Category: วัฒนธรรม

  • กฟผ.พร้อมขับเคลื่อนอาเซียนสู่พลังงานสะอาด

    กฟผ.พร้อมขับเคลื่อนอาเซียนสู่พลังงานสะอาด


    กฟผ.ร่วมเวทีนานาชาติ MIT เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน สภาพภูมิอากาศ และความยั่งยืน  โชว์ศักยภาพดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าไทย

    นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ได้นำคณะผู้บริหาร และผู้แทนจาก กฟผ. ร่วมการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ “Powering Southeast Asia through 2050: Building a Sustainable and Energy-Resilient ASEAN” จัดโดยสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology: MIT) โดยมีผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญจาก MIT พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 400 คน ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองด้านพลังงาน สภาพภูมิอากาศ และความยั่งยืน ต่อยอดสู่การกำหนดนโยบาย และการปฏิบัติเพื่อสร้างผลกระทบที่เป็นรูปธรรม พร้อมร่วมขับเคลื่อนอาเซียนสู่เป้าหมายพลังงานสะอาด

    ทั้งนี้ได้ร่วมเสวนา Energy and Climate Agenda and Priorities for Southeast Asia กับผู้แทนจากหน่วยงานชั้นนำระดับโลก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมทั้งเป้าหมายการพัฒนาในระยะยาว แนวโน้มระบบพลังงานในอนาคต และความท้าทายที่อาจส่งผลกระทบต่อภูมิภาค โดยนำเสนอทิศทางการดำเนินงานของ กฟผ. ในการเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ผ่านการยกระดับความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า 

    การส่งเสริมเทคโนโลยีผลิตพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ การประยุกต์ใช้ระบบพยากรณ์พลังงานหมุนเวียน และระบบกักเก็บพลังงาน ควบคู่กับการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานศักยภาพสูง เช่น ไฮโดรเจน (Hydrogen) และ Small Modular Reactor (SMR) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยได้เน้นย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของภูมิภาคอย่างยั่งยืนควรยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เนื่องจากการพัฒนาระบบพลังงานในภูมิภาคยังมีความเหลื่อมล้ำกัน โดยบางพื้นที่มีอัตราการเข้าถึงไฟฟ้าเพียงร้อยละ 60 การขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานจึงต้องคำนึงถึงทุกภาคส่วนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างทั่วถึงในทุกมิติ

    นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้จัดแสดงนิทรรศการผลงานนวัตกรรมด้านพลังงาน ภายใต้แนวคิด “Innovate Power Solutions for a Better Life” โดยนำเสนอแนวทางการพัฒนาพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมผ่าน 4 โซนหลัก ได้แก่ โซนที่ 1 : Grid Modernization การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยและยืดหยุ่น เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนและเสริมเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

     โซนที่ 2 : Floating Photovoltaic (FPV) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำของ กฟผ. ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โซนที่ 3 : Small Modular Reactor (SMR) การศึกษาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำที่มีความปลอดภัยสูง และโซนที่ 4 : Decarbonization Solutions แนวทางการลดคาร์บอนแบบครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ไปจนถึงกลไกด้านพลังงานสีเขียว เช่น Renewable Energy Certificate (REC) และ Utility Green Tariff (UGT) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39865&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v-Nhjz1hE2NvJKS1A5QDO

  • “ราศีมีน” ดวงเปิด! เพื่อนชวนงานใหม่ ความสำเร็จมา เงินต้องคุมให้ดี

    “ราศีมีน” ดวงเปิด! เพื่อนชวนงานใหม่ ความสำเร็จมา เงินต้องคุมให้ดี

    สัปดาห์พยากรณ์/ภิญโญ  พงศ์เจริญ

    พยากรณ์ระหว่างวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. – วันศุกร์ที่ 6 ก.พ.2569

    ราศีเมษ 

    ท่านที่เกิดระหว่างวันที่ 13 เมษายน  ถึง 14 พฤษภาคม

    ควรดูแลรักษาสุขภาพให้ดี  อากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่าย   การมีภาระความรับผิดชอบมากทำให้เกิดความเครียด  ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย  จึงควรหาเวลาออกกำลังกายและพักผ่อนเสียบ้าง  มีโอกาสได้ศึกษาวิชาการที่แปลกใหม่  ได้ร่วมงานในองค์กรการกุศล  สวัสดิการและการสังคมสังเคราะห์  ได้พบปะสังสรรค์กับผู้คนมากมาย  งานที่ทำต้องใช้จินตนาการและการวิเคราะห์เป็นสำคัญ  ท่านจะมีความสุขเพลิดเพลินอยู่กับการทำงาน  ส่วนท่านที่ยังไม่ได้งานทำก็จะได้งานที่พึงพอใจ  ผลงานที่ทำไว้ทำให้มีเงินทองมากขึ้น  บัญชีการเงินเดินสะพัดดี  แต่ควรระมัดระวังการใช้จ่ายให้ดี  เพราะอาจจะเสียเงินโดยไม่จำเป็น  เสียรู้ทางการเงิน  ถึงแม้ท่านจะสามารถหาเงินได้มาก  แต่รายจ่ายก็มีมาก  ข่าวลือเรื่องรักวุ่นๆ จางหายไป  ความคลางแคลงใจถูกขจัดออกไปจนหมดสิ้น  ความรักสดชื่นแจ่มใสดี  เนื่องจากเป็นคนรักอิสระ  จึงไม่ค่อยจะหึงหวงหรือวิ่งตามตื้อใคร 

    ราศีพฤษภ 

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 15  พฤษภาคม ถึง 15  มิถุนายน

    มีโอกาสเดินทางไกลไปพบปะคนต่างถิ่น  การงานแม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้าง  แต่ด้วยแผนงานที่ดีและมีบริวารให้การสนับสนุน  ประกอบกับความรู้ ความสามารถของท่านที่มีอยู่ ทำให้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก  คนที่ยังไม่มีงานทำก็จะได้ทำงานที่ชอบและเหมาะสมกับวุฒิภาวะ  โชคดีมีรายได้เข้ามาหลายทาง  ทั้งรายได้ประจำและรายได้พิเศษ  มีโอกาสได้ลาภเป็นของเก่าซึ่งมีผลทางจิตใจจากญาติหรือเพื่อนสนิท   การที่ท่านมีความละเอียดถี่ถ้วนทำให้สามารถควบคุมการใช้จ่ายได้ดี    มีโอกาสได้ซื้อหรือจัดหาทรัพย์สิน  ได้พบคนรักที่ถูกใจ  เป็นคนดี  มีความรู้และความสามารถสูง  แต่ต้องอาศัยคนอื่นเป็นสื่อ   หากมีความรักแล้วก็จะเป็นรักจริง เป็นรักที่มีความมั่นคงจริงใจ  รักเดียวใจเดียว  สำหรับท่านที่มีคู่แล้วจะมีลาภสำคัญและจะถูกทวงสิทธิ์ตามกฎหมายบางข้อจากคู่ครอง

    ราศีเมถุน 

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่  16 มิถุนายน  ถึง 16  กรกฎาคม

    จะได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงาน สามารถแก้ไขปัญหาให้คลี่คลายได้ ได้รับความนิยมชมชอบจากผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงาน    สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีจะมีหุ้นส่วน  จะมีงานใหม่ๆ เข้ามา การตกลงทำนิติกรรมต้องรอบคอบเป็นพิเศษ  มีบริวารเพิ่มขึ้น  มีการเดินทางไกลได้พบปะคนต่างถิ่นต่างแดนต่างภาษาต่างอาชีพ จะได้ทำงานที่ชอบและเหมาะสมกับวุฒิภาวะ  เป็นงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และความสามารถพิเศษเฉพาะตัว  จะทุ่มเทให้เวลากับการทำงานมากขึ้น  จะสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี จะได้สิ่งของเก่าซึ่งมีผลทางจิตใจจากญาติหรือเพื่อนสนิท  ถึงแม้ท่านจะได้เงินมามากก็ใช้เงินมากเช่นกัน มีเรื่องต้องใช้เงินอยู่เสมอ ทั้งรายจ่ายที่จำเป็นและรายจ่ายที่จำใจ  เงินทองถูกใช้ไปในการให้บริการสังคมเพื่อนฝูง

    ราศีกรกฎ

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่  17  กรกฎาคม   ถึง  16  สิงหาคม

    มีความกล้าแข็งขยันมากขึ้น มีงานประดังเข้ามาจำนวนมากทำให้อารมณ์หงุดหงิด สุขภาพไม่ดี  อยู่นิ่งๆ เฉยๆ ไม่ได้ ต้องหาเรื่องมาทำเรื่อยไป แต่ควรระวังเรื่องโทสะ ควรควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้  มิเช่นนั้น จะมีปากเสียงกับคนรอบข้าง  เกิดความวุ่นวายยุ่งยากรุ่มร้อนใจ        มีเรื่องใช้จ่ายเงินจำนวนมาก การเสี่ยงโชคไม่เป็นผล ไม่ควรใช้จ่ายฟุ่มเฟือย รายจ่ายส่วนมากจะเป็นค่าภาษีสังคมและกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ การบริหารเงินที่ถูกที่ถูกทางทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต การลงทุนและการสำรองจ่ายควรจะพิจารณาให้รอบคอบ   มีรายได้พิเศษหรือได้เงินคืน  มีการคบหาสมาคมกับเพศตรงข้ามมากขึ้น แอบรักคนใกล้ตัวเพื่อนฝูงคนใกล้ชิด ด้วยไมตรีจิตที่ดีงามทำให้คนใกล้ตัวหลงรักมีการให้เกียรติซึ่งกันและกัน  ทำให้รู้ถึงคุณค่าของความรัก  ระวังผู้ใหญ่จะเจ็บป่วย

    ราศีสิงห์  

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่  17  สิงหาคม   ถึง  16  กันยายน

    ควรใจเย็นๆ การลงทุนควรระมัดระวัง  จะได้พบอะไรดีๆ ได้ข่าวดี มีผลประโยชน์เพิ่มมากขึ้น  มีผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือด้านการงาน  การติดต่อทางธุรกิจจะประสบความสำเร็จ การงานที่ทำอยู่จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น จะเป็นที่ไว้วางใจของผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงาน  มีความพึงพอใจในผลงานของตน  จะมีการลงทุนเข้าหุ้นเพื่อหาผลประโยชน์   จะมีงานใหม่ๆเข้ามาให้ทำ  จะได้ใช้ความรู้ความสามารถมากขึ้น  จะได้ตำแหน่งการงานที่ดีและมีความก้าวหน้า  มีการวิ่งเต้นติดต่อเรื่องการเดินทาง ท่านสามารถจัดการทางการเงินได้ดีไปตามจังหวะที่เหมาะสม  ถึงแม้จะหาเงินได้เก่ง  แต่ก็สิ้นเปลืองมากเช่นกัน  มักจะใช้จ่ายเงินหมดไปในระยะเวลาอันรวดเร็วกับการสมาคมและการสังคมสงเคราะห์โดยไม่สนใจการออมเท่าใดนัก  จึงไม่ค่อยมีเงินเหลือเก็บ 

    ราศีกันย์

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่  17  กันยายน  ถึง  17  ตุลาคม

    จะมีคนมีความรู้ความสามารถคอยให้คำปรึกษาที่ดี   มีรายได้และผลตอบแทนเป็นที่พึงพอใจ  ควรรักษาผลงานเก่าๆ และวิถีทางเก่าๆ เอาไว้ให้ดี  ไม่ควรเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามการยั่วยุของเพื่อนฝูงที่อยากให้ท่านเปลี่ยนแปลงโดยไม่รู้แนวทางอนาคต  จึงควรรักษามาตรฐานที่ดีเอาไว้   การมีความคิดริเริ่ม  กล้าบุกเบิกสร้างสรรค์ในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น ทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน  จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ได้ทรัพย์สินเงินทอง  เงินทองจะถูกใช้จ่ายไปเป็นค่าภาษีสังคมและกิจกรรมสาธารณะประโยชน์มากขึ้น  อีกทั้งสามารถซื้อหาทรัพย์สินได้มากขึ้น  การบริหารเงินที่ถูกที่ถูกทางทำให้ท่านประสบความสำเร็จในชีวิตได้    ควรระวังเรื่องอาหารการกิน   มีคนใกล้ตัวหลงรักท่าน  ความรักควรเอาใจเขามาใส่ใจเราและยับยั้งชั่งใจให้ดี

    ราศีตุลย์ 

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 18 ตุลาคม ถึง 16 พฤศจิกายน

    การงานได้รับการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น  มีผลงานดี  มีการต่อสู้ดิ้นรนแล้วจะประสบความสำเร็จ  สามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆได้  ผู้คนจะให้ความศรัทธาเชื่อถือยกย่อง  หากเจ็บป่วยก็จะพบยาดีหมอดี  รักษาไม่นานก็จะหาย สุขภาพอนามัยดีขึ้น  จะประสบความสำเร็จได้รับผลตอบแทนเป็นที่พึงพอใจทำให้มีหลักฐานมั่นคง  ระวังจะเกิดปัญหาเกิดความเดือดร้อนเสียหายที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากบุตรบริวาร ผู้ใต้บังคับบัญชา บางกรณีบุตรบริวารอาจเจ็บป่วยหรือมีการเดินทางไกลพลัดพรากจากกัน ห่างไกลจากลูกหลานก็ได้  ลูกหลานย้ายบ้าน ย้ายสถานศึกษาก็ได้  จึงควรดูแลรักษาทรัพย์สินเงินทองและคอยตักเตือนบุตรบริวารคนใต้ปกครองให้ประพฤติดีอย่าไปมั่วสุมกับบรรดาคนพาล มิเช่นนั้นจะถูกหางเลขไปกับเขาด้วยทำให้เกิดมลทินด่างพร้อยได้

    ราศีพิจิก  

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่  17  พฤศจิกายน   ถึง  15  ธันวาคม

    จะได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงานด้วยดี  ควรอยู่อย่างสงบ  รู้จักวางเฉยเสียบ้างในสิ่งที่ควรวางเฉยก็จะไม่เกิดปัญหาอะไร    เมื่ออุปสรรคผ่านไปการงานก็จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงดีขึ้น  จะโชคดีเรื่องทรัพย์สินเงินทองจากผลงานเก่าๆ ของเก่าๆ มรดก  พินัยกรรม  หากมีหนี้สินอยู่เมื่อมีเงินก็ควรชำระหนี้โดยเร็ว  หากลืมชำระหนี้จะมีปัญหาในภายหลัง  ทรัพย์สินที่คิดว่าสูญเสียไปแล้วก็จะได้คืน   การใช้จ่ายเงินช่วงนี้ไม่ควรฟุ่มเฟือย  ควรรู้จักเก็บออมและระวังในการดำเนินชีวิตให้มากขึ้น   มีโอกาสได้พบคนรักที่ดีสามารถพึ่งพาอาศัยกันได้    ทำให้มีความใกล้ชิดสนิทสนมและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน  จะโชคดีเกี่ยวกับเพศตรงข้ามอย่างคาดไม่ถึง คนโสดจะได้พบรัก  คนไม่โสดก็มีโชคเรื่องความรักเช่นกัน  ควรดูแลรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ 

    ราศีธนู 

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่  16  ธันวาคม  ถึง  14  มกราคม

    จะได้ทำงานชิ้นสำคัญ มีความพึงพอใจในผลงานของตน  ทำให้ได้ตำแหน่งที่ดีและมีความก้าวหน้า  เป็นที่ไว้วางใจของผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงานให้เป็นตัวแทนในคณะทำงานชุดสำคัญ  มีความพึงพอใจในผลงานของตน  มีลาภผลเป็นทรัพย์สินเงินทอง  มีรายจ่ายมากขึ้น  สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ภายในเงื่อนเวลาที่เหมาะสม  หากมีปัญหาก็สามารถเอาตัวรอดได้ด้วยตนเองในทุกสถานการณ์   มีโอกาสได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน   ควรลดอาการจู้จี้ ขี้บ่นลงไปบ้างก็จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น จะได้พบรักที่ผูกพันอันลึกซึ้ง  แต่อย่าไปคาดหวังหรือยึดมั่นจริงจังให้มากนัก    อาจเกิดอาการรักซ้อน  ซ่อนรักเกิดขึ้นได้  

    ราศีมังกร 

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่  15  มกราคม   ถึง  12  กุมภาพันธ์

    มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการทำงานให้เข้าที่เข้าทางดีขึ้น  มีงานที่เสี่ยงเข้ามาให้ทำจึงไม่ควรประมาท   ผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนด้วยดีและเมื่ออุปสรรคผ่านพ้นไปการงานจะดีขึ้น  มีการเดินทางและคบหาสมาคมกับคนต่างถิ่นต่างแดน  เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น  ควรดูแลสุขภาพให้ดี  จะมีน้ำหนักตังเพิ่มขึ้น  มีงานสำคัญให้ทำเป็นงานที่เร่งด่วน ผลงานเป็นที่นิยมชมชอบของประชาชน  ผู้ใหญ่จะให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี  คนที่ยังไม่ได้งานทำก็จะได้งานที่พึงพอใจ    มีการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านเรือนที่อยู่อาศัย หรือได้ช่วยงานคนที่เคารพนับถือ   ระวังจะเสียเงินได้โดยไม่จำเป็น  จะเสียรู้ทางการเงิน   มีรายจ่ายเกี่ยวกับการศึกษา  การรักษาสุขภาพและการพักผ่อน  พบรักที่มีความสัมพันธ์แบบเพื่อนฝูงคอยช่วยเหลือและเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน   ระวังอาการผื่นคันตามผิวหนัง  ควรทำความสะอาดรอบ ๆ เตียงนอน  และอาหารการกิน

    ราศีกุมภ์ 

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่  13  กุมภาพันธ์ ถึง 14 มีนาคม

    มีเงินผ่านมือเข้ามามากกว่าปกติ แต่ก็มีรายจ่ายมาก  เนื่องจากมีรายได้ประจำเพิ่มมากขึ้นประกอบกับมีรายได้พิเศษ ทำให้มีเงินเหลือเก็บ  ควรระมัดระวังการใช้จ่ายให้ดี  จะได้รับมอบหมายให้ทำงานชิ้นสำคัญ มีความพึงพอใจในผลงานของตน  การเอาใจใส่ในการงานที่รับผิดชอบทำให้ได้ตำแหน่งที่ดีและมีความก้าวหน้า  ไม่ควรลงทุนในห้วงเวลาที่มีการปั่นป่วนทางธุรกิจซึ่งไม่แน่นอน  ควรปรับปรุงการงานเดิมให้ดีขึ้นจะดีกว่านำเงินไปลงทุน  มักจะมีเรื่องวุ่นวายในเรื่องรักๆ ใคร่ๆ อยู่เสมอ  ได้พบกับความรักที่มีความอบอุ่น  ลุ่มหลงและตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา  การรับประทานอาหารที่แปลกๆ และอากาศที่เป็นพิษและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  จะทำให้มีอาการเจ็บไข้ไม่สบายได้

    ราศีมีน 

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่  15  มีนาคม ถึง  12 เมษายน

    เพื่อนฝูงแนะนำงานใหม่ๆ เข้ามาให้ทำ  ควรระมัดระวังเรื่องการคบเพื่อน หากมีปัญหาก็ควรปรับความเข้าใจกับเพื่อนร่วมงานโดยเร็ว  ด้วยเหตุที่เป็นคนมีสติปัญญา  มีความรู้ความสามารถ  จึงทำให้ประสบความสำเร็จในตำแหน่งหน้าที่การงาน  จะมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น   พี่น้องเพื่อนฝูงมีความผูกพันต่อกัน  จะส่งเสริมให้มีจิตใจปลอดโปร่งผ่องใสมีความสงบสุข จะได้สิ่งของมีค่าจากเพศตรงข้าม  มีการเหลือซึ่งกันและกัน  มีผลประโยชน์ร่วมกัน  มีหลักฐานมั่นคงและมีหน้ามีตาในสังคม  ควรยืนอยู่บนหลักการและเหตุผลที่ถูกต้องรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวตามสภาพการณ์  เพื่อนฝูงแนะนำงานใหม่เข้ามาให้ทำ  การไม่ยับยั้งชั่งใจหรือเอาแต่อารมณ์หรือมีโทสะบ่อยครั้ง  ทำให้มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานได้ง่าย  เรื่องทรัพย์สินเงินทองควรรอบคอบ  มีเงินเหลือก็ควรเก็บออมไว้ใช้ในยามจำเป็นบ้าง ตนเองมักจะไม่ได้ใช้จ่ายของตน  แต่กลับถูกนำไปใช้เพื่อคนอื่น

    #ราศีมีน #ดูดวงวันนี้ #ดวงรายวัน #ดวงการงาน #ดวงการเงิน #สายมู #เช็กดวง #12ราศี #ภิญโญพงศ์เจริญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/variety/horoscope/126063&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cAkBlHnl3A-Fzf_0-hJg7

  • “ปชป.” พร้อมเปลี่ยน “อีสาน”  ใช้การศึกษาพัฒนาเศรษฐกิจ กินอิ่มนอนอุ่น รายได้เข้ากระเป๋า ไม่ต้องกู้เงินใคร

    “ปชป.” พร้อมเปลี่ยน “อีสาน” ใช้การศึกษาพัฒนาเศรษฐกิจ กินอิ่มนอนอุ่น รายได้เข้ากระเป๋า ไม่ต้องกู้เงินใคร

    คำถามที่ว่าชายแดนยังร้อน ปากท้องคนจนจะแก้ยังไง 

    นายอัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตั้งแต่เล็กจนโตจนเกษียณอายุราชการ แต่ก่อนเรามีความสุขมากที่เห็นคุณพ่อคุณแม่ กอดลูกกอดหลาน เรามีงานเห็นพี่เห็นน้องเข้ามาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อยู่กันอย่างมีความสุข แต่วันนี้เราทุกข์ เพราะเราเห็นเงินมีค่ามากกว่าชีวิตความเป็นอยู่คนอีสานก็เจอวิบากกรรมตรงนั้นต้องออกจากบ้านจากช่องไปทำมาหากินเพื่อเอาเงินกลับมาเลี้ยงชีพเลี้ยงคนแก่ที่อยู่ที่บ้านเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานแต่พ่อแม่ไปอยู่กรุงเทพฯนี่คือสภาพปัญหาในปัจจุบัน

    ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคที่เล็งเห็นความสำคัญของคนอดีตที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยนแปลง อาหารเสริมนมจัดการศึกษาตั้งแต่อนุบาล เรียนฟรี 15 ปี และเงิน กยศ.ปัญหาเหล่านี้ตรงกับอีสานอย่างยิ่งถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เข้าไปทำงานใหม่เราจะเปลี่ยนแปลง เพิ่มสวัสดิการแก้ปัญหาความยากจนระยะสั้นให้อิ่มท้องนอนอุ่น

    จากนั้นสร้างงานที่เกิดจากความสามารถโดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการทำวิจัยและนวัตกรรมว่าจังหวัดอุดรธานีจังหวัดบึงกาฬจังหวัดนครพนมเขามีต้นทุนเศรษฐกิจอะไร มีพืชอะไร มีสิ่งใดที่จะทำได้และจากนั้นก็หานวัตกรรมเข้ามาพัฒนาท้องถิ่น เพื่อให้พ่อแม่ได้ทำงานใกล้บ้านลูกหลานก็อยู่ในครอบครัวการศึกษา ก็กระจายอำนาจลงสู่ชุมชนท้องถิ่นให้โรงเรียนมีคุณภาพเท่าเทียมกันถ้าหากทำได้แบบนี้คนก็จะกินอิ่มนอนอุ่นรายได้เข้ากระเป๋า หนี้สินก็ไม่ต้องกู้ใครเราจะเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยโดยใช้อีสานเป็นหลัก

    คำถามจากเอกชน นายทอง กุลธัญวัฒน์ นายกสมาคมนักธุรกิจไทย-เวียดนาม แห่งประเทศไทย ในคำถามที่ว่า อุดรธานีเป็นจังหวัดที่ยังไม่มีมหาวิทยาลัยเป็นของตัวเองท่านมีนโยบายผลักดันอย่างไรเพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านการศึกษาในพื้นที่

    นายอัมพร กล่าวว่า ตนเห็นด้วยที่ทุกจังหวัดต้องมีมหาลัยแต่มีมหาลัยไว้ทำไม นี่คือคำถามที่สำคัญกว่า วันนี้คนอีสาน ไม่ได้รับการศึกษาก็ส่วนหนึ่งแต่ส่วนหนึ่งเรียนแล้วกลับมาไม่มีงานทำเรียนแล้วไม่ได้งานตรงตามความต้องการที่จะพัฒนาตนเองได้ จนจึงอยากเห็นมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลาง แห่งการวิจัยและพัฒนาท้องถิ่น สร้างนวัตกรรมอย่างไรให้คนในตำบลนั้นในอำเภอนั้นมีอาชีพมีงานทำมีความสุขและไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปไหนถ้าทำได้ทุกอำเภอทุกตำบลและทุกจังหวัดอีสานไม่ต้องไปพึ่งใครพึ่งตนเองได้โดยการศึกษามีมหาวิทยาลัยที่เป็นนักวิจัย และการพัฒนา

    นอกจากนี้ยังตอบคำถาม ของนายเสกสรรค์ สายสีสด สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ที่ถามว่า

    หากท่านเป็นรัฐบาลท่านจะเปลี่ยน Soft Power แบบลิซ่าฟีเวอร์ให้เป็นรายได้และโอกาสของคนอุดรธานีและคนอีสานอย่างเป็นระบบได้อย่างไร

    นายอัมพร กล่าวว่า ตนเป็นคนอีสานได้ยินเสียงพิน เสียงแคนได้เห็นวัฒนธรรมอีสาน เป็นสิ่งที่งดงามและภาคภูมิใจทะเลบัวแดงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเราจะเปลี่ยนอีสานให้เป็น Soft Power เรามีทั้ง Soft Power ที่เป็นตัวบุคคลและ Soft Power ที่เป็นตัววัฒนธรรมและพื้นถิ่น 

    ดังนั้นเราจะต้องขายอย่างไร ถ้าเราจะเปลี่ยนอีสานให้เป็นแหล่งวัฒนธรรมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต้องไม่ใช่ท่องเที่ยวและกลับไปมากินข้าวแล้วหนีไปนอนที่อื่นต้องทำให้การท่องเที่ยวอีสานอยากมาอยู่เป็นเดือนอยู่หลายสัปดาห์มีที่อยู่ให้เขามีที่กินให้เขาและเก็บรายได้จากนักท่องเที่ยวกลับไปให้นักท่องเที่ยวมีความภาคภูมิใจถ้าไม่ได้มาอีสานอีกครั้งคงใจจะขาดแต่มาอีสานทีไร ได้มีพี่ได้มีน้องได้จับจ่ายใช้สอยอย่างมีความสุขและองค์ความรู้กลับไปพัฒนาบ้านเขาในขณะเดียวกันเราก็ได้ความรู้จากนักท่องเที่ยวที่มาบ้านเรา ถ้าเราเป็นอย่างนี้ได้สร้าง Soft Power ให้กับท้องถิ่นได้

    “วันนี้เลี้ยงจิ้งหรีดถ้าใครเลี้ยงได้เตรียมเป็น Soft Power ได้เลย เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ แม้แต่อเมริกาก็ต้องเอาแมลงต่างๆไปทำอาหารกินเพราะมีโปรตีนสูง และถ้าหาก อีสานเปลี่ยนแปลงให้แหล่งท่องเที่ยวให้บุคคลเป็น Soft Power ได้แล้วขายตรงนี้ต่อสาธารณะทุกคนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของร่วมกันสิ่งนั้นจะเกิดความยั่งยืนถาวรให้กับคนอีสานอย่างแน่นอน” นายอัมพร กล่าว

    คำถามจากพรรคการเมืองโดย นายวสวรรธน์ พวงพรศรี พรรคไทรวมพลัง ถามว่าระบบงบประมาณที่จะช่วยเหลือพี่น้องชายแดนและระบบโครงสร้างทหารที่อยู่บริเวณชายแดน จะมีการบริหารเรื่องนี้อย่างไร 

    นายอัมพร กล่าวว่า ปัญหาชายแดนกับเรื่องทหารวันนี้คงมองจุดเดียวไม่ได้ต้องมองและถอดบทเรียนจากการสู้รบของกัมพูชาเราไม่เคยสู้รบกับประเทศไหนที่มีชายแดนติดต่อกับเราแต่เมื่อเกิดปัญหานี้ขึ้นรัฐบาลเองต้องมีวิธีการในการแก้ไขปัญหา 1. ต้องดูว่าผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนต้องอพยพออกมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ,ทหารที่ไปสู้รบก็เสียชีวิตใช้ยุทโธปกรณ์ สิ่งเหล่านี้ถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล เราจะมีการ ประเมิน ว่า การสู้ครั้งนี้ จะต้องชนะกัมพูชาให้ได้และจะต้องชนะให้ราบคาบ 2. เรามีงบกลางของรัฐบาลอะไรจะสำคัญกว่าชีวิตของคนต้องเอางบกลางเหล่านี้ สนับสนุนทหารและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน

    “เรากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างอื่นกระตุ้นได้ถ้าไม่กระตุ้นพี่น้องให้มีขวัญกำลังใจให้สู้รบกับเขมรครั้งนี้เราจะไปกระตุ้นตอนไหน ใช้งบกลางทำงาน แล้วใช้หัวใจคน ใครสูญเสียเราปูนบำเหน็จความชอบให้เขาและในอนาคตเราควรจะมีงานให้เขาทำ ดูแลการคัดเลือกทหารใหม่เข้าไปต้องมีเงินเดือนมีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต อยากเป็นทหารสู้รบกับเขมรต่อไป” นายอัมพร กล่าว 

    นายอัมพร ยังกล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์เข้าใจดีว่าคนในโลกนี้ต้องการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขทั้งสิ้นแต่มีปัญหาสแกมเมอร์มีปัญหาหลายอย่างจึงเกิดการสู้รบและขัดแย้งกัน แต่เราต้องทำข้อยุติตรงนี้ให้ได้เสียก่อน แล้วการจะอยู่ร่วมกันใหม่ต้องมาเจรจาทางการทูตให้เกิดความเชื่อมโยงกันว่าประโยชน์อย่างไรจะวินวิน นี่คือความรักชาติในความหมายนี้ของประชาธิปัตย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378972923&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0N01tcwwpKg55gO4LhZ_e6

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67944/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X763dvPB0lZgQP86ifUp4

  • “ดร.เอ้”นำไทยก้าวใหม่ หาเสียงยะลา ชูการศึกษาเท่าเทียม ฮาลาลดันเศรษฐกิจใต้

    “ดร.เอ้”นำไทยก้าวใหม่ หาเสียงยะลา ชูการศึกษาเท่าเทียม ฮาลาลดันเศรษฐกิจใต้

    “ดร.เอ้”นำไทยก้าวใหม่ หาเสียงยะลา ชูการศึกษาเท่าเทียม ฮาลาลดันเศรษฐกิจใต้

    เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 “ดร.เอ้”  สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า พรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่จังหวัด ยะลา ช่วยหาเสียงผู้สมัคร ส.ส. พรรคไทยก้าวใหม่ครบทั้ง 3 เขต นับเป็นการประเดิมสนามเลือกตั้งของพรรคในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

    ช่วงเช้า ดร.เอ้ พร้อมผู้สมัคร เดินพบปะประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้มาจับจ่ายที่ตลาดสดพิมลชัย ก่อนลงพื้นที่สถานีรถไฟยะลา แนะนำตัวผู้สมัคร หมายเลข 49 รับฟังปัญหาและข้อเสนอจากคนในพื้นที่

    “ดร.เอ้”นำไทยก้าวใหม่ หาเสียงยะลา ชูการศึกษาเท่าเทียม ฮาลาลดันเศรษฐกิจใต้

    ตลอดวันยังมีกำหนดเยี่ยมมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ลงพื้นที่ชุมชนบุดี รับชมการแสดงปัญจสีละ และเดินทางไปยังอำเภอบันนังสตา เพื่อรับฟังปัญหาและให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบด้านความมั่นคง

    ดร.เอ้ ระบุว่า พรรคไทยก้าวใหม่ให้ความสำคัญกับ นโยบายการศึกษา เป็นหัวใจการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งดูแลการศึกษาเด็กและเยาวชนอย่างเท่าเทียม ตั้งแต่โรงเรียนตาดีกา โรงเรียนรัฐ และเอกชน ไปจนถึงการเรียนฟรีตามศักยภาพในระดับอุดมศึกษา

    ขณะเดียวกัน พรรคมีแนวคิดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการยกระดับสถานีรถไฟยะลา และผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ เชื่อมต่อจากรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ผ่านยะลา สู่หาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชายแดน

    “ดร.เอ้”นำไทยก้าวใหม่ หาเสียงยะลา ชูการศึกษาเท่าเทียม ฮาลาลดันเศรษฐกิจใต้

    นอกจากนี้ ยังเสนอการส่งเสริม อุตสาหกรรมฮาลาล สู่ระดับโลก ผ่านความร่วมมือกับมาเลเซียและประเทศตะวันออกกลาง เพื่อสร้างงานและรายได้ ยกระดับเศรษฐกิจสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/737328&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YeWUBlFSLdFSHJYRKg34t

  • ‘จีน’ แข่งศึกษา ‘อนุภาคผี’ ปูทางมหาอำนาจ ไขความลับจักรวาล

    ‘จีน’ แข่งศึกษา ‘อนุภาคผี’ ปูทางมหาอำนาจ ไขความลับจักรวาล

    “จีน“ ปูทางการเป็นหาอำนาจจักรวาล เร่งค้นหาเบื้องหลังอนุภาคพลังงานที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งบนโลก สู่การไขความลับยิ่งใหญ่ สิ่งนี้เรียกว่า “นิวทริโน“ หรืออนุภาคผี

    นับเป็นครั้งแรกที่หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ของจีนได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า หอสังเกตการณ์ นิวทริโนใต้พิภพเจียงเหมิน (JUNO) ซึ่งมีมูลค่าการก่อสร้าง 2.7 พันล้านหยวน ได้รายงานผลการศึกษาครั้งแรก ตั้งแต่เริ่มดำเนินการในเดือนสิงหาคม เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

    JUNO ตั้งอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศจีน เป็นอาคารโถงทรงกลมขนาดยักษ์ที่อยู่ใต้ดินลึก 700 เมตร และล้อมรอบด้วยเครื่องตรวจจับแสงมากกว่า 40,000 เครื่อง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อตรวจจับ “นิวทริโน” ซึ่งยากจะตรวจจับคลื่นนี้ได้ ซึ่งเรียกกันว่า “อนุภาคผี” (ghost particle)

    อนุภาคมูลฐาน เป็นหน่วยย่อยที่เล็กที่สุดของสสาร “นิวทริโน” ซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กกว่าอะตอม ยังคงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก แม้ว่า อนุภาคผีก็คือ พลังงานจะมีอยู่ทั่วไป แต่นิวทริโนนับล้านล้านหน่วย ก็ได้เคลื่อนผ่านร่างกายมนุษย์ทุก ๆ วินาทีโดยที่เราไม่รู้ตัว

    การศึกษาเรื่องเหล่านี้ อาจไขปริศนาจักรวาลที่ลึกล้ำที่สุดทางฟิสิกส์ เรื่องนี้ไม่มีเพียงแต่จีนเท่านั้น มหาอำนาจอย่างสหรัฐ และภูมิภาคใหญ่ๆ อย่างสหภาพยุโรป ได้ลงทุนหลายล้านดอลลาร์ในการทดลองขนาดใหญ่นี้เช่นกัน โดยได้แข่งดึงบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ชั้นนำที่มีความสามารถไปร่วมกับกลุ่ม และยังได้ลงทุนด้านเทคโนโลยีล้ำสมัยมหาศาล

    ศาสตราจารย์เหวิน เหลียงเจี้ยน ผู้ประสานงานฝ่ายฟิสิกส์ของ JUNO กล่าวว่า ชุดข้อมูลแรกของรายงานพบ ค่าพารามิเตอร์แสดงถึงการเคลื่อนตัวของนิวทริโนจากดวงอาทิตย์ เป็นชุดตัวเลขที่อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของนิวทริโนที่เดินทางจากดวงอาทิตย์มายังโลก ซึ่งถูกวัดค่าด้วยความแม่นยำสูงกว่าการทดลองก่อนหน้านี้ 

    การออกมาเปิดเผยครั้งนี้ ไม่ได้บอกรายละเอียดของค่าการศึกษาแต่อย่างใด 

    “เราประสบความสำเร็จ ในการวัดค่าแม่นยำได้ภายในเวลาเพียงสองเดือนหลังการดำเนินงาน แสดงให้เห็นว่า JUNO ทำงานได้ตรงตามที่ออกแบบไว้” ดร. หวัง อี้ฟาง ผู้อำนวยการ JUNO กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างประเทศที่นำโดยจีน และข้อมูลที่รวบรวมได้จะถูกแบ่งปันระหว่างสถาบันที่เข้าร่วม

    มหาอำนาจ ตั้งศูนย์วิจัยอนุภาคผี

    JUNO เป็นหนึ่งในศูนย์วิจัยระดับไฮเอนด์ไม่กี่แห่งของโลกที่มีความล้ำหน้าในด้านการตรวจจับและศึกษานิวทริโน นอกจากนี้ ยังมีศูนย์ปฏิบัติการอื่นๆ ได้แก่ ศูนย์ฯ Deep Underground Neutrino Experiment: DUNE ในสหรัฐ และศูนย์ฯ Hyper-Kamiokande ของญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองศูนย์ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

    โครงการนี้ เป็นส่วนหนึ่งเป้าหมายระยะยาวของจีน ในการก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งการศึกษานิวทริโนเป็นรูปแบบหนึ่งของการวิจัยขั้นพื้นฐาน ซึ่งยังไม่มีการประยุกต์ใช้ในทันที แต่เป็นกุญแจสำคัญสู่ความก้าวหน้าในอนาคต

    ผู้นำจีนมองว่า การส่งเสริมการวิจัยขั้นพื้นฐานนี้ จะเป็นทางออกปัญหา “คอขวด” ทางเทคโนโลยี หรือการพึ่งพาเทคโนโลยีสำคัญจากต่างประเทศ หากดูตัวเลขงบประมาณด้านการวิจัยขั้นพื้นฐานของประเทศจีน ได้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 250,000 ล้านหยวนในปี 2567

    เจนนิเฟอร์ โทมัส ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน กล่าวถึง JUNO ว่าเป็นศูนย์ปฏิบัติการ “ชั้นนำของโลก” และเจนนิเฟอร์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ศูนย์ฯ DUNE ของสหรัฐ และศูนย์ Hyper-Kamiokande  ของญี่ปุ่นยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเปิดใช้งาน โดยศูนย์ทั้งสองแห่ง มีกำหนดเริ่มปฏิบัติการประมาณปี 2028

    เปิดอาณาจักร JUNO

    ‘จีน’ แข่งศึกษา ‘อนุภาคผี’ ปูทางมหาอำนาจ ไขความลับจักรวาล

    ศาสตราจารย์ เจ. เปโดร โอชัว-ริคูซ์ นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่เออร์ไวน์ กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการของสหรัฐและญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับ JUNO

    “ถึงแม้จะมีบางส่วนที่ทับซ้อนกัน แต่ DUNE และ Hyper-Kamiokande กำลังมองหาคำถามที่แตกต่างจาก JUNO โดยการทดลองทั้ง 3 แห่งนี้มีความสอดคล้องกันอย่างมาก” ศ.โอชัว-ริคูซ์ กล่าวกับสเตรทไทมส์

    ทั้งนี้ ศาสตราจารย์โอชัว-ริคูซ์  เป็นหนึ่งในนักวิจัยมากกว่า 700 คนจาก 17 ประเทศและภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับโครงการ JUNO รวมถึงศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

    อาคารทรงกลมอะคริลิก ซึ่งภายใน JUNO บรรจุด้วยของเหลว 20,000 ตัน ซึ่งจะเปล่งแสงวาบเมื่อนิวทริโน ชนกับอะตอมในนั้น จากนั้นเครื่องตรวจจับแสงหลายพันเครื่องรอบทรงกลมจะบันทึกและวัดการระเบิดของแสงดังกล่าว

    เครื่องตรวจจับนี้ สามารถวัดนิวทริโนที่มาจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 แห่ง ได้แก่ หยางเจียงและไท่ซาน ซึ่งอยู่ห่างออกไป 53 กิโลเมตร หินแกรนิตเป็นพื้นผิวของทรงกลมนี้ถูกฝังอยู่ใต้ดิน ช่วยปกป้องมันจากรังสีคอสมิกจากอวกาศ ซึ่งอาจรบกวนการวัดได้

    ศาสตราจารย์โอ ชู เฮียบ จากภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวว่า ความรู้อันล้ำค่าที่ประเทศต่างๆ สามารถได้รับ เมื่อมหาอำนาจทุ่มทุนเป็นเจ้าของงานวิจัย และดำเนินการทดลองที่ล้ำสมัย

    “สำหรับชั้นแนวหน้าของการวิจัยนี้ ยังมีเทคนิคและเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในอนาคต” ศาสตราจารย์เฮียบกล่าว

    อ้างอิง Inquirer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/innovation/1219182&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C59l69xlnW3iQlD1Rln_V

  • ภาคเอกชน ระดมทุนร่วมทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา ปรับภูมิทัศน์การเรียนรู้เด็กนักเรียนบ้านคลองเดื่อ | เดลินิวส์

    ภาคเอกชน ระดมทุนร่วมทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา ปรับภูมิทัศน์การเรียนรู้เด็กนักเรียนบ้านคลองเดื่อ | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 31 ม.ค. 69 นายอาทิตย์ ลิ้มไพศาล ผู้บริหารเครือสนามกอล์ฟบางปะกง ริเวอร์ไซด์ คันทรี่ คลับ และเขาใหญ่คัน ทรี่ คลับ และพลพรรคเครือข่าย (กลุ่มสุขมาก) ร่วมกับ นายวรวุฒิ อ้นอารี ผู้บริหารโครงการ มิราเคิ้ลไฟว์ เขา ใหญ่ , ร่วมกันระดมกองทุน ช่วยเหลือการศึกษา ให้กับ โรงเรียนบ้านคลองเดื่อ หมู่ 6 ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยตั้งกองทุนร่วมทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อการศึกษา สร้างรั้วโรงเรียน ถนนเข้าโรงเรียน และปรับภูมิทัศน์ การเรียนรู้ให้แก่เด็กนักเรียน

    โดยมี หลวงพ่อพระครูอุทุมพรคุณาธาร รองเจ้าคณะอำเภอปากช่อง เจ้าอาวาสวัดธารอุทุมพร บ้านคลองเดื่อ ประธานสงฆ์ , ดร.ทอภัค ด่านกระโทก ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองเดื่อ , นายประวิทย์ สืบกระแสประธานคณะกรรมการ สถานศึกษาโรงเรียนบ้านคลองเดื่อ , นายสมเกียรติ พยัคฆกุล นายกเทศมนตรีตำบลหมูสี , คณะครู คณะกรรมการสถานศึกษา, ผู้ปกครอง และประชาชน ร่วมทำบุญพิธีทอดผ้าป่าเพื่อเหลือการศึกษา และตั้งโรงทาน อาหาร หวานคาว ฟรี

    ด้าน นายอาทิตย์ ลิ้มไพศาล กล่าวว่า หลังได้มาเยี่ยมเยือนโรงเรียนบ้านคลองเดื่อ ร่วมกับกลุ่มสุขมาก และเพื่อนๆ ระดมกองทุนช่วยเหลือการศึกษา อาคารบ้านพักครูขึ้นมาใหม่ แทนอาคารเก่าที่ก่อสร้างมาแล้ว 50 ปี จนมีสภาพทรุดโทรม ผุพัง ไปตามกาลเวลา เป็นอาคารชั้นเดียว รวม 8 ห้อง เพื่อให้ครูได้พัก คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณไม่เกิน เดือนเม.ย. 69 นี้

    ด้าน ดร.ทอภัค ด่านกระโทก ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองเดื่อ กล่าวว่า โรงเรียนบ้านคลองเดื่ออยู่ในสังกัด สำนักงานเขตการศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 4 มีนักเรียน 103 คน มีครูผู้สอน จำนวน 8 ท่าน ต้องขอบพระคุณผู้ใหญ่ใจดี นำโดยคุณอาทิตย์ ลิ้มไพศาล และกลุ่มสุขมาก และคณะสงฆ์ วัดธารอุทุมพร ชาวบ้านคลองเดื่อ บ้านอุทุมพรพัฒนา บ้านวังประดู่ รวมทั้งประชาชนในหลายพื้นที่ และภาครัฐ ที่เล็งเห็นความสำคัญด้านการศึกษา จัดหางบประมาณ ถือเป็นพลังองค์กรภาครัฐ ภาคประชาชน ที่ช่วยขับเคลื่อนด้านการศึกษาให้กับเด็กเยาวชน รวมทั้งคุณครู วันนี้การทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อการศึกษาช่วยโรงเรียนบ้านคลองเดื่อ ในครั้งนี้ได้ยอดเงิน ประมาณ 1,220,000 บาทเศษ เพื่อเป็นกองทุนดำเนินการต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5555371/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WLV8UrxWgCZoQKRoPt3OS

  • “ดร.เอ้” นำทีมไทยก้าวใหม่ลุยหาเสียง จ.ยะลา ชูแนวคิดสร้างอุโมงค์ เชื่อมรถไฟรางคู่ถึงมาเลเซีย

    “ดร.เอ้” นำทีมไทยก้าวใหม่ลุยหาเสียง จ.ยะลา ชูแนวคิดสร้างอุโมงค์ เชื่อมรถไฟรางคู่ถึงมาเลเซีย

    การเมือง

    “ดร.เอ้” นำทีมไทยก้าวใหม่ลุยหาเสียง จ.ยะลา ชูแนวคิดสร้างอุโมงค์ เชื่อมรถไฟรางคู่ถึงมาเลเซีย

    วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “ดร.เอ้” นำทีมไทยก้าวใหม่ลุยหาเสียง จ.ยะลา ชูแนวคิดสร้างอุโมงค์ เชื่อมรถไฟรางคู่ถึงมาเลเซีย  ดันนโยบายเรียนฟรีจนจบปริญญาเอก พาประเทศหลุดพ้นความยากจนด้วยการศึกษา มั่นใจ พัฒนาเศรษฐกิจชายแดนใต้ติดอันดับของประเทศ

    เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569  ศ. ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ระหว่างการลงพื้นที่ จ.ยะลา นำเสนอนโยบายทั้งการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ผ่านการเชื่อมเส้นทางรถไฟในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นโยบายด้านการศึกษา และนโยบายด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนจังหวัดยะลา และพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจที่ดีขึ้น โดยย้ำว่า การศึกษาเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักความยากจนได้ 

    ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าวว่า พรรคไทยก้าวใหม่จะเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจสามจังหวัดชายแดนใต้ผ่านการสร้างรถไฟทางคู่ โดยพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับประเทศจีน เชื่อมระหว่างจังหวัดสามจังวัดชายแดนภาคใต้ไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะสร้างอุโมงค์เชื่อมไปยังประเทศมาเลเซียเจาะลอดเส้นทางภูเขา เชื่อว่าสามารถทำได้จริง เนื่องจากตนเองมีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรอยู่แล้ว และหากสำเร็จจะส่งผลให้การค้าขายและการท่องเที่ยวเติบโตยิ่งขึ้น

    ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญด้านการศึกษาว่า จ.ยะลา มีประชากรสูงสุดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หากอยากจะเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มที่รากฐานสำคัญคือการศึกษา ทำให้ลูกหลานเข้าถึงการศึกษาอย่างครอบคลุม และฟรี รวมถึงต้องพัฒนาคุณภาพโรงเรียนในชุมชนใกล้บ้าน เพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งพรรคไทยก้าวใหม่พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษา ตั้งแต่ประถมวัยจนจบถึงระดับปริญญา

    ดร.เอ้ สุชัชวีร์ เปิดเผยว่า อยากเข้ามาทำเรื่องการศึกษาจริง ๆ เพราะการศึกษาคือยาแก้จน ประเทศมาเลเซีย และอินโดนิเซียมีการสนับสนุนด้านการศึกษาเต็มที่ ในขณะที่ประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่นี้กลับพูดถึงการศึกษาที่น้อยมาก ดังนั้น พรรคไทยก้าวใหม่ขออาสาเข้ามาดูแลลูกหลานคนไทยให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาให้ได้เรียนหนังสืออย่างดีที่สุด เพื่อมีอนาคตที่ดีในวันข้างหน้า

    “ถ้าผมจะเปลี่ยนประเทศเรื่องเดียว ขอดูแลลูกหลานท่านด้วยการศึกษา เพราะผมเห็นมาแล้ว วันนี้โลกมุสลิมล้วนพัฒนาด้านการศึกษาทั้งสิ้น ฉะนั้น ผมขอคะแนน เลือก ดร.เอ้ มาดูแลลูกหลาน ได้เรียนฟรีจริง ๆ จนถึงปริญญาเอก” ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าว

    ส่วนด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบายจัดตั้งกองทุนไทยก้าวใหม่ 20,000 บาท เข้าถึงกลุ่มทุกอาชีพอิสระ โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียว รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จะทำการเคลียร์หนี้เสียให้ทั้งหมดไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย อีกทั้งมีสวัสดิการผู้สูงอายุ 1,000-1,800 บาทต่อเดือน มั่นใจว่าสามารถทำให้พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ติดอันดับรวยที่สุดในประเทศได้
     
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/464399&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZcLSaMzZZW_8DxcL-9Umb

  • ข่าวดีของโลก! ทีมวิจัยสเปนค้นพบสูตรยารักษา “มะเร็งตับอ่อน” สำเร็จในหนูทดลอง

    ข่าวดีของโลก! ทีมวิจัยสเปนค้นพบสูตรยารักษา “มะเร็งตับอ่อน” สำเร็จในหนูทดลอง

    ข่าวดี ทีมวิจัยสเปนค้นพบสูตรยารักษามะเร็งตับอ่อนสำเร็จในหนูทดลอง ไร้ผลข้างเคียง-ไม่กลับมาเป็นซ้ำ

    วงการแพทย์ทั่วโลกมีความหวังครั้งใหม่ในการต่อสู้กับหนึ่งในโรคมะเร็งที่อันตรายที่สุด หลังทีมวิจัยจากประเทศสเปนประกาศความสำเร็จในการพัฒนาวิธีรักษาที่สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งตับอ่อนชนิดรุนแรงให้หมดไปได้อย่างสิ้นเชิงในหนูทดลอง ซึ่งผลการศึกษานี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนอนาคตการรักษาผู้ป่วยมะเร็งในอนาคต

    Dr. Mariano Barbacid หัวหน้าทีมวิจัยจากศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งชาติสเปน (CNIO) เปิดเผยผลการศึกษาที่ใช้เวลานานถึง 6 ปี พบว่าการใช้ “ยา 3 ชนิดผสมผสาน” (Triple-drug therapy) สูตรใหม่ สามารถทำลายเนื้องอกในตับอ่อนจนหมดสิ้น และที่น่าประหลาดใจคือไม่พบการกลับมาเป็นซ้ำของโรค รวมถึงมีผลข้างเคียงต่อหนูทดลองในระดับที่ต่ำมาก ซึ่งผลงานนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับโลกอย่าง Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS)

    ทีมนักวิจัย

    ทำไมมะเร็งตับอ่อนถึงรักษายาก และสูตรยาใหม่ทำงานอย่างไร?

    มะเร็งตับอ่อน โดยเฉพาะชนิด Pancreatic Ductal Adenocarcinoma ขึ้นชื่อว่าเป็นเพชฌฆาตเงียบ เนื่องจากดื้อต่อยา สภาพแวดล้อมรอบเนื้องอกมีความหนาแน่นสูง และมักตรวจพบเมื่อสายเกินไป การรักษาด้วยยาเพียงชนิดเดียวมักล้มเหลวเพราะเซลล์มะเร็งสามารถปรับตัวเพื่อหาทางรอดได้เร็ว

    ข้อมูลจากทีมวิจัย CNIO ระบุว่าแนวคิดใหม่นี้ไม่ได้โจมตีแค่ทางเดียว แต่ใช้ยา 3 ชนิดร่วมกันเพื่อปิดกั้นกลไกการอยู่รอดของเนื้องอกหลายทางพร้อมกัน ดังนี้:

    • ขัดขวางการปรับตัว: ยาสูตรผสมป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งปรับเปลี่ยนโครงสร้างชีวภาพเพื่อหลบเลี่ยงยา ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การรักษาแบบเดิมล้มเหลว
    • ทำลายเนื้องอกระยะลุกลาม: ในการทดลองกับหนูที่มีเนื้องอกระยะแพร่กระจาย พบว่าเซลล์มะเร็งถูกกำจัดจนหมดสิ้น
    • ยับยั้งการกลับมาเป็นซ้ำ: จากการติดตามผลในระยะยาว ไม่พบการเติบโตใหม่ของเนื้องอก ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ยากมากในการศึกษามะเร็งตับอ่อน

    Mariano Barbacid ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

    Dr.Mariano Barbacid ถือเป็นหนึ่งในนักวิจัยมะเร็งที่มีอิทธิพลที่สุดในยุโรป เขาคือผู้ที่มีส่วนช่วยระบุยีนก่อมะเร็ง (Oncogene) ในมนุษย์เป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1980 งานวิจัยของเขาตลอด 40 ปีที่ผ่านมา มุ่งเน้นไปที่การยับยั้งยีนกลายพันธุ์ชนิด KRAS ซึ่งพบได้สูงถึง 90% ในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน ความเชี่ยวชาญของเขาจึงทำให้การค้นพบครั้งนี้ได้รับความเชื่อถืออย่างสูงในชุมชนวิทยาศาสตร์

    Getty ImagesDr.Mariano Barbacid

    ก้าวต่อไปสู่การรักษาในมนุษย์

    โครงการวิจัยนี้ได้รับความสนับสนุนจาก Fundación CRIS Contra el Cáncer ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนงานวิจัยมะเร็งที่มีความเสี่ยงสูงแต่ให้ผลลัพธ์มหาศาล แม้ว่าผลการทดลองในหนูจะน่าทึ่งเพียงใด แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าขั้นตอนต่อไปคือการทดสอบความปลอดภัยและการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ระยะเริ่มต้น

    สรุปได้ว่า แม้การรักษาที่ยืนยันผลในมนุษย์อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี แต่ผลวิจัยจากสเปนชิ้นนี้คือหลักฐานที่แข็งแกร่งที่สุดว่ามะเร็งตับอ่อนอาจพ่ายแพ้ต่อการรักษาแบบผสมผสาน (Combination Therapy) และเป็นการจุดประกายความหวังให้กับผู้ป่วยทั่วโลกที่กำลังรอคอยวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9871134/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sy8vYHxy6UB-Wdk2wlYpT

  • ดร สามารถ ฟาดแรง รถไฟฟ้าเชียงใหม่ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี

    ดร สามารถ ฟาดแรง รถไฟฟ้าเชียงใหม่ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี

    ดร สามารถ ฟาดแรง รถไฟฟ้าเชียงใหม่ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี

    วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.01 น.

    วันนี้ 31 มกราคม พ.ศ. 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความพร้อมภาพร่ายยาวเกี่ยวกับรถไฟฟ้าเชียงใหม่ที่ยังไม่วิ่งสักขบวน โดยมีข้อความทั้งหมด ว่า “30 ปี ผ่านไป รถไฟฟ้าเชียงใหม่ “ยังไม่วิ่งสักขบวน” เชียงใหม่ไม่ใช่เมืองเล็ก ไม่ใช่เมืองผ่าน และไม่ใช่เมืองที่ต้อง “รอไปเรื่อยๆ” ตั้งแต่ปี 2539 วันที่แผนแม่บทรถไฟฟ้าเชียงใหม่ฉบับแรกถือกำเนิด จนถึงวันนี้… 30 ปีผ่านไป สิ่งที่คนเชียงใหม่ได้คือ “รายงานการศึกษา” ไม่ใช่ “รถไฟฟ้าที่ใช้งานได้” คำถามคือ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี? หรือเราต้องยอมรับว่า รถไฟฟ้าเป็นสิทธิ์ของคนเมืองหลวงเท่านั้น?

    1. จุดเริ่มต้นที่ไม่เคยไปถึงเส้นชัย ย้อนกลับไปปี 2539 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นหน่วยงานแรกที่วางแผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่ ในยุคนั้น กทพ.ดูแลทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้า แผนแรกวางไว้ 4 สาย ระยะทางรวม 27 กิโลเมตร หลังจากนั้น… มีการศึกษาใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เปลี่ยนหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปลี่ยนรายงาน แต่มีอย่างเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ คนเชียงใหม่ “ยังไม่ได้ใช้รถไฟฟ้า”

    ดร.สามารถ

    2. แผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่วันนี้ (ที่ยังอยู่บนกระดาษ) ปัจจุบัน รฟม.เสนอแผนรถไฟฟ้า สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ระยะทาง 15.8 กิโลเมตร 16 สถานี เป็นรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) วิ่งบนระดับพื้นดิน 9.3 กิโลเมตร และใต้ดิน 6.5 กิโลเมตร วงเงินลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เส้นนี้คือ “หัวใจเมือง” ผ่านโรงพยาบาลใหญ่ มหาวิทยาลัย ย่านเศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยว และสนามบิน และ รฟม.บอกว่า… จะเปิดใช้ปี 2574 คำถามคือ ถ้าในวันนี้ไม่เร่งจริง ปี 2574 จะเปิดได้หรือ?

    3. รถไฟฟ้าเชียงใหม่จะเกิดได้จริง ต้องพูดความจริงกันก่อน ความจริงข้อหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ เอกชนไม่อยากลงทุน ไม่ใช่เพราะเชียงใหม่ไม่สำคัญ แต่เพราะ “กำไรจากค่าโดยสาร” อาจไม่คุ้มความเสี่ยง ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดจริง รัฐต้องลงทุนเอง และต้องเลิกถามคำถามเดิมๆ ว่า “คุ้มไหม?” เพราะรถไฟฟ้าไม่ใช่โครงการหากำไร แต่คือโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ “กำไรทางสังคม” เช่น ประหยัดเวลาเดินทาง ลดปัญหารถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ลดการใช้น้ำมันและพลังงาน ทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้น และที่สำคัญ… ช่วยเรื่องการท่องเที่ยวทั้งเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง เงินที่นักท่องเที่ยวใช้จ่าย คือรายได้ที่กลับมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย

    ดร.สามารถ

    4. เป็นธรรมหรือไม่? ถ้ารัฐจะลงทุนรถไฟฟ้าให้เชียงใหม่ คำตอบคือ เป็นธรรมอย่างยิ่ง เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ รถติด ฝุ่นมาก ขยะล้น โครงสร้างพื้นฐานตามไม่ทันการเติบโต ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ ในหลายมิติ ตลอดหลายสิบปี รัฐลงทุนรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลนับล้านล้านบาท คำถามง่ายๆ ที่คนเชียงใหม่อยากรู้คือ ทำไมเมืองหลวงจึงมีรถไฟฟ้าเกือบทุกสี แต่เมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างเชียงใหม่… ยังต้องรอ? การลงทุนในเชียงใหม่ ไม่ใช่การ “แย่งงบ” แต่คือการกระจายความเจริญอย่างเป็นธรรม และสมเหตุสมผล

    5. ถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง? รถไฟฟ้าเชียงใหม่ไม่ใช่เรื่องความฟุ่มเฟือย แต่คือ “สิทธิขั้นพื้นฐานของเมืองใหญ่” เพื่อแก้รถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ทำให้คนเมืองใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และทำให้การท่องเที่ยวเติบโต 30 ปี ที่ผ่านมา เชียงใหม่ไม่ได้ขาดแผน แต่ขาด “การตัดสินใจ” วันนี้ สิ่งที่คนเชียงใหม่ต้องการจึงไม่ใช่รายงานเล่มใหม่ แต่คือการตัดสินใจเดินหน้ารถไฟฟ้าอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คำสัญญา ถามว่า “ถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง?””

    ดร.สามารถ

    ดร.สามารถ

    ดร.สามารถ

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/944234&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CzpDW4RnICxDMh0J8gONm