Category: วัฒนธรรม

  • ยังไม่พบนักการเมือง-ผู้สมัคร สส. เอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา

    ยังไม่พบนักการเมือง-ผู้สมัคร สส. เอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา

    รมว.ยุติธรรม-ตร.ไซเบอร์ ร่วมป้องปราบทุนเทาสนับสนุนนักการเมืองช่วงเลือกตั้ง 69 ยืนยันยังไม่พบว่ามีนักการเมืองคนใด หรือพรรคการเมืองไหนเข้าไปเกี่ยวข้องเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา พร้อมตรวจสอบนักการเมืองทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียม

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 มกราคม 2569 ที่ห้องประชุม กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์-เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ร่วมประชุมการปฏิบัติการเชิงรุกการป้องปราบทุนเทาสนับสนุนนักการเมืองช่วงการเลือกตั้ง สส. 69 ยันตรวจสอบทุกพรรคเท่าเทียมกัน

    พล.ต.ท.รุทธพล เปิดเผยว่าวันนี้เป็นการประชุม และติดตามผลปฏิบัติการต่างๆ ทั้งคดีทั่วไป และคดีที่เป็นเป้าหมายสำคัญ รวมถึงให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานทุกคน ซึ่งในช่วงที่ใกล้การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยมากที่สุด คือเรื่องของสแกมเมอร์ และการพนันออนไลน์ที่สร้างปัญหาให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก รวมถึงในวันนี้ได้มีการพูดคุยและให้นักนโยบายพิเศษ เนื่องจากช่วงนี้ใกล้การเลือกตั้งจึงมีการกำชับให้ดูแลในเรื่องของเงินเทา และให้ทางตำรวจไซเบอร์ติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ผู้สมัคร สส. เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเงินเทา เนื่องจากผู้สมัคร สส. ทุกท่านนั้นหากได้รับการเลือกจากประชาชนก็จะต้องเข้ามาบริหารประเทศ และได้มีการกำชับไปยังตำรวจไซเบอร์ในทุกพื้นที่ ให้เฝ้าระวังติดตามอย่างใกล้ชิดหากพบว่ามีลักษณะที่มี สส. ไปเกี่ยว เว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทาให้นำเรื่องดังกล่าวเรียนไปยังผู้บังคับบัญชาให้ทราบ

    ซึ่งในขณะนี้ยังไม่พบว่ามีนักการเมืองคนใด หรือพรรคการเมืองไหนเข้าไปเกี่ยวข้อง และยืนยันว่าจะตรวจสอบนักการเมืองทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียม พร้อมประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนหากพบเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดของ สส. พรรคการเมืองไหนสามารถแจ้งมายังตำรวจไซเบอร์ได้โดยตรงเนื่องจากเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

    โดยในเรื่องนี้เป็นคำสั่งแรกของรัฐบาลชุดนี้ที่มีการแต่งตั้งอนุกรรมการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยมีตนเป็นประธาน ซึ่งที่ผ่านมาทางนายกรัฐมนตรีมีนโยบายว่าให้ตนและผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ประสานความร่วมมือกันในการปราบปรามโดยเคร่งครัด และทางนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

    พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวต่อว่า ส่วนสถานการณ์สู้รบระหว่างประเทศไทย-กัมพูชาที่ผ่านมาซึ่งทางกองทัพได้มีปฏิบัติการทำลายฐานที่ตั้งทหารที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์หลายจุด ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่ามีการทำลายไปแล้วกี่แห่ง-ตึก พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่า ในส่วนของตัวเลขยังไม่ได้รับมาอยู่ในมือของตัวเอง ซึ่งทางตำรวจไซเบอร์ได้จัดเวรไปอยู่ที่หน้าชายแดนเพื่อคอยตรวจสอบบุคคลที่เดินทางกลับเข้ามา เพื่อตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดหรืออยู่ในขบวนการแก๊งสแกมเมอร์หรือไม่

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อมูลเกี่ยวกับการย้ายฐานสแกมเมอร์หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล ระบุบางส่วนกลับมาที่ประเทศไทย บางส่วนก็ย้ายฐานเข้าไปอีกจุดหนึ่ง ซึ่งย้ายออกไปจากเมืองปอยเปตไปแล้ว แต่ในส่วนนี้เราขอนำเรียนเบื้องต้นเท่านี้ก่อน ซึ่งทราบแล้วว่าย้ายไปไหนแต่อยู่ระหว่างการตรวจสอบให้แน่ชัด และทราบมาว่าเขาจะเน้นหลอกเฉพาะคนไทย และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือการประชาสัมพันธ์ซึ่งทางตำรวจไซเบอร์ก็มีการประชาสัมพันธ์มาตลอด

    ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จากการทำลายฐานที่ตั้ง มีผลทำให้สถิติการหลอกลวงลดลงหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่าจากที่ดูแนวโน้ม การหลอกลวงยังคงมีอยู่และสูงขึ้น แต่มูลค่าความเสียหายนั้นลดลง ซึ่งในส่วนนี้เราคงต้องดูจากตัวเลข อย่างเมื่อสักครู่ที่ทางผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์นำเสนอ พบว่ากรณีหลอกลงทุนเป็นเหตุที่เกิดขึ้นในอันดับที่ 5-6 แต่มูลค่าความเสียหายนั้นสูงเป็นอันดับที่หนึ่ง

    ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามถึงประเด็นคุกวีไอพี พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่าได้ส่งข้อมูลคดีคุกวีไอพีไปที่ ป.ป.ช. แล้วตามกรอบระยะเวลา และตัวเองให้ฝ่ายบุคคลเสนอเรื่องขึ้นมา ซึ่งเมื่อวานมีการเสนอเรื่องขึ้นมาแต่ได้ให้ไปแก้ไขว่าบางคนมองว่าเป็น บัตรสนเท่ห์ ตนมองว่าไม่ใช่ เพราะว่ามีคนร้องเรียนเข้ามาเราจะต้องตรวจสอบว่ามีเบาะแสอย่างไร และต้องตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน ซึ่งเขาร้องเรียนมาหลายเรื่องประกอบกับที่เคยไปร้องยังนายกรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2906136&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09nkIkLtd_NUEZpnjkHmsQ

  • คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คลังเปิดเพื่อการศึกษา-ที่เก็บสมบัติชาติแสนรายการที่เข้าไปศึกษาได้

    คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คลังเปิดเพื่อการศึกษา-ที่เก็บสมบัติชาติแสนรายการที่เข้าไปศึกษาได้

    วงการพิพิธภัณฑ์ไทยยืนอยู่จุดไหนของโลก

    ส่วนหนึ่งอาจดูได้จากเบื้องหลังว่า เราจัดการ ดูแล และรักษาสมบัติของชาติได้ดีแค่ไหน 

    คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ’ ที่คลองห้า จังหวัดปทุมธานี ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์หรือตึกลูกเต๋า คืออีกสิ่งที่ช่วยย้ำคำตอบ

    ที่นี่เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สังกัดกรมศิลปากร ที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย รับบทเป็นศูนย์กลางที่เก็บสิ่งของจากทั่วประเทศ คอยดูแลให้มีสภาพสมบูรณ์ที่สุด อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและถูกต้องตามวิธีการสากล ควบคู่ไปกับภารกิจบริการความรู้ในรูปแบบ Visible Storage หรือ ‘คลังเปิดเพื่อการศึกษา’ ให้คนที่ต้องการศึกษาหาความรู้จากโบราณวัตถุ-ศิลปวัตถุของจริง

    หากพิพิธภัณฑ์ที่เปิดให้คนชมกันเป็น ‘ส่วนหน้า’ ไว้คอยรับแขกและให้ความรู้สู่สาธารณะ คลังก็เหมือนกับ ‘ส่วนหลัง’ ที่คอยสนับสนุน

    วงการพิพิธภัณฑ์ไทยยืนอยู่จุดไหนของโลก – คำตอบน่าจะชัดเจนขึ้นหลังจากได้รู้จักกับหลังบ้านของพิพิธภัณฑ์ไทยแห่งนี้

    ‘พิพิธภัณฑ์’ แปลตรงตัวว่า สิ่งของนานาชนิด พิพิธภัณฑ์จึงมีของเป็นพระเอก หลายครั้งใช้ของมาเล่าเรื่อง หลายครั้งก็เล่าเรื่องของ แต่ของที่เราเห็นกันมักเป็นชิ้นสำคัญหรือไม่ก็ขึ้นกับคอนเทนต์ที่นิทรรศการอยากจะสื่อสาร

    พิพิธภัณฑ์แทบทุกแห่งในโลกมี ‘คลัง’ ของตัวเอง ขนาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ไว้เก็บของที่ไม่ได้นำออกมาโชว์

    วัตถุสิ่งของต่าง ๆ ที่อยู่ในการครอบครองของพิพิธภัณฑ์มีแต่ขาเข้า ทั้งจากการขุดค้นทางโบราณคดี ประชาชนและหน่วยงานมอบให้ การทวงคืนจากต่างประเทศ ยึดได้จากการทำผิดกฎหมาย ฯลฯ นานวันแต่ละพิพิธภัณฑ์ก็ประสบปัญหา ‘ของล้นคลัง’

    สิ่งหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยในวงพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก คือการแก้ปัญหาของล้น จนเกิดเทรนด์การสร้างคลังแยกออกจากพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพในการอนุรักษ์

    วันนี้พิพิธภัณฑ์ชื่อดังหลายแห่งมีคลังแยกเอาไว้ต่างหาก เช่น Louvre Conservation Centre ของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์, Depot Boijmans Van Beuningen ที่เก็บคอลเลกชันงานศิลปะในเนเธอร์แลนด์, BM_ARC และ V&A East Storehouse ในสหราชอาณาจักร 

    ส่วนไม่ไกลบ้านเราอย่างสิงคโปร์ก็มี Heritage Conservation Centre (HCC) เป็นศูนย์กลางของการอนุรักษ์ ไว้ดูแลของจากพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศ

    คลังต่าง ๆ ที่พูดถึงนี้ บางแห่งปิดถึงขั้นหวงห้าม จัดเป็นพื้นที่ศึกษาเฉพาะนักวิจัย ไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเยี่ยมชม บางแห่งเปิดเป็นสาธารณะ ผู้สนใจเดินเข้าไปชมได้ไม่ต่างจากพิพิธภัณฑ์ และบางแห่งเปิดเป็นกึ่งสาธารณะ คนภายนอกขอเข้าไปศึกษาได้เป็นกรณี

    สำหรับคลังกลางฯ ของไทยเราเป็นอย่างหลัง

    กรมศิลปากรมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในสังกัด 43 แห่งทั่วประเทศ พบปัญหาเหมือนกับที่เพื่อนทั้งโลกเจอ

    คลังกลางฯ จึงเป็นตัวช่วยแก้ปัญหา ทำหน้าที่หลังบ้านที่รวบรวมของจากทั่วประเทศมาไว้ที่เดียว หวังให้เป็นต้นแบบในการวางระบบจัดการดูแลวัตถุ เมื่อไหร่ที่มีนิทรรศการใหม่ ๆ ค่อยกระจายของออกไปหน้าบ้านตามพิพิธภัณฑ์

    ปัจจุบัน คลังกลางฯ จัดเก็บสมบัติของชาติ 100,000 กว่ารายการ และมีที่เหลือพอจะรองรับของที่เข้ามาเพิ่มได้มากกว่านี้อีกเท่าตัว แถมตัวอาคารยังออกแบบให้มีความแข็งแรง คิดเผื่อสำหรับภัยพิบัติที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นในพื้นที่อย่างแผ่นดินไหว ซึ่งได้พิสูจน์จริงแล้วจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา สิ่งของเปราะบางที่เก็บไว้ไม่เสียหายเลย

    การจัดเก็บในคลังแบ่งออกตามประเภทของวัสดุ คืออนินทรียวัตถุ-วัสดุจากสิ่งไม่มีชีวิต และอินทรียวัตถุ-วัสดุจากสิ่งมีชีวิต 

    วิธีนี้อิงตามหลักการอนุรักษ์สากล เพราะวัสดุแต่ละอย่างควรเก็บในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน การอยู่ในอุณภูมิที่พอเหมาะ ความชื้นที่พอดี จะลดความเสี่ยงในการเสื่อมสภาพ วัตถุที่ทำจากอนินทรียวัตถุเก็บในห้องคลังชั้น 1 – 2 แยกย่อยออกมาตามประเภทของวัสดุได้อีก 3 ห้องใหญ่ 

    ชั้นแรกสุดเป็น ‘คลังหินและปูนปั้น’ เมื่อมองผ่านกระจกนิรภัยเข้าไปในห้อง เราพบศิลาจารึกตั้งเป็นแถว หนึ่งในนั้นคือจารึกเมืองศรีเทพ เมืองโบราณที่เพิ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก

    ชั้นวางอื่น ๆ ในห้องยังมีพวกประติมากรรมและส่วนประดับตกแต่งอาคารที่เราเห็นในโบราณสถานหลายยุคสมัย ทั้งหน้าบัน ทับหลัง และยังมีวัตถุทางธรณีวิทยา เช่น แร่ หิน ก็เก็บไว้ที่นี่

    ความพิเศษคือห้องนี้มีการติดตั้งระบบหมุนเวียนอากาศ ช่วยกรองและหมุนเวียนอากาศจากภายนอกเข้ามาในห้อง ควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ และป้องกันการเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรีย เป็นมิตรกับทั้งคนและของ

    ขึ้นมาชั้นที่ 2 เป็นส่วนของ ‘คลังดินเผาและแก้ว’ ภายในแบ่งพื้นที่เป็นห้องย่อย วางสิ่งของเรียงไปตามรูปแบบ ตัวอย่างเช่น ภาชนะดินเผาเนื้อดิน ภาชนะดินเผาเนื้อแกร่ง เครื่องเคลือบ และจัดกลุ่มตามยุคสมัย ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์จนถึงรัตนโกสินทร์ 

    ของที่เก็บอยู่บนชั้นในห้องนี้โดยมากเป็นถ้วยชามรามไหต่างขนาด เช่น เครื่องปั้นดินเผาก่อนประวัติศาสตร์จากบ้านเชียง สังคโลกสมัยสุโขทัย เครื่องถ้วยจากแหล่งเตาต่าง ๆ และยังมีบางส่วนมาจากแหล่งเรือจมในอ่าวไทย

    ส่วนของชิ้นเล็ก ๆ อย่างแวดินเผา ลูกปัดแก้ว และพระพิมพ์ ก็มีรวมอยู่ในห้องนี้เช่นกัน โดยเก็บไว้ในกล่องอีกทีหนึ่ง

    นอกจากภาชนะ ของที่เก็บในคลังดินเผายังรวมถึงงานปูนปั้นที่เคยติดประดับสถาปัตยกรรม ตัวอย่างเช่น ปูนปั้นจากเมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี เมืองในวัฒนธรรมทวารวดีเมื่อกว่าพันปีที่แล้ว 

    ห้องฝั่งตรงข้ามกันเป็น ‘คลังโลหะ’ เก็บวัตถุที่ทำจากโลหะทุกรูปแบบ นำโดยพระพุทธรูปที่คะเนด้วยตาแล้วเห็นว่ากินพื้นที่กว่าค่อนห้อง จัดกลุ่มตามอายุสมัย ปาง และขนาด ส่วนที่เหลือก็เป็นโลหะหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเทวรูป อาวุธ เงินตรา กล้องถ่ายภาพ และอุปกรณ์ต่าง ๆ 

    บางชิ้นมีความสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ อย่างปืนพระสุบินบันดาล ปืนใหญ่ที่สร้างให้ยิงได้ทีละหลายนัด สร้างขึ้นตามพระสุบินของรัชกาลที่ 4 เครื่องพิมพ์ดีดยี่ห้อ Smith Premier ที่มีแป้นพิมพ์ภาษาไทย รุ่นแรกของสยาม หรือพระพรหม (องค์เดิม) ที่เคยประดิษฐานอยู่ที่แยกราชประสงค์ 

    ข้างกันกับห้องโลหะมีห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง จัดเป็นห้องมั่นคง (นิรภัย) ที่มีความปลอดภัยสูง ด้านในเก็บรักษาโบราณวัตถุมีค่าและของหายากที่อาจมีเพียงชิ้นเดียว เช่น พระพุทธรูปทองคำ ส่วนหนึ่งได้มาจากกรุวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) และทองคำที่พบจากเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง

    มาถึงชั้นสุดท้าย อาณาบริเวณชั้นนี้เป็นส่วนของ ‘คลังอินทรียวัตถุ’ ฟากหนึ่งเก็บวัตถุที่ทำจากไม้ ส่วนมากเป็นของขนาดใหญ่อย่างเครื่องเรือนจำพวกโต๊ะ ตู้ เตียง และของใช้เนื่องในศาสนาอย่างบานประตูอาคาร ตู้พระธรรม เครื่องใช้ไม้สอย รวมถึงพระโกศจันทน์และพระหีบจันทน์คราวงานพระเมรุรัชกาลที่ 9 ก็เพิ่งย้ายจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มาเก็บรักษาไว้ที่นี่

    ส่วนอีกฟากรวมของประเภทอินทรียวัตถุอื่น ๆ เช่น ผ้า กระดาษ งาช้าง หนังสัตว์ ตาลปัตรพัดรองที่ระลึกในโอกาสต่าง ๆ ฯลฯ ของเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความอ่อนไหวสูง บางชิ้น เช่น หนังใหญ่ชุดพระนครไหว ซึ่งสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ไม่เพียงแต่อายุที่เก่าแก่ แต่ยังจำเป็นต้องเก็บในแนวราบเพื่อให้คงสภาพความสมบูรณ์ ห้องนี้จึงมีลิ้นชักไว้เก็บของลักษณะนี้โดยเฉพาะ

    บรรดาห้องที่พูดถึงมีเครื่องวัดความชื้นตั้งตามมุม ให้ภัณฑารักษ์หมั่นคอยตรวจสอบว่า ความชื้นจะไม่ขึ้นสูงเกินเกณฑ์จนมีผลกระทบต่อสิ่งของที่อยู่ด้านใน

    บทบาทของภัณฑารักษ์ยุคนี้ทำมากกว่าแค่ดูแลสิ่งของ

    ของที่เก็บในคลังยังแยกประเภทตามวัสดุ ภัณฑารักษ์ก็ไม่ต่างกัน แต่ละคนเชี่ยวชาญคนละอย่าง เก่งคนละด้าน บางคนไปสายวิชาการ ถนัดวิจัย ทำหน้าที่เป็นต้นทางของความรู้ที่เผยแพร่สู่สาธารณะ

    บางคนเป็นสายนำชม ชอบทำนิทรรศการ ย่อยความรู้และอธิบายเรื่องราวยาก ๆ ออกมาเป็นเรื่องง่ายให้คนนอกวงการเข้าใจได้ ซึ่งมักจะประจำอยู่ในส่วนหน้า

    หน้าที่ของทีมส่วนหลังในคลังกลางฯ มีทั้งการอนุรักษ์ ทำทะเบียน สร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์โบราณวัตถุ-ศิลปวัตถุ เป็นงานหลังบ้านที่มีกระบวนการสากลเรียกว่า การจัดการคลังพิพิธภัณฑ์ (Collection Management)

    คลังแห่งนี้จึงเป็นเหมือน ‘ศูนย์ฝึกภัณฑารักษ์’ คนที่ทำงานจะได้เห็น ได้จับ ได้ทำงานกับโบราณวัตถุ-ศิลปวัตถุของจริง หรือหลายครั้งของที่รับเข้ามาเป็นสิ่งเทียมโบราณวัตถุ ก็จะได้ฝึกทักษะการเปรียบเทียบ ตรวจพิสูจน์กับของแท้

    ในโอกาสที่โบราณวัตถุออกไปจัดแสดงภายนอกแล้วกลับมาหรือได้ของเข้ามาใหม่ ภัณฑารักษ์ในคลังกลางฯ ก็จะเป็นด่านแรก ทำหน้าที่ตรวจสอบสภาพและจัดการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ หากเรียบร้อยก็จะนำเข้าไปเก็บในห้องคลัง แต่ถ้าชำรุด ถึงคราวต้องอนุรักษ์ ก็จะนำของข้ามไปที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กันก่อน พื้นที่บริเวณนี้จึงเป็นระบบนิเวศที่ดูแลสมบัติของชาติอย่างดีและครบวงจร

    หากเทียบให้เห็นภาพ คลังกลางฯ​ ก็เหมือนโรงพยาบาล มีภัณฑารักษ์เป็นแพทย์คอยดูแลโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ อย่างถูกวิธี ยืดอายุของโบราณนี้ให้คงสภาพได้นานที่สุด และพร้อมออกไปจัดแสดงด้านนอก

    นอกจากนี้ ในทุกปี คลังกลางฯ ยังเป็นสถานที่อบรมภัณฑารักษ์จากทั่วประเทศ มาร่วมกันอัปเดตความรู้และเทรนด์ด้านพิพิธภัณฑ์ แล้วกลับไปปรับใช้กับพิพิธภัณฑ์ในภูมิภาคต่าง ๆ

    ย้ำกันอีกครั้งตัวโต ๆ ขึ้นชื่อว่า ‘คลัง’ ที่นี่มีเพื่อเก็บวัตถุพิพิธภัณฑ์เป็นหลัก 

    ต่างจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่คุ้นเคยกัน เพราะไม่มีห้องจัดแสดง ไม่มีนิทรรศการที่วางเส้นเรื่องให้เพลิดเพลิน ไม่มีเนื้อหาบนบอร์ดให้อ่านเพื่อเติมความรู้ และไม่ใช่ที่ที่จะมาเดินดูของที่เก็บด้านในได้ดังใจ 

    ส่วนหนึ่งเพราะจำต้องมีการควบคุมและรักษาความปลอดภัยตามหลักพิพิธภัณฑ์วิทยา (Museology)

    แต่ก็ใช่ว่าจะสงวนไว้สำหรับคนทำงานส่วนหลังเท่านั้น เพราะอย่างที่บอกไป คลังกลางฯ แห่งนี้ตั้งใจเป็น Visible Storage หรือคลังเปิดในรูปแบบคลังเพื่อการศึกษา (Study Collection)

    นักศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย เข้ามาสืบค้นในห้องสมุดและใช้บริการไฟล์ถ่ายภาพโบราณวัตถุที่มีมากกว่าแสนไฟล์ ในห้องค้นคว้าด้านล่าง

    หรือหากต้องการศึกษาจากของจริง ก็มาขอศึกษาโบราณวัตถุ-ศิลปวัตถุเป็นรายชิ้นได้ โดยสืบค้นจากฐานข้อมูลของกรมศิลปากรเป็นอันดับแรก จากนั้นทำเรื่องขออนุญาต ภัณฑารักษ์จะนำของเข้ามาให้ดูที่ห้องศึกษาซึ่งจัดสรรพื้นที่ไว้ให้โดยเฉพาะ หรือหากสิ่งของที่ต้องการมีชิ้นใหญ่ น้ำหนักมาก ภัณฑารักษ์ก็จะพาเข้าไปศึกษาด้านในห้องคลัง

    ที่นี่จึงเหมือน ‘ห้องสมุดโบราณวัตถุ’ ที่เราจะได้ศึกษาโบราณวัตถุ-ศิลปวัตถุที่เก็บรักษาไว้อย่างใกล้ชิด แต่ยืมออกไปไม่ได้ แบบเดียวกับการอ่านหนังสืออ้างอิงในห้องสมุด 

    ส่วนผู้ที่เข้ามาใช้บริการก็ไม่ได้จำกัดว่าต้องสนใจแต่เรื่องประวัติศาสตร์-โบราณคดี เพราะของที่เก็บไว้ในคลังกลางมีความหลากหลาย ของชิ้นหนึ่งเล่าเรื่องอื่นได้อีกเยอะแยะ ผู้ที่สนใจอยากค้นคว้าเรื่องแขนงอื่น ๆ เช่น เครื่องแต่งกาย ยานพาหนะ ธนบัตร-การเงิน ฯลฯ ก็มาหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่นี่

    ขณะเดียวกัน คลังกลางฯ ยังเต็มใจต้อนรับเหล่าคนทำพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ ที่อยากเข้ามาศึกษาดูงาน เรียนรู้มาตรฐานการจัดเก็บและจัดการพิพิธภัณฑ์ระดับชาติ

    เพราะการจัดแสดงสิ่งของต่าง ๆ ตามหน้าบ้านพิพิธภัณฑ์ทั่วไทย จะขาดทีมหลังบ้านที่ทำงานทั้งดูแลและค้นคว้าไปไม่ได้เลย คลังกลางฯ จึงนับเป็นอีกหมุดหมายที่แสดงให้เห็นว่าบ้านเราให้ความสำคัญกับการเก็บรักษามรดกของชาติไม่แพ้ใครในเวทีพิพิธภัณฑ์โลก

    คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/central-storage-of-national-museums/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S-W3Du8MeEDtX9FAqix0f

  • รู้จัก แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

    รู้จัก แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือชื่อเล่น “มาร์ค” เกิดเมื่อวันที่ 3 ส.ค.2507 ณ เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันมีอายุ 61 ปี เป็นบุตรชายของ ศ.นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีต รมช.สาธารณสุข และ ศ.พญ.สดใส เวชชาชีวะ อภิสิทธิ์ เริ่มเข้าศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนสเกทคลิฟ และโรงเรียนมัธยมอีตัน ประเทศอังกฤษ

    สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทสาขาวิชา ปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด โดยได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 ซึ่งเป็นคนไทยคนที่ 2 ที่ได้รับเกียรตินี้ นอกจากนี้เขายังสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกหนึ่งใบ ด้านชีวิตครอบครัวสมรสกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทันตแพทย์หญิง ดร.พิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ และมีบุตรธิดาด้วยกัน 2 คน

    เส้นทางการเมืองสู่ตำแหน่งนายกคนที่ 27

    ความสนใจทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์เริ่มขึ้นตั้งแต่อายุเพียง 9-10 ปี จากเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 ทำให้เขาอยากเป็นนักการเมืองเพื่อรับใช้ประชาชน โดยเริ่มต้นทำงานการเมืองในฐานะอาสาสมัครช่วยหาเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกตั้งเป็น สส.เขต ของ กทม. ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2535 ขณะอายุเพียง 27 ปี นับเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้น

    นายอภิสิทธิ์เคยดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย อาทิ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2548 และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทยในเดือน ธ.ค.2551 ขณะมีอายุ 44 ปี

    ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ อภิสิทธิ์มีผลงานที่โดดเด่น เช่น นโยบายเรียนฟรี 15 ปี นโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และการบริหารจัดการเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตการณ์การเงินโลกปี 2552 ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ อย่างไรก็ตาม เขาต้องเผชิญกับเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองและการชุมนุมใหญ่ในปี พ.ศ.2552 – 2553 ซึ่งนำไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ ต่อมาเขาได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบรัฐบาลชุดถัดมา

    ยึดมั่นในสัจจะ – หวนคืนสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรค

    นายอภิสิทธิ์ได้รับการยอมรับในฐานะนักการเมืองผู้รักษาคำสัตย์ โดยในปี พ.ศ.2562 เขาตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคและ สส. เพื่อรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนว่าจะไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ ต่อมาในปี พ.ศ. 2566 เขาได้ลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากอุดมการณ์ที่ไม่สามารถประสานกันได้กับคณะผู้บริหารพรรคชุดนั้น

    จนกระทั่งในวันที่ 18 ต.ค.2568 อภิสิทธิ์ได้รับการโหวตจากสมาชิกพรรคให้กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งอย่างไร้คู่แข่ง เพื่อกอบกู้ศรัทธาของพรรคที่ลดถอยลง

    ศึกเลือกตั้ง 2569 และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 ก.พ.2569 พรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอชื่อ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ร่วมกับ นายกรณ์ จาติกวณิช และ น.ส.การดี เลียวไพโรจน์

    อภิสิทธิ์ ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าพรรคจะมุ่งเน้น “การเมืองสุจริต” และจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม นโยบายหลักคือการทำให้ประเทศไทยพ้นความยากจนโดยไม่พึ่งพิงเพียงนโยบายประชานิยมระยะสั้น ผลสำรวจความคิดเห็นในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดสงขลา พบว่านายอภิสิทธิ์ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับ 1 ที่ประชาชนต้องการให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ขณะที่ความนิยมในพื้นที่ กทม. ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังการกลับมาของเขา

    อ่านข่าวอื่น :

    กองทัพ จี้กัมพูชาชี้แจงเหตุยิงข้ามแดนไทย ระบุกระทบเชื่อมั่นหยุดยิง

    ครม.ไฟเขียวสร้างมอเตอร์เวย์ M9 “บางบัวทอง-บางปะอิน” วงเงิน 1.5 หมื่นล้าน

    ประวัติศาสตร์ “น้ำมันเวเนซุเอลา” สู่เครื่องมือการเมืองสหรัฐฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/500820&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1frOnoQ_gRIEDD9cO6ODac

  • ประวัติ “น้องไปป์” หนุ่มหล่อโปรไฟล์ดี ลูกแม่ “ยิ่งลักษณ์” หลาน “ลุงทักษิณ”

    ประวัติ “น้องไปป์” หนุ่มหล่อโปรไฟล์ดี ลูกแม่ “ยิ่งลักษณ์” หลาน “ลุงทักษิณ”

    ประวัติ

    ประวัติ “น้องไปป์” หนุ่มหล่อโปรไฟล์ดี ลูกแม่ “ยิ่งลักษณ์” หลาน “ลุงทักษิณ”

    ถูกพูดถึงหนักมาก สำหรับ “น้องไปป์” หรือ “ศุภเสกข์ อมรฉัตร” ทายาทเพียงคนเดียวของ “ยิ่งลักษณ์” หลังเมื่อวานนี้ 5 ม.ค. 2569 บินตรงจากอังกฤษเข้าเยี่ยมคุณลุง “ทักษิณ ชินวัตร” ในเรือนจำเป็นครั้งแรก 

    ซึ่ง “น้องไปป์” ให้สัมภาษณ์ว่า ตนมาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคุณแม่ เพื่อพูดคุยเรื่องการเรียนและส่งต่อความคิดถึงและความห่วงใยในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยนายทักษิณได้ให้กำลังใจตอบกลับมาให้สู้ๆ กับการเรียน พร้อมระบุว่านายทักษิณยังมีกำลังใจที่ดีและมีความเข้มแข็งตามสไตล์นักสู้

    สำหรับประวัติ “น้องไปป์” หรือ “ศุภเสกข์ อมรฉัตร” 

    • ชื่อจริง ศุภเสกข์ อมรฉัตร
    • ชื่อเล่น ไปป์
    • บิดา-มารดา อนุสรณ์ อมรฉัตร นักธุรกิจชาวไทย กับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
    • หลานชายของ ทักษิณ ชินวัตร
    • เกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2546 
    • อายุ 23 ปี 

    การศึกษา

    โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์กรุงเทพฯ (Harrow International School Bangkok)

    Integrated Master’s of Mechanical Engineering เท่ากับจบการศึกษาระดับปริญญาโทของ Imperial College London (ราชวิทยาลัยอิมพีเรียล) ซึ่งไปป์ได้รับถึง 2 รางวัล คือ รางวัลเหรียญ Bramwell และรางวัล Henry Ford II Scholar Award สาขาวิศวกรรมเครื่องกล

    ได้ทุนเรียนต่อปริญญาเอก   President’s PhD scholarships จาก Imperial College London เป็นเวลา 4 ปี

    เคยเป็นตัวแทนของประเทศไทย ไปแข่งคณิตศาสตร์โลก World Mathematics Championships และได้รับรางวัล 2 เหรียญเงินจากการแข่งขันคณิตศาสตร์โลก ได้แก่ เหรียญเงิน ความรู้ทางคณิตศาสตร์ (Knowledge-Senior Silver) และ เหรียญเงิน ความสามารถในการทำงาน ผลักดันให้เกิดการดำเนินงานร่วมกันได้ (Collaboration-Senior Silver) ที่ประเทศออสเตรเลีย

    ประวัติ

    ประวัติ

    ประวัติ

    ประวัติ

    ประวัติ

    ประวัติ

    ประวัติ

    ประวัติ

    ประวัติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/611972&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X5OZ5nPsMgeXyZohbUwyY

  • พรรคประชาชน เตรียมเปิดตัว รมว.ศึกษาธิการ 7 ม.ค.นี้ ชูภารกิจ สร้างระบบที่ตอบโจทย์คนทุกวัย

    พรรคประชาชน เตรียมเปิดตัว รมว.ศึกษาธิการ 7 ม.ค.นี้ ชูภารกิจ สร้างระบบที่ตอบโจทย์คนทุกวัย

    วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.33 น.

    พรรคประชาชน เตรียมเปิดตัว ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการศึกษา เที่ยงวันที่ 7 ม.ค.นี้ กับเจ้าของประโยค “การศึกษาคือทุกข์ของแผ่นดิน”

    วันที่ 6 มกราคม 2568 หลังจากพรรคประชาชน ได้เปิดตัวทีมผู้บริหาร 2 คน ได้แก่ นายมุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ วางตัวนั่ง รมว.ยุติธรรม และ นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐ และอดีต ส.ว. นั่ง รมว.ต่างประเทศ ไปแล้วนั้น

    ล่าสุด พรรคประชาชนได้โพสต์เฟซบุ๊ก เตรียมเปิดตัวทีมบริหารคนที่ 3 โดยว่า ไม่ว่าไปที่ไหน หนึ่งในประเด็นที่อยู่ในใจของคนไทยทุกเพศทุกวัย คือเรื่องการศึกษา งบประมาณหลักแสนล้านต่อปีที่ทุ่มลงไป ไม่เคยทำให้การศึกษาไทยดีขึ้น

    ครูเหนื่อยกับภาระงานเอกสาร

    นักเรียนทรมานกับหลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์ 

    พ่อแม่ต้องหาเงินมาเติมอนาคตให้ลูก เพราะการศึกษาฟรีไม่ฟรีจริง 

    ยิ่งในโลกยุค Technology Disruption การพัฒนาคนให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ แต่การศึกษาไทยกลับยังย่ำอยู่กับปัญหาเดิมๆ 

    ภารกิจของรัฐบาลประชาชน คือการสร้างระบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์คนทุกวัย ให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่รัก ไล่ตามความฝันของตัวเอง ปลดปล่อยศักยภาพของพวกเขาให้กลายเป็นศักยภาพของประเทศ สร้างระบบนิเวศที่ครู ผู้ปกครอง นักเรียน ได้ประโยชน์ร่วมกัน 

    “การศึกษาคือทุกข์ของแผ่นดิน” เจ้าของประโยคนี้ จะทำให้ระบบการศึกษาที่ฉุดรั้งประเทศ กลายเป็นอดีต

    7 มกราคมนี้ เวลาเที่ยงตรง พบกับ EP.3 ของซีรีส์ The Professionals ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/939140&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30Xr4PSbiEIM8KtkMr65va

  • “ธนาธร” ย้ำ “เท้ง” ไม่โหวตให้ “อนุทิน” ซ้ำสอง วอนหยุดสร้างข่าวปลอม

    “ธนาธร” ย้ำ “เท้ง” ไม่โหวตให้ “อนุทิน” ซ้ำสอง วอนหยุดสร้างข่าวปลอม

    “ธนาธร” ช่วยหาเสียงผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี ขอ 8 กุมภาพันธ์ กาพรรคประชาชน พร้อมสร้างประเทศไทยที่ดีกว่า วอนหยุดสร้างข่าวปลอม ย้ำคำ “หัวหน้าเท้ง” ปชน. ไม่โหวต “อนุทิน” ซ้ำสอง

    วันที่ 6 มกราคม 2569 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน เดินทางไปที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ “ปุ๊กปูน” นางสาวพุทธชาด จินตะเวช ผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี เขต 4 อำเภอวารินชำราบ อำเภอสำโรง (เฉพาะตำบลสำโรง ตำบลโคกก่อง และตำบลบอน) พรรคประชาชน เบอร์ 3 โดยบรรยากาศหน้าตลาดหน้าเทศบาลวารินชำราบเต็มไปด้วยความอบอุ่น ประชาชนในพื้นที่มารอพบเจอและให้กำลังใจต่อธนาธรและผู้สมัครในการลงสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้

    นายธนาธรได้ปราศรัยถึงนโยบายของพรรคประชาชนที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวอุบลฯ ให้ดีกว่าเดิม ทั้งเรื่องการทำน้ำประปาสะอาดให้ประชาชนดื่มได้และการเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,500 บาทต่อเดือน ภายในปี 2573 ระหว่างการหาเสียง มีประชาชนเข้ามาสอบถามนายธนาธรว่า หากเลือกพรรคประชาชนแล้ว จะมีการขานชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีอีกหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเลือกใครคนนั้นก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีสมาชิกวุฒิสภามาร่วมโหวตแล้ว ต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล ถูกสกัดจนไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาชนจะไม่มีการขานชื่อนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีอีก ตามที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ประกาศไว้

    นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ได้สอบถามนายธนาธรถึงสถานการณ์ที่พรรคประชาชนถูกโจมตีด้วยข้อมูลเท็จในหลากหลายรูปแบบ นายธนาธรกล่าวว่า ปัจจุบันพรรคประชาชนมีขนาดใหญ่ขึ้น และได้รับความนิยมมากขึ้น จึงทำให้ฝ่ายต่าง ๆ พยายามบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของพรรค พร้อมขอให้ประชาชนมีความหนักแน่น ไม่หวั่นไหวต่อการใส่ร้ายป้ายสี และขอให้มั่นใจในพรรคประชาชนในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้

    ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีอะไรฝากถึงผู้ที่พยายามสร้างข้อมูลเท็จหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า ขอให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวหยุดสร้างความเกลียดชังให้กับสังคมไปมากกว่านี้ และขอให้ร่วมกันสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจด้วยตัวของเขาเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2906172&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nVZt31qtdDQE98-31U_fv

  • เช็กสถานะโครงการรถไฟฟ้า10สายใหม่ กรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด2569ทำได้แค่ “รีรัน” | เดลินิวส์

    เช็กสถานะโครงการรถไฟฟ้า10สายใหม่ กรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด2569ทำได้แค่ “รีรัน” | เดลินิวส์

    นับหนึ่งใหม่สายสีเงินสีเทา…..เริ่มจากในกรุงเทพฯ 2 โครงการ  รถไฟฟ้าสายสีเงินช่วงบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะทาง 19.7 กม. และสายสีเทา ระยะที่ 1 ช่วงวัชรพล-ทองหล่อ 16.25 กม.  การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)จะเริ่มใช้งบประมาณ 160 ล้านบาท  จ้างที่ปรึกษากลางปีนี้  เพื่อทบทวนผลการศึกษาของกรุงเทพมหานคร(กทม.) จาก 3 เส้นทางที่คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.)  มีมติโอนโครงการจากทม. ให้รฟม.แทน   

    เนื่องจากอยู่ในกลุ่ม A2: เส้นทางที่มีความจำเป็น/ต้องเตรียมความพร้อมก่อน (ดำเนินการภายในปี 2572) ตามแผนแม่บทรถไฟฟ้าฉบับที่ 2 M-MAP 2 ใช้เวลาศึกษา 1 ปี สรุปผลศึกษาและนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขออนุมัติก่อสร้างโครงการปี 2570  

    ส่วนสายสีฟ้าดินแดง – สาทร 6.70 กม. ชะลอไว้ก่อน ยังไม่ศึกษาทบทวนเนื่องจากอยู่ในกลุ่ม B: เส้นทางที่มีศักยภาพ (พิจารณาความเหมาะสมอีกครั้งปี 2572)

    เขย่าสายสีน้ำตาล…..โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลช่วงแคราย-ลำสาลี(บึงกุ่ม) 22.10 กม. รฟม.จะเร่งหารือการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.)  หาข้อสรุปรูปแบบที่มีแนวเส้นทางซ้อนกับทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือช่วงงามวงศ์วาน-วงแหวนฯ   รถไฟฟ้าเส้นสุดท้ายที่ยังไม่เริ่มดำเนินการ  ใน 4 เส้นทางของกลุ่ม A1 เส้นทางที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและพร้อมดำเนินการทันที(ส่วนต่อขยายสายสีแดง3 เส้นทางประมูลก่อสร้างแล้ว) รวมไปถึงหาข้อสรุปรูปแบบการลงทุนPPPเพื่อนำเสนอบอร์ดรฟม.และครม. อนุมัติก่อสร้างโครงการ  ล่าช้าเพราะรอความชัดเจนของนโยบายการเมืองเรื่องค่าโดยสาร

    แทรมภูเก็ตรอขยายถนน….ขณะที่โครงการระบบขนส่งมวลชนใน 6 จังหวัดที่ศึกษาเสร็จมาตั้งแต่ปี 2559-2560  แยกเป็นรถไฟฟ้ารางเบา(แทรม) ภายใต้ความรับผิดชอบของ รฟม.  5 จังหวัด   แทรมภูเก็ต ระยะ(เฟส)ที่ 1 ช่วงท่าอากาศยานภูเก็ต ห้าแยกฉลอง  41.7 กม. รอกรมทางหลวง(ทล.) ขยายทางหลวงหมายเลข 402 และ 4027 เสร็จก่อน   ตามนโยบายนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เพื่อใช้เป็นทางเลี่ยงช่วงก่อสร้างรถไฟฟ้า  มีแผนเสนอครม.อนุมัติต้นปี 2571 เริ่มก่อสร้างปี 2572 เปิดบริการปี 2575

    แทรมเชียงใหม่ยืดเส้นทาง…..รถไฟฟ้ารางเบาเชียงใหม่ สายสีแดงช่วงโรพ.นครพิงค์ – แยกแม่เหียะสมานสามัคคี 15.8 กม. กำลังศึกษารายละเอียดความเหมาะสม และออกแบบส่วนต่อขยายช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์  5 กม. เชื่อมต่ออุทยานหลวงราชพฤกษ์ และเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี  อำนวยความสะดวกสู่แหล่งท่องเที่ยว ตามมติ คจร.คาดว่าจะศึกษาเสร็จกลางปี 2569 เสนอครม.ขออนุมัติปี 2570 เปิดบริการปี 2575

    เปลี่ยนเส้นทางแทรมโคราช……รถไฟฟ้ารางเบานครราชสีมาสายสีเขียว ช่วงตลาดเซฟวัน – สถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพบ้านนารีสวัสดิ์  11.15 กม. กำลังศึกษารายละเอียดตามที่คจร. เห็นชอบให้ปรับเปลี่ยนจากสายสีเขียวเป็นสายสีส้ม (รพ.เทพรัตน์ – สถานีร่วมจอหอ) เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการจราจร และบริบทพื้นที่เมืองนครราชสีมาในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป   คาดว่าการศึกษาฯ จะเสร็จปลายปี 2569 เสนอครม.ปี 2570 เริ่มก่อสร้างปี 2571 เปิดบริการปี 2574

    แทรมพิษณุโลกขึ้นกับไฮสปีด….รถไฟฟ้ารางเบาพิษณุโลก สายสีแดง (มหาวิทยาลัยพิษณุโลก – เซ็นทรัลพลาซ่า) 12.6 กม. รอความชัดเจนโครงการรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด) สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เฟสที่ 1 กรุงเทพฯ-พิษณุโลก เพราะผลการศึกษาระบุว่าปริมาณผู้โดยสารที่จะใช้บริการ ขึ้นอยู่กับการเปิดใช้สถานีรถไฟไฮสปีดที่จ.พิษณุโลกด้วย   

    โมโนเรลหาดใหญ่ทบทวนผลการศึกษา….. รถไฟฟ้ารางเดี่ยว (โมโนเรล) หาดใหญ่  จ.สงขลา  เส้นทางคลองหวะ-สถานีรถตู้ 12.54 กม. อยู่ระหว่างจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.)ให้ รฟม. ดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในพื้นที่จังหวัดสงขลา  หลังจากคจร. โอนโครงการจากอบจ.สงขลาให้รฟม. แทน   จะเสนอ ครม. ชุดใหม่พิจารณาร่าง พ.ร.ฎ.ปี 2569  เมื่อมีผลบังคับใช้ จะเริ่มทบทวนผลการศึกษาเดิมที่ อบจ.สงขลา จัดทำไว้นานมากแล้ว และเสนอตามขั้นตอนต่อไป

    ท้องถิ่นสู้ต่อแทรมขอนแก่น….รถไฟฟ้ารางเบาขอนแก่น สายสีแดง ช่วงสำราญ-ท่าพระ  26 กม. บริษัท ขอนแก่นทรานซิสเต็มท์ จำกัด (KKTS) วิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ท้องถิ่น  5 เทศบาลจังหวัดขอนแก่น (เทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลเมืองศิลา เทศบาลตำบลเมืองเก่า เทศบาลตำบลสำราญ และเทศบาลตำบลท่าพระ  เจ้าของโครงการ  ยังกัดฟันสู้ต่อหาแหล่งเงินลงทุน  ไม่ปล่อยมือคืนโครงการให้รัฐบาล  มุ่งมั่นตั้งใจให้เป็นรถไฟฟ้าสายแรกในต่างจังหวัด  และท้องถิ่นก่อสร้างได้เอง  แม้ 8 ปีที่ผ่านมา จะยังหาแหล่งเงินกู้ไม่ได้  ต้องเลื่อนแผนเปิดบริการไปเรื่อยๆ 

     ปีใหม่ 2569  จะไม่เห็นการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายใหม่….ทำได้แค่รีรันโครงการเท่านั้น.

    ……………………………………………….
    นายสปีด

    ***ห้ามคัดลอกเนื้อหาและภาพในบทความนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

    คลิกอ่านบทความทั้งหมดที่นี่…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5471588/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13oTVDQdlz28I6atzp13fI

  • มธ. เดินเกมนานาชาติ ดันแผนปฏิรูปกำลังคน ปักหมุด Hub สังคมศาสตร์โลก

    มธ. เดินเกมนานาชาติ ดันแผนปฏิรูปกำลังคน ปักหมุด Hub สังคมศาสตร์โลก

    ม.ธรรมศาสตร์ รุกสร้างความร่วมมือ “มหาวิทยาลัยนานาชาติ” หวังทลายพรมแดนความรู้ เปิดโอกาสแลกเปลี่ยนนักศึกษา พัฒนาหลักสูตร Dual Degree ควบคู่ MOU ด้านสหกิจศึกษากับองค์กรไทย เปิดโอกาสเด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อดัน “ปฏิรูประบบสร้างกำลังคนของประเทศ” ผลิตบัณฑิตตัวจริงพร้อมทำงาน ป้อนหน่วยงาน – อุตฯ อนาคต พร้อมหนุนเสริมการก้าวสู่ Hub สังคมศาสตร์ของโลก

    6 มกราคม 2569 – ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ทิศทางการขับเคลื่อน มธ. หลังจากนี้ หมุดหมายสำคัญคือการผลักดันให้ธรรมศาสตร์เป็นผู้นำของมหาวิทยาลัยที่เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อเป็นส่วนสำคัญผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบการสร้างกำลังคนของไทยให้ผลิตคนที่ทำงานได้จริง เพื่อหนุนเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้ประเทศ เนื่องจากปัจจุบันทั้งในระดับโลก รวมถึงประเทศไทยเองกำลังเผชิญปัญหาที่ซับซ้อนแบบวิกฤตซ้อนวิกฤต โดยเฉพาะการขาดกำลังคนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต

    ทั้งนี้ เห็นได้จากนโยบายของบางประเทศ เช่น จีนที่มีการเปิดตัววีซ่าทำงานประเภทใหม่เพื่อดึงดูดบุคลากรต่างชาติที่มีศักยภาพสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาทำงานในประเทศ ขณะเดียวกันอัตราว่างงานก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน อย่างในประเทศไทยเองอัตราว่างงานในระบบประกันสังคมของไตรมาส 2/2568 อยู่ที่ 2.1% ซึ่งสูงสุดในรอบ 2 ปี นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aged Society) และอัตราการเกิดที่น้อยลง ที่กำลังขับเน้นให้ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้น

    ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมากว่า 1 ปี 7 เดือนของการเข้ารับตำแหน่งอธิการบดี มธ. ได้มีการขับเคลื่อนให้ มธ. เดินหน้าทำความร่วมมือผ่านบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับหลากหลายองค์กรชั้นนำทั้งรัฐและเอกชน เพื่อดำเนินการด้านสหกิจศึกษา อาทิ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

    ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการขยายความสัมพันธ์กับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศควบคู่ไปด้วย เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นนานาชาติ ทลายพรมแดนในการพัฒนาองค์ความรู้ และนำพามหาวิทยาลัยสู่ความสมบูรณ์แบบ (Comprehensive University) ซึ่งจะช่วยหนุนเสริมเป้าหมายการพลิกเปลี่ยนระบบผลิตกำลังคนของประเทศ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนนักศึกษา และองค์ความรู้ ตลอดจนการสร้างหลักสูตรปริญญาคู่ (Dual Degree) กับสถาบันพันธมิตรในภูมิภาคและระดับโลกเพิ่มมากขึ้น

    ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวต่อไปว่า ตัวอย่างเช่น ในปี 2568  มีการเดินทางไปในหลากหลายประเทศ เพื่อหารือถึงความร่วมมือด้านการศึกษา อย่างประเทศญี่ปุ่นมีการไปเยือนถึง 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ University of Hyoko, Hokkaido University และ Rakuno Gakuen University โดย 2 มหาวิทยาลัยหลัง เป็นพันธมิตรในความร่วมมือ และการจัดงานประชุมวิชาการ One Health Lecture Series 2025 ซึ่งทุกมหาวิทยาลัยต่างก็ต้องการจะมาเยี่ยม มธ. เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาต่อ

    “University of Hyoko พูดชัดเลยว่าเขาต้องการเพิ่มจำนวนนักศึกษาต่างชาติมากขึ้น และสนใจเรื่องการให้โควตาเด็กมัธยม ซึ่งพอบอกว่าทาง มธ. เองก็มีโรงเรียนระดับมัธยมเช่นกัน เขาก็สนใจจะมาเยี่ยมที่โรงเรียน และต้องการให้เด็กจากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปเรียนที่มหาวิทยาลัย พร้อมกับให้ทุนการศึกษาด้วย หรือจากการพูดคุยกันทางอธิการบดีของ Hokkaido University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นด้านเกษตร และวิทยาศาสตร์สุขภาพก็มีความสนใจที่จะมาเยี่ยมที่ มธ. ในปี 2569 เช่นกัน” อธิการบดี มธ. กล่าวเสริม

    นอกจากนี้ ยังมีการไปเยือนที่จีน ซึ่งได้รับเชิญจาก Gong Qihuang, President of Peking University เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาคเอเชียและนานาชาติในงาน Beijing Forum 2025 ก็ได้มีการทำความร่วมมือแบบทวิภาคี และเตรียมที่จะหารือความร่วมมือในด้านต่างๆ ต่อ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมไปถึงอีกประเทศที่น่าสนใจ และมีการไปเยือนเพื่อขยายความสัมพันธ์ก็คือ อุซเบกิสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรประมาณ 35 ล้านคน และมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อาทิ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ทองคำ ฯลฯ โดยได้ไปยัง 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ Tashkent State University of Law, samarkand state University และ National University of Uzbekistan ซึ่งมหาวิทยาลัยหลังสุดนี้ได้มีการทำ MOU กันด้านการศึกษา เช่น แลกเปลี่ยนอาจารย์ และนักศึกษา ก่อนจะขยายไปยังด้านอื่นๆ ต่อไปในอนาคต

    “การขยายความสัมพันธ์ไปยังอุซเบกิสถาน ไม่ใช่แค่การช่วยให้ยกระดับองค์ความรู้ และดึงนักศึกษาต่างชาติมาเรียนในประเทศ แต่จะเป็นประตูที่เปิดโอกาสให้เกิดการขยายไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียกลางด้วย และจะช่วยให้สามารถดำเนินการได้อีกหลายเรื่อง” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ระบุ

    ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน มธ. มีการ MOU กับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศทั้งหมด 171 ฉบับ (ที่ยังมีการดำเนินการอยู่) แบ่งเป็น ภูมิภาคยุโรป 55 ฉบับ เอเชีย 135 ฉบับ โอเชียเนีย 10 ฉบับ แอฟริกา 1 ฉบับ ละติน-อเมริกา 3 ฉบับ และอเมริกาเหนือ 18 ฉบับ ขณะที่ปี 2569 จะเน้นไปที่ 2 ประเทศหลักเพื่อขยายความสัมพันธ์ คือ จีน และอินโดนีเซีย เนื่องจากมหาวิทยาลัยในจีนมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็ว และถือเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าอย่างมากในด้าน AI ซึ่งจะเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และเพิ่มสัดส่วนของนักศึกษาจีนในไทย ส่วนอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีประชากรเยอะ ซึ่ง มธ. ก็เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพอันดับต้นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงน่าจะเป็นอีกจุดหมายปลายทางให้นักศึกษาจากอินโดนีเซียมาเรียนต่อได้

    “การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักศึกษาต่างประเทศจะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าของประเทศนั้นๆ ไม่ใช่ตึก อาคาร ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือกองกำลัง ฉะนั้นหากไทยสามารถเปิด และกลายเป็นจุดหมายด้านการเรียนรู้ของนานาชาติได้ก็จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางปัญญาของประเทศ ซึ่งจะเป็นอำนาจอย่างหนึ่งที่ช่วยเปิดโอกาสไปยังด้านอื่นๆ ได้ด้วย” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

    อธิการบดี มธ. กล่าวในตอนท้ายด้วยว่า สิ่งเหล่านี้ ยังจะช่วยเสริมอีกเป้าหมายในเรื่องการก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาระดับภูมิภาค และการเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ระดับนานาชาติด้วย กล่าวคือ มธ. จะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ทั่วโลกต้องนึกถึงในฐานะที่พึ่งทางปัญญาด้านสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรืออื่นๆ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าด้านอื่นๆ เช่น วิทยาศาสตร์สุขภาพ ฯลฯ จะไม่สนใจ หรือไม่โดดเด่น เพียงแต่ขณะนี้ต้องการปักธงให้ มธ. เป็นผู้นำด้านสังคมศาสตร์ในระดับนานาชาติก่อนจะขยายไปด้านอื่นๆ ในอนาคต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/926971/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZnauixSnSaHRW2Fa37q4E

  • ประวัติ “พิศาล มาณวพัฒน์” แคนดิเดต รมว.ต่างประเทศ พรรคประชาชน

    ประวัติ “พิศาล มาณวพัฒน์” แคนดิเดต รมว.ต่างประเทศ พรรคประชาชน

    เปิดประวัติ “พิศาล มาณวพัฒน์” อดีต สว. ยุค คสช. ผู้เคยโหวตให้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นนายกฯ สู่แคนดิเดต รมว.ต่างประเทศ พรรคประชาชน

    วันที่ 6 มกราคม 2569 เป็นที่ฮือฮาเมื่อวันนี้ ทางพรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยทีมบริหารรัฐบาลประชาชน The Professionals หากได้เป็นรัฐบาล คือนายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีต 250 สว. และอดีตเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศ ที่เป็นการเปิดตัวคนที่ 2 ของพรรคในตำแหน่งว่าที่ รมว.ต่างประเทศ

    ประวัติ “พิศาล มาณวพัฒน์”

    สำหรับประวัตินายพิศาล มาณวพัฒน์ เป็นนักการทูตและอดีตสมาชิกวุฒิสภาชาวไทย เกิดวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 (ปัจจุบันอายุประมาณ 69 ปี) จบการศึกษา โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ (B.Sc. Econ): London School of Economics and Political Science (LSE) มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ (M.Sc. Econ): สาขาการค้าระหว่างประเทศ จาก LSE เช่นกัน นอกจากนี้ยังเรียนจบหลักสูตร วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 46

    เส้นทางการทำงาน “พิศาล มาณวพัฒน์”

    นายพิศาล รับราชการในกระทรวงการต่างประเทศมาเป็นเวลากว่า 36 ปี โดยเคยดำรงตำแหน่งทางทูตที่สำคัญ ทั้งเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา (ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.) ระหว่างปี พ.ศ. 2558 – 2560, เอกอัครราชทูตไทยประจำแคนาดา (และจาเมกา), เอกอัครราชทูตไทยประจำอินเดีย, เอกอัครราชทูตไทยประจำเบลเยียม ลักเซมเบิร์ก และหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป (EU), และยังเคยดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

    เส้นทางการเมือง “พิศาล มาณวพัฒน์”

    ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2529-2530 นายพิศาล เคยได้รับทุนให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภาคองเกรส สหรัฐอเมริกา (Congressional Fellow) โดยได้ทำงานร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกของสหรัฐฯ ประสบการณ์นี้ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้นายพิศาล เข้าใจกลไกการเมืองระดับโลก และนำมาปรับใช้ในการทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศกว่า 3 ทศวรรษ

    ต่อมาในปี 2562 หลังเกษียณอายุราชการ นายพิศาลได้รับแต่งตั้งเป็น สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดที่ 12 ซึ่งแม้จะมาจากการคัดเลือกโดย คสช. แต่นายพิศาลมักแสดงจุดยืนที่ค่อนข้างเป็นอิสระและยึดหลักเกณฑ์ความถูกต้อง

    โดยเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความฮือฮา ให้นายพิศาล คือเป็น 1 ใน 13 สว. ที่โหวต “เห็นชอบ” ให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้งปี 2566 โดยให้เหตุผลว่าต้องการเคารพเสียงของประชาชนและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

    ขณะที่จุดยืนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ นายพิศาลเคยโหวตรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชน ของ iLaw เพื่อต้องการลดความขัดแย้งและ “ปลดล็อก” ประเทศจากการติดหล่มทางการเมือง

    นายพิศาล ยังปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมาธิการการศึกษา และเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านต่างประเทศมาประยุกต์ใช้กับงานนโยบายภายในประเทศ

    กระทั่งล่าสุด นายพิศาล ได้มาร่วมงานกับพรรคประชาชน โดยพรรคได้เปิดตัวนายพิศาลในฐานะทีมบริหาร “The Professionals” โดยวางตัวให้เป็นผู้รับผิดชอบด้านการต่างประเทศ และให้เป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หากพรรคได้เป็นรัฐบาล พร้อมชูแนวคิด “การทูตกินได้” ที่เน้นการทำงานให้ประเทศไทยกลับไปอยู่บน “จอเรดาร์” ของโลกอีกครั้ง ปรับปรุงระบบราชการให้ทันสมัย และเน้นผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง (Pro-Thailand) มากกว่าการเลือกข้างมหาอำนาจ พร้อมให้เหตุผลที่ก้าวสู่การเมืองเต็มตัวครั้งนี้ เพื่อต้องการใช้วิชาความรู้ตลอด 40 ปี สะสางปัญหาเชิงโครงสร้างและช่วยให้ไทยมีบทบาทที่สง่างามในเวทีโลกอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2906145&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T4Jk_NWJFwac7nBHRbN8f

  • “วันนักประดิษฐ์ 2569” โชว์สิ่งประดิษฐ์กว่า 1,000 ผลงาน

    “วันนักประดิษฐ์ 2569” โชว์สิ่งประดิษฐ์กว่า 1,000 ผลงาน

    วันที่ 5 มกราคม 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านการวิจัยและการประดิษฐ์ ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรด้านการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นนานาชาติ จัดงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569 (Thailand Inventors’ Day 2026)” ครั้งที่ 27 ภายใต้แนวคิด “ปลดล็อกประเทศไทยด้วยพลังของสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม (Unlock Thailand – Power of Invention and Innovation)” ระหว่างวันที่ 5 – 9 มกราคม 2569 ณ Event Hall 100 – 104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

    งานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงวันประวัติศาสตร์ การทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเป็นประธานในพิธีและปาฐกถาพิเศษ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์ กิตติคุณ นายแพทย์ สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการพิจารณางบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 ผู้บริหารกระทรวง อว. ผู้บริหารหน่วยงาน และผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า ในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศที่จะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงนั้น ไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นสิ่งประดิษฐ์ และต่อยอดสู่นวัตกรรมที่ใช้ประโยชน์ได้จริง

    ทั้งนี้ กระทรวง อว. ได้ตระหนักถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายผลักดันให้หน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย “Quick Win” ซึ่งในด้านการเกษตร กระทรวง อว. ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “วิจัยติดดินกินได้” เพื่อช่วยเกษตรกรลดแรงงาน ลดเวลา และลดความเสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมี โดยเน้นหลักการ “เพิ่ม 4 เพิ่ม” ได้แก่ เพิ่มผลผลิตต่อไร่, เพิ่มรายได้, เพิ่มความแม่นยำในการฉีดพ่น และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรไทย นอกจากนี้ ในด้านการศึกษา กระทรวง อว. ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะแรงงานผ่านการ Upskill และ Reskill ในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ไมโครอิเล็กทรอนิกส์, ระบบราง, ดิจิทัล และ AI ด้านสุขภาพ ผ่านหลักสูตรระยะสั้นและโครงการ Sandbox บัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อผลิตแรงงานสมรรถนะสูงรองรับตลาดแรงงานและช่วยแก้ปัญหาการว่างงาน

    นายสุรศักดิ์ กล่าวเน้นย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือการสร้างบัณฑิตที่มีทักษะพร้อมใช้งาน AI ควบคู่กับการพัฒนาระบบนิเวศการศึกษาไทยให้ทันสมัย โดยปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการนำเข้าเทคโนโลยีมาเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยจากห้องทดลองสู่ชีวิตจริง “นวัตกรรมไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่เราต้องกล้าคิด กล้าทดลอง และกล้าเปลี่ยนแปลง เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศให้เข้มแข็ง ยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก” นายสุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

    พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้กล่าวชื่นชมสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และภาคีเครือข่ายทั้งไทยและต่างประเทศที่ร่วมกันจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ต่อเนื่องทุกปี ซึ่งถือเป็นเวทีแห่งความภาคภูมิใจและเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ของประเทศไทยสืบไป

    ด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า การจัดงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569 หรือ Thailand Inventors’ Day 2026 จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงวันประวัติศาสตร์ในการทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะ “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” สำหรับการจัดงานในปีนี้ วช. มุ่งเน้นการนำเสนอผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในทุกมิติ โดยมีการจัดแสดงผลงานมากกว่า 1,000 ผลงาน จากนักประดิษฐ์ไทยและนักประดิษฐ์นานาชาติกว่า 20ประเทศทั่วโลก ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ และนิทรรศการน้อมรำลึกการมอบรางวัลการวิจัยแห่งชาติ เพื่อเชิดชูเกียรตินักประดิษฐ์และนักวิจัยที่มีผลงานโดดเด่น รวมถึงนิทรรศการผลงานประดิษฐ์ที่แบ่งตามกลุ่มเรื่องสำคัญ อาทิ ด้านการเกษตร การแพทย์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน “Thailand New Gen Inventors Award” หรือ “I-New Gen” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่

    ดร.วิภารัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความตระหนักและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนสืบไป

    ทั้งนี้ วช. ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” 2569 (Thailand Inventors’ Day 2026) ระหว่างวันที่ 5 – 9 มกราคม 2569 เวลา 09.00 – 17.30 น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.inventorsdayregis.com/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/innovation-technology/Nr8V5yURW&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nekFsdWQZE80W_KaPKKIY