Category: วัฒนธรรม

  • ร่วมเปิดโลกการศึกษาเด็กตาบอด เพื่ออนาคตเด็กพิการทางสายตา

    ร่วมเปิดโลกการศึกษาเด็กตาบอด เพื่ออนาคตเด็กพิการทางสายตา

    ร่วมเปิดโลกการศึกษาเด็กตาบอด เพื่ออนาคตเด็กพิการทางสายตา

    วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.29 น.

    Tag :

    เด็กคือรากฐานสำคัญของสังคมและอนาคตของประเทศ ที่ต้องได้รับการดูแลส่งเสริมและพัฒนาอย่างรอบด้าน เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต เมื่อเด็กได้รับโอกาสทางการศึกษา การเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพอย่างเหมาะสม พวกเขาจะสามารถก้าวสู่อนาคตที่ดี มีความหวัง มีคุณค่า และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน

    ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุข รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะของเด็กๆทั่วประเทศ ที่ถูกเติมเต็มด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์การพัฒนาศักยภาพ ได้รับโอกาสมากมายจากครอบครัวและสังคม แต่ยังมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจไม่สามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียม นั่นคือ เด็กผู้พิการทางสายตา เด็กกลุ่มเล็กๆ ที่แม้มองไม่เห็นโลกภายนอกด้วยดวงตา แต่ยังเปี่ยมไปด้วยศักยภาพและความฝัน การเปิดโอกาสทางการศึกษา ควบคู่กับการยอมรับและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยให้เด็กพิการทางสายตาได้เติบโตอย่างมีศักดิ์ศรี มีความหวัง และมีอนาคตที่มั่นคงไม่แตกต่างจากเด็กคนอื่นในสังคม โดยเฉพาะโอกาสด้านการศึกษา

    แม้ว่าการศึกษาจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคน แต่สำหรับเด็กพิการทางสายตา เส้นทางการเรียนรู้มีข้อจำกัดที่มากกว่าเด็กทั่วไป ทั้งการเข้าถึงสื่อการเรียนการสอน บุคลากรเฉพาะทาง รวมถึงโอกาสทางการศึกษาในระยะยาว แต่ทั้งนี้ท่ามกลางอุปสรรคเหล่านี้ ยังมีพลังแห่งความหวังจากความร่วมมือของภาคสังคม หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ที่ร่วมกันยื่นมือเข้ามาสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบการเรียนรู้ เทคโนโลยีอำนวยความสะดวก หรือการสร้างโอกาสที่เท่าเทียม เพื่อเปิดโลกการศึกษาที่แม้มองไม่เห็นด้วยตา แต่สามารถสัมผัสได้ด้วยหัวใจ ให้เด็กพิการทางสายตาได้ก้าวไปสู่อนาคตอย่างมั่นคงและมีคุณค่าในสังคม ช่วยให้พวกเขาสามารถเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคม สามารถสร้างอาชีพ พึ่งพาตนเอง และช่วยเหลือครอบครัวได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

    โรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่พัทยา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2529 เป็นองค์กรการกุศลที่มุ่งให้โอกาสทางการศึกษาสำหรับเด็กผู้พิการทางสายตา อายุระหว่าง 3-20 ปี ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เด็กส่วนใหญ่จะพักอาศัยอยู่ในโรงเรียน โดยเด็กๆจะได้รับการศึกษาควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพและพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อเตรียมตัวสู่สังคมหรือศึกษาต่อในอนาคต  อาทิ การฝึกอาชีพ ดนตรี กีฬา งานนวด งานฝีมือ รวมถึงการฝึกทักษะการใช้ชีวิตสำหรับคนตาบอด เช่น การช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน การเคลื่อนไหวและการเดินทาง การอ่านและเขียนอักษรเบรลล์ นันทนาการ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสังคม เพื่อเสริมสร้างความภาคภูมิใจและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม โดยนักเรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

    เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้พิการทางสายตา บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP” ได้จัดกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้โครงการ “ชลิต อินดัสทรีฯ เติมน้ำใจให้น้องตาบอด” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดย นางสุชญา ยงเห็นเจริญ รองประธานกรรมการ ร่วมด้วย นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด เป็นผู้แทนมอบเงินสมทบทุนการศึกษา อาหารกลางวัน รวมถึงสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาของนักเรียนผู้พิการทางสายตาให้แก่น้องๆโรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่พัทยา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โดยมี ครูวีระชัย เกียรติจรรยา เป็นผู้แทนรับมอบ ณ โรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่พัทยา ในพระราชูปถัมภ์ฯ  เมื่อเร็วๆ นี้

    นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า แม้น้องๆ ผู้พิการทางสายตาจะมองไม่เห็นโลกภายนอกด้วยดวงตา แต่พวกเขามีศักยภาพและความสามารถไม่ต่างจากเด็กทั่วไป หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม ชลิต อินดัสทรี ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเติมโอกาสทางการศึกษา เพื่อเปิดทางให้เด็กๆเหล่านี้ก้าวไปสู่อนาคตที่มั่นคง

    ด้านนางสุชญา ยงเห็นเจริญ รองประธานกรรมการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า “เด็กทุกคนควรได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะเด็กพิการทางสายตาที่ต้องการการดูแลและสนับสนุนเป็นพิเศษ เราหวังว่าการให้ในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงที่มีส่วนช่วยเติมเต็มคุณภาพชีวิต และสร้างความหวังให้กับน้องๆและครอบครัวในระยะยาว”

    ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ที่ SCB เลขที่ 669-2-10787-4 สาขาพัทยาสาย 2 ชื่อ บ/ช ทุนบรมราชกุมารีเพื่อคนตาบอด (2536) หรืออาหารและสิ่งของจำเป็นต่างๆ ได้ที่ โทรศัพท์ 038-225-479 และ 081-359-0788 หรือเว็บไซต์ www.prsb.ac.th

    -(016)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/940936&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wqX8znYXBAl8zqcz3xdxT

  • เปิดประวัติ “รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ” จากนักธุรกิจรุ่นใหม่ ดีกรีธรรมะชั้นเอก สู่ผู้สมัคร สส.ตาก ปชน.

    เปิดประวัติ “รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ” จากนักธุรกิจรุ่นใหม่ ดีกรีธรรมะชั้นเอก สู่ผู้สมัคร สส.ตาก ปชน.

    เปิดประวัติ “รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ” จากนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงในท้องถิ่น สู่ผู้สมัคร สส.ตาก พรรคประชาชน ก่อนเส้นทางการเมืองจะสะดุด

    กรณีที่กำลังเป็นกระแสร้อนในแวดวงการเมือง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์นำกำลังเข้าจับกุม นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ผู้สมัคร สส.จังหวัดตาก เขต 2 พรรคประชาชน ในข้อหาพัวพันเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักต่อพื้นที่ภาคเหนือ และถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากสังคม

    จากนักการเมืองท้องถิ่น สู่ผู้สมัคร สส.ตาก

    นายรัชต์พงศ์ หรือ “ปอนด์” อายุ 32 ปี ถือเป็นคนรุ่นใหม่ในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เริ่มต้นเส้นทางการเมืองจากการเป็นผู้สมัคร ส.จ.ตาก ในนามคณะก้าวหน้า เมื่อปี 2563 ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นผู้สมัคร สส.ตาก เขต 2 ในนามพรรคประชาชน

    ที่ผ่านมา เขาเคยมีภาพลักษณ์เชิงบวกจากการทำกิจกรรมทางสังคม โดยเฉพาะบทบาทอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ในพื้นที่แม่สอด ทั้งการพ่นยาฆ่าเชื้อ แจกจ่ายอาหาร และช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงวิกฤต

    เส้นทางการศึกษาและดีกรีธรรมศึกษาชั้นเอก

    ด้านการศึกษา นายรัชต์พงศ์จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนเตรียมพุทธศาสตร์ และมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนสรรพวิทยาคม นอกจากนี้ยังสำเร็จการศึกษาธรรมศึกษาชั้น ตรี โท และเอก

    ขณะเดียวกัน ยังจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการนวัตกรรม B.B.A. (Business Innovation Management) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีพื้นฐานทั้งด้านวิชาการและศาสนา

    ธุรกิจส่วนตัว โจ๊กชื่อดังเมืองแม่สอด

    ก่อนเข้าสู่สนามการเมือง นายรัชต์พงศ์ ยังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยเป็นเจ้าของกิจการร้านโจ๊กในแม่สอด ในช่วงปี 2558–2560 ต่อด้วยร้านโจ๊กชื่อดังอีกร้าน ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงร้าน “ราชาทรัพย์” ที่เปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 2564

    ภาพลักษณ์ของผู้สมัครรายนี้จึงถูกมองว่าเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่เติบโตจากฐานรากในพื้นที่ ก่อนก้าวสู่บทบาททางการเมืองระดับประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9868222/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3diXItxo9ZR0mSNj_9aVHP

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D566998&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eSX2XN5j6ahP3QzMVFwLO

  • มิดเดิลอีสต์มอนิเตอร์: อย่าหลงกลสงครามจิตวิทยาของชาติตะวันตกต่ออิหร่าน บีบีซีเพิกเฉยต่อชาวอิหร่านนับล้านที่สนับสนุนระบอบการปกครอง

    มิดเดิลอีสต์มอนิเตอร์: อย่าหลงกลสงครามจิตวิทยาของชาติตะวันตกต่ออิหร่าน บีบีซีเพิกเฉยต่อชาวอิหร่านนับล้านที่สนับสนุนระบอบการปกครอง

    มิดเดิลอีสต์มอนิเตอร์: อย่าหลงกลสงครามจิตวิทยาของชาติตะวันตกต่ออิหร่าน บีบีซีเพิกเฉยต่อชาวอิหร่านนับล้านที่สนับสนุนระบอบการปกครอง

    เว็บไซต์ มิดเดิลอีสต์มอนิเตอร์ระบุว่า:

    ไม่ว่าเราจะต้องการยอมรับหรือไม่ก็ตาม มีประชาชนชาวอิหร่านนับล้านคนที่ยังคงให้การสนับสนุนระบอบการปกครอง การสนับสนุนเช่นนี้ไม่อาจถูกมองข้ามได้ เนื่องจากพวกเขาไม่ยินยอมที่จะถอนตัวออกจากเวทีทางการเมือง นี่คือความจริงอันไม่พึงประสงค์สำหรับปัญญาชนที่สนับสนุนตะวันตก และบีบีซีกำลังพยายามเพิกเฉยต่อความจริงดังกล่าว

    แตกต่างจากการปฏิวัติในประเทศอื่น ๆ ไม่มีฝ่ายค้านที่แท้จริงทั้งภายในหรือภายนอกอิหร่าน กลุ่มชาวอิหร่านที่พำนักอยู่ในต่างประเทศ แม้จะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ก็ยังคงแตกแยกและอ่อนแอ ข้อเรียกร้องให้ฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ของพวกเขายังเป็นเรื่องน่าขบขัน ความทรงจำเกี่ยวกับความโหดร้ายของชาห์องค์สุดท้ายและการทรมานโดยหน่วยซาวักยังคงฝังแน่นอยู่ในสังคม

    อย่างไรก็ตาม ความจริงเหล่านี้ไม่ได้สร้างความกังวลให้แก่ผู้ที่นั่งอยู่ในกรุงวอชิงตันและเทลอาวีฟ เนื่องจากพวกเขาไม่ใช่ผู้ที่ต้องจ่ายราคาด้วยเลือด

    ขณะนี้อิสราเอลมีสายลับปฏิบัติการอยู่ภายในอิหร่านแล้ว แต่เราต้องตระหนักว่าอิสราเอลมิใช่มิตรของอิหร่านและประชาชนอิหร่าน และไม่ควรให้ความไว้วางใจ

    ในทำนองเดียวกัน สหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นพลังแห่งความดี หากแต่แสวงหาน้ำมัน เงิน หรือการตอบสนองต่อผลประโยชน์ของอิสราเอลเท่านั้น จงพิจารณาชะตากรรมของอิรัก ซีเรีย และลิเบียเป็นบทเรียน

  • ศธ. จับมือยูเนสโก ยกระดับการศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม ดันอาชีวะสีเขียว 433 แห่ง

    ศธ. จับมือยูเนสโก ยกระดับการศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม ดันอาชีวะสีเขียว 433 แห่ง

    “นฤมล” นำ ก.ศึกษาธิการ จับมือยูเนสโก ยกระดับ “การศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม” ดันอาชีวะสีเขียว 433 แห่ง พร้อมเปิดเวทีแข่งขันไอเดียเยาวชน พัฒนาครู-นักเรียนด้านดิจิทัลและ AI

    เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หารือความร่วมมือการยกระดับการจัดการศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม (Greening Education) และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษาไทย ร่วมกับ นางสาวซูฮย็อน คิม (Ms. Soohyun Kim) ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโกกรุงเทพฯ (UNESCO Bangkok) ณ ห้องดำรงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

    โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญของเรื่องศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ Greening Education โดยเฉพาะการขับเคลื่อนสถานศึกษาอาชีวะสีเขียว (Green TVET) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยขณะนี้มีความพร้อมอย่างมาก มีศูนย์การเรียนรู้และสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการแล้วถึง 433 แห่ง และได้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) รองรับเรียบร้อยแล้ว

    “เพื่อให้การขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อมเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง ศธ. และ UNESCO มีแนวคิดที่จะจัดการแข่งขัน (Competition) เพื่อระดมไอเดียด้านสิ่งแวดล้อม (Green ideas) จากกลุ่มนักเรียนและเยาวชนโดยตรง เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เป็นผู้คิดและเสนอแนวทางปฏิบัติด้วยตนเอง แทนที่จะเป็นการรับนโยบายจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะทำให้เยาวชนรู้สึกเป็นเจ้าของและมีความตระหนักรู้ในเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง”

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development) ศธ. ได้เตรียมเสนอโครงการส่งข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงาน ณ สำนักงานยูเนสโก ทั้งที่สำนักงานกรุงเทพฯ และที่กรุงปารีส เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรไทยได้เรียนรู้ระบบงานระดับสากลและนำกลับมาพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ ยังได้หารือความร่วมมือในการพัฒนาสมรรถนะด้านดิจิทัลและ AI (AI Competency) ให้กับทั้งครูและนักเรียน ให้เท่าทันเทคโนโลยี รวมถึงความร่วมมือด้าน Ocean Literacy เพื่อสร้างองค์ความรู้เรื่องทรัพยากรทางทะเลแก่เยาวชนอีกด้วย

    ด้าน นางสาวซูฮย็อน คิม กล่าวชื่นชมและขานรับวิสัยทัศน์ของไทยในทุกประเด็น โดยเฉพาะโมเดล Green TVET ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติจริง พร้อมยินดีสนับสนุนไทยผ่านโครงการ Global Skills Academy เพื่อพัฒนาทักษะครูด้าน AI และตอบรับข้อเสนอโครงการ Secondment ที่จะเปิดรับบุคลากรไทยไปร่วมงานเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ระดับนานาชาติ

    นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงวาระสำคัญในปี 2026 ที่ความสัมพันธ์ไทย-ยูเนสโก จะครบรอบ 65 ปี โดยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงให้การสนับสนุนงานของยูเนสโกมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งแสดงความยินดีที่ประเทศไทยมีเมืองสมาชิกใหม่ในเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning Cities) ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทที่เข้มแข็งของไทยในเวทีการศึกษาโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2907859&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n61DQgG6kkBOO1NdGkZ8C

  • ส่อง 10 พรรคการเมือง ชูนโยบายการศึกษา พัฒนาคนไทยอนาคต ก่อนศึกเลือกตั้ง 69

    ส่อง 10 พรรคการเมือง ชูนโยบายการศึกษา พัฒนาคนไทยอนาคต ก่อนศึกเลือกตั้ง 69

    ส่อง 10 พรรคการเมือง ชูนโยบายการศึกษา เปิดข้อเสนอแนวทางพัฒนาคนไทย ลดช่องว่างทางการศึกษา เสริมทักษะอนาคต ก่อนศึกเลือกตั้ง 69

    เตรียมร่วมค้นหาคำตอบการศึกษาไทยกับ 6 พรรคการเมือง ก่อนวันเลือกตั้ง ในเวทีดีเบตนโยบายการศึกษา 2569: เรียนไปทำไม?ผ่าตัดการศึกษาไทย ทวงคืนอนาคต⁣⁣ ติดตามได้ใน ไทยรัฐนิวส์รูม Special 16 ม.ค. 69 | เวลา 13.30 – 16.00 น.⁣⁣

    ⁣⁣ท่ามกลางบริบทของสังคมไทยที่ยังเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี และความท้าทายของตลาดแรงงานในอนาคต นโยบายด้านการศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนอีกต่อไป หากแต่ต้องตอบโจทย์ทั้งคุณภาพชีวิต โอกาสทางเศรษฐกิจ และความสามารถในการปรับตัวของประชาชนในทุกช่วงวัย

    ด้วยเหตุนี้ นโยบายการศึกษาจึงกลายเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ทุกพรรคการเมืองให้ความสำคัญ โดยแต่ละพรรคมีแนวคิดและวิธีการปฏิรูปที่แตกต่างกัน ทั้งในมิติของโครงสร้างระบบ หลักสูตร บทบาทของครู เทคโนโลยีไปจนถึงสวัสดิการและงบประมาณด้านการศึกษา

    ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวมนโยบายด้านการศึกษาจาก 10 พรรคการเมือง เพื่อสะท้อนแนวคิด จุดยืน และทิศทางการพัฒนาการศึกษาไทยที่แต่ละพรรคเสนอไว้ ดังนี้

    10 พรรคการเมือง ชูนโยบายการศึกษา

    1.พรรคกล้าธรรม

    พรรคกล้าธรรม นำโดย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ มีแนวคิดหลักในการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พร้อมทั้งยกให้ “ครู” เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนระบบการศึกษา โดยเชื่อว่าการพัฒนาครูคือหัวใจของการพัฒนาผู้เรียน นโยบายด้านการศึกษาที่สำคัญของพรรคประกอบด้วย

    แพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลคุณภาพระดับชาติ (Digital Platform for All)


    พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่รวบรวมองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญและครูต้นแบบ เพื่อให้เด็กในโรงเรียนขนาดเล็กหรือพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนที่มีมาตรฐานเดียวกับโรงเรียนชั้นนำในเขตเมือง

    แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและยกระดับสวัสดิการบุคลากรทางการศึกษา


    พรรคมองว่าภาระหนี้สินของครูส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอน จึงเสนอแนวทางพักชำระหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้อย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการปรับเกณฑ์การประเมินและเลื่อนวิทยฐานะ โดยให้ความสำคัญกับ “ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน” มากกว่าภาระงานด้านเอกสาร

    กองทุนนวัตกรรมอาชีวศึกษา

    
จัดสรรงบประมาณโดยตรงให้สถาบันอาชีวศึกษาเพื่อสนับสนุนการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง มุ่งเปลี่ยนสถานศึกษาให้เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ประกอบการและแรงงานทักษะรุ่นใหม่

    ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอัจฉริยะ (Smart Early Childhood)

    
ยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในชุมชนให้มีเครื่องมือและสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย สอดคล้องกับพัฒนาการตามช่วงวัย พร้อมดูแลด้านโภชนาการและสุขอนามัยอย่างเหมาะสม เพื่อวางรากฐานการพัฒนาสมองตั้งแต่วัยต้น

    การเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกช่วงวัย (Universal Learning)


    สนับสนุนงบประมาณให้ประชาชนวัยทำงานที่ต้องการพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนทักษะ (Reskill / Upskill) โดยสามารถสะสมผลการเรียนรู้ในรูปแบบหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อนำไปใช้เทียบโอนหรือขอรับวุฒิการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต

    2. พรรคประชาชน

    พรรคประชาชน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทย โดยมองว่าต้นตอของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ครูหรือนักเรียนเป็นรายบุคคล หากแต่อยู่ที่ระบบการจัดการที่ล้าสมัยและไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ นโยบายด้านการศึกษาจึงมุ่งไปที่การคลี่คลายข้อจำกัดและภาระที่ถ่วงรั้งทั้งครูและผู้เรียน เพื่อเปิดพื้นที่ให้การเรียนการสอนเกิดขึ้นอย่างมีคุณภาพ นโยบายสำคัญประกอบด้วย

    คืนบทบาทครูสู่ภารกิจหลักในห้องเรียน


    ลดและยกเลิกภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน อาทิ งานเอกสารประกันคุณภาพ งานธุรการ งานพัสดุ หรือเวรยาม โดยใช้ระบบบริหารจัดการจากส่วนกลางหรือจ้างบุคลากรเฉพาะด้านเข้ามารับหน้าที่แทน เพื่อให้ครูสามารถทุ่มเทเวลาและพลังไปกับการพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มที่

    โรงเรียนปลอดภัย (Zero Tolerance)


    ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อยุติความรุนแรงในโรงเรียนทุกรูปแบบ ทั้งการลงโทษที่ไม่เหมาะสมและการกลั่นแกล้งรังแก พร้อมเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาประจำโรงเรียน เพื่อดูแลสุขภาพจิตและความปลอดภัยของนักเรียนอย่างเป็นระบบ

    การกระจายอำนาจด้านหลักสูตร


    ลดสัดส่วนเนื้อหาบังคับจากส่วนกลาง และเปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบท ความต้องการ และอาชีพในท้องถิ่น เพื่อให้การเรียนรู้มีความหมายและสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

    คูปองส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน


    จัดสรรงบประมาณโดยตรงให้เด็กและเยาวชน เพื่อนำไปเลือกเรียนทักษะหรือกิจกรรมที่ตนเองสนใจนอกระบบโรงเรียน เช่น การเขียนโปรแกรม ดนตรี กีฬา หรือทักษะเฉพาะด้านอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพตามความถนัดของแต่ละบุคคล

    สิทธิในร่างกายและเสรีภาพของผู้เรียน


    ปฏิรูปกฎระเบียบเกี่ยวกับทรงผมและเครื่องแบบให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยยึดหลักการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน พร้อมผลักดันให้โรงเรียนเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ประชาธิปไตย ที่รับฟังและให้คุณค่ากับเสียงของนักเรียน

    3.พรรคภูมิใจไทย

    พรรคภูมิใจไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกุล ให้ความสำคัญกับการลดข้อจำกัดด้านพื้นที่และฐานะทางเศรษฐกิจในการเข้าถึงการศึกษา โดยมองว่า “เทคโนโลยีดิจิทัล” ควบคู่กับ “การแก้ไขปัญหาหนี้การศึกษา” คือกลไกสำคัญที่จะทำให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม นโยบายด้านการศึกษาที่สำคัญของพรรค ได้แก่

    โรงเรียนเสมือนจริง (Virtual School)


    ผลักดันการจัดตั้งแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่รวบรวมบทเรียนจากครูและติวเตอร์คุณภาพจากทั่วประเทศเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนที่มีมาตรฐานเดียวกับโรงเรียนในเขตเมือง ภายใต้แนวคิด “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา”

    กยศ. ปลอดดอกเบี้ยและเงื่อนไขผ่อนปรน

    
ปรับปรุงกฎหมายกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยยกเลิกดอกเบี้ย ไม่กำหนดผู้ค้ำประกัน และตัดค่าปรับต่าง ๆ เพื่อลดภาระทางการเงินของนักเรียนและนักศึกษา และช่วยให้ผู้กู้สามารถเริ่มต้นชีวิตการทำงานได้อย่างเป็นธรรม

    มาตรการพักชำระหนี้ กยศ. ระยะเวลา 5 ปี


    สำหรับผู้กู้ที่ยังไม่สามารถหางานทำได้หรือมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีเวลาในการตั้งหลักทางเศรษฐกิจก่อนเข้าสู่กระบวนการชำระหนี้

    อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงฟรีเพื่อการศึกษา


    จัดสรรสิทธิการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้กับนักเรียนและครูทั่วประเทศโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อรองรับการเรียนการสอนและการเข้าถึงแหล่งความรู้ผ่านระบบดิจิทัลอย่างทั่วถึง

    การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

    
สนับสนุนงบประมาณสำหรับหลักสูตรระยะสั้นเพื่อการพัฒนาทักษะหรือการเปลี่ยนอาชีพ (Reskill / Upskill) สำหรับประชาชนวัยทำงานที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและโครงสร้างเศรษฐกิจ

    4.พรรคประชาธิปัตย์

    พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำจุดแข็งจากประสบการณ์การผลักดันนโยบาย “เรียนฟรี 15ปี” ในอดีตมาต่อยอด โดยมุ่งขยายขอบเขตสวัสดิการด้านการศึกษาให้ครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งในมิติของการเรียนรู้และการดูแลสุขภาวะของเด็กและเยาวชน นโยบายด้านการศึกษาที่สำคัญประกอบด้วย

    เรียนฟรีถึงระดับปริญญาตรีในสาขาขาดแคลน

    
สนับสนุนงบประมาณรายหัวและค่าหน่วยกิตให้ครอบคลุมถึงระดับอุดมศึกษา โดยให้ความสำคัญกับสาขาวิชาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สินของนักศึกษาและครอบครัว

    โครงการนมโรงเรียนตลอด 365 วัน


    ขยายการจัดสรรนมโรงเรียนให้เด็กได้รับสารอาหารอย่างต่อเนื่องทุกวัน รวมถึงวันหยุดราชการและช่วงปิดภาคเรียน เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายที่สมวัย และช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านโภชนาการของผู้ปกครอง

    อาหารกลางวันฟรีถึงระดับมัธยมศึกษา

    
เพิ่มงบประมาณค่าอาหารกลางวันให้ครอบคลุมถึงนักเรียนระดับมัธยมศึกษา จากเดิมที่จำกัดเฉพาะระดับประถมเพื่อให้เด็กในช่วงวัยรุ่นได้รับโภชนาการที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการเจริญเติบโต

    อินเทอร์เน็ตฟรีจำนวน 1 ล้านจุดทั่วประเทศ


    ขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้ค่าใช้จ่ายในโรงเรียน ห้องสมุด และศูนย์การเรียนรู้ชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงแหล่งความรู้และข้อมูลจากทั่วโลกอย่างเท่าเทียม

    คอมพิวเตอร์ฟรี (1 คน 1 เครื่อง)


    สนับสนุนการจัดหาอุปกรณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัย เช่น แล็ปท็อปหรือแท็บเล็ต ให้แก่นักเรียนทุกคน เพื่อลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

    5.พรรคไทยก้าวใหม่

    เรียนฟรีถึงปริญญาเอก ยกหนี้ กยศ. และโรงเรียนดีใกล้บ้าน

    5 นโยบายรื้อระบบการศึกษา 1.Digital transformation ทำแพลตฟอร์มสำหรับการศึกษาระดับชาติที่เป็น Big Data ที่ไม่ใช่แค่กระทรวงศึกษา อาชีวศึกษา แต่รวมถึงอุดมศึกษาด้วย, ต้องมีระบบการจัดการโรงเรียน ที่จะต้องไม่ใช่หน้าที่ของครู, ความรู้ที่ดีขึ้นระบบออนไลน์ เพื่อให้ครูรุ่นใหม่ได้ศึกษา

    และจะต้องมีครูเพิ่มขึ้นจาก 4 แสนคน เป็น 8 แสนคน โดยใช้ AI เป็นครูผู้ช่วยในการทำการเรียนการสอน และจะนำงานวิจัยขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ 2.Re-Engineering ต้องบริหารจัดการแบบกระจายอำนาจ, ยกเลิกภารกิจครูที่ไม่เกี่ยวกับการสอนโดยสิ้นเชิง, ยกเลิกระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนการสอน, เรียนรู้ได้จากผู้เชี่ยวชาญ, ครูครบชั้น ครูตรงวุฒิต้องมี, งบประมาณต้องมีการเสนอขึ้นมาจากเขต

    3.Re-Design เด็กวันนี้ต้องมีทักษะ 4C และเน้นการเรียนรู้แบบทำความเข้าใจ, จะต้องมีภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 ต้องสอนAI ตั้งแต่ ป.1, เลิกฟัง จด ท่องสอบ และสร้างอาชีวะเฉพาะทาง และต้องเพิ่มสาขาในมหาลัยให้มากขึ้น

    4.อัพสกิล รีสกิล ข้าราชการทุกระดับชั้นที่เกี่ยวกับการศึกษาต้อง up skill ทั้งหมด ครูอาชีวะต้องไปทำงานตอนปิดเทอม

    5.โรงเรียนดีใกล้บ้าน จะลดความเหลื่อมล้ำ มีครูตรงวุฒิครบชั้นและทันสมัยได้

    6.พรรคเพื่อไทย

    พรรคเพื่อไทย นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ วางบทบาทด้านการศึกษาให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีแนวคิดสำคัญคือการปรับระบบการศึกษาจากรูปแบบการเรียนตามกรอบเดิม ไปสู่การเรียนรู้ที่สามารถต่อยอดเป็นอาชีพและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม นโยบายด้านการศึกษาที่สำคัญของพรรคประกอบด้วย

    Learn to Earn: เรียนเพื่อสร้างรายได้


    ยกระดับการศึกษาให้เชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิด โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วสามารถเข้าสู่การทำงานและมีรายได้ทันที ลดสัดส่วนเนื้อหาทางทฤษฎีที่ไม่จำเป็น และเพิ่มการพัฒนาทักษะอาชีพทั้งการเสริมทักษะใหม่และการยกระดับทักษะเดิม (Reskill / Upskill)

    ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)


    ผลักดันระบบการสะสมหน่วยกิตจากหลากหลายรูปแบบการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนในสถานศึกษา การทำงานจริง หรือการฝึกอบรมนอกระบบ เพื่อให้สามารถนำมาเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาได้ในทุกช่วงวัย โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะการเรียนในระบบเท่านั้น

    โครงการหนึ่งอำเภอ หนึ่งทุนการศึกษา (ODOS)

    
ฟื้นฟูการสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในทุกอำเภอ เพื่อเปิดโอกาสให้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาประเทศ

    โรงเรียนสองภาษาในระดับท้องถิ่น

    
ส่งเสริมการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษและภาษาจีน ผ่านการใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ ควบคู่กับการสนับสนุนครูต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

    การศึกษาฟรีพร้อมสวัสดิการเสริม (Free Education Plus)


    นอกจากการเรียนฟรีตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ยังเน้นการเพิ่มสวัสดิการสนับสนุนด้านอื่น ๆ เช่น อาหารกลางวันที่มีคุณภาพ และการพิจารณาจัดระบบรถรับส่งนักเรียนในพื้นที่ขาดแคลน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและความเหลื่อมล้ำของผู้ปกครอง

    7.พรรครวมไทยสร้างชาติ

    พรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค มุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีทั้งศักยภาพทางวิชาการ คุณธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว นโยบายด้านการศึกษาที่สำคัญของพรรคประกอบด้วย

    อาชีวศึกษาระดับสูง (High-Skill Vocational)


    ยกระดับสถาบันอาชีวศึกษาให้เป็นแหล่งฝึกทักษะขั้นสูง ผ่านความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายและเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา และมีรายได้ที่มั่นคง

    การศึกษาเพื่อความมั่นคงและคุณธรรม

    
บรรจุเนื้อหาที่ส่งเสริมความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และหน้าที่พลเมืองในรูปแบบร่วมสมัย เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกความเป็นไทย ระเบียบวินัย และคุณธรรม ควบคู่กับการพัฒนาความรู้ทางวิชาการ

    กองทุนสนับสนุนความเสมอภาคทางการศึกษา

    
ขยายการอุดหนุนงบประมาณแก่เด็กและเยาวชนจากครอบครัวยากจนหรือกลุ่มเปราะบาง เพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาอันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

    ทุนการศึกษา “กมลนาถ”


    จัดสรรทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในระดับท้องถิ่น เพื่อเปิดโอกาสให้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และส่งเสริมให้กลับมามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนหรือบ้านเกิดของตน

    การใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยในสถานศึกษา


    ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยมาใช้ในโรงเรียน เช่น ระบบกล้องวงจรปิดและระบบติดตามดูแลนักเรียน เพื่อสร้างสภาแวดล้อมที่ปลอดภัยและเสริมความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครอง

    8.พรรคพลังประชารัฐ

    พรรคพลังประชารัฐ นำโดย นางสาวตรีนุช เทียนทอง ให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบการศึกษาผ่านการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาและการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถานศึกษาในระดับท้องถิ่น โดยเชื่อว่าหากครูมีความมั่นคงในชีวิตและโรงเรียนใกล้บ้านมีคุณภาพ จะเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน นโยบายด้านการศึกษาที่สำคัญของพรรคประกอบด้วย

    แก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ

    
จัดตั้งกองทุนหรือมาตรการรองรับการพักชำระหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อลดแรงกดดันทางการเงิน และเปิดโอกาสให้ครูสามารถทุ่มเทสมาธิและพลังไปกับการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มศักยภาพ

    โรงเรียนคุณภาพประจำชุมชน (Magnet School)


    พัฒนาโรงเรียนศูนย์กลางในระดับตำบลให้มีความพร้อมด้านบุคลากรและอุปกรณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัย เพื่อให้เด็กในพื้นที่ชนบทสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพเทียบเท่าโรงเรียนในเมืองใหญ่ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไกล

    โครงการ Coding Thailand


    ขยายการจัดการเรียนการสอนด้านการเขียนโปรแกรมและการคิดเชิงตรรกะในทุกช่วงชั้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยมีทักษะดิจิทัลที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

    เรียนดี มีความสุข


    ส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อความสุขของผู้เรียน ลดความกดดันจากการเรียนแบบเดิม และเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ควบคู่กับการใช้สื่อดิจิทัล เพื่อช่วยให้การเรียนมีความน่าสนใจและเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น

    สวัสดิการด้านการศึกษาแบบประชารัฐ

    
สนับสนุนทุนการศึกษาและอุปกรณ์การเรียนขั้นพื้นฐานให้แก่ครอบครัวที่มีรายได้น้อย ผ่านกลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อลดช่องว่างทางการศึกษาตั้งแต่ระดับต้น

    9.พรรคไทยสร้างไทย

    พรรคไทยสร้างไทย นำโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เสนอนโยบายการศึกษาที่ต้องการ “พลิกระบบ” โดยมุ่งยกระดับการเรียนรู้ให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เร็วขึ้น และลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว นโยบายเด่นประกอบด้วย

    เรียนฟรีจนจบปริญญาตรี

    ขยายการศึกษาฟรีจากเดิมที่เป็นเพียง 12 ปีตามกฎหมาย ให้ครอบคลุมไปจนจบระดับปริญญาตรี โดยรัฐรับผิดชอบค่าเล่าเรียนทั้งหมด เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่สูงขึ้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

    ลดระยะเวลาเรียนรวม 3–4 ปี

    ปรับโครงสร้างการศึกษาในระดับประถม มัธยม และมหาวิทยาลัยให้กระชับและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ตัดเนื้อหาที่จำเป็น เพื่อลดเวลาการจบการศึกษาและให้เยาวชนสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เร็วกว่าเดิม

    ตัดวงจรหนี้ กยศ.

    เนื่องจากรัฐจะรับผิดชอบค่าเล่าเรียนจนจบปริญญาตรีและลดเวลาเรียนลง จึงจะช่วยทำให้เยาวชนไทยไม่จำเป็นต้องกู้หนี้ยืมสินกับ กยศ. อีกต่อไป ช่วยให้คนรุ่นใหม่มีอิสรภาพทางการเงินตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน

    คูปองการศึกษา (Education Voucher)

    ให้เด็กมี “อำนาจงบประมาณ” อยู่กับตัวเอง สามารถเลือกสถาบันหรือสาขาที่ต้องการเรียนได้อย่างอิสระ เพื่อส่งเสริมการแข่งขันและคุณภาพการเรียนรู้ตามความสนใจของผู้เรียน

    ปรับหลักสูตรให้เน้นทักษะใช้งานจริง

    เปลี่ยนหลักสูตรการเรียนให้มุ่งเน้นทักษะที่จำเป็นต่อโลกยุคใหม่ มากกว่าการยึดติดกับใบปริญญาเพียงอย่างเดียว โดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และนำครูผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเสริมคุณภาพการศึกษาในทุกพื้นที่ให้เท่าเทียมกัน

    10.พรรคเสรีรวมไทย

    พรรคเสรีรวมไทย นำโดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส มีจุดยืนด้านการศึกษาภายใต้แนวคิด “สานต่อนโยบายเดิมด้านการศึกษา” โดยมุ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง และลดภาระทางเศรษฐกิจของครอบครัว นโยบายสำคัญประกอบด้วย

    สนับสนุนการศึกษาภาคบังคับให้เรียนฟรีอย่างแท้จริง


    ผลักดันให้การศึกษาภาคบังคับไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเข้าเรียนได้โดยไม่เป็นภาระต่อผู้ปกครอง

    ยกเลิกหนี้ กยศ. เพื่อลดภาระครอบครัว


    แก้ไขปัญหาหนี้การศึกษาด้วยการยกเลิกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เพื่อลดภาระทางการเงินของครอบครัวและไม่ให้เยาวชนเริ่มต้นชีวิตด้วยหนี้สิน

    เปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงการศึกษาโดยไม่ถูกกดดันจากหนี้

    สร้างระบบการศึกษาที่เอื้อต่อโอกาสและความเสมอภาค ทำให้เด็กและเยาวชนสามารถเลือกเส้นทางการเรียนรู้ได้อย่างอิสระ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2907837&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BPdIuo5x06EA4N_yXUVvd

  • “มหิดลเกษตรแฟร์ 2569” จัดเต็มของอร่อย-สินค้า OTOP เริ่มแล้ววันนี้ จัดยาว 5 วันรวด!

    “มหิดลเกษตรแฟร์ 2569” จัดเต็มของอร่อย-สินค้า OTOP เริ่มแล้ววันนี้ จัดยาว 5 วันรวด!

    “มหิดลเกษตรแฟร์ 2569” งานใหญ่รับต้นปี ภายใต้แนวคิด “ร่วมปลูก ร่วมเปลี่ยน”

    เตรียมตัวให้พร้อม! มหกรรมที่หลายคนรอคอยกลับมาอีกครั้งกับงาน “มหิดลเกษตรแฟร์ 2569” ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ในปีนี้มาในธีมสุดสร้างสรรค์อย่าง “ร่วมปลูก ร่วมเปลี่ยน” ซึ่งเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญเพื่อนำเสนอเรื่องราวของเกษตรกรรม สุขภาพ นวัตกรรม และวิถีชีวิตที่ยั่งยืนมารวมไว้ในที่เดียว

    มหิดลเกษตรแฟร์ 2569 เริ่มวันไหน?

    งานมหิดลเกษตรแฟร์ 2569 มีกำหนดการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–18 มกราคม 2569 รวม 5 วันเต็ม ให้คุณได้เพลิดเพลินกันยาวๆ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ของทุกวัน ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

    ไฮไลต์สำคัญในงาน มหิดลเกษตรแฟร์ 2569

    จุดเด่นของงานในปีนี้คือการจัดแสดง โซนนวัตกรรมและผลงานวิจัย จากความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยมหิดล และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม ใครที่มองหาไอเดียใหม่ๆ หรืออยากเห็นเทคโนโลยีการเกษตรและสุขภาพล้ำสมัย ห้ามพลาดโซนนี้เด็ดขาด

    มหิดลเกษตรแฟร์ 2569

    เจาะลึก 5 โซนเดินเพลิน…ครบจบในงานเดียว

    เพื่อให้การเดินเที่ยวชมงานลื่นไหลที่สุด อย่าลืมเช็กผังบริเวณงานก่อนลุย! โดยแบ่งออกเป็นโซนหลักๆ ดังนี้ครับ:

    • โซน A1–A2 และโซน B (สวรรค์ของกิน): รวบรวมร้านค้าอาหารชื่อดัง ของเด็ดจากทั่วสารทิศให้ได้ชิมกันแบบจุใจ
    • โซนต้นไม้ (พื้นที่สีเขียว): เอาใจคนรักธรรมชาติ มีทั้งพันธุ์ไม้ดอก ไม้ประดับ และอุปกรณ์การปลูกให้เลือกสรร
    • โซน OTOP และสินค้าโรงงาน: สนับสนุนผู้ประกอบการไทยด้วยสินค้าคุณภาพดีในราคาย่อมเยา
    • โซน C (ความบันเทิงและกิจกรรม): พบกับสวนสนุกสุดมันส์ และร้านค้าจากนักศึกษาที่เต็มไปด้วยไอเดียสร้างสรรค์ เหมาะสำหรับมาเที่ยวกันทั้งครอบครัว
    • โซนนวัตกรรม: พื้นที่โชว์ของจาก 2 สถาบันการศึกษาชั้นนำ ที่สะท้อนวิถีชีวิตแบบยั่งยืน

    ไม่ว่าจะตั้งใจมาหาของกินอร่อยๆ ช้อปต้นไม้เข้าบ้าน หรือมาอัปเดตนวัตกรรมใหม่ๆ งานนี้ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์แน่นอนครับ แล้วพบกันที่ศาลายานะครับ!

    แหล่งอ้างอิง

    1. Mahidol University

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/travel/1453434/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21_hWI5GCo9oBxr0DwAThZ

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ เพื่อตอบโต้การตัดสินใจล่าสุดของรัฐสภายุโรป

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ เพื่อตอบโต้การตัดสินใจล่าสุดของรัฐสภายุโรป

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ เพื่อตอบโต้การตัดสินใจล่าสุดของรัฐสภายุโรป

    ดร.ซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุในข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ว่า

    ตลอดระยะเวลากว่าสองปีของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา ซึ่งคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปแล้วราว 70,000 คน กลับไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้รัฐสภายุโรปดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมใด ๆ ต่ออิสราเอล ทั้งที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศออกหมายจับในข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม แต่ยังสามารถเดินทางผ่านน่านฟ้ายุโรปได้อย่างเสรี

    ขณะเดียวกัน เหตุความไม่สงบที่ใช้ความรุนแรงในอิหร่านเพียงไม่กี่วัน กลับเพียงพอให้รัฐสภายุโรปตัดสินใจห้ามนักการทูตอิหร่านเข้าสู่รัฐสภาของตน

    ประชาชนไม่ใช่คนโง่ พวกเขาเห็นด้วยตาของตนเองว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น อิหร่านไม่ได้มุ่งแสวงหาความเป็นปฏิปักษ์กับสหภาพยุโรป แต่จะตอบโต้ต่อมาตรการจำกัดใด ๆก็ตามที่ถูกบังคับใช้อย่างเหมาะสม

  • สาส์นเชิดชูของผู้นำการปฏิวัติอิสลามถึงประชาชนผู้ยิ่งใหญ่แห่งอิหร่าน ภายหลังการชุมนุมครั้งใหญ่ในวันนี้ 12 เดือนมกราคม 2026

    สาส์นเชิดชูของผู้นำการปฏิวัติอิสลามถึงประชาชนผู้ยิ่งใหญ่แห่งอิหร่าน ภายหลังการชุมนุมครั้งใหญ่ในวันนี้ 12 เดือนมกราคม 2026

    อยาตุลลอฮ์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี ผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ได้ส่งสารแสดงความชื่นชมต่อภารกิจอันยิ่งใหญ่ของประชาชนผู้ทรงเกียรติแห่งอิหร่าน จากการชุมนุมอย่างกว้างขวางในวันนี้ และวันที่เป็นประวัติศาสตร์ที่ได้ถูกสร้างขึ้น โดยท่านได้เน้นย้ำว่า ประชาชนอิหร่านได้แสดงให้ศัตรูเห็นถึงตัวตน ความมุ่งมั่น และอัตลักษณ์ของตนเอง และนี่คือคำเตือนถึงนักการเมืองสหรัฐอเมริกาให้ยุติการหลอกลวง และอย่าพึ่งพาผู้รับใช้ทรยศอีกต่อไป

    🖼 เนื้อความสารของผู้นำการปฏิวัติอิสลามถึงประชาชนอิหร่าน มีดังนี้:

    ✍️ ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาปรานี
    ✏️ ประชาชนผู้ทรงเกียรติแห่งอิหร่าน!

    ✏️ วันนี้พวกท่านได้กระทำภารกิจอันยิ่งใหญ่ และได้สร้างวันหนึ่งที่เป็นประวัติศาสตร์ การชุมนุมอันมโหฬารและเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่นี้ ได้ทำให้แผนการของศัตรูต่างชาติ ซึ่งตั้งใจจะดำเนินการผ่านผู้รับใช้ภายในประเทศ ล้มเหลวลง

    ✏️ ประชาชนผู้ยิ่งใหญ่แห่งอิหร่าน ได้แสดงตัวตน ความพยายาม และอัตลักษณ์ของตนต่อหน้าศัตรู นี่คือคำเตือนถึงนักการเมืองสหรัฐอเมริกาให้ยุติการหลอกลวง และอย่าอาศัยพึ่งพาผู้รับใช้ที่ทรยศ

    ✏️ ประชาชนอิหร่านเข้มแข็งและทรงพลัง มีความตื่นรู้ รู้เท่าทันศัตรู และพร้อมอยู่ในสมรภูมิในทุกสถานการณ์

    ✏️ ขอพระผู้เป็นเจ้าประทานความเมตตาของพระองค์แก่พวกท่านทุกคน

    ✍️ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี
    12 มกราคม 2026

  • C

    C

    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)
    Creative Economy Agency (Public Organization)
    อาคารไปรษณีย์กลาง เลขที่ 1160 ถนนเจริญกรุง
    แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500
    เลขประจำตัวผู้เสียภาษี : 0994002403264

    โทรศัพท์ (66) 2 105 7400
    โทรสาร (66) 2 105 7450
    สอบถามทั่วไป info@cea.or.th
    ส่งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ saraban@cea.or.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cea.or.th/news-updates/BKKDW2026-1&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eGFAyK5zQN2rYJI1fxt9T