Category: วัฒนธรรม

  • รียูเนียนกับเพื่อนเก่าวิชากรีกโบราณศึกษา ณ ซัลซ์บวร์ก ออสเตรีย เมืองหลวงแห่งโลกดนตรีคลาสสิก

    รียูเนียนกับเพื่อนเก่าวิชากรีกโบราณศึกษา ณ ซัลซ์บวร์ก ออสเตรีย เมืองหลวงแห่งโลกดนตรีคลาสสิก

    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา เทศกาลดนตรีซัลซ์บวร์ก ประเทศออสเตรีย แถลงข่าวเปิดตัวปฏิทินการแสดงสำหรับฤดูกาลปี 2026 ประกอบไปด้วยโอเปรา 9 เรื่อง จัดแสดงทั้งแบบโปรดักชันเต็มและแบบคอนเสิร์ต ละคร 7 เรื่อง และรายการคอนเสิร์ตอีก 16 รายการ นับรวมมหรสพทุกรอบการแสดงทั้งหมดได้ 171 รอบ พ่วงด้วยกิจกรรมเชิงศิลปวัฒนธรรมอีกจำนวนมาก โดยมีศิลปินชั้นนำของวงการละครและดนตรีคลาสสิกมากหน้าหลายตาร่วมแสดงในทุกรายการตลอดระยะเวลา 45 วัน ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคมจนถึง 30 สิงหาคม ปี 2026

    ย้อนกลับไปราวปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ Café Bazar ร้านกาแฟเก่าแก่ริมแม่น้ำซัลซัค ผมนัดเจอกับ มักซิมิเลียน เพื่อนเก่าชาวเยอรมันจากภาควิชากรีกโบราณศึกษา วันนั้นฝนตกตั้งแต่ช่วงเที่ยงเรื่อยมาจนถึงเวลาที่เรานัดกันตอนบ่าย ผมเดินเลาะหลบฝนมาตามชายคาของอาคารสองข้างทางตั้งแต่ออกจากโรงแรมที่พักใกล้กับสถานีรถไฟ ร่มที่พกมาด้วยไม่ได้ช่วยให้เปียกน้อยลงแต่อย่างใด เพราะช่องเขาอันเป็นที่ตั้งของเมืองซัลซ์บวร์ก ทำให้ลมที่พัดผ่านเข้ามาเพิ่มกำลังจนเม็ดฝนฟุ้งกระจายไปทุกทิศทาง

    มักซ์อดไม่ได้ที่จะแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้ผมต้องมาตกระกำลำบากกับช่วงเวลาที่ควรจะครื้นเครงที่สุดในทวีปยุโรป เพราะอุตส่าห์นั่งเครื่องบินหนีมรสุมมาจากไทย แต่กลับต้องมาเจอพายุหลงฤดูที่กำลังปกคลุมบาวาเรียและออสเตรียตะวันตกในห้วงสัปดาห์นั้นพอดี

    เมฆขมุกขมัวเหนืออาสนวิหารซัลซ์บวร์ก เบื้องหลังมองเห็นป้อมปราการซัลซ์บวร์ก

    หลังจากสั่งเมอลองจ์ (Melange) มาดื่มสงบสติอารมณ์ ผมบอกกับมักซ์ว่า ต้นไม้ในกระถางที่อะพาร์ตเมนต์ล้วนอยู่ในสภาพดี และจัดการรดน้ำให้ทั้งหมดอีกรอบก่อนจะขึ้นรถไฟออกมาซัลซ์บวร์กเมื่อตอนเช้า มักซ์กับผมไม่ได้เจอกันตัวเป็น ๆ มาร่วม 6 ปีแล้ว หลังจากรู้จักกันที่เวียนนาเพราะบังเอิญเป็นมนุษย์เพียง 2 คนที่ศึกษาจารึกโบราณในบรรดากลุ่มนักเรียนทุนแลกเปลี่ยนวิจัยที่ถูกจับมาให้แนะนำตัวแก่กันละกันในวันปฐมนิเทศ 

    พวกเราสนิทกันอย่างรวดเร็วเมื่อพบว่าต่างคนต่างก็เป็นคอดนตรีคลาสสิก มักซ์จบ Conservatoire สาขาโอเปรา ก่อนเปลี่ยนสายมาศึกษาจารึกโบราณและกำลังจะปิดเล่มวิทยานิพนธ์เรื่องจารึกบนป้ายหลุมศพกรีก ส่วนผมกำลังหนีความจำเจจากมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยพิธีกรรม มาตามหาแสงสี ณ สถานที่อันเป็นดั่งวิหารค้ำจุนโลกดนตรีคลาสสิกมาหลายชั่วอายุคนอย่างโรงโอเปรา Wiener Staatsoper 

    ผมออกจะมีท่าทางตื่นเต้นมากกว่าอีกฝ่ายที่กำลังจะขึ้นเวทีแสดงต่อหน้าผู้ชมนับพันใน Großes Festspielhaus และอีกนับไม่ถ้วนผ่านการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ดูเหมือนว่าเมอลองจ์ที่สั่งมาจะมีคาเฟอีนในปริมาณที่สูงเกินไป แทนที่จะช่วยดึงสติกลับทำให้สมองสูญเสียความสามารถในการเรียบเรียงความคิดไปชั่วขณะ 

    พวกเราพยายามสรุปรายละเอียดเหตุการณ์สำคัญในชีวิตห้วง 6 ปีที่ผ่านมาให้อยู่ในกรอบบทสนทนาราวชั่วโมงกว่า ๆ เพื่อให้มักซ์ออกไปทันเวลานัดหมายศิลปินราว 6 โมงเย็น ถึงเราจะส่งข้อความพูดคุยกันอยู่เนือง ๆ หลังจากผมย้ายกลับไทย แต่ส่วนใหญ่เป็นมักซ์ที่จะส่งข้อความมาทักทายด้วยการบอกว่าตนกำลังดูโอเปราเรื่องอะไร ที่โรงละครไหน และศิลปินดาราที่พวกเราชื่นชอบท่านใดเป็นผู้แสดง

    ในบรรดาข้อความที่ส่งข้ามทวีปมานี้ มีอยู่ข้อความหนึ่งที่มาถึงในช่วงสงกรานต์ มีใจความว่า มักซ์ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกของคณะนักร้องประสานเสียง Wiener Singverein และกำลังจะได้ขึ้นแสดงบนเวทีที่เทศกาลซัลซ์บวร์กในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ในการแสดงโอเปราผสมโอราโทริโอเรื่อง Oedipus Rex ผลงานสุด Avant-garde ของ Igor Stravinsky คีตกวีชาวรัสเซียมากอิทธิพลผู้บุกเบิกแนวดนตรีคลาสสิกแบบสมัยใหม่ 

    เจ้าตัวบอกว่าตนจะต้องย้ายไปพักที่เวียนนาเพื่อซ้อมการแสดงล่วงหน้าเป็นเวลาราว 2 สัปดาห์ และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะทิ้งกุญแจอะพาร์ตเมนต์ที่มิวนิกไว้ให้ หากผมสนใจจะเดินทางมาร่วมชมการแสดง ทั้งหมดนี้ดูเป็นฉากหลังสำหรับการรียูเนียนที่เหนือจริง และคงเกิดขึ้นได้เพียงไม่กี่ครั้งในชีวิต

    ประติมากรรมรูปหน้ากากละครโดย Jakob Adlhart ศิลปินชาวออสเตรียสมัยศตวรรษที่ 20 ตั้งอยู่ด้านหน้า Großes Festspielhaus

    เทศกาลซัลซ์บวร์กหรือในภาษาเยอรมันคือ Salzburger Festspiele ก่อตั้งขึ้นในปี 1920 โดยผู้ทรงอิทธิพลด้านการดนตรีและศิลปะการแสดงในสมัยนั้นอย่าง Hugo von Hofmannsthal, Max Reinhardt และ Richard Strauss ถึงแม้เทศกาลสำหรับดนตรีคลาสสิกโดยเฉพาะอาจจะฟังดูไกลตัวไปบ้าง แต่หากใครเคยได้ชมภาพยนตร์เรื่อง The Sound of Music (ออกฉายครั้งแรกเมื่อปี 1965) ก็อาจจะพอจดจำเหตุการณ์สำคัญในช่วงท้ายที่จริง ๆ แล้วใช้เทศกาลซัลซ์บวร์กเป็นฉากหลังได้ 

    เมื่อครอบครัว Von Trapp วางแผนหนีออกจากประเทศออสเตรียหลังร่วมแสดงในเทศกาลแห่งนี้ ด้วยกุศโลบายรูปแบบการแสดงที่สมาชิกครอบครัวจะทยอยลงจากเวทีทีละคน แล้วแอบไปขึ้นรถยนต์ที่จอดอยู่ด้านนอก ก่อนจะมุ่งหน้าไปอาศัยเงามืดภายในอารามนนน์แบร์กบนเนินเขา ซ่อนตัวจากทหารนาซีที่ติดตามมาหมายจะจับกุม

    ปัจจุบันเทศกาลซัลซ์บวร์กถือเป็นเทศกาลดนตรีคลาสสิกชั้นนำของโลก ด้วยระยะเวลาในปฏิทินการแสดง จำนวนรายการและศิลปินที่เข้าร่วมการแสดง รวมไปถึงรูปแบบการนำเสนอการแสดงโดยเฉพาะโอเปราที่มักมีมิติเชิงทดลองซึ่งหาได้ยากในโรงโอเปราตามเมืองใหญ่ในยุโรป โดยอาคาร Felsenreitschule ที่ใช้เป็นฉากในภาพยนตร์เรื่อง The Sound of Music ปัจจุบันบูรณะเป็นโรงละครเต็มรูปแบบ และถือเป็นหนึ่งในเวทีหลักที่สงวนไว้สำหรับรายการแสดงสำคัญของเทศกาลโดยเฉพาะ

    ฉาก Felsenreitschule ในภาพยนตร์เรื่อง The Sound of Music

    มักซ์ตื่นเต้นที่ได้รู้ว่าผมถือโอกาสที่ได้อยู่มิวนิกหลายวันแวะไปทำตัวเป็นแฟนบอยให้กับโซปราโน Asmik Grigorian ที่มารับบทนำในโอเปราภาษาเช็กเรื่อง Rusalka บนระเบียงยืนดูชั้น 5 ที่โรงโอเปรา Bayerische Staatsoper ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนจะสิ้นสุดฤดูกาลแสดงประจำปี 2024 – 2025 พอดี นอกจากนี้ยังถือโอกาสที่นั่งรถไฟมาถึงซัลซ์บวร์กตั้งแต่หัววันเดินผ่าเมืองมาที่ห้องขายบัตรการแสดงข้าง ๆ Felsenreitschule เพื่อรอเสี่ยงดวงกับบัตรส่งคืนสำหรับรอบปฐมทัศน์ของโอเปราเรื่อง Maria Stuarda ที่นำแสดงโดยซูเปอร์สตาร์ในวงการอย่างโซปราโน Lisette Oropesa และเมซโซ-โซปราโน Kate Lindsey 

    (ซ้าย) Rusalka ที่ Bayerische Staatsoper ถ่ายจากระเบียงยืนดูชั้น 5
    (ขวา) บรรยากาศครึกครื้น หน้า Großes Festspielhaus ขณะพักครึ่งการแสดงโอเปราเรื่อง Maria Stuarda

    ผมทำท่ากางแขนสองข้างแผ่ฟุบลงบนโต๊ะกาแฟเพื่อจำลองอากัปกิริยาของตัวเองที่ห้องขายบัตรเมื่อตอนเช้า หลังพนักงานบอกว่าเมื่อไม่กี่นาทีก่อนที่ผมจะมาถึง มีบัตรการแสดงในรอบดังกล่าวส่งคืนกลับมาจริง ๆ และอยู่ในโซนราคาที่ตั้งใจกำเงินมาซื้อพอดิบพอดี มักซ์คิดว่านี่เป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ผมมีท่าทางมือไม้สั่นในแบบที่เมอลองจ์ของ Café Bazar ไม่อาจช่วยยับยั้ง หาใช่การได้เจอหน้าเพื่อนเก่าหลังผ่านไป 6 ปีไม่

    โรงละครหลักทั้ง 3 แห่งของเทศกาลซัลซ์บวร์กในช่วงเว้นว่างจากการแสดง

    โอเปรา-โอราโทริโอเรื่อง Oedipus Rex ของ Igor Stravinsky ดัดแปลงจากละครโศกนาฏกรรมกรีกโบราณเรื่อง Oedipus the King ของ Sophocles เป็นส่วนผสมระหว่างโอเปรา (Opera) ละครร้องที่ตัวละครเล่าเรื่องผ่านการแสดง โดยมีฉากและเสื้อผ้าช่วยนำเสนอเรื่องราว และโอราโทริโอ (Oratorio) งานประพันธ์สำหรับร้อง มีเรื่องราวที่ต้องการนำเสนอ แต่เน้นให้คอรัสเล่าเรื่องและไม่ได้แสดงเป็นละคร โดย Jean Cocteau พหูสูตผู้ทรงอิทธิพลในวงการวรรณกรรมและศิลปะสมัยใหม่ชาวฝรั่งเศสแต่งคำร้องเป็นภาษาฝรั่งเศส ก่อนแปลเป็นภาษาละตินโดย Jean Daniélou บาทหลวงและนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทววิทยา

    บรรยากาศบนเวทีใน Großes Festspielhaus ดูแน่นขนัดโดยเฉพาะด้านหลังที่ต่ออัฒจันทร์ขึ้นมาเป็นพิเศษให้คณะนักร้องประสานเสียง Wiener Singverein ยืนสูงขึ้นมาพ้นนักดนตรีจากวงออร์เคสตรา Wiener Philharmoniker ร้อยกว่าชีวิตที่นั่งอยู่ด้านหน้า ผู้ชมปรบมือต้อนรับวาทยากร Esa-Pekka Salonen ขณะขึ้นมาประจำที่โพเดียมพร้อมกับนักแสดงฮอลลีวูดชาวออสเตรีย Christoph Waltz ผู้บรรยายประกอบการแสดงเป็นภาษาเยอรมัน และเทเนอร์ Allan Clayton ผู้รับบทอีดิปุส ส่วนนักแสดงนำท่านอื่น ๆ อย่างเมซโซ-โซปราโน Marina Viotti ผู้รับบทราชินีโยคัสตา และบาริโทน Michael Volle ผู้รับบทครีออน ทยอยขึ้นเวทีในภายหลังเมื่อใกล้ถึงท่อนของตัวเอง

    “Kaedit nos pestis, Theba peste moritur.
    E peste serva nos, serva, e peste qua Theba moritur!”
    (The plague is upon us, Thebes is dying of the plague.
    Save us from the plague of which Thebes is dying!)

    เหล่าคอรัสประสานเสียงเรียกร้องให้อีดิปุสช่วยเหลือประชาชนชาวธีปส์ที่กำลังล้มตายจากโรคระบาดที่ไม่มีใครทราบที่มา ถึงแม้สฟิงซ์จะถูกสังหารไปแล้ว แต่นครแห่งนี้ยังคงต้องเผชิญกับมหันตภัยอยู่เช่นเดิม

    “Liberi, vos liberabo,
    Liberabo vos a peste.”
    (Citizens, I will deliver you,
    I will deliver you from the plague.)

    อีดิปุสให้คำมั่นสัญญา โดยไม่รู้เลยว่านี่คือการเดินตามวงล้อแห่งชะตากรรมที่จะนำไปสู่ความโทมนัสอันแสนสาหัส

    คณะศิลปินในโอเปรา-โอราโทริโอเรื่อง Oedipus Rex ขณะรับเสียงปรบมือจากผู้ชม

    ระหว่างพักครึ่ง ครอบครัวที่นั่งข้าง ๆ กำลังพลิกสูจิบัตรดูเนื้อหาการแสดงในครึ่งหลัง ผมส่งภาพที่ถ่ายขณะศิลปินออกมาโค้งคำนับให้มักซ์ทาง Messenger พร้อมกับข้อความที่บอกว่า ตัวเอกที่แท้จริงของการแสดงนี้ดูเหมือนจะเป็นพวก Wiener Singverein มากกว่า เพราะได้แอร์ไทม์นานกว่าคนอื่น มิหนำซ้ำยังได้ร้องในท่อนต่าง ๆ ที่มีทำนองน่าจดจำกว่าพวก Soloist บางคนเสียอีก 

    “Symphonie Fantastique” คุณผู้หญิงผู้เป็นแม่อ่านออกเสียงให้ลูกชาย 2 คนฟัง พร้อมชี้ให้ดูโครงสร้างแบบ 5 Movements ของซิมโฟนีอันเป็นยอดงานประพันธ์ของ Hector Berlioz คีตกวีชาวฝรั่งเศสสมัยต้นศตวรรษที่ 19 ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะเข้ามาร่วมวงอ่านคำภาษาฝรั่งเศสที่กำกับแต่ละ Movement อย่างช้า ๆ พวกเราเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้กันโดยบังเอิญ พร้อมแลกสีหน้าพึงพอใจประหนึ่งส่งสารให้กันและกันว่า ทั้งหมดนี้ช่างเป็นความรู้ที่เหมาะจะนำมาสอนเด็กชั้นประถมเสียจริง!

    คณะศิลปินในโอเปราเรื่อง Maria Stuarda ขณะรับเสียงปรบมือจากผู้ชม

    บ่ายวันถัดมา มักซ์หิ้วแล็ปท็อปเข้ามาในครัวขณะผมทยอยหย่อนไข่ต้มลงในหม้อพะโล้ ผมชี้ให้ดูน้ำขิงที่เพิ่งชงทิ้งไว้ในกา เพราะรู้ว่ายังไงวันนี้ไม่ช้าก็เร็วเราจะต้องมาพึ่งพาเครื่องดื่มนี้อย่างแน่นอน คนหนึ่งเดินตากฝนเป็นระยะทางร่วม 2 กิโลเมตรเพื่อกลับโรงแรมในเวลากลางดึก ส่วนอีกคนเพิ่งฟื้นจากงานสังสรรค์ฉลองครบรอบสัปดาห์แรกของเทศกาลที่จบไปเมื่อตอนเช้ามืด 

    ผมเดินไปดูหน้าแล็ปท็อปของมักซ์ที่เปิดตารางการแสดงที่โรงโอเปรา Bayerische Staatsoper ในฤดูกาล 2025 – 2026 ค้างไว้ โซปราโน Asmik Grigorian มีกำหนดมารับบทนำในโอเปราเรื่อง Salome ของ Richard Strauss ในเดือนมีนาคม และบท Lady Macbeth ในโอเปราเรื่อง Macbeth ของ Giuseppe Verdi ในเดือนกรกฎาคม พวกเราเห็นตรงกันว่า มันเป็นความคิดที่ไม่เลวทีเดียว หากจะใช้กิจกรรมเหล่านี้เป็นโอกาสให้ได้นัดเจอกันเหมือนเมื่อก่อน 

    Write on The Cloud

    Travelogue

    ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/summer-in-salzburg/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jazoudjFVcTCexELRDJTA

  • เปิดวิสัยทัศน์ “ยศชนัน” ชูยกระดับภาคการศึกษาเทียบการเมือง พลิกวิกฤตมรสุมโลกสู่โอกาสประเทศไทย

    เปิดวิสัยทัศน์ “ยศชนัน” ชูยกระดับภาคการศึกษาเทียบการเมือง พลิกวิกฤตมรสุมโลกสู่โอกาสประเทศไทย

    วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.43 น.

    ปีพุทธศักราช 2569 ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองและการพัฒนาประเทศไทย ท่ามกลางบริบทโลกที่เผชิญ “มรสุมที่สมบูรณ์แบบ” (Perfect Storms) จากการบรรจบกันของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างฉับพลัน นักวิเคราะห์จำนวนมากเห็นตรงกันว่า รูปแบบการเมืองแบบเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยวาทกรรมหรือผลประโยชน์ระยะสั้น ไม่อาจตอบโจทย์การอยู่รอดของรัฐชาติได้อีกต่อไป

    ท่ามกลางภูมิทัศน์ที่เปราะบางนี้ การปรากฏตัวของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย พร้อมทีมยุทธศาสตร์ ในการหารือร่วมกับ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ณ โรงแรมสุโกศล ได้จุดประกายการถกเถียงครั้งสำคัญต่อ “กระบวนทัศน์ใหม่” ของการบริหารประเทศ โดยมีแกนกลางคือแนวคิดการ ยกระดับภาคการศึกษาให้อยู่ในระนาบเดียวกับภาคการเมือง เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ตาม” มาเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ของรัฐ

    การหารือดังกล่าวไม่ใช่เพียงเวทีแสดงวิสัยทัศน์ทางการเมือง หากแต่เป็นการวางรากฐานของสิ่งที่ยศชนันเรียกว่า “รัฐศาสตร์เชิงวิทยาศาสตร์” (Scientific Politics) ซึ่งยึดหลักข้อมูลเชิงประจักษ์ ตรรกะทางวิทยาศาสตร์ และการคิดเชิงระบบ มาแทนการตัดสินใจบนฐานความเชื่อหรืออารมณ์

    จากห้องแล็บสู่ทำเนียบรัฐบาล
    ด้วยภูมิหลังในฐานะศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมระบบประสาท ยศชนันมองประเทศเสมือน “ระบบซับซ้อน” ที่องค์ประกอบทุกส่วนเชื่อมโยงกัน คล้ายเครือข่ายประสาทในสมอง แนวคิดนี้นำไปสู่การมอง “รัฐ” เป็นแพลตฟอร์มที่ต้องทำหน้าที่เชื่อมศักยภาพของประชาชนกับทรัพยากรและโอกาสของโลก โดยอาศัยกลไกป้อนกลับและการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

    คำว่า “กัดไม่ปล่อย” ที่ยศชนันใช้สื่อสารต่อสาธารณะ ถูกตีความว่าเป็นจริยธรรมการทำงานแบบนักวิจัย ที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค และไม่พึ่งพานโยบายฉาบฉวย

    พลิกความล้าหลังด้วยแนวคิด ‘ต้นทุนจมต่ำ’
    หนึ่งในประเด็นสำคัญคือแนวคิด Low Sunk Cost Advantage ซึ่งยศชนันเสนอว่า ความที่ประเทศไทยยังไม่ผูกติดกับโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีเก่าอย่างลึกซึ้ง กลับกลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ เปิดโอกาสให้ประเทศสามารถ “ก้าวกระโดด” (Leapfrogging) สู่เทคโนโลยีอนาคตได้รวดเร็วกว่า โดยไม่ต้องแบกรับภาระจากโครงสร้างมรดกเดิม

    แนวคิดนี้สะท้อนผ่านนโยบายระบบรางสมัยใหม่ รถไฟฟ้า และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงมาตรการลดค่าครองชีพ แต่คือการวาง “ระบบปฏิบัติการใหม่” ให้กับเมืองและเศรษฐกิจไทย

    แก้ปม ‘Missing Link’ การศึกษา–อุตสาหกรรม
    ที่ประชุม ทปอ. ซึ่งมีอธิการบดีจากมหาวิทยาลัยชั้นนำเข้าร่วม เห็นพ้องถึงปัญหา “Missing Link” ระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม ทั้งในด้านหลักสูตร ทักษะ และวิสัยทัศน์ ยศชนันจึงเสนอแนวคิด Supply Push ให้ภาครัฐและการศึกษาผลิตกำลังคนล่วงหน้าในสาขาเทคโนโลยีแนวหน้า เพื่อดึงดูดการลงทุนระดับโลก ด้วยตรรกะว่า “ถ้ามีคนเก่ง งานจะมาเอง”

    นอกจากนี้ ยังเน้นการสร้างระบบนิเวศแรงงานแบบสหวิทยาการ ไม่จำกัดเพียงวิศวกร แต่รวมถึงนักออกแบบ โปรแกรมเมอร์ นักจิตวิทยา และช่างฝีมือ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่อย่างครบวงจร

    ปัดฝุ่น ‘1 อำเภอ 1 ทุน’ สู่เครื่องมือยุทธศาสตร์
    อีกหนึ่งข้อเสนอคือการฟื้นโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน (ODOS) ในรูปแบบใหม่ ให้เป็นเครื่องมือสร้าง “คริติคอลแมส” ของบุคลากรทักษะสูง โดยมุ่งเป้าไปยังสาขาเทคโนโลยีแห่งอนาคต เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม S-Curve และระบบพี่เลี้ยงจากมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน เพื่อให้ความรู้กลับมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศ

    อธิปไตยทางปัญญา วาระแห่งชาติใหม่
    ยศชนันประกาศแนวคิด Intellectual Property Sovereignty เป็นแกนสำคัญของความมั่นคงชาติในศตวรรษที่ 21 ชี้ว่าไทยต้องขยับจากการเป็นผู้ใช้หรือผู้ผลิตตามสั่ง ไปสู่การเป็นผู้สร้างและเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวิจัยขั้นแนวหน้า การเปลี่ยน KPI มหาวิทยาลัยสู่สิทธิบัตรและการใช้เชิงพาณิชย์ รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการลงทุนต่างชาติอย่างเข้มข้น

    สองเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ขับเคลื่อนไทยสู่อนาคต
    ภาพรวมยุทธศาสตร์เศรษฐกิจตามแนวคิดยศชนัน คือการใช้ เครื่องยนต์คู่ขนาน ได้แก่ การยกระดับภาคเศรษฐกิจดั้งเดิมอย่างเกษตร อาหาร และท่องเที่ยว ด้วยเทคโนโลยี และการสร้างเครื่องยนต์ใหม่ในสาขาอย่าง EV, Neuro-tech, Wellness และ Longevity Tech เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    การเมืองบนระนาบใหม่
    นักวิชาการมองว่า แนวคิด “รัฐศาสตร์เชิงวิทยาศาสตร์” ของยศชนัน เป็นความพยายามยกระดับการเมืองไทยสู่ระนาบใหม่ ที่การศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม เดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับการเมือง แม้ความท้าทายในการนำไปปฏิบัติยังรออยู่ข้างหน้า แต่การประกาศทิศทางเช่นนี้สะท้อนความพยายามเปลี่ยนสมการการเมืองไทย จากการแข่งขันด้วยนโยบายระยะสั้น สู่การแข่งขันด้วย “มันสมอง” และ “นวัตกรรม” ในเวทีโลก.
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/462309&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw019mFynM7Duc_F-BcXGb2E

  • ข่าวสื่อสารองค์กร : ประจำเดือนมกราคม 2569 – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ข่าวสื่อสารองค์กร : ประจำเดือนมกราคม 2569 – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ข่าวสื่อสารองค์กร : ประจำเดือนมกราคม 2569

    เดินหน้าทำงานรอบด้าน เพื่อเสริมความเข้มแข็งการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ทั้งการผลักดันงบประมาณเพื่อความต่อเนื่องของภารกิจ การสร้างพลังและสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการทำงาน การเสริมศักยภาพเครือข่ายเชิงพื้นที่ การยกระดับความเป็นธรรมในระบบสินเชื่อ ไปจนถึงการผลักดันนโยบายผู้บริโภคสู่เวทีการเมือง และการสื่อสารสิทธิให้เข้าถึงทุกคน

    ยื่นของบกลาง 2569 เสริมภารกิจคุ้มครองผู้บริโภค ฝ่ายงานเลขาธิการ ยื่นขอรับงบอุดหนุนเพิ่มเติมจากงบกลาง ปี 2569 วงเงิน 48.82 ล้านบาท ต่อสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณา ตามกรอบกฎหมายจัดตั้งฯ มุ่งเสริมความต่อเนื่องและความเพียงพอในการขับเคลื่อนภารกิจคุ้มครองผู้บริโภค


    เสริมพลังใจและพื้นที่ทำงาน ฝ่ายบริหารสำนักงาน จัดกิจกรรมทำบุญเลี้ยงพระ ครบรอบวันสถาปนาสภาองค์กรของผู้บริโภค เสริมสิริมงคลและความสามัคคีในองค์กร ควบคู่กิจกรรม Cleaning Day ร่วมกันจัดระเบียบและทำความสะอาดพื้นที่ทำงาน สร้างบรรยากาศที่เป็นระเบียบ เอื้อต่อการทำงาน และรองรับการขยายพื้นที่ในอนาคต


    เสริมพลังแกนนำผู้บริโภคภาคเหนือ คุ้มครองสุขภาพเชิงพื้นที่ ฝ่ายสนับสนุนสมาชิกและองค์กรของผู้บริโภค เดินหน้าโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรผู้บริโภคด้านสุขภาพ ภายใต้การสนับสนุน สสส. จัดเวทีพัฒนาศักยภาพใน 5 จังหวัดภาคเหนือ เสริมทักษะตั้งแต่รับเรื่องร้องเรียนถึงแก้ปัญหาเชิงระบบ พร้อมแลกเปลี่ยนบทเรียนและองค์ความรู้ด้านเฝ้าระวังภัย เพื่อขับเคลื่อนการคุ้มครองผู้บริโภคและข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม


    ดันสัญญาสินเชื่อทะเบียนรถ โปร่งใส เป็นธรรม ฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ หารือร่วมสมาคมสินเชื่อทะเบียนรถ แก้ปัญหาสัญญาซับซ้อนและดอกเบี้ยอัตราเดียวทั้งระบบ เดินหน้าจัดทำสัญญาเข้าใจง่าย สรุปสาระสำคัญและสิทธิผู้บริโภคไว้หน้าแรก เปิดข้อมูลตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ พร้อมผลักดันแนวทาง “ลูกหนี้ชั้นดีต้องได้ลดดอกเบี้ย” อย่างเป็นธรรม


    “ง่าย ดี มีคะแนน” ดันนโยบายผู้บริโภคสู่พรรคการเมือง ฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม เดินหน้าพบพรรคการเมืองผลักดันนโยบายผู้บริโภค 3 กลุ่มหลัก ตั้งแต่รับมือภัยมิจฉาชีพออนไลน์ เมืองที่เป็นธรรม ไปจนถึงคุณภาพชีวิต ครอบคลุมทุกปัญหาผู้บริโภค พร้อมลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากหลายพรรคการเมือง


    สื่อสารสิทธิผู้บริโภค เข้าถึงทุกวัย ผ่านสื่อสร้างสรรค์ ฝ่ายสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์ เดินหน้าสื่อสารสิทธิผู้บริโภคอย่างรอบด้าน ผ่านข่าว อินโฟกราฟิก และกิจกรรมร่วมสนุกแลกรับของรางวัล ผสานการเล่าเรื่องกับกระแสสังคม เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจสิทธิของตนเอง เข้าถึงง่าย จดจำได้ และมีส่วนร่วมในทุกช่วงวัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/jan-2026-wrapup/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qjrqzV1e5FPxHfQjaDUwH

  • ด่วน! ไซเบอร์บุกรวบ ‘รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ’ ผู้สมัคร สส.ตาก เขต 2 พรรคประชาชน โยงเว็บพนันออนไลน์ | เดลินิวส์

    ด่วน! ไซเบอร์บุกรวบ ‘รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ’ ผู้สมัคร สส.ตาก เขต 2 พรรคประชาชน โยงเว็บพนันออนไลน์ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. สั่งการให้ พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3 พล.ต.ต.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผบก.สอท.4 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.3 และ บก.สอท.4 ได้ร่วมกันจับกุม นายรัชต์พงศ์ หรือปอนด์ สร้อยสุวรรณ อายุ 32 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 196/69 ลง 13 ม.ค. 69 ในข้อหา ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการหรือทำอุบายล่อช่วยประกาศโฆษณา หรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนัน ในการเล่นพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และสมคบฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน ได้ที่บ้านพักย่านนวลจันทร์ ถนนนวมินทร์ กรุงเทพฯ

    ทั้งนี้ แนวทางการสืบสวนตำรวจพบความเคลื่อนไหวของเว็บพนันออนไลน์ชื่อ nakarin789 ว่ามีการเปิดให้เล่นเว็บพนันออนไลน์ จึงได้ทำการสืบสวนแกะรอย ก่อนจับกุม

    โดยจากการตรวจสอบพบว่านายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ เป็นผู้สมัคร สส.เขต 2 จังหวัดตาก ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในลักษณะของผู้รับผลประโยชน์ของเว็บพนันดังกล่าว

    อย่างไรก็ตามทางในเวลา 15.00 น. ที่ บช.สอท. (ปากเกร็ด) เมืองทองธานี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยธ. และ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ร่วมแถลงข่าวผลการปฏิบัติงานกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) ต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5502614/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KZTl_Xp-FEImism110tZX

  • การศึกษาไทย เรียน “ฟรี” ไม่จริง ค่าใช้จ่ายแฝงเพียบ ผลักเด็กหลุดจากระบบ

    การศึกษาไทย เรียน “ฟรี” ไม่จริง ค่าใช้จ่ายแฝงเพียบ ผลักเด็กหลุดจากระบบ

    การศึกษาไทย เรียน “ฟรี” ไม่จริง ครอบครัวยากจนควักกระเป๋าจ่าย “ค่าใช้จ่ายแฝง” เสื้อผ้า-อุปกรณ์-ค่าเดินทาง ซ้ำเติมเด็กด้อยโอกาส ผลักหลุดออกจากระบบ 

    แม้ว่า “การศึกษา” จะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐจัดสรรให้กับเด็กทุกคนในประเทศไทย ผ่าน “โครงการเรียนฟรี 15 ปี” ที่ภาครัฐจัดสรรงบอุดหนุนรายหัว และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งค่าเทอม หนังสือ อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบ และค่าธรรมเนียมทางการศึกษาต่างๆ  ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 

    แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ยังไม่อาจเรียกได้ว่า “เรียนฟรี” อย่างแท้จริง เพราะงบที่จัดสรรยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ มี “ค่าใช้จ่ายแฝง” ที่ผู้ปกครองต้องควักกระเป๋าจ่ายเองปีละหลักพันจนอาจถึงหมื่นบาท 

    ตัดค่าใช้จ่ายแฝง ทำ “เรียนฟรี” ให้เกิดขึ้นจริง

    ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยกับ “ครูจิ๋ว” ทองพูล บัวศรี ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ผู้ที่คร่ำหวอดในวงการศึกษา ต่อสู้เพื่อความเหลื่อมล้ำและช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสมายาวนานกว่า 30 ปี ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงที่อยากเห็นใน “ระบบการศึกษาไทย”

    อันดับแรก การผลักดันเรียน “ฟรี” ให้เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงอย่างน้อยคือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกด้าน ตัดค่าใช้จ่ายแฝงต่างๆ ออก โดยปัจจุบันในโครงการเรียนฟรี 15 ปี มีการจัดสรรเงินอุดหนุนด้านต่างๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วงบประมาณเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ เกิดปัญหา “ค่าใช้จ่ายแฝง” ที่ผู้ปกครองต้องควักเงินจ่ายเพิ่ม

    ด้านแรกคือ “อุปกรณ์การเรียน” ได้รับจัดสรรเฉลี่ยที่ 196-206 บาทต่อเทอมแล้วแต่ระดับชั้น แต่ถือว่ายังไม่เพียงพอโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่นักเรียนต้องอาศัยอุปกรณ์ที่ทันสมัย เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ โดยครูจิ๋วเผยว่า เคสที่เคยเจอคือเด็กหลุดจากการศึกษาไปเพราะไม่มีแท็บเล็ตทำการบ้านส่งครู

    ต่อมาคือ “เครื่องแต่งกาย” ที่เด็กไทยต้องแต่งทั้งชุดนักเรียน พละ ลูกเสือ และชุดพิเศษต่างๆ เช่น ชุดประจำจังหวัด ชุดปฏิบัติธรรม แม้ในกรณีเครื่องแบบลูกเสือยุวกาชาด จะมีการอนุโลมให้ใส่แค่หมวกหรือผ้าพันคออย่างเดียวได้ แต่ในการเรียนจริงๆ ยังมีปัญหามาตรฐานของครูที่ไม่เท่ากัน เมื่อเด็กแต่งกายไม่ครบตามระเบียบ คุณครูบางคนก็ไม่ให้ผ่าน

    นอกจากชุดแล้ว เด็กแต่ละคนต้องมีรองเท้าอีกอย่างน้อย 2-3 คู่ คือรองเท้านักเรียน รองเท้าผ้าใบ รองเท้าลูกเสือ ยังไม่รวมถึงกระเป๋านักเรียนต่างๆ ซึ่งบางโรงเรียนก็บังคับให้ซื้อของโรงเรียนทั้งหมด ทำให้ต้องจ่ายเพิ่มเฉลี่ย 700 – 1,000 บาท

    “เปิดเทอมแต่ละครั้ง ผู้ปกครองก็ไม่มีเงินมาจ่าย ยิ่งผลกระทบทางเศรษฐกิจตั้งแต่โควิด-19 เป็นต้นมา ที่ทำให้รายได้ผู้ปกครองลดลง ส่งผลกระทบกับเด็กในระยะยาวอย่างมาก”

    ครูจิ๋วมองว่า ในปัญหานี้ กระทรวงศึกษา โรงเรียนขนาดกลาง ขนาดเล็ก โรงเรียนในชนบทสามารถช่วยตัดค่าใช้จ่ายแฝงเหล่านี้ โดยการยกเลิกเครื่องแบบเพิ่มเติมให้เหลือแค่ชุดนักเรียน หรือไม่บังคับให้ซื้อยี่ห้อของโรงเรียนที่ราคาแพงกว่าตลาดได้หรือไม่

    ค่าใช้จ่ายแฝงต่อมาคือ “ค่าอาหารที่ไม่ครอบคลุม” โดยปัจจุบันโรงเรียนในสังกัด กทม.มีการจัดหาอาหารให้เด็กทั้งมื้อเช้าและกลางวัน ขณะที่โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ.ฟรีแค่มื้อกลางวันเท่านั้น ทำให้ผู้ปกครองต้องเสียค่าอาหารเช้าซึ่งเป็นมื้อที่สำคัญเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ยังมี “ค่าเดินทาง” ที่โครงการเรียนฟรี 15 ปี ไม่มีงบประมาณอุดหนุนในส่วนนี้ เด็กหลายคนที่สอบติดโรงเรียนไกลบ้าน ต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อเดินทางไปโรงเรียนให้ทัน

    “ตัวอย่างเด็กที่โครงการดูแล บ้านอยู่เพชรบุรีตัดใหม่แต่สอบติดโรงเรียนชื่อดังย่านสุขุมวิท ต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อไปขึ้นรถเมล์เที่ยวแรกให้ทัน มีค่าเดินทางเที่ยวละ 12 บาท แต่หากต้องขึ้นรถไฟฟ้า อย่างต่ำก็ต้องจ่ายเที่ยวละ 47 บาท ไปกลับก็เกือบ 100 บาทแล้ว นี่คือค่าใช้จ่ายแฝงที่ผู้ปกครองไม่มีให้”

    ครูจิ๋ว เล่าความจริงที่น่าเศร้าต่อว่า ในปีที่ผ่านมามีเด็กที่โครงการครูข้างถนนช่วยดูแล หลุดจากระบบการศึกษาอย่างน้อย 27 คน แม้ว่าทางโครงการฯ จะช่วยเหลือให้การหาทุนการศึกษา จัดหาชุดนักเรียนให้ก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ได้

    อันดับ 2 อยากเห็นเด็กไทย อยากเรียนต้องได้เรียน แม้เด็กบางรายต้องหลุดจากระบบการศึกษากลางคัน แต่หากสามารถไปเรียนในระบบกรมส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ สกร.(ชื่อเดิมคือ กศน.) ควรเข้าเรียนได้ทันที โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องจบการศึกษาชั้นใดมาก่อน เช่น จะสมัครเรียน ม.ต้น ต้องมีวุฒิ ป.6 มาก่อน

    อันดับ 3 หลักสูตรที่ยืดหยุ่นตามรายบุคคล ดูว่าเด็กคนไหนเหมาะสมกับความถนัดใด เช่น เด็กด้อยโอกาสหรือหลุดจากระบบกลางคันที่ไม่สามารถเข้าไปเรียนตามระบบปกติได้ควรจัดหลักสูตร การสอบวัดผลที่แตกต่างกัน หรือเด็กบางคนที่ไม่ถนัดหลักสูตรพื้นฐานแต่มีความสามารถอื่น เช่น ก่อสร้าง ให้เด็กใช้ความสามารถนี้มาสอบเทียบได้หรือไม่

    ทองพูล บัวศรี  ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก
    ทองพูล บัวศรี ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

    ปัจจัยเด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษา

    ในปัจจัยส่วนบุคคลที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษากลางคัน ครูจิ๋ว มองว่า ประการแรกคือ ปัจจัยจากตัวของเด็กเอง เพราะเมื่อเติบโตก้าวเข้าสู่วัยรุ่น จะเกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและอารมณ์สูงมาก มีการเปลี่ยนแปลงด้านฮอร์โมน ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบกับการตั้งใจเรียน การคบเพื่อน การเสี่ยงต่ออบายมุข บุหรี่ ยาเสพติด

    ประการที่ 2 เกิดจากสภาพแวดล้อมและรายได้ของครอบครัว บางครอบครัวมีรายได้ตามค่าแรงขั้นต่ำแค่ประมาณ 350 บาท เสาหลักของบ้านมีแค่คนเดียวแต่ต้องเลี้ยงดูลูกหลายคน ซึ่งรายได้เท่านี้ก็แทบไม่เพียงพอซื้ออาหารเลี้ยงปากท้องในแต่ละวัน ไม่ต้องพูดถึงการจ่ายเงินเพื่อส่งลูกหลานเข้าเรียน เด็กหลายคนต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน แต่ก็ยังมีปัญหาค้างค่าเทอมหลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาท สุดท้ายก็หลุดจากระบบการศึกษา

    “บางเคสที่เราเจอคือ อยู่กับตายาย ได้เงินผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท ก็ไปต่อรองกับโรงเรียนขอผ่อนเดือนละ 100 บาท แต่มันก็ใช้หนี้ไม่หมด ถูกทวงตลอดเวลา ส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างมาก”

    เมื่อเด็กหลุดจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะเด็กด้อยโอกาสในชุมชนแออัด ก็เสี่ยงเข้าสู่อาชีพผิดกฎหมาย ติดอบายมุข ยาเสพติด เพราะอาชีพเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิการศึกษา ประกาศนียบัตร ซึ่งการดึงเด็กกลุ่มนี้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือฝึกอาชีพก็ทำได้ยากมาก หรือแม้เด็กจะไปทำอาชีพทั่วไป ก็อาจไม่มีสวัสดิการรองรับ เป็นปัญหาระยะยาวในอนาคต

    สิ่งที่ “ครูจิ๋ว” อยากเห็น

    ครูจิ๋ว บอกทิ้งท้ายว่า สิ่งแรกที่อยากเห็นคือการที่ คุณครูลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเด็กที่ยากจนจริงๆ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ เพราะปัจจุบันนี้ครูหลายคนใช้วิธีเยี่ยมบ้านทางโทรศัพท์ ทำให้ไม่เห็นสภาพของปัญหา

    ต่อมาคือการ “ไม่ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก” แม้จะมีนักเรียนแค่หลักสิบคน เพราะโรงเรียนเหล่านี้ส่วนมากอยู่ในชุมชน สามารถดึงคนในชุมชนเข้ามาเป็นครู เช่น ครูสอนวัฒนธรรม ครูสอนเกษตร การยุบโรงเรียนเล็กๆ ไปรวมกันในตัวอำเภอ ทำให้ค่าใช้จ่ายของเด็กเพิ่มสูงขึ้นมาก และนำไปสู่การหลุดจากระบบการศึกษา อันเป็นโอกาสสำคัญที่จะให้เด็กผลักตัวเองพ้นจากความยากจน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2907809&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15BPMZFGzyyBEkNgPt-hq5

  • ส่องเทรนด์ธุรกิจโลก บริษัทชื่อเสียงดี ดันกำไรผู้ถือหุ้นพุ่ง

    ส่องเทรนด์ธุรกิจโลก บริษัทชื่อเสียงดี ดันกำไรผู้ถือหุ้นพุ่ง

    ส่องเทรนด์ธุรกิจโลก บริษัทชื่อเสียงดี ดันกำไรผู้ถือหุ้นพุ่ง

    เบอร์สัน (Burson) ที่ปรึกษาการสื่อสารระดับโลก เปิดเผยผลการศึกษาล่าสุดที่เปลี่ยนนิยามความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ ระบุว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “เศรษฐกิจแห่งชื่อเสียง” (Reputation Economy) ซึ่งมีมูลค่าประเมินทั่วโลกสูงถึง 7.07 ล้านล้านดอลลาร์

    โดยรายงานยืนยันว่าบริษัทที่มีรากฐานชื่อเสียงแข็งแกร่ง สามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นได้สูงถึง 4.78% ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าชื่อเสียงไม่ใช่เรื่องนามธรรมอีกต่อไป แต่เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้และวัดผลกำไรขาดทุนได้จริง

    ส่องเทรนด์ธุรกิจโลก บริษัทชื่อเสียงดี ดันกำไรผู้ถือหุ้นพุ่ง

    เปลี่ยน “ความเชื่อมั่น” ให้เป็น “มูลค่าทางการเงิน”

    รายงานฉบับดังกล่าวมีชื่อว่า “The Global Reputation Economy: A New Asset Class for a New Era” ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้

    จากการวิเคราะห์พบว่า มูลค่าชื่อเสียง (Reputation Return) สามารถเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นได้ตั้งแต่ 2 ล้านดอลลาร์ ไปจนถึงมหาศาลระดับ 2.02 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขส่วนเพิ่มที่เหนือกว่าการคาดการณ์จากตัวชี้วัดทางการเงินแบบดั้งเดิม

    คอรีย์ ดูโบรวา ซีอีโอของเบอร์สัน อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า

    “ในอดีตผู้นำธุรกิจทราบดีว่าชื่อเสียงสำคัญ แต่ไม่สามารถตีค่าเป็นตัวเงินได้ แต่วันนี้เราทำได้แล้ว งานวิจัยชี้ชัดว่าเมื่อบริหารจัดการชื่อเสียงอย่างเป็นระบบ จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้นับพันล้านดอลลาร์ และเป็นเกราะป้องกันวิกฤตที่ทรงประสิทธิภาพ เพราะชื่อเสียงที่สร้างเม็ดเงินได้จริงนั้นมีความหมายลึกซึ้งกว่าคำว่า ‘ความไว้วางใจ’ เพียงอย่างเดียว”

    ส่องเทรนด์ธุรกิจโลก บริษัทชื่อเสียงดี ดันกำไรผู้ถือหุ้นพุ่ง

    AI และพนักงาน ปัจจัยใหม่ของ “เศรษฐกิจแห่งชื่อเสียง”

    แม้องค์กรชั้นนำจะทำผลงานได้ดีในหลายมิติ แต่ผลวิจัยพบจุดเปราะบางคือเรื่อง “สถานที่ทำงาน” (Workplace) โดยเฉพาะประเด็นการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้

    แม้ปัจจัยด้านสถานที่ทำงานจะถูกให้ความสำคัญน้อยที่สุด (11%) แต่กลับพบช่องว่างคะแนนระหว่างบริษัทที่ทำได้ดีกับทำได้แย่สูงถึง 11.8% ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงระดับวิกฤต

    แมตต์ รีด ซีอีโอภูมิภาคสหรัฐฯ ของเบอร์สัน ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า ธุรกิจต้องมีมากกว่าแค่กลยุทธ์ AI แต่ต้องสร้าง “นักกลยุทธ์ AI” ขึ้นมาด้วย

    “วิธีที่องค์กรจัดการการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี คือตัวชี้วัดว่าองค์กรให้คุณค่ากับพนักงานแค่ไหน องค์กรที่ร่วมสร้างอนาคตและพัฒนาทักษะใหม่ให้คนทำงาน จะได้รับผลตอบแทนทางชื่อเสียง ในทางกลับกัน หากมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือลดคน ต่อให้ประสิทธิผลเพิ่มขึ้น ก็จะถูกหักล้างด้วยชื่อเสียงที่เสียหายไป”

    ส่องเทรนด์ธุรกิจโลก บริษัทชื่อเสียงดี ดันกำไรผู้ถือหุ้นพุ่ง

    นอกจากนี้ รายงานยังเจาะลึกถึงความแตกต่างในแต่ละภาคธุรกิจที่น่าจับตามอง 

    • ผู้นำตลาด: องค์กรที่มีผลงานโดดเด่นจะมีคะแนนนำหน้าคู่แข่งเฉลี่ย 11–15 คะแนนในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านนวัตกรรม (+15.5) และคุณภาพผลิตภัณฑ์ (+15.2)
    • การบินและพลังงาน: แม้เป็นอุตสาหกรรมที่ความผิดพลาดมีต้นทุนสูง แต่กลับกู้คืนชื่อเสียงได้ดีด้วยวิธี “จากข้างในสู่ข้างนอก” บริษัทการบินมีคะแนนดีขึ้นจากธรรมาภิบาล (+7.9%) และสภาพแวดล้อมการทำงาน ขณะที่กลุ่มพลังงานเน้นการปรับปรุงภายใน (+0.9%) มากกว่าแค่การโฆษณาเรื่องความยั่งยืน
    • ภาคการเงิน: น่ากังวลด้วยคะแนนที่ลดลงต่อเนื่อง ทั้งด้านภาวะผู้นำ (-24%) และธรรมาภิบาล (-11%) ส่งผลให้มูลค่าชื่อเสียงกว่า 4.3 พันล้านดอลลาร์ (คิดเป็น 38% ของมูลค่าชื่อเสียงรวม) ตกอยู่ในความเสี่ยง

    ชื่อเสียงคือสินทรัพย์ที่ต้องบริหารแบบเรียลไทม์

    ประธานเจ้าหน้าที่บริหารภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Burson กล่าวทิ้งท้ายโดยเน้นย้ำถึงตลาดเอเชียและเกาหลีว่า ชื่อเสียงไม่ใช่แค่แนวคิดอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการแข่งขัน

    การใช้เครื่องมืออย่าง Reputation Capital ช่วยให้ธุรกิจเห็นสถานะชื่อเสียงแบบเรียลไทม์ และตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลที่แม่นยำเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่แท้จริง

    ทั้งนี้ การวิจัยดังกล่าวครอบคลุมบริษัทจดทะเบียน 66 แห่งทั่วโลก ระหว่างเดือนตุลาคม 2024 ถึงตุลาคม 2025 โดยใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อถอดรหัสปัจจัยขับเคลื่อน เศรษฐกิจแห่งชื่อเสียง ทั้ง 8 ด้าน (อาทิ ธรรมาภิบาล, นวัตกรรม, ภาวะผู้นำ) เพื่อให้องค์กรสามารถปรับปรุงจุดอ่อนได้อย่างตรงจุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/736497&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Q_naNmGmVC-uZ9OzKg1lU

  • ลืมกฎ 5 ทุ่มไปได้เลย! ฮาร์วาร์ดเฉลย “เวลานอนที่ดีที่สุด” เพื่อหน้าเด็ก-อายุยืน-โรคไม่มา

    ลืมกฎ 5 ทุ่มไปได้เลย! ฮาร์วาร์ดเฉลย “เวลานอนที่ดีที่สุด” เพื่อหน้าเด็ก-อายุยืน-โรคไม่มา

    ลืมกฎ 5 ทุ่มไปได้เลย! ฮาร์วาร์ดเผย “ช่วงเวลาทอง” ของการเข้านอน ช่วยอายุยืน หน้าเด็ก โรคไม่ถามหา

    หลายคน (รวมถึงผู้เขียนเอง) มักจะมีความเชื่อฝังหัวว่า “ขอแค่เข้านอนก่อน 5 ทุ่ม (23.00 น.) ก็ถือว่าดีต่อสุขภาพแล้ว” ใช่ไหมคะ? แต่ความเชื่อนี้อาจจะต้องถูกปัดฝุ่นใหม่เสียแล้วค่ะ!

    เมื่อผลการศึกษาล่าสุดจาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ได้ออกมาเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า เส้นตาย 5 ทุ่มอาจจะยัง “ช้าเกินไป” สำหรับคนที่อยากมีอายุยืนยาว เพราะกุญแจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเรานอนกี่ชั่วโมง แต่อยู่ที่ว่าเรา “เริ่มนอนตอนกี่โมง” ต่างหากค่ะ

    ทำไมต้องนอนก่อน 5 ทุ่ม? ความลับของ “Golden Hour”

    งานวิจัยระบุชัดเจนว่า ช่วงเวลา 22.00 น. ถึง 02.00 น. คือ “นาทีทอง” (Golden Hour) ของร่างกายค่ะ เป็นช่วงที่ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะหลับลึกได้ดีที่สุด และเป็นช่วงเวลาที่โรงงานในร่างกายเราทำงานหนักที่สุดในการซ่อมแซมตัวเอง

    หากเราหลับสนิทในช่วงเวลานี้ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนนางฟ้า 2 ตัวออกมาอย่างมหาศาล ได้แก่:

    • เมลาโทนิน (Melatonin): ช่วยปรับนาฬิกาชีวิต สร้างภูมิคุ้มกัน และที่สำคัญคือช่วย “ชะลอความแก่”
    • โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone): ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ รีบูตระบบเผาผลาญ และขับสารพิษ

    จุดพีคคือ: นักวิจัยย้ำว่า ถ้าเราไปนอนหลัง 5 ทุ่ม แม้จะนอนครบ 8 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ร่างกายจะพลาดช่วงเวลาทองนี้ไป ทำให้การซ่อมแซมเซลล์ไม่สมบูรณ์ ตื่นมาก็ยังเพลีย แถมเสี่ยงแก่ไวด้วยค่ะ!

    นอนดึก = อายุสั้นลง 30%?

    ทีมนักวิจัยฮาร์วาร์ดได้เปรียบเทียบกลุ่มคนที่นอนก่อน 4 ทุ่ม กับคนที่นอนดึก พบความแตกต่างที่น่ากลัวมากค่ะ:

    • ทีมคนนอนเร็ว (ก่อน 22.00 น.): สุขภาพจิตดี สมองไบร์ท ภูมิคุ้มกันแข็งแรง
    • ทีมคนนอนดึก: เสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน โรคอ้วน และซึมเศร้าถามหา

    ที่น่าตกใจคือ ความเสี่ยงในการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนนอนดึก สูงกว่าคนนอนเร็วถึง 15-30% เลยทีเดียว เพราะการฝืนถ่านตอนดึกๆ คือการบังคับให้ร่างกายทำงานสวนทางกับนาฬิกาชีวภาพ ทำให้อวัยวะภายในพังเร็วกว่ากำหนดค่ะ

    How to นอนให้ทัน “นาทีทอง” (ฉบับทำได้จริง)

    รู้นะคะว่าการนอนก่อน 4 ทุ่มสำหรับคนยุคนี้มันยาก แต่เพื่อแลกกับหน้าเด็กและอายุยืน ฮาร์วาร์ดแนะนำทริคไว้ดังนี้ค่ะ:

    1. ตั้งเวลาเข้านอนเป๊ะๆ: ทำให้เหมือนเด็กอนามัย แม้แต่วันหยุดก็ห้ามเลท เพื่อเซตระบบร่างกายใหม่
    2. บอกลา “แสงสีฟ้า” 1 ชั่วโมงก่อนนอน: วางมือถือ ปิดไอแพด เพราะแสงพวกนี้จะไปกดปุ่ม “ปิด” การหลั่งเมลาโทนิน ทำให้นอนไม่หลับ
    3. มื้อเย็นสำคัญ: เลี่ยงกาแฟ แอลกอฮอล์ และอาหารรสจัด ลองจิบ นมอุ่นๆ หรือทาน กล้วย สักลูก จะช่วยให้หลับง่ายขึ้นค่ะ

    รู้แบบนี้แล้ว คืนนี้ลองท้าทายตัวเองดูไหมคะ? วางโทรศัพท์ แล้วกระโดดขึ้นเตียงก่อน 4 ทุ่มดูสักคืน ร่างกายของคุณจะขอบคุณด้วยความสดชื่นในตอนเช้าแน่นอนค่ะ ด้วยความปรารถนาดีจาก Sanook Health ค่ะ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9868206/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LL9AvZhwcBUe1AGOxKLJo

  • กยศ. ชวนทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ ผ่อนสูงสุด 15 ปี-ส่วนลดเบี้ยปรับ 100% : อินโฟเควสท์

    กยศ. ชวนทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ ผ่อนสูงสุด 15 ปี-ส่วนลดเบี้ยปรับ 100% : อินโฟเควสท์

    กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ชวนผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ให้มาทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ เพื่อลดภาระการผ่อนชำระหนี้ให้น้อยลง โดยจะมีการขยายระยะเวลาผ่อนชำระเป็นรายเดือนนานสูงสุด 15 ปี ซึ่งหากทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์แล้ว กยศ. จะงดการฟ้องคดีหรือบังคับคดีทันที

    น.ส.นันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการ กยศ. เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้กับ กยส.ตามสัญญาหรือตามคำพิพากษาของศาลจำนวนมาก โดยในปี 69 หากผู้กู้ยืมเงินไม่ชำระหนี้ตามสัญญาหรือตามคำพิพากษา กยศ. จะต้องฟ้องคดีจำนวนกว่า 100,000 ราย และบังคับคดีอีกกว่า 80,000 ราย

    กยศ. จึงขอเชิญชวนผู้กู้ยืมเงินเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ เพื่อช่วยลดภาระให้ผู้กู้ยืมเงินสามารถวางแผนและชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม โดยได้รับประโยชน์ ดังนี้

    • ปลดภาระผู้ค้ำประกันทันทีเมื่อทำสัญญา
    • ผ่อนชำระหนี้ได้นานสูงสุดถึง 15 ปี
    • ผ่อนชำระเงินคืนเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน
    • เมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้นโดยไม่ผิดเงื่อนไขตามสัญญา กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับที่เกิดขึ้นก่อนทำสัญญาทั้งหมด 100%

    ทั้งนี้ หากผู้กู้ยืมเงินผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาโดยไม่ผิดนัดชำระหนี้ พร้อมจะงดการฟ้องคดีและบังคับคดีทันที ผู้กู้ยืมเงินสามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยสามารถยืนยันตัวตน และการลงนามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และ ThaID

    น.ส.นันทวัน กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินได้กลับมาชำระหนี้ รวมถึงลดจำนวนผู้กู้ยืมเงินที่อาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องคดีหรือบังคับคดี และ กยศ. จะนำเงินที่ได้รับชำระคืนไปหมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/561540&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3r6WNe7z7lucubWJt_Ta5-

  • ‘กยศ.’ เชิญชวนผู้กู้ปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์

    ‘กยศ.’ เชิญชวนผู้กู้ปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์

    ‘กยศ.’ เชิญชวนผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระและเตรียมส่งฟ้องกว่า 1 แสนราย และบังคับคดี 8 หมื่นราย ปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ เพื่อลดภาระการผ่อนชำระหนี้ให้น้อยลง โดยจะมีการขยายเวลาผ่อนชำระนานสูงสุด 15 ปี พร้อมงดฟ้อง-บังคับคดีทันที

    15 ม.ค. 2569 – นางสาวนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า กยศ. มีผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ตามสัญญาหรือตามคำพิพากษาของศาลจำนวนมาก โดยในปี 2569 หากผู้กู้ยืมเงินไม่ชำระหนี้ตามสัญญาหรือตามคำพิพากษา กยศ. จะต้องฟ้องคดีจำนวนกว่า 100,000 ราย และบังคับคดีอีกกว่า 80,000 ราย จึงขอเชิญชวนผู้กู้ยืมเงินเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ เพื่อช่วยลดภาระให้ผู้กู้ยืมเงินสามารถวางแผนและชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม

    โดยได้รับประโยชน์ ดังนี้ ปลดภาระผู้ค้ำประกันทันทีเมื่อทำสัญญา, ผ่อนชำระหนี้ได้นานสูงสุดถึง 15 ปี, ผ่อนชำระเงินคืนเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน และเมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้นโดยไม่ผิดเงื่อนไขตามสัญญา กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับที่เกิดขึ้นก่อนทำสัญญาทั้งหมด 100%

    ทั้งนี้ หากผู้กู้ยืมเงินผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาโดยไม่ผิดนัดชำระหนี้ พร้อมจะงดการฟ้องคดีและบังคับคดีทันที ผู้กู้ยืมเงินสามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยสามารถยืนยันตัวตนและการลงนามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และ ThaID ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินได้กลับมาชำระหนี้ รวมถึงลดจำนวนผู้กู้ยืมเงินที่อาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องคดีหรือบังคับคดี และ กยศ. จะนำเงินที่ได้รับชำระคืนไปหมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/932041/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mXo06dMg_6CCbcJBtvpbE

  • วิริยะประกันภัย มอบทุน “สุขที่ให้…เพื่อน้องได้เรียน” ปีที่ 6 เพื่อนักเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

    วิริยะประกันภัย มอบทุน “สุขที่ให้…เพื่อน้องได้เรียน” ปีที่ 6 เพื่อนักเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

    วันนี้, 12:47น.

       นายเอกสิทธิ์ ศักดิ์ธนาคร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนมอบทุนการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 200 ทุน เป็นเงิน 294,599 บาท ภายใต้โครงการ “สุขที่ให้…เพื่อน้องได้เรียน” ปีที่ 6 เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษา จำนวน 50 ทุน เป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมนำกลุ่มวิริยะจิตอาสา สังกัดสาขาวงศ์สว่าง มอบของที่ระลึกแก่เด็กนักเรียน โดยมี นางสาวกฤษณา ถาวรานุรักษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเลียบราษฎร์บำรุง เป็นผู้รับมอบ ณ โรงเรียนวัดเลียบราษฎร์บำรุง แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร  

      นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษา จำนวน 150 ทุน เป็นเงิน 244,599 บาท แก่โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดพวงแก้ว และโรงเรียนบ้านคลองเจ้าเมือง รวมทั้งจังหวัดสมุทรปราการ ได้แก่ โรงเรียนบ้านขุนสมุทรไทย พร้อมนำกลุ่มวิริยะจิตอาสา สังกัดฝ่ายปฏิบิตการภาค 6 (กรุงเทพฯ) ด้านสาขา ร่วมมอบอุปกรณ์การเรียน และจัดกิจกรรมสันทนาการเพื่อสร้างความสุขแก่นักเรียนอีกด้วย

       สำหรับ โครงการ “สุขที่ให้…เพื่อน้องได้เรียน” บริษัทฯ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ด้วยเล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมการศึกษา อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถของเด็กและเยาวชนไทย ให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศชาติและสังคมโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้บริหาร พนักงาน และพันธมิตรของบริษัทฯ ทั้ง 6 ภูมิภาค ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/158455&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kAhqumjPaRGsou8IHWOsl