Category: วัฒนธรรม

  • สิงคโปร์สั่งแบน! ห้ามนักเรียนมัธยมใช้สมาร์ตโฟนในโรงเรียน เริ่มปี 2026

    สิงคโปร์สั่งแบน! ห้ามนักเรียนมัธยมใช้สมาร์ตโฟนในโรงเรียน เริ่มปี 2026

    มีรายงานว่ารัฐบาลสิงคโปร์เตรียมสั่งแบนห้ามนักเรียนใช้สมาร์ตโฟนรวมถึงสมาร์ตวอตช์ ในโรงเรียนมัธยม เอามาได้แต่ห้ามใช้ เริ่มปี 2026 เพื่อให้นักเรียนโฟกัสการเรียน

    รัฐบาลสิงคโปร์ออกประกาศ “ห้ามนักเรียนระดับมัธยมศึกษาทุกคนใช้สมาร์ตโฟน (Smartphone) และสมาร์ตวอตช์ (Smartwatch) ในช่วงเวลาเรียนทั้งหมด” เริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค. 2026 เป็นต้นไป โดยมาตรการใหม่นี้ครอบคลุมแม้ช่วงนอกชั้นเรียน เช่น เวลาพักกลางวัน กิจกรรมเสริมหลักสูตร หรือคาบเรียนเพิ่มเติม

    นักเรียนยังสามารถนำ Smartphone, Smartwatch มาโรงเรียนได้ แต่ต้องปิดเครื่อง และเก็บไว้ในล็อกเกอร์หรือกระเป๋าตลอดทั้งวัน อย่างไรก็ตาม โรงเรียนสามารถยกเว้นให้บางรายเป็นกรณีพิเศษในสถานการณ์เร่งด่วน หรือเพื่อใช้ในการเรียนรู้บางอย่าง เช่น ด้านการแพทย์

    นักการศึกษาคาดว่ามาตรการนี้จะลดสิ่งรบกวนจากโลกดิจิทัล และกระตุ้นให้นักเรียนสนทนาแบบพบหน้ากันมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพกายและจิตโดยรวมของนักเรียนในทางบวก

    กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงความกังวลระดับนานาชาติเกี่ยวกับผลกระทบของการใช้หน้าจอมากเกินไป งานวิจัยหลายฉบับชี้ว่า การใช้อุปกรณ์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวน้อยลง นอนหลับไม่สนิท และลดการเข้าสังคม

    น่าสนใจว่าสิงคโปร์กำลังเดินตามแนวทางเดียวกับประเทศอื่น เช่น ออสเตรเลียและจีน ซึ่งเริ่มควบคุมการใช้อุปกรณ์ของนักเรียน เพื่อส่งเสริมวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ

    โรงเรียนมัธยมในสิงคโปรจะประกาศกฎใหม่นี้แก่ผู้ปกครองและนักเรียนผ่านคู่มือ เว็บไซต์โรงเรียน และการจัดประชุมเพื่อชี้แจง นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์จะขอความร่วมมือจากผู้ปกครองในการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีอย่างสมดุลภายในครอบครัว เพื่อเสริมความตั้งใจระดับชาติในการปลูกฝังพฤติกรรมดิจิทัลที่ดีให้แก่วัยรุ่นชาวสิงคโปร์

    ที่มา: secretsingapore

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.iphonemod.net/singapores-secondary-school-students-face-total-smartphone-ban-from-2026.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OIHpZy8jlJTlbEsjV7z4T

  • สพม.แม่ฮ่องสอน ร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา “สามัญสามหมอกเกมส์” ครั้งที่ 8 – OBEC

    สพม.แม่ฮ่องสอน ร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา “สามัญสามหมอกเกมส์” ครั้งที่ 8 – OBEC

    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. ณ โรงเรียนแม่เสรียง “บริพัตรศึกษา” จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา “สามัญสามหมอกเกมส์” ครั้งที่ 8 ประจำปี 2568 โดยมีนายศุภวิชญ์ ดิษเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วย นายสุรพล จริยา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน คณะผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

    ในการนี้ นายศุภวิชญ์ ดิษเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน ได้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดการแข่งขันกีฬา “สามัญสามหมอกเกมส์” ว่า เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีสุขภาพแข็งแรง มีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย และมีระเบียบวินัย อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีโรงเรียนเข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 15 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนแม่เสรียง “บริพัตรศึกษา”, โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 34, โรงเรียนปายวิทยาคาร, โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 21, โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 22, โรงเรียนบ้านโพซอ, โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 59, โรงเรียนแม่ลาน้อย ดรุณสิกข์, โรงเรียนเฉลิมรัฐวิทยาคม, โรงเรียนสังวาลย์วิทยา, โรงเรียนขุนยวมวิทยา, โรงเรียนปางมะผ้าพิทยาสรรพ์, โรงเรียนล่องแพวิทยา, โรงเรียนสบเมยวิทยาคม และโรงเรียนห้องสอนศึกษาในพระอุปถัมภ์

    นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวเปิดงานพร้อมให้โอวาทแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยเน้นย้ำว่า “การแข่งขันกีฬาครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพทางร่างกายเท่านั้น หากแต่ยังเป็นกระบวนการหล่อหลอมเยาวชนให้เติบโตเป็นคนเก่ง คนดี และเท่าทันโลก ผ่านการเรียนรู้เรื่องวินัย ความอดทน การเคารพกติกา และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีคุณภาพ ซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศในอนาคต”

    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน ดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพที่หลากหลายของนักเรียน ผ่านกิจกรรมที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะด้านกีฬา การทำงานเป็นทีม ความมีวินัย และการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เพื่อสร้างพื้นฐานที่ดีในการดำรงชีวิตและห่างไกลจากสิ่งเสพติด อันเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาผู้เรียนให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีความสามารถด้านกีฬาได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ และสามารถต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น รวมถึงการประกอบอาชีพในอนาคต หรือการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศชาติในด้านต่าง ๆ ตามศักยภาพของตน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/22661&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kTu26CXvo3c_Z3Gx8OgK_

  • เลขาธิการ กพฐ. พบปะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนบรรจุแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา – OBEC

    เลขาธิการ กพฐ. พบปะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนบรรจุแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา – OBEC

    เลขาธิการ กพฐ. พบปะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนบรรจุแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

    เลขาธิการ กพฐ. พบปะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนบรรจุแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้พบปะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผ่านระบบ Zoom Meeting ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 30 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมบางกอกพาเลส กรุงเทพมหานคร

    เลขาธิการ กพฐ. ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการน้อมนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่ความก้าวหน้าของทางราชการและการยกระดับคุณภาพการศึกษา ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนในทุกมิติ พร้อมทั้งชื่นชมผู้ผ่านการพัฒนาทุกท่านที่สามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม สามารถสร้างวัฒนธรรมคุณภาพและวัฒนธรรมประชาธิปไตยในการทำงาน เป็นแบบอย่างที่ดีของผู้บริหารการศึกษา และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ของกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนการบูรณาการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพ

    ข่าว : ยศุเนตร ธรรมปาน

    ภาพ : สุชัญญา ชมเทศ / สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ

    ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/23686&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26Y1br3oYCqRCiHSCcrRan

  • รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานการตรวจเยี่ยม และ ให้กำลังใจแก่นักเรียนทุนการศึกษาพระราชทานฯ ม.ท.ศ. รุ่นที่ 15-17 ปีการศึกษา 2568 | TOPNEWS

    รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานการตรวจเยี่ยม และ ให้กำลังใจแก่นักเรียนทุนการศึกษาพระราชทานฯ ม.ท.ศ. รุ่นที่ 15-17 ปีการศึกษา 2568 | TOPNEWS

    วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 10.00 น. ณ พื้นที่อำเภอสนามชัยเขต และอำเภอพนมสารคาม นางสาวฉัตรประอร นิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานการตรวจเยี่ยม และให้กำลังใจแก่ นักเรียนทุนการศึกษาพระราชทานฯ ม.ท.ศ. รุ่นที่ 15-17 ปีการศึกษา 2568 พร้อมด้วย นายพีรพล ลือล่า ปลัดจังหวัดฉะเชิงเทรา, นายสาครินทร์ จำปา หัวหน้าสำนักงานจังหวัดฉะเชิงเทรา, นางมาลัยงาม แก้วสอาด รองศึกษาธิการจังหวัดฉะเชิงเทรา, นายสุพจน์ ตรีรัตนนุกูล นายอำเภอพนมสารคาม, นางศิริรัตน์ ภักดีศรี เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนนายอำเภอสนามชัยเขต, หัวหน้าส่วนราชการ, ผู้แทนส่วนราชการ, คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมนักเรียนทุนการศึกษาพระราชทานฯ ได้แก่ นางสาวศศินา อินเจริญ นักเรียนโรงเรียนสนามชัยเขต นายไพณรงค์ จันศิริ นักเรียนโรงเรียนพนมสารคาม พนมอดุลวิทยา และนางสาวชนากานต์ เทียนปัญจะ นักเรียนโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์

    ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนิน โครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นเมื่อปี 2552 ทรงให้นำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินจากผู้บริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามพระราชปณิธานที่มุ่งสร้างโอกาส ทางการศึกษาที่มั่นคงแก่เยาวชนไทย ที่ประพฤติดี ตามความสามารถของแต่ละคน อันเป็นการลงทุน เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถและศักยภาพแก่เยาวชนไทย ต่อมาในปี 2553 ทรงให้จัดตั้ง “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ)” ทรงเป็นประธานกรรมการ และให้นำโครงการทุนการศึกษาฯ มาอยู่ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิฯ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน สืบต่อไป

    สำหรับจังหวัดฉะเชิงเทรา รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา และคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ดูแลติดตาม ผลการเรียนความประพฤติ และการใช้จ่ายเงินทุนพระราชทานของนักเรียนทุนฯ ม.ท.ศ. รุ่นที่ 15 – 17 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อติดตามและให้การสนับสนุนช่วยเหลือ กรณีที่นักเรียนทุนฯ ม.ท.ศ. มีปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ทั้งด้านการเรียน การรักษาพยาบาล และชีวิตความเป็นอยู่ เพื่อจะได้ให้การช่วยเหลือต่อไป พร้อมทั้งมอบสิ่งของ อาหาร เครื่องดื่ม อุปกรณ์ที่จำเป็น โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ให้กำลังใจแก่นักเรียนในการเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา โดยได้ให้ข้อคิดการปฏิบัติตนตามหน้าที่ของนักเรียน การปฏิบัติตนในฐานะบุตรในการกตัญญูกตเวที ตอบแทนบุญคุณผู้มีพระคุณ ประพฤติตนในสิ่งที่ดี เพื่อเติบโตอย่างมีคุณภาพของสังคม

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1411044&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EEct5zZ59dfjHUm636sC9

  • ไต้หวัน ตั้งแพลตฟอร์มใน ไทย แก้ปัญหาขาดบุคลากรทักษะสูง…

    ไต้หวัน ตั้งแพลตฟอร์มใน ไทย แก้ปัญหาขาดบุคลากรทักษะสูง…

    วันนี้ (2 ธันวาคม) ปีเตอร์ หลัน ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย ประกาศจัดตั้งแพลตฟอร์มบริการบุคลากรด้านเทคโนโลยีไต้หวัน-ไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการชาวไต้หวันในประเทศไทยในการแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร และช่วยพัฒนาทักษะบุคลากรไทยเพื่อป้อนซัพพลายเชนเทคโนโลยี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ที่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการไต้หวันมาลงทุนในไทยเป็นจำนวนมาก

    ในกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม การศึกษา และหน่วยงานภาครัฐจากไต้หวัน ณ The Bangkok Club กรุงเทพฯ มีการเน้นย้ำถึงหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ทุกฝ่ายกำลังเผชิญนั่นคือ การขาดแคลนแรงงานทักษะสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มที่สำเร็จการศึกษาในสาขา STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) ซึ่งแพลตฟอร์มใหม่ที่จัดตั้งขึ้นนี้จะช่วยประสานความต้องการร่วมกันระหว่างฝ่ายไทย ผู้ประกอบการชาวไต้หวันและภาคส่วนอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาบุคลากรไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการชาวไต้หวัน

    ไต้หวันตั้งแพลตฟอร์มในไทย แก้ปัญหาขาดบุคลากรทักษะสูงป้อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยี 1

    สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ ทางสำนักงานฯ ได้เชิญผู้ประสานงานจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติผิงตง (NPUST) ในไต้หวัน ซึ่งได้ก่อตั้ง “ศูนย์ความร่วมมือแลกเปลี่ยนบุคลากรนานาชาติไต้หวันประจำประเทศไทย เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มาร่วมแบ่งปันเกี่ยวกับ ‘โครงการศึกษาพิเศษเพื่อพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ’ (International Industrial Talents Education Special Program (INTENSE Program)) ของกระทรวงศึกษาธิการไต้หวัน

    นอกจากนี้ ยังมีการเชิญสมาคมแผงวงจรพิมพ์ไต้หวัน (TPCA) มาแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับการก่อตั้ง ‘สถาบันแผ่นวงจรพิมพ์ไต้หวันในไทย’ และความร่วมมือด้านบุคลากรกับฝ่ายไทยด้วย โดยสำนักงานไทเปฯ คาดหวังว่าการจัดตั้งแพลตฟอร์มนี้ จะช่วยเร่งการเชื่อมโยงและความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา อีกทั้งสร้างแรงผลักดันใหม่ๆ ให้กับธุรกิจของผู้ประกอบการชาวไต้หวันที่มาดำเนินกิจการในประเทศไทยอีกด้วย

    สำนักงานฯ ระบุว่า การจัดตั้งแพลตฟอร์มนี้นอกจากจะสอดคล้องกับแนวคิด ‘การทูตเชิงบูรณาการ’ ของหลินเจียหรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันแล้ว ยังเป็นการประกาศว่าสำนักงานฯ จะรวบรวมสรรพกำลังของภาครัฐ ภาคสถาบันการศึกษาและผู้ประกอบการชาวไต้หวัน เพื่อหารือเพิ่มเติมกับฝ่ายไทยเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากร และหาแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากรอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของไต้หวันต่างได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และมีการย้ายมาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (อุปกรณ์), ปัญญาประดิษฐ์ (การประกอบเซิร์ฟเวอร์) และแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายสาขาการลงทุนที่รัฐบาลไทยต้องการจะดึงดูดบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน

    ทั้งนี้ปี 2024 มูลค่าการลงทุนของผู้ประกอบการชาวไต้หวันที่ได้รับอนุมัติให้เข้ามาลงทุนในไทยอยู่ที่ประมาณ 15.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งทำให้ไต้หวันกลายเป็นชาติที่มีมูลค่าการลงทุนในไทยมากเป็นอันดับที่ 4 โดยอุตสาหกรรมโดดเด่นคือแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งมีผู้ประกอบการชาวไต้หวันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำเข้ามาลงทุนในไทยมากกว่า 60 แห่ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้เกิดการจ้างแรงงานกว่า 10,000 ตำแหน่ง

    สำหรับแพลตฟอร์มบริการบุคลากรด้านเทคโนโลยีไทย-ไต้หวัน มีช่องทางติดต่อผ่านอีเมล [email protected] และเบอร์โทร 02-119-3555 ต่อ 386

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/taiwan-platform-tech-talent-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01EprLefrLNgjubLoGRtMf

  • NEXT U: การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสวนดุสิตสู่เป้าหมายด้วย OKRs

    NEXT U: การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสวนดุสิตสู่เป้าหมายด้วย OKRs

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/114341&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i4lsw9KptvrXaKHlcuYvH

  • ประชุมนักเรียนนักศึกษาหอพัก ประจำเดือนธันวาคม 2568 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประชุมนักเรียนนักศึกษาหอพัก ประจำเดือนธันวาคม 2568 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/117939/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v9WqlD0teMpbKwlVtVcDD

  • ยื่น กมธ. วุฒิสภา ค้านทางด่วน 2 ชั้น กระทบหนักคนกรุง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ยื่น กมธ. วุฒิสภา ค้านทางด่วน 2 ชั้น กระทบหนักคนกรุง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ตัวแทน 4 ชุมชน – สหภาพการทางพิเศษฯ ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ค้านทางด่วน 2 ชั้น เหตุไม่โปร่งใส กระทบประชาชนรุนแรง

    วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ตัวแทนชุมชนริมทางด่วน 4 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนวัดมะกอกสวนหน้า ชุมชนวัดมะกอกกลางสวน ชุมชนสุขสวัสดิ์ และชุมชนบุญชูศรี รวมถึงสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศ และตัวแทนจากสภาผู้บริโภค เข้ายื่นหนังสือต่อนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เพื่อตรวจสอบการก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น  (Double Deck) ความยาว 17 กิโลเมตร บนแนวทางด่วนศรีรัชตอนงามวงศ์วาน – พระรามเก้า เนื่องจากโครงการมีความไม่โปร่งใส กระทบการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างรุนแรง และไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานคร

    ค้านทางด่วน 2 ชั้น ชี้เสี่ยงขัดกฎหมายร่วมทุน – ไม่แก้ปัญหาจราจร

    บัณฑิต พลึงลำภู ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ) กล่าวว่า โครงการก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น  (Double Deck) งามวงศ์วาน – พระราม 9 มูลค่า 34,000 ล้านบาท มีความไม่โปร่งใส โดยเป็นการขยายสัมปทานให้แก่เอกชนรายเดิมยาวนานถึง 22 ปี 5 เดือน โดยไม่เปิดประมูลแข่งขัน ซึ่งอาจเข้าข่ายขัดต่อกฎหมายร่วมทุนภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ หากการขยายสัมปทานเกิดขึ้นจริง รัฐอาจสูญเสียรายได้รวมมากกว่า 170,000 ล้านบาท ทั้งที่รายได้ส่วนนี้ควรกลับคืนสู่ภาครัฐหลังสัมปทานทยอยหมดอายุในปี 2578 เพื่อใช้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานอื่น หรือเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน

    “โครงการมูลค่า 34,000 ล้าน แต่กลับขยายสัมปทานให้เอกชนเดิมยาว 22 ปีโดยไม่เปิดประมูล นี่คือความไม่โปร่งใสที่ประชาชนไม่อาจยอมรับได้” บัณฑิตระบุ

    นอกจากนี้ การคัดค้านยังเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า ระหว่างปี 2562 – 2568 ปริมาณรถบนทางด่วนลดลงกว่า 13% ซึ่งสวนทางกับเหตุผลของโครงการที่อ้างถึงปัญหาการจราจรติดขัดเป็นหลัก ขณะที่นักวิชาการด้านคมนาคมจำนวนมากเห็นพ้องต้องกันว่า ทางแก้ปัญหาการระบายรถจากฝั่งตะวันตกสู่ตะวันออกควรเป็นการเดินหน้าโครงการตามแนวเกษตร – นวมินทร์ ซึ่งเป็นแผนแม่บทดั้งเดิมที่มีความเหมาะสมกว่า แต่กลับถูกละเลยไม่หยิบมาพิจารณา โดยไม่ปรากฏเหตุผลที่ชัดเจน

    ปัญหาสิ่งแวดล้อม – EIA ไม่โปร่งใส เสียงสะท้อนชุมชน

    ด้าน นที ศิริธรรมวัฒน์ ที่ปรึกษาเครือข่ายชุมชนเขตพญาไท กล่าวว่า ผลกระทบที่ชุมชนใต้ทางด่วนต้องเผชิญ ทั้งผลกระทบด้านคุณภาพอากาศที่ปัจจุบันอยู่ในระดับ “สีแดง” อยู่แล้ว และจะรุนแรงขึ้นจากฝุ่นก่อสร้าง ทางด่วนชั้นที่ 2 รวมถึงเสียงรบกวน แสงสว่างที่ถูกบดบัง และภาวะความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง นอกจากนี้ การก่อสร้างที่คาดว่าจะยาวนานถึง 4 ปี อาจทำให้เศรษฐกิจชุมชนหยุดชะงัก หลายครอบครัวอาจได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ลดลง ขณะที่หน่วยงานรัฐไม่เคยประกาศแผนการเยียวยาหรือชดเชยผลกระทบให้แก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    “ฝุ่น เสียง แสงแดดที่ถูกบดบัง และเศรษฐกิจที่ต้องหยุดชะงัก 4 ปี ไม่มีชุมชนไหนควรต้องแลกชีวิตประจำวันของตัวเองกับทางด่วนชั้นที่ 2 ที่มาอยู่เหนือหัวแบบนี้” นทีกล่าว

    ขณะที่ เทพพล เครื่องจันทร์ ประธานชุมชนวัดมะกอกส่วนหน้า ตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของโครงการดังกล่าว ว่า แม้จะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่กระทบต่อประชาชนจำนวนมาก แต่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นตามกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environmental Impact Assessment) กลับมีผู้เข้าร่วมเพียง 60 – 70 คนเท่านั้น ขณะที่เมื่อชุมชนจัดเวทีคัดค้านโครงการทางด่วน 2 ชั้น กลับมีประชาชนในพื้นที่มากกว่า 600 คนเดินทางมาร่วมคัดค้าน สะท้อนว่าประชาชนจำนวนมากไม่เคยได้รับข้อมูลหรือการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง อีกทั้งยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลผลการประเมิน EIA ให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียได้รับรู้อีกด้วย

    “ถ้าเจ้าของโครงการจริงใจ ทำไมชาวบ้าน 600 คนยังไม่เคยรู้ว่าโครงการจะเกิดขึ้นเหนือบ้านตัวเอง กระบวนการที่ไม่บอกกล่าวย่อมไม่อาจเรียกว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนได้” ประธานชุมชนวัดมะกอกส่วนหน้า แสดงความเห็น

    การยื่นหนังสือคัดค้านในครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณชัดเจนว่า ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและต้องการความโปร่งใสในการตัดสินใจของรัฐ ขณะเดียวกันหน่วยงานรัฐก็เริ่มให้ความสนใจและเตรียมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญต่อทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพมหานครในอนาคต

    กมธ. เตรียมตรวจสอบ 3 ประเด็นหลัก

    นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ระบุ ว่าประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมานั้นเป็นเรื่องสำคัญต่อประโยชน์สาธารณะและความโปร่งใสของภาครัฐ โดยคณะกรรมาธิการจะพิจารณาอย่างรอบด้านในสามประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) ความจำเป็นและความคุ้มค่าของโครงการ 2) ความถูกต้อง สอดคล้องกับกฎหมายร่วมทุน และ 3) ความถูกต้องโปร่งใสของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยจะมีการเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลภายในสัปดาห์หน้า

    “โครงการระดับนี้ต้องตอบให้ได้ทั้งเรื่องความคุ้มค่า ความถูกต้องตามกฎหมาย และการมีส่วนร่วมของประชาชน ถ้าตอบไม่ได้ ก็ไม่อาจเดินหน้าได้” ประธาน กมธ. การพัฒนาการเมืองฯ ระบุ

    ทางด้าน สุนทร พฤกษิพัฒน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค ให้ความเห็นว่า การผลักดันโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลประโยชน์ระดับแสนล้านในช่วงที่รัฐบาลใกล้หมดวาระนั้นเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างระมัดระวัง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหารถติดบนทางด่วนส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการขาดเส้นทางเพิ่มเติม แต่เกิดจากถนนที่เป็นทางลงไม่เพียงพอที่จะรองรับรถจากทางด่วน การเพิ่มชั้นบนทางด่วนจึงอาจไม่ได้ช่วยบรรเทาปัญหาที่แท้จริง และควรมุ่งปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะระบบราง ซึ่งเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่า

    “วันนี้ประเทศไทยควรลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ใช่ทุ่มงบสร้างถนนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะทางออกของการจราจรไม่ใช่การเพิ่มชั้นถนน แต่คือการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนเดินทางได้จริง” สุนทรกล่าว


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    หยุด ทางด่วน 2 ชั้น ร้องสภาผู้บริโภค กระทบพันครอบครัว

    ร่วมค้าน “ทางด่วน 2 ชั้น” สัญญาเอื้อเอกชน ปิดทางพัฒนาระบบราง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/02122568_double-deck_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gpPBUlOie1GqyOc47a9HJ

  • พรรคประชาธิปัตย์ยกทีมหารือส.อ.ท.เปิดมุมมองแก้เศรษฐกิจไทย

    พรรคประชาธิปัตย์ยกทีมหารือส.อ.ท.เปิดมุมมองแก้เศรษฐกิจไทย


    ‘อภิสิทธิ์’หารือ ส.อ.ท.พร้อมร่วมมือภาคเอกชนกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยย้ำต้องดันจีดีพีขยายตัว 5% สร้างภูมิฝ่าปัจจัยเสี่ยง ชี้ 2 โจทย์ใหญ่เร่งแก้คอร์รัปชั่นและปฏิรูปการศึกษา

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อประชุมหารือแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ว่า เศรษฐกิจไทยในวันนี้ เปรียบได้กับ “รถที่ติดหล่ม” ต้องใช้แรงมหาศาลในการดึงขึ้นมา ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งเครื่องนโยบายจากภาครัฐ ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ประกาศนโยบาย “Quick Big Win” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้หนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และฟื้นการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญอีกครั้ง

    ทั้งนี้ได้นำเสนอความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทย อาทิ 1. มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ 2. ปัญหาสินค้าทุ่มตลาด/สวมสิทธิ์ส่งออก 3. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 4. ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน 5. หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ 6. ค่าเงินบาทแข็งค่า 7. ผลกระทบจากปัญหาสภาพภูมิอากาศ 8) ธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมไซเบอร์ ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งสังคมผู้สูงอายุ กับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา การเมือง งบประมาณไม่สมดุล คอร์รัปชันและกฎหมายล้าสมัย

    ทั้งนี้ ได้แบ่งข้อเสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ออกเป็น 8 ด้าน ได้แก่ 1.การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อส่งเสริมความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) และเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยยกระดับการปฏิรูปกฎหมายเป็นวาระแห่งชาติด้วยวิธี Omnibus Laws และ Regulatory Guillotine ปรับปรุงกฎหมายระดับรองที่สามารถดำเนินการได้ทันที รวมทั้งผลักดันร่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ยกระดับการให้บริการภาครัฐ

    2.การพัฒนาบุคลากร เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งระบบ โดยปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำควรเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคี พิจารณาให้สอดคล้องตามปัจจัยทางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่

    3.การบริหารจัดการด้านพลังงานทั้งระบบ รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) โดยเร่งทบทวนและผลักดันแผนพลังงานชาติ (NEP) ฉบับใหม่ ทบทวนโครงสร้างพลังงาน เพื่อลดต้นทุนพลังงาน/ไฟฟ้า และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อให้แก้ไขปัญหาพลังงาน

    4.การส่งเสริมการส่งออก การค้า และสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve โดยเร่งสร้างกลไกและแผนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม S-Curve เร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับสินค้า Made in Thailand (MiT) รวมทั้งปกป้องสินค้าไทยโดยการควบคุมสินค้านำเข้าที่ไม่ได้คุณภาพ

    5.การยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัล โดยสนับสนุนการลงทุนพัฒนาไปสู่ Digital Transformation 4.0 ส่งเสริมการขับเคลื่อนโจทย์นวัตกรรมรายกลุ่มอุตสาหกรรม เชื่อมโยงสถาบันการศึกษา รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ สนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

    6.การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (BCG & ESG) การบริหารจัดการทรัพยากรนํ้า และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero โดยบูรณาการการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เตรียมความพร้อมในการรับมือมาตรการ Climate Change รวมทั้งนำกากอุตสาหกรรมไปใช้ประโยชน์ เป็นวัสดุหมุนเวียน (Circular Materials) การใช้ประโยชน์ใหม่ (Waste symbiosis)

    7.การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs โดยผลักดัน SME ให้เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุม SME Size M ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) และจัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ค้ำประกันสินเชื่อ

    8.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Logistics และพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรม โดยทบทวนการกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถการส่งออก นำเข้าไทย รวมทั้งอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ ส่งเสริมการค้าชายแดนผ่านแดนของไทย

    ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ว่า พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมาโดยตลอดว่า กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวจริงคือ ภาคเอกชน และบทบาทของภาครัฐ คือ การสร้างกติกาสภาพแวดล้อมที่จะเอื้อให้ทางภาคเอกชนทำงานได้ดีที่สุด วันนี้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และแนวโน้มใหม่ๆ

    รวมถึงปัญหาภายในประเทศที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเมือง จำเป็นจะต้องหาแนวทางใหม่เพื่อจะทำให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากกับดักหรือหล่มที่เผชิญอยู่ วันนี้ตนและผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้วางกรอบทิศทางไว้หลายประเด็น

    ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาประเทศ โดยเฉพาะการเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจและอัตราการเจริญเติบโต ที่นับวันยิ่งถดถอยลงไปเรื่อยๆ ที่จำเป็นต้องทำให้อัตราการเจริญเติบโตกลับไปโตที่ประมาณ 5 % เพราะหากตัวเลขยังเติบโตในระดับที่ 2 % แบบปัจจุบัน ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องอื่นๆ ได้ เช่น สังคมสูงวัย การจัดสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนั้น เราต้องแสวงหาเครื่องจักรตัวใหม่หรือกระบวนทัศน์ใหม่ในการที่จะขับเคลื่อนไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และภาคบริการ ให้เกิดการผสมผสานในภาพรวม

    นอกจากเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่เป็นโจทย์ใหญ่มี 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ การทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เป็นความท้าทายและต้องยอมรับว่าเป็นตัวสร้างปัญหาปั่นป่วนและทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและบั่นทอนขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ต้องเริ่มต้นที่บ้านเมืองที่สุจริตอย่างเอาจริงเอาจัง และให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญและอันตรายตรงนี้ และเรื่องที่สองที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ คือ การพัฒนาทักษะคน โดยเฉพาะระบบการศึกษาที่เรื้อรังและยืดเยื้อมานาน ที่จะไม่ใช่เรื่องการให้ความรู้อีกต่อไป แต่จะเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้และมีความยืดหยุ่น รวมถึงการมีหลักสูตรที่รับรองเป็นรายทักษะที่มากขึ้นอีกด้วย

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ที่จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับประเทศไทยในการเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากอาเซียนให้เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างกัน รวมถึงนโยบายทางการเงินเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจจริงโดยไม่กระทบกับระบบสถาบันทางการเงิน

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนและพรรคประชาธิปัตย์พยายามแสวงหาเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อเข้ามาช่วยเสริมสร้างและผลักดันประเทศให้ไปสู่เป้าหมาย ตลอดจนสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ตรงกับมุมมองของพรรคฯ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/38129&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BZlTMfhWgEUrYborYjcwD

  • มองมุมต่าง: บทบาทใหม่ท่ามกลางมรสุม-ความท้าทาย “มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์” ฟื้นความหวังภาคอสังหาฯผ่าน ธอส. : อินโฟเควสท์

    มองมุมต่าง: บทบาทใหม่ท่ามกลางมรสุม-ความท้าทาย “มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์” ฟื้นความหวังภาคอสังหาฯผ่าน ธอส. : อินโฟเควสท์

    ความท้าทายในช่วงของการผลัดใบหรือเปลี่ยนแปลงที่จะมี ดร. มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ เข้ามาดำรงตำแหน่ง ผู้บริหารระดับสูงของ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (Government Housing Bank) ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ สังกัดกระทรวงการคลัง มีภารกิจหลักเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยให้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและรับฝากเงินนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตาพอสมควร

    เนื่องจาก ผู้บริหาร ธอส.คนใหม่ ต้องเป็นบุคคลที่สามารถมารักษาสมดุลระหว่างภารกิจสังคม และความมั่นคงทางการเงิน พร้อมกับเป็นหัวเรือในการพาองค์กรให้ผ่านวิกฤติด้านเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมต่างๆที่เกิดขึ้นให้ผ่านพ้นไปได้

    โจทย์ที่เป็นความท้าทายแรกที่สำคัญที่ต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูบ้านหลังน้ำท่วมและภัยพิบัติในหลายพื้นที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากบ้านเรือนที่อยู่อาศัยเสียหายอย่างหนัก

    รวมถึงความซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเผชิญปัญหาสถาบันการเงินเข้มงวดกับการปล่อยกู้, อัตราดอกเบี้ยสูง ,ความต้องการซื้อบ้านลดลง และ ผู้ประกอบการขายโครงการไม่ออก อีกทั้ง ต้นทุนก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น เหล่านี้ เป็นปัญหาเบื้องต้นที่จะต้องถูกนำมาแก้ไข และปรับปรุงให้ดีขึ้น

    ยังไม่นับ การกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อ โดยไม่เพิ่มความเสี่ยง NPL ซึ่งจะช่วยทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้พัฒนาโครงการที่กำลังขาดสภาพคล่องให้สามารถหายใจได้

    สำหรับประวัติการทำงานที่ผ่านมาของ ดร.มหัทธนะ

    การศึกษา: เส้นทางเศรษฐศาสตร์สายลึก พื้นฐานด้านเศรษฐศาสตร์แข็งแรงและหลากหลายที่สุดคนหนึ่ง

    •ปริญญาเอก และโท เศรษฐศาสตร์ จาก Claremont Graduate University (CGU) สหรัฐฯ (ทุนกระทรวงการคลัง)

    •ปริญญาโท เศรษฐศาสตร์ จาก Suffolk University สหรัฐฯ

    •ปริญญาโท เศรษฐศาสตร์และการเงินระหว่างประเทศ จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    •ปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์ จาก University of California

    เส้นทางการศึกษานี้ทำให้เขามีมุมมองเศรษฐศาสตร์ทั้งเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติ พร้อมต่อยอดสู่การออกแบบนโยบายการเงินและบริหารองค์กรที่ซับซ้อน

    เส้นทางอาชีพ: จากนโยบายรัฐ สู่เอกชน และกลับมาภาครัฐ

    ดร.มหัทธนะ ผ่านประสบการณ์ทั้งใน ภาครัฐ เอกชน และรัฐวิสาหกิจ ทำให้เข้าใจทั้งด้านนโยบายและการดำเนินธุรกิจจริง

    •ภาครัฐ: เริ่มจาก สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ดูแลงานด้านนโยบายระบบการเงินและประกันภัย จนได้เป็น ผู้อำนวยการส่วนนโยบายประกันภัย

    •เอกชน: เข้าสู่เครือ Thai Group Holdings (TGH) ในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยประกันภัย (TIC) และต่อมาเป็น Chief Digital & Data Intelligence ขับเคลื่อนกลยุทธ์ดิจิทัล รวมถึงบทบาทช่วงเปลี่ยนผ่านใน อาคเนย์ประกันภัย

    •ธุรกิจอื่น: เคยเป็น CEO บริษัท AAS Auto Service มีบทบาทเชื่อมโยงธุรกิจยานยนต์หรูและการต่อยอดธุรกิจเพื่อเตรียมเข้าตชสดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    •รัฐวิสาหกิจ: ปี 2566 ได้รับแต่งตั้งเป็น กรรมการ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT)

    •ที่ผ่านมา เป็นผู้อำนวยการ DPA (ตั้งแต่ ก.ค. 2567 เป็นต้นมา)

    บทบาทและผลงานที่โดดเด่น

    ในฐานะผู้อำนวยการ DPA

    •ปรับเปลี่ยนองค์กรให้มีความทันสมัยและยกระดับการดำเนินองค์กรทั้งในเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยี และยังสามาระปรับเปลี่ยนองค์กรให้เป็นองค์กรที่เดินด้วยข้อมูล

    และยกระดับการสื่อสารสาธารณะ ที่เน้นสื่อสารเชิงรุก ที่สะท้อนการเตรียมพร้อมเชิงสถานการณ์ (scenario-based)

    •เวทีนานาชาติ: เคยมีบทบาทในการบรรยาในเวทีการประชุมนานาชาติ

    ในภาคเอกชน

    •เคยขับเคลื่อน InsurTech และ Digital Transformation ในบริษัทไทยประกันภัยและธุรกิจการเงิน

    •มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลและนวัตกรรมดิจิทัลสู่ธุรกิจประกัน

    ในภาครัฐ

    • เชี่ยวชาญ นโยบายประกันภัยและระบบการเงิน จากประสบการณ์ตรงใน สศค.

    ดร.มหัทธนะ มีจุดแข็งที่ทำให้โดดเด่น

    1. พื้นฐานเศรษฐศาสตร์แข็งแรง จากสถาบันชั้นนำทั้งในไทยและต่างประเทศ

    2. ประสบการณ์ครบวงจร ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน

    3. มุมมองดิจิทัล–เทคโนโลยี ที่นำมาปรับใช้กับการเงินและประกันภัย

    4. บทบาทสากล ที่ยกระดับองค์กรไทยสู่เวทีโลก

    ทั้งนี้ ดร.มหัทธนะ ไม่ได้เป็นเพียงข้าราชการสายเศรษฐกิจธรรมดา แต่คือ “ผู้บริหารรุ่นใหม่” ที่ผสมผสาน ศาสตร์เศรษฐศาสตร์ นโยบาย และดิจิทัล เข้าด้วยกัน เส้นทางจากข้าราชการนักนโยบาย สู่เอกชนในเครือประกัน และกลับมาสู่ภาครัฐในฐานะผู้นำองค์กรอย่าง DPA ทำให้เขามีความเข้าใจทั้งมิติ “โครงสร้างระบบการเงิน” และ “พฤติกรรมผู้บริโภค”

    ในยุคที่การเงินดิจิทัลและ Virtual Bank กำลังเป็นประเด็นใหญ่ ดร.มหัทธนะ จึงเป็นบุคคลสำคัญที่น่าจับตา ในการกำหนดทิศทางคุ้มครองผู้ฝากเงินไทยและสร้างความมั่นใจต่อระบบการเงินทั้งในประเทศและเวทีโลก

    ปัจจุบัน ดร.มหัทธนะ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.)

    ธิติ ภัทรยลรดี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRB10IQ0UWMC8948KVY8YOPQH1MV6SQE&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vn0DqH9VLfO3vlEg2jf6-