Category: วัฒนธรรม

  • “เต้ มงคลกิตติ์” เปิดวิสัยทัศน์ใหญ่ พลิกชายแดนใต้สู่เมืองเศรษฐกิจโลก | TOPNEWS

    “เต้ มงคลกิตติ์” เปิดวิสัยทัศน์ใหญ่ พลิกชายแดนใต้สู่เมืองเศรษฐกิจโลก | TOPNEWS

    “เต้ มงคลกิตติ์” เปิดวิสัยทัศน์ใหญ่ พลิกชายแดนใต้สู่เมืองเศรษฐกิจโลก

    • เผยแพร่ : 01/02/2026 17:05

    วันที่ 1 ก.พ. 2569 “คนไทยต้องคิดใหญ่ กล้าคิด กล้าทำ” นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคทางเลือกใหม่ ลงพื้นที่หาเสียง อ.เมือง จ.นราธิวาส ท่ามกลางการต้อนรับอย่างคึกคักจากประชาชน พร้อมด้วย น.ส.ภคอร จันทรคณา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ หมายเลข 6 นายสรกฤช จันทรคณา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ หมายเลข 9 และทีมผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เพื่อแนะนำนโยบายพรรค โดยชูนโยบายพลิกสามจังหวัดชายแดนภาคใต้สู่ “ดูไบสอง” ของอาเซียน ผลักดันเศรษฐกิจ ความมั่นคง และกองทัพอวกาศ สร้างอนาคตใหม่ให้ประเทศ พร้อมสร้างเสียงฮือฮาด้วยนโยบาย “นักรบอวกาศ” การส่งพี่น้องมุสลิมขึ้นสู่อวกาศ และแนวคิดด้านสิทธิเสรีภาพทางครอบครัวแบบสมัครใจและเท่าเทียม


    นายมงคลกิตติ์ หรือ “พี่เต้” กล่าวท่ามกลางประชาชนว่า จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา สามารถพัฒนาให้ทัดเทียมสิงคโปร์หรือดูไบได้ หากมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง ทั้งสนามบิน แนวชายฝั่ง อาคารสูงกว่า 100 ชั้น เพื่อรองรับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมผลักดันให้เป็นศูนย์กลางอารยธรรมอิสลาม ด้านวัฒนธรรม การแต่งกาย และวิถีชีวิต โดยหัวใจของนโยบายคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ แจกเงิน 36,000 บาทต่อครัวเรือน ครอบคลุมกว่า 25 ล้านครัวเรือน ใช้งบประมาณราว 900,000 ล้านบาท เพิ่มกำลังซื้อในระบบ สนับสนุนผู้จบการศึกษาให้รวมกลุ่มทำธุรกิจ SME ด้วยสินเชื่อ 500,000 – 3,000,000 บาท รวมถึงนโยบายประกันรายได้ผู้ว่างงาน 5,000 บาทต่อเดือน ควบคู่การสร้างงานใหม่อย่างยั่งยืน

    fdfbdfb

    17

    อภิสิทธิ์ นำทีมประชาธิปัตย์ ตะลุยปากพนัง หนุนผู้สมัครเขต 2 นครศรีฯ

    “คีรี กาญจนพาสน์” นำชมห้องตัวอย่าง “บ้านชาวไทย” D:CODE SRI NAKARIN ย้ำอยากให้คนมีบ้านเป็นของตัวเอง ด้วยเงื่อนไขพิเศษ ลดทุกข้อจำกัดเงินดาวน์ และราคาผ่อนถูกเหมือนเช่า

    ชาวน่านแห่ใช้สิทธิ์! เลือกตั้งล่วงหน้าคึกคักตั้งแต่ตี 5 ทหาร-ข้าราชการแห่เข้าคิวแน่น

    ชาวอุตรดิตถ์ตื่นตัว! แห่เลือกตั้งล่วงหน้าสนามกีฬาพระยาพิชัยฯ คึกคัก ยอดนอกเขตพุ่งกว่า 3,300 คน

    รวมพลังคนไทยยูนนาน จัดงาน“สถิตในดวงใจไทยยูนนาน” น้อมรำลึก 100 วัน พระพันปีหลวง

    “อสม.” ศรีสะเกษ เปิดภาพหลักฐาน “ขรก.ใหญ่” สาธารณสุข เรียกประชุม ร้องขอให้ช่วย “ลูกชาย” สมัครชิงสส.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1474146&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39p5q04E9rDs_AKh9u8tDk

  • ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศพบหารือคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ – กระทรวงการต่างประเทศ

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศพบหารือคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ – กระทรวงการต่างประเทศ

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศพบหารือคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศพบหารือคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ

    วันที่นำเข้าข้อมูล 1 ก.พ. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 1 ก.พ. 2569

    | 26 view

    เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับและพบหารือกับนายไมเคิล โรเจอร์ส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ พรรครีพับลิกัน รัฐแอละแบมา และประธานคณะกรรมาธิการการทหาร พร้อมด้วยนายอดัม สมิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ พรรคเดโมแครต รัฐวอชิงตัน และรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯ นายซาลูด คาร์บาฮาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ พรรคเดโมแครต รัฐแคลิฟอร์เนีย และนายจิมมี แพโทรนิส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ พรรครีพับลิกัน รัฐฟลอริดา ในโอกาสการเยือนไทย ระหว่างวันที่ 28 – 30 มกราคม 2569

    ทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสำคัญที่ให้กับความสัมพันธ์ไทย – สหรัฐฯ โดยผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ กล่าวถึงความเป็นพันธมิตรทางสนธิสัญญาด้านความมั่นคงและความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในหลากหลายด้าน ทั้งการทหารและความมั่นคง เศรษฐกิจ และการศึกษา ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ย้ำถึงความสำคัญที่ให้กับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และความมุ่งมั่นในการกระชับความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ยาวนานอย่างไทย ทั้งยังหารือแนวทางกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือที่จะเป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะด้านการบังคับใช้กฎหมายและการปราบปรามปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเป็นประเด็นที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายหารือความเป็นหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจและประเด็นภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐฯ โอกาสในการขยายความร่วมมือ และการสนับสนุนให้กลับมามีเส้นทางบินตรงระหว่างไทยกับสหรัฐฯ รวมถึงแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์สำคัญในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในเมียนมา

    หลังจากนั้น ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ เป็นเจ้าภาพการหารือระหว่างอาหารกลางวัน โดยมีผู้บริหารจากภาคเอกชนไทยที่มีการลงทุนในสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/vfm-meets-us-congressional-delegation%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a904%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a906&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xebN48c11XbW3TDSGeRg9

  • ไลออนส์ราชธานี กรุงเทพ มอบอาคาร-ทุนการศึกษา รร.เกล็ดลิ้นวิทยา โคราช รวมกว่า 3.3 แสนบาท

    ไลออนส์ราชธานี กรุงเทพ มอบอาคาร-ทุนการศึกษา รร.เกล็ดลิ้นวิทยา โคราช รวมกว่า 3.3 แสนบาท

    สโมสรไลออนส์ราชธานี กรุงเทพ มอบอาคารและทุนการศึกษา รร.เกล็ดลิ้นวิทยา จ.นครราชสีมา กว่า 3.3 แสนบาท

    สโมสรไลออนส์ราชธานี กรุงเทพ ภาค 310 E นำโดย ไลออน ณสุดา ฐนันญดาภูดิศ นายกสโมสรฯ พร้อมคณะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ล.พูลศรี จงแสงทอง, ล.เลื่อน ตันนิรันดร, ล.พิสิษฐ์ หลิ่วพัฒนวงศ์, ล.ดาวรัตน์ ลีฤทธิเกียรติ และ ล.ณัฏฐนันท์ ฐนันญดาภูดิศ และสมาชิกลงพื้นที่ โรงเรียนเกล็ดลิ้นวิทยา จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 เพื่อส่งมอบโครงการสาธารณกุศลมูลค่ารวมกว่า 332,000 บาท

    ภายในงานได้รับเกียรติจาก ผู้ว่าสราญจิต เจริญวัฒนากุล ผู้ว่าการภาค 310 Eและคณะ ร่วมเป็นเกียรติและบริจาคสมทบทุนอุปกรณ์กีฬา โดยมี นายธีรยุทธ ตะวัน ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาฯ และ นางสาวเบญจวรรณ จินดาฤทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ เป็นตัวแทนรับมอบ

    กิจกรรมครั้งนี้ประกอบด้วยการส่งมอบ อาคารอเนกประสงค์ เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา มอบ ทุนการศึกษา และ อุปกรณ์กีฬา (โกลฟุตบอล) พร้อมกันนี้คณะสโมสรและโรงเรียนได้ร่วมกัน ปลูกต้นรวงผึ้ง ต้นไม้ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 10 จำนวน 10 ต้น เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีแก่เยาวชน ตามปณิธานการบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวมของสโมสรไลออนส์ราชธานี กรุงเทพ สืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/126601&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ge6HeZLZCpu3bZlGL8vNk

  • ประธานศาลฎีกา เปิดโครงการ “เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน” รุ่นที่ 10

    ประธานศาลฎีกา เปิดโครงการ “เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน” รุ่นที่ 10

    วันนี้ (1 กุมภาพันธ์ 2569) เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ให้เกียรติเป็นประธานและกล่าวให้โอวาทในพิธีเปิดโครงการ“เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน”รุ่นที่ 10  (Belia Thai Sejiwa Sehati) ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมี นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นผู้กล่าวรายงาน ในการนี้ผู้บริหารศาลฎีกา และนายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา ประธานคณะทำงานดำเนินการโครงการเยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน พร้อมคณะผู้บริหารสำนักงานศาลยุติธรรม เข้าร่วมพิธีด้วย

    นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา กล่าวว่ามีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “เยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน” รุ่นที่ 10 การที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดโครงการขึ้น นับเป็นสิ่งที่ดีสอดคล้องต่อนโยบายประธานศาลฎีกา ด้านคุณธรรมนำทาง ข้อ 4 เสริมสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชน โดยประชาสัมพันธ์และดำเนินกิจกรรมสาธารณะ ทั้งในระดับเด็กและเยาวชน และทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในกฎหมาย กระบวนการทางศาล ความยุติธรรม ตามหลักนิติธรรม ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม เพื่อลดข้อพิพาทในสังคม เนื่องจากเมื่อเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการมีโอกาสได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทางด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม เข้าใจถึงบทบาท และหน้าที่ของศาลยุติธรรม ในฐานะองค์กรหลัก
    ของประเทศที่ใช้อำนาจตุลาการ ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้แก่คนในชาติ โดยไม่เลือกปฏิบัติ ภายใต้หลักนิติธรรม ในโอกาสต่อไปภายหน้า หากมีความจำเป็นต้องใช้กระบวนการทางศาลย่อมเข้าใจและเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้

    นอกจากนี้ในโครงการยังมีการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีให้แก่เยาวชน ด้วยการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างสันติสุข ภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย รวมถึงจัดให้มีการแนะนำแนวทางการศึกษาวิชากฎหมายให้แก่เยาวชนผู้เข้าร่วมกิจกรรม ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

    สำหรับการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ ในอนาคตของตนเอง นับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการนี้ จะได้รับประโยชน์จากความรู้ ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการพิจารณาคดีของศาล ตลอดจนได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ทางด้านกฎหมายที่จะเป็นการเพิ่มพูนทักษะ และปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีต่อชุมชน ต่อสังคม และประเทศชาติ ตั้งแต่วัยเยาว์ อันจะนำมาซึ่งความสงบสุขและสันติภาพอย่างยั่งยืนในภายภาคหน้า

    นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่าด้วยสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้โอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ทัดเทียมกับเยาวชนในภูมิภาคอื่น ด้วยเหตุดังกล่าวสำนักงานศาลยุติธรรม

    โดยกองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์จึงได้จัดโครงการ “เยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ ทางด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ตลอดจนให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของเด็กและเยาวชนตามกฎหมาย ให้แก่เยาวชนที่มีภูมิลำเนา หรือกำลัง ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา และ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย จำนวน 120 คน ด้วยรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อเกี่ยวกับกฎหมาย การศาลยุติธรรม การศึกษาวิชากฎหมายทั้งในและต่างประเทศ การแนะนำแนวทางสู่การเป็นผู้พิพากษา และวิชาชีพกฎหมายอื่น ๆ ตลอดจนกิจกรรมเสริมสร้างทัศนคติในการดำเนินชีวิตที่ดี ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม เพื่อการเรียนรู้ตนเอง และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้ยังจัดให้มีการศึกษาดูงานการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาลยุติธรรม การเข้าเยี่ยมคารวะบุคคลสำคัญของประเทศ ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา นายกรัฐมนตรี ประธานองคมนตรี และจุฬาราชมนตรี

    ต่อมาเวลา 14.30 น. พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี ให้เกียรติเดินทางมาให้โอวาทแก่เยาวชนที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ “เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน” รุ่นที่ 10 ณ ศาลฎีกา

    พร้อมกล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่วันนี้ได้มีโอกาสพบกับผู้บริหารศาลยุติธรรม และเยาวชนทั้ง 120 คน จากโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน รุ่นที่ 10 ต้องขอแสดงความชื่นชมสำนักงานศาลยุติธรรมที่จัดโครงการนี้ให้แก่เยาวชน ซึ่งได้มีการดำเนินการมาเป็นรุ่นที่ 10 แล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เข้ามาฝึกอบรม และศึกษาดูงานทางด้านการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม ซึ่งนอกจากความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการรับฟังการบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และการร่วมกิจกรรมต่าง ๆ แล้วเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการยังมีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ร่วมกัน

    นอกจากนี้ ประธานองคมนตรี ได้กล่าวให้แง่คิดที่สำคัญแก่เยาวชนในโครงการ “เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน” โดยเน้นย้ำถึงบทบาทหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ในการเป็นรากฐานที่เข้มแข็งของประเทศชาติ ซึ่งโครงการดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องของระเบียบข้อบังคับทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เยาวชนเติบโตไปเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ

    สาระสำคัญที่พลเอกสุรยุทธ์ได้ถ่ายทอด คือการสร้างความตระหนักรู้ในเรื่อง “สิทธิและหน้าที่” โดยระบุว่าเมื่อบุคคลทราบถึงสิทธิของตนเองแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องควบคู่กันไปคือการปฏิบัติตามหน้าที่พลเมืองอย่างเคร่งครัด เช่น การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและการทำหน้าที่พลเมืองที่ดีในการกำหนดทิศทางของอนาคตชาติ

    ​นอกจากหน้าที่ด้านการเมืองการปกครองแล้ว พลเอกสุรยุทธ์ยังได้เน้นย้ำถึงหน้าที่ของเยาวชนชายไทยในด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการเสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยของบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นการสมัครเข้ารับราชการทหารหรือการเข้ารับการคัดเลือกเป็นทหารเกณฑ์ พร้อมทั้งได้หยิบยกสถานการณ์บริเวณชายแดนไทยที่เคยมีเหตุปะทะในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เห็นถึงความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่ยอมสละชีพเพื่อรักษาความสงบสุขของส่วนรวม สิ่งเหล่านี้ถือเป็นหน้าที่อันทรงเกียรติในการปกป้องรักษาแผ่นดินที่เยาวชนควรภาคภูมิใจ

    ​ในช่วงท้าย พลเอกสุรยุทธ์ได้ฝากความหวังไว้กับกลุ่มเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน ให้ร่วมกันสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เหนียวแน่นในอนาคต เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนทั้งระดับชุมชนและระดับประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้คือ “ความสามัคคี” ของคนในชาติ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สังคมไทยเกิดความสงบเรียบร้อยและพัฒนาอย่างยั่งยืนสืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/65848&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10yUpxq1zrDQvX9voqSdq0

  • เลือกตั้ง’69:กกต.เตือนห้ามเผยแพร่โพลเลือกตั้งช่วง 7 วันก่อนเลือกตั้ง 1-8 ก.พ. ก่อนเวลา 17.00 น. : อินโฟเควสท์

    เลือกตั้ง’69:กกต.เตือนห้ามเผยแพร่โพลเลือกตั้งช่วง 7 วันก่อนเลือกตั้ง 1-8 ก.พ. ก่อนเวลา 17.00 น. : อินโฟเควสท์

    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอแจ้งเตือนหน่วยงาน องค์กร สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำหรือเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน หรือโพลเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตามมาตรา 72 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. บัญญัติว่า การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน โดยมีเจตนาไม่สุจริต มีลักษณะเป็นการชี้นำหรือมีผลต่อการตัดสินใจในการลงคะแนนเลือกตั้งหรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดจะกระทำมิได้

    นอกจากนี้ ห้ามมิให้ผู้ใดเปิดเผยหรือเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนน ในระหว่างเวลา 7 วันก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการออกเสียงลงคะแนน ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.00 นาฬิกา ผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    สำนักงาน กกต. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนดำเนินการจัดทำ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งด้วยความรับผิดชอบ เพื่อให้บรรยากาศการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRD00IQ0C1HZC464C0VRL4X5KMYTE2JG&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3grkdMB43K3Yj7YbAO7mlg

  • ทีม Content ป.ตรี ลงสนามจริง – คณะนิติศาสตร์

    ทีม Content ป.ตรี ลงสนามจริง – คณะนิติศาสตร์

    🎥📸 ทีม Content ป.ตรี ลงสนามจริง

    วันนี้ ทีม Content เข้าไปช่วยงานรุ่นพี่ระดับบัณฑิตศึกษา 🤝

    ช่วยถ่ายภาพ 📷 ทำคลิป 🎬 เก็บบรรยากาศ

    เรียนรู้การทำงานจริง การประสานงาน และการทำงานเป็นทีม

    จากรุ่นพี่…สู่รุ่นน้อง🌱

    🏆 “กีฬาสานสัมพันธ์ระดับบัณฑิตศึกษา” 🏆

    📅 วันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569

    ⏰ เวลา 09.00 – 17.00 น.

    📍 ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    #ฝ่ายกิจการนักศึกษาคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    #spuAIเพื่อนซี้24ชม. #SPULAW#นิติศรีปทุม#คณะนิติศาสตร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/law/archives/23374&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uJ101u8bsZHw_n2sTLhja

  • “ของขวัญปีใหม่ อว. 2569” วช.นำนวัตกรรมเตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln ส่งมอบกลุ่มชุมชนบ้านหล่ายทุ่ง จ.พะเยา

    “ของขวัญปีใหม่ อว. 2569” วช.นำนวัตกรรมเตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln ส่งมอบกลุ่มชุมชนบ้านหล่ายทุ่ง จ.พะเยา

    วันที่ 30 มกราคม 2569 “โครงการของขวัญปีใหม่ อว. 2569” สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัด “พิธีส่งมอบนวัตกรรมเตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln” ให้แก่ กลุ่มชุมชนบ้านหล่ายทุ่ง ตำบลเชียงม่วน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ในการนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในการส่งมอบนวัตกรรม พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวรายงาน, นายสมเกียรติ เมืองก้อน ผู้ใหญ่บ้านหล่ายทุ่ง กล่าวต้อนรับ, พร้อมนี้ นางสาวศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ คณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. หน่วยงานภาครัฐในอำเภอเชียงม่วน และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธี ณ กลุ่มชุมชนบ้านหล่ายทุ่ง ตำบลเชียงม่วน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา

    ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า อว.ได้จัดทำโครงการของขวัญปีใหม่ 2569 ซึ่ง วช.ได้ร่วมมอบนวัตกรรมเพื่อการใช้ประโยชน์ให้กับพื้นที่ ผ่านนวัตกรรมเตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln โดยสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมพัฒนานวัตกรรมดังกล่าว ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการใช้งานสู่ชุมชน เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเศษวัสดุเหลือทิ้ง ทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหามลพิษ PM2.5 พร้อมส่งเสริมให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี ต่อยอดการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและความเข้มแข็งของชุมชน

    รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า นวัตกรรมเตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln ลดฝุ่น PM2.5 เป็นการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อาทิ ฟางข้าวและชีวมวลชนิดต่าง ๆ ด้วยกระบวนการผลิตไบโอชาร์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการฟื้นฟูและปรับปรุงคุณภาพดิน ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต ลดการเผาเศษวัสดุในที่โล่ง ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดจุดความร้อน ช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศลดลง ตลอดจนช่วยบรรเทาผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชน

    นายสมเกียรติ เมืองก้อน ผู้ใหญ่บ้านหล่ายทุ่ง กล่าวถึงนวัตกรรมเตาไบโอชาร์พลังงานชุมชนเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชนมีความมุ่งมั่นในการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปใช้เพื่อส่งเสริมการเกษตรอย่างยั่งยืน และขอขอบคุณ วช. และภาคีเครือข่ายที่สนับสนุนการพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ การส่งมอบนวัตกรรมเตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln ในครั้งนี้ วช. มุ่งการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้โครงการของขวัญปีใหม่ อว. 2569 โดยมุ่งเสริมศักยภาพชุมชนในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/993724&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aa2ag4RCAJwMWMq4S3u7m

  • เลือกตั้ง 2569 : อภิสิทธิ์ขนทัพลุยทุ่งสง ย้ำคนใต้กา ปชป. ทั้งสองใบ ชี้​แบงก์เทารับได้แต่อย่าเลือก​

    เลือกตั้ง 2569 : อภิสิทธิ์ขนทัพลุยทุ่งสง ย้ำคนใต้กา ปชป. ทั้งสองใบ ชี้​แบงก์เทารับได้แต่อย่าเลือก​

    วันนี้ (1 กุมภาพันธ์) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยแกนนำพรรค ลงพื้นที่ตลาดสดเทศบาลทุ่งสง​ อำเภอทุ่งสง​ จังหวัดนครศรีธรรมราช​ เพื่อช่วยหาเสียงให้ ชนภัทร​ รัตนพันธ์​ ผู้สมัคร สส. นครศรีธรรมราช เขต​ 5 หมายเลข 4

    ทันทีที่ อภิสิทธิ์​ และคณะเดินทางมาถึง​มีชาวบ้านมาขอถ่ายรูป มอบดอกกุหลาบและพวงมาลัยให้​ พร้อมกับสวมกอด​ ขอจับมือ​ และตะโกนร้อง​ “ปักษ์ใต้บ้านเรา” และยังมีการนำหมวกและเสื้อมาให้อภิสิทธิ์​เซ็น​ โดยอภิสิทธิ์ได้สวมเสื้อที่สกรีนว่า ‘คนใต้ใจเดียว ไม่เท่แล้วแหลงไหรแล้ว’

    จากนั้น อภิสิทธิ์​ขึ้นกล่าวปราศรัยบนรถแห่​ทักทายประชาชน​ว่า วันนี้มาย้ำเตือนชาวทุ่งสงที่ผูกพันมานานกับพรรคประชาธิปัตย์ ในพื้นที่นี้ มีอดีต สส. ประกอบ รัตนพันธ์ ที่ทำงานด้านการศึกษาร่วมกันมาอย่างยาวนาน และวันนี้มาย้ำเตือนว่าสมัยประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เราดูแลเกษตรกรอย่างดีราคายางเคยพุ่งไปถึง 100 กว่าบาท มั่นใจว่ารอบนี้จะทำราคาให้เกิน 80 บาทได้แน่นอน

    นอกจากเรื่องปากท้องเกษตรกร ยังมีนโยบายใหม่ๆ มาดูแลพี่น้อง ทั้ง ‘หวยจังหวัด’ ที่ให้ลุ้นเงินล้านและมีเงินออมไปพร้อมกัน การดูแลผู้สูงอายุถ้วนหน้าเดือนละ 1,000 บาทพร้อมบริการทำฟัน รวมถึงการแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อยด้วยการมอบเงินก้อนแรก 5,000 บาททันทีที่คลอด และช่วยรายเดือนในปีแรกรวมแล้วกว่า 65,000 บาท เพื่อให้มั่นใจว่าลูกหลานเราจะเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ

    อภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า เขาพูดกันว่าคนใต้รักประชาธิปัตย์ แต่มีพรรคอื่นหาเสียงมาบอกให้แบ่งคะแนน เลือกบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ แต่ สส. เขตขอแบ่งไป ขอย้ำว่าคนใต้ใจเดียว ขอให้เลือกประชาธิปัตย์ทั้ง 2 ใบ สัปดาห์หน้าทุนเทาจะกลายเป็นแบงก์เทา และเริ่มมีการจดชื่อ เอาได้แต่อย่าไปเลือกเขา

    เพราะหากเลือกเราจะกลับไปอยู่ที่เดิม เงินเขาให้มา 4 ปีเท่ากับวันละบาท แต่เป็นเงินโกงกัน หมื่นล้าน แสนล้าน ของประชาชนทั้งนั้น เสียโอกาส เศรษฐกิจไม่โต สังคมเสื่อม ความยุติธรรมไม่มี นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ ขอยืนยัน และขอสัญญาใจว่า ว่า 8 กุมภาพันธ์จะกาประชาธิปัตย์กันทั้ง 2 ใบ เพื่อให้ตนและผู้แทนฯ ได้กลับมาเยี่ยมเยียนดูแลพี่น้อง ทำให้บ้านเมืองสุจริต เศรษฐกิจดีขึ้น และไทยหายจน


    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/abhisit-democrat-thung-song-vote/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23WE4RntpsksFFtMdAYrzz

  • คุรุสภา ชวนศึกษาข้อบังคับใหม่ มาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ.2568

    คุรุสภา ชวนศึกษาข้อบังคับใหม่ มาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ.2568

    วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.05 น.

    ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้ว  คุรุสภาชวนศึกษารายละเอียดข้อบังคับใหม่ ยกระดับการจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

    1 กุมภาพันธ์ 2569 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภาได้ออกข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2568 และมีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการจัดทำข้อบังคับดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยและบริบทการจัดการศึกษาพิเศษที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นการยกระดับคุณภาพและกำหนดแนวทางสำหรับครูที่สอนนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษโดยเฉพาะ อีกทั้งเป็นการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพให้ชัดเจนสำหรับครูการศึกษาพิเศษที่ครอบคลุมมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานการปฏิบัติตน เพื่อให้ครูการศึกษาพิเศษมีสมรรถนะที่เหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้และดูแลนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษได้ดีและมีคุณภาพยิ่งขึ้น

    ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า สำหรับสาระสำคัญของข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2568 ประกอบด้วยการกำหนดคุณวุฒิผู้ประกอบวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ ต้องมีคุณวุฒิปริญญาทางการศึกษาพิเศษ หรือเทียบเท่าที่คุรุสภารับรอง หรือมีวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีและผ่านการอบรมที่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพรับรอง และในส่วนของมาตรฐานความรู้ จะต้องมีความรอบรู้และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงบริบทของโลกและสังคม แนวคิดของการจัดการศึกษาพิเศษและแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีจิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยาการให้คำปรึกษา และจิตวิทยาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยคำนึงถึงสุขภาวะทางกายและจิตของผู้เรียนแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ  หลักสูตรการจัดการศึกษาพิเศษ ศาสตร์การสอน การพัฒนาและการฟื้นฟูสมรรถภาพ  การสอนซ่อมเสริม  เทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ มีการวัดประเมินผลการเรียนรู้และการวิจัยเพื่อแก้ปัญหา และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งมีการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาพิเศษ   ในส่วนมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพนั้นต้องผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาหรือหน่วยงานการศึกษา เพื่อพัฒนาผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษา เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และผ่านเกณฑ์การประเมินการปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด

    ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวอีกว่า มาตรฐานการปฏิบัติงานมี 3 ส่วนสำคัญ คือการปฏิบัติหน้าที่ครู การจัดประสบการณ์เรียนรู้ และความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ครอบครัวของผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและผู้เรียนอื่น ชุมชน ฝ่ายต่าง ๆ ในสถานศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทีมสหวิชาชีพ ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ครูการศึกษาพิเศษนั้นจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู ส่งเสริมพัฒนาการ การเรียนรู้เอาใจใส่ สร้างแรงบันดาลใจและยอมรับความหลากหลายของผู้เรียนและมุ่งมั่นพัฒนาผู้เรียนทุกคนอย่างเสมอภาค ใฝ่เรียนรู้ พัฒนาตนเองและประพฤติปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นแบบอย่างที่ดี และการจัดประสบการณ์เรียนรู้ จะต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาส่งเสริมหลักสูตรสถานศึกษา ออกแบบและพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ มีการจัดกิจกรรม ติดตาม กำกับ ดูแล ช่วยเหลือผู้เรียน และบูรณาการความรู้และศาสตร์การสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียน และส่วนสุดท้ายในด้านความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ครอบครัวของผู้เรียนและผู้เกี่ยวข้อง เช่น การส่งเสริมความร่วมมือ สร้างเครือข่ายกับผู้ปกครอง เข้าถึงบริบทของชุมชน ส่งเสริมให้ชุมชนเข้าใจในผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ส่งเสริม อนุรักษณ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น

    “อีกส่วนที่สำคัญคือด้านมาตรฐานการปฏิบัติตน โดยครูการศึกษาพิเศษทุกคนต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติตนตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2556 ในการมีจรรยาบรรณต่อตนเอง วิชาชีพ ผู้รับบริการ ผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ และสังคม ซึ่งจะต้องประพฤติตนตามจรรยาบรรณและแบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2568 ฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาวิชาชีพครูโดยคุรุสภา ที่กำหนดขึ้นเพื่อยกระดับการจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและส่งเสริมให้ครูการศึกษาพิเศษมีสมรรถนะที่เหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้ และดูแลนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น จึงขอเชิญชวนสถาบันการศึกษา ครูการศึกษาพิเศษ และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ศึกษารายละเอียดของข้อบังคับใหม่ฉบับนี้ เพื่อจะได้มีความเข้าใจและสามารถนำไปปรับปรุงหลักสูตรที่ใช้จัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกัน โดยสามารถเข้าศึกษาข้อมูลที่เว็บไซต์คุรุสภา www.ksp.or.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา สำนักมาตรฐานวิชาชีพ โทร. 0-2280-0048” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว.

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/944412&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30JtcHLvVBLek6S2oagbm-

  • สาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดศีรษะไมเกรนคืออะไรกันแน่ ? – BBC News ไทย

    สาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดศีรษะไมเกรนคืออะไรกันแน่ ? – BBC News ไทย

    สาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดศีรษะไมเกรนคืออะไรกันแน่ ?

    .

    ที่มาของภาพ, Serenity Strull/ BBC

      • Author, โซเฟีย กวาเกลีย
      • Role, บีบีซี ฟิวเจอร์

    ราว ๆ ทุกสองสัปดาห์ ศีรษะซีกซ้ายของฉันจะเกิดความรู้สึกเหมือนมีช่องว่างมหาศาลระหว่างสมองกับกะโหลก เมื่อฉันเอียงหัว ช่องว่างนั้นจะถูกเติมเต็มด้วยอาการปวดตุบ ๆ ที่ไหลบ่าเข้ามาเหมือนของเหลว ความเจ็บปวดนั้นแผ่ซ่านเข้าไปถึงด้านหลังของลูกตา แล้วหยุดนิ่งเพื่อคอยทิ่มแทงบริเวณนั้นเหมือนกับมีมีดสั้นปักเสียบอยู่ มันเจ็บร้าวลงไปถึงขากรรไกรเลยทีเดียว

    ในบางครั้งความเจ็บปวดที่ว่านี้ จะหลบไปแผดเผาอย่างแสบร้อนในฉากหลัง และส่งเสียงร้องอยู่เพียงแค่ในจิตใต้สำนึกเท่านั้น หากฉันหยีตาหรือชำเลืองมองไปด้านข้าง แต่ในบางครั้งมันก็เต้นตุบ ๆ และกระแทกกระทั้นรุนแรง เหมือนกับมีคนกำลังเคาะหรือทุบประตูเพื่อที่จะออกมาให้ได้อย่างไรอย่างนั้น

    ยิ่งฉันปล่อยให้อาการดังกล่าวคงอยู่โดยไม่รีบกินยานานเท่าไหร่ ก็ยิ่งยากที่จะบรรเทาอาการ และยิ่งต้องใช้เวลานานมากขึ้นกว่าจะหาย ยิ่งไปกว่านั้น ความทรมานแบบเดิมจะวนกลับมาปรากฏขึ้นซ้ำอีกครั้งอย่างรวดเร็ว แทบจะในทันทีที่ฤทธิ์ของยาแก้ปวดหมดลง เพราะมันคืออาการปวดศีรษะไมเกรนนั่นเอง

    ผู้คนทั่วโลกกว่า 1.2 ล้านคน มีประสบการณ์คล้ายคลึงกับที่ฉันเผชิญอยู่ อาการปวดศีรษะไมเกรนยังถือเป็นความเจ็บป่วยของระบบประสาท ซึ่งเป็นสาเหตุของความพิการที่พบได้บ่อยที่สุดเป็นอันดับสองของโลก แต่ถึงกระนั้น ความรู้ความเข้าใจทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคนี้ยังคงมีจำกัด แม้จะมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็ตาม

    คำถามเรื่องไมเกรนส่วนใหญ่ยังคงเป็นปริศนาที่ไร้คำตอบ ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ว่า แท้จริงแล้วไมเกรนคืออะไรกันแน่, สาเหตุที่เป็นต้นตอของมันคืออะไร, และแพทย์จะใช้วิธีบำบัดรักษาอย่างไรได้บ้าง เพื่อขจัดมันออกไปจากชีวิตของคนไข้

    “ผมบอกเลยว่า ไมเกรนเป็นหนึ่งในโรคของระบบประสาท ที่เรามีความรู้ความเข้าใจน้อยที่สุด หรืออาจจะเป็นโรคที่ลึกลับเป็นปริศนา ยิ่งกว่าความเจ็บป่วยใด ๆ ทั้งหมดเลยก็ว่าได้” ดร.เกรกอรี ดุสซอร์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์สมองและพฤติกรรม ประจำมหาวิทยาลัยเทกซัสวิทยาเขตดัลลัส (UT Dallas) ของสหรัฐฯ กล่าว

    ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เริ่มจะเข้าใจถึงสาเหตุของไมเกรน และเพิ่งจะได้เห็นกระบวนการเกิดไมเกรนแบบเรียลไทม์ ผ่านการส่งสัญญาณไฟฟ้าในสมองของคนไข้เมื่อไม่นานมานี้ ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษายีนหรือหน่วยพันธุกรรม, โครงสร้างเส้นเลือด, และส่วนผสมทางเคมีของสารพัดโมเลกุลที่ไหลเวียนอยู่ในสมองของผู้ป่วย นักวิจัยได้เริ่มขยับเข้าใกล้กุญแจที่ไขคำตอบว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของไมเกรนและจะรักษาได้อย่างไร รวมทั้งเหตุใดมันจึงไม่ใช่แค่อาการปวดศีรษะที่แสนทรมาน แต่เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างเรื้อรังทั่วร่างกาย

    เหตุใดการศึกษาเจาะลึกเรื่องไมเกรนทำได้ยาก

    ทุกวันนี้ผู้เชี่ยวชาญเลิกใช้คำว่า “อาการปวดศีรษะไมเกรน” กันไปแล้ว แต่หันมาสนับสนุนให้ทุกคนเรียกมันว่า “ภาวะไมเกรน” หรือ “โรคไมเกรน” (migrane disorder) แทน เพื่อสะท้อนถึงความเป็นจริงที่ว่า ภาวะไมเกรนกำเริบเกิดขึ้นจากโรคหรือความผิดปกติอื่นที่แฝงอยู่ในร่างกาย ซึ่งจะแสดงออกเป็นอาการได้หลากหลายแบบ รวมทั้งอาการปวดศีรษะด้วย และหากผู้ป่วยมีภาวะไมเกรนกำเริบ 15 ครั้งขึ้นไปต่อเดือน จะถือว่าป่วยเป็นโรคไมเกรนแบบเรื้อรัง

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • บัตรเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 ก.พ. จะถูกส่งไปยังที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อคัดแยกแล้วส่งไปยังเขตเลือกตั้งตามภูมิลำเนาแท้จริงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อนับคะแนนพร้อมกับวันจริง 8 ก.พ. ต่อไป

    • .

    • .

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “ผู้คนพากันคิดว่ามันเหมือนกับโรคฮิสทีเรีย” แพทย์หญิงเทชาเม มอนทีธ หัวหน้าแผนกกลุ่มอาการปวดศีรษะ ประจำเครือข่ายโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยไมอามีกล่าว เธอบอกว่าแม้ในปัจจุบันก็ยังคงมีมหาวิทยาลัยน้อยแห่ง ที่จะมีศูนย์วิจัยโรคไมเกรนเป็นของตนเองโดยตรง และงบประมาณที่ลงทุนเพื่อการวิจัยในด้านนี้ก็น้อยมาก เมื่อเทียบกับโรคของระบบประสาทและสมองชนิดอื่น ๆ

    พญ.มอนทีธยังบอกว่า ไมเกรนเป็นภาระหนักต่อสุขภาพกายและจิตของผู้ป่วย รวมทั้งเป็นภาระทางเศรษฐกิจต่อคนผู้นั้นและส่วนรวมด้วย เพราะพบได้มากในวัยหนุ่มสาวและผู้ใหญ่วัยทำงาน ซึ่งมีอายุระหว่าง 20-50 ปี ทำให้คนเหล่านี้มีแนวโน้มจะต้องลางานบ่อย ต้องสูญเสียตำแหน่งงาน หรือเกษียณอายุเร็วกว่าคนทั่วไป สถิติของสหราชอาณาจักรระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วผู้มีภาวะไมเกรนอายุ 44 ปีคนหนึ่ง ทำให้รัฐบาลต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นกว่าปกติถึง 19,823 ปอนด์ หรือราว 856,527 บาทต่อปี ซึ่งหมายความว่าโรคนี้ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ต้องสูญเสียเงินไปกว่า 12,000 ล้านปอนด์ต่อปีเลยทีเดียว

    อย่างไรก็ตาม อุปสรรคท้าทายของการศึกษาวิจัยโรคไมเกรน อยู่ที่อาการของโรคซึ่งแตกต่างหลากหลายกันออกไปอย่างมาก สำหรับตัวฉันเองซึ่งเป็นสตรีวัยเจริญพันธุ์ มักจะเกิดอาการไมเกรนกำเริบทุกครั้งที่มีประจำเดือน โดยมักจะปวดศีรษะซีกซ้ายและปวดรุนแรงขึ้นหากขยับเคลื่อนไหวร่างกาย ส่วนอาการที่เกิดนำมาก่อนการปวดศีรษะ ได้แก่การรับรู้กลิ่นได้ว่องไวผิดปกติ รวมทั้งไหล่และแขนซ้ายก็แข็งทื่อเหมือนถูกแช่แข็งด้วย

    ดร.ดุสซอร์บอกว่า “ภาวะไมเกรนกำเริบนั้นเป็นสิ่งที่ซับซ้อนมาก มันไม่ใช่แค่ความเจ็บปวด แต่อาการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทั้งหมดนั้น มีมาชัดเจนก่อนจะเริ่มปวดศีรษะด้วยซ้ำ”

    ส่วนปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ไมเกรนกำเริบนั้น ก็มีอยู่มากมายและหลากหลายเช่นกัน สำหรับตัวฉันแล้วการอดนอนและอดอาหารทำให้ปวดศีรษะไมเกรนได้ แต่ผู้ร่วมชะตากรรมอีกหลายคนกลับบอกว่า อาหารบางชนิดอย่างช็อกโกแลต, ชีสที่ผ่านการบ่มมานาน, กาแฟ, หรือไวน์ขาว สามารถจะทำให้พวกเขาไมเกรนกำเริบได้ ความเครียดยังเป็นปัจจัยกระตุ้นหลักสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับการผ่อนคลายความเครียด ซึ่งกระตุ้นให้คนจำนวนไม่น้อยไมเกรนกำเริบในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

    ตัวกระตุ้นหรือตัวอาการกันแน่ ?

    แม้อาการและตัวกระตุ้นของโรคไมเกรนที่แตกต่างหลากหลาย ได้สร้างความพิศวงสงสัยให้กับแพทย์และบรรดานักวิจัยมานานปี แต่เมื่อไม่นานมานี้ผลการศึกษาหลายชิ้นได้ชี้ว่า สิ่งที่เคยคิดกันว่าเป็นตัวกระตุ้นไมเกรนในอดีต อันที่จริงอาจเป็นอาการระยะต้นของโรคที่เกิดขึ้นแล้วต่างหาก

    “ตัวอย่างเช่นผู้ป่วยที่บอกว่าอาหารบางชนิดเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ไมเกรนกำเริบ แท้จริงแล้วพวกเขากำลังรู้สึกอยากอาหารชนิดนั้นอยู่โดยไม่รู้ตัว และหามันมากินในตอนที่ไมเกรนกำเริบในระยะต้นไปแล้ว ทำให้คนเหล่านี้เชื่อมโยงอาหารบางชนิด เช่นช็อกโกแลตหรือชีสเข้ากับโรคไมเกรนด้วยความเข้าใจผิด” ศาสตราจารย์เด็บบี เฮย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชวิทยาและพิษวิทยา จากมหาวิทยาลัยโอทาโกของนิวซีแลนด์กล่าว

    .

    ที่มาของภาพ, Serenity Strull/ BBC

    คำบรรยายภาพ, บางสิ่งที่เคยคิดกันว่าเป็นตัวกระตุ้นไมเกรนในอดีต อันที่จริงอาจเป็นอาการของไมเกรนที่เกิดขึ้นแล้วต่างหาก

    ตัวฉันเองสงสัยมาตลอดว่า กลิ่นน้ำหอมฉุนอาจเป็นตัวกระตุ้นให้ฉันไมเกรนกำเริบ แต่อันที่จริงฉันก็ฉีดน้ำหอมทุกวัน และจะได้กลิ่นฉุนรุนแรงเตะจมูกเป็นพิเศษเฉพาะวันที่ไมเกรนกำเริบเท่านั้น หากวันไหนสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติดี จมูกก็จะไม่ได้รับกลิ่นน้ำหอมชัดเจน จนต้องเพ่งเล็งให้ความสนใจมากนัก

    ศาสตราจารย์ปีเตอร์ โกดส์บี ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา จากราชวิทยาลัยแห่งกรุงลอนดอน (KCL) แสดงความเห็นต่อประสบการณ์ของฉันว่า “นั่นถือเป็นกรณีตัวอย่างที่พบได้บ่อยมาก ซึ่งทำให้ผู้คนกล่าวโทษสาเหตุที่กระตุ้นไมเกรนกันอย่างผิด ๆ เพราะอันที่จริงแล้ว อาการนำระยะต้นของภาวะไมเกรนกำเริบ ทำให้คุณไวต่อกลิ่นเป็นพิเศษ และได้กลิ่นที่ไม่เคยสังเกตพบในชีวิตประจำวันมาก่อน”

    ศ.โกดส์บีได้วิเคราะห์ภาพสแกนสมองของผู้ป่วยโรคไมเกรน ที่รู้สึกว่าแสงสว่างเป็นตัวกระตุ้นให้อาการกำเริบ แล้วนำไปเปรียบเทียบกับภาพสแกนสมองของผู้ป่วยคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้ระบุว่าแสงเป็นตัวกระตุ้นความเจ็บปวด เขาพบว่ามีเพียงผู้ป่วยกลุ่มแรกเท่านั้น ที่สมองส่วนการมองเห็นเคลื่อนไหวทำงานมากผิดปกติ ในช่วงก่อนที่ไมเกรนจะกำเริบ ซึ่งแสดงว่าคนกลุ่มนี้มีกลไกทางชีววิทยาที่แฝงอยู่บางอย่าง ที่ทำให้ไวต่อแสงยิ่งกว่าผู้ป่วยคนอื่น ๆ ในตอนนั้น

    ทว่าภารกิจของนักวิทยาศาสตร์ในการค้นหากลไกทางชีววิทยาดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่แท้จริงของไมเกรน ช่างเป็นเรื่องที่ยากยิ่งและใช้เวลายาวนานมาหลายทศวรรษแล้ว

    สาเหตุทางพันธุกรรมของไมเกรน

    ดร.เดล ไนฮอลต์ นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจัยรองอื่น ๆ ที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดโรคไมเกรนนอกเหนือจากพันธุกรรม ได้แก่ปัจจัยภายนอกอย่างเช่นประวัติความเป็นมาของคนผู้นั้น, สภาพแวดล้อม, และพฤติกรรมการดำรงชีวิต

    ที่ผ่านมาดร.ไนฮอลต์และคณะ ได้พยายามศึกษาวิเคราะห์เพื่อค้นหายีนที่ทำให้เกิดภาวะไมเกรน ทว่าภารกิจดังกล่าว “มีความซับซ้อนยิ่งกว่าที่เราเคยคาดหวังไว้ในอุดมคติ”

    ผลวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในปี 2022 หลังวิเคราะห์ยีนของผู้ป่วยไมเกรน 100,000 คน โดยเปรียบเทียบกับคนสุขภาพดีที่ไม่เป็นไมเกรน 770,000 คน พบว่ามีการแปรผันทางพันธุกรรมช่วงสั้น ๆ ในสายดีเอ็นเอถึง 123 แบบ ที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคไมเกรนได้ ปัจจุบันทีมวิจัยของดร.ไนฮอลต์ ยังได้ทำการทดลองกับผู้ป่วยไมเกรนอีก 300,000 คน เพื่อค้นหาจุดที่เกิดการแปรผันทางพันธุกรรมดังกล่าวเพิ่มเติม ซึ่งเขาคาดว่า “น่าจะมีอีกหลายพันจุดเลยทีเดียว”

    ผลวิเคราะห์ล่าสุดพบว่า ตัวบ่งชี้ทางพันธุกรรมบางตัวที่เกี่ยวข้องกับไมเกรน มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิด กับการเกิดโรคซึมเศร้าและโรคเบาหวาน รวมทั้งการกำหนดขนาดของโครงสร้างสมองส่วนต่าง ๆ ทำให้ดร.ไนฮอลต์ตั้งสมมติฐานว่า การรวมตัวของยีนกลุ่มเดียวกันนี้ อาจส่งผลให้เกิดโรคและอาการต่าง ๆ ได้ตามลักษณะที่มันมีอิทธิพลและส่งผลกระทบต่อสมอง (อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยยังคงไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ว่า ยีนตัวใดบ้างที่มีบทบาทเป็นกุญแจสำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การค้นพบวิธีรักษาไมเกรนได้)

    เส้นเลือดหรือสมองสำคัญกว่า

    “มันไม่อาจจะอธิบายได้อย่างง่าย ๆ ว่า เส้นเลือดทำให้เกิดสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้ขึ้น คุณสามารถให้ยาขยายหลอดเลือดแก่มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ได้ แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะมีอาการไมเกรนกำเริบเสมอไป” ดร.ดุสซอร์กล่าว

    อย่างไรก็ตาม การด่วนสรุปว่าเส้นเลือดไม่เกี่ยวข้องกับโรคไมเกรนเลยอย่างสิ้นเชิง ก็ถือว่าไม่ถูกต้องนัก เพราะการแปรผันทางพันธุกรรมในยีนที่ดร.ไนฮอลต์ พบว่าเสี่ยงต่อโรคไมเกรนนั้น หลายตัวมีส่วนช่วยควบคุมการขยายตัวของหลอดเลือดด้วย และเส้นเลือดของผู้ป่วยที่กำลังมีอาการไมเกรนกำเริบ ล้วนขยายตัวอย่างผิดปกติกันทั้งสิ้น โดยจะหดตัวกลับคืนสภาพเดิมได้ ก็ต่อเมื่อได้รับยาบรรเทาปวดไมเกรนเท่านั้น

    ด้วยเหตุผลดังข้างต้น เส้นเลือดจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับไมเกรนอย่างแน่นอน เพียงแต่อาจไม่ใช่สาเหตุที่เป็นต้นตอของโรค ดร.ดุสซอร์บอกว่า การที่เส้นเลือดขยายตัวขึ้นอาจมาจากปัจจัยอื่นที่ซ่อนเร้นอยู่ เช่นผนังหลอดเลือดปลดปล่อยโมเลกุลที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดออกมาอย่างฉับพลัน หรือมีการส่งสัญญาณบางอย่างจากเส้นเลือดไปยังสมอง ทั้งยังเป็นไปได้ว่า การที่หลอดเลือดขยายตัวคืออาการของไมเกรนที่ได้เกิดขึ้นแล้ว

    ศ.โกดส์บีบอกว่า “ไมเกรนนั้นตั้งอยู่ระหว่างเขตแดนของสองสิ่งที่เราเรียกกันว่า ประสาทวิทยากับจิตวิทยา” เหล่านักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อในแนวทางของเขาต่างพบว่า ไมเกรนมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับโรคลมชัก, ลมบ้าหมู, และโรคหลอดเลือดสมอง “อุปสรรคท้าทายในการค้นหาสาเหตุของไมเกรนนั้นอยู่ที่ว่า เราจะต้องไล่เรียงแยกแยะทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทส่วนกลางทั้งหมด เพื่อระบุจุดเล็ก ๆ ที่เป็นสาเหตุของมันให้ได้” ต้นตอของโรคที่ว่านี้ อาจเป็นโครงสร้างของสมองในระดับเซลล์ หรือกระแสไฟฟ้าที่วิ่งผ่านเซลล์ประสาทสมองก็เป็นได้

    .

    ที่มาของภาพ, Serenity Strull/ Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของไมเกรนให้ลึกซึ้งขึ้น จะนำไปสู่การค้นพบวิธีบำบัดรักษาที่ดีกว่าในสักวันหนึ่ง

    คลื่นสมองที่อาจเป็นปัญหา

    หนึ่งในทฤษฎีที่เหล่านักวิจัยเชื่อถือกันมากที่สุด คือแนวคิดที่ว่าไมเกรนจะกำเริบ ก็ต่อเมื่อคลื่นไฟฟ้าที่ผิดปกติชนิดหนึ่ง แผ่ขยายออกไปอย่างช้า ๆ ทั่วเปลือกสมอง (cortex) ซึ่งปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Cortical Spreading Depression (CSD) คลื่นไฟฟ้านี้จะกดการทำงานและความเคลื่อนไหวของสมองให้ลดลง รวมทั้งไปกระตุ้นให้เส้นประสาทในบริเวณใกล้เคียงส่งสัญญาณความเจ็บปวด ซึ่งเท่ากับส่งสัญญาณเตือนภัยให้ร่างกายเกิดการอักเสบขึ้น

    ศาสตราจารย์ไมเคิล มอสโกวิตซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา จากคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อธิบายถึงกลไกการทำงานของคลื่น CSD ว่า “มันจะไปกระตุ้นให้มีการขับสารเคมี ซึ่งประกอบไปด้วยโมเลกุลที่ไม่ดีทั้งหลายออกมาในสมอง”

    ทว่าสาเหตุที่ทำให้คลื่นไฟฟ้าชนิดนี้ก่อตัวขึ้น รวมทั้งทิศทางการแผ่ขยายตัวของมัน และกลไกที่นำไปสู่การเกิดอาการแบบต่าง ๆ ยังคงไม่อาจสรุปหรือหาคำตอบได้ชัดเจน โดยล่าสุดในเดือนมี.ค. ปี 2025 นักวิทยาศาสตร์ทีมหนึ่งสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของคลื่น CSD ได้แบบเรียลไทม์โดยบังเอิญ ขณะกำลังจับตาดูคนไข้หญิงวัย 32 ปีผู้หนึ่ง ที่กำลังเตรียมเข้ารับการผ่าตัดสมอง

    นักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจจับคลื่นดังกล่าวได้ ด้วยการเสียบขั้วไฟฟ้า 95 ชิ้น เข้าไปในกะโหลกศีรษะของเธอ ทำให้พบว่าคลื่น CSD เริ่มแผ่ขยายตัวจากเปลือกสมองส่วนที่ควบคุมการมองเห็น จึงทำให้เข้าใจได้ว่า เหตุใดผู้ป่วยโรคไมเกรนบางคนจึงไวต่อแสงหรือมองเห็นแสงสว่างเรืองรองที่แปลกตา หลังจากคลื่นนี้เกิดขึ้นในเปลือกสมองแล้ว มันใช้เวลาเดินทางอีก 80 นาที เพื่อแผ่ขยายตัวไปจนทั่วสมองทั้งก้อน

    ธรรมชาติและการแปรผันในรูปแบบต่าง ๆ ของคลื่น CSD ทำให้อธิบายได้ว่า เหตุใดผู้มีภาวะไมเกรนบางคนจึงเห็นแค่แสงสว่างแปลก ๆ ในขณะที่บางคนเห็นแสงสว่างแล้วจึงเกิดอาการปวดศีรษะตามมา บางคนก็กลับกันคือเกิดอาการปวดศีรษะก่อนแล้วจึงมองเห็นแสงสว่าง ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนที่หลากหลายของคลื่น CSD นั่นเอง นอกจากนี้คลื่นไฟฟ้าในสมองชนิดดังกล่าว ยังสามารถอธิบายอาการทางประสาทอื่น ๆ ขณะที่ไมเกรนกำเริบได้อีกด้วย เช่นความรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรง, หาวนอนบ่อยครั้ง, ภาวะสมองล้า (brain fog), และความอยากอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นพิเศษ

    ผลวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่เน้นศึกษากรณีของคนไข้เพียงคนเดียว พบว่าสมองส่วนไฮโปทาลามัส (hypothalamus) ซึ่งมีขนาดเล็กและอยู่ลึกลงไปในเนื้อสมอง ถูกกระตุ้นอย่างประหลาดตลอดทั้งวัน ก่อนที่อาการของไมเกรนจะกำเริบ สมองส่วนนี้มีหน้าที่สร้างปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียด รวมทั้งควบคุมวงจรการหลับ-ตื่น จึงไม่น่าแปลกใจที่ความเครียดและการอดนอนจะกระตุ้นไมเกรนได้ในคนไข้ส่วนใหญ่ แต่นักวิจัยบอกว่ายังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ก่อนจะสรุปได้ว่าไฮโปทาลามัสมีบทบาทต่อโรคไมเกรนอย่างไรกันแน่

    เยื่อหุ้มสมองนั้นเป็นเนื้อเยื่อภายนอกที่มีถึงสามชั้น มีลักษณะคล้ายวุ้นและหนาอย่างยิ่ง โดยมีกลุ่มเส้นใยประสาทมัดหนาที่เรียกว่า trigeminal ganglia คอยเชื่อมต่อเยื่อหุ้มสมองกับสิ่งกระตุ้นเร้าที่ใบหน้า, หนังศีรษะ, และดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันเจ็บเหมือนมีมีดเสียบแทงหลังเบ้าตา และยังปวดร้าวลงไปถึงขากรรไกรแทบจะทุกครั้งที่ไมเกรนกำเริบ นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่า เยื่อหุ้มสมองคือกุญแจสำคัญที่จะไขความลับเรื่องไมเกรนได้ดีกว่าสิ่งอื่น

    ปฏิกิริยาตอบสนองของเยื่อหุ้มสมอง

    เยื่อหุ้มสมองนั้นเปียกชุ่มไปด้วยน้ำเลี้ยงที่มีเซลล์ภูมิคุ้มกันอยู่เต็มไปหมด โดยเซลล์เหล่านี้จะทำหน้าที่ปกป้องสมอง เมื่อเซลล์ภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้น โมเลกุลที่มันปลดปล่อยออกมาจะก่อการอักเสบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทในเยื่อหุ้มสมองอีกซีกหนึ่งได้

    ยังมีสัญญาณอีกอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ว่า เยื่อหุ้มสมองอาจเป็นสะพานเชื่อมต่อที่สำคัญ ระหว่างตัวกระตุ้นภายนอกในสิ่งแวดล้อม กับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในสมองของผู้ป่วยไมเกรน เพราะในเยื่อหุ้มสมองมีโครงสร้างที่เป็นจุดเล็ก ๆ กระจายตัวอยู่ทั่วไป เพื่อตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของความเป็นกรดเป็นด่าง ซึ่งอาจเกิดจากความผันผวนทางกายภาพ, การอักเสบที่เกิดขึ้นโดยรอบสมอง, หรือคลื่น CSD ที่กดการทำงานของสมองลงชั่วคราว

    เมื่อโครงสร้างเล็ก ๆ เหล่านี้ ตรวจพบว่าเยื่อหุ้มสมองมีความเป็นกรดสูงขึ้น มันจะส่งสัญญาณไฟฟ้าไปยังเส้นใยประสาทที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด ซึ่งเป็นที่มาของภาวะไมเกรนกำเริบนั่นเอง บางส่วนของเยื่อหุ้มสมองยังตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ทำให้เข้าใจได้ว่า เหตุใดผู้ป่วยไมเกรนบางคนจึงมีอาการดีขึ้น เมื่อได้ประคบน้ำแข็งที่หน้าผากหรือใช้หมอนหนุนอุ่น ๆ รองศีรษะ

    ส่วนผสมของสารพัดโมเลกุลที่กระตุ้นไมเกรน

    ปัจจัยต่าง ๆ ที่ต้องสงสัยว่าทำให้เกิดโรคไมเกรนนั้น แท้จริงแล้วอาจมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันทั้งหมด “แต่ในที่สุดแล้ว ฉันว่าสักวันหนึ่งเราจะพบปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งเป็นสาเหตุของไมเกรนทุกรูปแบบ แต่มันมีอยู่หลายวิธีการและเส้นทาง ที่ทำให้ไมเกรนกำเริบได้” ดร.อามีนาห์ ประธาน ผู้อำนวยการศูนย์เภสัชวิทยาเชิงคลินิก แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตันของสหรัฐฯ กล่าว “หรือบางทีมันอาจจะยิ่งกว่านั้น ฉันว่าปัจจัยที่กระตุ้นไมเกรนยังแตกต่างกันออกไปในระดับปัจเจกบุคคลด้วย มีหลายวิธีที่ทำให้เราปวดศีรษะไมเกรนได้ และทุกคนก็มีส่วนผสมของสารพัดโมเลกุลในตัวที่แตกต่างกันออกไป”

    แต่ถึงกระนั้น การค้นหาโมเลกุลมาตรฐานที่เป็นตัวชี้วัดทางชีวภาพของไมเกรน ยังคงไม่สิ้นสุดลงโดยง่าย เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยของศ.โกดส์บีประสบความสำเร็จในการค้นหาโมเลกุลที่ว่า ซึ่งก็คือสารปรับสภาพของเซลล์ประสาท (neuromodulator) ชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้เซลล์ประสาทรับรู้และตอบสนองได้ว่องไวขึ้นหรือช้าลงได้ โดยพบว่าผู้ป่วยไมเกรนทั้งในยามปกติและตอนที่อาการกำเริบ ต่างก็มีโปรตีนสายสั้นหรือเปปไทด์ที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับยีนชนิดแคลซิโทนิน (CGRPs) สูงผิดปกติ

    การค้นพบข้างต้นนำไปสู่การคิดค้นและพัฒนายาชนิดใหม่ออกวางตลาด โดยยานี้จะมุ่งเป้ายับยั้งสาร CGRPs เพื่อป้องกันไม่ให้ไมเกรนกำเริบตั้งแต่ต้น ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้กับคนไข้จำนวนมากทั่วโลกได้อย่างที่ไม่เคยมีการรักษาแบบใดทำได้มาก่อน ซึ่งผลการศึกษาหนึ่งที่ตีพิมพ์ในเดือน ต.ค. ปี 2025 ระบุว่า 70% ของผู้ป่วยไมเกรนกว่า 570 คน ที่ได้รับยาชนิดใหม่ดังกล่าวเป็นเวลาหนึ่งปี มีอาการไมเกรนกำเริบน้อยลงกว่าเดิมถึง 75% ส่วนผู้ป่วยอีก 23% ที่เหลือ หายขาดจากอาการไมเกรนกำเริบได้อย่างสมบูรณ์

    “มันจะดีมากทีเดียว หากเราสามารถค้นหาตัวบ่งชี้ระดับโมเลกุลของไมเกรนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่เราเริ่มลงมือรักษาผู้ป่วย ซึ่งเราต้องการจะรู้ให้แน่ชัดว่า ใครตอบสนองต่อยาหรือไม่ตอบสนองกันแน่” พญ.มอนทีธกล่าว

    อย่างไรก็ตาม ดร.ประธานกล่าวเตือนว่าระดับของ CGRPs ในเลือดที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น ส่วนใหญ่สะท้อนให้เห็นเพียงความเคลื่อนไหวของกลไกรอบนอกของสมองเท่านั้น ปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดทราบชัดว่า เหตุใดจึงมี CGRPs เพิ่มขึ้นมากในสมองบางส่วนขณะที่ไมเกรนกำเริบ มีแนวโน้มว่าบทบาทของโมเลกุลชนิดนี้ จะเป็นเพียงชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของภาพต่อจิ๊กซอว์ขนาดใหญ่ที่ทุกคนยังมองไม่ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ไมเกรนเริ่มถูกมองว่า เป็นโรคเรื้อรังที่มีหลายระดับขั้น (สเปกตรัม) ทั้งยังส่งผลกระทบไปทั่วร่างกาย แทนที่จะเป็นแค่ที่ศีรษะและสมอง

    ดร.ประธานยังกล่าวทิ้งท้ายว่า “ยังมีโอกาสมากมายสำหรับนักวิจัย ที่ต้องการจะเข้ามาศึกษาเจาะลึกเรื่องนี้ให้มากขึ้น เพราะในตอนนี้เราเพิ่งจะขูดเอาผิวหน้าตื้น ๆ ของปริศนาเรื่องไมเกรนออกไปได้เท่านั้น”

    แม้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด จะยังไม่สามารถขจัดความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ ให้ออกไปจากหัวของฉันได้อย่างสิ้นเชิง แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจและมั่นใจเพิ่มขึ้นว่า วิทยาศาสตร์กำลังไขปริศนาอันลึกลับของโรคไมเกรนได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และแม้อาจจะไม่มีคำตอบเรื่องวิธีรักษาที่ใช้ได้ผลกับทุกคนในทุกกรณี แต่เราก็น่าจะพบทางเลือกอันหลากหลาย ซึ่งสามารถจะเป็นวิธีรักษาให้กับผู้ป่วยไมเกรนหลากหลายรูปแบบได้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cg4e9qw240ro&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D_iAQC00CY3Mn4GocumrF