Category: วัฒนธรรม

  • หน.พรรคประชาชาติร่วมถกเวที P-Move แลกเปลี่ยนนโยบาย 3 ชุด 10 ด้าน

    หน.พรรคประชาชาติร่วมถกเวที P-Move แลกเปลี่ยนนโยบาย 3 ชุด 10 ด้าน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และแคนดิเดตนายกพรรคประชาชาติ พูดคุยและร่วมเวทีสัญญาประชาคมเครือข่าย พีมูฟ (P-Move) แลกเปลี่ยนนโยบาย 3 ชุด 10 ด้าน ทั้งเรื่องสิทธิเสรีภาพ ที่ดินทำกิน และสวัสดิการรัฐ มุ่งหวังสร้างสังคมที่ยั่งยืนและเท่าเทียม ซึ่งการแก้ปัญหาความยากจน ต้องเริ่มด้วยการศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนที่ต้องตั้งอยู่บนความยุติธรรม ซึ่งนโยบายหลักของพรรคประชาชาติคือการผลักดันให้มีการศึกษาฟรีถึงระดับปริญญาตรี เพื่อให้การเรียนคือการสร้างอนาคตที่ไม่ทิ้งภาระหนี้สินไว้เบื้องหลัง

    ทั้งนี้ ปัญหาของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เป็นหนึ่งในข้อกฎหมายที่โหดร้ายที่สุด เพราะมีกลไกที่มุ่งตรวจสอบและยึดทรัพย์สิน จนกลายเป็นภาระหนักหนาของประชาชน พรรคประชาชาติจึงมีนโยบายล้างหนี้ กยศ. ให้กับผู้กู้กว่า 3 ล้านคน โดยที่ผ่านมาพรรคได้พยายามเดินหน้าแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ แม้ว่าในชั้นของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จะยังคงให้มีอยู่ก็ตาม แต่พรรคยังยืนหยัดในเจตนารมณ์ที่ว่าการเรียนต้องไม่มีหนี้ เพื่อคืนศักดิ์ศรีและอนาคตที่ดีให้แก่เยาวชนไทยอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000010519&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kHXC36QyE5elq1dBPLsjS

  • อบอุ่นใจ! ‘ชมรมช่างภาพการเมือง’ จัดพิธีมอบทุนการศึกษาบุตร-ธิดา เสริมสวัสดิการคนสื่อ-สร้างอนาคตเยาวชน | เดลินิวส์

    อบอุ่นใจ! ‘ชมรมช่างภาพการเมือง’ จัดพิธีมอบทุนการศึกษาบุตร-ธิดา เสริมสวัสดิการคนสื่อ-สร้างอนาคตเยาวชน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ห้องประชุม 607 สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภา ชมรมช่างภาพการเมืองได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษาบุตร-ธิดา สมาชิกชมรมฯครั้งที่ 16 อย่างอบอุ่น โดยมี ดร.วิชัย ปิยวรรณวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม วุฒิสภา ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยบุคคลสำคัญจากหลากหลายวงการเข้าร่วมเป็นสักขีพยานและสนับสนุนกิจกรรมชูสวัสดิการ “คนหลังเลนส์” ไม่ทิ้งกัน

    นายชัยยศ ศิริสวัสดิ์ ประธานชมรมช่างภาพการเมือง เปิดเผยว่า ชมรมฯ เป็นศูนย์รวมของช่างภาพสื่อมวลชนสายการเมืองทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และออนไลน์กว่า 200 คน โดยมีพันธกิจหลักคือการสร้างความสามัคคีและดูแลสวัสดิการเพื่อนร่วมวิชาชีพ ซึ่งนอกจากการมอบทุนการศึกษาแล้ว ชมรมฯ ยังมีกองทุนช่วยเหลือกรณีบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ช่วยเหลือผู้ถูกเลิกจ้าง และดูแลช่างภาพอาวุโส รวมถึงกิจกรรม CSR เพื่อเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล สรุปยอดจัดสรรทุนปี 2568 (รวม 335,000 บาท)

    ในปีที่ผ่านมา ชมรมฯได้ระดมทุนเพื่อช่วยเหลือสมาชิกใน 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย ทุนการศึกษาบุตร-ธิดาจำนวน 80 ทุน (ทุนละ 3,000 บาท) ทุนช่วยเหลือช่างภาพอาวุโสจำนวน 5 ทุน (ทุนละ 10,000 บาท) ทุนช่วยเหลือกรณีเจ็บป่วยทุนละ 5,000 บาท นอกจากนั้นในปีนี้ชมรมช่างภาพการเมืองร่วมกับ เครือข่ายจิตอาสารัฐสภาทำดีตามรอยพ่อจัดซื้อรถวิลแชร์ไฟฟ้ามูลค่า 21,000 บาท และทุนเพื่อการดำรงชีพ 10,000 บาท มอบให้แก่ คุณกิตติ วรชาญชัย อดีตช่างภาพสื่อมวลชน น.ส.พ.ไทยโพสต์

    การจัดงานในครั้งนี้ได้รับความสนับสนุนอย่างดียิ่งจากผู้ใหญ่ใจดีหลายท่าน อาทิ ดร.ปัญจรัตน์ มังกรกนก, ผศ.ดร.วิมลิณฬ์ โบวีไนเซอร์, ดร.จุฑารัตน์ พัฒนาทร,คุณเฉลิม อยู่วิทยา (บริษัท สยามไวน์เนอรี่ จำกัด), ดร.ปราจิณ เอี่ยมลำเนา, คุณสุเมฆ ปัณฑรานุวงศ์, คุณภุริปพัฒน์ ภัทรติมานนท์ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ที่นำอาหารเช้าและกลางวันมาบริการแก่สมาชิกและครอบครัว ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมืออันดีระหว่างองค์กรสื่อและภาคส่วนต่างๆในสังคม “การมอบทุนในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขทางการเงิน แต่คือขวัญและกำลังใจที่ส่งต่อไปยังครอบครัวคนสื่อ เพื่อให้พวกเขามีพลังในการปฏิบัติหน้าที่สะท้อนความจริงสู่สังคมต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5557370/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19WKW-FCepbsbvKrCE8KAH

  • ปี 2050 คนเกือบ 3.8 พันล้านเสี่ยงเผชิญโลกร้อน อุณหภูมิพุ่ง 2 องศา

    ปี 2050 คนเกือบ 3.8 พันล้านเสี่ยงเผชิญโลกร้อน อุณหภูมิพุ่ง 2 องศา

    ผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่จะอยู่ในอินเดีย ไนจีเรีย อินโดนีเซีย บังกลาเทศ ปากีสถาน และฟิลิปปินส์ แต่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่เป็นอันตรายอย่างมีนัยสำคัญที่สุดจะเป็นภัยคุกคามสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ไนจีเรีย ซูดานใต้ สปป.ลาว และบราซิล

    สิ่งที่ทำให้นักวิจัยประหลาดใจคือแบบจำลองคอมพิวเตอร์ยังพบว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดจะเกิดขึ้นในช่วงต้นของเส้นทางภาวะโลกร้อน นั่นคือใกล้กับช่วง 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน นี่จึงเพิ่มความเร่งด่วนในการปรับตัวในด้านต่างๆ เช่น การดูแลสุขภาพ เศรษฐกิจ และระบบพลังงาน

    CREDIT : REUTERS

    “ราธิกา โคสลา” (Radhika Khosla) หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยจากสถาบัน Smith School of Enterprise and the Environment มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในสหราชอาณาจักร ระบุว่า  

    นี่คือข้อค้นพบที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่บอกเราว่า เราจำเป็นต้องเริ่มดำเนินมาตรการสนับสนุนมาตรการปรับตัวและบรรเทาผลกระทบตั้งแต่เนิ่น ๆ เนื่องจากการที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกพุ่งเกิน 1.5 องศาเซลเซียสจะส่งผลกระทบอย่างไม่เคยมีมาก่อนต่อทุกด้าน ตั้งแต่การศึกษา สุขภาพ การย้ายถิ่นฐาน ไปจนถึงการเกษตร การพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ยังคงเป็นเส้นทางเดียวที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถพลิกกลับแนวโน้มวันที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ได้ จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่นักการเมืองจะต้องกลับมาเป็นผู้นำในเรื่องนี้

    CREDIT : REUTERS

    นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า แม้แต่ประเทศที่มั่งคั่งในซีกโลกเหนือก็จะต้องเผชิญกับความยากลำบากเช่นกัน ไม่มีพื้นที่ใดในโลกที่จะหลีกเลี่ยงความร้อนรุนแรงได้ ทุกประเทศยังขาดความพร้อมในการรับมือ

    CREDIT : REUTERS

    ในกรณีของสหราชอาณาจักร ผู้เขียนวิจัย อธิบายว่า อาคารและโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่นั้นเก่า ไม่มีประสิทธิภาพและออกแบบมาเพื่อรับมือกับอากาศหนาวเย็นเป็นหลัก เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงข้าม จึงกลายเป็นความท้าทายต่อระบบสาธารณสุข การจัดหาพลังงาน และเศรษฐกิจของประเทศ

    ดังตัวอย่างเช่น ในปี 2023 ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติของสหราชอาณาจักรต้องขอให้เดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 แห่งอีกครั้ง เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศจากคลื่นความร้อนที่ผิดปกติ

    ที่มา : theguardian

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/861806&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1unCUHAUb9_x5-dTfwfQaS

  • ฮือฮาวงการชีววิทยา มทร.ธัญบุรีและพันธมิตร ค้นพบ ‘มดตะนอยเทพรัตน์’ มดชนิดใหม่ของโลก พบเฉพาะสวนยางพาราภาคใต้

    ฮือฮาวงการชีววิทยา มทร.ธัญบุรีและพันธมิตร ค้นพบ ‘มดตะนอยเทพรัตน์’ มดชนิดใหม่ของโลก พบเฉพาะสวนยางพาราภาคใต้

    การศึกษา

    ฮือฮาวงการชีววิทยา มทร.ธัญบุรีและพันธมิตร ค้นพบ ‘มดตะนอยเทพรัตน์’ มดชนิดใหม่ของโลก พบเฉพาะสวนยางพาราภาคใต้

    วันอาทิตย์ ที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.28 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ร่วมกับนักวิชาการจากองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (NSM) ค้นพบมดชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทย พร้อมตั้งชื่อเทิดพระเกียรติ ‘มดตะนอยเทพรัตน์’ เผยลักษณะโดดเด่นไม่เคยพบมาก่อนในมดสกุลเดียวกัน ขณะที่แหล่งอาศัยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว

    วงการชีววิทยาและความหลากหลายทางชีวภาพของไทยสร้างความฮือฮาอีกครั้ง เมื่อนักวิจัยไทยค้นพบมดชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทย พร้อมตั้งชื่อเพื่อเทิดพระเกียรติ ‘มดตะนอยเทพรัตน์’ (Tetraponera sirindhornae) ซึ่งได้รับการตีพิมพ์อย่างเป็นทางการในวารสารวิชาการนานาชาติ Tropical Natural History ฉบับพิเศษ ปี 2568 นับเป็นความก้าวหน้าสำคัญของวงการอนุกรมวิธานและการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของไทยในระดับสากล

    การค้นพบครั้งนี้เป็นผลงานของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ร่วมกับ ดร.วียะวัฒน์ ใจตรง นักวิชาการชำนาญการพิเศษ – นักวิจัยจากองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (NSM) โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.นพรัตน์ พุทธกาล สาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.ธัญบุรี ร่วมวิจัยนักวิจัยพบมดชนิดใหม่นี้ใน สวนยางพาราบริเวณหน้าถ้ำเขาติง ตำบลลิพัง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ภาคใต้ของประเทศไทย และตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tetraponera sirindhornae Yodprasit, Tasen & Jaitrong, 2025 เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมงานด้านวิทยาศาสตร์ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

    นักวิจัย กล่าวว่า มดตะนอยเทพรัตน์มีขนาดปานกลาง ลำตัวเรียบเป็นเงามัน และมีลักษณะโดดเด่นทางสัณฐานวิทยา โดยถือเป็น มดชนิดแรกของโลกในสกุล Tetraponera ที่มีมดงาน 2 ขนาด (Dimorphic) ในขณะที่มดชนิดอื่นในสกุลเดียวกันจะมีมดงานเพียงขนาดเดียว (Monomorphic) มดงานขนาดเล็ก (Minor worker) มีลักษณะหัวที่ยาวกว่ากว้าง ดวงตารวมรูปวงรีขนาดใหญ่ และเอวปล้องแรกค่อนข้างสั้น ส่วนมดงานขนาดใหญ่ (Major worker) มีขนาดลำตัวใหญ่กว่ามดงานขนาดเล็กประมาณ 2 เท่า หัวเป็นทรงกระบอก และมีลักษณะเฉพาะสำคัญ คือ เมื่อหุบกรามจะเกิดช่องว่างระหว่างซี่ฟันอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นลักษณะจำแนกชนิดที่ไม่เคยพบมาก่อนในมดสกุลนี้

    จากการศึกษาพฤติกรรมการอยู่อาศัยพบว่า มดตะนอยเทพรัตน์สร้างรังอยู่ในกิ่งยางพาราแห้งที่ค้างอยู่บนต้น มีอาณานิคมขนาดเล็ก และพบเพียงรังเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แหล่งอาศัยของมดชนิดนี้กำลังเผชิญความเสี่ยงอย่างหนัก เนื่องจากพื้นที่สวนยางพาราบริเวณหน้าถ้ำเขาติง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นร้านค้าและสิ่งอำนวยความสะดวก ส่งผลให้นักวิจัยไม่พบมดชนิดนี้อีกเลยหลังจากการค้นพบครั้งแรก

    นักวิจัย ยังกล่าวอีกว่า “การค้นพบครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการพัฒนาพื้นที่และการจัดการท่องเที่ยวที่ต้องคำนึงถึง ความหลากหลายทางชีวภาพควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์พื้นที่ เพื่อป้องกันการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตหายาก หรือสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์เพิ่งเริ่มรู้จัก”

    ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี ให้สัมภาษณ์ว่า การค้นพบมดชนิดใหม่ของโลกครั้งนี้สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ และนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาใช้ในกระบวนการเรียนการสอน เพื่อปลูกฝังจิตสำนึก

    ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตหายาก พร้อมทั้งสะท้อนบทบาทของสถาบันการศึกษาในการสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่อย่างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม
    การค้นพบ ‘มดตะนอยเทพรัตน์’ เป็นความสำเร็จทางวิชาการของนักวิจัยไทย และเป็นบทเรียนสำคัญของสังคมในการตระหนักถึงคุณค่าของระบบนิเวศขนาดเล็ก ซึ่งอาจซ่อนความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลกเอาไว้ และอาจสูญหายไปได้ หากการพัฒนาพื้นที่ขาดความสมดุลกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ ทั้งนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับความร่วมมือจาก คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกด้วย โดยสามารถศึกษารายละเอียดการค้นพบฉบับเต็มได้ที่ DOI: 10.58837/tnh.25.8.266419
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/464435&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fHuey1yFKf7WhPSL6YywG

  • บริษัทจีนโดนชาวเน็ตจวกยับ หลังเหยียดผู้สมัครงานว่า “วุฒิแค่ปริญญาตรี อย่าหวังจะได้หยุดเสาร์-อาทิตย์” | เดลินิวส์

    บริษัทจีนโดนชาวเน็ตจวกยับ หลังเหยียดผู้สมัครงานว่า “วุฒิแค่ปริญญาตรี อย่าหวังจะได้หยุดเสาร์-อาทิตย์” | เดลินิวส์

    สำนักข่าวในจีนรายงานประเด็นเดือดในโลกออนไลน์เมื่อไม่นานมานี้ เมื่อเจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากรจากบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ของรัฐแห่งหนึ่งบอกผู้สมัครงานว่า ไม่สมควรได้รับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เพียงเพราะมีวุฒิการศึกษาแค่ระดับปริญญาตรี 

    ในวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจจากสาธารณชนเมื่อผู้สมัครงานรายหนึ่งจากเมืองอุรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ได้เปิดเผยรายละเอียดการสัมภาษณ์ทางออนไลน์ของเขา 

    ผู้สมัครงานรายนี้กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากรซึ่งใช้งาน Boss Zhipin แพลตฟอร์มหางานออนไลน์รายใหญ่ของจีน ได้บอกว่า เขา “ไม่สมควรได้รับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์”

    ตามข้อมูลจากภาพหน้าจอของการสนทนาระหว่างทั้งสองฝ่าย เจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากรผู้นี้แซ่ไก้ เป็นผู้จัดการอาวุโสด้านทรัพยากรบุคคลและบริหารที่บริษัท China Life Insurance Company Limited

    บริษัทดังกล่าวก่อตั้งขึ้นในปี 2546 มีสำนักงานใหญ่ในกรุงปักกิ่ง และเป็นหนึ่งในบริษัทประกันภัยของรัฐที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ตามรายงานประจำปี 2567 บริษัทมีพนักงาน 98,689 คน ซึ่งรวมถึงพนักงานที่จบระดับบัณฑิตศึกษา (ระดับปริญญาโทขึ้นไป) 7,586 คน และระดับปริญญาตรี 71,710 คน ทั้งนี้ไม่ได้มีการเปิดเผยว่าตำแหน่งที่ผู้สมัครยื่นความจำนงขอสมัครคือตำแหน่งใด

    ในระหว่างการสนทนา เมื่อเจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากรรายนี้ถามว่า “คุณสามารถมาสัมภาษณ์ในบ่ายวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่?” ซึ่งผู้สมัครตอบกลับว่า “ผมกำลังพิจารณาโอกาสอื่นอยู่ครับ ผมไม่สามารถตอบรับตำแหน่งงานที่ไม่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ได้จริงๆ” 

    คำตอบดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากรไม่พอใจและแสดงกิริยาเกรี้ยวกราด

    ในตอนแรก เธอเย้ยหยันผู้สมัครคนนี้ว่า “แค่จบปริญญาตรี แต่ยังหวังจะได้หยุดเสาร์-อาทิตย์งั้นเหรอ?” จากนั้นเธอกล่าวเสริมว่า “ตอนนี้คุณติด ‘บัญชีดำ’ เรียบร้อยแล้ว ในอนาคตคุณจะไม่มีสิทธิ์ได้มาสัมภาษณ์กับเราอีก”

    หลังจากนั้นในวันที่ 19 มกราคม 2569 แพลตฟอร์มจัดหางานได้ออกมาชี้แจงโดยระบุว่า เจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากรรายนี้ได้กล่าวถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมและได้รับหนังสือเตือนอย่างเป็นทางการแล้ว 

    ในวันต่อมา ทีมงานจากบริษัท China Life ยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน

    บทสนทนาดังกล่าวจุดชนวนการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงบนโซเชียลมีเดียในจีนแผ่นดินใหญ่ ชาวเน็ตรายหนึ่งเขียนว่า “ทำไมคนทำงานต้องมาทำให้ชีวิตคนทำงานด้วยกันยากขึ้นล่ะ? การเอาชื่อคนไปใส่บัญชีดำนี่มันบ้าอำนาจชัดๆ” 

    ชาวเน็ตรายถัดมาแสดงความเห็นว่า “คุณก็เป็นแค่พนักงานฝ่ายบุคคล ไม่ใช่เจ้าของบริษัทเสียหน่อย เลิกเข้าข้างพวกนายทุนได้แล้ว การอยากหยุดเสาร์-อาทิตย์มันผิดตรงไหน? ถ้าบริษัทคุณไม่มีให้ บริษัทอื่นอีกเยอะแยะเขาก็มี”

    “การได้หยุดสองวันเป็นสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐาน และไม่เกี่ยวอะไรกับระดับการศึกษาเลย โดยเนื้อแท้แล้ว นี่ก็เป็นเพียงอีกวิธีหนึ่งที่บริษัทใช้กดขี่พนักงาน”

    ท่ามกลางตลาดงานในจีนที่มีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ หลายบริษัทได้ยกเลิกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และให้ค่าจ้างขั้นต่ำ ขณะที่พนักงานต้องยอมรับชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน  คนทำงานรุ่นใหม่ในจีนเริ่มมีการโต้กลับ โดยบางส่วนได้เริ่มขบวนการ “คว่ำบาตร” เพื่อเป็นการต่อต้านโดยประกาศว่าจะไม่ซื้อสินค้าจากบริษัทมีนโยบายเอาปรียบหรือกดขี่พนักงาน  นอกจากนี้ยังมีการนำชื่อบริษัทที่ถูกมองว่าเอาเปรียบคนทำงานมาเผยแพร่ทางออนไลน์เพื่อเตือนผู้สมัครงานรายอื่นๆ ด้วย

    ที่มา : scmp.com

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5555721/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QFsT_Sk9UM8frG5olfZxz

  • ผู้นำการปฏิวัติอิสลาม: สหรัฐฯ ต้องตระหนักว่า หากก่อสงคราม ครั้งนี้จะเป็นสงครามระดับภูมิภาค

    ผู้นำการปฏิวัติอิสลาม: สหรัฐฯ ต้องตระหนักว่า หากก่อสงคราม ครั้งนี้จะเป็นสงครามระดับภูมิภาค

    ผู้นำการปฏิวัติอิสลาม: สหรัฐฯ ต้องตระหนักว่า หากก่อสงคราม ครั้งนี้จะเป็นสงครามระดับภูมิภาค

    ▪️ผู้นำการปฏิวัติอิสลาม กล่าววันนี้ในการพบปะกับประชาชน ณ ฮุซัยนียะห์ อิมามโคมัยนี (รฮ.) เกี่ยวกับภัยคุกคามจากสหรัฐอเมริกา ว่า:

    🔻การที่บางครั้งมีการพูดถึงเรื่องสงคราม และอ้างถึงเครื่องบินรบ เรือรบ หรือสิ่งต่าง ๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตชาวอเมริกันก็เคยข่มขู่ด้วยวาจามาแล้วหลายครั้ง โดยกล่าวว่า “ทุกทางเลือกยังอยู่บนโต๊ะ” ซึ่งรวมถึงทางเลือกด้านสงครามด้วย

    🔸ขณะนี้ชายคนนี้ (ทรัมป์) ก็ออกมาอ้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “เรานำเรือรบมาแล้ว” และอื่น ๆ ประชาชนอิหร่านไม่ควรถูกทำให้หวาดกลัวด้วยเรื่องเช่นนี้ ชาวอิหร่านจะไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของคำข่มขู่เหล่านี้

    🔻เราไม่ใช่ฝ่ายเริ่มต้น และไม่ต้องการโจมตีประเทศใด แต่ประชาชนอิหร่านจะตอบโต้ด้วยหมัดที่หนักหน่วงต่อผู้ใดก็ตามที่รุกรานหรือรังแก

    🔸แน่นอน ชาวอเมริกันควรตระหนักไว้ว่า หากพวกเขาก่อสงครามขึ้น ครั้งนี้สงครามจะเป็นสงครามในระดับภูมิภาค

  • มหกรรมการศึกษาอินเดีย ยกทัพโรงเรียนประจำและมหาวิทยาลัยชั้นนำสู่กรุงเทพฯ

    มหกรรมการศึกษาอินเดีย ยกทัพโรงเรียนประจำและมหาวิทยาลัยชั้นนำสู่กรุงเทพฯ

    วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.00 น.

    AFAIRS Exhibitions & Media Pvt. Ltd. จากประเทศอินเดีย ⁠ภูมิใจประกาศการกลับมาของงาน Study in India Expo และ Indian Boarding Schools Expo สู่กรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 ในประเทศไทย งานมหกรรมการศึกษาที่ทุกคนรอคอยนี้จะจัดขึ้นใน วันที่ 7 – 8 กุมภาพันธ์ 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

    ในฐานะหนึ่งในแพลตฟอร์มการศึกษานานาชาติที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดสำหรับครอบครัวชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายอินเดีย งานนี้เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและนักเรียนเข้าถึงข้อมูลของโรงเรียนประจำและมหาวิทยาลัยชั้นนำของอินเดียได้โดยตรง รวบรวมหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับระดับโลก สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่หลากหลายทางวัฒนธรรม และการศึกษาที่คุ้มค่า ในระดับค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้ ไว้ครบจบในที่เดียว

    ผู้ปกครองและนักเรียนชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายอินเดีย จะมีโอกาสพูดคุยโดยตรงกับผู้บริหาร ครูใหญ่ และทีมรับสมัครจากสถาบันชั้นนำของอินเดีย พร้อมบริการให้คำปรึกษาและคำแนะนำการสมัครเรียนทันที (On-the-spot counselling) เพื่อช่วยให้นักเรียนค้นพบเส้นทางการเรียนที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด สามารถเลือกดูข้อมูลการรับสมัครได้ตั้งแต่ระดับชั้นเกรด 3 ถึงเกรด 11 ในหลักสูตรชั้นนำต่างๆ รวมถึง IB, Cambridge, CBSE และ ICSE

    โรงเรียนที่เข้าร่วมงานมาจากศูนย์กลางการศึกษาที่มีชื่อเสียง เช่น เดห์ราดูน (Dehradun), มัสซูรี (Mussoorie), โกดัยกานาล (Kodaikanal), บังคาลอร์ (Bengaluru), มังคาลอร์ (Mangaluru), ไฮเดอราบาด (Hyderabad), ปูเน่ (Pune), ชัยปุระ (Jaipur), เดลี และปริมณฑล (Delhi NCR) และเมืองสำคัญอื่นๆ อีกมากมายในอินเดีย

    สำหรับนักเรียนที่มองหาการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ภายในงานยังรวบรวมมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยชั้นนำของอินเดียที่เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรีและปริญญาโทในสาขาวิชาต่างๆ เช่น ไอที, วิศวกรรมศาสตร์, การจัดการ, ศิลปศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ พร้อมรับคำปรึกษาและคำแนะนำในการสมัครเรียนทันทีภายในงาน ⁠เพื่อช่วยให้นักเรียนค้นพบเส้นทางการเรียนที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด

    “จำนวนนักเรียนไทยที่เลือกไปศึกษาต่อในประเทศอินเดียเพิ่มมากขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ปกครองที่มีต่อระบบการศึกษาของอินเดีย คุณ Vivek Shukla ผู้อำนวยการและซีอีโอของ AFAIRS Exhibitions & Media กล่าว “อินเดียนำเสนอการศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษคุณภาพสูง วุฒิการศึกษาที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก และความคุ้มค่าที่โดดเด่น ซึ่งมักมีค่าใช้จ่ายที่ประหยัดกว่า แต่ยังคงความเข้มข้นทางวิชาการในระดับที่แข่งขันได้ เมื่อเทียบกับตัวเลือกในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ในประเทศไทย”

    สุดยอดโรงเรียนประจำและมหาวิทยาลัย รวมไว้ในที่เดียว! รายชื่อโรงเรียนประจำชั้นนำและมีชื่อเสียงที่เข้าร่วมงาน อาทิ Woodstock School (Mussoorie), The International School Bangalore, Kodaikanal International School (Kodaikanal),  Unison World School (Dehradun), Mussoorie International School , Indus International School (Pune), King’s College India (Rohtak), Jain International Residential School (Bangalore), Greenwood High International School (Bangalore), Kasiga School (Dehradun), Sharanya Narayani International School (Bangalore), Sancta Maria International School (Delhi NCR), MIT Vishwashanti Gurukul World School (Pune), KIIT International School (Bhubaneswar), De Paul International School (Mysore), Miles Bronson Residential School (Guwahati)  และโรงเรียนอื่นๆ อีกมากมาย

    มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยชั้นนำที่เข้าร่วมงาน อาทิ Manipal Academy Of Higher Education (MAHE), Symbiosis International University (Pune), Christ (Deemed to be University) (Bengaluru), Amity University, Central Sanskrit University (New Delhi), SRM University (Chennai, Ramapuram & Tiruchirapalli)  และสถาบันอื่นๆ อีกมากมาย

    งาน Study in India Expo ริเริ่มและจัดขึ้นโดย AFAIRS Exhibitions & Media Pvt. Ltd. ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้นำเสนอสถาบันการศึกษากว่า 500 แห่ง เข้าถึงนักเรียนและผู้ปกครองกว่าหนึ่งล้านคน และเดินสายจัดงานมาแล้วใน 12 ประเทศทั่วโลก ทำให้งานนี้เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มการประชาสัมพันธ์การศึกษานานาชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดจากประเทศอินเดีย

    ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าชมงานได้ฟรี ที่เว็บไซต์: https://tinyurl.com/msym6ehm

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/944176&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fJSisRGNOVmQJlhDiNtAW

  • สุดารัตน์ ดันอีสานฮับขนส่ง หนุนตั้งกองทุน 3 แสนล.ปล่อยกู้ดอกเบี้ย 4% อุ้ม SME

    สุดารัตน์ ดันอีสานฮับขนส่ง หนุนตั้งกองทุน 3 แสนล.ปล่อยกู้ดอกเบี้ย 4% อุ้ม SME

    เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 ณ จังหวัดอุดรธานี ในเวทีดีเบตครั้งสำคัญ Nation Election 2569 DEBATE “ชายแดนร้อน-ปากท้องคนจน” บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักโดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองระดับแนวหน้าเข้าร่วมประชันวิสัยทัศน์ โดยมี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย พร้อมนายสุทิน คลังแสง พรรคเพื่อไทย , นายไชยา พรหมา พรรคกล้าธรรม , นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน , นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง , นายอัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ร่วมหาทางออกให้แก่พี่น้องชาวอีสาน

    คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวบนเวทีว่า ในฐานะลูกอีสาน หลานย่าโม รู้สึกเจ็บปวดที่ภาคอีสานเป็นพื้นที่ซึ่งมีประชากรและศักยภาพการผลิตสูง แต่กลับยังเป็นภูมิภาคที่ประชาชนมีรายได้ต่ำที่สุด จึงเห็นว่าถึงเวลาที่อีสานต้องได้รับโอกาสอย่างจริงจัง รายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจต้องกระจายกลับสู่คนในพื้นที่ เพื่อให้ลูกหลานสามารถกลับมาทำงานและสร้างอนาคตในบ้านเกิด

    “อีสานไม่ควรถูกมองเป็นเพียงแหล่งแรงงานหรือฐานการผลิตราคาถูกอีกต่อไป แต่ต้องได้รับการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

    พร้อมชี้ว่า อีสานเป็นภาคที่มีประชากรและการผลิตสูงที่สุดของประเทศ แต่กลับยังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำ จึงเสนอแผนยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อดึงศักยภาพของภูมิภาคกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้แก่

    • ศูนย์กลางการขนส่ง (Logistics Hub) โดย เร่งรัดแผนแม่บทรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่ เชื่อมโยงจีนและกลุ่มประเทศ CLMV ให้จบภายใน 3-5 ปี โดยเสนอโมเดลการก่อสร้างที่เชื่อมจากหนองคายลงมาและโคราชขึ้นไปบรรจบกัน พร้อมสร้าง Dry Port ในทุกจุดสำคัญ
    • ศูนย์กลางอาหารและอุตสาหกรรมแปรรูป โดยมุ่งเป้าดึงคนอีสานกลับมาทำงานที่บ้านเกิด โดยใช้ศักยภาพด้านเกษตรกรรมมาแปร รูปส่งออกไปทั่วโลก
    • ศูนย์กลางเวลเนสและการศึกษา (Wellness & Education Hub) โดยผลักดันให้อีสานเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการศึกษาให้กับกลุ่มประเทศ CLV
    • อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด โดยใช้จุดแข็งจากการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านในราคาถูก เพื่อเปลี่ยนอีสานเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้ “พลังงานสีเขียว” เพื่อดึงดูดการลงทุนระดับโลก

    ในประเด็นระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NEC) คุณหญิงสุดารัตน์ได้ตั้งคำถามถึงความล่าช้าต่อ นายสุทิน คลังแสง จากพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่าโครงการนี้ควรจะเกิดขึ้นมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ที่ผ่านมาข้าราชการและรัฐบาลขาดความจริงจัง พร้อมย้ำว่าหากไทยสร้างไทยเป็นรัฐบาล จะต้องเกิดการเชื่อมโยงระบบรางและนิคมอุตสาหกรรมแปร รูปอย่างเป็นรูปธรรมทันที
     

    นอกจากนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ยังได้แสดงความเห็นถึงมาตรการ ช่วยเอสเอ็มอีไทย และปราบธุรกิจสีเทา ว่า เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและสร้างความเข้มแข็งให้ คนตัวเล็ก ได้นำเสนอนโยบายที่จับต้องได้ อาทิ

    1. กองทุนสร้างไทย 300,000 ล้านบาท โดยระดมเงินจากการออกพันธบัตร อัตราดอกเบี้ย 3% เพื่อนำมาปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการ SME และคนตัวเล็ก ในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 4% โดยให้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เป็นผู้บริหารจัดการแทนธนาคารเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จริง

    2. Regulatory Guillotine  ออกกฎหมายฉบับเดียวเพื่อ พักการใช้ใบอนุญาตกว่า 1,000 ฉบับที่เป็นอุปสรรคต่อการทำกินเป็นเวลา 1 ปี เพื่อให้เอสเอ็มอีลืมตาอ้าปากได้

    3. ปราบทุจริตและธุรกิจสีเทา เสนอกฎหมายให้ประชาชน 50,000 รายชื่อ มีอำนาจตรวจสอบและถอดถอนนักการเมืองรวมถึงองค์กรอิสระที่ทุจริต พร้อมจัดตั้ง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ภาคประชาชน โดยดึงเอกชนมาร่วมตรวจสอบส่วยและสินค้าผิดกฎหมายที่ทะลักเข้าไทย โดยยืนยันว่าหากเป็นรัฐบาลจะ ยึดทรัพย์ ขบวนการฟอกเงินที่มีมูลค่านับแสนล้านบาทอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่อายัดทรัพย์เป็นพิธี
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/737330&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0X02Nd_Z1uGNlP2oHxZlFI

  • นักวิจัยจีนพบ “รหัสกลายพันธุ์” ตัวการสำคัญของการระบาดเมื่อปี 2020!

    นักวิจัยจีนพบ “รหัสกลายพันธุ์” ตัวการสำคัญของการระบาดเมื่อปี 2020!

    นักวิทยาศาสตร์จีนตรวจพบการกลายพันธุ์สำคัญของไวรัสอีโบลา

    คณะนักวิจัยจากประเทศจีนได้เปิดเผยการค้นพบการกลายพันธุ์ที่สำคัญของไวรัสอีโบลา ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงที่มีการระบาดครั้งใหญ่ การค้นพบนี้ช่วยให้ข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ สำหรับการเฝ้าระวังโรคระบาดและการพัฒนาตัวยา

    รายละเอียดการศึกษา

    งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Cell โดยเป็นความร่วมมือของหลายสถาบัน นำโดย ศาสตราจารย์เฉียน จวิน (Qian Jun) จากมหาวิทยาลัยซุนยัตเซ็น ร่วมกับโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัยการแพทย์ชั้นนำในกวางโจวและจี๋หลิน

    • พื้นที่ศึกษา: การระบาดของโรคไวรัสอีโบลา (EVD) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ช่วงปี 2018-2020 ซึ่งเป็นการระบาดครั้งใหญ่เป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ (ติดเชื้อกว่า 3,000 ราย เสียชีวิตกว่า 2,000 ราย)
    • คำถามวิจัย: นอกจากปัญหาเรื่องระบบสาธารณสุขในพื้นที่แล้ว “การวิวัฒนาการของไวรัสเอง” มีส่วนทำให้การระบาดลากยาวหรือไม่?

    การค้นพบที่สำคัญ: การกลายพันธุ์ GP-V75A

    จากการวิเคราะห์จีโนมของไวรัสอีโบลาจำนวน 480 ตัวอย่าง ทีมวิจัยพบความผิดปกติที่น่าสนใจ:

    1. การกลายพันธุ์เฉพาะจุด: พบการกลายพันธุ์ในส่วนไกลโคโปรตีน (Glycoprotein) ของไวรัสที่เรียกว่า GP-V75A
    2. ความได้เปรียบในการแพร่กระจาย: สายพันธุ์ที่กลายพันธุ์นี้เกิดขึ้นในช่วงต้นของการระบาดและเข้ามาแทนที่สายพันธุ์เดิมอย่างรวดเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่พุ่งสูงขึ้น
    3. ผลการทดสอบในห้องแล็บ: ยืนยันว่าการกลายพันธุ์ GP-V75A ช่วยให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์เจ้าบ้าน (Host cells) หลากหลายชนิดได้ดีขึ้น และเพิ่มอำนาจการติดเชื้อในหนูทดลองอย่างมีนัยสำคัญ

    ผลกระทบต่อการรักษา

    สิ่งที่น่ากังวลคือ งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าการกลายพันธุ์นี้อาจทำให้ ประสิทธิภาพของยาและแอนติบอดีที่มีอยู่ในปัจจุบันลดลง ซึ่งส่งสัญญาณถึงความเสี่ยงในการ “ดื้อยา” ของไวรัส

    “การวิจัยนี้บอกเราว่า ระหว่างที่เกิดโรคอุบัติใหม่ การเฝ้าระวังทางพันธุกรรมและการวิเคราะห์วิวัฒนาการของเชื้อแบบเรียลไทม์เป็นสิ่งสำคัญมาก” — ศาสตราจารย์เฉียน จวิน กล่าว

    ขอบคุณข้อมูลจาก

    1. CGTN China

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/418/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw341zNWNS02E0HfxEPB9jEy

  • มหกรรมการศึกษาอินเดีย ยกทัพโรงเรียนประจำและมหาวิทยาลัยชั้นนำสู่กรุงเทพฯ

    มหกรรมการศึกษาอินเดีย ยกทัพโรงเรียนประจำและมหาวิทยาลัยชั้นนำสู่กรุงเทพฯ

    วันอาทิตย์ ที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.32 น.

    มหกรรมการศึกษาอินเดีย ยกทัพโรงเรียนประจำและมหาวิทยาลัยชั้นนำสู่กรุงเทพฯ

    AFAIRS Exhibitions & Media Pvt. Ltd. จากประเทศอินเดีย ⁠ภูมิใจประกาศการกลับมาของงาน Study in India Expo และ Indian Boarding Schools Expo สู่กรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 ในประเทศไทย งานมหกรรมการศึกษาที่ทุกคนรอคอยนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 7 – 8 กุมภาพันธ์ 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

    ในฐานะหนึ่งในแพลตฟอร์มการศึกษานานาชาติที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดสำหรับครอบครัวชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายอินเดีย งานนี้เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและนักเรียนเข้าถึงข้อมูลของโรงเรียนประจำและมหาวิทยาลัยชั้นนำของอินเดียได้โดยตรง รวบรวมหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับระดับโลก สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่หลากหลายทางวัฒนธรรม และการศึกษาที่คุ้มค่า ในระดับค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้ ไว้ครบจบในที่เดียว

    ผู้ปกครองและนักเรียนชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายอินเดีย จะมีโอกาสพูดคุยโดยตรงกับผู้บริหาร ครูใหญ่ และทีมรับสมัครจากสถาบันชั้นนำของอินเดีย พร้อมบริการให้คำปรึกษาและคำแนะนำการสมัครเรียนทันที (On-the-spot counselling) เพื่อช่วยให้นักเรียนค้นพบเส้นทางการเรียนที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด สามารถเลือกดูข้อมูลการรับสมัครได้ตั้งแต่ระดับชั้นเกรด 3 ถึงเกรด 11 ในหลักสูตรชั้นนำต่างๆ รวมถึง IB, Cambridge, CBSE และ ICSE

    โรงเรียนที่เข้าร่วมงานมาจากศูนย์กลางการศึกษาที่มีชื่อเสียง เช่น เดห์ราดูน (Dehradun), มัสซูรี (Mussoorie), โกดัยกานาล (Kodaikanal), บังคาลอร์ (Bengaluru), มังคาลอร์ (Mangaluru), ไฮเดอราบาด (Hyderabad), ปูเน่ (Pune), ชัยปุระ (Jaipur), เดลี และปริมณฑล (Delhi NCR) และเมืองสำคัญอื่นๆ อีกมากมายในอินเดีย

    สำหรับนักเรียนที่มองหาการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ภายในงานยังรวบรวมมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยชั้นนำของอินเดียที่เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรีและปริญญาโทในสาขาวิชาต่างๆ เช่น ไอที, วิศวกรรมศาสตร์, การจัดการ, ศิลปศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ พร้อมรับคำปรึกษาและคำแนะนำในการสมัครเรียนทันทีภายในงาน ⁠เพื่อช่วยให้นักเรียนค้นพบเส้นทางการเรียนที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด

    “จำนวนนักเรียนไทยที่เลือกไปศึกษาต่อในประเทศอินเดียเพิ่มมากขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ปกครองที่มีต่อระบบการศึกษาของอินเดีย” คุณ Vivek Shukla ผู้อำนวยการและซีอีโอของ AFAIRS Exhibitions & Media กล่าว “อินเดียนำเสนอการศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษคุณภาพสูง วุฒิการศึกษาที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก และความคุ้มค่าที่โดดเด่น ซึ่งมักมีค่าใช้จ่ายที่ประหยัดกว่า แต่ยังคงความเข้มข้นทางวิชาการในระดับที่แข่งขันได้ เมื่อเทียบกับตัวเลือกในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ในประเทศไทย”

    สุดยอดโรงเรียนประจำและมหาวิทยาลัย รวมไว้ในที่เดียว! รายชื่อโรงเรียนประจำชั้นนำและมีชื่อเสียงที่เข้าร่วมงาน อาทิ:  Woodstock School (Mussoorie)  ,The International School Bangalore  ,Kodaikanal International School (Kodaikanal) , Unison World School (Dehradun) , Mussoorie International School

    , Indus International School (Pune)  ,King’s College India (Rohtak)  ,Jain International Residential School (Bangalore)  ,Greenwood High International School (Bangalore)  ,Kasiga School (Dehradun)

    ,Sharanya Narayani International School (Bangalore)  ,Sancta Maria International School (Delhi NCR)

    ,MIT Vishwashanti Gurukul World School (Pune)  ,KIIT International School (Bhubaneswar)  ,De Paul International School (Mysore)  ,Miles Bronson Residential School (Guwahati)  และโรงเรียนอื่นๆ อีกมากมาย

    มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยชั้นนำที่เข้าร่วมงาน อาทิ:  Manipal Academy Of Higher Education (MAHE) ,Symbiosis International University (Pune)  ,Christ (Deemed to be University) (Bengaluru)  ,Amity University  ,Central Sanskrit University (New Delhi)  ,SRM University (Chennai, Ramapuram & Tiruchirapalli)  และสถาบันอื่นๆ อีกมากมาย

    งาน Study in India Expo ริเริ่มและจัดขึ้นโดย AFAIRS Exhibitions & Media Pvt. Ltd. ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้นำเสนอสถาบันการศึกษากว่า 500 แห่ง เข้าถึงนักเรียนและผู้ปกครองกว่าหนึ่งล้านคน และเดินสายจัดงานมาแล้วใน 12 ประเทศทั่วโลก ทำให้งานนี้เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มการประชาสัมพันธ์การศึกษานานาชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดจากประเทศอินเดีย ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าชมงานได้ฟรี ที่เว็บไซต์: https://tinyurl.com/msym6ehm

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/464419&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Zo1-H08n-1o4w7D-D-fJ9