Category: วัฒนธรรม

  • เช็กข่าวชัวร์ : “การย้อมผมสีเข้มเป็นประจำ เสี่ยงทำให้ตับทำงานหนัก” จริงหรือไม่?

    เช็กข่าวชัวร์ : “การย้อมผมสีเข้มเป็นประจำ เสี่ยงทำให้ตับทำงานหนัก” จริงหรือไม่?

    Fact Check การย้อมผมสีเข้มเป็นประจำ เสี่ยงทำให้ตับทำงานหนัก จริงหรือไม่?

    ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นด้านสุขภาพ โดยระบุว่าการย้อมผมสีเข้มเป็นประจำต่อเนื่องนานหลายปี จะส่งผลเสียต่อร่างกายและเสี่ยงทำให้ตับทำงานหนักจากการต้องกรองสารเคมีในน้ำยาย้อมผม จนสร้างความตื่นตระหนกให้กับกลุ่มผู้ที่ต้องย้อมผมเพื่อปกปิดผมขาวหรือเปลี่ยนสีผมเป็นจำนวนมากนั้น

    กองบรรณาธิการ Sanook News ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อป้องกันความสับสน เนื่องจากมีการส่งต่อข้อมูลดังกล่าวอย่างแพร่หลายในรูปแบบข่าวเตือนภัยและสุขภาพในช่วงเดือนมกราคม 2569 ซึ่งเป็นข้อมูลที่เข้าข่ายข่าวปลอม (Fake News) และอาจสร้างความเข้าใจผิดต่อกระบวนการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

    คำถาม

    มีการแชร์ข้อมูลว่าการย้อมผมสีเข้มเป็นประจำนานหลายปี จะเสี่ยงทำให้ตับทำงานหนักจากการกรองสารเคมีสะสม จริงหรือไม่?

    การตรวจสอบ

    กองบรรณาธิการ Sanook News ได้ตรวจสอบข้อมูลกับทางสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันความถูกต้อง โดยสถาบันโรคผิวหนังระบุว่า ในปัจจุบันยังไม่มีรายงานหรือการศึกษาทางการแพทย์ที่ชี้ชัดว่าการย้อมผมส่งผลให้ตับทำงานหนักตามที่มีการกล่าวอ้างในสื่อออนไลน์

    จากการตรวจสอบในเชิงลึกพบว่า ในยาย้อมผมชนิดถาวรมักมีส่วนประกอบของสารเคมี เช่น PPD (Para-Phenylenediamine) และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ซึ่งแม้จะเคยมีผลการศึกษาว่าอาจก่อให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลองเมื่อได้รับในปริมาณสูง แต่สำหรับในมนุษย์ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปได้ว่าการย้อมผมสีเข้มเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งหรือส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับโดยตรง

    ทั้งนี้ อันตรายที่แท้จริงและควรระวังจากการย้อมผมคือ “อาการแพ้สารเคมี” ซึ่งพบได้บ่อยกว่า โดยผู้ที่แพ้จะมีอาการผื่นแดงคัน มีตุ่มน้ำใส หรือมีอาการบวมบริเวณใบหน้า เปลือกตา และหนังศีรษะ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาทางผิวหนัง ไม่ใช่ภาวะตับทำงานหนักจากการกรองสารเคมีสะสมในร่างกายแต่อย่างใด

    ข้อเท็จจริง

    สรุปคือ ข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวปลอม ไม่เป็นความจริง การย้อมผมสีเข้มเป็นประจำยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ว่าส่งผลให้ตับทำงานหนัก ความเสี่ยงหลักที่ผู้บริโภคควรระวังคืออาการแพ้สารเคมีเฉพาะจุดเท่านั้น

    อ้างอิง

    1. ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย
    2. คำชี้แจงจากสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9865906/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-KFbVsrYGIN9afMYhHaFK

  • สนามเขต 2 คึก ‘โย๋-วรัดดา’ เพื่อไทย เบอร์ 3 ลุยหาเสียงอำนาจเจริญ

    สนามเขต 2 คึก ‘โย๋-วรัดดา’ เพื่อไทย เบอร์ 3 ลุยหาเสียงอำนาจเจริญ

    วรัดดา ประเสริฐศรี ผู้สมัคร สส.อำนาจเจริญ เขต 2 พรรคเพื่อไทย หมายเลข 3 เร่งลงพื้นที่ 5 อำเภอ ชูนโยบายน้ำเพื่อเกษตร รายได้ชุมชน และโอกาสคนรุ่นใหม่ ย้ำขอเป็นปากเสียงแทนชาวบ้านจากประสบการณ์ทำงานจริงทั้งระดับประเทศและพื้นที่

    2 มกราคม 2569 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.วรัดดา ประเสริฐศรี หรือ “โย๋” ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอำนาจเจริญ เขต 2 พรรคเพื่อไทย หมายเลข 3 เดินหน้าหาเสียงอย่างต่อเนื่อง ลงพื้นที่พบปะประชาชนใน 5 อำเภอ ได้แก่ ลืออำนาจ พนา ปทุมราชวงศา ชานุมาน และเสนางคนิคม เพื่อรับฟังปัญหาและนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์พื้นที่

    ‘โย๋-วรัดดา’ เป็นนักบริหารหญิงรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ทำงานทั้งเชิงนโยบายและระดับพื้นที่มาอย่างยาวนาน สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ ภาควิชาบัญชี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโท บริหารธุรกิจ (MBA) มหาวิทยาลัยรามคำแหง และกำลังศึกษาระดับปริญญาเอก วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต สาขาผู้นำทางสังคม ธุรกิจ และการเมือง

    ด้านประสบการณ์ทำงาน เคยดำรงตำแหน่งคณะที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (ด้านการต่างประเทศ) ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการบูรณาการพลังงานไฮโดรเจน สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
    และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สภาผู้แทนราษฎร

    ขณะเดียวกันยังทำงานใกล้ชิดพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ ทั้งในบทบาทประธานคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ สภ.ลืออำนาจ กรรมการคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัด อนุกรรมการประกันสังคมจังหวัดอำนาจเจริญ รวมถึงเลขาธิการผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หอการค้าจังหวัดอำนาจเจริญ

    ‘โย๋-วรัดดา’ ยังมีบทบาทด้านเศรษฐกิจและกีฬา เคยเป็นรองประธานสโมสรฟุตบอล AMNAT UNITED ไทยลีก 3 รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานีและกรรมการหอการค้าจังหวัด อำนาจเจริญ

    จากการทำงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม ทำให้ได้รับรางวัลหลายรายการ อาทิ รางวัลลูกผู้มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่ จากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ รางวัลเข็มเชิดชูเกียรติคนดีศรีอีสาน และรางวัลสตรีนักบริหารดีเด่นระดับจังหวัด

    วรัดดาระบุว่า เหตุผลที่ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. เพราะต้องการกลับมาสร้างบ้านเกิดของตนเอง หลังลงพื้นที่กับมารดา “คุณแม่จันทร์เพ็ญ ประเสริฐศรี” มานานกว่าสิบปี ทำให้เห็นปัญหาที่ชาวอำนาจเจริญเผชิญซ้ำ ๆ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร รายได้ และโอกาสของคนรุ่นใหม่

    “อยากกลับมาพัฒนาบ้านเกิด อยากสร้างบ้านเกิดเจ้าของ อยากเป็นปากเป็นเสียงให้พี่น้องชาวอำนาจเจริญ อยากให้บ้านเฮาบ่แล้ง ให้ทำนาปรังได้ ทำเกษตรได้ต่อเนื่อง พี่น้องมีงานมีรายได้ ไม่อดไม่อยากคือเก่า ด้วยนโยบายที่ทําได้จริงมีผลงานที่ไม่เคยทิ้งพี่น้องของพรรคเพื่อไทย”
    วรัดดากล่าว

    ผู้สมัคร สส.เขต 2 พรรคเพื่อไทย หมายเลข 3 ย้ำว่า หากได้รับความไว้วางใจ จะทำหน้าที่เชื่อมงานนโยบายกับพื้นที่อย่างใกล้ชิด ทำงานประสานทุกฝ่าย เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาที่ชาวบ้านเผชิญอยู่จริงให้เห็นผลเป็นรูปธรรม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/924999/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VyXwk53wUeRpYQ90ni1RW

  • ดร.สามารถ ชี้สะพานสมุยไม่ใช่แค่ทางข้าม แต่คือโอกาสเศรษฐกิจใต้

    ดร.สามารถ ชี้สะพานสมุยไม่ใช่แค่ทางข้าม แต่คือโอกาสเศรษฐกิจใต้

    ดร.สามารถ ชี้สะพานสมุยไม่ใช่แค่ทางข้าม แต่คือโอกาสเศรษฐกิจใต้

    ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้

    “สะพานสมุย” ไม่ใช่แค่สะพาน
    แต่คือ “โอกาส” ที่คนใต้เฝ้ารอ

    กว่า 8 ปีแล้วที่ผมได้เสนอแนวคิด “สะพานเชื่อมเกาะสมุย” ผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 วันนั้นหลายคนมองว่าเป็นเพียงความฝัน วันนี้…ความฝันนั้นกำลังขยับเข้าใกล้ความจริง

    การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กำลังเดินหน้าศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี สู่หาดตลิ่งงาม อำเภอเกาะสมุย ระยะทางรวมสะพานและถนนเชื่อมต่อ 37.41 กิโลเมตร ใช้โครงสร้างสะพานขึง งบลงทุนประมาณ 55,000 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2572 และเปิดใช้งานได้ในปี 2577

    ผลลัพธ์ที่ได้…ไม่ธรรมดา การข้ามทะเลจากที่ต้องรอเรือและนั่งเรือกว่า 2 ชั่วโมง จะเหลือเพียง 20 นาทีเท่านั้น

    นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความสะดวก” แต่คือการเปลี่ยน “ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจของภาคใต้”

    ลองนึกภาพดูนะครับ เมื่อสมุย–สุราษฎร์ธานี–ภูเก็ต ถูกเชื่อมต่อด้วยโครงข่ายสะพานและมอเตอร์เวย์ การเดินทางจากสมุยไปภูเก็ต จากเดิมที่ใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง จะเหลือเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยใช้สะพานสมุยและมอเตอร์เวย์สุราษฎร์ธานี–ภูเก็ต ระยะทาง 236 กิโลเมตร ซึ่งผมอยากให้เร่งก่อสร้างควบคู่กันไป
     

    แล้วประโยชน์คืออะไร

    1. ยกระดับการท่องเที่ยวทั้งระบบ
    นักท่องเที่ยวไม่ต้องจำกัดตัวเองอยู่เพียงเกาะเดียว สามารถขับรถท่องเที่ยวได้หลายแห่ง ทำให้สมุย–พะงัน–ภูเก็ต–อันดามัน กลายเป็น “คลัสเตอร์ท่องเที่ยวระดับโลก” นักท่องเที่ยวจะพักนานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น ช่วยกระจายรายได้จริง ไม่กระจุกตัวอยู่แค่โรงแรมขนาดใหญ่ ร้านอาหาร ชุมชน และเมืองรองจะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

    2. ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ
    ปัจจุบันการขนส่งต้องพึ่งพาเรือ ซึ่งมีต้นทุนด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงจากคลื่นลม ทำให้สินค้าเกษตรและอาหารทะเลเสียหายได้ง่าย ในอนาคตเมื่อมีสะพาน ต้นทุนการขนส่งจะลดลง เวลาการส่งสินค้ามีความแน่นอนมากขึ้น ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถแข่งขันได้ เกิดคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า สมุยจะไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยว แต่จะเป็น “เมืองเศรษฐกิจ” ด้วย

    3. ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนใต้
    ผู้ป่วยฉุกเฉินไม่ต้องรอเรือ สามารถส่งต่อโรงพยาบาลได้ทันเวลา ลดความเสี่ยงต่อชีวิต นักเรียน นักศึกษา และคนทำงานสามารถเดินทางไปเรียนหรือทำงานบนฝั่งได้สะดวกรวดเร็วขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องย้ายถิ่นฐาน

    โดยสรุป “สะพานสมุย” ไม่ใช่แค่สะพานสำหรับการสัญจรเท่านั้น แต่คือสะพานแห่งโอกาส—โอกาสทองของคนใต้ โอกาสของเศรษฐกิจ และโอกาสของประเทศไทยในระยะยาว

    เมื่อผลลัพธ์คือประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ ผมขอพูดตรง ๆ ว่า ถึงเวลาเร่งลงมือก่อสร้าง “สะพานเชื่อมเกาะสมุย” ได้แล้ว

    ขอยกธงเชียร์ กทพ. อย่างเต็มที่ครับ

    แหล่งที่มา : เพจเฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ (คลิ๊ก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/735880&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw009eJ9CtK6Iuu8Ju-lvh6C

  • กยศ. เชิญชวนผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระ ลดภาระการชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์

    กยศ. เชิญชวนผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระ ลดภาระการชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์

    เริ่มต้นปีใหม่ กยศ. เชิญชวนผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระ ลดภาระการชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์

    วันที่ 2 มกราคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เชิญชวนผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้เริ่มต้นปีใหม่ด้วยการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ เพื่อช่วยลดภาระให้ผู้กู้ยืมเงินสามารถวางแผนการชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม ผ่อนชำระเงินคืนเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน ผ่อนชำระหนี้ได้นานสูงสุดถึง 15 ปี พร้อมปลดภาระผู้ค้ำประกันเมื่อทำสัญญา หากชำระหนี้เสร็จสิ้นโดยไม่ผิดเงื่อนไขตามสัญญา กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับที่เกิดขึ้นก่อนทำสัญญาทั้งหมด 100% พร้อมจะงดการฟ้องคดีและบังคับคดี

    ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมเงินทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ด้วยตนเอง ง่าย สะดวก รวดเร็ว ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ผ่านเว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยยืนยันตัวตนและการลงนามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชัน ThaID

    “การดำเนินการดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินได้กลับมาชำระหนี้ รวมถึงลดจำนวนผู้กู้ยืมเงินที่อาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องคดีหรือบังคับคดี และ กยศ. จะนำเงินที่ได้รับชำระคืนไปหมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องได้อย่างต่อเนื่องต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2905433&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v3tW506uXGnbTm9b_6FBD

  • ข่าวเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน สำหรับคนรุ่นใหม่ -โพสต์ทูเดย์

    ข่าวเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน สำหรับคนรุ่นใหม่ -โพสต์ทูเดย์

    background-default

    เกาะติดข่าว ข่าวร้อน ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ข่าวการเมือง ประเด็นการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวกีฬา ท่องเที่ยว บันเทิง ดูดวง สลากกินแบ่งรัฐบาล คลิปวีดีโอ ทันเหตุการณ์ทุกแง่มุม โดยทีมงานโพสต์ทูเดย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/735883&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sVWAqyNsVF_Se-OZN1yWc

  • “อินทนิลเกมส์” เริ่มนับถอยหลัง พร้อมเปิดฉากชิงชัย 40 ชนิดกีฬา

    “อินทนิลเกมส์” เริ่มนับถอยหลัง พร้อมเปิดฉากชิงชัย 40 ชนิดกีฬา

    “อินทนิลเกมส์” เริ่มนับถอยหลัง พร้อมเปิดฉากชิงชัย 40 ชนิดกีฬา ม.แม่โจ้ เจ้าภาพ จะเปิดยิ่งใหญ่

    กีฬามหาวิทยาลัยครั้งนี้มหาวิทยาลัยเเม่โจ้ จัดการเเข่งขันภายใต้แนวคิดกีฬาของคน GEN Z ด้วยสโลแกน “SPIRIT SMART SPORT SUSTAINABILITY” เล่นด้วยสปิริต คิดอย่างสร้างสรรค์ ปลุกฝันคนรุ่นใหม่ ใส่ใจความยั่งยืน ซึ่งจะชิงชัยทั้งสิ้น 520 เหรียญทอง จาก 40 ชนิดกีฬา แบ่งเป็นกีฬาบังคับ 7 ชนิด ,กีฬาเลือกสากล 26 ชนิด ,กีฬาเลือกทั่วไป 4 ชนิด ,กีฬาไทย 1 ชนิด และกีฬาสาธิต 3 ชนิด โดยมีสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาเข้าร่วมเเข่งขันกว่า 109 สถาบันทั่วประเทศ

    สำหรับการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 51 “อินทนิลเกมส์” จะมีขึ้นวันที่ 9-19 มกราคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยเเม่โจ้.. เริ่มนับถอยหลังเหลือเวาอีกแค่ อาทิตย์เดียว ก้จะเริ่มมีการชิงชัย ทัพนักกีฬาปัญญาชนจากทั่วประเทศ 109 สถาบันอุดมศึกษาจะเดินทางมาร่วมชิงชัย ณ ม. แม่โจ้ เชียงใหม่ เจ้าภาพจัดในปี2569 เตรียมคงามพร้อมพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่ สวยงาม ตามสไตล คาวบอย

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/sport/3858609/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OyjX7A8QbdCeyrf5D1lJS

  • เรียนฟรีถึงปริญญาตรี: ความกล้าครึ่งเดียวของนโยบายการศึกษาไทย

    เรียนฟรีถึงปริญญาตรี: ความกล้าครึ่งเดียวของนโยบายการศึกษาไทย

    เรียนฟรีถึงปริญญาตรี: ความกล้าครึ่งเดียวของนโยบายการศึกษาไทย

    รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร อาจารย์จากสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า ท่ามกลางการหาเสียง พรรคการเมืองจำนวนมากนำเสนอนโยบาย “เรียนฟรี” ที่หยุดแค่“ระดับปริญญาตรี” ภาพเช่นนี้อาจทำให้ดูเสมือนว่าการเมืองไทยกำลังใส่ใจในความเสมอภาคทางการศึกษา ทว่าเมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป นโยบายดังกล่าวยังคงเป็นเพียง “ความกล้าครึ่งเดียว” เพราะหลีกเลี่ยงคำถามเชิงโครงสร้างที่สำคัญ นั่นคือ เหตุใดรัฐไทยจึงยอมปล่อยให้การศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก กลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์มาอย่างยาวนาน โดยไม่เคยถูกตั้งคำถามอย่างจริงจังในสนามการเมือง

    ในทางปฏิบัติ ระบบอุดมศึกษาไทยได้ยอมรับโดยปริยายว่า การศึกษาขั้นสูงคือ “เรื่องส่วนตัว” ของผู้เรียน ใครมีกำลังทรัพย์ย่อมไปต่อได้ ใครไม่มีต้องหยุดไว้เพียงเท่านั้น ตรรกะเช่นนี้ทำให้ “ปริญญาโทและปริญญาเอก” ถูกปฏิบัติไม่ต่างจากสินค้า ถูกออกแบบ ตั้งราคา และทำการตลาดตามกำลังซื้อ มากกว่าจะตั้งอยู่บนฐานความจำเป็นขององค์ความรู้เพื่อการพัฒนาประเทศ ผลลัพธ์คือ มหาวิทยาลัยจำนวนมากต้องพึ่งรายได้จากหลักสูตรบัณฑิตศึกษาเพื่อพยุงองค์กร ขณะที่บางแห่งทำการ “ขายวุฒิ” อย่างเป็นระบบ ความสำเร็จของผู้เรียนถูกวัดจากการ “จ่ายครบจบแน่”

    การปล่อยให้ตรรกะตลาดเข้าครอบงำการศึกษาขั้นสูง ไม่ได้เพียงสร้างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง แต่ยังนำไปสู่ปัญหาที่ลึกกว่านั้น คือการผลิตมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตที่ไม่สามารถทำหน้าที่เชิงพัฒนาใด ๆ ได้อย่างแท้จริง วุฒิการศึกษาขั้นสูงจำนวนไม่น้อยกลายเป็นเพียง “ใบรับรองสถานะทางสังคม” มากกว่าจะเป็นหลักฐานแสดงความรู้ความสามารถทางวิชาการ หรือเปล่งศักยภาพในการผลิตองค์ความรู้ใหม่ ๆ

    ในสังคมที่ปริญญาเอกคือบัตรผ่านเข้าสู่ตำแหน่งงานที่สูงขึ้น การตั้งกำแพงที่มีเงินเป็นประตู ย่อมหมายถึงการผูกขาดอำนาจทางความคิดไว้กับกลุ่มคนที่มีกำลังทรัพย์ และส่งผลให้ประเทศได้ “จำนวน” ผู้จบการศึกษาเพิ่มขึ้น แต่กลับไม่ได้ “คุณภาพ” ขององค์ความรู้หรือศักยภาพในการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น

    ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของงบประมาณ แต่คือสภาวะจำยอมที่มหาวิทยาลัยต้องลดเพดานของคุณภาพลงเพื่อรักษาฐาน “ลูกค้า” การเรียนฟรีในระดับนี้จึงไม่ใช่การแจกจ่ายทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย แต่คือการดึงการศึกษากลับมาจากกลไกตลาด เพื่อให้มหาวิทยาลัยกลับไปทำหน้าที่คัดกรองผู้เรียนด้วยเกณฑ์ทางวิชาการที่เข้มงวด แทนที่จะเป็นด้วยฐานะทางการเงิน การทำให้ฟรีภายใต้การกำกับคุณภาพที่จริงจัง จะเป็นการทำลายวงจรธุรกิจการศึกษาและกอบกู้ความน่าเชื่อถือของปริญญาบัตรไทยให้กลับคืนมาเป็นเครื่องพิสูจน์ปัญญาอย่างแท้จริง

    หากเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มนอร์ดิก เช่น นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์ ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่กรอบคิดพื้นฐานที่ยอมรับร่วมกัน ว่าการศึกษาระดับปริญญาเอกคือโครงสร้างพื้นฐานของสังคมความรู้ มิใช่ “บริการเสริม” สำหรับผู้มีกำลังทรัพย์ รัฐจึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ภายใต้การคัดเลือกที่เข้มงวดและการประเมินผลที่จริงจัง แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเข้าใจว่าการปล่อยให้ตลาดใช้ตัวเงินในการคัดกรองผู้เรียน คือการบั่นทอนศักยภาพเชิงปัญญาของประเทศในระยะยาว

    ความเงียบงันของการเมืองไทยต่อประเด็นนี้ สะท้อนสภาพเดิมที่การศึกษาขั้นสูงถูกทำให้เป็นพื้นที่ “สงวน” ของชนชั้นกลางระดับบน การเสนอ “นโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาตรี” จึงไม่ใช่ความก้าวหน้า แต่คือการหลบเลี่ยงไม่กล้าแตะต้องแก่นของปัญหา ปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำเชิงปัญญาดำรงอยู่ต่อไป

    เมื่อพิจารณาอย่างเป็นธรรมจะพบว่าผู้เรียนระดับนี้มีจำนวนจำกัด และการลงทุนจุดนี้ถือเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Investment) หากรัฐกำหนดเงื่อนไขว่าความ “ฟรี” นั้น มาพร้อมกับพันธสัญญาในการวิจัยเพื่อตอบโจทย์วิกฤตของชาติ หรือการสร้างนวัตกรรมใหม่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การลงทุนนี้ย่อมให้ผลตอบแทนเป็น “อธิปไตยทางปัญญา” ที่คุ้มค่ากว่านโยบายประชานิยมทั่วไป เพราะต้นทุนแฝงจากการขาดแคลนนักวิจัยคุณภาพ และการต้องพึ่งพาความรู้จากต่างประเทศนั้นมีมูลค่ามหาศาลกว่ามาก

    คำถามของการเมืองไทย คือเหตุใดรัฐยอมปล่อยให้การศึกษาขั้นสูงถูกทำให้เป็น “สินค้า” อยู่นานถึงเพียงนี้ หากการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาอย่างที่ทุกพรรคการเมืองกล่าวอ้างจริง การทำให้การศึกษา “ฟรีอย่างมีเงื่อนไขและมีคุณภาพจนถึงระดับปริญญาเอก” จะเป็นนโยบายที่ควรทำมานานแล้ว โดยระบบการคัดเลือกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรของรัฐถูกส่งไปถึงผู้มีศักยภาพเชิงปัญญาโดยไม่เกี่ยงฐานะทางเศรษฐกิจ เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการศึกษาเพื่อสถานะ ไปสู่การศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/648013&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dQ4Q8oD2zMxIZE9od7MFN

  • “เกษตรสุรนารี น้อมถวายความภักดี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”โชว์ผลงาน “จากหิ้งสู่ห้าง”

    “เกษตรสุรนารี น้อมถวายความภักดี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”โชว์ผลงาน “จากหิ้งสู่ห้าง”

    การศึกษา

    “เกษตรสุรนารี น้อมถวายความภักดี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”โชว์ผลงาน “จากหิ้งสู่ห้าง”

    วันพฤหัสบดี ที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.54 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “เกษตรสุรนารี น้อมถวายความภักดี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”โชว์ผลงาน “จากหิ้งสู่ห้าง”

    งานเกษตรสุรนารี ประจำปี 2569  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ปรับรูปแบบและกิจกรรมให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของช่วงเวลาแห่งการไว้อาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  เน้นกิจกรรมด้านวิชาการ งานวิจัย นวัตกรรม และสาระองค์ความรู้เป็นสำคัญ ภายใต้แนวคิด “เกษตรสุรนารี 36 ปี มทส. น้อมถวายความภักดี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”  สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ซึ่ง มทส. จะดำเนินภารกิจครบ 36 ปี แห่งการสถาปนา ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 โดยยึดมั่นในบทบาทของการเป็น “มหาวิทยาลัยที่รับใช้และเป็นที่พึ่งพิงได้ของสังคม”  นำเสนอผลสัมฤทธิ์ด้านการบริการวิชาการ งานวิจัยและนวัตกรรม ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคชุมชน อย่างเป็นรูปธรรม

    พบกับ กิจกรรมภายในอาคารสุรพัฒน์ 2 จัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสครบ 36 ปี  3 รอบนักษัตร 36 ปี มหาวิทยาลัย น้อมถวายความภักดี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์เด่นของมหาวิทยาลัยกว่า 70 ผลงาน ครอบคลุมหลากหลายสาขามาจัดแสดง “จากหิ้งสู่ห้าง” ต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพิ่มมูลค่าของภาคการเกษตร สร้างความสามารถทางการแข่งขัน สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติ โดยแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มโซนผลงานวิจัย ได้แก่  โซน 1: Korat Chicken Next Gen: ยกระดับไก่เนื้อโคราช จากงานวิจัยไก่โคราชสู่โมเดิร์นเทรด  โซน 2: Smart Livestock: ปศุสัตว์อัจฉริยะ พบกับโคราชวากิว ความหวังของเกษตรกรไทย และแพะ โซน 3: Smart Cassava: มันสำปะหลังยั่งยืน  โซน 4: Future Food: ผำ…โปรตีนแห่งอนาคต  พบกับ นวัตกรรมผำ ฟาร์มไข่ผำต้นแบบระดับอุตสาหกรรม โซน 5: Digital Health & Wellness: สุขภาพดีวิถีดิจิทัล อาทิ เจลลดรอยแผลเป็นจากสารสกัดเปปไทด์ หูฟังแพทย์ทางไกล แผ่นพื้นรองรองเท้าสำหรับนับก้าววัดสมดุลการทรงตัว เป็นต้น โซน 6: SUT 36th Anniversary: Innovation for All: 36 ปี มทส. นวัตกรรมเพื่อทุกคน เช่น เครื่องสแกนทุเรียน เครื่องกำจัดมอดข้าว โดรนเพื่อการเกษตร อาหารแห่งอนาคต กุ้งคอนโด อัญมณีเซรามิกจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อิฐมวลเบาจากขยะโฟมขาว ฯลฯ

    กิจกรรม IT Showcase จัดแสดงผลงานของคณาจารย์และนักศึกษาสำนักวิชาศาสตร์และศิลป์ดิจิทัล มทส. DGT Showcase 2026: Layered Bloom การประกวดโครงงานทางด้าน Coding เพื่อแก้ปัญหาภายในโรงเรียน การแข่งขันหุ่นยนต์เดินตามเส้น NGT Showcase เปิดโลกการค้าโลกกับนักรบเพื่อการส่งออก การสัมมนา “ยกระดับเกษตรมูลค่าสูงสู่ตลาดโลกด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม” “ทิศทางการพัฒนาโคพรีเมียมสู่ Product Champion ไทย” การเสวนา “กลไกการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs สร้างรายได้ เพิ่มกำไร ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผ่านกลไก ITAP”

    นิทรรศการจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย หน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน  เผยแพร่ความรู้และให้บริการต่าง ๆ รวมไปถึงการให้บริการของโรงพยาบาล มทส. บริการตรวจวิเคราะห์ทองคำ โดย ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การให้บริการของเทคโนธานี อาทิ การประสานความร่วมมือภาคอุตสาหกรรม บริการห้องปฏิบัติการทดสอบและการรับรองมาตรฐาน ที่ปรึกษาการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร การให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และจุดบริการ Wellness Center นวดผ่อนคลายด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทย

    สำหรับภาคบันเทิง จัดขึ้นภายใต้กรอบความเหมาะสม เน้นกิจกรรมการแสดงเชิงวัฒนธรรมและกิจกรรมสร้างสรรค์ที่มีความเรียบง่าย และเปี่ยมด้วยความหมาย อาทิ การแสดงจากวงดนตรีลูกทุ่งโรงเรียนปักธงชัยประชานิรมิต แชมป์จากรายการชิงช้าสวรรค์ 2025 วงโปงลางวิทยาลัยนาฏศิลป์ วงซอมพอดี และชมรมดนตรีสากล มทส. การแสดงคีตะมวยไทย การขับร้องเพลงเทิดพระเกียรติ และการประกวดขับร้องเพลงไทยลูกทุ่ง “ดาวรุ่งลูกทุ่งเกษตรสุรนารี” รวมทั้งยังได้ ชม…ชิม…ช้อป… ร้านจำหน่ายสินค้าและอาหารภายในงานด้วย

    ขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และประชาชนทั่วไป ทั้งในจังหวัดนครราชสีมาและใกล้เคียง เข้าชมงานและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ใน “งานเกษตรสุรนารี’ 69” ระหว่างวันที่ 9 – 11 มกราคม 2569 และ “งานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569” ในวันที่ 10 มกราคม 2569 เวลา 10.00 – 18.00 น. ณ อาคารสุรพัฒน์ 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/460664&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xz7CqfFCV0quqPs4_NDbj

  • ไทยฮอนด้าฯ จับมือ กทม. มอบหมวกกันนอค 16,500 ใบ

    ไทยฮอนด้าฯ จับมือ กทม. มอบหมวกกันนอค 16,500 ใบ

    ไทยฮอนด้าฯ ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ Honda (ฮอนดา) ในประเทศไทย เดินหน้าส่งต่อความห่วงใยสู่สังคมไทยในวาระครบรอบ 60 ปี ภายใต้โครงการรณรงค์ความปลอดภัยทางถนนระดับประเทศ “60 ปี ไทยฮอนด้าฯ ขับขี่ปลอดภัย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน”

    ดร.อารักษ์ พรประภา ประธาน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า โครงการคาราวานหมวกกันนอคในวาระครบรอบ 60 ปี ไทยฮอนด้าฯ เป็นความตั้งใจของไทยฮอนด้าฯ ในการตอบแทนคืนสู่สังคมไทย ผ่านการส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนน โดยกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจังหวัดสุดท้ายของการเดินทาง ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ในการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย

    ฮายาโตะ เซกุจิ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ไทยฮอนด้าฯ บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการภายใต้แนวคิด “60 ปี ไทยฮอนด้าฯ ขับขี่ปลอดภัย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน” โดยตั้งใจส่งมอบหมวกกันนอค จำนวน 60,000 ใบ และได้รับความร่วมมือจากผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ Honda ทั่วประเทศ ร่วมสมทบเพิ่มเติมอีก 52,440 ใบ ทำให้สามารถส่งมอบหมวกกันนอครวมทั้งสิ้น 112,440 ใบ ครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ


     
    “สำหรับการส่งมอบหมวกกันนอคจำนวน 16,500 ใบ ให้แก่กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ ไทยฮอนด้าฯ หวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการปลูกฝังวัฒนธรรมการสวมหมวกกันนอค และสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ และสถานศึกษา ในการส่งเสริมความปลอดภัยในการใช้รถจักรยานยนต์ในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม”

    ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ กล่าวว่า กรุงเทพฯ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางถนนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ การได้รับการสนับสนุนหมวกกันนอคจากไทยฮอนด้าฯ ในครั้งนี้ จะช่วยเสริมการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ และสถานศึกษา ในการสร้างความตระหนักรู้ และส่งเสริมการสวมหมวกกันนอคในชีวิตประจำวัน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชนเช่นนี้ เป็นพลังสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน และสร้างสังคมเมืองที่ปลอดภัย


     
    โครงการ “60 ปี ไทยฮอนด้าฯ ขับขี่ปลอดภัย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน” สะท้อนความมุ่งมั่นของไทยฮอนด้าฯ ในการดำเนินกิจกรรมด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงในวาระครบรอบ 60 ปีเท่านั้น แต่เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และผลักดันสังคมไทยไปสู่เป้าหมาย การลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์ (Zero Accident) ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.autoinfo.co.th/online/570242&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g9JFxSZYio84pyRF50g_f

  • พลังแห่งการเยียวยา

    พลังแห่งการเยียวยา

    สวัสดีปีใหม่ 2569 ขอให้ปีนี้เมตตาประเทศไทยและคนไทยให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายใดๆทั้งปวง

    มีหนังสือดีๆอีกเล่มหนึ่งที่ผู้เขียนหยิบมาอ่านในช่วงปีใหม่ 2569 ได้รับมาจากมือของ ดร.ทันตแพทย์ อนุศักดิ์ คงมาลัย อดีตสมาชิกวุฒิสภา ที่ท่านได้ถ่ายทอดผลการศึกษาแนวคิด ฟิสิกส์ควอนตัมกับพุทธศาสนา จึงขออนุญาตหยิบยกข้อคิดจากการได้อ่านบทความเรื่อง “เมตตาในรูปของพลังงาน” จากหนังสือ “หัวใจควอนตัมของพระพุทธเจ้า”มีเนื้อหาสำคัญดังนี้

    ในโลกปัจจุบันที่หมุนไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง พลังที่ลึกซึ้งที่สุดในตัวมนุษย์อาจไม่ใช่เพียงแค่สติปัญญาหรือความสำเร็จที่จับต้องได้ แต่คือ “เมตตา” ซึ่งเป็นพลังงานที่อ่อนโยนแต่ทรงอานุภาพที่สุดอย่างหนึ่งในธรรมชาติ ตามหลักพุทธศาสนา เมตตามิใช่เพียงแค่อารมณ์ความรู้สึกชั่วครั้งชั่วคราว แต่เปรียบเสมือน พลังงานทางจิต ที่สามารถแผ่ออกไปได้จริง คล้ายกับแสงสว่างจากเปลวเทียนที่ส่งต่อไปยังเล่มอื่นได้โดยไม่ลดทอนความสว่างของตัวเองลง

    วิทยาศาสตร์รองรับพลังแห่งเมตตา งานวิจัยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาเริ่มชี้ให้เห็นว่า การฝึกแผ่เมตตา (Loving-kindness meditation) ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของสมอง โดยเฉพาะในส่วน Prefrontal Cortex และ Insula ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเห็นอกเห็นใจ นอกจากนี้ยังช่วยปรับสมดุลของระบบประสาทอัตโนมัติผ่านการแปรผันของอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Variability หรือ HRV)

    ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ปัจจุบัน หัวใจไม่ได้เป็นเพียงปั๊มเลือด แต่เป็นอวัยวะที่มีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแผ่ออกมารอบตัว สถาบัน Heart Math Institute พบว่า เมื่อบุคคลเข้าสู่ภาวะ “Coherence” หรือภาวะที่หัวใจ สมอง และอารมณ์รวมตัวเป็นหนึ่งเดียว สนามพลังที่แผ่ออกมาจะมีรูปแบบที่สม่ำเสมอและส่งผลเชิงบวกต่อผู้ที่อยู่ใกล้เคียงอย่างมีนัยสำคัญ (ยังมีต่อ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/article/bot-bunnatikarn/119464&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ASzlBRnmJ9h5UJ9AXkfya