Category: วัฒนธรรม

  • ผอ.เขื่อนรัชชประภา เปิดกิจกรรม OPEN HOUSE เปิดบ้านแห่งศรัทธา ทอดผ้าสามัคคี

    ผอ.เขื่อนรัชชประภา เปิดกิจกรรม OPEN HOUSE เปิดบ้านแห่งศรัทธา ทอดผ้าสามัคคี

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายสุบิน เนตรสว่าง ผู้อำนวยการ เขื่อนรัชชประภา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม OPEN HOUSE เปิดบ้านแห่งศรัทธา ทอดผ้าสามัคคี เพื่อการศึกษา” พร้อมร่วมเป็นประธานเจ้าภาพถวายเงินปัจจัยสมทบทุน เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษา ส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้ และพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนของโรงเรียน

    โอกาสนี้ มีผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นางกัญจนา สมชาติ ผู้อำนวยการโรงเรียนรัชชประภาวิทยาคม นางสาวกริชนาฏ สมพงษ์ รองผู้อำนวยการโรงเรียน นายวีรยุทธ ขนุนนิล นายอำเภอบ้านตาขุน นายเชาวลิต ช่วยสงค์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านเชี่ยวหลาน สจ.อมรรัตน์ กล่อมเจริญ ดร.ดำหริ จันทชูโต รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี–ชุมพร และ ดร.วิชชุตา มาชู ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี รวมถึงศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้นำชุมชน ศิษย์เก่า คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียน และผู้ปกครอง เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000010214&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rEqYA4SR3aja5z7fUtpSo

  • รัฐบาลสหรัฐฯ ชะงักงาน แต่คาดแก้ไขได้เร็ว

    รัฐบาลสหรัฐฯ ชะงักงาน แต่คาดแก้ไขได้เร็ว

    รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเข้าสู่ภาวะชะงักงาน

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับบางส่วน เมื่อวันเสารที่ผ่านมา หลังจากสภาคองเกรสไม่สามารถอนุมัติงบประมาณประจำปี 2026 ภายในกำหนดเวลาเที่ยงคืน แม้ว่าการหยุดชะงักครั้งนี้จะมีผลกระทบจำกัดเนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรพร้อมเคลื่อนไหวต้นสัปดาหน์หน้าเพื่อให้สัตยาบันข้อตกลงที่วุฒิสภาสนับสนุน

    การขาดแคลนเงินทุนครั้งนี้เกิดขึ้นจากการล่มสลายของการเจรจาที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความโกรธของพรรคเดโมแครตเกี่ยวกับการสังหารผู้ประท้วง 2 คนในเมืองมินนิอาโพลิสโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง ซึ่งทำให้การเจรจาเกี่ยวกับเงินใหม่สำหรับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิล้มเหลว

    ผลกระทบต่อหน่วยงานรัฐบาล

    การหยุดชะงักครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของรัฐบาลกลางประมาณสามในสี่ส่วน อาจก่ให้เกิดขั้นตอนการชะงักงานในหน่วยงานและการดำเนินงานที่หลากหลาย ตั้งแต่การศึกษาและสาธารณสุข ไปจนถึงที่อยู่อาศัยและการป้องกันประเทศ

    หน่วยงานรัฐบาลกลางคาดว่าจะเริ่มดำเนินการตามแผนการชะงักงานในช่วงกลางคืน แต่ผู้นำรัฐสภาทั้งสองพรรคระบุว่าการดำเนินการของวุฒิสภาทำให้โอกาสที่จะเกิดการหยุดชะงักระยะสั้นมีความเป็นไปได้มากกว่าการชะงักงานที่ยืดเยื้อ

    ความคืบหน้าในวุฒิสภา

    เมื่อปลายวันศุกร์ วุฒิสภาผ่านแพ็กเกจที่ขจัดร่างกฎหมายงบประมาณ 5 ฉบับที่ค้างอยู่เพื่อให้ครอบคลุมหน่วยงานรัฐบาลกลางส่วนใหญ่จนถึงเดือนกันยายน พร้อมกับมาตรการชั่วคราว 2 สัปดาห์เพื่อให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิดำเนินการต่อไปในขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการเจรจาต่อเกี่ยวกับนโยบายการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง

    ประธานาธิบดี Donald Trump สนับสนุนข้อตกลงของวุฒิสภาและเร่งรัดให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการอย่างรวดเร็ว แสดงสัญญาณว่าเขาต้องการหลีกเลี่ยงการชะงักงานที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะเป็นครั้งที่สองในวาระที่สองของเขา หลังจากการหยุดชะงักที่ยาวนานที่สุดเมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาซึ่งส่งผลกระทบต่อบริการรัฐบาลกลางเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือน

    ความขัดแย้งทางการเมือง

    วุฒิสมาชิก Dick Durbin ผู้เป็นหัวหน้าพรรคเดโมแครตรองในวุฒิสภา โพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า “แทนที่จะไปจับกุมผู้ลักลอบค้ายาเสพติด ผู้ล่วงละเมิดเด็ก และผู้ค้ามนุษย์ รัฐบาลทรัมป์กลับเสียทรัพยากรอันมีค่าไปกับการกำหนดเป้าหมายผู้ประท้วงที่สงบสุขในชิคาโกและมินนิอาโพลิส รัฐบาลนี้ทำให้ชาวอเมริกันมีความปลอดภัยน้อยลงอย่างต่อเนื่อง”

    พรรคเดโมแครตยังคงรวมตัวกันต่อต้านการให้เงินทุนใหม่แก่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองหลังจากการยิงเสียชีวิตของ Alex Pretti และ Renee Good ในมินนิอาโพลิส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/us-government-shutdown-quick-resolution-expected&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VeadhVWaZ2f9C9W3miWRQ

  • รัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน แต่คาดว่าจะแก้ไขปัญหาได้ในสองสามวัน

    รัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน แต่คาดว่าจะแก้ไขปัญหาได้ในสองสามวัน

    เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 กล่าวว่า รัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ปิดทำการบางส่วนในวันเสาร์ เนื่องจากเลยกำหนดเส้นตายการจัดสรรงบประมาณเที่ยงคืนไปแล้ว โดยที่สภาคองเกรสยังไม่สามารถอนุมัติงบประมาณปี 2026 ได้

    อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลกระทบจะจำกัด เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรจะดำเนินการให้สัตยาบันข้อตกลงที่ได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสภาในช่วงต้นสัปดาห์หน้า

    การระงับงบประมาณเกิดขึ้นเพราะการเจรจาล้มเหลว เนื่องจากความไม่พอใจของพรรคเดโมแครตต่อกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางสังหารผู้ประท้วงสองรายในมินนิอาโพลิส ซึ่งทำให้การเจรจาเรื่องงบประมาณใหม่สำหรับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ต้องหยุดชะงัก

    “แทนที่จะมุ่งเป้าไปที่ผู้ลักลอบค้ายาเสพติด, ผู้ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก และผู้ค้ามนุษย์ รัฐบาลทรัมป์กลับใช้ทรัพยากรอันมีค่าไปกับการกำหนดเป้าหมายผู้ประท้วงอย่างสันติในชิคาโกและมินนิอาโพลิส” ดิ๊ก เดอร์บิน วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตในวุฒิสภา โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย และย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้ทำให้ชาวอเมริกันไม่ปลอดภัยมากขึ้นเรื่อยๆ

    ทั้งนี้ การดำเนินงานของรัฐบาลกลางประมาณสามในสี่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจนำไปสู่กระบวนการชัตดาวน์ในวงกว้าง ตั้งแต่การศึกษาและสาธารณสุข ไปจนถึงที่อยู่อาศัยและการป้องกันประเทศ

    คาดว่าหน่วยงานของรัฐบาลกลางจะเริ่มดำเนินการตามแผนการปิดหน่วยงานในชั่วข้ามคืน แต่ผู้นำรัฐสภาจากทั้งสองพรรคกล่าวว่า การดำเนินการของวุฒิสภาทำให้การหยุดชะงักในระยะสั้นมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าการติดขัดเป็นเวลานาน

    หากสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติร่างกฎหมายตามที่คาดการณ์ไว้ในต้นสัปดาห์หน้า การจัดสรรงบประมาณจะได้รับการฟื้นฟูภายในไม่กี่วัน ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากการปิดหน่วยงานต่อบริการของรัฐบาล, ผู้รับเหมา และพนักงานของรัฐบาลกลาง

    อย่างไรก็ตาม หากการชัตดาวน์ยืดเยื้อเกินกว่าสองสามวัน พนักงานของรัฐบาลกลางหลายหมื่นคนอาจเสี่ยงที่จะถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง หรือทำงานโดยไม่ได้รับเงินจนกว่าจะมีการจัดสรรงบประมาณกลับคืนมา

    เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา วุฒิสภาได้ผ่านร่างกฎหมายที่อนุมัติงบประมาณค้างอยู่ 5 ฉบับ เพื่อครอบคลุมหน่วยงานของรัฐบาลกลางส่วนใหญ่ไปจนถึงเดือนกันยายน พร้อมด้วยมาตรการชั่วคราวสองสัปดาห์เพื่อให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) สามารถดำเนินงานต่อไปได้ในขณะที่สมาชิกสภานิติบัญญัติยังคงเจรจาต่อรองเกี่ยวกับนโยบายการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง

    ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรปิดสมัยประชุมเมื่อถึงกำหนดเส้นตาย และไม่มีกำหนดกลับมาประชุมจนถึงวันจันทร์

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สนับสนุนข้อตกลงของวุฒิสภาและเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการอย่างรวดเร็ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานรัฐบาลที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะเป็นครั้งที่สองในวาระที่สองของเขา หลังจากที่การชัตดาวน์เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาทำให้บริการของรัฐบาลกลางหยุดชะงักนานกว่า 1 เดือน

    ความคืบหน้าในวุฒิสภาเกิดขึ้นหลังจากที่ลินด์เซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันจากรัฐเซาท์แคโรไลนา ยกเลิกการขัดขวางทางขั้นตอนที่ทำให้ร่างกฎหมายหยุดชะงักไปเมื่อช่วงดึกวันพฤหัสบดี

    เกรแฮมตกลงที่จะยกเลิกการขัดขวางหลังจากที่ผู้นำวุฒิสภาให้คำมั่นว่าจะจัดการลงคะแนนเสียงในอนาคตเกี่ยวกับร่างกฎหมายเพื่อปราบปรามสิ่งที่เรียกว่า “เมืองหลบภัย” ที่สามาถปฏิเสธการให้ความร่วมมือกับปฏิบัติการเนรเทศของรัฐบาลกลาง

    ในขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตยังคงรวมเป็นหนึ่งเดียวในการคัดค้านการจัดสรรงบประมาณใหม่ให้กับ DHS โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง หลังจากการถูกยิงเสียชีวิตของอเล็กซ์ เพรตติ และเรเน กู๊ด ในมินนิอาโพลิส

    การเสียชีวิตของพวกเขายิ่งทำให้เกิดการตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางอย่างเข้มข้นขึ้น และทำให้การคัดค้านการอนุมัติเงินให้กับหน่วยงานคนเข้าเมืองโดยไม่มีมาตรการควบคุมใหม่ ๆ แข็งแกร่งขึ้น

    ผู้นำพรรคการเมืองกล่าวหาหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองว่าดำเนินการโดยมีการกำกับดูแลไม่เพียงพอ และเรียกร้องให้มีการปฏิรูป รวมถึงข้อกำหนดในการออกหมายจับที่เข้มงวดขึ้น, การจำกัดยุทธวิธีในการบังคับใช้กฎหมายบางอย่าง และความรับผิดชอบที่มากขึ้นสำหรับเจ้าหน้าที่ภาคสนาม

    สื่อส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ตีความว่า การที่ทำเนียบขาวเต็มใจที่จะแยกงบประมาณของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ออกจากงบประมาณโดยรวมนั้น เป็นการยอมรับว่ารัฐบาลจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การเนรเทศใหม่หลังจากเกิดกระแสต่อต้านทางการเมืองจากเหตุการณ์เสียชีวิตในมินนิอาโพลิส

    ขณะที่พรรครีพับลิกันเองก็มีความเห็นแตกแยกเกี่ยวกับแนวทางดังกล่าว

    ในขณะที่สมาชิกสภาบางคนยอมรับถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงหลังจากเหตุการณ์ยิงสังหาร แต่ฝ่ายอนุรักษนิยมได้เตือนถึงการประนีประนอมที่พวกเขากล่าวว่าอาจทำให้การบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองอ่อนแอลง

    หลายคนส่งสัญญาณว่าพวกเขาจะผลักดันลำดับความสำคัญของตนเองในระหว่างการเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมถึงมาตรการที่มุ่งเป้าไปที่รัฐและเมืองต่างๆ ที่จำกัดความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐบาลกลาง

    แม้ว่ารัฐสภาจะอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณประจำปี 6 ฉบับจากทั้งหมด 12 ฉบับแล้ว แต่มาตรการเหล่านั้นคิดเป็นเพียงส่วนน้อยของการใช้จ่ายตามดุลยพินิจเท่านั้น ร่างกฎหมายที่เหลืออยู่เป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของรัฐบาลกลาง ทำให้การขาดช่วงงบประมาณครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมากหากยืดเยื้อออกไป

    เมื่อคืนวันศุกร์ สำนักงานบริหารงบประมาณได้ออกบันทึกข้อความสั่งให้หน่วยงานต่างๆ เตรียมพร้อมสำหรับการ “ปิดทำการอย่างเป็นระเบียบ” โดยระบุว่า

    “เราหวังว่าการขาดช่วงงบประมาณครั้งนี้จะใช้เวลาไม่นาน”.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/940220/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iid118jSbHB6bSIUcJbeh

  • แล้วกัน! 30 ปี ผ่านไป รถไฟฟ้าเชียงใหม่ ยังไม่วิ่งสักขบวน

    แล้วกัน! 30 ปี ผ่านไป รถไฟฟ้าเชียงใหม่ ยังไม่วิ่งสักขบวน

    31 มกราคม 2569 – ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความพร้อมภาพร่ายยาวเกี่ยวกับรถไฟฟ้าเชียงใหม่ที่ยังไม่วิ่งสักขบวน โดยมีข้อความทั้งหมด ว่า “30 ปี ผ่านไป รถไฟฟ้าเชียงใหม่ “ยังไม่วิ่งสักขบวน” เชียงใหม่ไม่ใช่เมืองเล็ก ไม่ใช่เมืองผ่าน และไม่ใช่เมืองที่ต้อง “รอไปเรื่อยๆ” ตั้งแต่ปี 2539 วันที่แผนแม่บทรถไฟฟ้าเชียงใหม่ฉบับแรกถือกำเนิด จนถึงวันนี้… 30 ปีผ่านไป สิ่งที่คนเชียงใหม่ได้คือ “รายงานการศึกษา” ไม่ใช่ “รถไฟฟ้าที่ใช้งานได้” คำถามคือ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี? หรือเราต้องยอมรับว่า รถไฟฟ้าเป็นสิทธิ์ของคนเมืองหลวงเท่านั้น?

    1.จุดเริ่มต้นที่ไม่เคยไปถึงเส้นชัย ย้อนกลับไปปี 2539 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นหน่วยงานแรกที่วางแผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่ ในยุคนั้น กทพ.ดูแลทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้า แผนแรกวางไว้ 4 สาย ระยะทางรวม 27 กิโลเมตร หลังจากนั้น… มีการศึกษาใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เปลี่ยนหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปลี่ยนรายงาน แต่มีอย่างเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ คนเชียงใหม่ “ยังไม่ได้ใช้รถไฟฟ้า”

    2.แผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่วันนี้ (ที่ยังอยู่บนกระดาษ) ปัจจุบัน รฟม.เสนอแผนรถไฟฟ้า สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ระยะทาง 15.8 กิโลเมตร 16 สถานี เป็นรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) วิ่งบนระดับพื้นดิน 9.3 กิโลเมตร และใต้ดิน 6.5 กิโลเมตร วงเงินลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เส้นนี้คือ “หัวใจเมือง” ผ่านโรงพยาบาลใหญ่ มหาวิทยาลัย ย่านเศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยว และสนามบิน และ รฟม.บอกว่า… จะเปิดใช้ปี 2574 คำถามคือ ถ้าในวันนี้ไม่เร่งจริง ปี 2574 จะเปิดได้หรือ?

    3.รถไฟฟ้าเชียงใหม่จะเกิดได้จริง ต้องพูดความจริงกันก่อน ความจริงข้อหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ เอกชนไม่อยากลงทุน ไม่ใช่เพราะเชียงใหม่ไม่สำคัญ แต่เพราะ “กำไรจากค่าโดยสาร” อาจไม่คุ้มความเสี่ยง ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดจริง รัฐต้องลงทุนเอง และต้องเลิกถามคำถามเดิมๆ ว่า “คุ้มไหม?” เพราะรถไฟฟ้าไม่ใช่โครงการหากำไร แต่คือโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ “กำไรทางสังคม” เช่น ประหยัดเวลาเดินทาง ลดปัญหารถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ลดการใช้น้ำมันและพลังงาน ทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้น และที่สำคัญ… ช่วยเรื่องการท่องเที่ยวทั้งเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง เงินที่นักท่องเที่ยวใช้จ่าย คือรายได้ที่กลับมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย

    4.เป็นธรรมหรือไม่? ถ้ารัฐจะลงทุนรถไฟฟ้าให้เชียงใหม่ คำตอบคือ เป็นธรรมอย่างยิ่ง เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ รถติด ฝุ่นมาก ขยะล้น โครงสร้างพื้นฐานตามไม่ทันการเติบโต ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ ในหลายมิติ ตลอดหลายสิบปี รัฐลงทุนรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลนับล้านล้านบาท คำถามง่ายๆ ที่คนเชียงใหม่อยากรู้คือ ทำไมเมืองหลวงจึงมีรถไฟฟ้าเกือบทุกสี แต่เมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างเชียงใหม่… ยังต้องรอ? การลงทุนในเชียงใหม่ ไม่ใช่การ “แย่งงบ” แต่คือการกระจายความเจริญอย่างเป็นธรรม และสมเหตุสมผล

    5.ถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง? รถไฟฟ้าเชียงใหม่ไม่ใช่เรื่องความฟุ่มเฟือย แต่คือ “สิทธิขั้นพื้นฐานของเมืองใหญ่” เพื่อแก้รถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ทำให้คนเมืองใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และทำให้การท่องเที่ยวเติบโต 30 ปี ที่ผ่านมา เชียงใหม่ไม่ได้ขาดแผน แต่ขาด “การตัดสินใจ” วันนี้ สิ่งที่คนเชียงใหม่ต้องการจึงไม่ใช่รายงานเล่มใหม่ แต่คือการตัดสินใจเดินหน้ารถไฟฟ้าอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คำสัญญา ถามว่า “ถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง?”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/940040/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38f4y8zB_TrGVQhVEIaDqk

  • เพชรบูรณ์มีเฮ! “กุลดิศวิเชียรบุรี” จับมือ “ปั้นหมออคาเดมี่” ปั้นเด็กไทยสู่เส้นทางแพทย์-วิศวะ | TOPNEWS

    เพชรบูรณ์มีเฮ! “กุลดิศวิเชียรบุรี” จับมือ “ปั้นหมออคาเดมี่” ปั้นเด็กไทยสู่เส้นทางแพทย์-วิศวะ | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 โรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ วิเชียรบุรี ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท เวลธ์ สเปเชียลลิสต์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินงาน “ศูนย์วิชาการเตรียมแพทย์และวิศวกรรม ปั้นหมออคาเดมี่” อย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการ “ปั้นหมอ” ยกระดับการเตรียมความพร้อมนักเรียนสายแพทย์และวิศวกรรม ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา สู่เป้าหมายการศึกษาที่ประหยัดเวลา มีประสิทธิภาพ และตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

    พิธีลงนามนำโดย ดร.กษิดิศ ครุฑางคะ ผู้จัดการสถานศึกษาโรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ วิเชียรบุรี ลงนามร่วมกับ นายอาทิเทพ ธนัทภัทรโภคิน กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม บริษัท เวลธ์ สเปเชียลลิสต์ กรุ๊ป จำกัด โดยมี ดร.ภัทร์พิชชา ครุฑางคะ รองผู้จัดการสถานศึกษา ร่วมเป็นสักขีพยาน

    นายอาทิเทพ ธนัทภัทรโภคิน เปิดเผยว่า ปั้นหมออคาเดมี่เป็นองค์กรที่มีอุดมการณ์ในการส่งเสริมเยาวชนไทยให้ค้นพบตัวตน และเตรียมความพร้อมสู่สายแพทย์และวิศวกรรมอย่างเป็นระบบ มีเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ ครูอาจารย์ และมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ การจับมือกับโรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ วิเชียรบุรี นับเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้จังหวัดเพชรบูรณ์กลายเป็นศูนย์กลางกิจกรรมเตรียมแพทย์ในระดับภูมิภาคตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

    “นักเรียนกุลดิศวิเชียรบุรีจะได้รับโอกาสพิเศษมากกว่าที่เคย ทั้งด้านประสบการณ์ วิชาการ และเครือข่ายทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการเปิดประตูโอกาสใหม่ให้เด็กต่างจังหวัดได้เข้าถึงการเตรียมแพทย์อย่างมีคุณภาพ”

    สำหรับกิจกรรมเปิดตัวโครงการ จะมีการจัด ค่ายกิจกรรมและ Open House บ้านหมอ ระหว่างวันที่ 14 – 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พื้นที่เทศบาลตำบลพุเตย ร่วมกับโรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ วิเชียรบุรี โดยได้รับความสนใจจากผู้ปกครองและนักเรียนเป็นจำนวนมาก จนรอบวันที่ 15 กุมภาพันธ์เต็มอย่างรวดเร็ว และต้องเปิดเพิ่มในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งใกล้เต็มเช่นกัน

    กิจกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักเรียนและผู้ปกครองได้สัมผัสบรรยากาศจริงของเส้นทางสู่แพทย์ ตั้งแต่การแนะแนวเส้นทางอาชีพ การสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์และสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ระบบ TCAS โควตาพิเศษ โครงการแพทย์ชนบท ไปจนถึงการทดสอบความถนัดแพทย์ การทำ Workshop ฝึกปฏิบัติทางการแพทย์เบื้องต้น และการรับฟังผลการประเมินพร้อมคำแนะนำรายบุคคล

    ด้าน ดร.กษิดิศ ครุฑางคะ กล่าวว่า โรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ วิเชียรบุรี มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นเพียงหนึ่งเดียวของจังหวัดเพชรบูรณ์ในการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับปั้นหมออคาเดมี่ โดยมุ่งพัฒนานักเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และในอนาคตจะขยายไปสู่ระดับประถมศึกษา เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแรงทั้งด้านวิชาการ ทักษะปฏิบัติ และประสบการณ์จริง

    “การเข้าสู่มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เรียนเก่งอย่างเดียว แต่ต้องมีความพร้อมหลายมิติ โครงการนี้จึงเป็นคำตอบใหม่ของผู้ปกครองที่ต้องการวางแผนอนาคตบุตรหลานอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสายแพทย์และวิศวกรรม”

    ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นการ พลิกโฉมการศึกษาของจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง เข้าถึงการเตรียมแพทย์และสายวิชาชีพสุขภาพอย่างเป็นระบบ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสร้างเส้นทางสู่ความฝันอย่างชัดเจนตั้งแต่วันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1473464&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1w-yeiguwwsa80JzdSvkvK

  • วชส.2-ตชด.-โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มอบอุปกรณ์การศึกษาแก่น้องๆโรงเรียน ตชด.บ้านคลองน้อย | เดลินิวส์

    วชส.2-ตชด.-โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มอบอุปกรณ์การศึกษาแก่น้องๆโรงเรียน ตชด.บ้านคลองน้อย | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 31 ม.ค.69 คณะนักศึกษาหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม รุ่นที่2 (วชส.2) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยมี พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ประธานหลักสูตร คุณคงธัช เตชะวิเชียร นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ พล.ต.ต.สุรศักดิ์ เลาหพิบูรณ์กุล และคณะนักศึกษา วชส.2 นำโดย คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช คุณสุพาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. นายอภิชัย อร่ามศรี รอง ผวจ.นนทบุรี ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมตอบแทนสังคม (CSR) มอบอุปกรณ์การศึกษา อุปกรณ์การกีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้าประกอบกิจกรรมการเรียนการสอน พร้อมมอบทุนการศึกษา เลี้ยงอาหารกลางวันให้กับน้องๆนักเรียน

    นอกจากนี้ยังได้ส่งมอบการต่อเติมพื้นที่ลานอเนกประสงค์พร้อมหลังคาโครงเหล็กโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองน้อย ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับเด็กนักเรียน พร้อมมอบถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภค ปันน้ำใจให้แก่พี่น้องประชาชนในชุมชนใกล้เคียงที่ขาดโอกาส

    ขณะเดียวกัน ได้ร่วมกันปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวลดโลกร้อน ที่ ค่ายพระรามหก กองบังคังการฝึกพิเศษ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี อีกด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5556173/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i6mtFAuczEswJu58JoQ-C

  • ‘สามารถ’ จี้รัฐทวงสิทธิ์ 30 ปี  ‘รถไฟฟ้าเชียงใหม่’ ยังไม่วิ่งสักขบวน

    ‘สามารถ’ จี้รัฐทวงสิทธิ์ 30 ปี ‘รถไฟฟ้าเชียงใหม่’ ยังไม่วิ่งสักขบวน

    'สามารถ' จี้รัฐทวงสิทธิ์ 30 ปี  'รถไฟฟ้าเชียงใหม่' ยังไม่วิ่งสักขบวน

    ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่าเชียงใหม่ไม่ใช่เมืองเล็ก ไม่ใช่เมืองผ่าน และไม่ใช่เมืองที่ต้อง “รอไปเรื่อยๆ”

    ตั้งแต่ปี 2539 วันที่แผนแม่บทรถไฟฟ้าเชียงใหม่ฉบับแรกถือกำเนิด จนถึงวันนี้… 30 ปีผ่านไป สิ่งที่คนเชียงใหม่ได้คือ “รายงานการศึกษา” ไม่ใช่ “รถไฟฟ้าที่ใช้งานได้”

    ดร.สามารถ กล่าวต่อว่า คำถามคือ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี หรือเราต้องยอมรับว่า รถไฟฟ้าเป็นสิทธิ์ของคนเมืองหลวงเท่านั้น

    1. จุดเริ่มต้นที่ไม่เคยไปถึงเส้นชัย

    ย้อนกลับไปปี 2539 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นหน่วยงานแรกที่วางแผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่

    ในยุคนั้น กทพ.ดูแลทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้า แผนแรกวางไว้ 4 สาย ระยะทางรวม 27 กิโลเมตร หลังจากนั้น มีการศึกษาใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เปลี่ยนหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปลี่ยนรายงาน

    แต่มีอย่างเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ คนเชียงใหม่ “ยังไม่ได้ใช้รถไฟฟ้า”

    2. แผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่วันนี้ (ที่ยังอยู่บนกระดาษ)

    ปัจจุบัน รฟม.เสนอแผนรถไฟฟ้า สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ระยะทาง 15.8 กิโลเมตร 16 สถานี เป็นรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) วิ่งบนระดับพื้นดิน 9.3 กิโลเมตร และใต้ดิน 6.5 กิโลเมตร วงเงินลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท

    เส้นนี้คือ “หัวใจเมือง” ผ่านโรงพยาบาลใหญ่ มหาวิทยาลัย ย่านเศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยว และสนามบินและ รฟม.บอกว่าจะเปิดใช้ปี 2574 คำถามคือ ถ้าในวันนี้ไม่เร่งจริง ปี 2574 จะเปิดได้หรือ

    3. รถไฟฟ้าเชียงใหม่จะเกิดได้จริง ต้องพูดความจริงกันก่อน

    ความจริงข้อหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ เอกชนไม่อยากลงทุน ไม่ใช่เพราะเชียงใหม่ไม่สำคัญ แต่เพราะ “กำไรจากค่าโดยสาร” อาจไม่คุ้มความเสี่ยง

    ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดจริง รัฐต้องลงทุนเอง และต้องเลิกถามคำถามเดิมๆ ว่า “คุ้มไหม” เพราะรถไฟฟ้าไม่ใช่โครงการหากำไร แต่คือโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ “กำไรทางสังคม” เช่น ประหยัดเวลาเดินทาง ลดปัญหารถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ลดการใช้น้ำมันและพลังงาน ทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้น

    และที่สำคัญช่วยเรื่องการท่องเที่ยวทั้งเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง เงินที่นักท่องเที่ยวใช้จ่าย คือรายได้ที่กลับมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย

    4. เป็นธรรมหรือไม่ ถ้ารัฐจะลงทุนรถไฟฟ้าให้เชียงใหม่ คำตอบคือ เป็นธรรมอย่างยิ่ง เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ รถติด ฝุ่นมาก ขยะล้น โครงสร้างพื้นฐานตามไม่ทันการเติบโต ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ ในหลายมิติ ตลอดหลายสิบปี

    รัฐลงทุนรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลนับล้านล้านบาท คำถามง่ายๆ ที่คนเชียงใหม่อยากรู้คือ ทำไมเมืองหลวงจึงมีรถไฟฟ้าเกือบทุกสี

    แต่เมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างเชียงใหม่ยังต้องรอ

    การลงทุนในเชียงใหม่ ไม่ใช่การ “แย่งงบ” แต่คือการกระจายความเจริญอย่างเป็นธรรม และสมเหตุสมผล

    5. ถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง รถไฟฟ้าเชียงใหม่ไม่ใช่เรื่องความฟุ่มเฟือย

    แต่คือ “สิทธิขั้นพื้นฐานของเมืองใหญ่” เพื่อแก้รถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ทำให้คนเมืองใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และทำให้การท่องเที่ยวเติบโต

    นอกจากนี้ 30 ปี ที่ผ่านมา เชียงใหม่ไม่ได้ขาดแผน แต่ขาดการตัดสินใจวันนี้ สิ่งที่คนเชียงใหม่ต้องการจึงไม่ใช่รายงานเล่มใหม่

    'สามารถ' จี้รัฐทวงสิทธิ์ 30 ปี  'รถไฟฟ้าเชียงใหม่' ยังไม่วิ่งสักขบวน

    แต่คือการตัดสินใจเดินหน้ารถไฟฟ้าอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คำสัญญา ถามว่าถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/650361&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0asVTvRStyBmm_vyiqGnOn

  • จุฬาฯ ร่วมกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์พัฒนาวิจัยด้านการแพทย์

    จุฬาฯ ร่วมกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์พัฒนาวิจัยด้านการแพทย์

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ วิจัย และพัฒนาโครงการวิจัย เพื่อวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องทางด้านการแพทย์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ณ Social Innovation Hub ชั้นล่าง อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และ ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ร่วมลงนามความร่วมมือในครั้งนี้

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวถึงบทบาทและความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ในการสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการประสานจุดแข็งระหว่างแหล่งสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการกับสถานพยาบาลที่มีความพร้อมด้านการปฏิบัติจริง รวมถึงเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้เกิดนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง ในมิติการพัฒนาคน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมุ่งเน้นการสร้างต้นแบบของ “นวัตกร” ที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมและนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น จากนวัตกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้

    ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิต ผู้ช่วยอธิการบดี ด้านนวัตกรรม จุฬาฯ กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำและโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดี นอกจากความร่วมมือด้านการวิจัยแล้ว เรายังมุ่งหวังที่จะผลักดันให้ผลงานวิจัยและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในเชิงพาณิชย์ เชิงนโยบาย และเชิงสาธารณะผ่านการจัดกิจกรรมสนับสนุนอย่างเป็นระบบ นอกจากจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนแล้ว ยังสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรทั้งสองฝ่ายในระยะยาว”

    ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ คือการรวมพลังเพื่อสร้างคุณค่าให้กับสังคม โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนานวัตกรรมและ เทคโนโลยี รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ให้มีความพร้อมทั้งในด้านวิชาการและทักษะปฏิบัติการ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในเอเชียและเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพ เพื่อมอบประสบการณ์การรักษาที่ดีที่สุดให้กับผู้เข้ารับการรักษา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โดยหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนให้กับวงการสาธารณสุขไทยต่อไป”

    ความร่วมมือทางวิชาการ วิจัย และพัฒนาโครงการวิจัยระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การให้คำปรึกษาทางวิชาการและการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการเรียนรู้ทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการแพทย์ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรผ่านการฝึกอบรมด้านวิชาการและวิชาชีพ โดยเปิดโอกาสให้นิสิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เข้าศึกษาและฝึกอบรมในสถานการณ์จริงของการพยาบาลภาคเอกชน และให้บุคลากรของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้เข้าร่วมการฝึกอบรมในหลักสูตรภาคปกติและหลักสูตร non-degree เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะอย่างรอบด้านเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันงานวิจัยให้สามารถต่อยอดและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
    (ข้อมูลจากสำนักบริหารวิจัย จุฬาฯ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/285274/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iDuo4nHU2T5aEgdfnKRAW

  • มก. เปิดโซน “อุทยานการแพทย์” ในเกษตรแฟร์ 2569 รวมบริการสุขภาพ-อาชีพ-Soft Power ฟรี

    มก. เปิดโซน “อุทยานการแพทย์” ในเกษตรแฟร์ 2569 รวมบริการสุขภาพ-อาชีพ-Soft Power ฟรี

    มก. เปิดโซน “อุทยานการแพทย์ มก. สู่ความยั่งยืนทางสุขภาพ” ภายในงานเกษตรแฟร์ 2569 รวมบริการตรวจสุขภาพ นวัตกรรมการแพทย์ หลักสูตรอาชีพ และแฟชั่นโชว์นีโอ-ล้านนา เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมฟรี 30 ม.ค.–7 ก.พ.นี้

    ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วย รศ.ดร.ธานินทร์ คงศิลา รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรมนุษย์และยุทธศาสตร์ ผศ.ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มสมบุญชัย รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพย์สิน รศ.ดร.สุรีย์ เจียรณ์มงคล รักษาการแทนคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ และ รศ.ดร.วรัทยา ธรรมกิตติภพ รองผู้อำนวยการด้านพัฒนาคุณภาพและงานวิจัย สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่เยี่ยมชมโซนกิจกรรม “อุทยานการแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สู่ความยั่งยืนทางสุขภาพ” และร่วมชมแฟชั่นโชว์ “นีโอ-ล้านนา” ณ อาคารวิทยบริการ สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ และคณะเภสัชศาสตร์ จัดกิจกรรมโซน “อุทยานการแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สู่ความยั่งยืนทางสุขภาพ” ภายในงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ใกล้โซน C เทคโนโลยีก้าวไกล โดยเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมด้านสุขภาพ การแพทย์ นวัตกรรม และการพัฒนาทักษะอาชีพ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

    การจัดกิจกรรมครั้งนี้อยู่ภายใต้แนวคิด “ล้านนาตะวันออก: จากพระราชปณิธาน สู่เกษตรสร้างสรรค์ สุขภาพยั่งยืน” มุ่งบูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์และพยาบาล อาหารและความเป็นอยู่ และการเกษตร เพื่อส่งเสริมสุขภาวะและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรอบด้าน

    ภายในโซนอุทยานการแพทย์ฯ มีการให้บริการสุขภาพและกิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด “ฟัง–ฉีด–วัด–เรียน” อาทิ การให้ความรู้ด้านสุขภาพจากคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญ บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ บริการตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจวัดมวลกระดูกและมวลกล้ามเนื้อ การตรวจหาเชื้อตับอักเสบ รวมถึงการฝึกทักษะการกู้ชีพเบื้องต้น (CPR) เพื่อเพิ่มความรู้และทักษะด้านการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนทุกช่วงวัย

    นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนวัตกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพองค์รวม เช่น การเรียนรู้กายวิภาคศาสตร์ผ่านระบบเสมือนจริง (Virtual Anatomy) แนวทางการดูแลภาวะข้อเข่าเสื่อมโดยไม่ต้องผ่าตัด และองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการดูแลสุขภาพเพื่อชะลอวัย สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการไปสู่การใช้ประโยชน์ในสังคม

    ในด้านการพัฒนาทักษะอาชีพ สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้นำเสนอหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านแพลตฟอร์ม KU MOOC ซึ่งมีหลักสูตรออนไลน์ฟรีมากกว่า 100 หลักสูตร พร้อมใบประกาศนียบัตร รวมถึงหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นกว่า 40 หลักสูตร ครอบคลุมงานคราฟต์ งานศิลปะ งานเกษตรอินทรีย์ และอาหารเพื่อสุขภาพ ตลอดจนการจัดแสดงผลงานและสินค้าเกษตรภายใต้ฉลาก KU Quality Label เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับสินค้าชุมชน

    อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ แฟชั่นโชว์ “นีโอ-ล้านนา สานศิลป์จากภูมิปัญญาแห่งผืนผ้า (Neo-Lanna: Crafted for Life)” การนำผ้าไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ได้แก่ ผ้าหม้อห้อมจังหวัดแพร่ ผ้าซิ่นจังหวัดน่าน และอัตลักษณ์เกลือภูเขาจังหวัดน่าน มาต่อยอดสู่การออกแบบแฟชั่นร่วมสมัย โดยนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ น้อมนำพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านการส่งเสริมอาชีพและภูมิปัญญาท้องถิ่น มาถ่ายทอดผ่านผลงานการออกแบบ โดยจัดแสดงในวันที่ 31 มกราคม และ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 12.00 – 12.30 น. ณ บริเวณโถงด้านล่าง อาคารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารวิทยบริการ สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทรศัพท์ 0-2942-8822 เว็บไซต์ llldo.ku.ac.th Facebook: สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/126451&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t8wN38GOGeRVnq4p5Utoq

  • ทอดผ้าสามัคคีเพื่อการศึกษา เปิดบ้านแห่งศรัทธา รร.รัชชประภาวิทยาคม | TOPNEWS

    ทอดผ้าสามัคคีเพื่อการศึกษา เปิดบ้านแห่งศรัทธา รร.รัชชประภาวิทยาคม | TOPNEWS

    ทอดผ้าสามัคคีเพื่อการศึกษา เปิดบ้านแห่งศรัทธา รร.รัชชประภาวิทยาคม

    • เผยแพร่ : 31/01/2026 21:18

    วันที่ 31 ม.ค. 2569 ณ โรงเรียนรัชชประภาวิทยาคม อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี นายสุบิน เนตรสว่าง ผู้อำนวยการเขื่อนรัชชประภา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม OPEN HOUSE “เปิดบ้านแห่งศรัทธา ทอดผ้าสามัคคี” เพื่อการศึกษา พร้อมร่วมเป็นประธานเจ้าภาพถวายเงินปัจจัยสมทบทุนสนับสนุนการจัดการศึกษา ส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้ และพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนของโรงเรียนรัชชประภาวิทยาคม โดยมี นางกัญจนา สมชาติ ผู้อำนวยการโรงเรียนรัชชประภาวิทยาคม นางสาวกริชนาฏ สมพงษ์ รองผู้อำนวยการโรงเรียน นายวีรยุทธ ขนุนนิล นายอำเภอบ้านตาขุน นายเชาวลิต ช่วยสงค์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านเชี่ยวหลาน สจ.อมรรัตน์ กล่อมเจริญ ดร.ดำหริ จันทชูโต รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี–ชุมพร และ ดร.วิชชุตา มาชู ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้นำชุมชน ศิษย์เก่า คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียน และผู้ปกครอง เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง


    นายสุบิน เนตรสว่าง กล่าวว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เขื่อนรัชชประภา ร่วมกับผู้มีจิตศรัทธา ได้มอบเงินบริจาคจำนวน 586,638 บาท เพื่อสมทบทุนในการก่อสร้างรั้วโรงเรียน สนับสนุนการจ้างครูผู้สอน และพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานทางวิชาการ ซึ่งสะท้อนถึงพลังแห่งความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

    ปก web น่านบำเพ็ญกุศลสตมวาร

    ปก web ชุมชนจัดการตนเอง

    พลังศรัทธาลำพูน! ช่างฟ้อนกว่า 1,000 คน แห่พระรอดหลวง งานไหว้สาสักการะใส่ขันดอก วัดมหาวัน

    ททท.แพร่ รุกฆาตท่องเที่ยว! ปล่อยคาราวาน Amazing Phrae Gateway บุกอำเภอสอง

    สมาคมโรคหัวใจฯ เปิดตัวแคมเปญ ‘ผู้พิทักษ์หัวใจ’ หนุนวัคซีนผู้ใหญ่ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

    เมืองคอนพร้อมใจ ผวจ.นำพสกนิกรร่วมบำเพ็ญกุศลสตมวาร ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระพันปีหลวง

    พลเมืองดีประสาน จนท. รับ “ตัวนิ่ม” หลงป่า นำปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

    เอกสิทธิ์“ปวงชนไทย” ประกาศกร้าว!! ชูโมเดลสมุทรปราการมหานคร ถึงเวลาปลดล็อกอำนาจ คืนสิทธิ์คนปากน้ำลุกขึ้นกำหนดอนาคตตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1473349&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FDJv1flqyxzwaRKhPRu33