Category: วัฒนธรรม

  • ผู้ว่าฯ กาญจนบุรี ลงพื้นที่เยี่ยมนักเรียนทุนพระราชานุเคราะห์ พร้อมมอบกำลังใจ

    ผู้ว่าฯ กาญจนบุรี ลงพื้นที่เยี่ยมนักเรียนทุนพระราชานุเคราะห์ พร้อมมอบกำลังใจ

    ผู้ว่าฯ กาญจนบุรี นำเหล่ากาชาดจังหวัดลงพื้นที่เยี่ยมนักเรียนทุนพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ มอบถุงยังชีพ ผ้าห่ม และทุนการศึกษา เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่เยาวชนเรียนดีฐานะยากจน

    วันที่ 16 ก.พ.69 เวลา 09.00 น. นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี/นายกเหล่ากาชาดจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย นางสาวกมลชญา ประเสริฐสิน เลขานุการเหล่ากาชาดจังหวัดฯ/ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี นายสมบูรณ์ แผนสมบูรณ์ นายอำเภอเมืองกาญจนบุรี นายสุเทพ วงศ์วัชรมงคล นายอำเภอพนมทวน นายกิรติ จิณแพทย์ ผู้ช่วยเลขานุการเหล่ากาชาดจังหวัดฯ/จ่าจังหวัดกาญจนบุรี นางสาวนาตยา นิลพ่วง เหรัญญิกเหล่ากาชาดจังหวัดฯ/เสมียนตราจังหวัดกาญจนบุรี และกรรมการ/สมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมลงพื้นที่ติดตามและตรวจเยี่ยม พร้อมให้กำลังใจนักเรียนทุนในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปีการศึกษา 2568 ซึ่งเป็นนักเรียนที่เรียนดี ฐานะทางครอบครัวยากจน และมีความประพฤติดี ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน จำนวน 2 แห่ง ดังนี้

    1.มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี มีนักเรียนทุนฯ จำนวน 7 ราย

    2.โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 45 อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี มีนักเรียนทุนฯ จำนวน 33 ราย

    โดยมี ผศ.จรายุทธ ประทีปวรกาญจน์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี นายเกริกเกียรติ อินเกตุ ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 45 ให้การต้อนรับ พร้อมให้ข้อมูลนักเรียนตามลำดับ

    ในการนี้ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดกาญจนบุรีได้กล่าวให้โอวาทแก่นักเรียนทุนฯ พร้อมทั้งมอบเครื่องอุปโภค – บริโภค (ถุงยังชีพ) ผ้าห่มกันหนาว และสนับสนุนเงินสมทบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนนักศึกษาอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/129634&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qGwyMGrU52TwqnC3RjArK

  • กระทรวงศึกษาธิการ ให้สิทธิทายาท ผอ.ศศิพัชร บรรจุเข้ารับราชการได้ สืบทอดเจตนาที่อยากเห็นบุตรเป็นราชการครูเหมือนกับผู้วายชนม์

    กระทรวงศึกษาธิการ ให้สิทธิทายาท ผอ.ศศิพัชร บรรจุเข้ารับราชการได้ สืบทอดเจตนาที่อยากเห็นบุตรเป็นราชการครูเหมือนกับผู้วายชนม์

    กระทรวงศึกษาธิการ ให้สิทธิทายาท ผอ.ศศิพัชร บรรจุเข้ารับราชการได้ สืบทอดเจตนาที่อยากเห็นบุตรเป็นราชการครูเหมือนกับผู้วายชนม์

    (15 ก.พ.69) ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า การช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวนางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ผู้เสียชีวิต และพิจารณาสิทธิประโยชน์และบำเหน็จบำนาญความชอบเป็นกรณีพิเศษตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ในส่วนที่สำนักงาน ก.ค.ศ. สามารถดูและช่วยเหลือครอบครัวของ นางศศิพัชร ได้ ด้วยการตอบแทนคุณความดีและยกย่องครู ผู้เสียสละ ตามหลักเกณฑ์ฯ ว 12/2562 ให้ส่วนราชการสามารถพิจารณาการสงเคราะห์และช่วยเหลือบรรจุทายาทของข้าราชการสังกัด ศธ.ที่เสียชีวิต อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี เข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ได้

    ซึ่ง นางศศิพัชร มีบุตรธิดา จำนวน 2 คน กำลังศึกษาในระดับชั้นอุดมศึกษา ปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามลำดับ โดยเมื่อจบการศึกษาก็สามารถดำเนินการตามหลักเกณฑ์นี้ได้ ในกรณีที่ทายาทประสงค์จะบรรจุเข้ารับราชการ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66680&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EkiCV9y1Makk6OHxx_aRK

  • 9 สถาบันบุกศาลปกครอง ร้องสั่งเลือกตั้ง 69 โมฆะ ปมบาร์โค้ดบัตรละเมิดสิทธิลงคะแนนลับ

    9 สถาบันบุกศาลปกครอง ร้องสั่งเลือกตั้ง 69 โมฆะ ปมบาร์โค้ดบัตรละเมิดสิทธิลงคะแนนลับ

    เครือข่ายนักศึกษา 9 มหาวิทยาลัยรวมพลัง ยื่นฟ้อง กกต. ปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด จี้ศาลสั่งเลือกตั้งใหม่ ระงับรับรองผลชั่วคราว หวั่นเสียหายเกินเยียวยา

    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ ตัวแทนเครือข่ายนักศึกษาจาก 9 สถาบันการศึกษาชั้นนำ นำโดย นายธีรภัทร ศุภพิทักษ์ไพบูลย์ ผู้ประสานงานกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม พร้อมด้วยตัวแทนจาก จุฬาฯ, มก., มข., สจล., มช., มฟล., มร. และ มศว เดินทางเข้ายื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเลขาธิการ กกต. ต่อศาลปกครองกลาง กรณีการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา

    ทางกลุ่มผู้ร้องเรียนระบุว่า การจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เนื่องจากบัตรเลือกตั้งมีการพิมพ์รหัส Barcode ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวตนผู้ลงคะแนนได้ ซึ่งเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐาน “การลงคะแนนลับ” ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจน จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เป็นโมฆะ และสั่งให้ กกต. จัดการเลือกตั้งใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

    นอกจากนี้ เครือข่ายนักศึกษาฯ ยังยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยให้ “ระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง” ไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายร้ายแรงหากมีการรับรอง สส. เข้าสภาไปก่อนล่วงหน้า พร้อมขอสั่งห้าม กกต. นำระบบคิวอาร์โค้ดหรือเทคโนโลยีอื่นใดที่เชื่อมโยงถึงตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาใช้ในอนาคต โดยขอให้ศาลพิจารณาเป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อประโยชน์สูงสุดของรัฐและประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2914531&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0APzA0O95SkD6lgnhg50TX

  • ‘ตะโขง’ ในป่าพรุ ลมหายใจที่รอวันฟื้นคืน – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ‘ตะโขง’ ในป่าพรุ ลมหายใจที่รอวันฟื้นคืน – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ‘ตะโขง’ ในป่าพรุ ลมหายใจที่รอวันฟื้นคืน

    ช่วงหัวค่ำวันหนึ่งของเดือนกันยายน พ.ศ. 2568  ในวันที่ความเงียบสงบของคลองบางสน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ใครจะคิดว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของการจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แวดวงอนุรักษ์ไทย 

    เมื่อสัตว์เลื้อยคลานรูปร่างประหลาดที่มีส่วนปากเรียวยาวผิดจากจระเข้ทั่วไปได้ปรากฏตัวให้เห็น ก่อนจะได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการอีกครั้งในเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่านั่นคือ ‘ตะโขง’

    ทีมวิจัยจากสถานีวิจัยสัตว์ป่าป่าพรุ-ป่าฮาลาบาลาลงพื้นที่สำรวจบริเวณดังกล่าว และพบตะโขงขนาดราว 1.5 เมตร ซึ่งอนุมานได้ว่ามีตะโขงในบริเวณนี้อย่างน้อย 2 ตัว (ตัวแรกที่ชาวบ้านพบความยาว 3 เมตร)

    เหตุการณ์นี้เป็นการค้นพบที่ไม่เพียงแค่เจอสัตว์หายาก แต่ยังยืนยันว่า ‘ตะโขง’ (False Gharial) หรือ Tomistoma schlegelii ที่เคยเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ ยังคงซ่อนตัวอยู่ในระบบนิเวศพรุของจังหวัดนราธิวาส

    ตะโขง หรือ จระเข้ปากกระทุงเหว มีลักษณะทางชีววิทยาที่โดดเด่นจากจะงอยปากที่เรียวยาวมากเป็นพิเศษ ซึ่งยาวกว่าความกว้างที่ฐานปากถึง 3 เท่าตัว ภายในขากรรไกรบรรจุฟันแหลมคมลักษณะคล้ายเข็มจำนวน 76-84 ซี่ ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือจับเหยื่อที่มีความลื่นได้เป็นอย่างดี

    ในอดีตเคยมีการเข้าใจผิด คิดว่าปากที่เรียวเล็กนี้ออกแบบมาเพื่อกินปลา และสัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก แต่การศึกษาสมัยใหม่พบว่าตะโขงเป็นผู้ล่าที่กินอาหารได้หลากหลาย โดยเฉพาะตัวเต็มวัยที่มีขนาดใหญ่กว่า 3-4 เมตร 

    พวกมันล่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น ทั้งลิงแสม ลิงจมูกยาว นกน้ำ กวาง และสัตว์เลื้อยคลาน ในบางประเทศมีรายงานการโจมตีวัวและมนุษย์ ซึ่งยืนยันถึงพละกำลังมหาศาลที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบใต้ผิวน้ำ    

    ถิ่นอาศัยตามธรรมชาติของตะโขงมีความเฉพาะตัวสูง โดยผูกพันอย่างยิ่งกับ ‘ป่าพรุ’ และพื้นที่ชุ่มน้ำในที่ราบต่ำ ชอบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำนิ่งหรือไหลช้า เช่น ทะเลสาบ แม่น้ำสายย่อย และลำคลองที่มีพืชพรรณหนาแน่นริมตลิ่ง

    การที่ตะโขงเลือกอาศัยในป่าพรุทำให้พวกมันกลายเป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของป่าชนิดนี้ แต่เมื่อป่าพรุถูกทำลายหรือถูกระบายน้ำออกเพื่อเปลี่ยนเป็นที่ดินเกษตรกรรม ตะโขงก็เป็นสัตว์กลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจนนำไปสู่การสูญพันธุ์ในระดับท้องถิ่น 

    สถานะของตะโขงในปัจจุบันถือว่าน่ากังวลอย่างยิ่ง ตาม IUCN red list ในปี 2023 ถูกจัดอยู่ในชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) ทั่วโลกคาดการณ์ว่าเหลือตะโขงตัวเต็มวัยในธรรมชาติไม่เกิน 2,500 ตัว 

    ภัยคุกคามที่ร้ายแรงอันดังหนึ่งคือการสูญเสียที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การระบายน้ำออกจากป่าพรุเพื่อทำสวนปาล์มน้ำมันและยางพาราได้ทำลายพื้นที่อาศัยที่เหมาะสมของตะโขงไปมากกว่า 30-40 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา จนชั้นดินพีทแห้งลง (การสะสมของชั้นดินอินทรียวัตถุ ได้แก่ ซากพืช ซากต้นไม้ ใบไม้ที่ย่อยสลายอย่างช้าๆ) จนเกิดไฟป่าได้ง่าย  เป็นเหตุให้แหล่งวางไข่ของตะโขงถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก

    นอกจากนี้ ตะโขงยังถูกล่าอย่างหนักเพื่อหนังและเนื้อ ในบางวัฒนธรรมคนท้องถิ่นมีความเชื่อว่าไข่ตะโขงมีคุณค่าทางโภชนาการสูงจึงถูกขโมยไปเป็นอาหาร นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุจากการติดเบ็ดหรือตาข่ายดักปลาของชาวประมงที่ทำให้สัตว์บาดเจ็บและจากโลกนี้ไป

    ปัจจุบัน ประชากรตะโขงกลุ่มใหญ่อาศัยอยู่ในจังหวัดกาลิมันตันกลาง โดยเฉพาะในอุทยานแห่งชาติตันจุงปูติง (Tanjung Puting National Park) ประเทศอินโดนีเซีย แต่ประชากรส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในสภาวะที่แยกตัวและเสี่ยงต่อการเกิดพันธุกรรมบกพร่อง    

    สำหรับประเทศไทย มีโครงการเพาะขยายพันธุ์ตะโขง นอกถิ่นอาศัยภายในพื้นที่สวนสัตว์นครราชสีมา เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการศึกษาด้านอนุรักษ์ และวิจัย เพื่อเพิ่มประชากรตะโขงในสถานที่เพาะเลี้ยง และนำไปสู่การนำกลับคืนสู่ธรรมชาติของประเทศไทยในอนาคต

    ส่วนการพบตะโขงในประเทศไทยครั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยสถานีวิจัยสัตว์ป่าป่าพรุ-ป่าฮาลาบาลาร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เตรียมยกระดับการลาดตระเวนป้องกันการล่า และจะทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อวางแผนอนุรักษ์พื้นที่ให้ตะโขงอยู่รอดต่อไปอย่างยั่งยืน

    อ้างอิง

    ผู้เขียน

    ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/news/2026-41/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S1V11dPTkEgej2b0ANWj2

  • แพทย์จุฬา ค้นพบโพรไบโอติกชนิดใหม่ลดอักเสบโรคไต

    แพทย์จุฬา ค้นพบโพรไบโอติกชนิดใหม่ลดอักเสบโรคไต

    ภาพจำลองโพรไบโอติก

    ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นโพรไบโอติกกำลังได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคสายสุขภาพ  เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว ที่มีจุลินทรีย์ตัวดีช่วยในการทำงานของลำไส้และระบบการขับถ่าย  แต่โพรไบโอติกไม่ได้มีดีเพียงเท่านั้นวิทยาศาสตร์และการแพทย์สมัยใหม่  ยังพบความมหัศจรรย์ของจุลชีพในลำไส้อีกมากมายหลายสายพันธุ์ที่สามารถช่วยบรรเทาภาวะความเจ็บป่วยและความเสื่อมของร่างกายได้  เช่น ภาวะไตเรื้อรัง โดยล่าสุด ศ. ดร. สมหญิง ธัมวาสร และรศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์ ลีฬหวนิชกุล หน่วยภูมิคุ้มกันวิทยาภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ได้วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์”โพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส  แอล34 ”  รูปแบบผงเพื่อผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรัง

    “จากการทดลองพบว่าเมื่อผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทานโพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัสแอล34 เป็นระยะเวลา 1 เดือน  ปริมาณสารพิษยูรีเมียและไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ” รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์กล่าว“

    โพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34  เป็นแบคทีเรียประจำถิ่นของคนไทยจึงน่าจะเป็นอาหารเสริมที่เหมาะสมกับคนไทย”โพรไบโอติกกับสุขภาพ  รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์ อธิบายว่า “โพรไบโอติก”คือจุลชีพที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งอาจเป็นเชื้อแบคทีเรีย ราหรือยีสต์ก็ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะหมายถึงเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ ในร่างกายมนุษย์มีเชื้อแบคทีเรียทั้งดีและไม่ดี แบคทีเรียดีจะทำการสร้างสารอาหารบางอย่างที่มีประโยชน์ต่อร่างกายซึ่งร่างกายสร้างเองไม่ได้ เช่น กรดไขมันสายสั้น (Short-chain Fatty  Acids) และ วิตามินบางอย่าง โดยโพรไบโอติกช่วยย่อยไฟเบอร์  ย่อยอาหารที่ร่างกายย่อยไม่ได้และยังช่วยแย่งอาหารจากแบคทีเรียไม่ดีทำให้แบคทีเรียไม่ดีลดจำนวนลงและแบคทีเรียดีก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น

    ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย) ได้กำหนดโพรไบโอติกที่สามารถใช้ในอาหารว่ามีทั้งหมด 23-24 สายพันธุ์ เช่น บิฟิโดแบคทีเรียม(Bifidobacterium) และ แลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus หรือLacticaseibacillus) ทั้งยังรวมถึงเชื้อจำเพาะบางชนิด เช่น  สแตฟฟิโลคอกคัส (Staphylococcus sciuri) และ โปรปิโอนิแบคทีเรียม(Propionibacterium arabinosum)โดยแลคโตบาซิลัสเป็นชื่อโพรไบโอติกที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่รู้จักและคุ้นหูที่สุด

    รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์  กล่าวว่า  แลคโตบาซิลัสเป็นกลุ่มของแบคทีเรียกลุ่มหนึ่งมีคุณสมบัติในการสร้างกรด lactic ได้ดี ทำให้ถูกนำไปผลิตเป็นนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต  ในกลุ่มแลคโตบาซิลัสมีนามสกุลย่อย เราเรียกว่าสปีชีส์ เช่นแรมโนซัส (Rhamnosus) และคาเซอิ (Casei) ทั้งสองสปีชีส์จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันและมีความใกล้เคียงกันมาก เช่น  การย้อมติดสี และเป็นแบคทีเรียที่ไม่ชอบออกซิเจนเหมือนกันแต่ก็มีความแตกต่างกันทางชีวเคมีบ้างเล็กน้อยเราก็เลยแยกเป็นคนละสปีชีส์

    โพรไบโอติก แลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34  โพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34ถูกค้นพบครั้งแรกโดย  ศ. ดร.สมหญิง ธัมวาสรจากภาควิชาจุลชีววิทยา จุฬาฯ เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว 

    ศ. ดร.สมหญิง ธัมวาสร และศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์ ลีฬหวนิชกุล

    “ท่านศึกษาเชื้อแบคทีเรียในเด็กทารกโดยสกัดโพรไบโอติกจากอุจจาระของทารกมาศึกษาแล้วพบว่ามีเชื้อบางกลุ่มที่น่าสนใจ”  รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์กล่าว

    ในกระบวนการวิเคราะห์ว่าแบคทีเรียที่ค้นพบมีประโยชน์หรือไม่  รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์กล่าวว่า   การทดสอบต่อไปว่าวิธีทำคือแยกเชื้อแบคทีเรียจากอุจจาระและมีอาหารเลี้ยงเชื้อเราใส่อาหารที่แบคทีเรียชอบ มันก็จะเจริญเติบโตขึ้นมาเมื่อได้กลุ่มเชื้อแบคทีเรียแล้วก็จะมาวิเคราะห์ดูว่าแบคทีเรียตัวนี้มีคนเคยเจอหรือยัง หรือเป็นแบบเฉพาะที่ยังไม่มีคนเคยเจอเราทำการวิเคราะห์หาลำดับดีเอ็นเอ (Sequencing Analysis)  และพบว่าแบคทีเรียในลำไส้ที่ชื่อว่าโพรไบโอติก แลคโตบาซิลัสแรมโนซัส แอล34 มี Sequence ไม่เหมือนตัวอื่นเป็นแลคโตบาซิลัสพันธุ์จำเพาะ ที่ไม่เหมือนกับแบคทีเรีย แลคโตบาซิลัส  แรมโนซัส ตัวอื่นๆโพรไบโอติกที่ค้นพบ ยังมีคุณสมบัติ สามารถรักษาอาการอักเสบโรคไตเรื้อรัง  โดยนำโพรไบโอติกแลคโตบาซิลัสแรมโนซัส แอล34 มาดลองกับสัตว์ทดลองเริ่มตั้งแต่โมเดลการติดเชื้อในลำไส้ โมเดลการติดเชื้อทางกระแสเลือดและโมเดลโรคไต พบว่าในโมเดลโรคไตโพรไบโอติก  ลดปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบได้เมื่อเทียบกับสัตว์ทดลองที่ไม่ได้ให้โพรไบโอติก

    “เราเริ่มทำในโมเดลของสัตว์ทดลองก่อน สัตว์ทดลองที่มีไตอยู่ 1ใน 6ส่วนของไตปกติจะมีการคั่งของของเสียที่ขับทางปัสสาวะเหมือนในคนเราให้โพรไบโอติกเข้าไปวันละครั้งนาน 3 เดือน พบว่าสามารถลด Gut-derived Uremic Toxins (GDUTs)หรือสารพิษยูรีเมียที่เกิดในลำไส้”

    รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์ กล่าวต่อว่า โรคไตจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของของเสียบางอย่างเนื่องจากขับออกทางปัสสาวะไม่ได้หรือขับออกได้น้อยลงของเสียเหล่านั้นจึงขับออกทางลำไส้แทนและจะถูกใช้โดยแบคทีเรียบางกลุ่มที่อยู่ลำไส้แล้วผลิตออกมาเป็นกลุ่มของสารที่ชื่อว่า GDUTsซึ่งทำให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้นเกิดการแข็งตัวของหลอดเลือดส่งผลให้เกิดโรคเส้นเลือดสมองตีบหรือแตก และโรคหัวใจได้ง่ายขึ้น ทั้งยังเกิดการเสื่อมของไตเร็วขึ้นอีกด้วย

    “แต่เมื่อเราให้โพรไบโอติก แลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34ซึ่งเป็นแบคทีเรียดี มันเข้าไปช่วยลดแบคทีเรียไม่ดีส่งผลให้สารพิษยูรีเมียดังกล่าวลดลง”เมื่อการทดลองในสัตว์ได้ประสิทธิผลดี ” รศ.ดร.นพ.อัษฎาศ์

    หลังตากนั้นมี มีดำเนินการทดลองระยะต่อไปกับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเมื่อปี 2567 โดยให้ผู้ป่วยรับประทานโพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัสแอล34  ในรูปแบบผงประมาณ 1 เดือน แล้วเจาะเลือดพบว่าค่า Gut- derived Uremic Toxins  และไซโตไคน์ซึ่งเป็นปัจจัยที่วัดการอักเสบในเลือดนั้นลดลงแต่การทำงานของไตยังคงไม่เปลี่ยนแปลง”

    “โพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส  แอล34 เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 3 – 5  ในระยะก่อนที่ผู้ป่วยจะล้างไต สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ยังไม่จำเป็นต้องได้รับการล้างไตนั้น  การรับประทานโพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34อาจช่วยลดการอักเสบได้ แต่สำหรับผู้ป่วยระยะที่ 5ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการล้างไตนั้นอาจจะต้องให้โพรไบโอติกร่วมกับการล้างไตซึ่งจะได้ผลดีหรือไม่นั้นคงต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ที่จะต้องทำการรักษาทดแทนไตแต่ไม่ได้รับการรักษานั้นอาจจะเกิดผลเสียที่รุนแรงถึงชีวิต” รศ.ดร.นพ.อัษฎาศ์กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยโรคไต  จะเกิดการสะสมของสารพิษยูรีเมีย เกิดภาวะซึม มีน้ำเกินในปอดหอบ หายใจไม่ได้ และตัวบวมเลือดออกในเยื่อหุ้มหัวใจส่งผลการบีบตัวของหัวใจผิดปกติและเสียชีวิตได้คงต้องเน้นว่าการให้โพรไบโอติกเป็นเพียงการรักษาเสริมเพิ่มจากการรักษาตามมาตรฐานเท่านั้นไม่สามารถทดแทนการรักษาตามมาตรฐานปัจจุบันได้

    โพรไบโอติกรูปแบบผงสำหรับผู้ป่วยไตเรื้อรังขณะนี้ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34ได้จดอนุสิทธิบัตรแล้ว โดยทีมวิจัย จุฬาฯ ได้ให้บริษัท Greater  Pharma (เกรทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด) เป็นผู้ดำเนินการผลิต

    “เราเก็บโพรไบโอติกแลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34  ในรูปแบบไลโอฟิไลซ์ (Lyophilized Form) ทำให้มันแห้งในแล็บเวลาจะใช้ก็มาเลี้ยงในหลอดทดลองเชื้อจะเจริญเติบโตแล้วก็เอาไปใช้ต่่อไป  แต่ถ้าจะไปทำผลิตภัณฑ์วิธีที่จะทำให้เชื้อเจริญเติบโตโดยใช้ต้นทุนน้อยที่สุดเป็นการใช้วิธีการทางอุตสาหกรรมเราจึงร่วมมือกับบริษัทยาเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นเกรดที่ผู้ป่วยทานได้ รสชาติดี โดยมีเป้าหมายเบื้องต้นให้มีราคาที่คนไทยเข้าถึงได้ง่ายการพัฒนาทางด้านเทคนิคการผลิตในอนาคตอาจจะทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีราคาถูกลงซึ่งเทคนิคเหล่านี้น่าจะเป็นองค์ความรู้หนึ่งที่สำคัญของประเทศในอนาคต”

    สำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกในรูปแบบผง รศ.ดร.นพ.อัษฎาศ์ บอกว่า คนเป็นโรคไตบางรายอยากรับประทานโพรไบโอติกกินโยเกิร์ตก็ไม่ได้เนื่องจากมีฟอสเฟตสูงโดยเฉพาะโรคไตวายเรื้อรังในระยะที่มีปัสสาวะน้อยและต้องดื่มน้ำน้อยถ้าต้องได้รับโพรไบโอติกรูปแบบที่ใช้น้ำเยอะก็จะไม่สามารถใช้ได้เลยใช้รูปแบบเป็นผงคนไข้ไม่อยากดื่มน้ำก็สามารถเทเข้าไปผสมกับข้าวได้หรือละลายน้ำในปริมาณน้อยแล้วดื่มก็ได้

    อนาคตงานวิจัยจุลชีพกับการดูแลสุขภาพแม้จะได้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแล้ว แต่การวิจัยยังไม่สิ้นสุด รศ.ดร.นพ.อัษฎาศ์ เผยถึงการศึกษาในระยะต่อไปว่า สนใจศึกษาว่าถ้าทานโพรไบโอติกในระยะเวลานานขึ้นจะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนในโรคไตต่าง ๆ ได้หรือไม่เนื่องจากผลการทดลองที่ได้จากการรับประทานโพรไบโอติกเพียงหนึ่งเดือนอาจจะสั้นเกินกว่าที่จะเห็นผลดีอื่น ๆนอกจากนี้การทำให้เชื้ออยู่ในลำไส้ได้นานขึ้นควรจะทำอย่างไร

    รศ. ดร.นพ.อัษฎาศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่ผลิตภัณฑ์ประเภทที่เป็นอาหารของเชื้อโพรไบโอติก เรียกว่า พรีไบโอติก (Prebiotic)หรือทั้งตัวเชื้อโพรไบโอติกรวมกับอาหารของเชื้อที่เรียกว่า ซินไบโอติก(Synbiotic) ก็มีความน่าสนใจ หากเป็นไปได้ การมี“ซุปเปอร์โพรไบโอติก” อาจจะเกิดประโยชน์ในหลายโรคนอกจากนั้นการศึกษาโมเลกุลที่สร้างขึ้นจากโพรไบโอติก เช่นกรดไขมันสายสั้นก็น่าสนใจและง่ายสำหรับการทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นยาซึ่งสามารถทำการเก็บรักษาได้ง่ายกว่าโพรไบโอติกที่เป็นจุลชีพที่มีชีวิต

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/948480/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rYhpzp_UttjXxHjTvrqUx

  • พฤติกรรมการบริโภคสินค้าเทศกาลตรุษจีนของจีนปี 2569

    พฤติกรรมการบริโภคสินค้าเทศกาลตรุษจีนของจีนปี 2569

            ผู้บริโภคชาวจีนให้ความสำคัญกับคุณค่าทางจิตใจ การแสดงออกถึงตัวตน และคุณภาพชีวิตมากขึ้น รูปแบบการบริโภคสินค้าเทศกาลตรุษจีนจึงกำลังเปลี่ยนจากการกักตุนสินค้าและการให้ของขวัญตามธรรมเนียม ไปสู่การบริโภคที่เริ่มจากความสนใจและความพึงพอใจของตนเองและผู้อื่น อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับสุขภาพและประสบการณ์มากยิ่งขึ้น โดยมีข้อมูลอ้างอิงจากรายงานผลสำรวจพฤติกรรมการบริโภคสินค้าเทศกาลตรุษจีน  ของผู้บริโภคชาวจีนปี 2569 จากการศึกษาและวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ 5 แบรนด์ ได้แก่ Liuyuetian Food (六月天食品) Hongli (红荔) Guanghua (广华) Mengniu (蒙牛และAusnutria (澳牧)โดยตามรายงาน ของ iiMedia Research ระบุว่า ระหว่างปี 2561-2568 มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมธุรกิจของขวัญในจีนเพิ่มขึ้นจาก 8,000 ล้านล้านหยวน (36 ล้านล้านบาท) เป็น 14,498 ล้านล้านหยวน (65 ล้านล้านบาท) และคาดว่าในปี 2570 มูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 16,197 ล้านล้านหยวน (73 ล้านล้านบาท)

              โดยพบว่าในกลุ่มสินค้าตรุษจีนนั้น ชาวจีนมากกว่าครึ่งเลือกซื้อขนมและอาหารว่าง โดยมีปัจจัยใน     การตัดสินใจซื้อจากความหลากหลายของรสชาติ ร้อยละ 45.88 ความคุ้มค่าคุ้มราคา ร้อยละ 41.41 และบรรจุภัณฑ์ที่มีความหมายมงคลและเหมาะสมกับบรรยากาศเทศกาล ร้อยละ 38.59 จากข้อมูลสะท้อนให้เห็นว่า การเลือกซื้อสินค้าตรุษจีนในปัจจุบันสะท้อนพฤติกรรมการบริโภคแบบผสมผสานที่คำนึงถึงทั้งความคุ้มค่าและคุณค่าทางอารมณ์ ส่งผลให้ขนมและอาหารว่างไม่ได้เป็นเพียงของบริโภคทั่วไป แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างบรรยากาศและสีสันของเทศกาลตรุษจีน จากรายงานของ iiMedia Research พบว่าตลาดสินค้าตรุษจีนมีแนวโน้มสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 

    1.การพัฒนานวัตกรรมด้านรสชาติ โดยผู้ประกอบการนำเอกลักษณ์ท้องถิ่นและการร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมมาใช้สร้างความแตกต่าง ควบคู่กับการพัฒนาสินค้าเพื่อสุขภาพเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

    2.การยกระดับประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานและการควบคุมต้นทุน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการผลิต    เพื่อรักษาคุณภาพสินค้าและความสามารถในการแข่งขันด้านราคา

    3.การทำการตลาดเชิงสถานการณ์ร่วมกับการผสานคุณค่าทางวัฒนธรรม โดยออกแบบบรรจุภัณฑ์และกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับเทศกาล เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค

    82c98ec8-9714-4fd3-809c-6158e2e29f11.png

    ข้อมูลระบุว่าในปี 2567 ยอดค้าปลีกสินค้าบริโภคของจีนมีมูลค่า 48.3 ล้านล้านหยวน (217 ล้านล้านบาท)เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของเศรษฐกิจภายในประเทศ ตลาดผู้บริโภคยังคงมีความแข็งแกร่ง และสามารถปรับตัวต่อภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงได้

    ขณะเดียวกัน ความคึกคักของช่องทางออนไลน์ และการเติบโตของกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันตลาดของขวัญให้พัฒนาไปสู่ระบบดิจิทัล มุ่งเน้นด้านสุขภาพ และความยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ ภาคธุรกิจควรใช้ประโยชน์จากโอกาสเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นจากการฟื้นตัวของการบริโภค โดยเร่งเสริมสร้างการดำเนินงานแบบบูรณาการระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมสินค้าในกลุ่มที่มีศักยภาพเติบโตสูง เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น 

    3e8ff163-fa36-48cf-8170-903a40c3c64a.png

    ในปี 2568 อุตสาหกรรมขนมและอาหารว่างของจีนมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 1.18 ล้านล้านหยวน (5.5 ล้านล้านบาท) และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.23 ล้านล้านหยวน (6 ล้านล้านบาทภายในปี 2570 จากรายงานพบว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมขนมและอาหารว่างได้สร้างฐานหมวดหมู่สินค้าและพื้นที่สำหรับนวัตกรรมที่มั่นคงให้กับตลาดสินค้ารับเทศกาลตรุษจีน แนวโน้มการยกระดับการบริโภคโดยการผลักดันให้สินค้ารับตรุษจีนพัฒนาไปสู่สินค้าเพื่อสุขภาพ และสินค้าระดับพรีเมียมมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการคัดเลือกวัตถุดิบและ การพัฒนากระบวนการผลิตเชิงนวัตกรรมมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันพฤติกรรมการบริโภคขนมและอาหารว่างในชีวิตประจำวันยังช่วยเพิ่มการยอมรับและการเข้าถึงของสินค้ารับเทศกาลในฐานะสื่อกลางของวัฒนธรรมและบรรยากาศช่วงเทศกาลได้มากขึ้นอีกด้วย

    d0c2befe-a070-42c4-8b9d-3b7bffff3129.png

    ในปี 2569 กลุ่มสินค้าของขวัญเทศกาลตรุษที่ชาวจีนซื้อหมวดขนมและอาหารว่าง ยังคงมีสัดส่วนสูงสุดอยู่ที่ ร้อยละ 53.55 รองลงมาได้แก่ หมวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และชา คิดเป็นร้อยละ 46.70 และหมวดวัตถุดิบอาหาร ร้อยละ 45.43 เห็นได้ว่า โครงสร้างการซื้อดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงคุณลักษณะสอ 2 ประการของการบริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีน ได้แก่ การรวมตัวสังสรรค์ และการมอบของขวัญตามธรรมเนียมทางสังคม ซึ่งขนมและอาหารว่างเป็นสินค้าที่มีการบริโภคบ่อยและแบ่งปันได้ง่าย สามารถตอบโจทย์ทั้งความเพลิดเพลินในช่วงเทศกาลและความต้องการ             ด้านการพบปะสังสรรค์ภายในครอบครัว ขณะที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และชามีบทบาทเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการมอบของขวัญและพิธีการทางสังคมที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์มากกว่า ส่วนวัตถุดิบอาหารในฐานะสินค้าจำเป็นช่วงเทศกาล ยังคงครองสัดส่วนพื้นฐานอย่างมั่นคง ทั้งนี้ ภาคธุรกิจควรมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ทางการตลาดโดยยึดสามกลุ่มสินค้าหลักเป็นแกนสำคัญ

    75a4a176-89e1-4d00-8565-09d9e2c21864.png
    d8c72c72-4a48-445d-b2f0-97cc57b372dc.png

    ช่องทางที่ผู้บริโภคชาวจีนใช้ในการซื้อสินค้าสำหรับเทศกาลตรุษจีนในปี 2569 มีสัดส่วนสูงสุดสามอันดับแรก ได้แก่ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจร (เช่น Taobao, JD.com) คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 45.43 รองลงมาคือ ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่แบบออฟไลน์ คิดเป็น ร้อยละ 38.96 และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสินค้าอาหารสด (เช่น Hema, Dingdong Maicai) คิดเป็นร้อยละ 34.01 เห็นได้ว่า จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอีคอมเมิร์ซและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภค การซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้กลายเป็นช่องทางหลักในการจัดซื้อสินค้าช่วงเทศกาล ขณะเดียวกัน ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่แบบออฟไลน์ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดในระดับสูง ด้วยความสะดวกในการเข้าถึงและความหลากหลายของสินค้า โดยภาพรวม รูปแบบการจับจ่ายที่ผสานช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ (Online to Offline) ได้กลายเป็นแนวโน้มหลักของผู้บริโภคในการจัดซื้อสินค้าช่วงเทศกาลแล้ว 

    f4a6fb84-86b3-4e80-8895-8181bc0ba492.png

    ปัญหาหลักที่ผู้บริโภคชาวจีนพบในการซื้อสินค้าช่วงเทศกาลตรุษจีนในปี 2569 สามอันดับแรก ได้แก่ คุณภาพสินค้าไม่สม่ำเสมอ ปัญหาสินค้าปลอมหรือสินค้าใกล้หมดอายุ คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 38.32 รองลงมา ตัวเลือกของสินค้าอาหารท้องถิ่นหรือสินค้าอาหารสำหรับเด็กมีค่อนข้างจำกัด คิดเป็น ร้อยละ 32.36 และสินค้าไม่ตรงกับที่โฆษณา รวมถึงปัญหาบรรจุภัณฑ์ชำรุดหรือจัดส่งสินค้าไม่ครบ คิดเป็น ร้อยละ 32.11 จะเห็นได้ว่า โดยภาพรวม ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อประสบการณ์การซื้อสินค้า ดังนั้น ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงและยกระดับมาตรฐานในด้านดังกล่าว เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของผู้บริโภคในระยะยาว

    ความเห็นสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน:แนวโน้มการบริโภคสินค้าเทศกาลของผู้บริโภคชาวจีนที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ คุณภาพชีวิต และการบริโภคเชิงผสมผสาน สอดคล้องกับทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2569–2573) ที่มุ่งผลักดันภาคบริการให้เป็นกลไกหลักใน   การขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะผ่านนโยบาย First Store Economy ซึ่งหลายเมืองเศรษฐกิจพิเศษของจีนดำเนินมาตรการสนับสนุนเพื่อดึงดูดการเปิดร้านค้าแห่งแรกของโลก แห่งแรกในเอเชีย หรือแห่งแรกในจีน เป็นการยกระดับภาคค้าปลีกและบริการ ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยใน       การยกระดับสินค้าและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยควรให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า การสร้างแบรนด์ และการออกแบบประสบการณ์ผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทย เช่น ขนมและอาหารว่างเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่มสมุนไพร และผลิตภัณฑ์สปา ซึ่งมีโอกาสในการพัฒนาและนำเสนอในรูปแบบร้านต้นแบบหรือร้านแนวคิดใหม่ ที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์และขยายโอกาสทางการค้าในอนาคต 

    ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดสินค้าในเมืองเซี่ยเหมินและมณฑลฝูเจี้ยน อาจพิจารณานำเสนอขนมและอาหารว่างที่มีรสชาติเอกลักษณ์ความเป็นไทย โดยอาศัยกรรมวิธีการผลิตเพื่อสุขภาพ เช่น การลดน้ำตาล ลดไขมัน หรือปราศจากวัตถุกันเสีย รวมถึงออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานด้านรสชาติและคุณภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการบริโภคยุคใหม่

    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่สนใจขยายตลาดในมณฑลฝูเจี้ยนและเจียงซีอาจพิจารณาเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Top Thai Brands เซี่ยเหมินซึ่งมีกำหนดจัดในเดือนกันยายนได้ โดยสามารถดูรายละเอียดการเข้าร่วมงานในปีที่ผ่านมาได้ทาง Drive.ditp.go.th หรือสอบถามได้ทางสายด่วนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 1169

    https://www.iimedia.cn/c400/109371.html

       เรียบเรียงโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน

    12 กุมภาพันธ์ 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/dft3i5xikkg24z84gcklb5m3&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b_PoIrOshvW4mfhtsKEQ7

  • นักวิเคราะห์ข้อมูลและระบบบริหาร/ นักวิเคราะห์ข้อมูลและระบบบริหารอาวุโส 1 อัตรา – ไทยพีบีเอส

    นักวิเคราะห์ข้อมูลและระบบบริหาร/ นักวิเคราะห์ข้อมูลและระบบบริหารอาวุโส 1 อัตรา – ไทยพีบีเอส

    ลงประกาศวันที่ 16 ก.พ. 69

    ระยะเวลารับสมัคร

    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 – 3 มีนาคม พ.ศ. 2569

    วุฒิการศึกษา

    • จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป สาขาวิทยาการข้อมูล เทคโนโลยีสารสนเทศ บริหารธุรกิจ หรืิอ สาขาอื่นที่ ส.ส.ท. พิจารณาว่าเหมาะสม

    ประสบการณ์ทำงาน

    • มีประสบการณ์ในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบริหาร หรือพัฒนาระบบ Workflow, Administrative System อย่างน้อย 2 ปี

    คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง

    1. มีความสามารถในการใช้โปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูล เช่น Excel (ขั้นสูง), Google Sheets, Power BI หรือ Looker Studio
    2. สามารถออกแบบและปรับปรุงระบบบริหารงานภายในด้วยเครื่องมือ Workflow เช่น Visio, Draw.io หรือ Power Automate
    3. ใช้งานระบบ e-Office, e-Service, Themis (PDPA System), และ Info.go.th ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    4. มีความรู้พื้นฐานด้าน SQL และ Data Integration
    5. ใช้เครื่องมือ Collaboration เช่น Google Workspace, MS Teams หรือ Zoom ได้ดี
    6. ใช้โปรแกรม Excel (ขั้นสูง), Google Sheet, Power BI หรือ Looker Studio ได้ดี
    7. มีความรู้พื้นฐานด้าน Workflow Design, Data Visualization, และการเชื่อมโยงระบบสารสนเทศ
    8. เข้าใจหลักการของ Data Governance, PDPA, และมาตรฐาน ITA
    9. มีทักษะในการจัดทำรายงานและการสื่อสารข้อมูลเชิงบริหาร

    หน้าที่ความรับผิดชอบ

    1. วิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลเชิงบริหารจากระบบภายใน

    • รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจาก e-Office, Info.go.th, Compliance

    2. พัฒนาและปรับปรุงระบบบริหารภายใน (Administrative Workflow)

    • ออกแบบและทดสอบขั้นตอนการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    3. จัดทำ Dashboard และรายงานข้อมูลเชิงบริหาร

    • สร้าง Visualization สำหรับผู้บริหารสำนักบริหาร

    4. ตรวจสอบคุณภาพและความสอดคล้องของข้อมูล

    • วิเคราะห์และแก้ไขจุดบกพร่องของข้อมูลในระบบ

    5.  สนับสนุนงานด้าน PDPA และ Data Governance

    • ประสานงานกับ Compliance Officer และ IT

    6. สนับสนุนสนับสนุนงานอื่น ๆ ของ ส.ส.ท. ตามที่ได้รับมอบหมาย

    สมัครด้วยตนเอง

    สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส สำนักทรัพยากรมนุษย์ (Google maps)
    เลขที่ 145 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210 อาคารอำนวยการ (อาคาร A) ชั้น 1 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 17.00 น. เว้นวันหยุดราชการ

    สมัครทางออนไลน์

    ผู้ที่สนใจสามารถนำส่งประวัติส่วนตัว พร้อมหลักฐานการสมัครงาน ได้ที่ : www.thaipbs.or.th/Career 

    ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือก

    www.thaipbs.or.th/JOB

    ………………………………………………………………..
    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

    ฝ่ายพันธมิตรเชิงพันธกิจด้านทรัพยากรมนุษย์ สำนักทรัพยากรมนุษย์
    โทรศัพท์ : 0-2790-2220, 2201
    ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 18.00 น. เว้นวันหยุดราชการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/org/careers/opening/8954/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sT_M6KcJbigpTWLM9mQRe

  • ปิดประตูฝุ่นพิษ! รัฐงัด “ภาษีเขียว” เชือดธุรกิจ-โรงงาน ปล่อยควันเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

    ปิดประตูฝุ่นพิษ! รัฐงัด “ภาษีเขียว” เชือดธุรกิจ-โรงงาน ปล่อยควันเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

    ปัจจุบัน PM2.5 มีความซับซ้อนที่เกิดจากหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่เรื่องควันจากรถยนต์หรือโรงงานเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ “วงจรฝุ่นมลพิษ” ที่สัมพันธ์กับสภาพอากาศและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ


    ปีนี้เรายังคงเผชิญกับสภาพอากาศที่เรียกว่า Temperature Inversion หรือ อุณหภูมิผกผัน ในช่วงต้นปี (ม.ค. – มี.ค.) อากาศเย็นที่กดทับทำให้อากาศร้อนด้านล่างระบายมลพิษออกไม่ได้ เหมือนมีฝาชีใสๆ มาครอบเมืองไว้ ท่ามกลาง “ลมนิ่ง” คือลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดมา มีกำลังอ่อนเกินกว่าจะพัดฝุ่นออกไปได้ ทำให้ฝุ่นสะสมตัวจนค่าพุ่งสูงขึ้นแบบรายวัน โดยเฉพาะในพื้นที่แอ่งกระทะอย่างภาคเหนือและกรุงเทพฯ

    เมืองคุณภาพอากาศแย่

    สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล สาเหตุหลักมาจากการจราจรและการก่อสร้าง รถยนต์ดีเซลและการสะสมของไอเสียในพื้นที่ถนนที่มีตึกสูงขวางทางลม รวมถึงโครงการรถไฟฟ้า/อสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ปิดโครงการ
    ภาคเหนือและภาคกลาง ปัญหาใหญ่คือ การเผาในที่โล่ง (Open Burning) ทั้งเพื่อเคลียร์พื้นที่เกษตรและหาของป่า รวมถึงฝุ่นควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมาและลาว) ที่มักจะหนักขึ้นในช่วงกุมภาพันธ์ถึงเมษายน
    ภาคอีสาน ส่วนใหญ่เกิดจากไร่อ้อยและนาข้าว ที่มีการเผาตอซังในช่วงเก็บเกี่ยว ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในภาพรวมของภูมิภาค
    แม้รัฐบาลจะพยายามใช้เทคโนโลยี เช่น ดาวเทียมตรวจจับจุดความร้อน (Hotspots) มาช่วย แต่ปัญหา PM2.5 ในไทยยังเป็น “ปัญหาระดับโครงสร้าง” ตราบใดที่ระบบขนส่งสาธารณะยังไม่ครอบคลุม 100% และเกษตรกรยังขาดเครื่องจักรทดแทนการเผาที่มีต้นทุนต่ำ ปัญหานี้จะยังคงกลับมาเป็นวัฏจักรทุกปี

    ภาษีคาร์บอน
    ในปี 2569 รัฐบาลไทยได้ยกระดับมาตรการสิ่งแวดล้อมขึ้นสู่ระดับ “บังคับใช้จริง” โดยมีนโยบายภาษีเขียว (Green Tax) และกฎหมายสำคัญเป็นอาวุธหลักในการจัดการปัญหา PM2.5 และก๊าซเรือนกระจก โดย 3 กลไกภาษีและกฎหมายที่เริ่มมีบทบาทสำคัญในปีนี้ ได้แก่

    1. ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) “ปล่อยมาก จ่ายมาก”

    ในปี 2569 ประเทศไทยเริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นไปที่ภาคพลังงานและอุตสาหกรรมหนัก โดยเก็บจากต้นทางคือ “เชื้อเพลิงฟอสซิล” (น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน) ในอัตราประมาณ 200 บาทต่อตันคาร์บอน เป้าหมายคือเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงาน หากโรงงานหรือขนส่งรายใดไม่ปรับตัวไปใช้พลังงานสะอาด ต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้นทันที เมื่อต้นทุนน้ำมันดีเซลที่มีคาร์บอนแพงขึ้น จะบีบให้ภาคขนส่งเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือเครื่องยนต์มาตรฐาน Euro 6 มากขึ้น ซึ่งลดการปล่อยฝุ่นโดยตรง

    2. พ.ร.บ.อากาศสะอาด (Clean Air Act) “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย”

    กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2569 หัวใจสำคัญคือการจัดการฝุ่นแบบ “ข้ามเขต” และ “ข้ามพรมแดน” มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากแหล่งกำเนิดมลพิษที่เกินมาตรฐาน หากโรงงานปล่อยควันดำเกินค่าที่กำหนด จะต้องจ่ายค่าปรับเข้า “กองทุนอากาศสะอาด”
    ขณะที่ มาตรการทางเกษตร รัฐบาลใช้การ “งดสนับสนุน” ภาษีหรือสิทธิประโยชน์ต่อผู้ประกอบการที่รับซื้อผลผลิตจากการเผาป่า/ตอซัง และให้สิทธิลดหย่อนภาษีแก่เกษตรกรที่เปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรเก็บเกี่ยวแทน และเป็นปีแรกที่ไทยเริ่มมีกลไกทางกฎหมาย “มลพิษข้ามพรมแดน” เพื่อเอาผิดหรือเก็บค่าธรรมเนียมจากบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาในประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งฝุ่นข้ามมายังไทย

    กฎหมายโลกร้อน

    3. บัญชีสีเขียว (Green List) และเขต LEZ (Low Emission Zone)

    ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ มีการใช้มาตรการภาษีและค่าธรรมเนียมในระดับท้องถิ่น คือ Low Emission Zone (LEZ) การเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าพื้นที่ชั้นในสำหรับรถบรรทุกหรือรถยนต์เก่าที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานฝุ่น และ Green List ส่วนรถที่ลงทะเบียนใน “บัญชีสีเขียว” (ปล่อยมลพิษต่ำ) จะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น การลดหย่อนภาษีรถยนต์ประจำปี หรือสิทธิในการเข้าเขตควบคุมมลพิษได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม
    นโยบายภาษีเขียวในปีนี้ ไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” แต่เป็น “ภาษีบังคับ” ที่บีบให้ภาคธุรกิจต้องเลือกระหว่าง “ลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยี” หรือ “จ่ายเงินภาษีเพิ่ม” ซึ่งในระยะยาวการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมจะมีต้นทุนที่ถูกกว่าการจ่ายภาษี

    Post Views: 132

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/02/16/thailand-green-tax-sustainable/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XR6StJh_tMIXBO7EFN_31

  • CMG เตรียมถ่ายทอดสดงานชุนหว่าน (กาล่าฉลองตรุษจีน) 2026

    CMG เตรียมถ่ายทอดสดงานชุนหว่าน (กาล่าฉลองตรุษจีน) 2026

    วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.42 น.

    Tag :

    CMG เตรียมถ่ายทอดสดงานชุนหว่าน (กาล่าฉลองตรุษจีน) 2026

    “ม้า” ในวัฒนธรรมจีนเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังที่ไม่หยุดยั้งและทะยานสู่ความก้าวหน้า เมื่อวาระปีเก่าผ่านพ้นและศักราชใหม่ เทศกาลตรุษจีนปีม้าตามปฏิทินจันทรคติกำลังจะมาถึง

    เทศกาลตรุษจีนได้รับการขึ้นทะเบียนโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษย์ เทศกาลนี้สะท้อนความทรงจำร่วมและสายใยทางอารมณ์ของชนชาติจีน อีกทั้งยังเป็นมหกรรมทางวัฒนธรรมที่ผู้คนทั่วโลกร่วมเฉลิมฉลอง

    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ตรงกับวันส่งท้ายปีเก่าตามปฏิทินจีน ค่ำคืนนั้นแสงไฟจากทุกครัวเรือนส่องสว่าง เป็นช่วงเวลาแห่งการกลับมาพร้อมหน้าของครอบครัวชาวจีนทั่วโลก ขณะเดียวกันงานกาล่าตรุษจีน (ชุนหว่าน) ของสถานีวิทยุและโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีนหรือ CMG จะจัดขึ้นตามกำหนด ในฐานะมหกรรมวัฒนธรรมประจำปีที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก รายการดังกล่าว จะมอบความบันเทิง การแสดง ภาพและเสียงอันตระการตา ถ่ายทอดความอบอุ่นสู่ผู้ชมทั่วโลก

    ในวาระแห่งความหวังนี้ จีนขอส่งคำอวยพรตรุษจีนจากใจถึงประชาคมโลก ขอให้ทุกปีเปี่ยมด้วยความสงบสุขและทุกคนมีความสุขถ้วนหน้า

    แปลเรียบเรียงโดยภาคภาษาไทย ศูนย์เอเชียแอฟริกา สถานีวิทยุและโทรทัศน์ส่วนกลางแห่งประเทศจีน (CMG)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/947515&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tF4kV4g5osT0TBLtrcrcq

  • “หลุมยุบยักษ์” อาเจะห์ ลามไม่หยุด กินพื้นที่แล้ว 18 ไร่ จ่อประชิดชุมชนห่างเพียง 400 เมตร

    “หลุมยุบยักษ์” อาเจะห์ ลามไม่หยุด กินพื้นที่แล้ว 18 ไร่ จ่อประชิดชุมชนห่างเพียง 400 เมตร

    สถานการณ์ภัยพิบัติทางธรณีวิทยาในหมู่บ้านปอนด็อก บาเล็ก เกตอล ในจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย กำลังทวีความรุนแรงขึ้น หลังภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นการเคลื่อนตัวของดินบริเวณ “หลุมยุบยักษ์” ที่ยังคงขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดครอบคลุมพื้นที่การเกษตรและคุกคามเขตที่อยู่อาศัยเป็นบริเวณกว้างกว่า 18 ไร่ และยังคงเพิ่มขนาดอย่างต่อเนื่องวันละราว 1 เมตร

    หลุมบยุบขนาดมหึมาอยู่ในพื้นที่อำเภออาเจะห์กลาง จังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสำนักงานทรัพยากรพลังงานและแร่ธาตุแห่งอาเจะห์รายงานว่า หลุมดังกล่าวได้ขยายตัวจนมีพื้นที่กว้างถึง 18.75 ไร่แล้วในปีนี้ และยังคงทรุดตัวเพิ่มขนาดอย่างต่อเนื่องวันละราว 1 เมตร โดยพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายส่วนใหญ่เป็นที่ดินทำกินของชาวบ้าน เช่น ไร่พริก ส่งผลให้เกษตรกรสูญเสียพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจและแหล่งรายได้หลัก

    จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า ขอบของหลุมยักษ์มีการพังทลายและขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงวันละ 1 เมตร โดยขณะนี้ระยะห่างระหว่างปากหลุมกับชุมชนเหลือเพียงประมาณ 400 เมตรเท่านั้น สร้างความกังวลให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

    พลโท ซูฮารยันโต ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ (BNPB) ระบุว่า รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน โดยการเคลื่อนย้ายเสาไฟฟ้าแรงสูงออกจากพื้นที่เสี่ยง และเร่งสร้างถนนทางเลือกใหม่เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรได้ตามปกติ

    ทางด้านกระทรวงโยธาธิการ  ได้สั่งระงับการปล่อยน้ำทิ้งจากชุมชนลงสู่บริเวณดังกล่าวชั่วคราว เพื่อลดปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ดินอ่อนตัวและพังทลายเพิ่มขึ้น

    นายมุลยาดี เจ้าหน้าที่จากกระทรวงโยธาธิการ เปิดเผยว่า “ขณะนี้ทีมงานกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาทางเทคนิคอย่างละเอียดเพื่อหาวิธีการรับมือที่ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากขนาดความเสียหายของหน้าดินกว้างขวางมาก เราจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการกำหนดมาตรการบรรเทาภัย เพื่อป้องกันดินถล่มซ้ำซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ”

    ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ผสมได้เข้าทำการติดตั้งแนวเขตกั้นถาวรเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านเข้าใกล้บริเวณขอบหลุมยุบ เนื่องจากสภาพดินมีความไม่เสถียรสูงและมีการเคลื่อนตัวตลอดเวลา ขณะเดียวกันทางการท้องถิ่นได้ประกาศเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักซึ่งอาจเร่งให้ดินเกิดการกัดเซาะและทรุดตัวเร็วขึ้น

    ทั้งนี้ ทีมบรรเทาสาธารณภัยกำลังเร่งประเมินหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดหลุมยุบครั้งนี้ โดยคาดว่าจะสรุปผลการศึกษาและแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างถาวรได้ภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 นี้.

    ที่มา KOMPAS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2914487&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ooEf8oEo8UJ5oumCvMfxL