ไม่ใช่ความจริงทั้งเรื่อง

    เธอบอกว่า “ตอนคุณกำลังลุยงานหนัก คุณไม่มีเวลามาโพสต์หรอก แต่พอถึงวันที่โพสต์ได้ มันเลยดูเหมือนได้ดีแบบชั่วข้ามคืน ทั้งที่ไม่ใช่เลย”

    Gen Y รุ่นเดอะแบกที่ถูกทุกวิกฤติทดสอบ แต่ยังต้องลุกขึ้นเดินต่อไป

    แรงคินพูดถึงมิลเลนเนียลว่าเป็นรุ่นที่ถูกหล่อหลอมทั้งจากเหตุการณ์ 9/11 วิกฤติเศรษฐกิจปี 2008 โควิด-19 เงินเฟ้อ และอีกมากมาย สิ่งที่ดูเหมือน “ความยืดหยุ่น” จริงๆ แล้วอาจเป็นเพียง “สัญชาตญาณเอาตัวรอด” ที่ต้องทำเพราะไม่มีทางเลือกอื่น “เราต้องเดินต่อ ไม่งั้นก็อยู่ไม่ได้” เธอบอกย้ำ

    ท้ายที่สุด…คำถามที่ว่าทำไม Gen Y เป็นรุ่นที่เรียนจบสูงที่สุด แต่กลับยังต้องดิ้นหนักที่สุด? คำตอบอาจเป็นเพราะ พวกเขาเจอกติกาชีวิตเปลี่ยนไปโดยที่ไม่มีใครเตือนได้ล่วงหน้า ไม่ว่าเศรษฐกิจเปลี่ยน ระบบงานเปลี่ยน ต้นทุนชีวิตสูงขึ้น และใบปริญญาก็ไม่ใช่ตั๋วทองอีกต่อไป

    อัลเลนมองว่า ความมั่นคงในอนาคตจะมาจาก “ทักษะการปรับตัว” ไม่ใช่วุฒิการศึกษา ขณะที่ แรงคิน เชื่อว่า “เมนทอร์และเครือข่าย” คือพลังเร่งการเติบโตในเส้นทางอาชีพ ส่วนแพทย์อย่าง นวันนูนู เตือนว่า สิ่งที่วัยทำงานควรโฟกัสที่สุดคือ “สมดุลชีวิต” ไม่ใช่ตัวเลขที่แข่งขันกันไม่มีที่สิ้นสุด

    อ้างอิง: Forbes, PEW Research CenterMichelleRankine Phd.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1210456&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GXgojZkPr_oQsewFdm4eB

  • ก.ค.ศ. อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 8 ราย (26 พฤศจิกายน 2568)

    ก.ค.ศ. อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 8 ราย (26 พฤศจิกายน 2568)

    เลขาธิการก.ค.ศ.เปิดเผยว่า ในการประชุม อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับวิทยฐานะข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ครั้งที่ 11/2568 เมื่อวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ได้มีมติอนุมัติให้ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 8 ราย ได้แก่

    • วิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ จำนวน 2 ราย
    • วิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ จำนวน 5 ราย
    • วิทยฐานะผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญ จำนวน 1ราย

    ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านครับ

    ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร

    ที่มา สำนักงาน ก.ค.ศ. 

    ชุดไทยจิตรลดา โทนสีดำ ตัดเย็บจากผ้าไหมแพรทิพย์ งานละเอียดปราณีต แพทเทิร์นเข้ารูป สวยหรู ทันสมัย #ภาพถ่ายจากสินค้าจริง

    ฿1,790

    https://s.shopee.co.th/8ANnSpUT4P?share_channel_code=6


    ก.ค.ศ. อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 8 ราย (26 พฤศจิกายน 2568)ก.ค.ศ.อนุมัติวิทยฐานะเชี่ยวชาญอนุมัติเชี่ยวชาญอนุมัติวิทยฐานะเชี่ยวชาญก.ค.ศ.อนุมัติกคศอนุมัติ

    Advertisement

    ≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

    :: เรื่องปักหมุด ::

    Advertisement

    ≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡

    การจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน (PA) ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัด สพฐ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    การจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน (PA) ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัด สพฐ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    เปิดอ่าน 736 ☕ 29 พ.ย. 2568

    มาตรการและแนวปฏิบัติการดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 (ว49633)

    มาตรการและแนวปฏิบัติการดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 (ว49633)

    เปิดอ่าน 2,504 ☕ 27 พ.ย. 2568

    ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 10/2568 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568

    ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 10/2568 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568

    เปิดอ่าน 18,545 ☕ 27 พ.ย. 2568

    “อรรถพล” เรียกร้องทุกพรรคการเมืองปฏิรูปอาชีพครู ถ้าไม่ทำการศึกษาไทยจะถอยหลังอีกเป็นสิบปี

    เปิดอ่าน 800 ☕ 27 พ.ย. 2568

    การจัดสรรอัตราและงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อเป็นค่าจ้างบุคลากรสนับสนุนการปฏิบัติงานให้ราชการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตำแหน่งนักการภารโรง กรณีทดแทนลูกจ้างประจำเกษียณอายุราชการ

    การจัดสรรอัตราและงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อเป็นค่าจ้างบุคลากรสนับสนุนการปฏิบัติงานให้ราชการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตำแหน่งนักการภารโรง กรณีทดแทนลูกจ้างประจำเกษียณอายุราชการ

    เปิดอ่าน 1,718 ☕ 26 พ.ย. 2568

    ≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

    เติมน้ำมันให้คุ้มที่สุด

    เติมน้ำมันให้คุ้มที่สุด

    เปิดอ่าน 11,123 ครั้ง

    ว17/2552 หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ

    ว17/2552 หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ

    เปิดอ่าน 455,645 ครั้ง

    การหยุดหายใจในขณะหลับ (Sleep apnoea)

    การหยุดหายใจในขณะหลับ (Sleep apnoea)

    เปิดอ่าน 11,858 ครั้ง

    อาชีพที่จะหายไปและอาชีพในอนาคต

    อาชีพที่จะหายไปและอาชีพในอนาคต

    เปิดอ่าน 81,989 ครั้ง

    “พันธุกรรม”ทำให้ คนลดน้ำหนักได้ไม่เท่ากัน

    เปิดอ่าน 10,329 ครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93101&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2D86zEVS2BToemeHebG41b

  • ผนึกกำลัง ยกระดับมาตรฐานการศึกษา สร้างผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลป้อนตลาด

    ผนึกกำลัง ยกระดับมาตรฐานการศึกษา สร้างผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลป้อนตลาด

    หลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ (ITAI) วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (CITE-DPU) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับสมาคมผู้ตรวจสอบมาตรฐานสากล ด้านดิจิทัลและการบริหารข้อมูล (IADD) และบริษัท ไอเซ็ม จำกัด (ISEM) เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการผนึกกำลังสร้างบุคลากรคุณภาพสูงให้กับประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การแลกเปลี่ยนแนวทางการศึกษาให้สอดคล้องกับการทำงานจริง เพื่อพัฒนาศักยภาพและผลิตบัณฑิตที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของภาคเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมทั้งส่งเสริมนักศึกษาให้ได้รับประสบการณ์การทำงานจริงในระหว่างการศึกษา ตามแนวทางของ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี DPU

    พิธีลงนามในครั้งนี้มีผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้งสามฝ่ายเข้าร่วม โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดี CITE-DPU เป็นตัวแทนลงนามฝ่ายมหาวิทยาลัย ขณะที่ ดร.ทัชนันท์ กังวานตระกูล นายกสมาคม IADD และ ดร.ชยากร ปิยะบัณฑิตกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอเซ็ม จำกัด เป็นผู้แทนจากอีกสองฝ่าย นอกจากนี้ยังมี อาจารย์วรัฏฐา สุขพงษ์ไทย หัวหน้าหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ (ITAI) รศ.นัศพ์ชาณัณ ชินปัญช์ธนะ และ อาจารย์อุดมลักษณ์ อำพันธุ์ เข้าร่วมเป็นพยานในพิธี โดยมี ดร.รัชกุล เปรื่องการทำหน้าที่ดำเนินรายการ

    สำหรับสมาคม IADD มีบทบาทสำคัญในการยกระดับการปฏิบัติงานของผู้ตรวจสอบภายในให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ครอบคลุมถึงการให้คำปรึกษาทางเทคนิค ส่วนบริษัท ไอเซ็ม จำกัด ดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Certified Body (CB) ซึ่งเป็นศูนย์บริการของการตรวจประเมินและการให้การรับรองระบบทั้งประเภทองค์กรและประเภทบุคคล อีกทั้งยังเป็นบริษัทแรกที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) พร้อมความเชี่ยวชาญด้านมาตรฐานสำคัญ เช่น ISO 27001 ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ และ ISO 27701 ด้านระบบการจัดการข้อมูลความเป็นส่วนตัว

    ขณะที่การขับเคลื่อนความร่วมมือทางวิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยพร อธิบายว่า มหาวิทยาลัยมุ่งพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ โดยเฉพาะการนำประสบการณ์จากภาคปฏิบัติมาใช้ในการเรียนการสอน ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมการพัฒนางานวิจัย, โครงการร่วมกัน และการยกระดับทักษะของบุคลากรจากทั้งสามหน่วยงาน นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังเห็นความสำคัญของการเปิดโอกาสให้คณาจารย์ได้เรียนรู้จากการทำงานจริง เพื่อกลับมาถ่ายทอดเป็นกรณีศึกษาที่ช่วยเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาก่อนเข้าสู่ตลาดงาน

    สอดคล้องกับแนวทางการปฏิบัติจริง ฝ่ายบริษัท ไอเซ็ม จำกัด โดย ดร.ชยากร ปิยะบัณฑิตกุล ประธานกรรมการบริหาร มองว่าการที่อาจารย์ได้ลงมือทำงานจริงควบคู่ไปกับการสอนนั้นสำคัญมาก เพราะจะทำให้การเรียนการสอนมีความทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้จริง ทางบริษัทจะส่งต่อความรู้จากการตรวจประเมินบริษัทกว่า 20 แห่ง ทั้งงานที่ปรึกษาและงานตรวจสอบ ให้คณาจารย์นำไปพัฒนาเป็นเนื้อหาการสอนที่มีคุณค่า ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษาและบัณฑิตที่จบออกไป

    ส่วนในมิติด้านมาตรฐาน ดร.ทัชนันท์ กังวานตระกูลนายกสมาคม IADD มองว่า การดำเนินงานในฐานะผู้ตรวจสอบภายนอก (Third Party) เป็นจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์และโอกาสทางธุรกิจสำคัญในการสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ในการบังคับใช้มาตรฐานด้านข้อมูล การเป็นผู้ตรวจสอบที่มีความเป็นกลางและน่าเชื่อถือจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทุกองค์กรให้ความสำคัญ

    เพื่อขยายความร่วมมือให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น สมาคมผู้ตรวจสอบมาตรฐานสากล ด้านดิจิทัลและการบริหารข้อมูล และบริษัท ไอเซ็ม จำกัด จะร่วมกันจัดตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญและผู้ตรวจสอบ เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถดำเนินงานด้านการฝึกอบรมและการให้คำปรึกษาได้โดยตรง อีกทั้งการดำเนินงานยังครอบคลุมถึงการจัดกิจกรรมสนับสนุนทางวิชาการ เช่น การอบรมออนไลน์ และการแบ่งปันทรัพยากรระหว่างกัน ความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการพัฒนาทางการศึกษาและวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างประโยชน์ให้กับวงการศึกษาและอุตสาหกรรมไทยในอนาคตต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/114636&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0f_LCaMFZuiZiv7crL76Xn

  • นายกฯ ตั้งคณะกรรมการถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ขีดเส้น 3 เดือน เสนอ ครม.เห็นชอบผลศึกษา

    นายกฯ ตั้งคณะกรรมการถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ขีดเส้น 3 เดือน เสนอ ครม.เห็นชอบผลศึกษา

    นายกฯลงนามตั้งคกก.ถอดบทเรียน-เตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย ขีดเส้น 3 เดือน นำผลการศึกษาชงครม.เห็นชอบแนวทางป้องกันความเสียหายใหญ่อุทกภัยในอนาคต ถกนัดแรกพรุ่งนี้

    3 ธันวาคม 2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 459/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย

    ทั้งนี้ โดยในปี 2554 ได้เกิดมหาอุทกภัยขึ้นในภาคกลาง และในปีนี้เกิดมหาอุทกภัยขึ้นที่จังหวัดสงขลา และเกิดอุทกภัยขึ้นในภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก และมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นอีกในอนาคต สมควรที่จะถอดบทเรียนเพื่อหาทางป้องกันมิให้เกิดความเสียหายมากอย่างในอดีต รวมทั้งวางแผนและมาตรการให้ความช่วยเหลือ แก้ไข เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบภัยหากมีเหตุทำนองดังกล่าวเกิดขึ้น ด้วยความรวดเร็ว และโดยได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย

    อาศัยอำนาจตามมาตรา 11(6) แห่งพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ.2534 นายกฯ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัยขึ้น โดยมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้

    1.นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ 2.รองนายกรัฐมนตรีทุกคน รองประธานกรรมการ

    ขณะที่กรรมการ ประกอบด้วย 3.ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 4.ปลัดกระทรวงกลาโหม 5.ปลัดกระทรวงการคลัง 6.ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 7.ปลัดกระทรวงมหาดไทย 8.ปลัดกระทรวงสาธารณสุข 9.ผู้บัญชาการทหารสูงสุด 10.เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

    11.เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ 12.อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 13.อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง 14.อธิบดีกรมชลประทาน 15.อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา 16.อธิบดีกรมทางหลวง 17.อธิบดีกรมเจ้าท่า 18.ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) 19.ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา 20.อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

    21.นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา 22.นายกเทศมนตรีเทศบาลนครหาดใหญ่ 23.เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ 24.ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา 25.นายเสรี ศุภราทิตย์ 26.นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา 27.นายแก้วสรร อติโพธิ 28.นายดุสิต เครืองาม 29.นายอนุชิต อนุชิตานุกูล 30.นายพณชิต กิตติปัญญางาม

    31.รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมอบหมายและเลขานุการร่วม 32.รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมอบหมายและเลขานุการร่วม และ 33.เจ้าหน้าที่ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยเลขานุการ ที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมอบหมายจำนวนไม่เกิน 2 คน

    ให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้

    1.ศึกษาและถอดบทเรียนจากมหาอุทกภัยที่จ.สงขลาโดยเฉพาะที่อ.หาดใหญ่
    รวมทั้งมหาอุทกภัยปี 2554 เพื่อเสนอแนวทางป้องกันมิให้เกิดความเสียหายใหญ่จากอุทกภัยในอนาคตซึ่งรวมถึงแนวทางในการจัดทำ

    (1.1) ระบบเตือนภัย ป้องกันภัย ศูนย์อพยพ ยานพาหนะ เครื่องมือเครื่องใช้ภัย
    คลังอาหาร เวชภัณฑ์สำรอง และสิ่งจำเป็นอื่น

    (1.2) ระบบสาธารณูปโภคที่พร้อมรับมืออุทกภัย ทั้งไฟฟ้า ประปา การโทรคมนาคม

    (1.3) ระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลให้พร้อมรับมืออุทกภัย

    (1.4) คู่มือประชาชนเพื่อรับมืออุทกภัย และจัดฝึกซ้อมจริงอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

    (1.5) คู่มือเจ้าหน้าที่ในการบรรเทาอุทกภัย และตั้งศูนย์บัญชาการการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยที่มีเอกภาพ

    2.ศึกษาการดำเนินการของประเทศที่มีความพร้อมในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยหรือภัยธรรมชาติอื่น และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอความร่วมมือให้มาช่วยสร้างระบบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่มีประสิทธิภาพ

    3.นำรายงานผลการศึกษาและข้อเสนอต่าง ๆ ไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง

    4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือบุคคล ให้ดำเนินการตามที่คณะกรรมการมอบหมายหรือให้ดำเนินการแทนคณะกรรมการแล้วรายงานให้คณะกรรมการทราบ

    5.ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมายในกรณีที่กรรมการคนใดพ้นจากตำแหน่งเพราะตาย หรือลาออกให้คณะกรรมการเท่าที่มีอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

    ให้คณะกรรมการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนนับแต่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับและเสนอรายงานให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้ความเห็นชอบเพื่อถือปฏิบัติต่อไป เมื่อครม.ให้ความเห็นชอบรายงานของคณะกรรมการแล้ว ให้คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ นำรายงานผลการศึกษาและข้อเสนอแนะดังกล่าวไปพิจารณากำหนดไว้ในแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติด้วย และให้ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการเผยแพร่ผล
    การศึกษาและถอดบทเรียนจากมหาอุทกภัยให้ประชาชนทั่วไปรับทราบโดยไม่ชักช้า

    ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2568

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 4 ธ.ค.นายกฯจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย ครั้งแรก ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลเวลา 10.00 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/908319/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jqI2t4r68gI-dorMWCIZ7

  • พว.เดินหน้าพัฒนาการศึกษา

    พว.เดินหน้าพัฒนาการศึกษา

    พว.เดินหน้าพัฒนาการศึกษา

    วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.18 น.

    พว.จัดการอบรมครู “หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น ฐานความฉลาดรู้ พ.ศ. 2568 (นำร่อง) และการประเมินผลเชิงรุกฐานสมรรถนะ ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” ณ โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย จังหวัดราชบุรี

    ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ในฐานะที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการสามัญ ประจำวุฒิสภา คณะกรรมาธิการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้มาเป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ในการอบรมครู “หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น ฐานความฉลาดรู้ พ.ศ. 2568 (นำร่อง) และการประเมินผลเชิงรุกฐานสมรรถนะ ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” ณ โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา และได้บรรยายพิเศษ สรุปได้ดังนี้

    กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้ทดลองใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ตามแนวทางโรงเรียนมาตรฐานสากลในโรงเรียนเอกชนให้เป็นโรงเรียนต้นแบบของประเทศนั้น โรงเรียนต้นแบบได้ใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือให้นักเรียนนำไปสู่การสร้างความรู้ได้ด้วยตนเองทั้งในระดับความคิดรวบยอดและหลักการ และยังสามารถสร้างผลผลิต ผลงาน โครงงาน นำไปสู่ปัญญาประดิษฐ์และนวัตกรรม อันเป็นพื้นฐานสำคัญเพื่อเตรียมนำไปต่อยอดสร้าง AI ผ่านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการสะท้อนสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี และมีความก้าวหน้าอย่างมาก

    ในโรงเรียนนี้มีการจัดให้มีการอบรมพัฒนาครูในเรื่อง “หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น ฐานความฉลาดรู้ พ.ศ. 2568 (นำร่อง) และการประเมินผลเชิงรุกฐานสมรรถนะ ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” นับเป็นที่น่าชื่นชมเป็นอย่างมากและเป็นที่ยืนยันได้ว่า กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps จะช่วยทำให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้และดำเนินการวัดและประเมินผล ที่จะสะท้อนให้เห็นสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/932347&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pv9GABy_-NO7x3MJpP2Ly

  • โคราชคึกคัก! งานไหว้เจ้าประจำปี “โป๊ว เจ่ง เสี่ย ซิ้ง” เปิดฉลองยิ่งใหญ่ 3 วัน 3 คืน | TOPNEWS

    โคราชคึกคัก! งานไหว้เจ้าประจำปี “โป๊ว เจ่ง เสี่ย ซิ้ง” เปิดฉลองยิ่งใหญ่ 3 วัน 3 คืน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 03/12/2025 15:49

    โคราชคึกคัก! งานไหว้เจ้าประจำปี “โป๊ว เจ่ง เสี่ย ซิ้ง” เปิดฉลองยิ่งใหญ่ 3 วัน 3 คืน

    เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ที่มูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน (หลักเสียงเซี่ยงตึ๊ง) อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา บรรยากาศงานไหว้เจ้าประจำปี “โป๊ว เจ่ง เสี่ย ซิ้ง” เต็มไปด้วยความคึกคักและศรัทธาของพี่น้องชาวโคราชและผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมากที่มาร่วมงาน

    ภายในพิธีได้รับเกียรติจาก นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา, นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา, นายกิตติศาสตร์ ลิ้มประยูรสวัสดิ์ ประธานมูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน, นายศิวัช เตียเจริญวรรธน์ รองประธานมูลนิธิฯ พร้อมคณะกรรมการมูลนิธิ นางสุพรรณี เรามานะขัย ประธานชมรมสตรีมูลนิธิฯ สมาคม มูลนิธิ ตระกูลแซ่ต่าง ๆ และสาธุชนในจังหวัดเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    การจัดงานในปีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนมอบเป็นทุนการศึกษาให้กับนักเรียน รร.ในจังหวัดนครราชสีมา พร้อมมอบทุนให้บุตรพนักงานและอาสากู้ภัย เพื่อสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่ และการสาธารณกุศลต่อไป

    โดยช่วงเช้ามีพิธีสวดมนต์เก็งจู สาธยายมนต์ ถวายพุทธบูชา สักการะเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณมูลนิธิ พร้อมพิธีเชิญองค์โป๊ยเซียนโจวซือเสด็จประทับทรงเจิมสิ่งของมงคล และพิธีรับไท้จื้อ รับส้มมงคล ในช่วงเย็นมีพิธีถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามด้วยการเลี้ยงอาหารค่ำท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่น

    ด้าน นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวชื่นชมการจัดงานว่า งานไหว้ขอบคุณเจ้าถือเป็นประเพณีสำคัญที่สืบทอดกันมายาวนาน ไม่เพียงแสดงถึงศิลปวัฒนธรรมงิ้วอันทรงคุณค่าของชาวไทยเชื้อสายจีน แต่ยังสะท้อนถึงความกตัญญูต่อองค์เทพเจ้าผู้คุ้มครองบ้านเมือง พร้อมส่งเสริมความสามัคคีในชุมชน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยปีนี้คณะกรรมการยังจัดให้มี “ถนนคนเดิน” ภายในงาน เพื่อเพิ่มความคึกคักและสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด

    สำหรับการประมูลสิ่งของมงคลในปีนี้ได้รับความสนใจจากผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมาก โดย นายเอกชัย ขจรโกวิท นายกสมาคมตระกูลลิ้ม ประมูล “เสาโคมไฟทีกงเต็ง” (โคมไฟเทวดา) ได้ในราคา 120,000 บาท พร้อมสลากกินแบ่งรัฐบาล 120 ใบ รวมยอดประมูลทั้งหมด 550,000 บาท โดยมีผู้ใจบุญเข้าร่วมประมูลสิ่งของมงคลในปีนี้ อาทิ นายราชัน เศวตอมรกุล นายกเทศมนตรีตำบลท่าช้าง – นางจุรีพร เศวตอมรกุล พร้อมครอบครัว, เฮียเซี๊ยะศิริพงษ์ รุ่งโรจน์กิติยศ บริษัท พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน), สุชีรา จิวเวลรี่, เจ้าสัว และผู้มีจิตศรัทธาอีกหลายท่าน.

    ภาพ-ข่าว กัญศลักษณ์ รุ่งสุขประเสริฐ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    SOCAIL 16-9_2o

    6311

    “นฤมล” นำทีมหารือ Huawei ร่วมพัฒนา AI ยกระดับการศึกษาไทย ลดภาระงานครู พร้อมนำหลักสูตรจีนเพิ่มทักษะการเรียนการสอน

    “เสธหิ” เปิดเบื้องหลัง “ผู้กองธรรมนัส” ลุยภารกิจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ อพยพประชาชนออกจากพื้นที่กว่า 550 ราย ระดม เครื่องบินฝนหลวง ขนถังออกซิเจนช่วย รพ.ถูกตัดขาด

    ปชป. ภาคกลาง เปิดงาน “เพาะกล้า” คัด สส. ชูโมเดล “จับฉลากแสดงวิสัยทัศน์” ย้ำความโปร่งใส

    เชิญชวนทุกท่านมาร่วมชมฟรี คอนเสิร์ตการกุศล “เพราะเราคือคนไทย”

    ชาวบ้านชัยภูมิร้องสื่อ ตั้งข้อสงสัยการใช้งบสร้างถนนกว่า 22 ล้าน ของ อบต. ด้านปลัด ยัน พร้อมให้ตรวจสอบ

    “กระทรวงยุติธรรม” จัดงานเฉลิมพระเกียรติ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1412166&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IesbCnjtDyNCU4DIvhWmk

  • เผย IQ เด็กอินเดียลดเกือบ 20 จุดในพื้นที่มลพิษอากาศรุนแรง

    เผย IQ เด็กอินเดียลดเกือบ 20 จุดในพื้นที่มลพิษอากาศรุนแรง

    โดยไอคิวรวมเฉลี่ยของเด็กในพื้นที่มลพิษสูงอยู่ที่ 80.33 เทียบกับ 98.12 ในพื้นที่ที่มีมลพิษต่ำ นอกจากนี้ เด็กในพื้นที่มลพิษสูง ยังมีไอคิวด้านภาษา 81.60 เทียบกับเพื่อนในพื้นที่อากาศดี 99.68 และไอคิวทางด้านปฏิบัติ 79.02 เทียบกับ 96.55 ในพื้นที่ที่สะอาดกว่า

    ผู้เขียนสรุปว่า การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศในระยะยาวมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับพัฒนาการทางสติปัญญาที่แย่ลงในเด็ก รายงานยังชี้ให้เห็นว่า อายุและน้ำหนักของเด็ก การระบายอากาศในห้องครัวที่ไม่ดีและรายได้ของครอบครัว ล้วนส่งผลกระทบต่อไอคิวรวมของเด็กด้วย ซึ่งฉายให้เห็นภาพของปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่ทำงานร่วมกัน

    อาการหอบหืดกำเริบพุ่งสูงในแอฟริกาตะวันตก

    ผลการวิจัยใหม่อีกฉบับจาก Centre Hospitalier et Universitaire de Pneumo-Phtisiologie (CNHUPPC) ในเมืองโกโตนู ประเทศเบนิน ในแอฟริกาตะวันตก โดยพบความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างมลพิษทางอากาศกับความรุนแรงของอาการโรคหอบหืดในวัยรุ่น

    ในเมืองโกโตนู ซึ่งระดับมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในทุกประเภท นักวิจัยได้ติดตามกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นโรคหอบหืด จำนวน 730 คน เป็นเวลา 36 เดือน และผลการศึกษาพบว่า ราว 37 เปอร์เซ็นต์ของวัยรุ่นกลุ่มนี้เคยมีอาการทางเดินหายใจหรืออาการหอบหืดกำเริบอย่างน้อย 1 ครั้ง

    ทีมนักวิจัยใช้วิธีการวัดการสัมผัสของแต่ละบุคคลผ่านเซ็นเซอร์คุณภาพอากาศแบบพกพาที่ใส่ในกระเป๋าเป้ และเซ็นเซอร์แบบติดตั้งถาวรในโรงเรียนและบ้าน โดยพบว่าวัยรุ่นที่มีอาการทางเดินหายใจผิดปกติบ่อยครั้งมีการสัมผัสกับสารมลพิษหลายชนิดในระดับที่สูงกว่า รวมถึง ไนโตรเจนไดออกไซด์ ฝุ่น PM1 ฝุ่น PM2.5 และ PM10

    งานวิจัยยังตั้งข้อสังเกตว่า อาการหอบหืดกำเริบเกิดขึ้นบ่อยครั้งถึง 2.5 เท่าในช่วงฤดูฮาร์มัตตันตามฤดูกาล ซึ่งเป็นช่วงที่ลมเย็น อากาศแห้งและมีฝุ่นพัดผ่าน ระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม ซึ่งเน้นย้ำถึงผลกระทบที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ

    เครื่องฟอกอากาศในโรงเรียน

    ศาสตราจารย์อานันท์ สุดาร์ชาน (Professor Anant Sudarshan) จากมหาวิทยาลัยวอร์ริกในสหราชอาณาจักร เสนอแนวทางแก้ไขที่จับต้องได้เพื่อบรรเทาการสัมผัสกับมลพิษทางอากาศ โดยสนับสนุนการแทรกแซงแบบกำหนดเป้าหมายในโรงเรียน โดยเฉพาะสำหรับชุมชนที่มีรายได้น้อย

    “การติดตั้งเครื่องฟอกอากาศที่มีขนาดเหมาะสมในโรงเรียนของรัฐทุกแห่งอาจเป็นนโยบายที่ดี ๆ เด็ก ๆ ใช้เวลาในห้องเรียนเป็นจำนวนมาก การลดการสัมผัสกับมลพิษใด ๆ ก็สามารถนำมาซึ่งผลประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากได้ สิ่งนี้สำคัญที่สุดสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่ไม่สามารถซื้อเครื่องฟอกอากาศที่บ้านได้ หรือผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้กับการจราจรหรือโรงงานอุตสาหกรรม”

    ศาสตราจารย์รายนี้อธิบายว่า เด็ก ๆ ใช้เวลาประมาณ 1 ใน 3 ของวันอยู่ที่โรงเรียน และประมาณ 2 ใน 3 ของปี ซึ่งเท่ากับประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์ของชีวิต ดังนั้น การทำให้อากาศในโรงเรียนสะอาดเพียงอย่างเดียว อาจลดการสัมผัสกับมลพิษประจำปีของเด็กได้ประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์

    การลดลงนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากฝุ่น PM2.5 มีผลกระทบต่อพฤติกรรมการรับรู้และประสิทธิภาพการทำงานคล้ายกับการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ส่งผลกระทบทั้งต่อความตื่นตัวในระยะสั้นและการพัฒนาในระยะยาว

    สำหรับผู้กำหนดนโยบายที่กำลังรับมือกับวิกฤตนี้ หลักฐานชี้ชัดแล้วว่า การต่อสู้เพื่อปกป้องสุขภาพปอดต้องผนวกการดำเนินการที่รวดเร็วและแข็งแกร่ง เพื่อปกป้องศักยภาพทางสติปัญญา อนาคตและโอกาสตลอดชีวิตของเด็กทั่วโลกด้วย

    ที่มา: Health Policy Watch

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/860974&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Cmfx5-ygPP-vV-51SxKsw

  • อบจ.อุดรธานี เปิดประชุมคัดเลือกทุนการศึกษาดูแลเด็กยากไร้

    อบจ.อุดรธานี เปิดประชุมคัดเลือกทุนการศึกษาดูแลเด็กยากไร้

    วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ห้องประชุมชั้น 4 องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี นายศราวุธ เพชรพนมพร นายก อบจ.อุดรธานี มอบหมายให้ นายสมัคร บุญปก รองนายก อบจ. เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองผู้มีสิทธิรับทุนการศึกษา รุ่นที่ 17 ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีนายวันไชย ศิริมา ปลัด อบจ.อุดรธานี นายเดชา ศรีปิดตา ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รวมถึงคณะกรรมการทุกฝ่ายเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวางกรอบการพิจารณาคัดเลือกนักศึกษาและนักเรียนที่มีความจำเป็นต้องได้รับทุน โดยอ้างอิงตามคำสั่ง อบจ.อุดรธานี ที่ 426/2568 ซึ่งกำหนดหน้าที่คณะกรรมการให้กลั่นกรองผู้สมัครให้ตรงตามเงื่อนไขของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยรายจ่ายเกี่ยวกับทุนการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2561 ก่อนนำเสนอรายชื่อให้คณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนของ อบจ.อุดรธานีพิจารณาอนุมัติทุนในลำดับต่อไป ที่ประชุมได้พิจารณารายงานการประชุมครั้งก่อน พร้อมรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้สมัครทุน และพิจารณาประเด็นสำคัญ ได้แก่ การจัดสรรทุนปี 2568 (รุ่นที่ 16) รวมถึงการพิจารณาร่างประกาศหลักเกณฑ์ทุนปีงบประมาณ 2569 พร้อมแต่งตั้งคณะทำงานตรวจเยี่ยมบ้านผู้สมัครทุน และคณะอนุกรรมการรับผิดชอบการกลั่นกรองรุ่นที่ 17 ทั้งนี้ อบจ.อุดรธานีได้ตั้งงบประมาณ 2,000,000 บาท สำหรับทุนการศึกษาประจำปี 2569 ตามกรอบรายได้จริงของจังหวัด เพื่อช่วยเหลือนักเรียนยากจน นักเรียนด้อยโอกาส และนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่เหมาะสม โดยงบดังกล่าวอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์กำหนดให้สามารถตั้งงบได้ไม่เกิน 2% ของรายได้จริงของปีที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ คณะกรรมการพิจารณาทุนรุ่นที่ 17 ประกอบด้วยผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิ 10 ราย นำโดยนายศราวุธ เพชรพนมพร เป็นประธานกรรมการ มีภารกิจสำคัญในการตรวจสอบความเหมาะสมของผู้สมัคร คัดกรองตามเกณฑ์ และส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในจังหวัดได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม โครงการทุนการศึกษาของ อบจ.อุดรธานี รุ่นที่ 17 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของจังหวัดในการสนับสนุนเยาวชนกลุ่มเปราะบาง ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชนในระยะยาว

    #ภูมิภาค-66

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/114596&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wvY5RFspiu6-0Hi5Sy1jB

  • ผู้บริหาร รร.ไผทอุดมศึกษา แจงปมเลิกกิจการ ผู้ปกครองกว่า 60% ค้างชำระค่าเทอม

    ผู้บริหาร รร.ไผทอุดมศึกษา แจงปมเลิกกิจการ ผู้ปกครองกว่า 60% ค้างชำระค่าเทอม

    ผู้บริหารโรงเรียนไผทอุดมศึกษา แจงปมเลิกกิจการ เผยมีผู้ปกครองกว่า 60% ของนักเรียนจำนวนกว่า 1,000 คน ค้างชำระค่าเทอมต่อเนื่องหลายปี พร้อมประสานโรงเรียนเอกชนอื่นให้เด็กเรียนต่ออย่างต่อเนื่อง

    วันที่ 3 ธันวาคม 2568 มีรายงานว่า ภายหลังจาก “โรงเรียนไผทอุดมศึกษา” ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนชื่อดัง ส่งหนังสือถึงผู้ปกครอง ประกาศยุติการเรียนการสอน และเลิกกิจการโรงเรียนไผทอุดมศึกษา หลังเปิดมานานกว่า 55 ปี โดยอ้างถึงปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินและการค้างชำระค่าเทอมจากผู้ปกครอง และได้มีการเรียกประชุมผู้ปกครอง เพื่อชี้แจงรายละเอียด ในวันนี้ 3 ธันวาคม 2568 ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

    ทั้งนี้ ได้มีกลุ่มผู้ปกครองได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องการช่วยเหลือและการเยียวยา โดยความรู้สึกของตัวแทนผู้ปกครองได้สะท้อนถึงการประกาศยุติการเรียนการสอนและเลิกกิจการตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 ของโรงเรียนไผทอุดมศึกษา ถนนวิภาวดีรังสิต 

    โดยมีผู้ปกครองจำนวนมากตั้งคำถามเกี่ยวกับการบริหารงานของคณะผู้บริหาร ซึ่งนำไปสู่ปัญหาขาดสภาพคล่องและการประกาศยุติกิจการอย่างกะทันหัน ส่งผลกระทบต่อผู้ปกครองที่ต้องเร่งหาสถานศึกษาใหม่ให้กับบุตรหลานในระหว่างปีการศึกษา บางรายมีบุตรหลานเพิ่งเข้าเรียนได้เพียงปีเดียว และได้ชำระค่าแรกเข้าเป็นจำนวนเงินประมาณหนึ่งหมื่นบาท รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ แต่กลับต้องหาสถานศึกษาใหม่ ทำให้เกิดภาระเพิ่มเติมแก่ผู้ปกครอง

    ทางผู้บริหารโรงเรียนได้จัดให้มีการชี้แจงและขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยชี้แจงว่าผู้ปกครองกว่า 60% ของนักเรียนจำนวนกว่า 1,000 คน มีการค้างชำระค่าเทอมมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ซึ่งส่งผลให้การบริหารภายในโรงเรียนขาดดุล ทั้งในด้านค่าใช้จ่ายบุคลากรและการดูแลนักเรียน

    นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ได้เปิดเผยว่า โรงเรียนไผทอุดมศึกษาได้ยื่นเรื่องเพื่อขอเลิกกิจการ และได้ประสานงานกับโรงเรียนเอกชนประมาณ 24 แห่ง เพื่อขอความร่วมมือในการรองรับนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,005 คน เพื่อให้สามารถเรียนต่อได้อย่างต่อเนื่องตามระดับชั้นที่กำลังศึกษาอยู่ โดยจะมีการติดตามสถานการณ์และขั้นตอนต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนทุกคนจะมีสถานศึกษารองรับ ส่วนบุคลากรในโรงเรียนจะได้รับสิทธิในการรับเงินชดเชยตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2899563&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O2og0AwI_3xAE0S1WPeJ3