Category: วัฒนธรรม

  • เปิดวิสัยทัศน์ ผู้ว่ากฟผ.คนใหม่ เร่งขับเคลื่อนพลังงานสะอาด-สร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้า-จัดหา LNG ราคาถูกลดต้นทุนค่าไฟ : อินโฟเควสท์

    เปิดวิสัยทัศน์ ผู้ว่ากฟผ.คนใหม่ เร่งขับเคลื่อนพลังงานสะอาด-สร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้า-จัดหา LNG ราคาถูกลดต้นทุนค่าไฟ : อินโฟเควสท์

    นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คนใหม่ กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานของกฟผ.ว่า การขยับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยเร็วขึ้นเป็นปี 2593 ทำให้ กฟผ. ต้องปรับบทบาทจากผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงไปสู่การดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าไทยและผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเร่งผลักดันโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์

    นอกจากนี้ กฟผ. ได้มองหาพลังงานคาร์บอนต่ำใหม่ที่ยั่งยืน อาทิ การนำไฮโดรเจนมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าร่วมกับก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนร้อยละ 5 โดย กฟผ. ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงระบบเชื้อเพลิงผสมไฮโดรเจนของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม กฟผ. รวมทั้งสิ้น 6 โรงไฟฟ้า ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าวังน้อย โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าน้ำพอง และโรงไฟฟ้าจะนะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการรายงานผลการศึกษาข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าต่อคณะกรรมการ กฟผ. ศึกษาและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและแอมโมเนียบนพื้นที่ศักยภาพ กฟผ. เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงผลักดันโรงไฟฟ้า SMR ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เป็นพลังงานสะอาด และมีต้นทุนที่แข่งขันได้ สอดรับกับความต้องการของนักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่ม Data Center

    กฟผ. ยังเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นระบบไฟฟ้า รองรับความผันผวนจากการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน อาทิ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ โดย กฟผ. มีแผนพัฒนาโครงการจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนกะทูน พัฒนาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานซึ่งสามารถจ่ายไฟเข้าระบบไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว พัฒนาศูนย์การพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center) ผสานข้อมูลพยากรณ์ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ รวมถึงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานทดแทน การเชื่อมโยงกับโรงไฟฟ้าเอกชน และการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    นายนรินทร์ กล่าวว่า การปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับการขยายตัว Data Center ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพิ่มขึ้นอีก 1,750 เมกะวัตต์ โดยจะเริ่มจ่ายไฟในช่วงต้นปีหน้า

    สำหรับแผน PDP ฉบับใหม่ ปัจจุบันคณะอนุกรรมการ PDP อยู่ระหว่างการพิจารณา เบื้องต้นคาดว่าจะมีโรงไฟฟ้าของ กฟผ.ที่จำเป็นต้องเลื่อนออก เนื่องจากการวางไฟฟ้าเข้าระบบจะต้องขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ไฟฟ้าและปัจจุบันมีเพียงพอหรือไม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินว่าสามารถยื่นโรงไฟฟ้าใดได้บ้าง ส่วนโรงไฟฟ้า SMR ที่คาดว่าจะมาเร็วกว่าแผน PDP ฉบับเดิมนั้น กฟผ.ยืนยันว่ามีความพร้อมดำเนินโครงการ โดยช่วงต้นจะเป็นโครงการของกฟผ.ก่อน จากนั้นจะเปิดให้เอกชนลงทุน ซึ่งก็เป็นโอกาสของบริษัทลูกของกฟผ. ทั้งบมจ. ผลิตไฟฟ้า (EGCO) และ บมจ.ราช กรุ๊ป (RATCH)

    ด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กฟผ. เดินหน้าจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราคาถูกด้วยสัญญาระยะยาว โดยกฟผ.มีแผนจะนำเข้า LNG ระยะยาว 10-15 ปี จำนวน 1 ล้านตันต่อปี คาดว่าจะเริ่มนำเข้าในช่วงต้นปีหน้า พร้อมยืดอายุโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ อาทิ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ โรงไฟฟ้าน้ำพอง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดต่ำลงและแข่งขันได้ พร้อมแสวงหาโอกาสต่อยอดธุรกิจ LNG ซึ่งล่าสุดบริษัท พีอี แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง กฟผ. กับบมจ. ปตท. (PTT) ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ Topside สูบถ่าย LNG จากเรือขนส่งเข้าสู่สถานี LNG ณ ท่าเทียบเรือที่ 2 ของสถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด แห่งที่ 2 จ.ระยอง เพื่อให้สถานีสามารถรักษาความต่อเนื่องของการรับเรือและจ่ายก๊าซธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศในระยะยาวอีกด้วย

    ส่วนการดูแลสังคม ชุมชน กฟผ. ยังคงเดินหน้าสร้างการยอมรับและความร่วมมือกับพันธมิตรทุกระดับ มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าในการพัฒนาธุรกิจใหม่ร่วมกับชุมชนด้วยการยกระดับจาก CSR สู่ CSV เติบโตด้วยกันอย่างยั่งยืน

    “ผมมุ่งบริหาร กฟผ. ให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพโดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ (AI) ขับเคลื่อนดำเนินงานด้วยความรวดเร็วโดยยึดหลักธรรมภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ สนับสนุนบุคลากรเรียนรู้ทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบการบริหารองค์กรอย่างยั่งยืน หรือ GRC (Governance-Risk Management-Compliance) โดย กฟผ. ถือเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งแรกของประเทศไทยที่ออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (SLB) วงเงิน 2,000 ล้านบาท เป็นการใช้เครื่องมือทางการเงินเชื่อมโยงกับการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่จะลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วย ในอัตราขั้นต่ำร้อยละ 20 ภายในปี 2571 ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทของ กฟผ. ในการเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero” นายนรินทร์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/551489&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oFk13_MBgWQTSsG-RNvEy

  • สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

    สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

    วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.40 น.

    สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พุทธศักราช 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเข้ารับการศึกษา ระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ณ โรงเรียนราชินี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ โรงเรียนฮีธฟิลด์ ประเทศอังกฤษและโรงเรียนจิตรลดา จากนั้นทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับสอง  และระดับปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ต่อมาทรงสำเร็จการศึกษาระดับชั้นเนติบัณฑิตไทย (น.บ.ท.) เนติบัณฑิตยสภา รวมทั้ง Master of Laws (LL.M.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา และ Doctor of the Science of Law (J.S.D.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา

    นอกจากนี้ ทรงเข้ารับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ดังนี้  พุทธศักราช 2549 ปริญญากิตติมศักดิ์ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, พุทธศักราช 2551 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, พุทธศักราช 2552 ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรมและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, พุทธศักราช 2553 ปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์

    พุทธศักราช 2553 ปริญญาศิลปศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคเหนือ 8 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์, มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง, และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,พุทธศักราช  2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พุทธศักราช 2563 ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา ฉลองพระเดชพระคุณมาแต่รัชกาลก่อน สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ทรงปฏิบัติพระราชกิจแทนพระองค์ในหลายวาระและทรงรับเป็นพระธุระในการส่วนพระองค์ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย แบ่งเบาพระราชภาระได้เป็นอันมาก เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย อีกทั้ง ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านสาธารณกุศลมาเป็นเวลายาวนาน ผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ซึ่งทรงรับเป็นองค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ทรงรับปฏิบัติงานที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย ประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก นอกจากนี้ ยังทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านกฎหมาย ซึ่งทรงพระปรีชาสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทรงรับราชการในตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญ สานักงานอัยการสูงสุด ทรงก่อตั้งโครงการกำลังใจ ในพระดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง นับว่าได้ทรงปฏิบัติงานสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นอเนกประการ สมควรที่จะสถาปนาพระเกียรติยศให้สูงขึ้น ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี

    พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา กับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ เมื่อวันที่  28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2562

    พระกรณียกิจด้านต่างๆ  ประกอบด้วย มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จากความทุกข์ร้อนของประชาชนคนไทยจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะสร้างความยากลำบากให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยจนไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ในสถานการณ์อันโหดร้ายเหล่านั้นพวกเขาไม่เคยต้องโดดเดี่ยว ด้วยน้ำพระทัยอันหาที่เปรียบมิได้ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงห่วงใยราษฎรมาตลอด นับตั้งแต่การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อ พุทธศักราช 2538 ในปีนั้นถือเป็นปีที่ชาวกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับระดับน้ำ ในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพุทธที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 2.27 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโลอิส ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักส่งผลให้สถานการณ์น้ำท่วม ทวีความรุนแรง น้ำปริมาณมากทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนครเป็นระยะเวลานานถึง 2 เดือน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย และเขตคลองสาน หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ พยายามเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในหลายพื้นที่แล้ว แต่ด้วยปริมาณน้ำที่เข้าท่วมนั้นมีมากและเป็นอุปสรรคในการลงพื้นที่บางส่วน จึงทำให้ความช่วยเหลือทำได้ไม่ทั่วถึงและประชาชนเกิดความเข้าใจผิด รู้สึกขาดที่พึ่งพิง และไม่ได้รับความเท่าเทียมจากหน่วยงานราชการ

    กระทั่งรุ่งเช้าของวันที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2538 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จฯ ลงพื้นที่ออกรับน้ำใจจากประชาชนที่สถานีบริการน้ำมันย่านคลองสาน เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จากนั้นในช่วงบ่าย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เสด็จไปยังซอยจรัญสนิทวงศ์ 34 เขตบางกอกน้อย และซอยจรัญสนิทวงศ์ 82, 84 และ 86 เขตบางพลัด เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ประสบอุทกภัยและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างผู้ประสบภัยกับหน่วยงานราชการพระกรณียกิจในครั้งนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการปฏิบัติภารกิจบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยเรื่อยมา

    จนกระทั่งวันที่ 21 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2544 จึงทรงก่อตั้งมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงดำรงตำแหน่งเป็น นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธาน  มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรง อันได้แก่ การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิติอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯ ปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

    ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา เมื่อเกิดอุทกภัยขึ้นครั้งใดภาพของเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่มักปรากฏอย่างแจ่มชัด พร้อมด้วยถุงยังชีพพระราชทาน ที่ไม่ใช่เพียงบรรจุสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งขวัญกำลังใจที่จะนำพาผู้ประสบภัยให้ก้าวพ้นช่วงเวลาวิกฤตที่เกิดขึ้นไปได้

    โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์   พระบาทสมด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะทรงแก้ไขปัญหาระหว่างคนและช้างป่าให้อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  รับ โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์  ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย  พระบาทสมด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นประธานที่ปรึกษาโครงการฯ กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานคณะกรรมการฯ ด้วยทรงมีพระบรมราโชบายในการอนุรักษ์ป่าและช้าง รวมทั้งการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนและช้าง ตลอดจนมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา ต่อยอด แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการจัดการความขัดแย้งของคนกับป่าและการอนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาช้านาน

    ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงแก้ปัญหาคนกับช้างป่าด้วยการ พัฒนาแหล่งน้ำและส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน โดยมีพระดำริสร้างพื้นที่โครงการเร่งด่วน เพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน เมื่อปี พุทธศักราช 2563 ที่ บ้านคลองมะหาด หมู่ที่ 14 อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา และพื้นที่เกษตรแปลงรวมบ้านหนองกระทิง หมู่ที่ 20 ต.ท่ากระดาน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา(แก้มลิงคลองมะหาด) ช่วยเหลือทั้งคนและช้างตามวัตถุประสงค์ของ โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์  โดยเฉพาะการช่วยเหลือให้ประชาชนมีอาชีพที่ยั่งยืนตามสภาพภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่

    โครงการกำลังใจ ในพระดำริ ทรงก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 กันยายน พุทธศักราช 2544 เมื่อครั้งยังทรงเป็นนักศึกษากฎหมาย โดยครั้งแรกเสด็จฯ เยี่ยมผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ด้วยความสนพระทัยในสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง โครงการนี้ได้ขยายความช่วยเหลือไปยังเด็กที่ติดท้องแม่ก่อนเข้าจำคุก รวมทั้งผู้ต้องขังหญิงสูงอายุ และเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงได้กระจายไปทั่วโลก ทรงมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอและยกร่างข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำต่อสหประชาชาติสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง ภายใต้ชื่อ“Enhancing Life for Female Inmates: ELFI”

    มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ  จัดตั้งขึ้นด้วยพระประสงค์ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2557 โดยพระราชทานพระกรุณารับเป็นองค์ประธานมูลนิธิฯ เพื่อดำเนินกิจการตามพระดำริด้านสาธารณกุศลในการให้โอกาส การเป็นตัวกลางในการแสวงหาโอกาส และการพัฒนาชีวิตแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอดีตผู้ต้องขังและผู้ต้องขัง ตลอดจนกระตุ้นเตือนให้สาธารณชนตระหนักถึงความสำคัญของการให้โอกาส สนับสนุนกลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข

    มูลนิธิ ณภาฯ เข้ามามีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือในด้านดังกล่าว ตั้งแต่การทำความเข้าใจและฝึกอบรม ในขณะที่เป็นผู้ต้องขังที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ความเป็นไปของสังคมภายนอก ให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความความต้องการของตลาด และในขณะที่พ้นโทษแล้วนั้นก็สามารถฝึกวิชาชีพต่อยอดเพิ่มเติม เพื่อให้รู้จักวิธีการใหม่ๆ ที่ข้อจำกัดของเรือนจำทำให้ไม่สามารถเรียนรู้ได้ อันเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าที่ผลิต รวมทั้งสอนการบริหารจัดการทรัพยากร การผลิต เพื่อการรู้จักการประกอบอาชีพอย่างครบวงจร

    แบรนด์ผลิตภัณฑ์ภายใต้ ณภาฯ ปัจจุบัน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุปโภคตรา “จัน” ที่มาจากคำว่า จันทรา อันแปลว่า พระจันทร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ต้องขังนั้นไม่ได้พบเห็น เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นต้องเข้านอนตั้งแต่พระจันทร์ยังไม่มืด ประกอบกับกำแพงเรือนจำที่สูงทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสได้เห็นพระจันทร์ อันเป็นแสงสว่างของท้องฟ้าในยามค่ำคืน คำว่า จันทรา จึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของชื่อกลุ่มผลิตภัณฑ์ปัจจุบันของ ณภาฯ ที่อยากจะสื่อให้เห็นว่าพวกเขาอยากมีโอกาสเห็นพระจันทร์อย่างคนทั่วไป ผลิตภัณฑ์ “จัน” จึงเป็นเสมือน “โอกาส” ที่จะมอบให้คนด้อยโอกาสเหล่านั้นได้เห็นว่าสังคมรับรู้และให้โอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มบริโภคตรา “ธรา” โดยมูลนิธิ ณภาฯ มีหน้าที่เป็นตัวกลางในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อนำมาเป็นทุนในการสนับสนุนงานของมูลนิธิต่อไป

    พระเกียรติคุณ ประกอบด้วย รางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544   คณะกรรมการรางวัลสัญญาธรรมศักดิ์ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ถวายรางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544 เป็นกรณีพิเศษแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยทรงเป็นตัวอย่างในด้านการศึกษาและด้านกิจกรรมนักศึกษา ตลอดเวลาที่ทรงศึกษาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น พระองค์ทรงปฏิบัติเช่นนักศึกษาทั่วไปทั้งในด้านการศึกษา การเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรตลอดจนกิจกรรมต่างๆ

    รางวัล Medal of Recognition  ทรงมีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติหลายอย่างเริ่มตั้งแต่การจัดตั้งกองทุนพัชรกิติยาภา เพื่อการศึกษากฎหมาย การรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี โครงการกำลังใจ ในพระดำริฯ โครงการจัดทำมาตรฐานผู้ต้องขังหญิง หรือ ELFI (เอลฟี) การทรงงานด้านกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ หน่วยงาน UNODC (ยูเอ็นโอดีซี) สหประชาชาติ จึงพิจารณาทูลเกล้าถวายรางวัลเกียรติยศสูงสุดจากสหประชาชาติ

    องค์ทูตสันถวไมตรี (Goodwill Ambassador) ของ UNIFEM โดย ดร.จีน เดอคูน่า ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ กองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM)  กล่าวว่า จากผลการดำเนินงาน โครงการกำลังใจ ในพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งพระราชทานความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ต้องขังสตรีและเด็กติดผู้ต้องขัง และพระราชทานความช่วยเหลือให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี  หน่วยงาน UNIFEM  จึงขอพระราชทานกราบทูลเชิญเป็นองค์ “ทูตสันถวไมตรี” (Goodwill Ambassador) ในการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง

    มูลนิธิ/องค์กรในพระอุปถัมภ์ ประกอบด้วย  มูลนิธิกุมาร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา,เครือข่ายคนรักน้องหมา,กองทุนกำลังใจ และศูนย์ควบคุมสุนัข กทม. (ประเวศ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/932491&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2INVqcZpwi-vNMXBQsN00T

  • BU จับมือ GMMTV ยกระดับเด็กนิเทศฯ พร้อมชนงานสื่อยุคใหม่

    BU จับมือ GMMTV ยกระดับเด็กนิเทศฯ พร้อมชนงานสื่อยุคใหม่

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/114921&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y3NwWwLHibXq_IPAiD7vc

  • iPhone 17 ทำให้ฟิล์มกันรอยทั่วไป “ไร้ประโยชน์”

    iPhone 17 ทำให้ฟิล์มกันรอยทั่วไป “ไร้ประโยชน์”

    สื่อให้ความเห็น Apple เปิดตัว Ceramic Shield 2 พร้อมเทคโนโลยีลดแสงสะท้อนใน iPhone 17 แต่การใช้ฟิล์มกันรอยหน้าจอทั่วไปอาจทำให้คุณสมบัตินี้หมดประโยชน์

    หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ iPhone 17 คือการมาพร้อมกับหน้าจอ Ceramic Shield 2 ซึ่งมีในรุ่น iPhone 17, iPhone 17 Pro, iPhone 17 Pro Max และ iPhone Air

    Apple ระบุว่า “Ceramic Shield 2 มีการเคลือบผิวแบบใหม่ที่ Apple ออกแบบเอง ให้ความสามารถต้านรอยขีดข่วนดีขึ้นถึง 3 เท่า พร้อมคุณสมบัติลดแสงสะท้อนเพื่อช่วยลดแสงจ้า”

    ในทางทฤษฎี เทคโนโลยีใหม่นี้ควรทำให้ผู้ใช้ iPhone 17 มั่นใจในการใช้งานโดยไม่ต้องพึ่งพาฟิล์มกันรอยอย่างไรก็ตาม ผู้ใช้หลายคนยังคงรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีการติดฟิล์มเพิ่มบนหน้าจอ iPhone ที่มีราคาสูง

    แต่จากผลการศึกษาล่าสุดโดยบริษัท Astropad พบว่าการใช้ฟิล์มกันรอยหน้าจอมาตรฐานอาจทำให้ประสิทธิภาพการลดแสงสะท้อนของ Ceramic Shield 2 สูญเสียไป

    จากการทดสอบพบว่า:

    • iPhone 16 Pro มีค่าการสะท้อนแสง 3.8%
    • iPhone 17  มีค่าการสะท้อนแสง 2.1%
    • iPhone 17 Pro, Pro Max, Air มีค่าการสะท้อนแสง 2.0%
    • iPhone 17 ที่ติดฟิล์มกันรอย มีค่าการสะท้อนแสง 4.6%

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง iPhone 17 รุ่นที่ไม่มีฟิล์มกันรอย มีประสิทธิภาพการลดแสงสะท้อนดีกว่า iPhone 16 Pro เกือบสองเท่า

    ทำไมฟิล์มกันรอยถึงทำให้การลดแสงสะท้อนแย่ลง

    Giovanni Donelli จาก Astropad เขียนว่า:

    “ใน iPhone 17 การเคลือบ AR (anti-reflective) ถูกเคลือบไว้ตรงกับหน้าจอ เมื่อมีการติดฟิล์มกันรอย ฟิล์มจะยึดกับหน้าจอผ่านชั้นกาวบางๆ ซึ่งการเคลือบ AR จะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อสัมผัสกับอากาศโดยตรง เมื่อถูกปิดด้วยกาว ประสิทธิภาพของการลดแสงสะท้อนจะหายไป แม้ว่าการเคลือบจะยังอยู่ แต่มันไม่สามารถทำงานได้อย่างที่ควร

    ในการทดสอบของเรา เราพบว่าฟิล์มกันรอยที่ไม่มีคุณสมบัติลดแสงสะท้อนของตัวเอง ทำให้ค่าการสะท้อนแสงบนหน้าจอมากขึ้นจนเท่ากับการไม่มีการลดแสงสะท้อนเลย

    การเคลือบ AR ไม่สามารถทำงานได้ดี เพราะไม่ได้สัมผัสกับอากาศโดยตรงแล้ว”

    หนึ่งในเหตุผลที่ Astropad ทำข้อมูลนี้ขึ้นมาก็เพื่ออยากขาย Fresh Coat หรือฟิล์ม AR ของตัวเอง, กล่าวคือ หากอยากได้ฟิล์มกันรอยที่ยังคงคุณสมบัติการสะท้อนด้วยก็ควรเลือกฟิล์มกันรอยแบบ AR นั่นเอง

    ที่มา: 9to5mac

    ส่วน iMoD ขอแนะนำ ตามนี้ครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.iphonemod.net/iphone-17-makes-standard-screen-protectors-not-so-useful.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tMBLr4QvrdG8YCkhrWL_g

  • iPhone 17 ทำให้ฟิล์มกันรอยทั่วไป “ไร้ประโยชน์” – iMoD

    iPhone 17 ทำให้ฟิล์มกันรอยทั่วไป “ไร้ประโยชน์” – iMoD

    สื่อให้ความเห็น Apple เปิดตัว Ceramic Shield 2 พร้อมเทคโนโลยีลดแสงสะท้อนใน iPhone 17 แต่การใช้ฟิล์มกันรอยหน้าจอทั่วไปอาจทำให้คุณสมบัตินี้หมดประโยชน์.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.iphonemod.net/iphone-17-makes-standard-screen-protectors-not-so-useful.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tMBLr4QvrdG8YCkhrWL_g

  • สกสค. ร่วมปล่อยคาราวานน้ำใจ ส่งความช่วยเหลือสู่ 5 จังหวัดภาคใต้

    สกสค. ร่วมปล่อยคาราวานน้ำใจ ส่งความช่วยเหลือสู่ 5 จังหวัดภาคใต้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/114911&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_oQgef0D6musfarG7tUKB

  • พบ สารเคมีเสื้อผ้า “SHEIN” เกินกฎหมายกำหนด 519 เท่า จี้รัฐคุมเข้มสิ่งทอ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    พบ สารเคมีเสื้อผ้า “SHEIN” เกินกฎหมายกำหนด 519 เท่า จี้รัฐคุมเข้มสิ่งทอ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ตะลึงผลตรวจเสื้อผ้าฟาสต์แฟชั่นชีอิน (SHEIN) พบ “สารเคมีตลอดกาล” เกินกฎหมายกำหนด 519 เท่า สภาผู้บริโภคร่วมกับกรีนพีซ จี้รัฐออกกฎคุมสิ่งทอ พร้อมทำระบบเปิดเผยข้อมูลความปลอดภัยให้ผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภค ร่วมกับกรีนพีซ ประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงจากสารเคมีในสินค้าฟาสต์แฟชั่น (Fast Fashion) หรือเสื้อผ้าตามกระแส คุณภาพต่ำ และเน้นใส่เพียงไม่กี่ครั้ง พร้อมนำเสนอรายงานฉบับใหม่ชื่อ “จากโรงงานสู่ตู้เสื้อผ้า: ความเสี่ยงของสารเคมีในอุตสาหกรรมฟาสต์แฟชั่น” (From Factory to Closet: The True Cost of Ultra Fast Fashion) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรณรงค์ของกรีนพีซ เยอรมนี (Greenpeace Germany) โดยมี 9 ประเทศเข้าร่วมตรวจสอบการปนเปื้อนสารเคมีในสิ่งทอที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งประเทศไทยรับผิดชอบการสั่งซื้อเสื้อผ้าจากแบรนด์ชีอิน และจัดส่งตัวอย่างไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองในเยอรมนี ผลการศึกษาพบการปนเปื้อนสารเคมีอันตรายหลายชนิดในสินค้าชีอิน สะท้อนความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ผู้บริโภคอาจต้องเผชิญ

    ทั้งนี้ การวิเคราะห์ทั้งหมดอ้างอิงตามกรอบกฎหมายสารเคมีสากลของสหภาพยุโรป หรือรีช REACH (Registration, Evaluation, Authorisation and Restriction of Chemicals) ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานในการประเมินระดับสารเคมีอันตรายที่ตรวจพบในผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ผลการตรวจวิเคราะห์เสื้อผ้าของชีอิน ที่กรีนพีซ ประเทศไทยเป็นผู้สั่งซื้อ พบการปนเปื้อนของสารเคมีอันตรายหลายชนิด ได้แก่

    • PFAS (Per- and Polyfluoroalkyl Substances) หรือ “สารเคมีตลอดกาล” (Forever Chemicals) ที่เชื่อมโยงกับโรคมะเร็งและความผิดปกติของระบบฮอร์โมน โดยในเสื้อแจ็คเก็ตพบค่า PFAS สูงกว่าเกณฑ์ที่กรอบกฎหมายสารเคมีสากล กำหนดถึง 519 เท่า
    • แคดเมียม ที่เกินค่ามาตรฐาน 1.2 เท่า ในรองเท้าผู้หญิง
    • โลหะหนักแอนทิโมนี (Antimony: Sb) สารพทาเลต (Phthalates) และ สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในเสื้อผ้าเด็ก

    อีกทั้ง สินค้าส่วนใหญ่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนประกอบหรือมาตรฐานความปลอดภัย ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถประเมินความเสี่ยงก่อนซื้อได้ รวมถึงประเทศไทยยังไม่มีระบบกำกับดูแลและกฎหมายควบคุมสารเคมีในสิ่งทอ ส่งผลให้เสื้อผ้าฟาสต์แฟชั่นที่มีความเสี่ยงสูงสามารถเข้าสู่ตลาดไทยได้โดยแทบไม่มีการตรวจสอบที่เหมาะสม

    ทั้งนี้ ประเด็นของผลการศึกษาดังกล่าว ผศ.ดร.วีระพันธ์ รังสีวิจิตรประภา อนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค ระบุว่า รายงานฉบับนี้ตอกย้ำว่าผู้บริโภคไทยยังขาดหลักประกันด้านความปลอดภัยจากสินค้าที่ซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่มีความเสี่ยงจากสารเคมีอันตราย ภาครัฐจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกกฎหมายควบคุมสารเคมีในสิ่งทอ กำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน และสร้างระบบเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสเพราะการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นคือสิทธิของผู้บริโภค

    “ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะรู้ว่าสินค้าที่ซื้อว่ามีความปลอดภัยเพียงใด และสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจในชีวิตประจำวัน” ผศ.ดร.วีระพันธ์ ระบุ

    ด้าน พิชามญชุ์ รักรอด หัวหน้าโครงการรณรงค์ยุติมลพิษพลาสติก กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า ผู้บริโภคกำลังรับภาระความเสี่ยงจากสารเคมีอันตรายในเสื้อผ้าเพียงฝ่ายเดียว เพราะประเทศไทยยังไม่มีกรอบกฎหมายที่ครอบคลุมสารเคมีในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มอย่างครอบคลุม ไม่มีระบบตรวจสินค้านำเข้า และไม่มีการบังคับเปิดเผยข้อมูลต่อผู้บริโภค ความเสี่ยงจากสารเคมีตลอดกาล อย่าง PFAS พทาเลต และสารอันตรายอื่น ๆ ยังคงถูกปล่อยให้หลุดรอดเข้าสู่ชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องเร่งพัฒนากฎหมายและระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็งขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองตามสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสุขภาพและความปลอดภัย

    อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าปัญหาสารเคมีในเสื้อผ้าฟาสต์แฟชั่น เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการขาดมาตรฐานด้านสารเคมีในสิ่งทอ ระบบตรวจสอบสินค้านำเข้า และการขยายตัวของตลาดออนไลน์ที่ไม่มีกรอบกำกับดูแลเพียงพอ ช่องโหว่เหล่านี้ทำให้เสื้อผ้าที่มีความเสี่ยงสูงสามารถเข้าสู่ตลาดไทยได้ง่ายกว่า ซึ่งไม่เพียงกระทบผู้บริโภคในวันนี้ แต่ได้สะสมเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาวต่อสังคมไทยโดยรวม

    ทั้งนี้ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสารเคมีอันตรายในเสื้อผ้าและต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในระบบฟาสต์แฟชั่น มีการจัดนิทรรศการ “KILLER LOOKS TOXIC FIT CHECK: สวยจะตาย” เพื่อถ่ายทอดข้อมูลจากรายงาน ผ่านงานจัดแสดงที่นำเสนอความเสี่ยงจากสารเคมีในเสื้อผ้าจากแบรนด์ฟาสต์แฟชั่น พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และลงมือทำจริง รวมทั้งวงเสวนาว่าด้วยแฟชั่น การบริโภค และสิทธิในการรับรู้ข้อมูลที่ผู้บริโภคควรเข้าถึง ผู้บริโภคสามารถเข้าชมได้ระหว่างวันที่ 2 – 7 ธันวาคม 2568 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

    อ้างอิงเนื้อหา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/forever-chemicals-shein/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VYfgimsUq-_KOUOokvj8I

  • จัดหางานสุราษฎร์ธานีเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ

    จัดหางานสุราษฎร์ธานีเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ

    ภูมิภาค

    จัดหางานสุราษฎร์ธานีเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ

    วันพฤหัสบดี ที่ 04 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.09 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 4 ธ.ค.68 ที่ ห้องประชุมโรงแรมบรรจงบุรี อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี   สำนักงานจัดหางานจังหวัดสุราษฎร์ธานี  ภายใต้การนำของนายพงษ์สวัสดิ์  พวงเดช  จัดหางานจังหวัดสุราษฎร์ธานี  จัดโครงการเตรียมความพร้อมแก่กลุ่มเป้าหมายก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน  กิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพด้านการแนะแนวอาชีพกิจกรรมประชุมชี้แจงโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ประจำปึงบประมาณ พ.ศ.2569  เพื่อสร้างการรับรู้และสร้างความเข้าใจถึงแนวทางในการดำเนินงานตามโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ  ให้แก่ผู้อำนวยการโรงเรียน  ครูแนะแนว  บุคลากรทางการศึกษา  ที่ปฏิบัติงานด้านการแนะแนว  และผู้นำท้องถิ่นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 

    ทั้งนี้เพื่อให้ได้รับทราบเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ ขั้นตอน ปฏิทินการดำเนินโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ  รวมทั้งแนวทางการขับเคลื่อนโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพฯ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569  และเปิดโอกาสให้มีการร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/457368&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wxic2ad1m2xHsrdxyXG-h

  • กรุ๊ปซีอีโอทรูลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟู 18 รร.คอนเน็กซ์อีดี-ชุมชน

    กรุ๊ปซีอีโอทรูลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟู 18 รร.คอนเน็กซ์อีดี-ชุมชน

    ซิกเว่ เบรกเก้ กรุ๊ปซีอีโอทรู นำทีมลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ หลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ ติดตามสถานการณ์และเร่ง ฟื้นฟู 18 โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี ด้วยการมอบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การเรียนการสอน พร้อมร่วม Big Cleaning และผนึก มูลนิธิกระจกเงา ช่วยเหลือชุมชน ย้ำความมุ่งมั่น ซ่อมและเปลี่ยนอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตฟรี ให้ลูกค้าทุกบ้านกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติโดยเร็วที่สุด

    กรุ๊ปซีอีโอทรูลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟู 18 รร.คอนเน็กซ์อีดี-ชุมชน

    จ.สงขลา 4 ธันวาคม 2568 – ในช่วงเวลาที่หาดใหญ่ต้องเผชิญ “ฝนตกหนักที่สุดในรอบ 300 ปี” ทำให้เกิดวิกฤตน้ำท่วม จนส่งผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่ และโครงสร้างพื้นฐานทั่วทั้งภูมิภาค ทรู คอร์ปอเรชั่น เทคคอมปานีไทย ยังคงยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องผู้ประสบภัยภาคใต้ เพื่อก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน ล่าสุด นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นำทีมคณะผู้บริหารและเพื่อนพนักงานลงพื้นที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์จริง และรับฟังความต้องการจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุด และตอบโจทย์คำถามสำคัญว่า “เราจะทำอย่างไรให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติโดยเร็วที่สุด”

    กรุ๊ปซีอีโอทรูลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟู 18 รร.คอนเน็กซ์อีดี-ชุมชน

    สานน้ำใจ ฟื้นฟู 18 โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี-ทรู จ.สงขลา

    ในวันที่มหาอุทกภัยสร้างความเสียหายอย่างหนักทั่วภาคใต้ “ภาคการศึกษา” ยังคงเป็นภารกิจที่ทรู คอร์ปอเรชั่น ให้ความสำคัญสูงสุด ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปี ทรู มุ่งมั่นนำศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัล มาร่วมขับเคลื่อนการศึกษาผ่านโครงการทรูปลูกปัญญา และความร่วมมือกับมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมให้แก่เยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีในจ.สงขลา ซึ่งมี 18 แห่งอยู่ภายใต้การดูแลของทรู มีนักเรียนกว่า 3,500 คนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประสานกับ ICT Talent และคนในพื้นที่เพื่อสำรวจข้อมูลความเสียหาย และเมื่อพบว่าโรงเรียนบ้านบางแฟบ อ.หาดใหญ่ และโรงเรียนบ้านหาร อ.บางกล่ำ ได้รับความเสียหายหนักและต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน จึงเร่งดำเนินการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเรียนการสอน ทั้งคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กพร้อมใช้ 50 เครื่อง โต๊ะโรงอาหาร ชุดนักเรียน อุปกรณ์กีฬา ให้แก่โรงเรียนบ้านบางแฟบ พร้อมเตรียมส่งมอบสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลและอุปกรณ์การเรียนการสอนให้ครบทั้ง 18 โรงเรียน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ เพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถกลับเข้าสู่ห้องเรียนได้เร็วที่สุด

    กรุ๊ปซีอีโอทรูลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟู 18 รร.คอนเน็กซ์อีดี-ชุมชน

    สานต่อความร่วมมือมูลนิธิกระจกเงา ช่วยเหลือชุมชนพี่น้องภาคใต้

    ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าภารกิจช่วยเหลือชุมชนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ ได้เข้าพบมูลนิธิกระจกเงา โดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา พร้อมด้วยนายเอกลักษณ์ หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย ณ ศูนย์ปฏิบัติการของมูลนิธิฯ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด รับฟังภาพรวมการทำงานในพื้นที่ ความท้าทายที่ยังต้องเร่งจัดการ ตลอดจนร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อพิจารณาแนวทางสนับสนุนภารกิจฟื้นฟูให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การหารือครั้งนี้ ยังเป็นการต่อยอดจากความร่วมมือก่อนหน้า ที่ทรูและมูลนิธิกระจกเงา ได้ร่วมกันเชิญชวนพนักงานบริจาคพาวเวอร์แบงก์ที่ชาร์จเต็ม 100% เสื้อผ้า ชุดชั้นใน และของใช้จำเป็น เพื่อส่งต่อไปยังผู้ประสบภัยในหาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน

    กำชับเน็ตเวิร์ค ตรวจสอบสัญญาณเต็มที่เพื่อลูกค้าคนสำคัญ

    ทรู ให้ความสำคัญกับการดูแลเครือข่ายสัญญาณในช่วงเวลาวิกฤต เพื่อให้ทุกการประสานงานขอความช่วยเหลือและการเข้าถึงบริการฉุกเฉินเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย นอกจากเฝ้าระวัง และบริหารจัดการเครือข่ายให้กลับมามีประสิทธิภาพแล้ว ผู้บริหารทรู ยังได้ลงตรวจสอบสัญญาณร่วมกับทีมเน็ตเวิร์คและเยี่ยมลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงย้ำภารกิจเชิงรุกของทีมช่างทรูออนไลน์ ในการซ่อม เปลี่ยนอุปกรณ์โมเด็มให้ฟรีโดยไม่ต้องรอแจ้งให้กับทุกบ้านอย่างเร็วที่สุด ด้วยความตั้งใจที่ต้องการให้พี่น้องชาวใต้กลับมาเชื่อมต่อโลกออนไลน์และใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

    กรุ๊ปซีอีโอทรูลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟู 18 รร.คอนเน็กซ์อีดี-ชุมชน

    เยียวยา – บิ๊กคลีนนิ่ง – เติมพลังใจให้เพื่อนพนักงานทรู

    ผู้บริหารทรู ยังได้ลงพื้นที่พบปะและให้กำลังใจเพื่อนพนักงานทั้งทีมเน็ตเวิร์คและทีมภาค ที่ทุ่มเททำงานท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทาย พร้อมเยี่ยมเพื่อนพนักงานทรู ณ ทรูช้อป เซ็นทรัล หาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการให้บริการลูกค้า นอกจากนี้ ยังร่วมกิจกรรมจิตอาสา Big Cleaning ทำความสะอาดบ้านเรือน คืนสภาพที่อยู่อาศัยของพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รับฟังปัญหาและความต้องการของพนักงานอย่างใกล้ชิด เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือครอบคลุมหลายด้าน ทั้งการลาฉุกเฉินโดยไม่หักวันลา การสนับสนุนค่าที่พักชั่วคราว เงินช่วยซ่อมบ้านและยานพาหนะ รวมถึงสวัสดิการและประกันสุขภาพเพิ่มเติม พร้อมมอบ “ถุงกำลังใจ” ส่งความห่วงใยให้แก่เพื่อนพนักงานทุกคน

    กรุ๊ปซีอีโอทรูลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟู 18 รร.คอนเน็กซ์อีดี-ชุมชน

    นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงยืนเคียงข้างพี่น้องชาวหาดใหญ่ในทุกก้าวของการฟื้นฟู พร้อมสนับสนุนในทุกมิติที่สามารถช่วยได้อย่างเต็มกำลัง ภารกิจของทรู จึงไม่ได้มีเพียงทำให้เครือข่ายพร้อมกลับมาใช้งาน แต่ยังมุ่งเน้นการช่วยเหลือชุมชนอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะภาคการศึกษา ที่เร่งส่งมอบสื่อการเรียนการสอน คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กพร้อมใช้งาน ซ่อมแซมระบบอินเทอร์เน็ต และความช่วยเหลือที่จำเป็นต่อการเปิดเรียน ให้แก่โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี 18 แห่งผ่านความร่วมมือมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เพื่อให้คุณครูและนักเรียนสามารถกลับมาเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องอีกครั้ง รวมถึงความร่วมมือกับภาคประชาสังคมอย่างมูลนิธิกระจกเงา เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ร่วมกันฟื้นฟูและสร้างชุมชนให้กลับมาเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม และทรู จะยังคงทำหน้าที่เชื่อมต่อผู้คนและชุมชน ให้ทุกคนและทุกพื้นที่สามารถก้าวผ่านทุกความท้าทาย และเดินหน้าสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืนร่วมกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/734542&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q22l5qdSh4_NuLeFFS7Xr

  • MOU ทางวิชาการและจัดตั้งสภานักวิชาการมุสลิมแห่งประเทศไทย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    MOU ทางวิชาการและจัดตั้งสภานักวิชาการมุสลิมแห่งประเทศไทย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/111230&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GQ0wgyaUT3o3WbUTyi62m