Category: วัฒนธรรม

  • ศึกษาพบวัยรุ่นออสเตรเลียครึ่งหนึ่ง เสี่ยง

    ศึกษาพบวัยรุ่นออสเตรเลียครึ่งหนึ่ง เสี่ยง

    เมลเบิร์น, 16 ก.พ. (ซินหัว) — วันจันทร์ (16 ก.พ.) สถาบันเบอร์เน็ต (Burnet Institute) ของออสเตรเลียเผยแพร่ผลการศึกษาฉบับใหม่ที่เตือนว่าวัยรุ่นในออสเตรเลียราวครึ่งหนึ่งมีแนวโน้มเผชิญภาวะวิตกกังวลหรือซึมเศร้าภายในอายุ 20 ปี ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการถูกกลั่นแกล้ง ความยากจน และการเหยียดเชื้อชาติ

    ผลการศึกษานี้ชี้ว่าโครงการริเริ่มในโรงเรียน เช่น การป้องกันการกลั่นแกล้ง การให้ความรู้เรื่องการต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ และการส่งเสริมทักษะทางสังคมและอารมณ์ความรู้สึกที่สร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจตั้งแต่เด็ก ถือเป็นมาตรการป้องกันที่คุ้มค่าและมีประสิทธิผลมากที่สุด

    นอกจากนั้นผลการศึกษานี้ที่เผยแพร่ผ่านวารสารจิตเวชศาสตร์แห่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ระบุว่าการช่วยเหลือแทรกแซงตั้งแต่ระยะแรกที่จัดการกับปัจจัยเสี่ยงอย่างการทารุณกรรมเด็กและความตึงเครียดทางการเงินของครอบครัวได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์อันเป็นประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ

    ทั้งนี้ เยาวชนที่เผชิญการกลั่นแกล้ง การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ หรือการทารุณกรรม มีความเสี่ยงป่วยโรคทางจิตเวชที่พบบ่อยสูงขึ้นราว 3 เท่า

    ศาสตราจารย์ ซูซาน ซอว์เยอร์ ผู้ร่วมเขียนผลการศึกษาและผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพวัยรุ่นประจำสถาบันวิจัยเด็กเมอร์ด็อกและโรงพยาบาลเด็กรอยัลของออสเตรเลีย กล่าวว่าความก้าวหน้าที่แท้จริงคือการป้องกันอันตรายได้ก่อน ซึ่งกุญแจสำคัญอยู่ที่การลงทุนช่วยเหลือแทรกแซงที่จัดการกับปัจจัยเสี่ยงอย่างความยากจน การล่วงละเมิด และการเลือกปฏิบัติ

    แบบจำลองใหม่ของการศึกษานี้พบว่าการลงทุนในโครงการป้องกันราว 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1.1 พันล้านบาท) จนถึง 1 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 2.2 หมื่นล้านบาท) ต่อปีอาจปกป้องเยาวชนในออสเตรเลียจากภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้ามากถึง 7.87 แสนคนภายในปี 2050 ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจในสังคมสูงถึง 7.4 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1.63 ล้านล้านบาท)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66723&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Uk6K3AAIAn92xcPpmdbB7

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D576562&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g1UCmiq2RRRgOlmn2vw32

  • นักวิจัยเผยผลศึกษา ฝุ่นPM2.5 ในกทม.-ปริมณฑล มีโลหะหนัก7ตัว ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

    นักวิจัยเผยผลศึกษา ฝุ่นPM2.5 ในกทม.-ปริมณฑล มีโลหะหนัก7ตัว ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

    วันนี้, 15:03น.

              ดร.พญ.ภัทราวลัย สิรินารา ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า  ปัญหาที่เรื้อรัง เป็นมานานหลายปี เกิดขึ้นในช่วงเดิมของทุก ๆ ปี และยังแก้ไม่ได้ คือ PM 2.5 แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น คือ ‘โลหะหนัก’ และ Polycyclic Aromatic Hydrocarbons (PAHs) หรือกลุ่มสารเคมีหลายร้อยชนิดที่เกิดจากการเผาไหม้ ที่เกาะอยู่ใน PM 2.5 ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

               การศึกษาของทีมวิจัยนำสถานีวัดฝุ่นไปตั้งไว้ตลอดปีที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อีก 5 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดสมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นครปฐม, นนทบุรี, และปทุมธานี ซึ่งสาเหตุที่ทำการศึกษา 6 จังหวัดนี้ เพราะแต่เดิม ข้อมูลการศึกษาส่วนใหญ่จะเป็นภาคเหนือ แต่ปัญหา PM 2.5 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล กลับเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งผลการศึกษาจากการเก็บตัวอย่างฝุ่นโลหะหนักทั้งหมด 2,282 ตัวอย่าง พบว่าชนิดโลหะหนักที่เกาะใน PM2.5 บริเวณกรุงเทพและปริมณฑล ที่ก่อให้เกิดมะเร็งมากที่สุดคือ Arsenic และ Hexavalent chromium

               โลหะหนักทั้ง 2 ตัวนี้องค์การอนามัยโลก หรือ WHO จัดอยู่ในกลุ่ม IARC Class 1 คือมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ เช่นเดียวกับ Benzo [a] pyrene (BaP) ในกลุ่ม PAHs ที่พบว่าเกาะอยู่ใน PM 2.5 มากที่สุด   

               จากผลการศึกษา จังหวัดสมุทรปราการและสมุทรสาคร มีโอกาสเกิดมะเร็งในประชากรสูงประมาณ 4 เท่าของมาตรฐานที่ยอมรับได้ของ US EPA (สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา) เนื่องจาก สองจังหวัดดังกล่าวเป็นบริเวณที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมหนาแน่นกว่าจังหวัดอื่น ๆ จึงมีค่าความเสี่ยงการเกิดมะเร็งจากมลพิษอากาศค่อนข้างสูง

                จังหวัดที่น้อยที่สุด คือนครปฐม โดยตั้งข้อสังเกตว่าความสัมพันธ์กับพื้นที่สีเขียวอาจเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะนครปฐมมีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดใน 6 จังหวัดที่ทำการศึกษา

                ผลการศึกษานี้ คือทุก ๆ คนไทยที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1 ล้านคน จะมีคนที่มีโอกาสเกิดมะเร็งประมาณ 4 คน โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก อายุ 0-6 ขวบ คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด โดยผลจากมลพิษทางอากาศ 1 ล้านคน ตาม มาตรฐานขั้นต่ำของ US EPA ควรจะยอมรับได้ที่มีคนเกิดมะเร็งจากมลพิษอากาศแค่ 1 คน แต่ผลการศึกษานี้คือ 4 เท่า แค่ภายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1 ล้านคน จะมีโอกาสเกิดมะเร็งประมาณ 4 คน

               นอกจากนี้ จากการศึกษาพบว่ากลุ่ม PM 2.5 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีโลหะหนักถึง 7 ตัว ที่ทำให้เกิดมะเร็ง  โดย 6 ตัวนอกจากตะกั่ว ไม่มีกฎหมายบังคับเป็นรายชนิด ในขณะที่องค์การอนามัยโลก ยุโรป สหรัฐอเมริกา มีตรงนี้หมด นี่เป็นจุดสำคัญที่ไทยต้องมีการผลักดันกันต่อ เพื่อกฎหมายที่ปลอดภัยขึ้นของประชาชนทุกคน

               ประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครอง PM 2.5 ที่เป็นฝุ่นภาพรวม ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการบังคับตั้งเกณฑ์เข้มขึ้น โดยค่ามาตรฐานใหม่ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงในบรรยากาศทั่วไป ถูกปรับให้มีความเข้มข้นขึ้น จากเดิมต้องไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ถูกปรับลงมา จะต้องไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม. สำหรับค่าเฉลี่ยในเวลา 1 ปี จาก 25 มคก./ลบ.ม. ถูกปรับลงมา จะต้องไม่เกิน 15 มคก./ลบ.ม ขณะที่เกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ปี 2564 กำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละออง PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงไม่เกิน 15 มคก./ลบ.ม. และเฉลี่ยรายปีไม่เกิน 5 มคก./ลบ.ม. จะเห็นว่าเกณฑ์เข้มงวดกว่าของไทยมาก

               ทิศทางที่ประเทศควรเดินต่อ คืออย่ามองแค่การกำหนดค่าความปลอดภัยของ PM 2.5 ที่ต่ำกว่า 25 หรือว่าเฉลี่ย 37.5 ต่อ 24 ชั่วโมง แต่ควรมองไปถึงการบังคับคุณภาพอากาศให้ดีขึ้น จะป้องกันประชากรไม่ให้เกิดมะเร็งได้มากขึ้นเท่าไหร่

               พ.ร.บ. อากาศสะอาดเป็นสิ่งที่ประเทศไทยควรจะผลักดัน เพราะการศึกษานั้นพร้อมแล้ว มีคำตอบแล้วว่าปริมาณโลหะหนัก หรือสารตัวไหนที่ก่อให้เกิดมะเร็งบ้าง ตอนนี้ขาดแต่ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการช่วยกันผลักดันให้เกิดขึ้น

    #ฝุ่นPM

    #สารก่อมะเร็งในฝุ่นPM

    Cr:Hfocus

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159307&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bk9AN5QvbPBsKaHvLKgqH

  • จีนโจมตีจุดเจ็บปวดด้านเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น แต่มันจะได้ผลหรือไม่ ?  – BBC News ไทย

    จีนโจมตีจุดเจ็บปวดด้านเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น แต่มันจะได้ผลหรือไม่ ? – BBC News ไทย

    จีนเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น แต่นายกฯ ทาคาอิจิ จะยอมถอยหรือไม่ ?

    Japan's Prime Minister Sanae Takaichi smiles at the cameras, wearing a blue blazer, a string of pearls and a black top.

    ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, นักวิเคราะห์กล่าวว่าชัยชนะอย่างถล่มทลายของซานาเอะ ทาคาอิจิ ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของญี่ปุ่น ได้เสริมสร้างอำนาจทางการเมืองให้เธอสามารถยืนหยัดต่อต้านจีนได้อย่างมั่นคง
      • Author, เทสซา หว่อง
      • Role, ผู้สื่อข่าวดิจิทัลภูมิภาคเอเชีย
    • เวลาอ่าน: 10 นาที

    เมื่อเดือนที่แล้ว ที่สวนสัตว์อูเอโนะในกรุงโตเกียว เสี่ยวเสี่ยวและเหล่ยเหล่ยถูกส่งขึ้นเครื่องบินมุ่งหน้ากลับประเทศจีน หลังจากได้รับการร่ำลาจากแฟน ๆ ชาวญี่ปุ่นนับพันคนด้วยน้ำตา การส่งตัวทูตแพนด้าทั้งสองตัวนี้กลับยังจีนแผ่นดินใหญ่ครั้งนี้คือสัญลักษณ์ล่าสุดของความสัมพันธ์ที่เสื่อมถอยลงระหว่างจีนและญี่ปุ่น

    นับตั้งแต่ที่นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น แสดงความคิดเห็นที่ทำให้ความสัมพันธ์กับจีนตกต่ำที่สุดในรอบหลายปี ทางการจีนก็เพิ่มแรงกดดันญี่ปุ่นในหลายด้าน ทั้งการส่งเรือรบ, จำกัดการส่งออกแร่หายาก, ลดการท่องเที่ยวของชาวจีน, ยกเลิกคอนเสิร์ต หรือแม้กระทั่งการนำแพนด้าคืนกลับประเทศ

    ขณะที่ทาคาอิจิเริ่มต้นวาระใหม่ในฐานะนายกรัฐมนตรี หลังเธอได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากประชาชนในการเลือกตั้งก่อนครบวาระเมื่อไม่นานมานี้ นักวิเคราะห์เตือนว่าการลดความตึงเครียดของทั้งสองประเทศจะเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง และความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นจะไม่ฟื้นตัวในเร็ววันนี้

    จีนอ้างสิทธิ์ในไต้หวันซึ่งปกครองตนเอง และไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังเพื่อ “รวมชาติ” กับไต้หวันในอนาคต ไต้หวันมีสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรสำคัญ และทางการกรุงวอชิงตันก็ให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือไต้หวันในการป้องกันตนเอง

    ความกังวลที่มีมาอย่างยาวนานคือการโจมตีไต้หวันอาจส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทางทหารโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ และจีน จากนั้นจะขยายวงกว้างไปรวมถึงพันธมิตรอื่น ๆ ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค เช่น ญี่ปุ่น และ ฟิลิปปินส์

    ประเด็นเรื่องไต้หวันเป็นเรื่องที่จีนจะไม่ยอมโดยเด็ดขาด ซึ่งจีนจะตอบโต้อย่างรุนแรงต่อความคิดเห็นใด ๆ ที่ถูกมองว่าเป็นการ “แทรกแซงจากภายนอก” และยืนยันว่านี่เป็นเรื่องของอธิปไตยที่จีนเท่านั้นที่จะตัดสินใจได้

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • Women wearing traditional costumes pose for photographs in front of a Chinese temple

    • นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วยนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง และว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงข่าว

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • ผูกข้อมือ

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    เกือบจะทันทีหลังจากที่ทาคาอิจิแสดงความคิดเห็นนั้น รัฐบาลจีนก็ตอบโต้ด้วยการประณามอย่างรวดเร็วและเรียกร้องให้เธอถอนคำพูด

    ผู้สังเกตการณ์ชี้ว่า ความเห็นของทาคาอิจิสอดคล้องกับจุดยืนของรัฐบาลและสิ่งที่ผู้นำญี่ปุ่นคนอื่น ๆ เคยกล่าวไว้ในอดีต แต่ความแตกต่างคือนี่เป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้แสดงความคิดเห็นเช่นนี้ ขณะที่ดำรงตำแหน่งอยู่

    ในส่วนของทาคาอิจิเอง เธอปฏิเสธที่จะขอโทษหรือถอนคำพูด ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่า ท่าทีดังกล่าวอาจได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เนื่องจากเธอได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้ง

    แต่ทาคาอิจิกล่าวว่าเธอจะระมัดระวังมากขึ้นในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เฉพาะ และรัฐบาลของเธอได้ส่งนักการทูตอาวุโสไปพบกับคู่เจรจาชาวจีนแล้ว

    อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้แทบไม่ได้ช่วยบรรเทาความโกรธของจีนเลย

    ความกดดันใน ‘เขตสีเทา’

    เมื่อเผชิญกับการปฏิเสธอย่างแน่วแน่ของทาคาอิจิที่จะไม่ยอมถอย จีนจึงได้เพิ่มแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง

    แม้ว่าความขัดแย้งระหว่างสองประเทศจะปะทุขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีต้นตอจากความบาดหมางทางประวัติศาสตร์ แต่นักวิเคราะห์กล่าวว่าความบาดหมางครั้งนี้ต่างออกไป

    โรเบิร์ต วอร์ด ประธานฝ่ายญี่ปุ่นของสถาบันวิจัยยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (International Institute of Strategic Studies) กล่าวว่า จีนได้ขยายแรงกดดันไปยัง “หลากหลายแนวรบมากขึ้น”

    เขากล่าวด้วยว่า นั่นเป็นแรงกดดันระดับต่ำที่กระจายตัวคล้ายกับ “สงครามเขตสีเทา” ที่จีนใช้กับไต้หวัน โดยมีเป้าหมายเพื่อ “บั่นทอนกำลัง [ฝ่ายตรงข้าม] เพื่อทำให้สิ่งที่ไม่ปกติกลายเป็นเรื่องปกติ”

    ในด้านการทูต จีนได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสหประชาชาติและเลื่อนการประชุมสุดยอดไตรภาคีกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

    จีนยังพยายามดึงฝ่ายอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเรียกร้องให้สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสเข้าข้าง ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้พันธมิตรอย่างรัสเซียและเกาหลีเหนือประณามญี่ปุ่น

    ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้อ้างถึงประวัติศาสตร์การรุกรานของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองขณะกล่าวปราศรัยต่อผู้นำชาติตะวันตกในการประชุมประจำปีความมั่นคงมิวนิก และเรียกคำพูดของทาคาอิจิว่าเป็น “พัฒนาการที่อันตรายมาก”

    ในด้านการทหาร ญี่ปุ่นอ้างว่าจีนได้ส่งโดรน เรือรบแล่นผ่านเกาะของตน และเครื่องบินรบของจีนได้ “ล็อกเรดาร์” เครื่องบินของญี่ปุ่น นอกจากนี้เรือยามฝั่งของญี่ปุ่นและจีนเผชิญหน้ากันใกล้เกาะเซนคาคุ/เตียวหยูซึ่งพื้นที่พิพาท ขณะที่สัปดาห์ที่แล้วทางการญี่ปุ่นได้ยึดเรือประมงของจีน

    แต่เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าจีนต้องการโจมตีญี่ปุ่นในจุดที่เจ็บปวดที่สุด นั่นคือเศรษฐกิจ

    ทางการกรุงปักกิ่งได้กำหนดมาตรการจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีเทคโนโลยีแบบใช้สองทาง (dual-use technology) ไปยังญี่ปุ่น รวมถึงธาตุหายากและแร่ธาตุสำคัญอื่น ๆ ซึ่งถูกมองว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการบีบญี่ปุ่นทางเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้จีนยังเตือนพลเมืองของตัวเองให้หลีกเลี่ยงการไปญี่ปุ่นเพื่อการศึกษาและท่องเที่ยวช่วงวันหยุด และยกเลิกเที่ยวบิน 49 สายที่เดินทางไปยังญี่ปุ่น ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนลดลงและราคาหุ้นบางตัวก็ตกด้วย โดยจากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ชาวจีนคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางมาญี่ปุ่น

    แม้แต่แวดวงธุรกิจบันเทิงและวัฒนธรรมก็ไม่รอดพ้น

    โปเกมอน (Pokemon) หนึ่งในสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่นก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เช่นกันเกี่ยวกับงานอีเวนท์ที่จะจัดขึ้นที่ศาลเจ้ายาซูกูนิ (Yasukuni) ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่ให้เกียรติแก่ผู้เสียชีวิตในสงครามของญี่ปุ่น รวมถึงบางคนที่จีนถือว่าเป็นอาชญากรสงคราม ในที่สุดงานดังกล่าวก็ถูกยกเลิก

    ขณะที่สื่อสังคมออนไลน์ กลุ่มชาตินิยมออนไลน์ของจีนได้โจมตีทาคาอิจิ เช่น เผยแพร่วิดีโอที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) ซึ่งแสดงให้เห็นอุลตร้าแมน ตัวละครจากวัฒนธรรมป็อป และโคนันยอดนักสืบ ต่อสู้กับนายกรัฐมนตรี

    Giant panda Xiao Xiao walks in his enclosure while two women look on

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, วันสุดท้ายของ เสี่ยวเสี่ยว ที่สวนสัตว์อูเอโนะ หลังถูกส่งตัวกลับไปยังประเทศจีนพร้อมกับเหล่ยเหล่ย น้องสาว

    แต่โดยรวมแล้ว จีนได้ดำเนินการที่ยั่วยุน้อยกว่าเมื่อเทียบกับความขัดแย้งครั้งก่อน ๆ กับญี่ปุ่น ตามความเห็นของ บอนนี ลิน และคริสตี โกเวลลา จากศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา (Center for Strategic and International Studie – CSIS)

    “จนถึงขณะนี้การตอบโต้ทางเศรษฐกิจและการทหารของจีนค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับในอดีต แต่ยังมีช่องว่างอีกมากสำหรับการยกระดับความขัดแย้งต่อไป” พวกเขาระบุในบทวิเคราะห์ล่าสุด

    นอกจากนี้จีนอาจกำลังยับยั้งตัวเองไม่ให้ใช้มาตรการที่รุนแรงเกินไปกับญี่ปุ่น เนื่องจากปัจจุบันจีนกำลัง “วางตำแหน่งตัวเองอย่างแข็งขันในฐานะผู้พิทักษ์ระเบียบหลังสงครามโลกครั้งที่สอง” และต้องการให้ถูกมองว่าเป็นมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ โรเบิร์ต วอร์ด กล่าว

    ‘การต่อสู้ที่จะดำเนินต่อไป’

    ผู้สังเกตการณ์เห็นพ้องกันว่า หากความตึงเครียดระหว่างสองฝ่ายลดลงเมื่อใดก็ยังมีแนวโน้มว่าความตึงเครียดจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าแต่ก่อน

    ลินและโกเวลลาตั้งข้อสังเกตในบทวิเคราะห์ของพวกเขาว่า ทั้งสองฝ่ายมีแนวโน้มที่จะลดความตึงเครียดน้อยลงในครั้งนี้ จีนเป็นมหาอำนาจที่แข็งแกร่งกว่ามากในขณะนี้ และ “ไต้หวันเป็นแก่นหลักของผลประโยชน์ของจีน ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลปักกิ่งมีแนวโน้มที่จะใช้ท่าทีแข็งกร้าวมากกว่าในอดีต”

    พวกเขากล่าวเสริมว่า “ปักกิ่งยังสงสัยในตัวทาคาอิจิอย่างมาก และมีแนวโน้มที่จะมองว่าความพยายามของเธอในการลดความตึงเครียดโดยไม่ถอนคำพูดอย่างชัดเจนนั้นเป็นการเสแสร้ง หรือที่แย่กว่านั้นคือการหลอกลวงทางยุทธศาสตร์”

    ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นมีความต้องการที่จะยืนหยัดอย่างมั่นคงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากทาคาอิจิได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ซึ่ง “เธอจะถือว่านี่เป็นการพิสูจน์ความถูกต้องของจุดยืนของเธอที่มีต่อจีน” วอร์ดกล่าว

    โกเวลลาบอกกับบีบีซีด้วยว่า ทาคาอิจิน่าจะใช้ชัยชนะของเธอเป็น “ต้นทุนทางการเมือง” เพื่อผลักดันนโยบายด้านการป้องกันประเทศและเศรษฐกิจที่จะเสริมสร้างตำแหน่งแห่งที่ของญี่ปุ่น

    ทาคาอิจิให้คำมั่นว่าจะเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของญี่ปุ่นเป็น 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีก่อนเป้าหมายที่วางไว้ 2 ปี รวมถึงแก้ไขยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่สำคัญให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ และจะเปิดตัวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอีกไม่นาน

    ในทางกลับกัน จีน “มองว่าทาคาอิจิเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งมาก และการกดดันจะทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นในประเทศ [ดังนั้น] พวกเขาอาจจะไม่เพิ่มแรงกดดันมากนัก” คิโยเทรุ สึสึอิ ผู้เชี่ยวชาญด้านญี่ปุ่นและผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอเชียแปซิฟิกโชเรนสไตน์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดกล่าว

    “ดังนั้น การต่อสู้นี้จะยังดำเนินต่อไป”

    ตัวแปรสำคัญอาจอยู่ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนทาคาอิจิอย่างแข็งขัน โดยให้การรับรองเธออย่างไม่ปกติในช่วงก่อนการเลือกตั้งญี่ปุ่น

    แต่หลายคนคาดว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน จะพัฒนาในทิศทางที่ดีขึ้นอีกในปีนี้ สึสึอิกล่าว โดยมีการกำหนดการประชุมหลายครั้งระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง รวมถึงการเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือน เม.ย.

    และเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ การตอบสนองของสหรัฐฯ ต่อความขัดแย้งล่าสุด “ค่อนข้างเงียบเชียบ ซึ่งอาจทำให้จีนฮึกเหิมขึ้น” ลินและโกเวลลากล่าว

    “ชาวญี่ปุ่นหวาดกลัวว่าจะมีข้อตกลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นระหว่างสี จิ้นผิงและทรัมป์” วอร์ดกล่าว

    ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และญี่ปุ่นได้ยืนยันความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศที่การประชุมความมั่นคงมิวนิก ซึ่งมีการประชุมร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ และรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น โทชิมิตสึ โมเตกิ

    ทาคาอิจิมีกำหนดจะพบกับทรัมป์อีกครั้งในเดือน มี.ค. นี้ เมื่อเธอเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ก่อนการเดินทางไปจีน

    วอร์ดกล่าวว่า ขณะที่จีนยังคงเพิ่มแรงกดดัน ญี่ปุ่นก็มีแนวโน้มที่จะ “เพิ่มความพยายาม” ในการแบกรับภาระด้านการป้องกันประเทศที่แบ่งปันกับสหรัฐฯ มากขึ้น และ “จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดมากขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าสหรัฐฯ จะไม่ค่อย ๆ ถอยห่างและหมดความสนใจในภูมิภาคนี้”

    วิดีโอสั้น

    • A person with their back to the camera holds a poster of Sanae Takaichi, wearing a black suit jacket, white t-shirt and pearl necklace. She is smiling. The poster has a white background and red border with red writing.

    • Japanese prime minister Sanae Takaichi (left) met with Chinese President Xi Jinping in South Korea on 31 October

    • ซานาเอะ ทาคาอิจิ

    ข่าวเด่น

    เรื่องน่าสนใจ

    • ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแรงงานในศูนย์หลอกลวงและเหยื่อ นั่งอยู่บนพื้น ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (Karen Border Guard Force – BGF) ต่อกิจกรรมผิดกฎหมาย ภายในคอมเพล็กซ์เคเคพาร์ก (KK Park) ในเมืองเมียวดี ทางตะวันออกของเมียนมา เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2025

    • .

    • Getty Images

    • .

    • .

    วิดีโอสั้น

    • A person with their back to the camera holds a poster of Sanae Takaichi, wearing a black suit jacket, white t-shirt and pearl necklace. She is smiling. The poster has a white background and red border with red writing.

    • Japanese prime minister Sanae Takaichi (left) met with Chinese President Xi Jinping in South Korea on 31 October

    • ซานาเอะ ทาคาอิจิ

    ข่าวเด่น

    เรื่องน่าสนใจ

    • ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแรงงานในศูนย์หลอกลวงและเหยื่อ นั่งอยู่บนพื้น ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (Karen Border Guard Force – BGF) ต่อกิจกรรมผิดกฎหมาย ภายในคอมเพล็กซ์เคเคพาร์ก (KK Park) ในเมืองเมียวดี ทางตะวันออกของเมียนมา เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2025

    • .

    • Getty Images

    • .

    • .

    บทความยอดนิยม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cddny2mrldpo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fiDhbBXMZjzOU1AzlkYz-

  • คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เปิดรับสมัครนิสิตระดับปริญญาโทและเอก

    คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เปิดรับสมัครนิสิตระดับปริญญาโทและเอก

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เปิดรับสมัครนิสิตระดับปริญญาโทและเอก ปีการศึกษา 2569

    คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา ประจำปีการศึกษา 2569 ทั้งระดับปริญญาโทและปริญญาเอก รายละเอียดดังนี้

    ระดับปริญญาโท

    หลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์
    เปิดรับสมัครทั้งภาคในเวลาราชการ และภาคนอกเวลาราชการ

    หลักสูตรประกอบด้วย 4 กลุ่มวิชา ได้แก่

    • กลุ่มวิชาการจัดการการสื่อสารแบบบูรณาการ (Integrated Communication Management: ICM)
    • กลุ่มวิชาวาทนิเทศ (Speech Communication: SPC)
    • กลุ่มวิชาวารสารศาสตร์ นโยบาย และดาต้าศึกษา (Journalism, Media Policy and Data Studies: JMD)
    • กลุ่มวิชาสื่อและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries: CRI)

    ระดับปริญญาเอก

    หลักสูตรนิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์
    เปิดรับสมัครเฉพาะภาคในเวลาราชการ

    กำหนดการรับสมัคร

    เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ 31 มีนาคม 2569

    สมัครได้ที่ www.register.gradchula.com

    ศึกษารายละเอียดหลักสูตรและเงื่อนไขการรับสมัครเพิ่มเติมได้ที่
    ระดับปริญญาโท: https://www.commarts.chula.ac.th/th/mca-admission/
    ระดับปริญญาเอก: https://www.commarts.chula.ac.th/th/dca-admission/

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
    ฝ่ายวิชาการ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    อีเมล: grad.commarts@chula.ac.th

    จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

    ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/287737/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AZrRhJtR3G-j4zxMOhtS8

  • มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา เปิดรับสมัครนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อรับทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2569 

    มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา เปิดรับสมัครนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อรับทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2569 

    กิจกรรม

    มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา เปิดรับสมัครนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อรับทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2569 

    วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.45 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา มอบโอกาสทางการศึกษา เปิดรับสมัครนักเรียนที่ต้องการเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1, มัธยมศึกษาปีที่ 4 หรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 มีความประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อรับทุนการศึกษาประจำปี 2569 โดยผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดรายละเอียดโครงการและใบสมัครเพื่อขอรับทุนการศึกษาได้ที่ https://vichaisrivaddhanaprabha.com/scholarship-th/

     ส่งเอกสารใบสมัครทางไปรษณีย์ถึง มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา เลขที่ 8 ถนนรางน้ำ แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400 ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2569  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 02-677-8888 ต่อ 1221, 1222

    คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์ได้รับทุน

     เป็นนักเรียนที่ต้องการเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

     เป็นนักเรียนที่ต้องการเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1

    ครอบครัวขาดแคลนทุนทรัพย์ ขาดบุพการี หรืออยู่ในอุปการะของบุคคลอื่น ที่มีรายได้รวมต่ำกว่า 150,000 บาทต่อปี  อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร การคมนาคมยากลำบาก

     มีความประพฤติดี มีความมุ่งมั่น ขยัน หมั่นเพียรที่จะศึกษาต่อจนจบระดับปริญญาตรี

    มีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.50

    ไม่รับทุนการศึกษาต่อเนื่องจากหน่วยงานใด ๆ เช่น กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หรือกองทุนกู้ยืมเงิน เพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.)         

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/activity/466303&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2icJgd6dVEpZvLFuiFEYTb

  • กินอย่างไรไม่ให้แก่ เปิดเคล็ดลับเพิ่มอายุขัย ปรับพฤติกรรมการกิน ช่วยชะลอวัยได้จริง

    กินอย่างไรไม่ให้แก่ เปิดเคล็ดลับเพิ่มอายุขัย ปรับพฤติกรรมการกิน ช่วยชะลอวัยได้จริง

    เผยเคล็ดลับการกินเพื่อการมีอายุขัยที่ยืนยาวและสุขภาพดี เจาะลึกการจำกัดพลังงาน (Caloric Restriction) พร้อมแนะนำรูปแบบอาหารชะลอวัยระดับโลก และเมนูอาหารไทยที่ช่วยลดการอักเสบในระดับเซลล์

    ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว การดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากการออกกำลังกายแล้ว “อาหาร” คือกุญแจสำคัญที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์และเพิ่มอายุขัยได้อย่างมีคุณภาพ มาดูกันว่าเคล็ดลับการกินที่ช่วยให้เราไม่แก่ตามวัยนั้นมีอะไรบ้าง

    จำกัดแคลอรี่ (Caloric Restriction) จุดเริ่มต้นของการชะลอวัย

    การได้รับพลังงานที่มากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะจากแป้งและน้ำตาล เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ร่างกายสะสมไขมันและสร้างอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรังระดับต่ำและทำลายเนื้อเยื่อจนเร่งกระบวนการแก่ชราให้เร็วขึ้น ดังนั้น การควบคุมพลังงานให้เหมาะสมเพื่อรักษาสมดุลน้ำหนักตัว จึงเป็นแนวทางพื้นฐานที่ช่วยเพิ่มอายุขัยได้อย่างชัดเจน 

    3 รูปแบบอาหารระดับโลก เพื่อสุขภาพและอายุที่ยืนยาว

    จากการศึกษารูปแบบการกินที่ช่วยชะลอวัยในระดับสากล เช่น อาหารโอกินาว่า อาหารเมดิเตอร์เรเนียน และอาหารนอร์ดิก พบว่ามีจุดเด่นที่คล้ายคลึงกันดังนี้

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock
    • ลดเนื้อแดงและอาหารแปรรูป: เพื่อลดไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ และสารก่อมะเร็ง 
    • เน้นเนื้อขาว: เลือกรับประทานปลาและผลิตภัณฑ์จากปลาในปริมาณที่เหมาะสม 
    • เลือกไขมันดี: ใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนล่า อาโวคาโด และโอเมก้า 3 จากปลาทะเล เพื่อบำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือด 
    • เน้นพืชผักและธัญพืช: รับประทานผัก ผลไม้ และถั่วเมล็ดแห้งที่เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระและพฤกษเคมี

    เปิดสูตรเมนูอาหารไทย “ซูเปอร์ฟู้ด” ใกล้ตัวที่ช่วยชะลอวัย

    สำหรับคนไทย เราสามารถประยุกต์ใช้สมุนไพรและเครื่องเทศท้องถิ่นมาทำเป็นเมนูชะลอวัยได้ง่ายๆ ตัวอย่างเมนูแนะนำที่เข้าข่ายอาหารสุขภาพ ได้แก่

    1. ต้มยำทะเลน้ำใส (Anti-Inflammatory Booster)

    เมนูที่อุดมไปด้วยสมุนไพรสด ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและไม่มีไขมันอิ่มตัวจากกะทิ 

    • วัตถุดิบ: เนื้อปลา, กุ้ง, ปลาหมึก, เห็ดฟาง, ข่า, ตะไคร้, ใบมะกรูด, พริกขี้หนู, มะนาว
    • วิธีทำ: ต้มน้ำให้เดือด ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดจนหอม จากนั้นใส่เนื้อสัตว์ทะเลและเห็ดลงไป พอสุกแล้วปิดไฟ ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำมะนาวสด เพื่อรักษาคุณค่าของวิตามินซี

    2. แกงเลียงกุ้งสด (Phytochemical Delight)

    สุดยอดเมนูรวมผักหลากชนิดที่มีสารพฤกษเคมีสูง ช่วยชะลอความเสียหายของเซลล์ 

    • วัตถุดิบ: กุ้งสด, บวบ, ตำลึง, ฟักทอง, ข้าวโพดอ่อน, ใบแมงลัก
    • เครื่องแกง: พริกไทยเม็ด, หอมแดง, กะปิแท้, กุ้งแห้งป่น
    • วิธีทำ: ตำเครื่องแกงให้ละเอียด ละลายในน้ำเดือด ใส่ผักที่สุกยากลงไปก่อน (ฟักทอง, ข้าวโพดอ่อน) ตามด้วยกุ้งและผักใบ ปิดท้ายด้วยใบแมงลักเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและสรรพคุณขับลม

    3. ปลาเผาสมุนไพร (Omega-3 & Lean Protein)

    การเผาหรือย่างเป็นการเลี่ยงน้ำมันพืชที่ไม่จำเป็น และได้รับโปรตีนคุณภาพดีจากเนื้อปลา 

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock
    • วัตถุดิบ: ปลาทับทิมหรือปลากระพง, เกลือป่น, ตะไคร้, ใบเตย
    • วิธีทำ: ยัดไส้ปลาด้วยตะไคร้และใบเตยเพื่อดับคาว ทาเกลือบางๆ ให้ทั่วตัวปลา นำไปย่างด้วยไฟกลางจนสุกทั่วถึง ทานคู่กับผักสดหลากสีเพื่อเพิ่มใยอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระ 

    4. ยำปลาทู (Healthy Fats & Herbs)

    ปลาทูเป็นแหล่งไขมันโอเมก้า 3 สายยาวที่ดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด 

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock
    • วัตถุดิบ: ปลาทูย่าง (เลี่ยงการทอด), หอมแดง, ตะไคร้ซอย, ผักชีฝรั่ง, พริกขี้หนู
    • วิธีทำ: แกะเนื้อปลาทูย่างเป็นชิ้นพอดีคำ คลุกเคล้ากับหอมแดง ตะไคร้ และน้ำยำ (มะนาว น้ำปลา น้ำตาลมะพร้าวเล็กน้อย) เมนูนี้ให้พลังงานต่ำแต่สารอาหารสูง เหมาะสำหรับการควบคุมน้ำหนัก

    สุขภาพดีไม่ใช่แค่ตัวเลข

    การเพิ่มคุณภาพชีวิตในทุกปีที่ผ่านไปไม่ได้ขึ้นอยู่กับโภชนาการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำควบคู่ไปกับการมี กิจกรรมทางกาย ที่เหมาะสม หากเราปรับเปลี่ยนทั้งการกินและการใช้ชีวิตได้สำเร็จ จะช่วยชะลอวัยและส่งผลให้อายุขัยเพิ่มขึ้นอย่างมีความสุข ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

    ข้อมูลโดย: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุกฤต ศิริขวัญพงศ์ ภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/food/2914587&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ypy3N9HTA1e89_p16uz17

  • ก.ค.ศ. อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 5 ราย (11 กุมภาพันธ์ 2569)

    ก.ค.ศ. อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 5 ราย (11 กุมภาพันธ์ 2569)

    เลขาธิการก.ค.ศ.เปิดเผยว่า ในการประชุมอ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับวิทยฐานะข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีมติอนุมัติให้ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 5 ราย ได้แก่

    – วิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ จำนวน 2 ราย
    – วิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ จำนวน 2 ราย
    – วิทยฐานะผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญ จำนวน 1 ราย

    ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านครับ

    ดาวน์โหลดไฟล์แนบ

    ที่มา สำนักงาน ก.ค.ศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93191&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A2NVo5-IA_dtSZfMd45lr

  • SMO ตอกย้ำพันธกิจ ESG ร่วมเป็นรองประธานองค์ผ้าป่า สนับสนุนการศึกษาเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SMO ตอกย้ำพันธกิจ ESG ร่วมเป็นรองประธานองค์ผ้าป่า สนับสนุนการศึกษาเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO เข้าร่วมเป็นรองประธานองค์ผ้าป่า ในงานทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อพัฒนาการศึกษา ณ โรงเรียนนพคุณประชาสรรค์ ตำบลบางนบ อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อสมทบทุนจ้างครูผู้สอนและจัดซื้อสื่อเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน ยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนให้กับเยาวชนในพื้นที่

    การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากคณะผู้บริหาร ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน ผู้ปกครอง และประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันสืบสานประเพณีอันดีงามและสนับสนุนการยกระดับคุณภาพการศึกษาของเยาวชนในท้องถิ่น โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเปี่ยมด้วยพลังแห่งความสามัคคี

    การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG โดยเฉพาะมิติด้านสังคม ที่มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ในชุมชนอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

    SMO ยังคงเดินหน้าสนับสนุนกิจกรรมที่สร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคมและชุมชนโดยรอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเติบโตไปพร้อมกับสังคมอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/17/617687/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11Eks64ckeal5V1ZY8DmRI

  • นักวิชาการด้านปลอดภัยทางไซเบอร์ ชี้ บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องคาดเดา

    นักวิชาการด้านปลอดภัยทางไซเบอร์ ชี้ บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องคาดเดา

    17 ก.พ.2569- ผศ.ดร.นพดล  กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชา Cybersecurity วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เผยแพร่บทความเรื่อง
    บาร์โค้ด–QR Code บนบัตรเลือกตั้ง” เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องคาดเดา และควรจบได้แล้วตั้งแต่วันแรกที่เป็นข่าวด้วยข้อเท็จจริง

    จากประสบการณ์การศึกษาด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) และด้านวิทยาการข้อมูล (Data Science) ของผมที่ผ่านมา ผมพบว่า ประเด็นบาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องความเชื่อ ความรู้สึก หรือการคาดการณ์ หากแต่เป็นเรื่องของ “สถาปัตยกรรมระบบ” ที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริงที่เป็นวิทยาศาสตร์

    คำตอบสั้นที่สุด ของผม คือ โดยลำพังการตั้งกล้องหน้าหน่วยเลือกตั้ง หรือยืนจดบันทึกว่าใครเข้าไปกี่โมง เป็นลำดับที่เท่าใด และตั้งกล้องถ่ายตอนนับคะแนน เปิดบัตรทีละใบจนเห็น QR/Barcode ชัดเจน ก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าบุคคลใดเลือกพรรคหรือผู้สมัครใด เว้นแต่จะมี “การผูกข้อมูล (mapping)” เพิ่มเติมอยู่เบื้องหลัง

    ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ “มีการตั้งกล้อง/จดบันทึกหรือไม่” แต่คือ “มีการผูกข้อมูล (mapping) หรือไม่”

    หลัก 3 ชั้นของการย้อนรอย (Trace Back) ได้แก่

    1. รู้ลำดับคนเข้า–ออกคูหา
    2. รู้ลำดับการหย่อนบัตร
    3. เห็น QR/Serial บนบัตรตอนนับคะแนนทีละใบ

    สิ่งที่มีคือ • ข้อมูลว่า serial ใดถูกแจกให้ใคร • ข้อมูลว่าคะแนนถูกบันทึกผูกกับ serial หรือไม่

    การจะรู้ว่า “ใครเลือกอะไร” ต้องมีการผูกข้อมูลเชื่อมครบ 3 ชั้น ได้แก่

    A. รู้ว่าใครเข้าไปใช้สิทธิ

    B. รู้ว่าบัตร serial หมายเลขใดถูกแจกให้บุคคลนั้น

    C. รู้ว่า serial หมายเลขนั้นกาเบอร์ใด

    หากขาดข้อ B จะไม่สามารถโยงจากบัตรกลับไปหาบุคคลได้

    หากขาดข้อ C แม้รู้ว่า serial เป็นของใคร ก็ยังไม่รู้ว่าเลือกอะไร

    เรามาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของ A / B / C กันครับ

    A คือ รู้ว่า “ใครมาใช้สิทธิ” ระดับความเป็นไปได้จะ “สูง” เพราะมีการตรวจสอบตัวตนในขั้นตอนรับบัตร เช่น ตรวจชื่อ บัตรประชาชน และลายเซ็นในบัญชีรายชื่อจึงสามารถทราบได้ในระดับหน่วยเลือกตั้งว่าใครมาใช้สิทธิ

    แต่การรู้ (A)ว่า “ใครมา” ยังไม่รู้ว่า “ใครเลือกอะไร”

    B คือ รู้ว่า “บุคคลนั้นได้รับบัตร Serial ใด” ระดับความเป็นไปได้ หากระบบออกแบบถูกต้อง จะ “ต่ำมาก”/ “แทบเป็นศูนย์” ที่หัวใจของการลงคะแนนลับ (Secret Ballot) คือ การไม่ผูกบัตรกับตัวบุคคลตั้งแต่ขั้นตอนแจกบัตร หลักการคือ หากการแจกบัตร (B) เป็นแบบหยิบบัตรจากกอง สลับ และไม่มีการบันทึกเลข จะไม่มีหลักฐานเชื่อม “คน ↔ serial” หมายเลข serial จะเป็นเพียงรหัสของกระดาษ ป้องกับัตรผีไม่ใช่รหัสของบุคคล นี่คือ “ชั้นกันกระสุน” ที่สำคัญที่สุดของระบบการเลือกตั้งที่ทำให้การลงคำแนนเสียงเป็นความลับ

    C รู้ว่า “Serial นี้กาเบอร์อะไร” กรณีปกติ (นับคะแนนแบบรวม) เมื่อเปิดบัตรทีละใบและเห็น serial พร้อมเครื่องหมายกากบาท สามารถทราบได้ว่า “บัตรใบนี้” เลือกอะไร แต่โดยหลักการยังไม่สามารถรู้ว่า “บุคคลใด” เลือกอะไร เพราะระบบต้องออกแบบไม่ให้เชื่อมโยงกับ B แต่หากเกิดกรณีพิเศษ ที่มีระบบบันทึกคะแนนระดับใบ (ballot-level recording) และเก็บ serial ผูกคู่กับผล ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างการลงคะแนนที่ไม่ลับจะเพิ่มขึ้นทันที

    🚦 สรุปแบบ “สามไฟจราจร”

    🟢 A — รู้ว่าใครมาใช้สิทธิ ระดับความเป็นไปได้จะ “สูง” (การยืนยันตัวตนมีอยู่แล้วในขั้นตอนรับบัตร)

    🔴 B — รู้ว่าคนนั้นได้ Serial ใด ระดับความเป็นไปได้จะ “ต่ำมาก” / ต้องไม่ให้เกิด (หัวใจของบัตรลับคือ “ไม่ผูกคนกับบัตร”)

    🟢 C — รู้ว่า Serial นี้เลือกอะไร ระดับความเป็นไปได้จะ “สูง” (เมื่อเปิดบัตร เห็นเครื่องหมายกากบาท ก็รู้ผลของ “บัตรใบนี้”)

    🎯 ผมขอสรุปแบบไฟจราจร คือ

    🚦 ถ้า “ไฟแดง B” ยังแดงอยู่

    ต่อให้ไฟเขียว A และ C ติด

    ก็ยังย้อนรอยตัวบุคคลไม่ได้

    และทันทีที่สีแดงของ 🔴 B เปลี่ยนเป็นสีเขียว 🟢

    ระบบจะเริ่มเสี่ยงสูงที่จะทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับทันที

    ดังนั้น ตรรกะสำคัญคือ ระบบจะย้อนรอยได้จริง ก็ต่อเมื่อ B และ C เกิดพร้อมกัน และในระบบเลือกตั้งที่ออกแบบถูกต้อง B ต้องไม่สามารถเกิดขึ้นได้

    ประเด็นที่ต้องพิสูจน์ คือ คำถามควรถูกย้ายจาก “เชื่อหรือไม่เชื่อ” ไปสู่คำถามเชิงวิทยาศาสตร์ข้อมูลว่า

    • มีการบันทึก serial ผูกกับชื่อผู้รับหรือไม่

    • มีฐานข้อมูล mapping เชื่อมโยงข้อมูลหรือไม่

    • มีการบันทึกคะแนนผูกกับ serial หรือไม่

    หากคำตอบคือ “ไม่มี”

    ระบบยังคงเป็นการลงคะแนนลับ (Secret Ballot) ตามหลักการ

    หากคำตอบคือ “มี” ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจะเพิ่มขึ้นทันที

    📌 บทสรุปเชิงหลักการ ที่ผมชวนคิด คือ

    QR หรือ Barcode ไม่ได้ทำลายความลับของการลงคะแนนโดยตัวมันเอง สิ่งที่ทำลายคือ “การผูกข้อมูล”

    ดังนั้น ประเด็นนี้สามารถพิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริงทางเทคนิควิทยาศาสตร์ข้อมูล

    ไม่ใช่การคาดเดา ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ หรือความหวาดระแวง

    การออกแบบระบบเลือกตั้งที่ดี ต้องทำให้

    “การผูกข้อมูล (B)” เกิดขึ้นไม่ได้ตั้งแต่ต้นทาง

    เพราะทันทีที่ B เกิดได้ การลงคะแนนลับ

    (Secret Ballot) จะไม่ขึ้นกับความสุจริตของบุคคล

    แต่ขึ้นกับความหวังว่าไม่มีใครเชื่อมข้อมูลเข้าด้วยกัน

    ข้อเสนอเชิงวิชาการ ที่ผมชวนพิจารณา คือ

    เพื่อให้ประเด็นนี้จบอย่างมีมาตรฐาน กกต. ควรมีการเปิดเผยข้อมูลเชิงเทคนิคอย่างเป็นระบบ เช่น

    • โครงสร้างการออกแบบบัตร (Ballot Design)

    • กระบวนการแจกบัตร

    • โครงสร้างฐานข้อมูล

    • นโยบายการทำลายข้อมูล

    • การตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระ (External Audit)

    กล่าวโดยสรุป นี่คือมาตรฐานสากลของรัฐยุคดิจิทัลที่ความปลอดภัยต้องพิสูจน์ได้จากการออกแบบไม่ใช่ยืนยันผ่านการตั้งโต๊ะแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์เพียงอย่างเดียว ถ้า กกต. นำเอาความเป็นวิทยาศาสตร์ข้อมูลมาชี้แจง เรื่องนี้น่าจะจบตั้งแต่วันแรกแล้ว แต่ระบบนี้ต้องถูกออกแบบใหม่ (Redesigned) ให้ปลอดภัยมากขึ้นเพื่อนฟื้นฟูศรัทธาของประชาชนต่อ กกต. และระบบประชาธิปไตยโดยรวม.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/948854/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v_ciHcDV5DzSIjbP0ct6a