Category: วัฒนธรรม

  • สจด. ร่วมพิธีวางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมพิธีวางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/118199/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3elTLrUJw_9t_Ibke1kBEf

  • นพดล เผยแนวโน้ม คงอยู่-ยกเลิก MOU2544 จ่อชงขอมติคณะกมธ.

    นพดล เผยแนวโน้ม คงอยู่-ยกเลิก MOU2544 จ่อชงขอมติคณะกมธ.

    วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.00 น.

    นพดล เผยแนวโน้ม คงอยู่-ยกเลิก MOU2544 จ่อชงขอมติคณะกมธ. ก่อนเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา ไม่เกิน 1 เดือน ชี้ MOU2544 ไม่มีความก้าวหน้า 

    เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 68 นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ว่าสำหรับ MOU2544 ศึกษาเรียบร้อยแล้ว ภายใน 1-2 สัปดาห์นับจากนี้จะขอมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ว่าจะให้ MOU2544 คงอยู่หรือไม่ อย่างไร ซึ่งข้อมูลที่ทางคณะกรรมาธิการได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วน ประกอบกับลงพื้นที่ที่จังหวัดตราด พบว่าสอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น 

    นายนพดล กล่าวอีกว่า ส่วน ความคืบหน้า MOU 2543  มีรายละเอียดพอสมควร ทั้งแนวชายแดน 7-8 จังหวัด ตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี จนถึงจังหวัดตราด ระยะทางรวมเกือบ 1000 กิโลเมตร รวมถึงมีความซับซ้อนเรื่องสันปันน้ำ แนวลำคลอง และหลักเขตต่างๆ โดยเฉพาะสันปันน้ำ เมื่อคศ.1907 ขณะนั้นไม่ได้มีการปักหลักเขต แต่ใช้แนวสันปันน้ำเป็นแนวเขตแดนแทน เมื่อเวลาผ่านไปร้อยกว่าปีก็เกิดความเปลี่ยนแปลงไป จึงต้องไปสำรวจให้ชัดเจน อีกทั้งยังมีข้อมูลจำนวนมากจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ทางคณะกรรมาธิการจึงจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อศึกษาอย่างละเอียด ไม่เกิน 1 เดือนว่า MOU 2543  ควรคงอยู่ ยกเลิก หรือแก้ไขปรับปรุงอย่างไร

    เมื่อถามถึงแนวโน้มผลการศึกษา MOU2544 เป็นอย่างไร นายนพดล เปิดเผยว่า จากที่กรรมาธิการอภิปรายหลายคน แต่ยังไม่ได้มีมติจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการ MOU2544 มีอายุ 24 ปี แต่ยังไม่ได้ดำเนินการขยับเขยื้อน ยังไม่ก้าวหน้า ผิดกับ MOU 2543  ซึ่งมีความคืบหน้าเกิน 60 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นจึงพิจารณาไม่ยากนัก จากนี้จะได้ขอมติจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการว่า MOU2544 ควรคงอยู่ต่อไปหรือไม่ เพราะ 24 ปีไม่คืบหน้า แสดงให้เห็นว่าอาจมีข้อผิดพลาดบางประการ ถ้าไม่มีปัญหาก็จะต้องมีคืบหน้าบ้าง ทั้งนี้ คาดว่าจะนำเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาภายใน 1 เดือนภายหลังเปิดสมัยประชุมรัฐสภา โดยจะพยายามนำผลการศึกษาทั้ง MOU2543 และ MOU2544  เสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา แต่หาก MOU2543 ไม่เสร็จ ก็จะนำเสนอผลการศึกษา MOU2544ก่อนเป็นลำดับแรก
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/932720&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XBYBYl8c0J1HJ342JthW_

  • การศึกษาสำคัญ ทรูเร่งฟื้นฟูโรงเรียนบ้านบางเเฟบ ให้เด็กกลับมาเรียนเร็วที่สุด

    การศึกษาสำคัญ ทรูเร่งฟื้นฟูโรงเรียนบ้านบางเเฟบ ให้เด็กกลับมาเรียนเร็วที่สุด

    ไนซ์ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 5 ธ.ค. 2568, 12:42 1

    ฟ้าหลังฝนสดใสเสมอ

    น้ำท่วมหาดใหญ่ เด็กๆที่โรงเรียนบ้านบางแฟบ ไปเรียนไม่ได้ ต้องหยุดเรียน และไม่รู้ว่าต้องกลับไปเรียนวันไหน … วันนี้ทรูมาเติมกำลังใจให้น้อง มอบอุปกรณ์การเรียน

    นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นำทีมคณะผู้บริหารและเพื่อนพนักงานลงพื้นที่ โรงเรียนบ้านบางเเฟ่บ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ดูสถานการณ์จริง หลังเกิดวิกฤตน้ำท่วมหนัก

    “เราจะทำอย่างไรให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติโดยเร็วที่สุด” คุณซิกเว่ เบรกเก้ กล่าว

    เเม้ว่า น้ำท่วมหนักจะผ่านไปเเล้ว
    เเต่ชาวบ้าน เด็กนักเรียนยังทุกข์
    เพราะ … โรงเรียนของหนูเสียหายหนัก

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาสูงสุด ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปี ทรูมุ่งมั่นนำศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัล มาร่วมขับเคลื่อนการศึกษาผ่านโครงการทรูปลูกปัญญา และความร่วมมือกับมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมให้แก่เยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีใน จ.สงขลา ซึ่งมี 18 แห่งอยู่ภายใต้การดูแลของทรู มีนักเรียนกว่า 3,500 คนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้

    ที่โรงเรียนบ้านบางแฟบ อ.หาดใหญ่ ได้รับความเสียหายหนักและต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน จึงเร่งดำเนินการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเรียนการสอน เช่น โนตบุ๊คพร้อมใช้ 50 เครื่อง โต๊ะโรงอาหาร ชุดนักเรียน อุปกรณ์กีฬา ให้กับโรงเรียนบ้านบางแฟบ พร้อมเตรียมส่งมอบสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลและอุปกรณ์การเรียนการสอนให้ครบทั้ง 18 โรงเรียน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ เพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถกลับเข้าสู่ห้องเรียนได้เร็วที่สุด !

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/news/3sypbbrz39ab&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sBDmIpeJs0WEgVmh6bEqB

  • ไม่ใช่น้ำ-ชา! กินขนมปังคู่กับ “เครื่องดื่ม 1 ชนิด” วิจัยชี้ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ถึง 30%

    ไม่ใช่น้ำ-ชา! กินขนมปังคู่กับ “เครื่องดื่ม 1 ชนิด” วิจัยชี้ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ถึง 30%

    กินขนมปังคู่กับ “เครื่องดื่ม 1 ชนิด” ผลวิจัยชี้ ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ถึง 30% ดีกว่าการดื่มน้ำเปล่าหรือชา

    ขนมปังเป็นอาหารที่สะดวกและอร่อย แต่ก็เป็นสาเหตุที่หลายคนกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือด

    โดย นพ.เกา ฮ่าวอวี่ แพทย์แผนจีน ได้แชร์ผลการศึกษาบนช่อง YouTube ของเขา “Dr. Daniel Kao 高醫師說 X 好康中醫” ซึ่งพบว่า หากรับประทานขนมปังร่วมกับน้ำมะนาว 250 มิลลิลิตร จะสามารถช่วยลดการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    Maria Fernanda Perez

    ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเทียบกับการดื่มน้ำหรือชาแดง การดื่มน้ำมะนาวสามารถลดระดับน้ำตาลสูงสุดหลังอาหารได้ถึง 30% และยังช่วยยืดเวลาที่น้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นออกไปประมาณ 35 นาที ทำให้ร่างกายมีเวลาในการตอบสนองมากขึ้นและสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้อย่างมั่นคง

    ในการวิจัยนี้ ได้มีการเชิญผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีมาร่วมทดลอง โดยให้ทุกคนทานขนมปัง 100 กรัม และดื่มน้ำ, ชาแดง หรือ น้ำมะนาว ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า กลุ่มที่ดื่มน้ำมะนาวมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงสุดที่ต่ำกว่าและมีเวลาที่น้ำตาลจะเพิ่มขึ้นช้ากว่า

    beytlik

    ทำไมการดื่มน้ำมะนาวถึงได้ผล?

    นพ.เกา กล่าวว่า ความสำคัญของน้ำมะนาวอาจมาจากคุณสมบัติของกรดในน้ำมะนาว ที่สามารถยับยั้งเอนไซม์ “α-amylase” ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยแป้งและคาร์โบไฮเดรต ทำให้กระบวนการย่อยอาหารช้าลงและลดการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลในเลือด

    เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากน้ำมะนาวแล้ว อาหารรสเปรี้ยวอื่นๆ ที่พบในชีวิตประจำวัน เช่น ลูกพลับจีน หรือ ผลไม้จีนบางชนิด ก็อาจมีผลในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยมักจะถูกใช้ในชาเพื่อช่วยเสริมความสมดุลของร่างกายและการควบคุมระดับน้ำตาล

    1. ETtoday

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.sanook.com/9860646/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36YTPN__I-EM2kAF4GBR6x

  • การศึกษาทางไกล น้ำพระทัยจากฟ้า สู่รากฐานความรู้ของไทย

    การศึกษาทางไกล น้ำพระทัยจากฟ้า สู่รากฐานความรู้ของไทย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/article/articles-analysis/114956&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Im-4ToMdDtrWm9os6QNX6

  • 3แนวคิดพ่อดีเด่นแห่งชาติ ‘ปู่จิ้น’ ใช้ ‘คุณธรรมนำชีวิต’ เป็นรากฐานสำคัญทำให้ลูกเติบโตเป็นคนดี

    3แนวคิดพ่อดีเด่นแห่งชาติ ‘ปู่จิ้น’ ใช้ ‘คุณธรรมนำชีวิต’ เป็นรากฐานสำคัญทำให้ลูกเติบโตเป็นคนดี

    เปิด 3 แนวคิดพ่อดีเด่นแห่งชาติ 2568 ‘ชลิต’ เผยหัวใจสำคัญในการเลี้ยงดูบุตร เน้นการวางรากฐานทางคุณธรรมให้มั่นคง สอนให้เป็นคนดีที่พัฒนาตัวเองได้เสมอ ‘ชวรัตน์’ ใช้ ‘คุณธรรมนำชีวิต’เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ลูกเติบโตเป็นคนดีและมีคุณภาพต่อสังคม ‘พชร’ ระบุ การศึกษาคือมรดกล้ำค่าที่สุด การมอบความรัก ความอบอุ่น และการอบรมเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม เพื่อให้บุตรเติบโตเป็นคนดี

    5 ธ.ค. 2568 – นางวราภัสร์ พรรณไพรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา เปิดเผยความคืบหน้าในการมอบรางวัล “พ่อดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568” ซึ่งเตรียมจัดพิธีมอบรางวัลในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 นี้ โดยมุ่งเน้นเพื่อเป็นการเผยแพร่ หลักการเป็นพ่อที่ดี ที่สร้างพลเมืองคุณภาพและเป็นแบบอย่างแก่สังคม โดยคณะกรรมการจัดงานฯ มุ่งหวังให้แนวคิดเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจ ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวไทยตามรอยเบื้อง พระยุคลบาทของในหลวง รัชกาลที่ 9

    พล.อ.อ. ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี กล่าวว่า หัวใจสำคัญในการเลี้ยงดูบุตรคือ การสร้าง “คนดี” ที่พัฒนาตัวเอง ได้เสมอ โดยการเป็นพ่อที่เน้นการวางรากฐานทางคุณธรรมให้มั่นคง โดยถือว่าความดีเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดที่เด็กควรมี : สำหรับผม บทบาทของความเป็นพ่อคือการวางรากฐานชีวิตให้บุตรหลานเติบโตเป็น ‘คนดี’ ที่มีทั้งความรู้ ความสามารถ และความรับผิดชอบต่อสังคม ผมเชื่อว่าความดีเป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุดที่เด็กควรมี ผมจึงพยายามปลูกฝังคุณธรรมตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ เช่น การรู้จักขอบคุณ การแบ่งปัน ไปจนถึงเรื่องใหญ่ เช่น ความซื่อสัตย์ การรักษาวินัย และการยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง”

    พล.อ.อ ชลิต ได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายในการเลี้ยงดูว่าต้องการความดีและความยั่งยืน: “ผมสอนเขาว่าไม่ได้ต้องการให้เขาเป็นคนเก่งที่สุด แต่ต้องการให้เขาเป็น คนดีที่พัฒนาตัวเองได้เสมอ เพราะคนที่รู้จักพัฒนาและปรับปรุงตัวเอง คือคนที่สามารถสร้างอนาคตที่มั่นคงได้ ผมเชื่อว่าสิ่งนี้สำคัญกว่าความสำเร็จชั่วคราวใด ๆ”

    “ในเรื่องการเป็นแบบอย่าง ผมพยายามดำเนินชีวิตอย่างตรงไปตรงมา ไม่โกง ไม่เอาเปรียบใคร เพื่อให้ลูกเห็นว่าการเป็นคนดีเริ่มต้นจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำให้เป็นนิสัยในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ผมให้ความสำคัญกับความรัก ความอบอุ่น และความมั่นคง เราพูดคุยกันเสมอ ไม่ว่าจะเรื่องปัญหา ความรู้สึก หรือเรื่องราวในแต่ละวัน ผมเปิดพื้นที่ให้ลูก ได้คิด ได้ลอง และได้เรียนรู้จากความผิดพลาด” พล.อ.อ. ชลิต กล่าว

    นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้ก่อตั้ง บริษัทซิโน – ไท และบิดาของนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการในการเลี้ยงดูบุตร คือ การใช้ “คุณธรรมนำชีวิต” เพราะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ลูกเติบโตเป็นคนดีและมีคุณภาพต่อสังคม: “สำหรับผมนั้น บทบาทของความเป็นพ่อคือการเป็นทั้งผู้ให้ ผู้ปกป้อง และผู้ชี้นำทางชีวิตแก่บุตรหลาน และการเป็นแบบอย่างที่ดี รวมทั้งได้กล่าวเน้นย้ำถึงหลักการสำคัญในการอบรมเลี้ยงดูบุตรหลาน เพราะผมเชื่อว่าคุณธรรมเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เด็กเติบโตเป็นคนดีและมีคุณภาพ… ผมจึงพยายามปลูกฝังความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน และรับผิดชอบให้กับลูกผ่าน การปฏิบัติจริง มากกว่าการสอนด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว”

    นายชวรัตน์ ยังกล่าวต่ออีกว่า การส่งเสริมให้บุตรมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง: ผมมักบอกลูกเสมอว่า ‘คนที่เก่งกว่าเราในวันนี้ ก็คือเราในวันพรุ่งนี้’ เพื่อให้เขารู้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดเริ่มต้นจากตัวเอง และเห็นว่าความสำเร็จเกิดจากความเพียรและความตั้งใจ ไม่ใช่เพียงพรสวรรค์หรือโชคชะตา” ในด้านการเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการเป็นผู้นำ

    นายชวรัตน์ระบุว่า: “ในชีวิตประจำวัน ผมพยายามทำหน้าที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็น ทั้งการพูดจา การทำงาน และความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง ผมจึงตั้งใจทำทุกอย่างด้วยความจริงใจและโปร่งใส เพื่อให้เขาเห็นว่า ‘การทำดีไม่ต้องให้ใครเห็น แต่ผลของความดีจะปรากฏเสมอ’”

    นายพชร ยุติธรรมดำรง อดีตอัยการสูงสุด – กล่าวว่า “การศึกษาคือมรดกล้ำค่าที่สุด” โดยเปิดเผยถึงหลักการสำคัญในการดูแลบุตรสาวทั้ง 3 คน และในบทบาทของความเป็นพ่อ นับตั้งแต่เมื่อผมได้สมรสและมีครอบครัว ผมให้ความสำคัญกับการมอบความรัก ความอบอุ่น และการอบรมเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม เพื่อให้บุตรเติบโตเป็นคนดี สามารถยืนหยัดด้วยตนเอง และเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวในอนาคต

    นายพชร ยังกล่าวเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการที่ภรรยาของท่านเป็นถึงอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา: “ผมและภรรยาให้ความสำคัญกับการศึกษาของบุตรเป็นอย่างยิ่ง… ผมจึงเชื่อมั่นว่า การศึกษาเป็นมรดกที่ล้ำค่าที่สุด ที่จะติดตัวบุตรไปตลอดชีวิต และเป็นพื้นฐานในการดำรงตนอย่างมั่นคงในภายภาคหน้า”ปัจจุบันบุตรสาวทั้ง 3 คนต่างประสบความสำเร็จอย่างสูงในการศึกษาและสร้างครอบครัวที่มั่นคงแล้ว

    นายพชร ทิ้งท้ายถึงผลลัพธ์ที่ส่งผลต่อสังคม: “ผมเห็นว่า สถาบันครอบครัวถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ครอบครัวถือเป็นจุดเริ่มต้นของสังคม หากเราสร้างครอบครัวได้ดี และเป็นแบบอย่างที่ดีของบุตรหลาน สังคมก็จะเรียบร้อยและน่าอยู่ หากคนไทยมีความคิดเช่นเดียวกันนี้ ความแตกแยกในครอบครัว และความวุ่นวายในสังคมหรือบ้านเมืองของเราก็จะไม่มี หรือมีน้อยที่สุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/909219/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u99NZkSuXv91m2JWIcMn4

  • กรุ๊ปซีอีโอทรู นำทีมลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟู 18 รร.คอนเน็กซ์อีดี-ชุมชน ลุยบิ๊กคลีนนิ่ง ย้ำเน็ตเวิร์คต้องดีที่สุด คืนรอยยิ้มนักเรียน พี่น้องชาวใต้ ให้กลับมาใช้ชีวิตปกติ

    กรุ๊ปซีอีโอทรู นำทีมลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟู 18 รร.คอนเน็กซ์อีดี-ชุมชน ลุยบิ๊กคลีนนิ่ง ย้ำเน็ตเวิร์คต้องดีที่สุด คืนรอยยิ้มนักเรียน พี่น้องชาวใต้ ให้กลับมาใช้ชีวิตปกติ

    วันนี้, 10:34น.

              จ.สงขลา 4 ธันวาคม 2568 – ในช่วงเวลาที่หาดใหญ่ต้องเผชิญ “ฝนตกหนักที่สุดในรอบ 300 ปี” ทำให้เกิดวิกฤตน้ำท่วม จนส่งผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่ และโครงสร้างพื้นฐานทั่วทั้งภูมิภาค ทรู คอร์ปอเรชั่น เทคคอมปานีไทย ยังคงยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องผู้ประสบภัยภาคใต้ เพื่อก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน ล่าสุด นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นำทีมคณะผู้บริหารและเพื่อนพนักงานลงพื้นที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์จริง และรับฟังความต้องการจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุด และตอบโจทย์คำถามสำคัญว่า “เราจะทำอย่างไรให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติโดยเร็วที่สุด”

     สานน้ำใจ ฟื้นฟู 18 โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี-ทรู จ.สงขลา ในวันที่มหาอุทกภัยสร้างความเสียหายอย่างหนักทั่วภาคใต้ “ภาคการศึกษา” ยังคงเป็นภารกิจที่ทรู คอร์ปอเรชั่น ให้ความสำคัญสูงสุด ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปี ทรู มุ่งมั่นนำศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัล มาร่วมขับเคลื่อนการศึกษาผ่านโครงการทรูปลูกปัญญา และความร่วมมือกับมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมให้แก่เยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีในจ.สงขลา ซึ่งมี 18 แห่งอยู่ภายใต้การดูแลของทรู มีนักเรียนกว่า 3,500 คนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้

              ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประสานกับ ICT Talent และคนในพื้นที่เพื่อสำรวจข้อมูลความเสียหาย และเมื่อพบว่าโรงเรียนบ้านบางแฟบ อ.หาดใหญ่ และโรงเรียนบ้านหาร อ.บางกล่ำ ได้รับความเสียหายหนักและต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน จึงเร่งดำเนินการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเรียนการสอน ทั้งคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กพร้อมใช้ 50 เครื่อง โต๊ะโรงอาหาร ชุดนักเรียน อุปกรณ์กีฬา ให้แก่โรงเรียนบ้านบางแฟบ พร้อมเตรียมส่งมอบสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลและอุปกรณ์การเรียนการสอนให้ครบทั้ง 18 โรงเรียน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ เพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถกลับเข้าสู่ห้องเรียนได้เร็วที่สุด

    สานต่อความร่วมมือมูลนิธิกระจกเงา ช่วยเหลือชุมชนพี่น้องภาคใต้

         ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าภารกิจช่วยเหลือชุมชนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ ได้เข้าพบมูลนิธิกระจกเงา โดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา พร้อมด้วยนายเอกลักษณ์ หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย ณ ศูนย์ปฏิบัติการของมูลนิธิฯ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด รับฟังภาพรวมการทำงานในพื้นที่ ความท้าทายที่ยังต้องเร่งจัดการ ตลอดจนร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อพิจารณาแนวทางสนับสนุนภารกิจฟื้นฟูให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การหารือครั้งนี้ ยังเป็นการต่อยอดจากความร่วมมือก่อนหน้า ที่ทรูและมูลนิธิกระจกเงา ได้ร่วมกันเชิญชวนพนักงานบริจาคพาวเวอร์แบงก์ที่ชาร์จเต็ม 100% เสื้อผ้า ชุดชั้นใน และของใช้จำเป็น เพื่อส่งต่อไปยังผู้ประสบภัยในหาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน

    กำชับเน็ตเวิร์ค ตรวจสอบสัญญาณเต็มที่เพื่อลูกค้าคนสำคัญ

         ทรู ให้ความสำคัญกับการดูแลเครือข่ายสัญญาณในช่วงเวลาวิกฤต เพื่อให้ทุกการประสานงานขอความช่วยเหลือและการเข้าถึงบริการฉุกเฉินเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย นอกจากเฝ้าระวัง และบริหารจัดการเครือข่ายให้กลับมามีประสิทธิภาพแล้ว ผู้บริหารทรู ยังได้ลงตรวจสอบสัญญาณร่วมกับทีมเน็ตเวิร์คและเยี่ยมลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงย้ำภารกิจเชิงรุกของทีมช่างทรูออนไลน์ ในการซ่อม เปลี่ยนอุปกรณ์โมเด็มให้ฟรีโดยไม่ต้องรอแจ้งให้กับทุกบ้านอย่างเร็วที่สุด ด้วยความตั้งใจที่ต้องการให้พี่น้องชาวใต้กลับมาเชื่อมต่อโลกออนไลน์และใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

    เยียวยา – บิ๊กคลีนนิ่ง – เติมพลังใจให้เพื่อนพนักงานทรูผู้บริหารทรู ยังได้ลงพื้นที่พบปะและให้กำลังใจเพื่อนพนักงานทั้งทีมเน็ตเวิร์คและทีมภาค ที่ทุ่มเททำงานท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทาย พร้อมเยี่ยมเพื่อนพนักงานทรู ณ ทรูช้อป เซ็นทรัล หาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการให้บริการลูกค้า นอกจากนี้ ยังร่วมกิจกรรมจิตอาสา Big Cleaning ทำความสะอาดบ้านเรือน คืนสภาพที่อยู่อาศัยของพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รับฟังปัญหาและความต้องการของพนักงานอย่างใกล้ชิด เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือครอบคลุมหลายด้าน ทั้งการลาฉุกเฉินโดยไม่หักวันลา การสนับสนุนค่าที่พักชั่วคราว เงินช่วยซ่อมบ้านและยานพาหนะ รวมถึงสวัสดิการและประกันสุขภาพเพิ่มเติม พร้อมมอบ “ถุงกำลังใจ” ส่งความห่วงใยให้แก่เพื่อนพนักงานทุกคน

              นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงยืนเคียงข้างพี่น้องชาวหาดใหญ่ในทุกก้าวของการฟื้นฟู พร้อมสนับสนุนในทุกมิติที่สามารถช่วยได้อย่างเต็มกำลัง ภารกิจของทรู จึงไม่ได้มีเพียงทำให้เครือข่ายพร้อมกลับมาใช้งาน แต่ยังมุ่งเน้นการช่วยเหลือชุมชนอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะภาคการศึกษา ที่เร่งส่งมอบสื่อการเรียนการสอน คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กพร้อมใช้งาน ซ่อมแซมระบบอินเทอร์เน็ต และความช่วยเหลือที่จำเป็นต่อการเปิดเรียน ให้แก่โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี 18 แห่งผ่านความร่วมมือมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เพื่อให้คุณครูและนักเรียนสามารถกลับมาเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องอีกครั้ง รวมถึงความร่วมมือกับภาคประชาสังคมอย่างมูลนิธิกระจกเงา เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ร่วมกันฟื้นฟูและสร้างชุมชนให้กลับมาเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม และทรู จะยังคงทำหน้าที่เชื่อมต่อผู้คนและชุมชน ให้ทุกคนและทุกพื้นที่สามารถก้าวผ่านทุกความท้าทาย และเดินหน้าสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืนร่วมกัน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/157176&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uKy8OjuR0mDPEjfJmZFPy

  • GDP ไนจีเรียเติบโต 3.98% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568

    GDP ไนจีเรียเติบโต 3.98% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568

    ตามรายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศฉบับล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติเผยว่าเศรษฐกิจไนจีเรียเติบโต 3.98% ในไตรมาสที่สามของปี 2568 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจาก 3.86% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวแบบผสมผสานในภาคส่วนสำคัญๆ โดยภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมมีการเติบโตที่แท้จริงที่แข็งแกร่งขึ้น ขณะที่ภาคบริการยังคงครองส่วนแบ่งตลาดหลักในผลผลิตโดยรวม 

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มูลค่าที่แท้จริงในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 อยู่ที่ 57.03 ล้านล้านไนรา เพิ่มขึ้นจาก 54.85 ล้านล้านไนราในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ผลผลิตทางเศรษฐกิจโดยรวมเพิ่มขึ้น 18.12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 113.59 ล้านล้านไนรา เทียบกับ 96.16 ล้านล้านไนราในไตรมาสที่ 3 ปี 2567 ภาคบริการมีสัดส่วนมากที่สุดที่ 53.02% รองลงมาคือภาคเกษตรกรรมที่ 31.21% 

    สำนักงานสถิติแห่งชาติ (NBS) ระบุว่าเศรษฐกิจยังคงขยายตัวในระดับปานกลาง แม้จะมีข้อจำกัดบางประการ โดยเน้นย้ำถึงกิจกรรมที่แข็งแกร่งขึ้นในด้านการผลิตพืชผล โทรคมนาคม อสังหาริมทรัพย์ การค้า และบริการทางการเงิน ในขณะที่ภาคน้ำมันมีอัตราการเติบโตที่แท้จริงอยู่ที่ 5.84% เพิ่มขึ้นจาก 5.66% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2567 การผลิตน้ำมันดิบเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 1.64 ล้านบาร์เรลต่อวัน จาก 1.47 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีก่อนหน้า แม้ว่าจะต่ำกว่า 1.68 ล้านบาร์เรลต่อวันที่บันทึกไว้ในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ภาคส่วนนี้หดตัวลง 5.53% สัดส่วนต่อ GDP ที่แท้จริงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 3.44% จาก 3.38% ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 ในทางตรงกันข้าม ภาคส่วนที่ไม่ใช่น้ำมันขยายตัว 3.91% ซึ่งสูงกว่าทั้งไตรมาสที่ 3 ปี 2567 (3.79%) และไตรมาสที่ 2 ปี 2568 (3.64%) ภาคเกษตรกรรมขยายตัว 3.79% ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 2.55% ในปีก่อนหน้า

    ในส่วนของผลผลิตทางการเกษตรยังคงเป็นส่วนสำคัญ คิดเป็นเกือบสองในสามของมูลค่าที่แท้จริงของภาคส่วนนี้ การเติบโตของภาคการผลิตชะลอตัวลงเหลือ 1.25% ในแง่ของมูลค่าที่แท้จริง ลดลงเล็กน้อยจาก 1.74% ในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ภาคการก่อสร้างเติบโต 5.57% ในแง่ของมูลค่าที่แท้จริง แม้ว่าจะเป็นการลดลงเล็กน้อยจาก 6.80% ภาคการค้า ซึ่งยังคงเป็นศูนย์กลางของการบริโภคภาคครัวเรือนและกิจกรรมค้าปลีก มีอัตราการเติบโตที่แท้จริงอยู่ที่ 1.98% ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจาก 1.69% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2567 โดยภาคส่วนนี้คิดเป็น 16.42% ของผลผลิตทั้งหมด บริการสารสนเทศและการสื่อสารยังคงเติบโตเหนือกว่ากิจกรรมหลักส่วนใหญ่ โทรคมนาคมและบริการสารสนเทศผลักดันอัตราการเติบโตที่แท้จริงสำหรับภาค ICT โดยรวมที่ 5.78%

    ในขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ มีอัตราการเติบโตดีที่สุด เพิ่มขึ้น 89.34% เมื่อเทียบเป็นรายปี แม้ว่าการเติบโตที่แท้จริงจะอยู่ในระดับปานกลางที่ 3.50% บริการทางการเงินและประกันภัยเติบโตอย่างรวดเร็วในแง่ของมูลค่าที่แท้จริงที่ 19.63% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้นของสถาบันการเงิน บริการด้านสุขภาพและสังคมของมนุษย์ชะลอตัวลงเหลือ 2.89% ในแง่ของมูลค่าที่แท้จริง ลดลงจาก 3.79% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2567 การศึกษาเติบโต 2.51% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า การบริหารภาครัฐมีการเติบโตที่แท้จริงที่ 2.12% ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า 

    ก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคม 2568 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของไนจีเรีย โดยคาดการณ์ว่า GDP จะขยายตัว 3.9% ในปี 2568 ซึ่งเป็นการเติบโตที่คาดการณ์จากการผลิตน้ำมันที่สูงขึ้น

    ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ จากรายงานแสดงให้เห็นว่าแม้ว่าไนจีเรียจะมีผลเชิงบวกในเกือบทุกภาคส่วน แต่อัตราการเติบโตยังคงไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากความผันผวนของภาคน้ำมัน การผลิตที่ซบเซา และผลประกอบการรายไตรมาสที่อ่อนแอลงในหลายกิจกรรม อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) การเงิน เกษตรกรรม และการค้า ช่วยรักษาเสถียรภาพของผลผลิตโดยรวม ดังนั้น นักลงทุนต้องให้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงรวมถึงความผันผวนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง 

    เครดิตภาพและที่มาข่าว https://punchng.com

    ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงอาบูจา

    ธันวาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/tpjiz8fm50bp9tuip3cr50fn&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FOJmEwNfK6KZ5ReSs80AU

  • พระมหากษัตริย์ผู้ครองใจปวงชนชาวไทย ทุกข์สุขของราษฎร คือทุกข์สุขของพ่อแห่งแผ่นดิน

    พระมหากษัตริย์ผู้ครองใจปวงชนชาวไทย ทุกข์สุขของราษฎร คือทุกข์สุขของพ่อแห่งแผ่นดิน

    “ที่ของข้าพเจ้าในโลกนี้ ก็คือการได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของข้าพเจ้า นั่นคือคนไทยทั้งปวง”…พระราช ดำรัสดังกล่าวของ “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  บรมนาถบพิตร” สะท้อนได้ดีถึงความเป็น “พระมหากษัตริย์ผู้ครองใจปวงชน” ความสุขของพระองค์หาใช่การประทับอยู่ในพระราชวังใหญ่โตโอ่อ่า รายล้อมด้วยข้าราชบริพาร หากแต่ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้คือการได้อยู่ท่ามกลางประชาชน

    นับเป็นภาพคุ้นชินตาของคนไทย ยามที่เห็นพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมเยือนประชาชนเพร้อมกล้องและแผนที่คู่พระราชหฤทัย เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของพสกนิกรให้อยู่ดีกินดีขึ้น ทรงเข้าถึงพื้นที่ทุกตารางนิ้วของประเทศ แม้แต่บนยอดดอยสูง หรือกระทั่งถิ่นทุรกันดารที่รถยนต์เข้าไม่ถึง เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรของพระองค์ ตลอดจนช่วยเหลือประชาชนให้สามารถพึ่งตนเองได้ ซึ่งถือเป็นการพัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืนแท้จริง

    “การเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้น ต้องเป็นตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีเวลาหยุดได้” ตลอดระยะเวลายาวนานกว่า 7 ทศวรรษ นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองแผ่นดิน “พระบาทสมเด็จ พระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” ได้ทรงงานอย่างหนักและตรากตรำพระวรกายมายาวนาน เพื่อต่อสู้กับความยากจน และสร้างความอยู่ดีมีสุขแก่พสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ โดยได้พระราชทานพระราชดำริและโครงการพัฒนาไว้มากกว่า 4,350 โครงการ เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดี กินดี มีสุขภาพอนามัยแข็งแรง มีการศึกษา มีอาชีพมั่นคง และดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี นับเป็นการวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนให้ปวงชนชาวไทย

    “…เวลานี้เราทุกคนมีภาระสำคัญรออยู่ ที่จะต้องร่วมมือกันเสริมสร้างความเป็นปกติเรียบร้อยให้แก่บ้านเมือง เพื่อให้ประชาราษฎร์ ชาติภูมิมีความ ผาสุกสงบ ภาระทั้งนี้มิใช่หน้าที่ของบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะหากเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกฝ่ายทุกคนที่จะต้องร่วมกันคิด ร่วมกันทำให้พรักพร้อม และสอดคล้องเกื้อกูลกัน โดยมีจุดมุ่งหมายและอุดมคติร่วมกัน ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอให้ท่านทั้งหลาย ในมหาสมาคมนี้ ตลอดจนประชาชนทุกหมู่เหล่า ทำความคิดจิตใจให้หนักแน่นแน่วแน่ และเที่ยงตรงเสมอเหมือนกัน ที่จะร่วมมือร่วมคิดกันให้เต็มกำลังความสามารถและสติปัญญา ด้วยความสุจริตบริสุทธิ์ใจ และด้วยความสามัคคี ปรองดอง โดยยึดเอาประโยชน์ยั่งยืนยิ่งใหญ่ คือความมั่นคงผาสุกของบ้านเมืองเป็นเป้าหมายสูงสุด…” พระราชดำรัสดังกล่าวของ “พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” ในการเสด็จออกมหาสมาคม งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2547 ตอกย้ำถึงพระราชปณิธานแน่วแน่ในการทุ่มเททรงงานหนักอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อประชาชนของพระองค์ โดยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ได้เสด็จฯไปทรงงานพัฒนาราษฎรทั่วทุกถิ่นของประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ถิ่นทุรกันดารห่างไกลความเจริญ ทรงวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการพระราชทาน “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวทางปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับ

    ในบรรดาพระราชกรณียกิจและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,350 โครงการ ที่ล้วนเป็นการทรงงานเพื่อมุ่งประโยชน์สุขแก่ประชาชนและประเทศชาติ ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการพัฒนาดิน และการเกษตรไทย ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ

    ทุกครั้งที่เสด็จออกพัฒนาพื้นที่ชนบทห่างไกลความเจริญ และถิ่นทุรกันดาร จะทรงเน้นย้ำว่า ต้องไปทอดพระเนตรให้เห็นพื้นที่จริงๆ ต้องรู้เสียก่อนว่าพื้นที่นั้นในด้านภูมิศาสตร์และภูมิสังคมเป็นอย่างไร การเสด็จฯด้วยพระองค์เองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก จะได้มีความรู้ลึกรู้จริงเกี่ยวกับพื้นที่นั้น และพระราชทานความช่วยเหลือได้ตรงกับความต้องการของประชาชน

    “พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” ทรงสนพระราชหฤทัยและศึกษาปรากฏการณ์ของธรรมชาติ ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงมองและเข้าใจถึงความจริงในทฤษฎีความสมดุลของธรรมชาติ อันได้แก่ ป่าไม้ น้ำ ดิน และสิ่งมีชีวิต ซึ่งพึ่งพิงกันอย่างมีปฏิสัมพันธ์และเชื่อมโยงด้วยวิถีทางธรรมชาติอย่างเป็นวัฏจักรดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า

    “…อาจมีบางคนเข้าใจว่าทำไมจึงสนใจเรื่องชลประทาน หรือเรื่องป่าไม้ จำได้เมื่ออายุ 10 ขวบ ที่โรงเรียนมีครูคนหนึ่ง ซึ่งเดี๋ยวนี้ตายไปแล้ว สอนเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องการอนุรักษ์ดิน แล้วให้เขียนว่าภูเขาต้องมีป่าไม้อย่างนั้น เม็ดฝนลงมาแล้วจะชะดินลงมาเร็ว ทำให้ไหลตามน้ำไปทำความเสียหาย ดินหมดจากภูเขาเพราะไหลตามสายน้ำไป ก็เป็นหลักของป่าไม้เรื่องการอนุรักษ์และเป็นหลักของชลประทานที่ว่า ถ้าเราไม่รักษาป่าไม้ข้างบน จะทำให้เดือดร้อนตลอด ตั้งแต่ดินบนภูเขาจะหมดไป กระทั่งการที่จะมีตะกอนลงมาในเขื่อน มีตะกอนลงมาในแม่น้ำ จะทำให้น้ำท่วม เรียนเรื่องนี้มาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ…”

     พระราชกรณียกิจทุกๆด้านนั้น ทรงระมัดระวังมิให้เป็นการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีสภาพดีขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าพระราชกรณียกิจและโครงการพระราชดำริด้านต่างๆล้วนแล้วแต่ส่งเสริมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น โดยเฉพาะการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ แหล่งน้ำ และฟื้นฟูสภาพดิน ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยเป็นพิเศษ จนทำให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนน้อมนำเอาแนวพระราชดำริไปปฏิบัติตามจนเกิดผลประโยชน์มากมายทั่วประเทศ

    และเนื่องจากประเทศไทยมีรากฐานจากสังคมเกษตรกรรม “พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” จึงทรงริเริ่มโครงการต่างๆด้านการพัฒนาเกษตรขึ้นมากมายอย่างต่อเนื่อง โดยจะทรงเน้นแก้ปัญหาของเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ และแบ่งปันการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติจนชั่วลูกชั่วหลาน ขณะเดียวกัน ยังเน้นการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทางเกษตร ทั้งค้นคว้า ทดลอง และวิจัยหาพันธุ์พืชใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจ หรือพืชเพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน ทรงให้ความสำคัญกับ “ดิน” เป็นพิเศษ ด้วยทรงเห็นว่าดินเป็นปัจจัยพื้นฐานเช่นเดียวกับน้ำ ทรงริเริ่มโครงการพัฒนาที่ดินเมื่อปี 2511 เพื่อพลิกผืนดินที่แห้งแล้งให้กลับมาอุดมสมบูรณ์

    การได้ใกล้ชิดกับประชาชน รู้จักกับพสกนิกรของพระองค์ รู้จักกับแผ่นดินของพระองค์ในทุกตารางนิ้ว ด้วยก้าวพระบาททั้งสองที่ลงสำรวจไปทั่วทุกอาณาเขตในราชอาณาจักรไทย คือความสุขของ “พ่อ” ความสุขที่ได้เห็นความอิ่มท้องของ “ราษฎร” ความสุขที่ได้วางรากฐานการพัฒนาประเทศให้เป็นไปอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างเสถียรภาพของบ้านเมือง

    คนไทยทุกคนเกิดมาพร้อมกับหัวใจของ “ลูก” ที่รัก “พ่อ” และจะรัก “พ่อ” ตลอดไปมิเสื่อมคลาย ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ร้อยปี “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” ก็ไม่ทรงละทิ้งประชาชน พระองค์จะยังคงสถิตกลางใจราษฎร์ตราบชั่วนิรันดร์ ในฐานะ “พ่อหลวง” ผู้เป็นที่เคารพรักเทิดทูนยิ่งของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ.

    ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/royal/2899761&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b55ZtjPZaf06sxfXybqEc

  • ‘กฟผ.’ อัดงบ 2.2 หมื่นล้านรุกปรับปรุงระบบส่งไฟ-รักษาเสถียรภาพโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

    ‘กฟผ.’ อัดงบ 2.2 หมื่นล้านรุกปรับปรุงระบบส่งไฟ-รักษาเสถียรภาพโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

    นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงาน และแนวทางการบริหารงาน หลังเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ.คนที่ 17 ว่า ปี 2569 มีแผนลงทุนกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย

    • โครงการก่อสร้างและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าประมาณ 13,000 ล้านบาท 
    • งานปรับปรุงและบำรุงรักษาเสถียรภาพโรงไฟฟ้าแม่เมาะ 9,200 ล้านบาท

    โดยจะเร่งผลักดันโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังการผลิต 1,638 เมกะวัตต์ 

    ‘กฟผ.’ อัดงบ 2.2 หมื่นล้านรุกปรับปรุงระบบส่งไฟ-รักษาเสถียรภาพโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

    นอกจากนี้ ยังศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงระบบเชื้อเพลิงผสมไฮโดรเจน ของไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมรวมทั้งสิ้น 6 โรงไฟฟ้า ตั้งเป้าหมายการนำไฮโดรเจนมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าร่วมกับก๊าซธรรมชาติในสัดส่วน 5% ได้แก่ 

    โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าวังน้อย โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าน้ำพอง และโรงไฟฟ้าจะนะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการรายงานผลการศึกษา ข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าต่อคณะกรรมการ กฟผ. การศึกษาและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและแอมโมเนียบนพื้นพื้นที่ศักยภาพ

    ขณะเดียวกัน ยังผลักดันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ (SMR) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ความมั่นคงของระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาด มีต้นทุนที่แข่งขันได้สอดรับกับความต้องการของนักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มีเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้นเป็นปี 2593

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/645769&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Wfnke7eQNiiZrZo1yqa9I