Category: วัฒนธรรม

  • มหาวิทยาลัยชั้นนำจากอังกฤษ3แห่ง  ขนหลักสูตรแห่งอนาคตแลนดิ่งที่อีอีซี-กทม.

    มหาวิทยาลัยชั้นนำจากอังกฤษ3แห่ง ขนหลักสูตรแห่งอนาคตแลนดิ่งที่อีอีซี-กทม.

    Economics

    05 ม.ค. 2026 เวลา 5:21 น.

    ประเทศอังกฤษ นับเป็นแหล่งการศึกษาที่มีคุณภาพมาอย่างยาวนาน และยังคงใช้ประสบการณ์ในอดีตมาเชื่อมต่อกับโลกอนาคตจนสามารถยืนระยะเป็นผู้จัดการด้านการศึกษาที่ดีแห่งหนึ่งของโลก

    ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนประชากรลดลงจากปัญหาอัตราการเกิดน้อย จำนวนผู้สูงวัยมากขึ้น การพัฒนาเชิงคุณภาพประชากรจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สอดรับกับการยกระดับด้านอุตสาหกรรมและการหารายได้ของประเทศทำให้การพัฒนาการศึกษาแบบทางลัดเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

    ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 23 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้สถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศจัดการศึกษาในประเทศไทย (Global Link Institute) ตามความในข้อ 4 แห่งคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 29/2560 ลงวันที่ 26 พ.ค. 2560 ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ

    ตามที่ บริษัท โกลบอล เอ็ดดูเคชั่นแนล เอ็กเซลเลนซ์ จำกัด (ผู้ยื่นคำขอ) ได้มีหนังสือถึงสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (คพอต.)นั้น  เพื่อยื่นคำขอ จัดตั้งมหาวิทยาลัยตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 29/2560 เรื่อง การส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (คำสั่งหัวหน้า คสช.) ในชื่อมหาวิทยาลัยโกลบอลลิงก์ (Global Link University)

    โดยจะนำหลักสูตรของมหาวิทยาลัยจากสหราชอาณาจักร 3 แห่ง ได้แก่ University of Manchester University of Birmingham และ University of Reading มาจัดการศึกษาในประเทศไทย (ไทย) ร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในไทย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระดับปริญญาตรี จำนวน 3 หลักสูตร และระดับปริญญาโท จำนวน 4 หลักสูตร

    ประกอบด้วย University of Manchester  จัดการหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีชีวภาพกับการเป็นผู้ประกอบการ

    และหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีชีวภาพและการประกอบการ

         University of Birmingham  จัดการหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจและการจัดการการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ

    หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ  หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการตลาด

         University of Reading  จัดการหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจและการจัดการแบบบูรณาการหลักสูตรปรับพื้นฐาน

    หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการ

         ทั้งนี้ ในการประชุม คพอต. ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2568 ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ยื่นคำขอได้เสนอจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศในไทยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ฯ และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2560 เรื่อง หลักเกณฑ์ รูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขในการดำเนินการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (หลักเกณฑ์ฯ) ได้แก่ University of Manchester University of Birmingham และ University of Reading ได้รับการรับรอง ในสาขาวิชาจากการจัดอันดับของ Quacquarelli Symonds และ Times Higher Education 

            มีการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรที่เป็นประโยชน์และมีความสำคัญต่อการพัฒนาไทยตามประกาศ คพอต. เรื่อง การกำหนดศาสตร์วิทยาการและสาขาวิชาที่เป็นประโยชน์และมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศที่สถาบันอุดมศึกษามีศักยภาพสูงจากต่างประเทศสามารถจัดการศึกษาในไทย 

            มีการจัดการศึกษาในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และกรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตาม ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวกำหนดให้การดำเนินการจัดการศึกษาในไทยต้องไม่ทำให้เกิดองค์กร ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณชนในเรื่องสถานะความเป็นสถาบันอุดมศึกษาและต้องไม่ใช้คำว่ามหาวิทยาลัย (University) เป็นส่วนหนึ่งของชื่อ ทั้งนี้ อาจใช้คำว่า Center หรือ Academy หรืออื่น ๆ แทน

           “ ดังนั้น คพอต. จึงมีมติอนุมัติให้สถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (Global Link University) จัดการศึกษาในไทย ตามความในข้อ 4 แห่งคำสั่งหัวหน้า คสช.ฯ ภายใต้ชื่อ Global Link Institute แทน”

    ทั้งนี้  คาดว่าประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินการ เช่น ส่งเสริม สนับสนุนเละพัฒนาระบบการศึกษาของไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล สามารถตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศในด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะในบริบทของ EEC สร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูง พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเป้าหมายในไทย เช่น หลักสูตรด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) เพื่อรองรับการแพทย์สมัยใหม่

     หลักสูตรด้านการจัดการธุรกิจและการเงินเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้ประกอบการ และหลักสูตรด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและการตลาดดิจิทัลซึ่งเป็นทักษะสำคัญในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล 

    สามารถช่วยยกระดับศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาไทยผ่านกระบวนการร่วมสอน (Co-teaching) การพัฒนาหลักสูตรร่วมกันและการทำวิจัยในระดับสากล เกิดโครงสร้างถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เอื้อต่อการยกระดับมาตรฐานวิชาการของคณาจารย์และสถาบันอุดมศึกษาไทยอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นการขยายโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร ความรู้ และเครือข่ายวิชาชีพระดับโลก อันจะนำไปสู่การพัฒนาไทยให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับภูมิภาคอาเซียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1214429&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D7ZwqnyXG4tYXBlTtLEKX

  • ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีสิงห์

    ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีสิงห์

    สวัสดีค่ะ ชาวราศีสิงห์ ราศีธาตุไฟ ที่มีดาวอาทิตย์ ดาวธาตุไฟเช่นกันเป็นเจ้าราศี ที่บอกถึงความสนุกสนาน ร่าเริง มีชีวิตชีวา ชีวิตคือการต่อสู้ ถึงจะสู้อย่างเคร่งเครียดเอาจริงเอาจัง แต่ชาวราศีสิงห์ก็สนุกที่จะสู้ด้วย

    การเงิน หากจะหารายได้เพิ่มเติม ก็อยู่ในเกณฑ์ดี และวันที่ 5-6 อาจได้โชคมีลาภ แต่เป็นระยะที่ “ทำมาหาได้ให้ผู้อื่น” มากกว่า ซึ่งหากไม่ตั้งสติให้ดี ๆ ก็อาจทำให้สูญเสียเงินจำนวนมากได้

    การงาน ผลประโยชน์ขัดกัน โดยเฉพาะกับกิจการที่มีหุ้นส่วน ที่ควรระวังว่าหากไม่โปร่งใส ก็อาจถูกหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจ ที่จะนำไปสู่การทะเลาะวิวาท จนแตกหักกัน ฉีกสัญญาหุ้นส่วน รวมถึงอาจถูกฟ้องร้อง เป็นคดีความ ที่จะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงได้

    ความรัก เงินทองของบาดใจ ที่ควรระมัดระวัง และ รอบคอบ ที่จะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เปย์ไม่อั้น รวมถึงให้มิตรสหายกู้ยืมเงินอย่างง่าย ๆ เพราะอาจทำให้ทะเลาะวิวาทกับคู่ครองจนบ้านแตกได้ สำหรับคนโสด อยู่ในระยะการสังสรรค์ เฮฮา ปาร์ตีกับมิตรสหาย อาจทำให้พบรัก เจอใครบางคนที่จะทำให้หลงใหล คลั่งไคล้ แต่ก่อนจะทุ่มเทให้ทั้งหมดที่มี ก็ควรตั้งสติให้ดี ๆ เพราะเขา/เธอ ผู้นั้น แค่ผ่านมาผ่านไป!      

    ครอบครัว อย่าประมาท เงินทองของมีค่า อาจสูญหาย บริวาร คนรับใช้ที่เป็นสตรี อาจก่อเรื่อง ทำให้เดือดร้อน เสียหายได้ ซึ่งวันที่ 5-6 ควรระวังให้มากเป็นพิเศษ

    คำแนะนำ จนถึงวันที่ 14 มกราคม ดาวอาทิตย์ ขุมพลังแห่งจักรวาล และที่เป็นดาวประจำตัวของชาวราศีสิงห์ จะโคจรมาสถิต ณ เขตราศีธนู ซึ่งนั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่า ..เล็ง! อย่างมีเป้าหมายอย่างชัดเจน แล้วถึงจะลงมือกระทำ กับการเริ่มต้นใหม่ ทั้งเรื่องการศึกษา กีฬา หรือกับงาน ภารกิจใด ๆ ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะนำลาภ ผลสำเร็จมาให้ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/320063/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hYEckLyKhLy4sQkrBQC1R

  • ‘ยศชนัน-สุริยะ’ สวมเสื้อเบอร์ 9 นำทีมเพื่อไทยพร้อม ‘บุณยกร’ ผู้สมัคร สส.กทม.เบอร์ 4 เขต 4 ลงพื้นที่ชุมชนคลองเตย เยี่ยม ‘ครูประทีป’ พบปะประชาชน

    ‘ยศชนัน-สุริยะ’ สวมเสื้อเบอร์ 9 นำทีมเพื่อไทยพร้อม ‘บุณยกร’ ผู้สมัคร สส.กทม.เบอร์ 4 เขต 4 ลงพื้นที่ชุมชนคลองเตย เยี่ยม ‘ครูประทีป’ พบปะประชาชน

    ‘ยศชนัน-สุริยะ’ สวมเสื้อเบอร์ 9 นำทีมเพื่อไทยพร้อม ‘บุณยกร’ ผู้สมัคร สส.กทม.เบอร์ 4 เขต 4 ลงพื้นที่ชุมชนคลองเตย เข้าเยี่ยม ‘ครูประทีป’ พร้อมพบปะประชาชน ชูนโยบายบ้านเพื่อคนไทย-เชื่อมขนส่งกับชุมชน-ยกเครื่องอาชีวะ-เมืองที่เท่าเทียม เพื่อคนชุมชนคลองเตย

    วันที่ 4 ม.ค 2569 ที่มูลนิธิดวงประทีป ‘ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ แคนดิเดตนายกฯ และ ‘นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งและแคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย นำคณะพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและพบปะประชาชนในชุมชนคลองเตย พร้อมแนะนำ ‘นางสาวบุณยกร ดำรงรัตน์’ ผู้สมัคร สส.กทม. เบอร์ 4 เขต 4 คลองเตย-วัฒนา

    โดย นายยศชนัน ได้นำทีมพรรคเพื่อไทย เข้าเยี่ยม ‘นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ’ หรือ ‘ครูประทีป’ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิดวงประทีป ท่ามกลางประชาชนที่มารอต้อนรับทีมเพื่อไทย โดยมอบดอกไม้และให้กำลังใจทีมพรรคเพื่อไทย

    ทั้งนี้คณะพรรคเพื่อไทยได้ร่วมรับฟังเสียงสะท้อนจากตัวแทนชุมชน โดยมีข้อเสนอให้แก้ไขทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย,ปัญหาการเข้าถึงการบริการด้านสาธารณสุข รวมถึงปัญหาด้านคมนาคม และปัญหาการศึกษา

    นายยศชนัน กล่าวว่าพรรคเพื่อไทยเรามีหัวใจคือประชาชน ยืนยันว่าจะทำตามข้อเรียกร้องของประชาชน และผลิตนโยบายออกมาให้เติมเต็มกับความต้องการของประชาชน 

    ในส่วนเรื่องการศึกษา ถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยพรรคเพื่อไทยจะผลักดันในเรื่องอาชีวะสร้างชาติ และแหล่งการศึกษาใกล้บ้าน ยืนยันว่าเด็กไทยอยากเรียนต้องได้เรียน

    นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยจะให้คนเข้าถึงการเรียนรู้เรื่อง AI ถ้าวันนี้เราไม่มีความรู้เรื่อง AI จะมีความเสี่ยงตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ได้

    อย่างไรก็ดีพรรคเพื่อไทยจะสร้างเมืองที่เท่าเทียม หรือ Universal Design ผ่านการผลักดัน พ.ร.บ. การออกแบบที่เป็นสากล เพื่ออำนวยให้คนพิการหรือคนสูงวัยเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

    ขณะที่การเข้าถึงการบริการสาธารณสุข นอกเหนือจากข้อเสนอเพิ่มเครื่องฟอกไต พรรคเพื่อไทยจะมีนโยบายที่อำนวยความสะดวกผู้ป่วยทุกโรคให้เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

    “วันนี้ทีมนโยบายในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเรามากันหลายคน ซึ่งหลายคนเขียนนโยบายดีๆได้ แต่จะมีกี่คนที่เคยทำสำเร็จแบบพรรคเพื่อไทย” ยศชนัน กล่าว

    ด้านนายสุริยะ กล่าวเสริมว่าถ้าพรรคเพื่อได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลยืนยันว่าเรื่องบ้านเพื่อคนไทยจะทำทันที ขณะที่การอำนวยความสะดวกเรื่องการเข้าถึงระบบสาธารณสุข จะนำเรื่องนี้ดำเนินการทันที ขณะที่เรื่องคมนาคมจะมีการผลักดันการเชื่อมต่อระบบขนส่งกับชุมชน ด้วยฟีดเดอร์และนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายในทันทีเช่นเดียวกัน

    จากนั้นคณะพรรคเพื่อไทยได้ลงพื้นที่พูดคุยทักทายกับประชาชน เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนในเรื่องต่างๆ ซึ่งช่วงหนึ่งนายยศชนัน ได้พูดคุยกับผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน และได้รับฟังปัญหาในการใช้ชีวิต จึงให้กำลังใจพร้อมจะผลักดันนโยบายเพื่อคนเปราะบางในทุกภาคส่วน โดยในช่วงท้ายของการลงพื้นที่คณะพรรคเพื่อไทยได้ร่วมกันเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำชุมชนที่ศาลเจ้าพ่อพระประแดง 

    สำหรับทีมพรรคเพื่อไทยที่ร่วมคณะลงพื้นที่ ประกอบไปด้วย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯ , นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ, นายชนินทร์ รุ่งธนเกีรยติ รองเลขาธิการฯ และผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ, นายดนุพร ปุณณกันต์ กรรมการบริหารพรรค และ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, นางสาวธีราภา ไพโรจน์กุล ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ, นางญาณิกา เทียนทอง ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ, นายประเมศฐ์ พิชญ์พันธ์เดชา ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ, นายพีรวิชญ์ ขันติศุข ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ, น.ส.เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ, ผู้สมัคร สส.กทม.เบอร์ 2 เขต 3

    ยศชนัน สุริยะ คลองเตย พรรคเพื่อไทย บุณยกรยศชนัน สุริยะ คลองเตย พรรคเพื่อไทย บุณยกรยศชนัน สุริยะ คลองเตย พรรคเพื่อไทย บุณยกรยศชนัน สุริยะ คลองเตย พรรคเพื่อไทย บุณยกรยศชนัน สุริยะ คลองเตย พรรคเพื่อไทย บุณยกรยศชนัน สุริยะ คลองเตย พรรคเพื่อไทย บุณยกรยศชนัน สุริยะ คลองเตย พรรคเพื่อไทย บุณยกรยศชนัน สุริยะ คลองเตย พรรคเพื่อไทย บุณยกรยศชนัน สุริยะ คลองเตย พรรคเพื่อไทย บุณยกรยศชนัน สุริยะ คลองเตย พรรคเพื่อไทย บุณยกรยศชนัน สุริยะ คลองเตย พรรคเพื่อไทย บุณยกรยศชนัน สุริยะ คลองเตย พรรคเพื่อไทย บุณยกรยศชนัน สุริยะ คลองเตย พรรคเพื่อไทย บุณยกรยศชนัน สุริยะ คลองเตย พรรคเพื่อไทย บุณยกรยศชนัน สุริยะ คลองเตย พรรคเพื่อไทย บุณยกรยศชนัน สุริยะ คลองเตย พรรคเพื่อไทย บุณยกรยศชนัน สุริยะ คลองเตย พรรคเพื่อไทย บุณยกรยศชนัน สุริยะ คลองเตย พรรคเพื่อไทย บุณยกรยศชนัน สุริยะ คลองเตย พรรคเพื่อไทย บุณยกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/4Je476m6P&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n_A-0kR2TtoRi9hG-d4Sa

  • ทบ. แจงปมกัมพูชากล่าวหาไทยยึดครองพื้นที่ ยัน เป็นการจัดระเบียบพื้นที่ในเขตไทย | เดลินิวส์

    ทบ. แจงปมกัมพูชากล่าวหาไทยยึดครองพื้นที่ ยัน เป็นการจัดระเบียบพื้นที่ในเขตไทย | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 ม.ค. พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (โฆษก ทบ.) กล่าวชี้แจงกรณีกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชายื่นหนังสือประท้วงฝ่ายไทย โดยระบุว่าไทยเข้าไปยึดครองพื้นที่ซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชาใน 4 จังหวัด ว่า ยืนยันว่าฝ่ายไทยไม่ได้เข้าไปยึดครองพื้นที่ในเขตแดนของกัมพูชา ทุกพื้นที่ที่ฝ่ายไทยเข้าควบคุมดำเนินการจัดระเบียบพื้นที่ ล้วนอยู่ในเขตดินแดนประเทศไทย ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายสิบปี ฝ่ายกัมพูชาอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนในแนวตำแหน่งเส้นเขตแดนในหลายพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา 

    พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า จึงทำให้ฝ่ายกัมพูชาได้มีการรุกล้ำเขตแดนไทย ด้วยการเข้ามาวางกำลังและตั้งฐานทหาร รวมถึงในบางพื้นที่มีการสนับสนุนให้มีการตั้งอาคารบ้านเรือนและชุมชนพลเรือนรุกล้ำเข้ามาในเขตดินแดนฝั่งไทยหลายจุดหลายพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายไทยได้เคยยื่นประท้วงฝ่ายกัมพูชามานับร้อยครั้งผ่านกลไกบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU 2543 (เอ็มโอยู 2543)

    พล.ต.วินธัย กล่าวย้ำว่า การปฏิบัติของฝ่ายไทยในปัจจุบัน อยู่ในขอบเขตอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน เชื่อว่าฝ่ายกัมพูชาได้ทำการรุกล้ำพื้นที่บางจุดของไทยมาเป็นเวลานาน จนเข้าใจผิดและคุ้นชินคิดไปเองว่าพื้นที่เหล่านี้อยู่ในเขตแดนของกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันฝ่ายกัมพูชายอมรับความจริงว่า พื้นที่ดังกล่าวแท้จริงแล้วคือเขตอธิปไตยของไทย มิใช่ดินแดนของฝ่ายกัมพูชาตามที่กล่าวอ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5467961/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-qc43EGKe4V7QbtiPQCWx

  • เปิดขุมทรัพย์พลังงาน น้ำมันดิบสำรองกว่า 3 แสนล้านบาร์เรลในเวเนซุเอลา | เดลินิวส์

    เปิดขุมทรัพย์พลังงาน น้ำมันดิบสำรองกว่า 3 แสนล้านบาร์เรลในเวเนซุเอลา | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 ม.ค. ว่าข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานสหรัฐ (อีไอเอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า เวเนซุเอลาถือครองทรัพยากรน้ำมันดิบมหาศาลถึง 303,000 ล้านบาร์เรล ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลก มากกว่าซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)

    ทั้งนี้ น้ำมันดิบที่พบในเวเนซุเอลานั้นเป็นประเภท “น้ำมันดิบหนักและมีกำมะถันสูง” ซึ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องจักรพิเศษและเทคโนโลยีขั้นสูงในกระบวนการผลิต

    แม้สหรัฐเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน แต่ผลผลิตส่วนใหญ่เป็นประเภท “น้ำมันดิบเบาและมีกำมะถันต่ำ” ซึ่งเหมาะสำหรับการผลิตน้ำมันเบนซินเป็นหลัก แต่สำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์อื่น เช่น น้ำมันดีเซล ยางมะตอย และเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมหรือเครื่องจักรหนัก จำเป็นต้องใช้น้ำมันดิบชนิดหนักจากเวเนซุเอลาเป็นส่วนประกอบสำคัญในกระบวนการกลั่น

    ปัจจุบัน เวเนซุเอลามีแหล่งน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้ว ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่รายงานระบุว่า ศักยภาพดังกล่าวยังไม่ได้รับการนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ โดยเวเนซุเอลาผลิตน้ำมันได้เพียงประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นเพียง 0.8% ของกำลังการผลิตน้ำมันดิบทั่วโลกเท่านั้น

    รายงานของอีไอเอระบุด้วยว่า มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศต่อรัฐบาลเวเนซุเอลาและวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรง คือสาเหตุหลักที่ทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศถดถอย แต่อีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือการขาดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และการขาดการซ่อมบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ.

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5468895/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cIfvPLjWgP94r7dXt4mLU

  • ‘ยศชนัน’ควง‘สุริยะ’ นำทีม‘เพื่อไทย’บุกคลองเตย รับฟังปัญหาปชช.

    ‘ยศชนัน’ควง‘สุริยะ’ นำทีม‘เพื่อไทย’บุกคลองเตย รับฟังปัญหาปชช.

    วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.45 น.

    “ยศชนัน”ควง”สุริยะ” นำทีม”เพื่อไทย”บุกคลองเตย รับฟังปัญหาปชช. ด้านชาวบ้านเสนอขอดันนโยบายบ้านเพื่อคนคลองเตย ขณะที่”สุริยะ”รับลูกหากเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาลสามารถทำได้จริง ด้านชาวบ้านอวยพร”ยศชนัน”ขอให้สำเร็จ แซว”ดังไว” ดูทุกวันติดตามตั้งแต่สมัย”ทักษิณ”

    เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 4 มกราคม 2569 ที่มูลนิธิดวงประทีป เขตคลองเตย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมด้วย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้ง และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย , นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี , นายจักรพงษ์ แสงมณี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , น.ส.ธีราภา ไพโรจน์กุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , นายประเมศฐ์ พิชญ์พันธ์เดชา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ที่ปรึกษารองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายพีรวิชญ์ ขันติศุข ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ช่วย น.ส.บุณยกร ดำรงรัตน์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 4 หาเสียง และรับฟังปัญหาจากชาวบ้านในพื้นที่

    โดยเมื่อนายยศชนัน เดินทางมาถึง ได้เดินทักทายกับประชาชนที่มาให้การต้อนรับ และรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน ช่วงหนึ่งมีการขึ้นสไลด์​ฉายภาพถึงแนวทางการเวรคืนที่ดิน​ สอดรับกับนโยบายเอ็นเตอร์เทน​เมนต์​คอมเพล็กซ์​ ซึ่งอาจใช้คลองเตยเป็นสถานที่​ตั้ง แต่ท้ายที่สุดก็ถูกพับไปแล้ว​ พร้อมเสนอข้อเสนอแบ่งที่ดิน​ 20% ของท่าเรือคลองเตย​ จากการศึกษาใน​ 3 รูปแบบในการทำชุมชนสร้างใหม่​ พร้อมระบุว่า หากพรรคเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจให้จัดตั้งรัฐบาล​ ขอให้แบ่งที่ดินของการท่าเรือมาสร้างเมืองใหม่ให้คนจน​ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อย่างชัดเจน รวมถึงการต่อสู้เรื่องที่อยู่อาศัยของชาวคลองเตยที่มีมาอย่างยาวนาน เพราะเวลาคือโอกาสที่จะเห็นว่าประเทศไทยเสียเวลาเรื่องความขัดแย้งกับการพัฒนามาอย่างยาวนาน และเรื่องที่อยู่อาศัยลูกหลานก็จะเสียอนาคตไปด้วย

    ตัวแทนชาวบ้าน​ กล่าวอีกว่า พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับประชาชนชาวรากหญ้ามากที่สุด​ เช่นโครงการบ้านเอื้ออาทร​ และโครงการบ้านเพื่อคนไทย​ ที่ต้องยอมรับไอเดียในการใช้ที่ดินการรถไฟมาสร้าง​ ถือเป็นโครงการที่ดีที่สุด​ หลังจากนี้จะเป็นโจทย์ของพรรคเพื่อไทยว่าทำอย่างไรก็ได้ให้นำโครงการ “บ้านเพื่อคนคลองเตย” เข้าไปบรรจุในนโยบายของรัฐบาล เพราะคนคลองเตยอยากมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง เราไม่ได้แบมือขอ แต่มีแผนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย โดยรัฐบาลไม่ต้องออกเงินสักบาท เพียงแต่ขอแบ่งปัน 20% ของที่ดินทั้งหมดมาพัฒนาตนเอง

    ขณะที่ปัญหาด้านการสาธารณสุข​ ตัวแทนชาวบ้านสะท้อนว่า อยากให้มีศูนย์ล้างไตในคลองเตย​ หรือสนับสนุนเครื่องมือล้างไตในพื้นที่​ รวมถึงการขยายโรงพยาบาล​ และสร้างศูนย์กายภาพ​ แม้ว่าจะมีประชาชนอาศัยในพื้นที่จำนวนมาก แต่กลับไม่มีบริการรถขนส่งสาธารณะ​ และคาดว่ารัฐบาลที่มาจากพรรคนี้จะช่วยให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น​

    ส่วนปัญหาด้านการศึกษา​ ตัวแทนชาวบ้านสะท้อนว่า ในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กกลุ่มเปราะบาง ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ แต่การศึกษาก็จำเป็น ฉะนั้น จึงควรมีโรงเรียนอาชีวะในพื้นที่​ เนื่องจากกว่าร้อยละ​ 80 เด็กส่วนใหญ่เรียนสายอาชีพ และเชื่อว่าการศึกษาจะสามารถนำพาชีวิตไปสู่อนาคตได้​ พรรคเพื่อไทยอย่างไรหัวใจก็คือประชาชน ขณะเดียวกันที่หลายคนบอกว่าการเมืองกินไม่ได้​ แต่ตนคิดว่าตั้งแต่ 20 ปีที่​ผ่าน​มา ในปี​ 2547 การเมืองนั้นกินได้คือตั้งแต่มีนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ในตอนนั้น ตนจึงเข้าใจ

    สำหรับปัญหาด้านการเดินทาง ตัวแทนชาวบ้านสะท้อนว่า รถเมล์อยู่ดีคืนดีสาย 72 ก็หายไป ไม่เคยแจ้งประชาชนว่าจะไม่วิ่ง ทำให้ประชาชนลำบาก อยากให้เอารถเมล์สาย 72 กลับมาได้หรือไม่ ในช่วงเช้าหรือเย็นที่ประชาชนจำเป็นต้องใช้รถ อยากให้รถกลับมาวิ่งได้หรือไม่

    ด้าน นายสุริยะ​ กล่าวว่า​ ตั้งแต่มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้ นางมนพร​ เจริญ​ศรี​ ผู้สมัคร สส.นครพนม ในฐานะอดีตรัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวง​คมนาคม เข้ามาดูแล ซึ่งมี 3 เรื่องที่ทางประชาชนเสนอมา​ เรื่องที่อยู่อาศัยตนคิดว่าข้อเสนอต่างๆ อยากให้เอกชนมาก่อสร้าง เรื่องนี้หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตนยืนยันว่าจะทำให้เป็นจริง​ ส่วนเรื่องการรักษาพยาบาล ทุกคนคงทราบดีอยู่แล้วว่าพรรคเพื่อไทยตั้งแต่เริ่มทำ 30 บาทรักษาทุกโรค ต้องรักษาได้ทุกที่​ เพื่อให้นโยบายเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนทั่วประเทศ

    นายสุริยะ กล่าวต่อว่า สำหรับข้อเสนอแนะในการสร้างศูนย์กายภาพ หรือศูนย์ล้างไต​ ตนคิดว่าหากได้รับการเลือกตั้งเข้ามาพร้อมทำทันที​ ขณะที่เรื่องที่อยู่อาศัย บ้านเพื่อคนไทย เมื่อเป็นคนไทยก็ต้องมาสนองโครงการบ้านเพื่อคนไทย และความเป็นไปได้​ แต่ที่ผ่านมาเรามีการทำที่อยู่อาศัยตามเส้นทางรถไฟ แต่ในเมื่อชาวคลองเตยไม่มีที่อาศัย ก็จะสามารถดัดแปลงทำโครงการนี้ ส่วนเรื่องการเดินทางเห็น ป้ายหาเสียงรถไฟฟ้า 20 บาท​ รถเมล์ติดแอร์ 10 บาท​ หรือไม่​ ต่อไปนี้เราจะมีรถเมล์ติดแอร์ ส่งไปถึงรถไฟฟ้า ซึ่งจะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่าย เรื่องที่สำคัญที่สุด พรรคเพื่อไทยได้มีการพูดคุยกันและจะทำให้คนไทยหายจน หากประกาศออกมาก็เชื่อว่าประชาชนชาวคลองเตยจะปรบมือให้กับพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน

    โดย นาย​ยศชนัน กล่าวว่า​ พรรคเพื่อไทยหัวใจประชาชน อย่างไรก็ต้องทำให้อยู่แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ 2​ เรื่อง​คือ​ การศึกษาและสาธารณสุข ซึ่งเรารับไว้ทั้งหมด​ ทั้งนี้ นอกจากเรื่องโรคไตแล้ว จะมีเรื่องโรคหัวใจและมะเร็งด้วย บางคนเป็นผู้ป่วยติดเตียงบางคนต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียง ขอให้รอนิด วันที่ 8 มกราคม นี้ ตนจะเปิดนโยบาย ขอให้จองที่แถวหน้าได้เลย ตนจะเป็นคนประกาศเอง

    ขณะที่เรื่องการศึกษา จะทำโครงการส่งเสริมอาชีวศึกษา ที่จะต้องไประดับโลกให้ได้และกลับมาสร้างอาชีพให้กับคนไทย ซึ่งมีหลายแนวทางที่จะทำได้ แต่สิ่งสำคัญที่จะพยายามเน้นย้ำคือการเข้าถึงของเอไอ หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่เราจพพยายามทำให้คนไทย 1 ใน 3 สามารถเข้าถึงได้ โดยเน้นไปที่การสอนให้ใช้เป็นผ่านฐานข้อมูลของรัฐบาล​ และหากไม่มีความรู้ในเรื่องนี้อาจโดนคนอื่นหลอก จึงจำเป็นต้องให้ทุกคนเข้าถึงให้ได้มากที่สุด คู่ขนานไปกับการศึกษาที่ดี เด็กไทยอยากเรียนต้องได้เรียน และเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ตนต้องเดินออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัยและมาทำในเรื่องนี้ เพราะอยู่ในจิตวิญญาณ

    “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือนโยบาย ใครก็เขียนได้ แต่จะมีสักกี่คนที่เคยทำนโยบายให้สำเร็จ และหลายคนนั่งอยู่ตรงนี้แล้ว วันนี้พร้อมทันที หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สาย 72 มาแน่ไม่ต้องห่วง ไม่ว่าจะเกิดที่ไหน หรืออยู่ที่ไหน วันนี้พรรคเพื่อไทยเราส่งผู้สมัครครบ บวกลบนิดหน่อย และขอฝาก น.ส.บุณยกร ด้วย หากเราอยากให้ชีวิตคนไทยกินดีอยู่ดีไม่ว่าจะคนเด็ก คนแก่คนชรา ก็ต้องเท่าเทียมกัน เรามีเวลา 1 เดือน​ เลือกตั้งพรุ่งนี้เราก็พร้อม​ทำงานทันที​ หากเห็นผู้สมัครท่านไหนใส่เสื้อแบบนี้สามารถฝากชีวิต ฝากอนาคตได้​ ขออย่างเดียว 8 กุมภาพันธ์​ อย่าประมาทเลือกทั้งคนทั้งพรรค” นายยศชนัน กล่าว

    จากนั้น นายยศชนัน และคณะ ได้เดินลงพื้นที่ขอคะแนนเสียงภายในชุมชน โดยช่วงหนึ่ง นายยศชนันได้แวะทักชาวบ้านที่นั่งปอกมะละกอเตรียมตำส้มตำอยู่หน้าบ้าน โดยชาวบ้านได้กล่าวอวยพรขอให้โชคดี ติดตามตั้งแต่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนจะแซวนายยศชนัน ว่าดังไวเลย เพราะดูทุกวัน จนคนที่บ้านแซวว่าไม่มีอะไรดูแล้วหรือ ขอให้สำเร็จ ด้าน นายยศชนัน กล่าวว่า วันนี้มารับฟังปัญหาทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย สาธารณสุขและคมนาคม ก่อนฝากผู้สมัคร ให้เลือกทั้งคนและพรรค

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/938661&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nAYG0DLedVSCfY_jxJJJb

  • ‘สายเอเชีย-มิตรภาพ-M6’ อัมพาต เซ่นหยุดยาวปีใหม่ 2569 วันสุดท้าย แห่กลับกรุง | เดลินิวส์

    ‘สายเอเชีย-มิตรภาพ-M6’ อัมพาต เซ่นหยุดยาวปีใหม่ 2569 วันสุดท้าย แห่กลับกรุง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเดินทางกลับเข้ากรุงเทพมหานครในวันสุดท้ายของเทศกาลปีใหม่ 2569 ตลอดช่วงบ่ายที่ผ่านมา ถนนสายเอเชีย ช่วงผ่านจังหวัดอ่างทอง มีปริมาณรถสะสมหนาแน่นเต็มพื้นที่ ตั้งแต่เขตรอยต่อ อ.ไชโย อ.เมืองอ่างทอง ไปจนถึง อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา รถเคลื่อนตัวได้ช้าสลับหยุดนิ่งบริเวณคอสะพานและทางร่วมทางแยก โดยทำความเร็วได้เพียง 30-40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น

    ด้านมาตรการรักษาความปลอดภัย พล.ต.ต.กิตติ สกุณี ผบก.ภ.จว.อ่างทอง ระบุว่าปีนี้เน้นกวดขันวินัยจราจร 10 ข้อหาหลักอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะ “ดื่มแล้วขับ” ซึ่งมีการตั้งเป้าจับกุมเพิ่มขึ้นจากช่วงสงกรานต์ถึง 3 เท่า หรือประมาณ 150 ราย พร้อมบังคับใช้มาตรการส่งตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดทุกกรณีหากเกิดอุบัติเหตุจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

    ขณะที่ทางฝั่งภาคอีสาน ถนนมอเตอร์เวย์ M6 (นครราชสีมา–บางปะอิน) ระยะทาง 196 กิโลเมตร พบว่ามีปริมาณรถมหาศาลตลอดทั้งคืนจนถึงช่วงบ่ายวันนี้ ส่งผลให้การจราจรบางจุดติดขัดอย่างหนัก เช่นเดียวกับ ถนนมิตรภาพ ช่วง อ.ปากช่อง ตั้งแต่หน้าฟาร์มโชคชัย ต.กลางดง ไปจนถึงเขตติดต่อ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ที่รถหนาแน่นจนเกือบเต็มความจุถนน คาดว่าปริมาณรถจะเริ่มเบาบางลงในช่วงดึก

    ด้าน พ.ต.อ.ชูสิทธิ์ หล่อแสง รอง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา ให้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกตามจุดบริการประชาชนและจุดเสี่ยงต่าง ๆ ตลอดเส้นทางมิตรภาพและ M6 เพื่อเร่งระบายรถให้ประชาชนเดินทางกลับไปเริ่มงานในวันจันทร์นี้ได้อย่างปลอดภัยที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5468899/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13vgTrPwZS3K6mXuu2eyVg

  • 5 เรื่องร้อน ทวง สิทธิผู้บริโภค สร้างการเปลี่ยนแปลง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    5 เรื่องร้อน ทวง สิทธิผู้บริโภค สร้างการเปลี่ยนแปลง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภค เผย 5 เรื่องร้อนในปี 2568 ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ ปกป้อง สิทธิผู้บริโภค สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสินค้าและบริการของประเทศไทย

    ปี 2568 เป็นปีที่ผู้บริโภคไทยต้องใช้ชีวิตอย่างรอบคอบมากขึ้น ไม่ใช่แค่รับมือค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่ยังต้องเผชิญสินค้า บริการ และนโยบายที่ส่งผลต่อเงินในกระเป๋าแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่โฆษณาเกินจริง สัญญาไม่เป็นธรรม ไปจนถึงเทคโนโลยีและบริการใหม่ที่กฎหมายยังตามไม่ทัน บทความนี้ชวนย้อนดู 5 เรื่องสำคัญที่สภาผู้บริโภคขับเคลื่อนในปี 2568 ที่ช่วยให้ผู้บริโภครู้เท่าทัน และตอกย้ำว่าพลังเล็ก ๆ ของผู้บริโภค เมื่อรวมกันแล้ว สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงได้

    ท่ามกลางความซับซ้อนเหล่านี้ สภาผู้บริโภค ทำหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนผู้บริโภคที่เข้าถึงง่าย และช่วยได้จริง คอยรวบรวมข้อมูล เตือนภัยผู้บริโภค ผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย และใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

    บทความนี้ชวนทุกคนย้อนกลับไปดู 5 เรื่องสำคัญของปี 2568 ที่ไม่เพียงได้รับความสนใจจากผู้บริโภคจำนวนมาก แต่ยังช่วยเปิดมุมมองใหม่ ทำให้ผู้บริโภค “รู้เท่าทันมากขึ้น” และร่วมกันขยับสังคมให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

    อันดับ 1 : ผลทดสอบครีมกันแดด

    เป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคนและต้องใช้ทุกวัน ประเด็นเรื่องผลทดสอบ “ครีมกันแดด” ที่สภาผู้บริโภคทำร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จึงกลายเป็นคอนเทนต์อันดับ 1 ที่ผู้บริโภค อินฟลูเอนเซอร์ และสื่อต่าง ๆ ให้ความสนใจ เพราะจากการทดสอบครีมกันแดด 20 ตัวอย่าง พบบางตัวอย่างมีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากแสงแดดไม่ตรงตามที่โฆษณาไว้

    จากประเด็นนี้ สภาผู้บริโภคจึงเห็นความจำเป็นในการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาโดยอินฟลูเอนเซอร์ โดยเตรียมจัดทำ “ร่างจริยธรรมของอินฟลูเอนเซอร์” เพื่อให้ผู้ที่มีอิทธิพลต้องชี้แจงข้อมูลอย่างชัดเจนตรงไปตรงมา ทั้งการสนับสนุนโฆษณาและข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่เป็นจริงและลดความเสี่ยงจากการใช้สินค้าที่ไม่ได้คุณภาพตามที่โฆษณาไว้

    นอกจากเรื่องครีมกันแดดแล้ว สภาผู้บริโภคยังเผยแพร่การทดสอบสินค้าอื่น ๆ เช่น ผ้าอนามัย เครื่องฟอกอากาศ ทำให้ผู้บริโภคมีข้อมูลประกอบในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ รวมทั้งเป็นสิ่งกระตุ้นให้ทุกคนเริ่มตั้งคำถามกับฉลากและคำโฆษณามากขึ้น

    อันดับ 2 : ศรีสวัสดิ์ – สัญญาไม่เป็นธรรม

    อีกประเด็นหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้บริโภค คือ กรณีการฟ้องคดีบริษัทศรีสวัสดิ์ ในเรื่องดอกเบี้ยและเงื่อนไขสัญญาที่อาจไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนชีวิตจริงของคนจำนวนมาก ที่ต้องพึ่งพาสินเชื่อ แต่กลับต้องเผชิญภาระดอกเบี้ยสูงและเงื่อนไขที่แทบไม่มีอำนาจต่อรอง

    ที่ผ่านมาสภาผู้บริโภคได้ช่วยเหลือในด้านคดีแก่ผู้บริโภคมากกว่า 10 ราย ที่กู้ยืมเงินจากบริษัทศรีสวัสดิ์และถูกเอาเปรียบด้วยสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ล่าสุด สภาผู้บริโภคได้ยื่นฟ้องบริษัทศรีสวัสดิ์และบริษัทในเครือต่อศาลแพ่ง ด้วยเหตุผลว่าบริษัทศรีสวัสดิ์ ใช้วิธีทำสัญญาแบบไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค เช่น ให้ลงชื่อบนกระดาษเปล่า ไม่แจ้งดอกเบี้ยที่แท้จริง และคิดดอกเบี้ยสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำให้ผู้กู้ต้องเสียเงินเพิ่มและมีปัญหาทางการเงินมากขึ้น ทั้งไม่ได้รับสำเนาสัญญาและเอกสารสำคัญต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อปัญหาการเงินและสิทธิของผู้บริโภค

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคจึงขอให้ศาลคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม โดยให้คืนเงินดอกเบี้ยที่เกินกฎหมาย กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ถูกต้อง และเรียกร้องค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมเสนอให้เพิกถอนสิทธิในการรับหลักประกันของบริษัท เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบอีก นอกจากนี้คดีนี้ยังตั้งเป็นมาตรฐานใหม่ในการคุ้มครองผู้กู้ทั่วประเทศให้เข้าถึงสัญญาที่โปร่งใสและเป็นธรรมยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ สภาผู้บริโภคยังขับเคลื่อนเรื่อง “สัญญาที่เป็นธรรม” ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมกรคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) อย่างต่อเนื่องทั้งเรื่องสัญญาในการเช่าซื้อรถยนต์ ทองคำ การใช้บริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตบนมือถือ รวมไปถึงเรื่อง สัญญาห้องเช่า – หอพัก ซึ่งล่าสุดสคบ. ได้ประกาศ กฎหมายคุมสัญญาห้องเช่า ห้ามเรียกเก็บค่าน้ำค่าไฟเกินจริง เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเข้มข้นขึ้น

    อันดับ 3 : ปัญหาค่าไฟแพง

    ราคาพลังงาน เป็นสิ่งที่สภาผู้บริโภคติดตามมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2564 และ “ค่าไฟฟ้า” เป็นหนึ่งในประเด็นที่สภาผู้บริโภคขับเคลื่อนเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรม เนื่องจากพลังงานเป็นความเป็น สิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนเข้าถึงได้

    ในปี 2568 ท่ามกลางสถานการณ์ที่ค่าไฟปรับสูงขึ้นและกลายเป็นภาระสำคัญของผู้บริโภคแทบทุกครัวเรือน สภาผู้บริโภคไม่ได้หยุดอยู่แค่การสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชน แต่ลงลึกไปถึงการอธิบายโครงสร้างราคาค่าไฟ โดยตั้งคำถามต่อมติของ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าและค่าเอฟที (Ft) โดยจากมติดังกล่าว อาจเข้าข่ายเป็นการกำหนดนโยบายที่ผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคในระยะยาว  

    การขับเคลื่อนเรื่องค่าไฟฟ้าของสภาผู้บริโภคช่วยให้ผู้บริโภค รู้สิทธิของตนเองมากขึ้น และให้เรื่องค่าไฟซึ่งเคยเป็นเรื่องเทคนิคซับซ้อน กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ผู้บริโภคสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมได้ รวมถึงเข้าใจว่าค่าไฟที่แพงขึ้นไม่ได้เกิดจากการใช้ไฟเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับนโยบายและการตัดสินใจเชิงโครงสร้างด้านพลังงานของรัฐและหน่วยงานกำกับดูแล ที่ประชาชนมีสิทธิรับรู้และตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ทำให้ผู้บริโภคกล้าตั้งคำถาม ไม่รู้สึกว่าต้องยอมรับค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรมโดยไม่มีทางเลือก และเห็นว่าการรวมเสียงของผู้บริโภคสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริง ทั้งระดับนโยบายและการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนระยะยาว

    อันดับ 4 : ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า Neta และจอโทรศัพท์ซัมซุงขึ้นเส้นเขียว

    สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเนต้า (Neta) เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าผู้บริโภคจำนวนหนึ่งเผชิญปัญหาสินค้าชำรุดบกพร่อง การซ่อมล่าช้า อะไหล่ไม่พร้อม และการเยียวยาที่ไม่ชัดเจน ทั้งที่เป็นรถใหม่และมีมูลค่าสูง ประกอบกับการปิดตัวลงของบริษัทเนต้าในประเทศจีนทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้รวบรวมข้อร้องเรียน สื่อสารข้อมูลต่อสาธารณะ และสะท้อนปัญหาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการยื่นฟ้องกลุ่มบริษัทเนต้าในรูปแบบคดีกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค

    การขับเคลื่อนครั้งนี้มีความหมายต่อผู้บริโภคโดยตรง เพราะช่วยให้ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ตกเป็น “ผู้รับผลกระทบ” เห็นว่าตนเอง ไม่ต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง แต่สามารถรวมตัวกันเรียกร้องสิทธิผ่านระบบศาล ซึ่งเป็นกลไกที่มีผลทางกฎหมายจริง สภาผู้บริโภคยังเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามากำกับดูแลราคาอะไหล่ บริการหลังการขาย และการประกันภัยอย่างเป็นธรรม

    อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหาด้านสินค้าและบริการ และได้รับความสนใจจากผู้บริโภคและสื่อมวลชนจำนวนมาก คือ เรื่องโทรศัพท์ซัมซุงจอขึ้นเส้น ที่ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งพบหลังการใช้งานไม่นาน แต่กลับต้องไปซ่อมแซมมีค่าเสียใช้จ่ายเพิ่มหรือต้องถูกปฏิเสธความรับผิดชอบ

    สภาผู้บริโภคจึงรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และพยายามเจรจากับบริษัทเพื่อให้เกิดการเยียวยา ก่อนจะเดินหน้าใช้กลไกทางกฎหมายด้วยการสนับสนุนการยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่ม (Class Action) เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบในฐานะสินค้าที่มีความบกพร่อง ไม่ได้มาตรฐานตั้งแต่ต้นทางการผลิต จนกระทั่งบริษัทฯ มีการประกาศเยียวยาผู้เสียหาย ปัจจุบันการช่วยเหลือยังอยู่ในขั้นตอนการติดตามผลและผลักดันให้การเยียวยาครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทุกคน สะท้อนบทบาทของสภาผู้บริโภคในฐานะ “เพื่อนผู้บริโภค” ที่เข้าถึงง่าย และช่วยได้จริง

    สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นช่องว่างสำคัญที่ผู้บริโภคไทยต้องเผชิญมาอย่างยาวนานคือการไม่มี กฎหมายที่คุ้มครองผู้บริโภคกรณีซื้อสินค้าที่มีความบกพร่อง หรือที่รู้จักกันในชื่อ เลมอน ลอร์  “Lemon Law” แม้กฎหมายฉบับนี้จะเคยถูกเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาแล้ว แต่ก็ต้องหยุดชะงักไปจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากยังคงขาดหลักประกันทางกฎหมายเมื่อเผชิญสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

    สภาผู้บริโภคจึงเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่นำ เลมอน ลอร์  กลับมาปัดฝุ่นและผลักดันอย่างจริงจัง เพื่อสร้างระบบคุ้มครองที่ชัดเจน เป็นธรรม ทันท่วงทีต่อสภาพตลาดในปัจจุบัน ให้ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าใหม่แต่เจอปัญหาชำรุดบกพร่อง สามารถได้รับการเยียวยาที่เหมาะสมตามกฎหมายอย่างแท้จริง

    อันดับ 5 : แอปเงินกู้เถื่อน Oppo – Realme

    อีกหนึ่งในเรื่องที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุด คือกรณีแอปเงินกู้ที่ติดตั้งมากับโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะในแบรนด์ออปโป้ (OPPO) และเรียลมี (Realme) ซึ่งเกี่ยวข้องกับแอปไฟนีซี่ (Fineasy) และสินเชื่อความสุข ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในด้านความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล การให้ความยินยอมที่ไม่ชัดเจน และปัญหาการลบแอปไม่ได้ สภาผู้บริโภคจึงได้เรียกร้องให้ทั้งสองบริษัทออกมาชี้แจงและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงเร่งถอนแอปเหล่านี้ออกจากเครื่องของผู้บริโภคโดยไม่ต้องบังคับให้ผู้บริโภคไปลบแอปที่ศูนย์บริการเอง

    นอกจากนี้ ได้นำผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อสำนักงานตำรวจสอบสวนกลาง (บก.ปคบ.) และยื่นหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เพื่อให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิและข้อมูลอย่างจริงจัง พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ออกมาตรการกำกับดูแลเกี่ยวกับแอปที่ติดตั้งมากับเครื่องอย่างโปร่งใสและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค

    เมื่อประเด็นถูกสื่อมวลชนหยิบไปขยายต่อ เสียงของผู้บริโภคดังขึ้น จึงกลายเป็นแรงกดดันให้ผู้ประกอบการต้องออกมาชี้แจงต่อสาธารณะและทำให้ปัญหาถูกแก้ไข

    นอกเหนือจาก 5 ประเด็นที่กล่าวมายังมีอีกหลายประเด็นที่สภาผู้บริโภคทำงานเชิงรุกอย่างเข้มข้น ทั้งการเตือนภัยผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่พบสารอันตราย การหลอกลวงรูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพ ปัญหาที่พักไม่ตรงปก การผลักดันให้รื้อถอนอาคารดิเอทัสตามคำสั่งศาลที่ยืดเยื้อมานานกว่า 11 ปี หรือกรณีถุงลมนิรภัยทาคาตะภัยใกล้ตัวที่คร่าชีวิตผู้บริโภคอีกครั้ง ทุกเรื่องล้วนสะท้อนให้เห็นว่า “สิทธิผู้บริโภคไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ควรถูกมองข้าม”

    สำหรับปี 2569 สภาผู้บริโภคจะเดินหน้าทำหน้าที่เป็น เพื่อนผู้บริโภค ที่เข้าถึงง่ายและช่วยได้จริง พร้อมเดินเคียงข้างผู้บริโภค เพื่อให้เสียงเล็ก ๆ รวมกันเป็นพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    อันดับ 1 : ผลทดสอบครีมกันแดด

    เผย ผลทดสอบครีมกันแดด 20 แบรนด์อินฟลูฯ

    อันดับ 2 : ศรีสวัสดิ์ – สัญญาไม่เป็นธรรม อ่านเนื้อหาบางส่วนเรื่องศรีสวัสดิ์ได้ที่

    อันดับ 3 : ปัญหาค่าไฟแพง อ่านเนื้อหาบางส่วนเรื่องค่าไฟแพงได้ที่

    อันดับสี่ อันดับ 4 : ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า Neta และจอโทรศัพท์ซัมซุงขึ้นเส้นเขียว อ่านเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับเรื่องปัญหารถยนต์ไฟฟ้าเนต้าได้ที่

    อันดับ 5 : แอปเงินกู้เถื่อน Oppo – Realme อ่านข่าวบางส่วนเรื่อง Oppo – Realme ได้ที่

    ขีดเส้นตาย 3 วัน OPPO-Realme ถอนแอปกู้เงินเถื่อนออก

    แอปกู้เงิน เถื่อนบน Oppo กู้ 80,000 สุดท้ายเสีย 700,000

    เดินหน้าแจ้งความ OPPO – realme ทวงคืนสิทธิผู้บริโภค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/04012568_5consumerrights_article/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hwi2DCo_dCa9O9MbvALkq

  • “สมเกียรติ” ขอโทษหลังเคยสั่งทำโทษนำรองเท้าผูกเชือกแขวนคอเด็ก

    “สมเกียรติ” ขอโทษหลังเคยสั่งทำโทษนำรองเท้าผูกเชือกแขวนคอเด็ก

    “สมเกียรติ” ขอโทษหลังเคยสั่งทำโทษนำรองเท้าผูกเชือกแขวนคอเด็ก

    “สมเกียรติ” ขอโทษหลังเคยสั่งทำโทษนำรองเท้าผูกเชือกแขวนคอเด็ก

    จากกรณีดราม่ามีผู้เข้าไปสอบถามนายสมเกียรติ กู้เกียรติภูมิ ผู้สมัคร สส.สุพรรณบุรี เขต 5 พรรคประชาชน ซึ่งขึ้นป้ายแนะนำตัวว่า “ลุง ผอ.พรรคส้ม” ในการหาเสียง เพราะเคยเป็นอดีตครูมาก่อน ผ่านบัญชีโซเชียลมีเดีย โดยผู้โพสต์อ้างว่าเป็นนักเรียนที่เคยถูกลงโทษเกินกว่าเหตุ ในขณะนั้นตนอายุ 10 ขวบ หลังไม่สวมรองเท้านักเรียนตามระเบียบแต่ใส่รองเท้าแตะมาแทนเนื่องจากเท้าบาดเจ็บ โดยนายสมเกียรติ ให้นำรองเท้าผูกเชือกแขวนคอเดินเท้าเปล่าตลอดทั้งวัน 

    โดยผู้ใช้โซเชียลรายนี้ได้คอมเมนต์ถามว่า “ขอถามท่านผู้สมัคร ส.ส. ในฐานะเคยเป็น “ครู” ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกับการที่ “ผอ.” คนหนึ่งที่ทำโทษนักเรียน อายุ “10” ขวบ ที่เท้าเจ็บแล้วไม่สามารถใส่รองเท้าผ้าใบไปโรงเรียนได้และได้ใส่รองเท้าแตะไปโรงเรียน แล้วถูก ผอ. คนหนึ่งทำโทษ โดยการให้นำรองเท้าผูกเชือกแขวนคอเดินเท้าเปล่า ตลอดทั้งวัน อยากทราบความเห็นครับ

    ต่อมา นายสมเกียรติ ได้ตอบกลับไปว่า “ในฐานะที่ผมเคยเป็นครูมาก่อน ผมรู้สึกไม่สบายใจกับเหตุการณ์นี้ครับ เด็กอายุเพียง 10 ขวบ ควรได้รับการเข้าใจและการดูแล ไม่ใช่การลงโทษที่กระทบทั้งร่างกายและจิตใจ โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย ใช้เหตุผล เมตตา และคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็กเป็นหลัก หากมีปัญหา ควรพูดคุย หาทางช่วยเหลือ มากกว่าการทำโทษให้เกิดความอับอาย ผมเชื่อว่าการศึกษาไทยต้องยืนอยู่บนความเข้าใจ ไม่ใช่ความกลัวครับ ฝากเบอร์ 4 ด้วยนะครับ” จากนั้น ผู้ใช้โซเชียลรายดังกล่าวได้มาแสดงความเห็นตอบกลับว่า “แต่ทำไม คุณถึงทำกับผม ในวัยเด็กแบบนั้นละครับ ถ้าคอมเมนต์นี้ ผอ. สมเกียรติ เป็นคนมาตอบเอง ผมเชื่อว่าคอมเมนต์แบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นครับ”

    “สมเกียรติ” ขอโทษหลังเคยสั่งทำโทษนำรองเท้าผูกเชือกแขวนคอเด็ก

    ซึ่งต่อมาคอมเมนต์ดังกล่าวได้มีการลบออกไป และผู้ใช้โซเชียลรายเดิม ออกมาเปิดเผย “ผมลบโพสต์ไปละ ได้คุยกันไปแล้วถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และ ผู้สมัครท่านนี้มาขอโทษผมแล้ว แล้วผมก็รับด่าขอโทษนี้ไปแล้ว แต่สิทธิการให้อภัยของผมก็คงยังไม่ได้ให้อภัยเพราะเขาจำเหตุการณ์นี้ไม่ได้ ซึ่งการให้อภัยในส่วนของความผิดที่ผู้ก่อไม่สามารถจำได้ผมก็ไม่รู้จะให้อภัยยังยังไง แต่คำขอโทษผมรับไว้แล้ว (ไม่ได้มีการข่มขู่ให้ลบหรืออะไรคุยกันด้วยเหตุและผลอย่างราบรื่นดี)

    ล่าสุด นายสมเกียรติ ออกมาโพสต์ขอโทษ โดยระบุว่า คำแถลงการณ์ นายสมเกียรติ กู้เกียรติภูมิ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี เขต 5 ผม นายสมเกียรติ กู้เกียรติภูมิ ขอแถลงต่อสาธารณชนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กคนหนึ่งและกลายเป็นบาดแผลทางความรู้สึกที่เขาจดจำมาจนถึงปัจจุบัน ผมขอยอมรับโดยตรงว่าแม้ผมจะไม่สามารถระลึกถึงรายละเอียดของการกระทำในเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจน แต่จากผลกระทบที่ผู้เสียหายได้รับและความรู้สึกที่ยังคงฝังอยู่ในใจของเขา ผมตระหนักได้ดีว่าเหตุการณ์นั้นได้สร้างความเจ็บปวดขึ้น

    ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ผมได้ติดต่อและกล่าวคำขอโทษต่อผู้เสียหายเป็นการส่วนตัวแล้ว ทั้งนี้อดีตนักเรียนท่านนั้นได้รับคำขอโทษของผมแล้ว ผมขอใช้โอกาสนี้ย้ำว่าผมจะนำบทเรียนจากเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นเครื่องเตือนใจในการดำเนินชีวิต การทำงาน และการรับใช้สังคม ด้วยความระมัดระวัง และผมขอความกรุณาต่อทุกคนรบกวนไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหาย กล่าวหา หรือใช้คำพูดในทางที่ไม่เหมาะสมให้เสียชื่อเสียง

    ผมขอขอบคุณทุกเสียงสะท้อน และขอยืนยันว่าทั้งการศึกษาและการเมือง ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะต่อเด็กและเยาวชน

    “สมเกียรติ” ขอโทษหลังเคยสั่งทำโทษนำรองเท้าผูกเชือกแขวนคอเด็ก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/social/611865&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27TIJEwciGrPOavXcXlW4W

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เสด็จฯ ทรงบาตร 109 ปีอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เสด็จฯ ทรงบาตร 109 ปีอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

    Skip to content

    เมื่อวันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2569 เวลา 07.30 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ ไปยังอาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทรงบาตร เนื่องในโอกาส 109 ปี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ โดยมี ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ รศ.ดร.สุรเดช โชติอุดมพันธ์ คณบดีคณะอักษรศาสตร์ ผู้บริหารคณะอักษรศาสตร์ คณาจารย์ บุคลากร นิสิตเก่า และนิสิตปัจจุบัน เฝ้าฯ รับเสด็จและร่วมบำเพ็ญกุศลในการนี้ด้วย
    ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงบาตรพระสงฆ์ จำนวน 10 รูป จากนั้น เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรสินค้าของมูลนิธิมหาจักรีสิรินธรเพื่อคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

    คณะอักษรศาสตร์ เป็นหนึ่งในสี่คณะแรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีการจัดตั้งวันอักษรศาสตร์ขึ้น ตรงกับวันที่ 3 มกราคมของทุกปี เพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาพระฤกษ์ตึกบัญชาการอันเป็นอาคารหลังแรกของมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2458 ตึกบัญชาการนี้ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นตึกอักษรศาสตร์ 1 และใช้เป็นอาคารเรียนของคณะอักษรศาสตร์เรื่อยมา กระทั่งได้มีการบูรณะและเปลี่ยนชื่อเป็นอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ปัจจุบันคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกอบด้วยภาควิชา 11 ภาควิชา รวมทั้งยังมีศูนย์ความเป็นเลิศและศูนย์บริการทางวิชาการต่าง ๆ เปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก หลักสูตรสำหรับบุคคลภายนอก รวมทั้งงานบริการสังคมเพื่อมุ่งพัฒนาวิชาการด้านมนุษยศาสตร์ที่ลุ่มลึกและทันโลกทันสมัย โดยเฉพาะมนุษยศาสตร์ดิจิทัล สร้างบัณฑิตที่มีความรู้ความเข้าใจในวิชาการด้านมนุษยศาสตร์เพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมมีทัศนคติที่สอดคล้องกับความเป็นพลเมืองโลก

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเข้าศึกษาในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2516 และทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาประวัติศาสตร์และระดับปริญญาโท สาขาวิชาบาลี-สันสกฤต

    จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

    ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/280246/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P-IePkqBy-qsDQR_8lWCF