Category: วัฒนธรรม

  • ฟิสิกส์ ม.4 ในข้อสอบ ป.5 ระบบการศึกษาไทยที่ยากเกินแก้?

    ฟิสิกส์ ม.4 ในข้อสอบ ป.5 ระบบการศึกษาไทยที่ยากเกินแก้?

    ประเด็นในโลกออนไลน์ในตอนนี้ ข้อสอบแข่งขันวิทยาศาสตร์ระดับชั้น ป.5 แต่เนื้อหากลับเป็นโจทย์ ฟิสิกส์ของนักเรียนชั้น ม.ปลาย กลายเป็นประเด็นที่ตั้งคำถามว่า ภาพสะท้อนความความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษาหรือไม่

    จากเพจฟิสิกส์ใต้เตียง ได้โพสรูปภาพและข้อความ ระบุว่า

    เห็นข้อสอบแผ่นนี้แล้วถอนหายใจครับ นี่คือข้อสอบแข่งขันวิทยาศาสตร์ระดับ ป.5 แต่เนื้อหาที่เห็น คือการแตกแรงเวกเตอร์ (Vector Resolution) และกฎของนิวตัน ซึ่งเป็นเนื้อหาฟิสิกส์ ม.4

    ถามว่าโจทย์ข้อนี้ยากไหม? สำหรับคนเรียนฟิสิกส์มาแล้ว มัน “กระจอก” มากครับ เป็นเบสิกพื้นฐานเลย แต่มันยากระดับ “เป็นไปไม่ได้” สำหรับเด็ก ป.5 ที่ยังไม่รู้จักตรีโกณมิติ sin cos tan หรือ ทฤษฎี บทพีทาโกรัสด้วยซ้ำ นี่คือภาพสะท้อนความล้มเหลวของการวัดผลบ้านเรา คนออกข้อสอบเลือกวิธีที่ “มักง่าย” ที่สุด เพราะ ” การออกข้อสอบให้ยากโดยเนื้อหาเกินหลักสูตร มันทำง่ายกว่า การออกข้อสอบให้ยากโดยเนื้อหายังอยู่ในหลักสูตร”

    การทำแบบนี้ไม่ได้วัดว่าเด็กคนไหน “ฉลาด” หรือ “มีไหวพริบ” แต่มันวัดแค่ว่า พ่อแม่ใครมีเงินส่งลูกเรียนพิเศษ เนื้อหา ม.ปลาย ล่วงหน้าได้ไกลกว่ากัน สงสารเด็กไทยครับ ที่ต้องโตมาในสนามแข่งที่ผู้ใหญ่ขี้เกียจ แม้กระทั่งจะคิดโจทย์ให้สมวัย ”

    หลังจากโพสนี้ออกไปคอมเม้นส่วนใหญ่ก็เป็นไปในทางเดียวกันค่ะว่า การออกข้อสอบแบบนี้ไม่ได้เป็นการวัด ความฉลาดแต่เป็นการวัดว่า พ่อแม่ใครมีเงินส่งลูกเรียนพิเศษเนื้อหา ม.ปลาย ล่วงหน้าได้ไกลกว่ากันแค่นั้นเอง

    “ความรู้เชิงทฤษฎีในกระดาษ ประเทศเราเรียนเกินไปไกลมากๆ. แต่ความรู้ เห็น สัมผัส จากการทดลอง ดูของจริงเราล้าหลังสุดกู่ครับ …ผลคะแนนPISAวัดออกมาเลยสู่เด็กประเทศอื่นไม่ได้….นักคิด นักสร้างสรรค์ นวัตกรรมเลยไม่เกิด เกิดแต่ติวเตอร์ที่ยังพอจะรวยได้……..ต้องรวมหัวกันช่วยการศึกษาไทยแล้วครับ”

    ” เห็นด้วย กับข้อความนี้เลยค่ะ >> คนออกข้อสอบเลือกวิธีที่ “มักง่าย” ที่สุด เพราะ “การออกข้อสอบให้ยากโดยเนื้อหาเกินหลักสูตร มันทำง่ายกว่า การออกข้อสอบให้ยากโดยเนื้อหายังอยู่ในหลักสูตร” การทำแบบนี้ไม่ได้วัดว่าเด็กคนไหน “ฉลาด” หรือ “มีไหวพริบ” แต่มันวัดแค่ว่า พ่อแม่ใครมีเงินส่งลูกเรียนพิเศษเนื้อหา ม.ปลาย ล่วงหน้าได้ไกลกว่ากัน << ”

    นอกจากนี้ยังความคิดเห็นอีกมากมาย สุดท้ายแล้ว ข้อสอบที่ควรเป็นตัวคัดเลือกศักยภาพเด็ก กลับกลายเป็นกระจก สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ผู้ใหญ่ต่างรู้ แต่ไม่มีใครแก้หรือไม่??

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_972101/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R1i3QwkeH6Rqnep9bE0z2

  • มณฑลไห่หนาน ประเทศจีน เดินหน้าพิทักษ์ป่าฝนและสืบสานวัฒนธรรมชนเผ่า

    มณฑลไห่หนาน ประเทศจีน เดินหน้าพิทักษ์ป่าฝนและสืบสานวัฒนธรรมชนเผ่า

    มณฑลไห่หนาน ประเทศจีน เดินหน้าพิทักษ์ป่าฝนและสืบสานวัฒนธรรมชนเผ่า

    คณะกรรมการผู้จัดกิจกรรมเชิงประสบการณ์ชุด “Rainforest and You” ประจำปี 2568

    เมื่อไม่นานมานี้ เขตปกครองตนเองฉางเจียงหลี่ ซึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางเกาะไห่หนาน ได้เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมเชิงประสบการณ์ชุด “Rainforest and You” ประจำปี 2568 งานนี้ได้นำเสนอการผสมผสานอันลงตัวระหว่างความสำเร็จในการอนุรักษ์ป่าฝนเขตร้อน กับมรดกทางวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนานของกลุ่มชาติพันธุ์ ผ่านกิจกรรมอันหลากหลาย อาทิ การแสดงกลางป่าฝน เดินป่าการกุศลที่มีเหล่านักกีฬาโอลิมปิกนำทีม การปีนผาและเดินป่าลุยลำธารสุดท้าทาย ตลอดจนการประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ

    กิจกรรมนี้ดึงดูดแขกคนสำคัญและผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำระดับโลกได้มากมาย อาทิ องค์การยูเนสโก องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) สำนักงานอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ และสถาบันอุทยานแห่งชาติไห่หนาน โดยผู้เข้าร่วมได้ร่วมวงเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเข้มข้นในประเด็นเรื่องการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในงานยังมีการเปิดตัวมติโลกว่าด้วยการเสริมสร้างการอนุรักษ์ชะนีผ่านความร่วมมือ (Global Resolution on Strengthening Gibbon Conservation through Collaborative Action) ฉบับภาษาจีนซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญต่อความพยายามในการคุ้มครองระบบนิเวศและการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล นอกจากนี้ แชมป์โอลิมปิกชาวจีน 3 ท่าน ซึ่งทำหน้าที่เป็นนักการศึกษาอาสาสมัครของอุทยานแห่งชาติ ยังได้เป็นผู้นำกลุ่มอาสาสมัครกว่า 1,000 คน ออกเดินป่าเป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร เพื่อแสดงพลังในการรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการลงมือปฏิบัติจริง

    พร้อมกันนี้ เขตฉางเจียงยังได้เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวป่าฝนระดับพรีเมียม โดยใช้จุดเด่นทางนิเวศวิทยา 4 แห่งเป็นศูนย์กลาง ได้แก่ ภูเขาป้าหวาง เมืองหวังเซีย อ่าวฉีจือ และอุทยานพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งชาติไห่เว่ย เส้นทางเหล่านี้นำทัศนียภาพทางธรรมชาติมาผสานรวมเข้ากับหมู่บ้านวัฒนธรรม เพื่อให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้สัมผัสกับประสบการณ์สุดประทับใจ ทั้งในด้านระบบนิเวศและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของการบรรจบกันระหว่างภูเขากับทะเล

    มณฑลไห่หนาน ซึ่งเป็นท่าเรือการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้น ยังเป็นที่ตั้งของป่าฝนเขตร้อนบนเกาะที่มีความกว้างขวางที่สุด มีความหลากหลายและหนาแน่นสูงสุด และได้รับการอนุรักษ์ไว้ดีที่สุดในจีนแผ่นดินใหญ่ด้วย

    ในระยะหลังมานี้ อุทยานแห่งชาติป่าฝนเขตร้อนไห่หนาน ได้สร้างผลงานอันโดดเด่นในการฟื้นฟูระบบนิเวศ การพัฒนาอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การผนึกกำลังการศึกษาและการอนุรักษ์ รวมถึงการสร้างความร่วมมืออันดีระหว่างอุทยานกับชุมชน สิ่งเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการรักษาความเป็นธรรมชาติและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศป่าฝนเขตร้อนที่สำคัญยิ่งแห่งนี้

    ความสำเร็จที่น่าจับตามองที่สุดคือกรณีของชะนีไห่หนาน ซึ่งทาง IUCN จัดประเภทให้เป็น “สัตว์ไพรเมตที่ใกล้สูญพันธุ์ที่สุดในโลก” โดยชะนีไห่หนานมีการฟื้นตัวอย่างน่าทึ่ง เมื่อชะนีไห่หนานที่เคยจวนจะสูญพันธุ์ มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 7 กลุ่ม รวม 42 ตัว ถือเป็นประชากรชะนีกลุ่มเดียวในโลกที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ที่มา: คณะกรรมการผู้จัดกิจกรรมเชิงประสบการณ์ชุด “Rainforest and You” ประจำปี 2568


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/anpi/12771141&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rOQCsKXHC2fJZ1ch7c5zM

  • “นฤมล” นั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ดติดตามตรวจราชการฯ ศธ. ย้ำแนวทางการตรวจปี 69 สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล นำเทคโนโลยี-สื่อออนไลน์ ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน

    “นฤมล” นั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ดติดตามตรวจราชการฯ ศธ. ย้ำแนวทางการตรวจปี 69 สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล นำเทคโนโลยี-สื่อออนไลน์ ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน

    เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เวลา 9.00 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

    รมว.ศธ. กล่าวก่อนเริ่มประชุมว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ที่ผ่านมา มีหลาย ๆ หน่วยงานเข้าไปดูแลให้การช่วยเหลือโรงเรียน รวมทั้งตัวอาจารย์ก็ได้ร่วมลงพื้นที่กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาด้วย ซึ่งต่อจากนี้ขอให้ทุกส่วนราชการระดมกำลังลงไปให้ช่วยเหลือในพื้นที่ของตนเอง นอกจากช่วยฟื้นฟูโรงเรียนแล้ว หากมีความพร้อมและกำลังความสามารถขอให้ช่วยไปดูแลฟื้นฟูบ้านพักของครูและบุคลากรทางการของเราในทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ด้วย

    รมว.ศธ. เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบรายงานผลการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของ ศธ. รอบที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2568 รวมทั้งเห็นชอบแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของ ศธ. ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 1. ด้านความปลอดภัยและคุ้มครองผู้เรียน ครู บุคลากรทางการศึกษาและสถานศึกษา 2. ด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 3. ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา และ 4. ด้านการส่งเสริมวิชาชีพและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้แนวทางการตรวจราชการใน 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. การตรวจราชการของผู้ตรวจราชการ ศธ. (Inspection) ตามนโยบาย 2. การกำกับ ติดตาม (Monitoring) จากรายงานส่วนราชการ สำนักงานศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และจากระบบ e-Inspection และ 3. การประเมินผล (Evaluation) ติดตามความก้าวหน้าและแนวโน้มความสำเร็จของนโยบาย เปรียบเทียบกับเป้าหมายและตัวชี้วัด

    ทั้งนี้ มีปฏิทินการตรวจราชการฯ ปี 2569 จำนวน 2 รอบ คือ รอบที่ 1 เดือนกันยายน 2568 – มีนาคม 2569 และรอบที่ 2 เดือนเมษายน – กันยายน 2569

    “ได้ให้แนวทางการตรวจราชการในปี 2569 นี้ว่า ควรจะต้องนำข้อเสนอแนะจากที่ประชุมฯ ไปปรับให้แผนการตรวจราชการนำไปสู่การปฏิบัติและสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลมากขึ้น เช่น การเพิ่มตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนแนะเชิงนโยบาย, ขยายการจัดการศึกษา เป็นการเรียนรู้ทุกช่วงวัย เพื่อให้สอดรับกับแนวทางบริหารงบประมาณปี 2570 ของรัฐบาล ที่มีนโยบายที่สำคัญในการวางรากฐานของประเทศ เรื่องการศึกษาเป็นอันดับแรก โดยเน้นย้ำไปที่คนไทยคุณภาพ ได้รับการพัฒนาศักยภาพคนไทยตลอดช่วงชีวิต รวมทั้งนำระบบเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้สนับสนุนการตรวจราชการ เพื่อให้ลดขั้นตอนการทำงาน และสอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความก้าวหน้าแนวทางการขับเคลื่อนระเบียบ ศธ. ว่าด้วยการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศการศึกษา พ.ศ. 2568 ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/261978&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dPpOCfTtzcIJFDU_4qy-F

  • ผลวิจัยชี้สมาร์ตโฟนในเด็กเล็ก เสี่ยงซึมเศร้า-อ้วน-นอนไม่พอสูงขึ้น : อินโฟเควสท์

    ผลวิจัยชี้สมาร์ตโฟนในเด็กเล็ก เสี่ยงซึมเศร้า-อ้วน-นอนไม่พอสูงขึ้น : อินโฟเควสท์

    วารสารกุมารเวชศาสตร์ (Pediatrics) เผยแพร่ผลการศึกษาฉบับใหม่ ซึ่งระบุว่าการได้ครอบครองสมาร์ตโฟนตั้งแต่อายุยังน้อยมีความเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ย่ำแย่ยิ่งขึ้น

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การศึกษาครั้งนี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากเด็กอายุ 12 ปี จำนวนมากกว่า 10,000 คน ซึ่งเข้าร่วมโครงการศึกษาพัฒนาการทางสติปัญญาของสมองวัยรุ่น (Adolescent Brain Cognitive Development Study)

    ผลการศึกษาพบว่าการครอบครองสมาร์ตโฟนในช่วงอายุ 12 ปี มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า โรคอ้วน และการนอนหลับไม่เพียงพอสูงขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ครอบครองสมาร์ตโฟน

    การค้นพบครั้งนี้มอบข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญและทันยุคสมัยที่อาจเป็นแนวทางให้บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองตระหนักถึงการใช้สมาร์ตโฟนของวัยรุ่น และสนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณะที่มุ่งปกป้องเยาวชน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRB20IQC0IKFUBT8NDXNUH06N77YRDN3&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ynPWEcVXH0GVfNaukrjex

  • “นฤมล” นำ ศธ.ลุยสำรวจ รร.หาดใหญ่ ส่งทีมอาชีวะ Fix It ซ่อมไฟบ้าน ปชช.

    “นฤมล” นำ ศธ.ลุยสำรวจ รร.หาดใหญ่ ส่งทีมอาชีวะ Fix It ซ่อมไฟบ้าน ปชช.

    2 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะหน่วยงานด้านการศึกษา ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์ฟื้นฟูหลังอุทกภัย และสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่  
     

    “นฤมล” นำ ศธ.ลุยสำรวจ รร.หาดใหญ่ ส่งทีมอาชีวะ Fix It ซ่อมไฟบ้าน ปชช.

    ในช่วงเช้า ศ.ดร.นฤมล ได้ร่วมทำอาหารกับโรงครัวของมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าโรงแรมซิกเนเจอร์ พร้อมให้กำลังใจทีมจิตอาสาจากสมาชิกพรรคกล้าธรรม ทั้งจากจังหวัดนราธิวาส และยะลา รวมกว่า 600 คน ที่เดินทางมาร่วมแรงร่วมใจทำความสะอาด ฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะ ถนน ชุมชน และจุดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ 
     

    “นฤมล” นำ ศธ.ลุยสำรวจ รร.หาดใหญ่ ส่งทีมอาชีวะ Fix It ซ่อมไฟบ้าน ปชช.  

    “นฤมล” นำ ศธ.ลุยสำรวจ รร.หาดใหญ่ ส่งทีมอาชีวะ Fix It ซ่อมไฟบ้าน ปชช.  

    “นฤมล” นำ ศธ.ลุยสำรวจ รร.หาดใหญ่ ส่งทีมอาชีวะ Fix It ซ่อมไฟบ้าน ปชช.

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้บูรณาการทุกภาคส่วนด้านการศึกษา เข้าร่วมภารกิจฟื้นฟูอย่างเต็มกำลัง โดยวันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ส่งทีมนักศึกษาอาชีวะภายใต้โครงการ Fix It Center จำนวน 8 ชุด ชุดละ 5 คน พร้อมเครื่องมือซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้า และระบบไฟฟ้าในบ้านเรือน ลงพื้นที่เขต 8 เพื่อให้บริการตรวจเช็ก และซ่อมระบบไฟฟ้าให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ  
     

    “นฤมล” นำ ศธ.ลุยสำรวจ รร.หาดใหญ่ ส่งทีมอาชีวะ Fix It ซ่อมไฟบ้าน ปชช.  

    จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้ลงสำรวจความเสียหายของโรงเรียนบ้านบึงพิชัย โรงเรียนบ้านวังหรัง และโรงเรียนหาดใหญ่เจริญราษฎร์พิทยา โดยยืนยันว่า กระทรวงศึกษาฯ จะเดินหน้าสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการซ่อมแซมสถานศึกษา การช่วยเหลือนักเรียน–ครอบครัว และการสนับสนุนกำลังคนจากภาคการศึกษา เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้โดยเร็วที่สุด 
     

    “นฤมล” นำ ศธ.ลุยสำรวจ รร.หาดใหญ่ ส่งทีมอาชีวะ Fix It ซ่อมไฟบ้าน ปชช.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378970229&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vLJP4xXa3NjvovO6aQv-w

  • “ลามิน่า”หวั่นผู้บริโภคสับสน ฟิล์มกรองแสงแข่งเดือด “ค่ากันความร้อน” – ไทยรัฐ

    “ลามิน่า”หวั่นผู้บริโภคสับสน ฟิล์มกรองแสงแข่งเดือด “ค่ากันความร้อน” – ไทยรัฐ

    ลามิน่าฟิล์ม” เจ้าตลาดฟิล์มกรองแสง ชี้ตลาดฟิล์มกรองแสงถูกบิดเบือนเรื่องการกันความร้อน ยันต้องใช้ค่าประสิทธิภาพการลดความร้อนจากแสงแดดรวม (TSER) ที่ 90 องศา …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2899431&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a_lwGYzKgnDfBzqs2ENKy

  • จำได้ไหม “ไอน์สไตน์จิ๋ว” ล่าสุดจบฟิสิกส์ ป.เอกแล้วในวัย 15 เผยก้าวถัดไปสุดยิ่งใหญ่

    จำได้ไหม “ไอน์สไตน์จิ๋ว” ล่าสุดจบฟิสิกส์ ป.เอกแล้วในวัย 15 เผยก้าวถัดไปสุดยิ่งใหญ่

    จำได้ไหม “ไอน์สไตน์จิ๋ว” ที่เคยสร้างความฮือฮาจากมันสมองสุดอัจฉริยะ ล่าสุด ก้าวไปอีกขั้น คว้า ป.เอกฟิสิกส์ควอนตัม ในวัย 15 ปี

    ลอเรนต์ ไซมอนส์ เด็กอัจฉริยะชาวเบลเยียม วัย 15 ปี 9 เดือน ผ่านการสอบป้องกันดุษฎีนิพนธ์สาขาฟิสิกส์ควอนตัมที่มหาวิทยาลัยแอนต์เวิร์ป กลายเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้ปริญญาเอกด้านนี้ในวัยที่น้อยที่สุดของยุคปัจจุบัน

    โดยย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนชื่อของ ลอเรนต์ เคยถูกขนานนามว่า “ไอน์สไตน์ตัวจิ๋ว” และสร้างความฮือฮาในวงการวิชาการทันที เมื่อเขาแสดงให้เห็นถึงมันสมองอันน่าตกตะลึง ด้วยความรู้ ความเชี่ยวชาญเกินวัย ในเรื่องวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์

    เส้นทางการศึกษาสุดน่าทึ่ง

    ลอเรนต์เริ่มเรียนประถมเมื่ออายุ 4 ขวบ และจบประถมเมื่ออายุ 6 ขวบ ก่อนจะสำเร็จมัธยมปลายเมื่ออายุ 9 ปี ด้วยผลคะแนนสูงสุด จากนั้นเขาคว้าปริญญาโทด้านฟิสิกส์ควอนตัมเมื่ออายุ 12 ปี และปัจจุบันเขาป้องกันปริญญาเอกด้วยหัวข้อเชิงทฤษฎีด้าน Bose polarons ใน superfluids และ supersolids ซึ่งถือเป็นงานวิจัยระดับสูงมาก 

    ความสามารถพิเศษและแรงผลักดันชีวิต

    รายงานระบุว่าลอเรนต์มีไอคิวราว 145 และความจำแบบถ่ายภาพ อาจารย์ที่ปรึกษากล่าวว่าเขาพูดคุยกับลอเรนต์เหมือนคุยกับเพื่อนนักวิจัย ไม่ใช่นักศึกษาทั่วไป จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดเมื่อเขาอายุ 11 ปีหลังสูญเสียปู่ย่า จนนำไปสู่เป้าหมายใหม่คือการศึกษาวิธีต่ออายุยืน เพื่อช่วยให้มนุษย์มีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพขึ้น

    ข้อเสนอจากบริษัทเทค–แต่ครอบครัวยังให้เวลา

    สื่อรายงานว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ และจีนติดต่อครอบครัวเพื่อเสนอทุนและงานวิจัยมูลค่ามากมาย แต่พ่อแม่ของลอเรนต์ปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมดโดยยืนยันว่าต้องการให้ลูกเติบโตตามจังหวะของตัวเอง ข้อเสนอเหล่านี้สะท้อนถึงศักยภาพของเขาและความต้องการของภาควิทยาศาสตร์เชิงพาณิชย์

    แผนการต่อไป ผสานฟิสิกส์กับการแพทย์

    แผนการของลอเรนต์คือการศึกษาต่อในสาขา Medical AI เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการยืดอายุและการรักษาโรคชรา เขามองเป้าหมายนี้ไม่ใช่เพื่อเกียรติยศส่วนตัว แต่เพื่อตอบโจทย์สาธารณประโยชน์และยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติ

    มุมมองจากครอบครัว

    พ่อของลอเรนต์กล่าวว่าเขาเห็นลูกสองด้านทั้งเป็นนักวิทยาศาสตร์และเป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่ง ครอบครัวจึงยืนยันบทบาทในการให้การดูแลและเวลากับการเติบโต เพื่อไม่ให้ความเร็วของความสำเร็จมาแทนที่การพัฒนาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

    สรุป

    ลอเรนต์ ไซมอนส์ คือปรากฏการณ์เด็กอัจฉริยะที่ไต่จากห้องเรียนอนุบาลสู่ดุษฎีบัณฑิตในเวลาเพียง 11 ปี เขาไม่ได้เป็นเพียงข่าวจากความเร็วทางการศึกษา แต่ยังเป็นตัวอย่างของทิศทางวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ที่ผสานฟิสิกส์กับเป้าหมายด้านสุขภาพและการแพทย์ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9859946/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UFjIrsEUCwkfHlA6RRbk7

  • ‘ณหทัย’ ชวนคิด ‘วิชาชีวิต’ ในโลกยุคใหม่ ย้ำไทยควรสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ที่รับมือวิกฤติได้ตั้งแต่วัยเยาว์

    ‘ณหทัย’ ชวนคิด ‘วิชาชีวิต’ ในโลกยุคใหม่ ย้ำไทยควรสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ที่รับมือวิกฤติได้ตั้งแต่วัยเยาว์

    ‘ณหทัย’ ชวนคิด ‘วิชาชีวิต’ ในโลกยุคใหม่ ย้ำไทยควรสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ที่รับมือวิกฤติได้ตั้งแต่วัยเยาว์ และพร้อมเป็นแรงสำคัญในการคลี่คลายสถานการณ์วิกฤติ โดยยกตัวอย่างจาก เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้

    ณหทัย ทิวไผ่งาม ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียแฟนเพจเฟซบุ๊ก Dr.Nahathai Thewphaingarm เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 โดยระบุว่า ชวนคิด ‘วิชาชีวิต’ ใน โลกยุคใหม่

    ภัยพิบัติและโรคระบาดที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เกี่ยวข้องในวงการการศึกษาคงต้องคิดทบทวนเรื่อง “ความรู้” ที่ควรมีเพื่อการอยู่รอดสถานการณ์ทางธรรมชาติในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรามีบทเรียนตั้งแต่โควิด น้ำท่วม PM แผ่นดินไหว ทุกเหตุการณ์กระทบทั้งเศรษฐกิจ สังคมและชีวิตความเป็นอยู่ของ “คน” เด็กและเยาวชนหลายคนหลุดออกจากระบบ เพราะครอบครัวเผชิญวิกฤตเราสูญเสีย “ทุนมนุษย์” ไปมากในแต่ละครั้ง เพราะเราไม่ได้เตรียม “ความรู้” ให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่นับวันจะเร็วและรุนแรงขึ้นทุกวัน

    ดิฉันคิดว่าเราคงต้องส่งต่อองค์ความรู้ใหม่ ๆ เช่น วิธีรับมือภัยพิบัติ วิธีใช้เทคโนโลยีเพื่อความอยู่รอด และวิชาชีวิตที่ทำให้เด็กและเยาวชนยัง “ลุกขึ้นได้” เมื่อถูกทดสอบจากปัญหาที่หลากหลายและโดยเฉพาะที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป

    การสอนวิชาชีวิต วิชาเอาตัวรอดให้เด็ก ที่ประเทศอื่น เขาทำอย่างไรบ้าง

    โดยเฉพาะประเทศที่เป็นแนวหน้าในเรื่องการต่อสู้ภัยพิบัติน้ำท่วมได้อย่างมีระบบ เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศญี่ปุ่น และประเทศสาธารณรัฐเกาหลีใต้ เรามาทำความเข้าใจ ตั้งแต่ สาเหตุ เทคโนโลยีนวัตกรรม และสิ่งที่เด็กเยาวชนและประชาชนได้รับการปลูกฝังเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและ ภัยพิบัติ 

    เหตุใดทั้งสามประเทศจึงให้ความสำคัญกับภัยพิบัติ โดยเฉพาะน้ำท่วม

    เนเธอร์แลนด์

    เป็นประเทศที่แผ่นดินกว่าครึ่งต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เผชิญภัยพิบัติน้ำท่วมมายาวนาน ประวัติศาสตร์แห่งน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 1953 ทำให้ผู้นำและผู้เชี่ยวชาญของประเทศลุกขึ้นมาปฏิรูปการบริหารจัดการน้ำแบบทุ่มสุดตัว โดยพลเมืองชาวดัชต์ตระหนักดีกว่า น้ำคือส่วนหนึ่งของชีวิตและอนาคตของชาติ และมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบโดยเฉพาะด้านภาษีการจัดการน้ำที่เข้มข้นแต่คุ้มค่า 

    ญี่ปุ่น

    ด้วยภูมิประเทศแบบหมู่เกาะ ตั้งอยู่บนวงแหวนแห่งไฟ และเผชิญภัยธรรมชาติสารพัดรูปแบบ ตั้งแต่แผ่นดินไหว สึนามิ ไปจนถึงฝนตกหนัก ญี่ปุ่นจึงมี “วัฒนธรรมโบไซ” (Bosai Culture) แปลว่า “การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ” ที่หลอมรวมความรู้ การฝึกฝน และการเตรียมพร้อมเข้าไว้ด้วยกัน การรับมือภัยพิบัติเป็นเหมือนทักษะพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องมี  

    เกาหลีใต้

    ตั้งอยู่บนบริเวณคาบสมุทรเกาหลีที่มีพื้นที่ในบริเวณทิศใต้ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกถูกขนาบไว้ด้วยทะเล ประสบกับภัยพิบัติอุทกภัยจากการพัดผ่านของพายุมาแล้วหลายครั้ง ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในเขตเมือง และได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้ว ทำให้เกาหลีใต้พัฒนาระบบจัดการน้ำระดับชาติ เพื่อรับมืออย่างเป็นระบบและทันท่วงที 

    ———

    นวัตกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่โลกจับตาในฐานะผู้นำด้านบริหารจัดการน้ำ

    เนเธอร์แลนด์ —Delta Works คือ โครงการเขื่อน ประตูน้ำ และระบบป้องกันชายฝั่ง ที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมของโลก ที่ป้องกันความเสี่ยงก่อนเกิดภัย นอกจากสร้างเขื่อน ยังสร้างแนวคิดการอยู่ร่วมกับน้ำ ภายใต้โครงการ “Room for the River” มีการขยายพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ขุดลอกแม่น้ำ และสร้างร่องน้ำสำรอง เพื่อให้น้ำมีที่อยู่และไหลผ่านได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงบ้านลอยน้ำ (Floating Houses) ที่สามารถลอยตัวขึ้นได้ตามระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น 

    ญี่ปุ่น — อุโมงค์ยักษ์ใต้ดิน G-Cans “มหาวิหารใต้ดิน” 

    คือโครงข่ายอุโมงค์ผันน้ำขนาดมหึมาใต้เมืองโตเกียว ที่รองรับน้ำฝนมหาศาลในเวลาไม่กี่นาที ด้วยโครงสร้างที่มีเสาคอนกรีตสูงตระหง่านใต้ดิน เป็นสัญลักษณ์ของประเทศที่จริงจังกับชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง

    เกาหลีใต้ — โครงการจัดการแม่น้ำระดับชาติ เช่น Four Major Rivers Project ที่ช่วยเพิ่มการกักเก็บน้ำ ฟื้นฟูแม่น้ำ และลดน้ำท่วมในเขตเมือง การสร้างเขื่อนอเนกประสงค์ (Multipurpose Dams) การขยายอุโมงค์ระบายน้ำในเมือง ใช้กลยุทธ์แบบผสมผสานระหว่าง โครงสร้างทางวิศวกรรม (Structural Measures) และ เทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart Technology) เพื่อรับมือกับภัยน้ำท่วม โดยมีหน่วยงานหลักคือ K-water ที่รับผิดชอบด้านการจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ (Integrated Water Resources Management – IWRM)

    ———

    หัวใจสำคัญ คือ การให้ความรู้เด็กและเยาวชนอย่างเป็นระบบ จากการศึกษาทั้งสามประเทศ สิ่งที่คล้ายกัน และน่าสนใจอย่างมาก นั่นคือ ทุกประเทศล้วนมองว่า “เด็กต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบรับมือภัยพิบัติ” ไม่ใช่เพียงผู้รอคอยการช่วยเหลือ

    เนเธอร์แลนด์: สอนให้เข้าใจระบบและอยู่ร่วมกับน้ำ

    เนเธอร์แลนด์มุ่งเน้นที่การ ทำความเข้าใจว่าระบบป้องกันของประเทศทำงานอย่างไร และการตระหนักว่าภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ

    -บูรณาการในวิชาหลัก: เช่น ภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สอนให้นักเรียนเข้าใจ วิศวกรรมการจัดการน้ำ (เช่น Delta Works, Polders) และยุทธศาสตร์ “Room for the River” (การให้พื้นที่แม่น้ำ)

    -กิจกรรม: ให้นักเรียนเข้าร่วม เกมจำลองสถานการณ์ ที่ต้องตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันน้ำท่วม และใช้ Interactive Web Applications เพื่อจำลองว่าบ้านของตนเองจะถูกน้ำท่วมลึกแค่ไหน หากเขื่อนแตก รวมถึงสำรวจเรียนรู้ในพื้นที่จริง

    -ด้วยความมั่นใจใน Delta Works และการจัดการภาครัฐ คนรุ่นหลังจึงเกิดความเชื่อเรื่อง “ตำนานเท้าแห้ง” คือเชื่อว่าไม่มีทางน้ำท่วมจนเท้าเปียกอีกต่อไป รัฐจึงออกแคมเปญสาธารณะ และวางกรอบหลักสูตรการศึกษาร่วมกับครู เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนยังตระหนักรู้และเตรียมพร้อมกับความเสี่ยงอยู่เสมอ เพราะโลกร้อนยังอยู่ ภัยพิบัติน้ำท่วมในอนาคตยังไม่หมดไป 

    ญี่ปุ่น: สอนทักษะการเอาตัวรอดทันทีและวินัย

    ญี่ปุ่นเผชิญกับภัยพิบัติที่มาอย่างรวดเร็ว (แผ่นดินไหว, สึนามิ, น้ำท่วมฉับพลัน) การสอนจึงเน้นที่ การตอบสนองอย่างรวดเร็ว และ ความมีวินัย ตั้งแต่วัยอนุบาล วางกรอบโดยกระทรวงศึกษาธิการ

    -วิชาหลัก: การฝึกซ้อมภาคปฏิบัติ (Drills) และวิชาความปลอดภัย (BOSAI)

    -ความรู้หลัก เช่น การรู้จักแผนที่เสี่ยงภัย การเดินในพื้นที่น้ำขุ่น การเลือกรองเท้าลุยน้ำ เส้นทางการอพยพ การอุ้มคนสูงอายุ และ จุดรวมพล รวมถึงอันตรายจากความเร็วของน้ำ (น้ำสูงเพียง 15 ซม. ก็อันตราย)

    -กิจกรรม เช่น การฝึกซ้อมอพยพ (Hinan Kunren): มีการซ้อมหนีภัยพิบัติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองทันที

    -อุปกรณ์ช่วยชีวิต: การเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน มีการพัฒนากระเป๋านักเรียนแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ให้มีรุ่นเป็นทุ่นลอยน้ำได้ 

    -เทคโนโลยี: ใช้ AR (Augmented Reality) ในการจำลองภาพน้ำท่วมบนแท็บเล็ต เพื่อให้เด็กเห็นภาพความรุนแรงในพื้นที่จริงโดยไม่ตื่นตระหนก

    เกาหลีใต้: สอนการลดความเสี่ยงเชิงรุกและเทคโนโลยี

    เกาหลีใต้ยกระดับการสอน DRR (Disaster Risk Reduction :การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ) โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีและการสร้างความยืดหยุ่นในสังคมเมือง

    -กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนด กรอบแนวทางและมาตรฐาน สำหรับหลักสูตรการสอนรับมือภัยพิบัติและความปลอดภัยในโรงเรียนอย่างชัดเจน และถือเป็น หลักสูตรภาคบังคับ 

    -วิชาหลัก: โครงการความปลอดภัยในโรงเรียน (School Safety Programme) และการศึกษา DRR บูรณาการในวิชาต่างๆ ความปลอดภัยต้องครอบคลุม 7 ด้านหลัก หนึ่งในนั้นคือ ความปลอดภัยจากภัยพิบัติ (Disaster Safety) เช่น ความปลอดภัยทางน้ำ การรับมือภัยน้ำท่วมในเขตเมือง ข้อควรปฏิบัติระหว่างน้ำท่วม

    เกมและสื่อ: ใช้สื่อที่สนุกสนาน เช่น เกม “Riskland” เพื่อให้เด็กเรียนรู้แนวคิดการลดความเสี่ยง

    -การมีส่วนร่วม: ส่งเสริมให้เด็กเป็น Youth Agents of Change ที่จะนำความรู้ไปร่วมมือกับชุมชนในการลดความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ของตนเอง

    การเตรียมพลเมืองเด็กให้พร้อมรับภัยพิบัติ ของเนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เราจะเห็นว่าเบื้องหลังความสำเร็จ ไม่ได้มีเพียงสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาหรือเทคโนโลยีล้ำสมัยเท่านั้น แต่มี “การศึกษาที่มองไกล” และเป็น “วัฒนธรรมการป้องกันภัย” ที่เริ่มต้นจากโรงเรียนและในครอบครัวอีกด้วย 

    หัวใจของทั้งสามประเทศ คือการทำให้เรื่องภัยพิบัติไม่ใช่วิชาพิเศษ แต่เป็น “วัฒนธรรม” สอดแทรกในวิชาหลัก เชื่อมโยงกับชีวิตจริงในครอบครัวและชุมชน ทำเป็นกิจวัตร ไม่ใช่กิจกรรมปีละครั้ง และดำเนินการอย่างต่อเนื่องข้ามรุ่น เมื่อโรงเรียน ครอบครัว และรัฐ ทำงานในทิศทางเดียวกัน เด็ก ๆ จึงเติบโตมาเป็นพลเมืองที่ “รับมือได้ตั้งแต่ยังเล็ก และพร้อมช่วยเหลือผู้อื่น” แล้ววันหนึ่ง เด็กที่เราเคยสอนให้เดินในน้ำท่วมอย่างปลอดภัย อาจเติบโตขึ้นเป็นคนที่ช่วยออกแบบเมืองที่ปลอดภัยกว่าที่เราอยู่ในวันนี้

    ดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องจริงจังกับการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ โดยเฉพาะการเรียนรู้ วิชาชีวิต ที่ว่าด้วยการเอาตัวรอดและอยู่รอดไปกับธรรมชาติที่นับวันจะปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ได้อย่างตระหนักรู้ และเตรียมพร้อม

    ————————————————————————————–

    ที่มา:

    Water Education in The Netherlands: An Integrated Curriculum Using NCSS.  Jeroen Bron and Eddie van Vliet https://www.socialstudies.org/…/articles/se_770313150.pdf

    พิพิธภัณฑ์ Watersnood Museum https://watersnoodmuseum.nl/en/the-museum/schools

    Floating Homes in Amsterdam :Living on water https://youtu.be/QTVLooi8I-Y?si=XI-aAuIGXv80J3Er

    Room for the river https://www.dutchwatersector.com/…/room-for-the-river…

    Levee Patroller เป็นเกมลาดตระเวณเฝ้าระวังเขื่อนกั้นน้ำ https://www.persistentrealities.com/site/page/leveepatroller

    การออกแบบโครงการการศึกษาความเสี่ยงต่อน้ำท่วมในประเทศเนเธอร์แลนด์ https://www.tandfonline.com/…/00958964.2015.1130013…

    JapanSalaryman https://www.facebook.com/share/p/1Cd7dbNhKR/ 

    #38 นครโอซากา – โบไซ : วิทยาศาสตร์ช่วยชีวิตเราได้ | NHK WORLD-JAPANhttps://www3.nhk.or.jp/nhkworld/th/shows/2090034/ 

    โรงเรียนญี่ปุ่นใช้เทคโนโลยี AR เข้ามาช่วยในการเรียนรู้เรื่องภัยพิบัติ https://www.marumura.com/japan-ar-disaster/

    ญี่ปุ่นสอนเอาตัวรอดด้วยกระเป๋านักเรียน https://today.line.me/th/v3/article/x2LLm88

    School Safety Programme | UNDRR

    ชั้นเรียนการเรียนรู้ความเสี่ยงภัยพิบัติแบบโต้ตอบในฮวาซอง สาธารณรัฐเกาหลี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมเฉลิมฉลองวันลดความเสี่ยงภัยพิบัติสากล 2024

    https://www.undrr.org/…/interactive-disaster-risk…

    การเรียนรู้การว่ายน้ำเพื่อการเอาชีวิตรอดอย่างมืออาชีพ ในเมืองอันซัน จังหวัดคยองกี 

    เครดิตภาพ: สำนักงานการศึกษาจังหวัดคังวอน [email protected] http://koreabizwire.com/ansan-to-build-survival…/214088

    Korea’s Efforts to Achieve the Goals of the Sendai Framework on Disaster Risk Reduction The Republic of Korea Achieving the Goals and Targets of the Sendai Framework for Disaster Risk Reduction – UNDRR

    Analysis of the Status of Safety Education in Korean Schools Analysis of the Status of Safety Education in Korean Schools – ResearchGate

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/6HXLB8Kl4&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tXq8xjslDxWPRSry1FdXh

  • ครม. ถอนวันหยุดพิเศษเพิ่มปี 2569 ไปศึกษาผลกระทบ หวั่นกระทบผู้ประกอบการ-การจ้างงาน

    ครม. ถอนวันหยุดพิเศษเพิ่มปี 2569 ไปศึกษาผลกระทบ หวั่นกระทบผู้ประกอบการ-การจ้างงาน

    ที่ประชุม ครม. 2 ธ.ค. 68 ถอนประกาศวันหยุดพิเศษเพิ่มเติมปี 2569 ไปศึกษาผลกระทบเพิ่มเติมก่อน หวั่นหยุดยาวต่อเนื่องกระทบผู้ประกอบการ-การจ้างงาน

    วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้เสนอเรื่องให้ ครม. พิจารณาประกาศวันหยุดพิเศษ เพิ่มเติมปี 2569 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดให้รัฐมนตรีแสดงความคิดเห็น ซึ่งที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นว่าในแต่ละปีมีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน หากประกาศเพิ่มอาจส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการและการจ้างงานได้ จึงให้ถอนเรื่องดังกล่าวไปศึกษาผลกระทบเพิ่มเติมก่อน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากเดิมสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จะเสนอกำหนดวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ และภาพรวมวันหยุดราชการ ประจำปี 2569 โดยกำหนดให้เพิ่มวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษอีก 2 วัน คือ 2 มิถุนายน 2569 และจะส่งผลให้มีวันหยุดยาวต่อเนื่อง 5 วัน คือ ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2569 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งจะส่งผลให้มีวันหยุดต่อเนื่องยาวติดต่อกัน 6 วัน คือ วันที่ 28 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2899369&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZovIIKTPGHO-DnBzA2RWU

  • น้ำตาล-ฟิล์ม คู่จิ้นสายมุ้งมิ้ง มาพร้อมความสดใส น่ารักโดนใจชาวด้อมลูน่า – ไทยรัฐ

    น้ำตาล-ฟิล์ม คู่จิ้นสายมุ้งมิ้ง มาพร้อมความสดใส น่ารักโดนใจชาวด้อมลูน่า – ไทยรัฐ

    น้ำตาล ทิพนารี และ ฟิล์ม รชานันท์ กลายเป็นคู่จิ้นจากซีรีส์ ‘Pluto นิทาน ดวงดาว ความรัก’ ทาง GMM25. น้ำตาลมีผลงานแสดงหลายเรื่อง เริ่มต้นจากพิธีกร Strawberry Krubcake …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2898861&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V6u6SX6SWvljqx9NHy6yV