Category: วัฒนธรรม

  • มณฑลไห่หนานเผยแพร่รายงานสมุดปกขาวว่าด้วยการสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม และกลยุทธ์การสื่อสารระหว่างประเทศ ประจำปี 2567-2568

    มณฑลไห่หนานเผยแพร่รายงานสมุดปกขาวว่าด้วยการสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม และกลยุทธ์การสื่อสารระหว่างประเทศ ประจำปี 2567-2568

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    สำนักงานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และกีฬาของมณฑลไห่หนาน

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ มณฑลไห่หนาน ซึ่งเป็นเกาะทางตอนใต้ของประเทศจีน ได้เผยแพร่รายงานสมุดปกขาวว่าด้วยการสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม และกลยุทธ์การสื่อสารระหว่างประเทศ (พ.ศ. 2567-2568) อย่างเป็นทางการ รายงานฉบับนี้จัดทำโดยสำนักงานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และกีฬาของมณฑลไห่หนาน เพื่อนำเสนอแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการท่องเที่ยวขาเข้าของมณฑลไห่หนานอย่างมั่นคงในระยะยาว โดยอาศัยการดำเนินงานศุลกากรที่เป็นอิสระของมณฑลไห่หนานในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    รายงานฉบับนี้มีความยาวกว่า 150,000 ตัวอักษร แบ่งเป็น 5 ส่วน รวมทั้งหมด 20 บท โดยนำเสนอบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับการพัฒนาการท่องเที่ยวขาเข้าของมณฑลไห่หนาน ท่ามกลางพลวัตโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและการยกระดับอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง รายงานยังเปรียบเทียบไห่หนานกับเกาะชั้นนำทั่วโลก พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สร้างสรรค์ ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบายระดับมหภาค การประชาสัมพันธ์ การวางตำแหน่งแบรนด์ ไปจนถึงการสนับสนุนภาคส่วนย่อยของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมากกว่า 10 ภาคส่วน

    เมื่อเปรียบเทียบกับรายงานฉบับก่อนหน้านี้ รายงานประจำปี 2567-2568 ได้รับการยกระดับคุณภาพใน 4 ด้านสำคัญ ประการแรก รายงานฉบับนี้มีความสอดคล้องกับกรอบเวลาการดำเนินงานศุลกากรอิสระของท่าเรือการค้าเสรีไห่หนานในปี 2568 พร้อมสะท้อนผลกระทบเชิงบวกที่มีต่อการท่องเที่ยวขาเข้า ประการที่สอง ขอบเขตการวิจัยได้รับการขยายให้ครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งหมดของมณฑลไห่หนาน เพื่อให้ได้ข้อมูลรอบด้านและสะท้อนภาพรวมของอุตสาหกรรมอย่างครบถ้วน ประการที่สาม รายงานได้เสริมการวิเคราะห์ในหมวดหมู่การท่องเที่ยวเฉพาะทาง เพื่อเพิ่มมิติให้กับการศึกษาห่วงโซ่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ประการที่สี่ วิธีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มการท่องเที่ยวอิสระได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ควบคู่กับการยกระดับเนื้อหาในบท “Digital Twin” ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น

    จุดที่น่าสนใจคือ รายงานฉบับนี้ได้ยกระดับวิธีการวิจัยแบบ “Digital Twin” ด้วยการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยตรง ซึ่งคณะวิจัยระบุว่า แนวทางการสำรวจข้อมูลภาคสนามจากนักเดินทางแบบอิสระ ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของตลาดการท่องเที่ยวขาเข้ามณฑลไห่หนานได้อย่างครบถ้วนและรอบด้านยิ่งขึ้น

    งานวิจัยฉบับนี้ครอบคลุมตลาดต้นทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติหลากหลายภูมิภาค ได้แก่ เอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยุโรป โดยคณะวิจัยได้ลงพื้นที่สำรวจแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วมณฑลไห่หนาน พร้อมดำเนินการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (semi-structured interview) กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่า 50 ราย จนได้บทสัมภาษณ์ความยาวกว่า 250,000 ตัวอักษร พร้อมทั้งรวบรวมแบบสอบถามหลายร้อยฉบับจากตลาดต้นทางนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สำคัญ ซึ่งช่วยเสริมความครบถ้วนและความน่าเชื่อถือของข้อมูลเชิงวิชาการในรายงานฉบับนี้

    บรรดาผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเห็นพ้องว่า รายงานฉบับนี้ไม่เพียงสำรวจรากฐานการพัฒนาและความท้าทายสำคัญของภาคการท่องเที่ยวขาเข้ามณฑลไห่หนานอย่างเป็นระบบเท่านั้น หากยังต่อยอดข้อได้เปรียบเชิงสถาบันของท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน เพื่อนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในการสร้างภาพลักษณ์และการสื่อสารระหว่างประเทศ รายงานฉบับนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้มณฑลไห่หนานสามารถคว้าโอกาสจากการดำเนินงานศุลกากรที่เป็นอิสระ พร้อมกับยกระดับศักยภาพด้านการแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างมีประสิทธิภาพ

    นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 15 ตุลาคม มณฑลไห่หนานมีจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าและขาออกมากกว่า 2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 22.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนี้ มีชาวต่างชาติราว 430,000 คนเดินทางเข้ามายังไห่หนานภายใต้นโยบายยกเว้นวีซ่า คิดเป็น 88.9% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติขาเข้าทั้งหมด ส่งผลให้การเดินทางแบบไม่ต้องขอวีซ่ากลายเป็นช่องทางหลักสำหรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ การปรับปรุงนโยบายยกเว้นวีซ่าได้ทำให้พลเมืองจาก 86 ประเทศสามารถเดินทางเข้าไห่หนานได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ขณะเดียวกัน มณฑลไห่หนานกำลังเร่งขยายการให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ โดยเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศไปแล้วกว่า 70 เส้นทาง ทั้งนโยบายยกเว้นวีซ่าและการเพิ่มเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศมีส่วนสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมายังเกาะไห่หนานอย่างต่อเนื่อง

    ที่มา: สำนักงานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และกีฬาของมณฑลไห่หนาน

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRB30PRDKZCLVUK0T9PAFYLJJLJ51LMZ&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GGMd6Dar3wvSkiWWLyVe5

  • ปี 68 คนไทยป่วยจากฝุ่น PM 2.5 กว่า 10 ล้านคน  ร่างกาย 3 ระบบหนักสุด

    ปี 68 คนไทยป่วยจากฝุ่น PM 2.5 กว่า 10 ล้านคน ร่างกาย 3 ระบบหนักสุด

    สุขภาพ

    04 ธ.ค. 2025 เวลา 14:14 น.

    ปี 68 คนไทยป่วยจากฝุ่น PM 2.5 กว่า 10 ล้านคน  ร่างกาย 3 ระบบหนักสุด

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเผย ปี 68 คนไทยป่วยจากฝุ่น PM 2.5 กว่า 10 ล้านคน 3 ระบบร่างกายกระทบมากสุด สัมผัสซ้ำๆเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอด วอนเร่งแก้ที่ต้นเหตุ

    เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2568 นพ.ศุภกร ตุลย์ไตรรัตน์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี  กรมการแพทย์ กล่าวถึงผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ว่า ภาพรวมจากข้อมูลของโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศมีผู้ได้รับผลกระทบหรือผู้ป่วยจากฝุ่น PM 2.5 ของปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 10,000,000 คน ยังไม่รวมผู้ที่เข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาลเอกชนหรือคลีนิคเอกชน

    “ไม่ได้มีอาการหนักขนาด แต่ทำให้มีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก หากเทียบกับปี 2567 ทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 12,000,000 คน ดังนั้น ปี 2568 ถือว่าลดลงนิดหน่อยแต่ก็ยังไม่ครบทั้งปีจึงเทียบได้ยาก ส่วนปี 2566 มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 11,000,000 คนส่วนปี 2565 มีผู้ได้รับผลกระทบ 10,000,000 คน”นพ.ศุภกรกล่าว

    นพ.ศุภกร กล่าวอีกว่า จากข้อมูลคนไข้และการศึกษาวิจัย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ กลุ่มโรคทางเดินหายใจ แยกย่อยเป็นหลอดลมอักเสบ เช่น ปอดอุดกั้นเรื้อรังหอบหืด รองลงมากลุ่มโรคผิวหนัง ผื่นคัน และระบบตา ตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ ทั้งนี้ กรณีกลุ่มโรคทางเดินหายใจถ้าเป็นคนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วก็ต้องบอกว่ามีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้  โดยเฉพาะคนที่เป็น หอบหืด หรือปอดอุดกั้นเรื้อรังเพียงแต่อาจจะไม่ได้มีจำนวนที่นับเฉพาะในขณะที่มีอาการรุนแรง เพราะตัวเลขที่รายงานเข้ามาเป็นสถิติของประเทศทั้งอาการเล็กน้อย ปานกลาง รุนแรง

    “คนที่มีเลือดกำเดาไหล ไอเป็นเลือดในช่วงฤดูฝุ่น PM 2.5  มีทั้งที่เกิดจาก PM 2.5 จริงๆ และเกิดจากอย่างอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวกับ PM 2.5 แต่ถ้าถามว่า PM 2.5  ทำให้เกิดภาวะเหล่านี้ได้หรือไม่ก็ต้องตอบว่าเกิดได้ ซึ่งอาการเลือดกำเดาไหลอาจจะอยู่ระดับปานกลาง ส่วนความรุนแรง เช่น หอบเหนื่อยในคนที่เป็นหอบหืดอยู่แล้ว หรือเป็นปอดอุดกั้นเรื้อรังอยู่ แล้วถูกกระตุ้นด้วย PM 2.5 ก็มีโอกาสที่จะเป็นหนักถึงขั้นต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีคนป่วย เพียงแต่จำนวนเคสไม่ได้มีการนับไว้อย่างชัดเจน”นพ.ศุภกรกล่าว   

    นพ.ศุภกร กล่าวอีกว่า การสัมผัส PM 2.5 ซ้ำๆจะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว เพิ่มความเสี่ยงเช่น โรคมะเร็งปอด อยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามะเร็งปอดนั้นพิสูจน์ได้ยาก ว่าเป็นเพราะพีเอ็ม 2.5 หรือไม่ เพราะไม่มีแลบที่ตรวจได้เป็นการเฉพาะว่าเกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่ เพียงแต่ ทั่วโลกยืนยันตรงกันว่าพีเอ็ม 2.5 ยิ่งมีปริมาณมากก็ยิ่งมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอดมากขึ้น ยิ่งมีการสัมผัสในระยะยาวก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเกิดเป็นมะเร็งปอดมากยิ่งขึ้น แต่สัมผัสนานแค่ไหนถึงจะเกิดโรคนั้นข้อมูลไม่ได้มีบอกเอาไว้ชัดเจน แต่ยิ่งสัมผัสหลายปีก็ยิ่งมีโอกาสมากขึ้น

    นพ.ศุภกร กล่าวด้วยว่า หากจะแก้ปัญหาระยะยาว ต้องแก้ที่ต้นเหตุของการเกิดฝุ่น PM 2.5 ซึ่งส่วนใหญ่สัมพันธ์กับปัญหาเศรษฐกิจด้วย เช่น การเผาทางการเกษตร การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ เมื่อเทียบกับช่วงโควิดที่มีการปิดเมือง ใช้รถน้อย ผลคือ PM 2.5 ลดน้อยลงตามไปด้วย ดังนั้น ก็ต้องส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้าให้มากขึ้น ส่วนการแก้ปัญหาการเผาทางการเกษตรรัฐบาลก็ต้องมีนโยบายสนับสนุนให้มีการปรับเปลี่ยนจากการเผาเป็นการทำอย่างอื่น

    ส่วนคำแนะนำประชาชน ถ้าเป็นไปได้ขอให้หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านในช่วงที่ ฝุ่น PM 2.5 หนาแน่น ถ้าจะออกจากบ้านก็ขอให้เช็คค่าฝุ่นก่อน ถ้าจำเป็นต้องออกจากบ้านก็ขอให้ป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัย ถ้าจะให้ดีที่สุดคือชนิด N95 และขอให้สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เพราะคนที่มาสัมผัสที่ตัวก็มีโอกาสทำให้เกิดผิวหนังผื่นอักเสบได้ เมื่อกลับบ้านมาก็ขอให้รีบอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย

    ส่วนสิ่งที่สามารถปรับแผนไม่ต้องออกนอกบ้านแล้วหันมาทำในบ้านแทนได้ก็ขอให้ทำ เช่น การออกกำลังกายจากที่เคยไปออกไปวิ่งกลางแจ้ง ก็เปลี่ยนมาเป็นการเข้าฟิตเนสแทน และหากสงสัยว่าจะได้รับผลกระทบจาก PM 2.5 ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาการทางเดินหายใจเป็นหลัก หรืออาการทางผิวหนัง หรือทางตาก็สามารถมาพบแพทย์ ซึ่งสามารถพบผ่านคลินิกมลพิษออนไลน์ หรือพบแพทย์ที่คลินิกมลพิษใกล้บ้านได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/well-being/1210622&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JRxLCX41EGdFXfbp2IiqD

  • เยียวยาซัมซุงจอขึ้นเส้นล่าช้า ผู้ร้อง 60% ยังไม่ได้สิทธิ กระตุ้นบริษัทชี้แจง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เยียวยาซัมซุงจอขึ้นเส้นล่าช้า ผู้ร้อง 60% ยังไม่ได้สิทธิ กระตุ้นบริษัทชี้แจง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สถิติติดตามผลการเยียวยาผู้บริโภคประสบปัญหาซัมซุงจอขึ้นเส้นกว่า 6,000 ราย สะท้อนปัญหาการเยียวยาที่ยังล่าช้า ผู้ร้องยังไม่ได้รับสิทธิกว่า 60% สภาผู้บริโภค เร่งให้บริษัทชี้แจงข้อมูลตามกำหนด เพื่อให้การเยียวยาเกิดขึ้นเร็วที่สุด

    สภาผู้บริโภค ได้ติดตามผลการเยียวยาผู้บริโภคที่ใช้โทรศัพท์มือถือซัมซุงและประสบปัญหาจอขึ้นเส้นแนวตั้ง 11 รุ่น ประกอบด้วย Note 20 / Note 20 5G / Note 20 Ultra / Note 20 Ultra 5G / S20 Plus / S20 Ultra / S21 FE / S21 Ultra / S22 / S22 Plus / S22 Ultra จาก บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด โดยสภาผู้บริโภค ได้มีการส่งข้อความสั้น (SMS) เพื่อติดตามสถานะล่าสุดของผู้ร้องรวมทั้งสิ้น 6,078 ราย พบว่ามีผู้บริโภคจำนวนมากที่ไม่ได้รับการเยียวยา ซึ่งบริษัทซัมซุงควรดำเนินการชี้แจงเพื่อให้การเยียวยาเป็นไปอย่างครบถ้วน

    โสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคได้ดำเนินการส่งข้อความสั้น (SMS) เพื่อติดตามสถานะของผู้บริโภคที่เข้ามาร้องเรียนปัญหาการใช้โทรศัพท์มือถือซัมซุง 11 รุ่นและจอขึ้นเส้นแนวตั้ง จำนวนกว่า 6,078 ราย โดยสถิติการติดตามผลการเยียวยาผู้บริโภค พบว่า ยังมีผู้บริโภคจำนวนมาก คิดเป็น 60% ของผู้ตอบกลับยังไม่ได้รับการเยียวยา สะท้อนความจำเป็นที่ บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ต้องเร่งชี้แจงข้อมูลและทำความเข้าใจร่วมกัน เพื่อเร่งการเยียวยาผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบโดยรวมให้เร็วที่สุด

    สำหรับการส่งข้อความเพื่อติดตามผลการเยียวยานั้น ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยแบ่งผู้บริโภคออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก ผู้ขอรับเงินค่าซ่อมคืน (TCC1) ซึ่งมีผู้บริโภคตอบกลับว่าได้รับค่าซ่อมคืนแล้วคิดเป็นประมาณ 45% และยังไม่ได้รับค่าซ่อมคืนประมาณ 55% ส่วนกลุ่มที่สอง คือผู้ขอรับการเยียวยา 3 ทางเลือก (TCC2) ซึ่งมีผู้บริโภคตอบกลับว่าได้รับการเยียวยาประมาณ 34% และยังไม่ได้รับการเยียวยาประมาณ 66%

    ทั้งนี้เมื่อรวมผลการตอบกลับทั้งสองกลุ่มเฉพาะเฉพาะผู้ที่ตอบกลับ พบว่ามีผู้ได้รับการเยียวยาประมาณ 40% ขณะที่ผู้ยังไม่ได้รับการเยียวยาสูงถึงประมาณ 60%

    โสภณ กล่าวต่อว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงข้อน่ากังวลที่อาจมีผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่ได้รับสิทธิการเยียวยาตามที่ควรได้รับจากปัญหาจอขึ้นเส้นแนวตั้ง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทซัมซุงต้องเร่งส่งข้อมูลตามที่สภาผู้บริโภคได้เสนอไป เพื่อให้กระบวนการติดตามผลเป็นไปอย่างถูกต้องและเกิดผลดีต่อผู้บริโภคทุกคน

    “ตัวเลขนี้สะท้อนความเสี่ยงว่าผู้บริโภคจำนวนมากอาจยังไม่ได้รับการเยียวยา จึงจำเป็นต้องให้บริษัทซัมซุงเร่งส่งข้อมูลให้อย่างครบถ้วน เพื่อให้สภาผู้บริโภคสามารถร่วมแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือผู้ร้องเรียนได้อย่างครบถ้วน รวมถึงเพื่อให้การเยียวยาเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด” นายโสภณกล่าว

    ทั้งนี้ เพื่อให้การเยียวยาผู้บริโภคเป็นไปอย่างรวดเร็ว สภาผู้บริโภคได้หารือร่วมกับบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด ซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เพื่อรายงานปัญหาของผู้บริโภคจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา และเร่งรัดให้ซัมซุงดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว พร้อมทั้งร้องขอข้อมูลและสถิติเกี่ยวกับการเยียวยาภายในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 และนัดประชุมติดตามความคืบหน้าในวันที่ 18 ธันวาคม 2568

    ในวันประชุม 24 พฤศจิกายน 2568 สภาผู้บริโภคได้แจ้งให้ผู้แทนบริษัทแสดงหนังสือมอบอำนาจเพื่อยืนยันสิทธิในการเข้าร่วมเจรจาตามขั้นตอน แต่ผู้แทนบริษัทชี้แจงว่าในอดีตเคยเข้าร่วมประชุมหลายครั้งในฐานะทนายความและไม่เคยถูกขอเอกสารดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าบริษัทไม่มีเจตนาปฏิเสธการเยียวยาผู้ร้อง และบางประเด็นจำเป็นต้องตรวจสอบเป็นรายกรณีหรือเสนอฝ่ายบริหารในเชิงนโยบาย

    ภายหลังจากนั้น ในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 บริษัทแจ้งว่ายังไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมที่สภาผู้บริโภคกำหนดไว้เดิมในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ได้ สภาผู้บริโภคจึงย้ำว่าการเลื่อนดังกล่าวส่งผลต่อกรอบเวลาเยียวยาที่ทั้งสองฝ่ายรับทราบร่วมกัน และยังคงขอให้บริษัทส่งข้อมูลที่ร้องขอภายในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตามเดิม รวมถึงให้เข้าร่วมประชุมในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 พร้อมแจ้งรายชื่อผู้แทนและแนบเอกสารแต่งตั้งหรือมอบอำนาจล่วงหน้าเพื่อให้การประชุมเป็นไปอย่างเป็นทางการและตรวจสอบได้

    นายโสภณ กล่าวปิดท้ายว่า สถานการณ์ข้อมูลที่ปรากฏในขณะนี้สะท้อนชัดเจนว่าการเยียวยายังไม่แล้วเสร็จและยังมีผู้บริโภคจำนวนมากที่รอการแก้ไขปัญหาสภาผู้บริโภคจะเดินหน้าเร่งรัดทุกขั้นตอนประสานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้การเยียวยาเกิดขึ้นจริงครบถ้วนและไม่ปล่อยให้ผู้บริโภคถูกละเลยจากปัญหาดังกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/samsung-screen-line-defect-over-60-still-uncompensated-remedies-delayed/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bYHdp28mMzJq5gdb_6FuE

  • อาสาสมัครกาชาดร่วมคัดแยกสิ่งของบริจาค เตรียมส่งต่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดสงขลา

    อาสาสมัครกาชาดร่วมคัดแยกสิ่งของบริจาค เตรียมส่งต่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดสงขลา

    อาสาสมัครกาชาดร่วมคัดแยกสิ่งของบริจาค เตรียมส่งต่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดสงขลา


    4/12/2568 | 85 |

    วันที่ 4 ธันวาคม 2568 อาสาสมัครสภากาชาดไทยร่วมแรงร่วมใจคัดแยกสิ่งของอุปโภคบริโภคที่ได้รับบริจาคจากประชาชน เพื่อเตรียมจัดส่งให้ผู้พิการทางสายตาในโรงเรียนการศึกษาคนตาบอดธรรมสากล จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม

    ภารกิจดังกล่าวจัดขึ้น ณ หอประชุมศาลากลางจังหวัดสงขลา โดยมีอาสาสมัครหลายภาคส่วนร่วมปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความเสียสละและความร่วมมือของคนไทยในการช่วยเหลือกันในยามวิกฤติ

    สภากาชาดไทยยังคงเดินหน้ารับบริจาคและส่งต่อความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/451101&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EtznM4br6A8EBCLcjh-xK

  • มูลนิธิช่วยการศึกษาฯ เชิญชวนมอบทุนนักเรียนสังกัดกทม.ที่ขาดแคลน  น้อมถวายอาลัยและถวายเป็นพระราชกุศลแด่ ‘พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย’

    มูลนิธิช่วยการศึกษาฯ เชิญชวนมอบทุนนักเรียนสังกัดกทม.ที่ขาดแคลน น้อมถวายอาลัยและถวายเป็นพระราชกุศลแด่ ‘พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย’

    มูลนิธิช่วยการศึกษาฯ เชิญชวนมอบทุนนักเรียนสังกัดกทม.ที่ขาดแคลน น้อมถวายอาลัยและถวายเป็นพระราชกุศลแด่ ‘พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย’

    วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ บรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญด้านการศึกษาของเด็กไทย มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร  เตรียมจัดพิธีมอบทุนการศึกษา ประจำปี 2568 ให้แก่นักเรียนระดับประถมศึกษา ในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 421 ทุน  น้อมถวายอาลัยและถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเนื่องในโอกาสครบรอบ 64 ปีแห่งการก่อตั้ง มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร  ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เวลา ณ ห้องประชุมบางกอก อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 เขตดินแดง

    ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานมูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร กล่าวว่า มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2504 เพื่อให้เอกชนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนช่วยเหลือกิจกรรม สาธารณกุศล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เงินสนับสนุนการศึกษาแก่นักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้รับการศึกษาตามควรแก่อัตภาพของตน โดยให้ทุนระดับประถมศึกษาเพื่อเป็นการปูพื้นฐานการศึกษาให้แก่เยาวชนและให้ความช่วยเหลือด้านทุนสนับสนุนการศึกษา ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากนักสังคมสงเคราะห์ ศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย ทั้ง 68 ศูนย์บริการสาธารณสุข เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกนักเรียนของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครในพื้นที่ความรับผิดชอบของศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย โดยศึกษาข้อเท็จจริงด้วยการสัมภาษณ์เยี่ยมบ้าน และสรุปประวัติเสนอคณะกรรมการมูลนิธิฯ พิจารณาช่วยเหลือ และภายหลังได้รับเงินสนับสนุนช่วยเหลือค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการศึกษาแล้ว นักสังคมสงเคราะห์จะได้ติดตามผลการเรียน ความประพฤติ เสนอมูลนิธิฯ เพื่อขอรับการช่วยเหลือต่อเนื่องในปีการศึกษาต่อไป

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร ได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษาต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี  เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม สำหรับในปี 2568 มูลนิธิฯ ขอน้อมถวายอาลัย “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย” และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบนมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยร่วมกับ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร จัดพิธีมอบทุนการศึกษาจำนวน 421 ทุนทุนละ 1,000 บาท รวมเป็นเงิน 421,000 บาท ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 พร้อมจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิฯ นำโดย ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานมูลนิธิฯอ อุไร คุณานันทกุล, ดวงใจ ตั้งสง่า, ฉัตรสุดาจันทร์ดียิ่ง, รักษา แสงภู่, เพ็ญศรี สุขเจริญผล, พัชรา มาดล และศันสนีย์ อยู่ประเสริฐ ร่วมมอบทุน

    ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่  สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ บรมราชชนนีพันปีหลวง สามารถบริจาคเงินได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสะพานใหม่ ชื่อบัญชี มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร บัญชีเลขที่ 029-442708-0 สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.02-5212690-1

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/932274&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25amlcqp7PVG4nfkkuPK1-

  • อาทิตยา-แอล 1: เหตุใดปี 2026 จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาดวงอาทิตย์ – BBC News ไทย

    อาทิตยา-แอล 1: เหตุใดปี 2026 จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาดวงอาทิตย์ – BBC News ไทย

    This LASCO C2 image, taken 8 January 2002, shows a widely spreading coronal mass ejection (CME) as it blasts more than a billion tons of matter out into space at millions of kilometers per hour. (Photo by: HUM Images/Universal Images Group via Getty Images)

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การพ่นมวลโคโรนาของดวงอาทิตย์อาจมีขนาดใหญ่กว่าโลกหลายเท่า
      • Author, กีตา ปานเดย์
      • Role, บีบีซีนิวส์ อินเดีย
      • Reporting from, รายงานจากกรุงเดลี

    สำหรับภารกิจของยานอวกาศอาทิตยา-แอล 1 (Aditya-L1) ที่ถูกส่งขึ้นไปสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ในอวกาศเป็นครั้งแรกของอินเดีย คาดว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ไม่เหมือนใคร

    นี่เป็นครั้งแรกที่หอสังเกตการณ์บนยานอวกาศลำนี้ซึ่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปีที่แล้ว จะสามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ได้เมื่อถึงรอบกิจกรรมสูงสุด

    ตามข้อมูลขององค์การนาซา (NASA) ของสหรัฐฯ ขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์จะสลับตำแหน่งกันทุก ๆ ประมาณ 11 ปี หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ นี่เหมือนการที่สนามแม่เหล็กขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้สลับตำแหน่งกัน

    มันเป็นช่วงเวลาแห่งความโกลาหลครั้งใหญ่ ดวงอาทิตย์แปรเปลี่ยนจากความสงบเป็นพายุ สังเกตได้จากจำนวนพายุสุริยะและการพ่นมวลโคโรนา หรือซีเอ็มอี (Coronal Mass Ejections – CME) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก นี่เป็นเปลวเพลิงขนาดมหึมาที่พุ่งออกมาจากชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ที่เรียกว่าโคโรนา

    CME เกิดจากอนุภาคที่มีประจุ การพ่น CME ออกมาแต่ละครั้งอาจมีน้ำหนักได้ถึง 1 ล้านล้านกิโลกรัม และในการปะทุแต่ละครั้ง มันอาจเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 3,000 กิโลเมตรต่อวินาที มันสามารถเคลื่อนที่ไปได้ทุกทิศทาง รวมถึงพุ่งตรงมายังโลกด้วย หากใช้ความเร็วสูงสุด CME จะใช้เวลา 15 ชั่วโมงในการเดินทางไกล 150 ล้านกิโลเมตรจากดวงอาทิตย์ถึงโลก

    “ในช่วงปกติหรือช่วงที่มีกิจกรรมน้อย ดวงอาทิตย์จะปะทุ CME ออกมาวันละ 2-3 ครั้ง” ศาสตราจารย์อาร์ ราเมช จากสถาบันฟิสิกส์ดาราศาสตร์อินเดีย หรือไอไอเอ (Indian Institute of Astrophysics – IIA) กล่าว และคาดว่าในปีหน้าดวงอาทิตย์จะปล่อย CME วันละ 10 ครั้งหรือมากกว่านั้น

    ศาสตราจารย์ราเมชเป็นหัวหน้าทีมวิจัยในโครงการกล้องถ่ายภาพโคโรนาในแนวเส้นการปลดปล่อยที่มองเห็นได้ (Visible Emission Line Coronagraph – VELC) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญที่สุดจากที่ติดตั้งไว้กับตัวยานอาทิตยา-แอล 1 ทั้งหมด 7 ชิ้น และเขายังคอยติดตามและถอดรหัสข้อมูลที่รวบรวมมาได้อย่างใกล้ชิด

    เขากล่าวว่า การศึกษา CME เป็นหนึ่งในเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของภารกิจสำรวจดวงอาทิตย์ครั้งแรกของอินเดีย เหตุผลประการแรกคือ การพ่นอนุภาคของดวงอาทิตย์ได้มอบโอกาสในการเรียนรู้เกี่ยวกับดาวฤกษ์ที่ถือเป็นใจกลางระบบสุริยะของเรา และประการที่สอง กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์เป็นภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานบนโลกและในอวกาศ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • Catrin Nye reacts with shock as she is told her level PFA chemicals in her blood on the BBC's Panorama programme.

    • .

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    The aurora borealis glows above rural Monroe County as a strong geomagnetic storm from recent solar activity pushes the Northern Lights unusually far south on November 12, 2025, in Bloomington, Indiana. Displays were reported across the United States as far south as Texas, Alabama, Georgia, and north Florida.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, แสงเหนือส่องสว่างท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือสหรัฐฯ เมื่อเดือน พ.ย.

    CME ไม่ค่อยก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อชีวิตมนุษย์โดยตรง แต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตบนโลกโดยก่อให้เกิดพายุแม่เหล็กโลกที่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศในห้วงอวกาศใกล้โลก ซึ่งมีดาวเทียมโคจรอยู่เกือบ 11,000 ดวง ในจำนวนนี้เป็นของอินเดีย 136 ดวง

    “การแสดงออกที่งดงามที่สุดของ CME คือแสงเหนือ ซึ่งเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าอนุภาคที่มีประจุจากดวงอาทิตย์กำลังเดินทางมายังโลก” ศาสตราจารย์ราเมช อธิบาย

    “แต่พวกมันยังสามารถทำให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดบนดาวเทียมทำงานผิดปกติ ทำลายระบบไฟฟ้า และส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและดาวเทียมสื่อสาร”

    พายุสุริยะที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์คือ เหตุการณ์คาร์ริงตัน (Carrington Event) ในปี 1859 ซึ่งส่งผลให้สายโทรเลขทั่วโลกล่มลง

    เหตุการณ์ล่าสุดคือในปี 1989 เมื่อระบบจ่ายไฟฟ้าของแคว้นควิเบก ประเทศแคนาดา ดับลงบางส่วน ทำให้ประชาชนกว่า 6 ล้านคนต้องอยู่ในความมืดมิด ไม่มีไฟฟ้าใช้เป็นเวลา 9 ชั่วโมง

    ในเดือน พ.ย. 2015 กิจกรรมบนดวงอาทิตย์ได้รบกวนการควบคุมการจราจรทางอากาศของสวีเดน ส่งผลให้การเดินทางด้วยเครื่องบินของสวีเดนและสนามบินอื่น ๆ ในยุโรปเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายหลายชั่วโมง

    ในเดือน ก.พ. 2022 นาซารายงานว่า CME ส่งผลให้ดาวเทียมเชิงพาณิชย์ 38 ดวงสูญหาย

    ศาสตราจารย์ราเมชบอกว่า หากเราสามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนโคโรนาของดวงอาทิตย์ และตรวจพบพายุสุริยะหรือการปลดปล่อยมวลโคโรนาได้แบบเรียลไทม์ บันทึกอุณหภูมิที่จุดกำเนิด และสังเกตวิถีโคจรของมัน สิ่งเหล่านี้อาจทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนเพื่อปิดระบบไฟฟ้าและดาวเทียม และเคลื่อนย้ายพวกมันออกจากพื้นที่อันตรายได้

    The Moon passes in front of the Sun during a solar eclipse on April 08, 2024 in Martin Ohio. Millions of people have flocked to areas across North America that are in the

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, โคโรนาของดวงอาทิตย์จะมองเห็นได้เฉพาะช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงจากโลกเท่านั้น

    มียานอวกาศลำอื่น ๆ ที่ทำภารกิจเพื่อเฝ้าสังเกตดวงอาทิตย์เช่นกัน ซึ่งรวมถึงหอสังเกตการณ์สุริยะและเฮลิโอสเฟียร์ที่นาซาและสำนักงานอวกาศยุโรป (European Space Agency – Esa) ส่งมาร่วมกันเฝ้าสังเกตโคโรนา ทว่าอาทิตยา-แอล 1 มีข้อได้เปรียบเหนือกว่า

    “โคโรนากราฟ (coronagraph) ของอาทิตยา-แอล 1 มีขนาดที่พอดีจนเกือบจะเลียนแบบดวงจันทร์ได้ ครอบคลุมโฟโตสเฟียร์ (photosphere – ลูกไฟสีส้มขนาดใหญ่) ของดวงอาทิตย์ได้ทั้งหมด และทำให้สามารถมองเห็นโคโรนาได้เกือบทั้งหมดอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง 365 วันต่อปี แม้กระทั่งในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง” ศาสตราจารย์ราเมช ระบุ

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง โคโรนากราฟทำหน้าที่เสมือนดวงจันทร์เทียม โดยบดบังพื้นผิวที่สว่างของดวงอาทิตย์เพื่อให้เหล่านักวิทยาศาสตร์สามารถสังเกตโคโรนาชั้นนอกที่จางของดวงอาทิตย์ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งดวงจันทร์จริงจะทำหน้าที่นี้ได้เฉพาะในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเท่านั้น

    ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นภารกิจเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถศึกษาการปะทุในแสงที่มองเห็น ช่วยให้สามารถวัดอุณหภูมิและพลังงานความร้อนของ CME ได้ โดยนี่ถือเป็นเบาะแสสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า CME จะรุนแรงขนาดไหนหากมุ่งหน้ามายังโลก

    เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับช่วงที่มีกิจกรรมสุริยะสูงสุดในปีหน้า ไอไอเอได้ร่วมมือกับนาซาเพื่อศึกษาข้อมูลที่รวบรวมมาจาก CME ที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งที่ยานอาทิตยา-แอล 1 เคยบันทึกไว้จนถึงขณะนี้

    ศาสตราจารย์ราเมชบอกว่า มันเกิดขึ้นเมื่อ 13 ก.ย. 2024 เวลา 00:30 น. GMT โดยมวลของมันคือ 270 ล้านตัน ขณะที่ภูเขาน้ำแข็งที่ทำให้เรือไททานิกจมนั้นหนัก 1.5 ล้านตัน

    เมื่อเกิดการปะทุครั้งนั้น อุณหภูมิอยู่ที่ 1.8 ล้านองศาเซลเซียส และมีพลังงานเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 2.2 ล้านเมกะตัน เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ มีพลังงาน 15 กิโลตัน และ 21 กิโลตัน ตามลำดับ

    ถึงแม้ตัวเลขจะฟังดูใหญ่โตมาก แต่ศาสตราจารย์ราเมชอธิบายว่านี่เป็นขนาด “กลาง”

    ดาวเคราะห์น้อยที่กวาดล้างไดโนเสาร์บนโลกมีพลังงาน 100 ล้านเมกะตัน และในระหว่างรอบกิจกรรมสูงสุดของดวงอาทิตย์ เขาชี้ว่าเราอาจเห็น CME ที่มีปริมาณพลังงานเท่ากับหรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

    “ผมถือว่า CME ที่เราประเมินนั้นเกิดขึ้นในขณะที่ดวงอาทิตย์อยู่ในช่วงที่มีกิจกรรมปกติ ซึ่งตอนนี้เป็นการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานที่เราจะใช้ประเมินสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อถึงช่วงที่มีกิจกรรมสูงสุด” เขากล่าว

    “บทเรียนจากเรื่องนี้จะช่วยให้เรากำหนดมาตรการรับมือเพื่อปกป้องดาวเทียมในอวกาศใกล้โลกได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้เราเข้าใจอวกาศใกล้โลกได้ดียิ่งขึ้น” ศาสตราจารย์ราเมช กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c33mz552npzo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_Pik0bf4L9ISDbbPqCmIw

  • สจด. ร่วมการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร ชั้น 3 อาคารอุดมศึกษา 1 สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ศรีอยุธยา) นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เข้ารับการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 (รายใหม่) ปีการศึกษา 2567 (กลุ่มที่ 2) และปีการศึกษา 2568 (กลุ่มที่ 1)

    โครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 ปีการศึกษา 2566 จัดตั้งขึ้นเพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา นราธิวาส ปัตตานี สตูล และ สงขลา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ยังไม่มีที่เรียน หรือไม่สามารถสอบเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในสถาบันอุดมศึกษาได้ โดยสนับสนุนที่นั่งการศึกษาพร้อมให้ทุนค่าเล่าเรียน ในสาขาวิชาขาดแคลนตามความต้องการของพื้นที่ให้ได้มีโอกาสศึกษาต่อระดับปริญญาตรี เพื่อสร้างอาชีพ และการมีงานทำในพื้นที่ตามศักยภาพของตนเองต่อไป

    ปภาภรณ์/ข่าว

    สจด. ร่วมการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 — 3 ธันวาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 — 3 ธันวาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 — 3 ธันวาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 — 3 ธันวาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/118084/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07M3ziUbBWsCgRNml6y29t

  • พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ ประชุมผู้นำสตรีถอดบทเรียน หลังศึกษาดูงานสาธารณรัฐประชาชนจีน

    พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ ประชุมผู้นำสตรีถอดบทเรียน หลังศึกษาดูงานสาธารณรัฐประชาชนจีน

    พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ ประชุมผู้นำสตรีถอดบทเรียน หลังศึกษาดูงานสาธารณรัฐประชาชนจีน

    เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่สวนของพ่อ ตำบลดินทอง อำเภอวังทองจังหวัดพิษณุโลก นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดพิษณุโลก เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้นำสตรี ภายหลังจากไปศึกษาดูงานกวางโจว และเมืองเซินเจิ้น ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเปิดโลกทัศน์เพิ่มบทบาทผู้นำสตรีของจังหวัดพิษณุโลก

    ทั้งนี้ นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์  ได้ขอให้ผู้นำสตรีทุกคนที่กลับมาจากการศึกษาดูงาน ในการแสดงความคิดเห็น โดยมีผู้แสดงความเห็นด้านการศึกษาพัฒนาเด็กและเยาวชน การเสริมสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก บ้านเมืองมีความสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย  การพัฒนาอาชีพ การส่งเสริมการขาย กลับพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชนเข้มแข็ง การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว อีกทั้งด้านการปกครอง ความสัมพันธ์ไทย-จีน

    นางพิกุลแก้ว กล่าวว่า อันดับแรก 1.จะมีการคัดแยกขยะให้เป็นทองคำ เป็นรายได้ให้กับชาวบ้าน ลดมลพิษ กำจัดขยะที่เป็นมลพิษ ทั้งเขตเทศบาลเมืองเทศบาลตำบลในชนบท และองค์การบริหารส่วนตำบล 2.พัฒนาคนตามแนวทางสาธารณรัฐประชาชนจีนมองอนาคตรักชาติปรับปรุงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้เป็นสถานที่บ่มเพาะหล่อหลอมอุปนิสัย เพื่อสร้างสุขภาพและอนามัยให้แข็งแรง 3.เน้นคุณธรรม จริยธรรม เมื่อเติบโตแล้วไม่โกง ทั้งหมดจะให้สตรีทั้งจังหวัดในการระดมความคิด และส่งต่อการปฏิบัติการจริง

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2025/12/04/192269&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-7dhzqsRBYYQKIlEWtRr8

  • “ซาบีดา” ร่วมพิธียกอ้อยอครู-กิจกรรมเสวนาหมอลำ “ร้อยแก่นสารสินธุ์” ณ จังหวัดขอนแก่น | TOPNEWS

    “ซาบีดา” ร่วมพิธียกอ้อยอครู-กิจกรรมเสวนาหมอลำ “ร้อยแก่นสารสินธุ์” ณ จังหวัดขอนแก่น | TOPNEWS

    “ซาบีดา” ร่วมพิธียกอ้อยอครู-กิจกรรมเสวนาหมอลำ “ร้อยแก่นสารสินธุ์” ณ จังหวัดขอนแก่น

    • เผยแพร่ : 03/12/2025 22:00

    “ซาบีดา” ร่วมพิธียกอ้อยอครู-กิจกรรมเสวนาหมอลำ “ร้อยแก่นสารสินธุ์” ณ จังหวัดขอนแก่น

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธียกอ้อยอครู และกิจกรรมเสวนาหมอลำ “ร้อยแก่นสารสินธุ์” ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และอาหาร (Creativity and Gastronomy Tourism) ณ จังหวัดขอนแก่น

    ทั้งนี้ พิธียกอ้อยอครู เป็นวัฒนธรรมอีสาน ที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความกตัญญู ผ่านพิธีกรรมที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แห่งศิลปวัฒนธรรมอีสาน ที่ร่วมแสดงความเคารพและขอบคุณครูหมอลำ ผู้สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นหัวใจของภาคอีสาน

    อีกทั้ง ยังมีกิจกรรมเสวนาหมอลำ “ร้อยแก่นสารสินธุ์” ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และอาหาร (Creativity and Gastronomy Tourism) มีการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง การพัฒนาและยกระดับการแสดงหมอลำสู่สากล ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาเรื่องหมอลำและการแสดงพื้นบ้านอีสาน ที่เสริมสร้างวัฒนธรรมภาคอีสานเข้มแข็งสู่สากลอย่างเต็มรูปแบบ ปิดท้ายด้วยการระดมความคิดเห็น เพื่อผลักดันศิลปะการแสดงหมอลำสู่นานาชาติที่ประชาชนท้องถิ่นจะมาร่วมสืบสานในการเป็นส่วนหนึ่งที่จะยกระดับหมอลำให้เป็นวัฒนธรรมที่สร้างชื่อเสียงระดับโลก

    594553841_886543130470470_7236675507191557011_n

    หิมะขาวแต่งภูมิลักษณ์ตันเสีย

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) เจียงซีเปิดใช้ ‘กระเช้าลอยฟ้า’ ยาว 5,580 เมตร

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) 7S เปิดร้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แห่งแรกที่อู่ฮั่น

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) สองแฝด’แพนด้ายักษ์’ที่ฉงชิ่งเคลื่อนไหวพร้อมเพรียงทุกองศา

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) นักท่องเที่ยวแห่เช็กอิน ‘สะพานเอ๋อหลิ่ง’ ริมผาเปิดใหม่ในฉงชิ่ง

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ส่านซี ฟื้นฟูอุตสาหกรรมถ่านหินและเหมืองแร่ด้วยเทคโนโลยี

    “บางจาก” ออกแถลงการณ์ แจงปม “ปปง.” อายัดหุ้น BCP คดีสแกมเมอร์ ไม่กระทบบริหารธุรกิจ ย้ำยึดมั่นหลักการกำกับกิจการที่ดี โปร่งใส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1412629&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ITPXxYBLs91Ob9uIjyunO

  • อาทิตยา-แอล 1: เหตุใดปี 2026 จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาดวงอาทิตย์ – BBC News ไทย

    อาทิตยา-แอล 1: เหตุใดปี 2026 จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาดวงอาทิตย์ – BBC News ไทย

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การพ่นมวลโคโรนาของดวงอาทิตย์อาจมีขนาดใหญ่กว่าโลกหลายเท่า
      • Author, กีตา ปานเดย์
      • Role, บีบีซีนิวส์ อินเดีย
      • Reporting from, รายงานจากกรุงเดลี

    สำหรับภารกิจของยานอวกาศอาทิตยา-แอล 1 (Aditya-L1) ที่ถูกส่งขึ้นไปสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ในอวกาศเป็นครั้งแรกของอินเดีย คาดว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ไม่เหมือนใคร

    นี่เป็นครั้งแรกที่หอสังเกตการณ์บนยานอวกาศลำนี้ซึ่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปีที่แล้ว จะสามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ได้เมื่อถึงรอบกิจกรรมสูงสุด

    ตามข้อมูลขององค์การนาซา (NASA) ของสหรัฐฯ ขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์จะสลับตำแหน่งกันทุก ๆ ประมาณ 11 ปี หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ นี่เหมือนการที่สนามแม่เหล็กขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้สลับตำแหน่งกัน

    มันเป็นช่วงเวลาแห่งความโกลาหลครั้งใหญ่ ดวงอาทิตย์แปรเปลี่ยนจากความสงบเป็นพายุ สังเกตได้จากจำนวนพายุสุริยะและการพ่นมวลโคโรนา หรือซีเอ็มอี (Coronal Mass Ejections – CME) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก นี่เป็นเปลวเพลิงขนาดมหึมาที่พุ่งออกมาจากชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ที่เรียกว่าโคโรนา

    CME เกิดจากอนุภาคที่มีประจุ การพ่น CME ออกมาแต่ละครั้งอาจมีน้ำหนักได้ถึง 1 ล้านล้านกิโลกรัม และในการปะทุแต่ละครั้ง มันอาจเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 3,000 กิโลเมตรต่อวินาที มันสามารถเคลื่อนที่ไปได้ทุกทิศทาง รวมถึงพุ่งตรงมายังโลกด้วย หากใช้ความเร็วสูงสุด CME จะใช้เวลา 15 ชั่วโมงในการเดินทางไกล 150 ล้านกิโลเมตรจากดวงอาทิตย์ถึงโลก

    “ในช่วงปกติหรือช่วงที่มีกิจกรรมน้อย ดวงอาทิตย์จะปะทุ CME ออกมาวันละ 2-3 ครั้ง” ศาสตราจารย์อาร์ ราเมช จากสถาบันฟิสิกส์ดาราศาสตร์อินเดีย หรือไอไอเอ (Indian Institute of Astrophysics – IIA) กล่าว และคาดว่าในปีหน้าดวงอาทิตย์จะปล่อย CME วันละ 10 ครั้งหรือมากกว่านั้น

    ศาสตราจารย์ราเมชเป็นหัวหน้าทีมวิจัยในโครงการกล้องถ่ายภาพโคโรนาในแนวเส้นการปลดปล่อยที่มองเห็นได้ (Visible Emission Line Coronagraph – VELC) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญที่สุดจากที่ติดตั้งไว้กับตัวยานอาทิตยา-แอล 1 ทั้งหมด 7 ชิ้น และเขายังคอยติดตามและถอดรหัสข้อมูลที่รวบรวมมาได้อย่างใกล้ชิด

    เขากล่าวว่า การศึกษา CME เป็นหนึ่งในเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของภารกิจสำรวจดวงอาทิตย์ครั้งแรกของอินเดีย เหตุผลประการแรกคือ การพ่นอนุภาคของดวงอาทิตย์ได้มอบโอกาสในการเรียนรู้เกี่ยวกับดาวฤกษ์ที่ถือเป็นใจกลางระบบสุริยะของเรา และประการที่สอง กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์เป็นภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานบนโลกและในอวกาศ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, แสงเหนือส่องสว่างท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือสหรัฐฯ เมื่อเดือน พ.ย.

    CME ไม่ค่อยก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อชีวิตมนุษย์โดยตรง แต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตบนโลกโดยก่อให้เกิดพายุแม่เหล็กโลกที่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศในห้วงอวกาศใกล้โลก ซึ่งมีดาวเทียมโคจรอยู่เกือบ 11,000 ดวง ในจำนวนนี้เป็นของอินเดีย 136 ดวง

    “การแสดงออกที่งดงามที่สุดของ CME คือแสงเหนือ ซึ่งเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าอนุภาคที่มีประจุจากดวงอาทิตย์กำลังเดินทางมายังโลก” ศาสตราจารย์ราเมช อธิบาย

    “แต่พวกมันยังสามารถทำให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดบนดาวเทียมทำงานผิดปกติ ทำลายระบบไฟฟ้า และส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและดาวเทียมสื่อสาร”

    พายุสุริยะที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์คือ เหตุการณ์คาร์ริงตัน (Carrington Event) ในปี 1859 ซึ่งส่งผลให้สายโทรเลขทั่วโลกล่มลง

    เหตุการณ์ล่าสุดคือในปี 1989 เมื่อระบบจ่ายไฟฟ้าของแคว้นควิเบก ประเทศแคนาดา ดับลงบางส่วน ทำให้ประชาชนกว่า 6 ล้านคนต้องอยู่ในความมืดมิด ไม่มีไฟฟ้าใช้เป็นเวลา 9 ชั่วโมง

    ในเดือน พ.ย. 2015 กิจกรรมบนดวงอาทิตย์ได้รบกวนการควบคุมการจราจรทางอากาศของสวีเดน ส่งผลให้การเดินทางด้วยเครื่องบินของสวีเดนและสนามบินอื่น ๆ ในยุโรปเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายหลายชั่วโมง

    ในเดือน ก.พ. 2022 นาซารายงานว่า CME ส่งผลให้ดาวเทียมเชิงพาณิชย์ 38 ดวงสูญหาย

    ศาสตราจารย์ราเมชบอกว่า หากเราสามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนโคโรนาของดวงอาทิตย์ และตรวจพบพายุสุริยะหรือการปลดปล่อยมวลโคโรนาได้แบบเรียลไทม์ บันทึกอุณหภูมิที่จุดกำเนิด และสังเกตวิถีโคจรของมัน สิ่งเหล่านี้อาจทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนเพื่อปิดระบบไฟฟ้าและดาวเทียม และเคลื่อนย้ายพวกมันออกจากพื้นที่อันตรายได้

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, โคโรนาของดวงอาทิตย์จะมองเห็นได้เฉพาะช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงจากโลกเท่านั้น

    มียานอวกาศลำอื่น ๆ ที่ทำภารกิจเพื่อเฝ้าสังเกตดวงอาทิตย์เช่นกัน ซึ่งรวมถึงหอสังเกตการณ์สุริยะและเฮลิโอสเฟียร์ที่นาซาและสำนักงานอวกาศยุโรป (European Space Agency – Esa) ส่งมาร่วมกันเฝ้าสังเกตโคโรนา ทว่าอาทิตยา-แอล 1 มีข้อได้เปรียบเหนือกว่า

    “โคโรนากราฟ (coronagraph) ของอาทิตยา-แอล 1 มีขนาดที่พอดีจนเกือบจะเลียนแบบดวงจันทร์ได้ ครอบคลุมโฟโตสเฟียร์ (photosphere – ลูกไฟสีส้มขนาดใหญ่) ของดวงอาทิตย์ได้ทั้งหมด และทำให้สามารถมองเห็นโคโรนาได้เกือบทั้งหมดอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง 365 วันต่อปี แม้กระทั่งในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง” ศาสตราจารย์ราเมช ระบุ

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง โคโรนากราฟทำหน้าที่เสมือนดวงจันทร์เทียม โดยบดบังพื้นผิวที่สว่างของดวงอาทิตย์เพื่อให้เหล่านักวิทยาศาสตร์สามารถสังเกตโคโรนาชั้นนอกที่จางของดวงอาทิตย์ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งดวงจันทร์จริงจะทำหน้าที่นี้ได้เฉพาะในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเท่านั้น

    ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นภารกิจเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถศึกษาการปะทุในแสงที่มองเห็น ช่วยให้สามารถวัดอุณหภูมิและพลังงานความร้อนของ CME ได้ โดยนี่ถือเป็นเบาะแสสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า CME จะรุนแรงขนาดไหนหากมุ่งหน้ามายังโลก

    เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับช่วงที่มีกิจกรรมสุริยะสูงสุดในปีหน้า ไอไอเอได้ร่วมมือกับนาซาเพื่อศึกษาข้อมูลที่รวบรวมมาจาก CME ที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งที่ยานอาทิตยา-แอล 1 เคยบันทึกไว้จนถึงขณะนี้

    ศาสตราจารย์ราเมชบอกว่า มันเกิดขึ้นเมื่อ 13 ก.ย. 2024 เวลา 00:30 น. GMT โดยมวลของมันคือ 270 ล้านตัน ขณะที่ภูเขาน้ำแข็งที่ทำให้เรือไททานิกจมนั้นหนัก 1.5 ล้านตัน

    เมื่อเกิดการปะทุครั้งนั้น อุณหภูมิอยู่ที่ 1.8 ล้านองศาเซลเซียส และมีพลังงานเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 2.2 ล้านเมกะตัน เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ มีพลังงาน 15 กิโลตัน และ 21 กิโลตัน ตามลำดับ

    ถึงแม้ตัวเลขจะฟังดูใหญ่โตมาก แต่ศาสตราจารย์ราเมชอธิบายว่านี่เป็นขนาด “กลาง”

    ดาวเคราะห์น้อยที่กวาดล้างไดโนเสาร์บนโลกมีพลังงาน 100 ล้านเมกะตัน และในระหว่างรอบกิจกรรมสูงสุดของดวงอาทิตย์ เขาชี้ว่าเราอาจเห็น CME ที่มีปริมาณพลังงานเท่ากับหรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

    “ผมถือว่า CME ที่เราประเมินนั้นเกิดขึ้นในขณะที่ดวงอาทิตย์อยู่ในช่วงที่มีกิจกรรมปกติ ซึ่งตอนนี้เป็นการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานที่เราจะใช้ประเมินสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อถึงช่วงที่มีกิจกรรมสูงสุด” เขากล่าว

    “บทเรียนจากเรื่องนี้จะช่วยให้เรากำหนดมาตรการรับมือเพื่อปกป้องดาวเทียมในอวกาศใกล้โลกได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้เราเข้าใจอวกาศใกล้โลกได้ดียิ่งขึ้น” ศาสตราจารย์ราเมช กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c33mz552npzo.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qDrI6wWq7MCFzoHGUrqgG