Category: วัฒนธรรม

  • โรงเรียนจุมปีวนิดาภรณ์ (บ้านภูมินทร์) รับประเมินหลักสูตรผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศด้านภาษาอังกฤษ ปีการศึกษา 2568 | TOPNEWS

    โรงเรียนจุมปีวนิดาภรณ์ (บ้านภูมินทร์) รับประเมินหลักสูตรผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศด้านภาษาอังกฤษ ปีการศึกษา 2568 | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00–11.30 น. โรงเรียนจุมปีวนิดาภรณ์ เทศบาลเมืองน่าน (บ้านภูมินทร์) อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ให้การต้อนรับคณะกรรมการประเมินผลการดำเนินการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ (ภาษาอังกฤษ) ประจำปีการศึกษา 2568 ณ ห้องประกันคุณภาพของโรงเรียน ในการนี้ นางพิลาสินี ถาริยะวงศ์วนิช ผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมด้วยคณะครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอผลการดำเนินงาน

    คณะกรรมการประเมินประกอบด้วย นางดลใจ หาญตระกูล ผู้อำนวยการกองการศึกษา เทศบาลเมืองน่าน, ผู้ช่วยศาสตราจารย์จุไรรัตน์ สวัสดิ์ ผู้ช่วยรองคณะบดีคณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน, นางสาวพิมพ์วลัญช์ ชัยชนะ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ

    การประเมินครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนผลการดำเนินงาน ติดตามพัฒนา และยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการอย่างยั่งยืน

    ทางโรงเรียนจุมปีวนิดาภรณ์ (บ้านภูมินทร์) ได้กล่าวขอบพระคุณคณะกรรมการทุกท่านที่ให้เกียรติเข้าร่วมประเมิน พร้อมให้ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1497685&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dF-Xp5-wzwCrI0DK3qSMK

  • วช. และ เครือข่ายวิจัยภูมิภาค: ภาคเหนือ ร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมดูแลผู้สูงอายุ “CG มือโปร” ณ จ.เชียงใหม่

    วช. และ เครือข่ายวิจัยภูมิภาค: ภาคเหนือ ร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมดูแลผู้สูงอายุ “CG มือโปร” ณ จ.เชียงใหม่

    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดกิจกรรม “CG มือโปร” และลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามการดำเนินงานเครือข่ายวิจัยภูมิภาค: ภาคเหนือ พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ในการนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี และมี รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธนา พิมลศิริผล ประธานเครือข่ายวิจัยภูมิภาค: ภาคเหนือ พร้อมด้วย นางจีรพร หวันแดง นายกเทศมนตรีตำบลหนองหอย กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภารัตน์ วังศรีคูณ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รังสิยา นารินทร์ หัวหน้าโครงการ กล่าวรายงานการดำเนินโครงการ และนางดรุณี สามใบ ผู้แทน Care giver เทศบาลตำบลหนองหอย กล่าวขอบคุณที่เห็นความสำคัญของ Caregiver ณ เทศบาลตำบลหนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่

    ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. มีพันธกิจสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม โดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ การพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวและการยกระดับศักยภาพผู้ดูแลจึงเป็นภารกิจเร่งด่วน กิจกรรม “CG มือโปร” ในวันนี้นับเป็นตัวอย่างของการถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพและปลอดภัย โดย วช. พร้อมสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และสร้างระบบการดูแลที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และขยายผลได้ในระดับประเทศ

    รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธนา พิมลศิริผล ประธานเครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคเหนือ กล่าวว่า การจัดกิจกรรม ”CG มือโปร“ ในวันนี้ เป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้งานของเครือข่ายวิจัยภูมิภาค: ภาคเหนือ เกิดจากความร่วมมือระหว่างคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่น และชุมชน ในการร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ภาคเหนือโดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างชัดเจน การพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลในชุมชน และการนำองค์ความรู้กับเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ เครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคเหนือ จึงได้สนับสนุนโครงการที่เชื่อมโยงงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการพัฒนาทักษะผู้ดูแล การใช้เครื่องมือดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชัน Caregiver 4.0 และการสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของภาคีเครือข่าย การดำเนินงานนี้ไม่เพียงยกระดับความรู้ของผู้ดูแล แต่ยังเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อขยายผลองค์ความรู้สู่ชุมชนอื่นอย่างเป็นรูปธรรม

    นางจีรพร หวันแดง นายกเทศมนตรีตำบลหนองหอย กล่าวว่า เทศบาลหนองหอย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นการดูแลที่ปลอดภัย เหมาะสม และเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม การได้รับคัดเลือกเป็นพื้นที่ดำเนินการวิจัยถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพผู้ดูแล และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพื้นที่ต้นแบบอื่น ๆ ทั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน และต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภารัตน์ วังศรีคูณ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า คณะพยาบาลศาสตร์ตระหนักถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัย จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายและหน่วยงานท้องถิ่น ดำเนินโครงการพัฒนาทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยใช้เทคโนโลยีสำหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม การดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิจัยที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น การกำกับติดตามคุณภาพงานวิชาการ ไปจนถึงการผลักดันผลการวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ทั้งในระดับชุมชนและเชิงนโยบาย ส่งผลให้เกิดรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง และมีศักยภาพในการขยายผลอย่างต่อเนื่องในอนาคต

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รังสิยา นารินทร์ หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า โครงการวิจัย “การพัฒนาทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมของผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver: CG) ในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชน” มุ่งพัฒนาสมรรถนะผู้ดูแลผู้สูงอายุทั้งในด้านทักษะการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ภายใต้หลักสูตรการบริบาลและดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) โดยได้บูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรม อาทิ แอปพลิเคชัน Caregiver 4.0 เพื่อสนับสนุนการทำงานและยกระดับคุณภาพการดูแลให้ครอบคลุมและปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยโครงการได้ดำเนินงานครอบคลุม 14 พื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ และขยายผลไปยัง 5 พื้นที่ ส่งผลให้เกิดศูนย์การเรียนรู้การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมผู้ดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งสิ้น 19 ศูนย์ กิจกรรม “CG มือโปร” ในวันนี้จึงเป็นเวทีติดตามผล ถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุอย่างยั่งยืนต่อไป

    นางดรุณี สามใบ ผู้แทน Care giver เทศบาลตำบลหนองหอย กล่าวขอบคุณ วช. คณะนักวิจัย และทุกภาคีเครือข่าย ที่ได้พัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุ การได้เรียนรู้และใช้เครื่องมือ เช่น แอปพลิเคชัน Caregiver 4.0 ช่วยให้การดูแลผู้สูงอายุมีความเป็นระบบ มั่นใจ และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และพร้อมที่จะนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนให้ดียิ่งขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนของผู้สูงอายุในชุมชน

    นอกจากนี้ ภายในงานมีการมอบป้ายศูนย์เรียนรู้นวัตกรรมการดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 19 พื้นที่ ได้แก่ ตำบลป่าบง ป่าแดด เมืองแม่เหียะ สุเทพ ท่าศาลา สันผีเสื้อ หนองหอย ช้างเผือก ห้วยทราย แม่ริม สะลวง สันโป่ง ขี้เหล็ก โป่งแยง ท่ากว้าง ท่าวังตาล ดอนแก้ว ขัวมุง และสันทรายมหาวงค์ โดย วช. มุ่งหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน และต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/999297&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33BVvnnwBB0NO85o90QRhB

  • ภาพข่าวสังคม : 25 กุมภาพันธ์ 2569 – แนวหน้า

    ภาพข่าวสังคม : 25 กุมภาพันธ์ 2569 – แนวหน้า

    ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศ… ร่วมไว้อาลัย : วรพจน์ เพียรอภิธรรม นายกสมาคมไหหนำแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการและสมาชิก สมาคมการค้า …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/gallery/11663&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Qgn2DJIjUGXDTtwmuQZCy

  • กราฟความแซ่บพุ่งทะลุจอ! “น้ำตาล-ฟิล์ม-มิ้ลค์-เลิฟ-วิว-มิ้ม” ประชันเสน่ห์ สาดจริตพิชิตใจ!! ในซีรีส์ “GIRL …

    กราฟความแซ่บพุ่งทะลุจอ! “น้ำตาล-ฟิล์ม-มิ้ลค์-เลิฟ-วิว-มิ้ม” ประชันเสน่ห์ สาดจริตพิชิตใจ!! ในซีรีส์ “GIRL …

    กราฟความแซ่บพุ่งทะลุจอ! “น้ำตาล-ฟิล์ม-มิ้ลค์-เลิฟ-วิว-มิ้ม” ประชันเสน่ห์ สาดจริตพิชิตใจ!! ในซีรีส์ “GIRL RULES กฎหลัก…ห้ามรักเธอ” เริ่มตอนแรก 9 มี.ค.นี้ ทางช่อง GMM25.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieufxzsrh60v2dfoehoe1uvl5y5hg8qw&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WFuWORUNtw9ISZw7GbXMb

  • กราฟความแซ่บพุ่งทะลุจอ! “น้ำตาล-ฟิล์ม-มิ้ลค์-เลิฟ-วิว-มิ้ม” ประชันเสน่ห์ สาดจริตพิชิตใจ!! ในซีรีส์ “GIRL …

    กราฟความแซ่บพุ่งทะลุจอ! “น้ำตาล-ฟิล์ม-มิ้ลค์-เลิฟ-วิว-มิ้ม” ประชันเสน่ห์ สาดจริตพิชิตใจ!! ในซีรีส์ “GIRL …

    “น้ำตาล-ฟิล์ม-มิ้ลค์-เลิฟ-วิว-มิ้ม” ประชันเสน่ห์ สาดจริตพิชิตใจ!! ในซีรีส์ “GIRL RULES กฎหลัก…ห้ามรักเธอ” เริ่มตอนแรก 9 มี.ค.นี้ ทางช่อง GMM25.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipr.net/entertain/3696371&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JkneyXd-KLC7oj8w3GEV7

  • ไทยมี ‘คนจน’ เพิ่ม 1 ล้านคน สภาพัฒน์บอก ความเหลื่อมล้ำฝังรากลึก ความเจริญกระจุกอยู่แค่ในกรุงเทพฯ

    ไทยมี ‘คนจน’ เพิ่ม 1 ล้านคน สภาพัฒน์บอก ความเหลื่อมล้ำฝังรากลึก ความเจริญกระจุกอยู่แค่ในกรุงเทพฯ

    ก่อนจะไปตะโกนกันว่า “รวยไม่ไหวแล้ววว” รู้หรือไม่? ในปี 2024 ประเทศไทยมี ‘คนจน’ เพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน คิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งหมด

    poverty

    ‘สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ’ (สภาพัฒน์) รายงานว่า ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากปี 2023 ถึง 1.09 ล้านคน โดยมีการปรับเส้นความยากจนสูงขึ้นเป็น 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิม 3,043 บาทต่อคนต่อเดือน

    ความยากจนยังสามารถแบ่งได้ตามระดับความรุนแรง ซึ่ง ‘สภาพัฒน์’ เผยว่า จำนวนคนจนในทุกระดับเพิ่มสูงขึ้นในปี 2024 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดย

    • ‘คนจนมาก’ (ระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคต่ำกว่าเส้นความยากจนเกิน 20%): เพิ่มขึ้นจาก 6.28 แสนคน เป็น 8.79 แสนคน หรือราว 1.25% ของประชากรไทยทั้งหมด
    • ‘คนจนน้อย’ (ระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคต่ำกว่าเส้นความยากจนไม่เกิน 20%): เพิ่มขึ้นจาก 1.76 ล้านคน เป็น 2.55 ล้านคน หรือราว 3.64% ของประชากรไทยทั้งหมด
    • ‘คนเกือบจน’ (ระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคสูงกว่าเส้นความยากจนไม่เกิน 20%): เพิ่มขึ้นจาก 3.79 ล้านคน เป็น 4.29 ล้านคน หรือราว 6.1% ของประชากรไทยทั้งหมด

    จากข้อมูลดังกล่าวส่งผลให้ ‘ระดับความรุนแรงของปัญหาความยากจน’ เพิ่มขึ้นจาก 0.08 เป็น 0.15 โดยตัวเลขนี้เป็นการคำนวณค่าเฉลี่ยความแตกต่างกำลังสองระหว่างเส้นความยากจนกับรายจ่ายต่อคนต่อเดือนของคนจน ซึ่งยิ่งตัวเลขสูงเท่าไร ความรุนแรงก็จะมากขึ้นตาม

    แม่ฮ่องสอน สามจังหวัดชายแดน อุบล ครองตำแหน่งสัดส่วนคนจนสูงสุด 

    poverty

    เมื่อแบ่งสัดส่วนคนจนตามภูมิศาสตร์แล้ว สภาพัฒน์พบว่า ‘ภูมิภาค’ ที่มีสัดส่วนประชากรยากจนสูงสุดในประเทศเป็น 3 อันดับแรก ได้แก่ ภาคใต้ (9.43%), ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (6.56%) กับภาคเหนือ (5.75%) ซึ่งเกิดจากปัจจัยด้านข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม ไปจนถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติต่างๆ

    หากแยกเป็นรายจังหวัด สภาพัฒน์รายงานว่า 10 อันดับแรกที่มีสัดส่วนประชากรยากจนสูงสุดในประเทศไทยคือ

    1. แม่ฮ่องสอน 25.69%
    2. ยะลา 25.41%
    3. ปัตตานี 25.39%
    4. นราธิวาส 21.17%
    5. อุบลราชธานี 20.34%
    6. สระแก้ว 16%
    7. พัทลุง 15.74%
    8. ศรีสะเกษ 14.08%
    9. เชียงราย 13.69%
    10. ตาก 13.37%

    สภาพัฒน์กล่าวว่า ในปี 2024 ภาพรวมสถานการณ์ความยากจนระดับจังหวัดแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีเพียง 15 จังหวัดเท่านั้นที่มีสัดส่วนคนจนน้อยลง ประกอบด้วย ประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี ตราด พังงา สุราษฎร์ธานี กำแพงเพชร นครราชสีมา เพชรบุรี จันทบุรี เพชรบูรณ์ อุดรธานี กาญจนบุรี อุตรดิตถ์ พิจิตร และยโสธร

    ความเจริญกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ กับภาคกลาง ส่วนภาคอื่นยังพึ่งเกษตรกรรมเป็นหลัก

    แน่นอนว่า ความเจริญของประเทศนี้ยังคงกระจุกตัวอยู่แค่ที่ ‘กรุงเทพมหานคร’ กับ ‘ภาคกลาง’ โดยกรุงเทพฯ มีแรงงานถึง 25.48% ที่อยู่ในภาคบริการสมัยใหม่ เช่น การขนส่ง การสื่อสาร การเงิน และการแพทย์

    ขณะเดียวกัน ภาคกลางยังคงทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมหลักของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ ‘โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก’ ที่สามารถดึงดูดเงินลงทุนและแรงงานจำนวนมาก ทำให้เกิดข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างกว่าภูมิภาคอื่นๆ

    กลับกัน แม้ภาคอีสาน ภาคเหนือ กับภาคใต้จะมีโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษเช่นกัน แต่โครงสร้างเศรษฐกิจของภูมิภาคเหล่านี้ยังพึ่งพา ‘เกษตรกรรม’ เป็นหลัก โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 

    ด้วยเหตุนี้ ครัวเรือนในภูมิภาคดังกล่าวจึงมีความเปราะบางทางเศรษฐกิจและเสี่ยงยากจนสูง เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอก เช่น ภัยธรรมชาติ หรือความผันผวนของราคาผลผลิต ได้ 

    นอกจากนั้น ภาคเหนือและภาคอีสานยังมีประชากร ‘ผู้สูงวัย’ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) มากกว่าค่าเฉลี่ยประเทศด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่ความท้าทายด้านตลาดแรงงาน ไปจนถึงการเพิ่มภาระการดูแลในระยะยาว ต่างจากกรุงเทพฯ ที่มีสัดส่วนประชากรวัยแรงงานสูงที่สุด อันเป็นผลมาจากการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ที่สามารถดึงดูดแรงงานจากทุกภูมิภาคมาได้

    ทั้งนี้ ภาคใต้และภาคอีสานก็มีข่าวดีอยู่เช่นกัน เพราะเป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนประชากรวัยเด็กสูงที่สุดในประเทศ ทำให้ในอนาคตยังคงมีศักยภาพด้านทุนมนุษย์ในระยะยาว หากรู้จักลงทุนด้านการศึกษากับการพัฒนาทักษะอย่างเหมาะสม

    คนไทยยากจนส่วนใหญ่เรียนจบไม่เกินประถม ภาระค่าเดินทางยังเป็นปัญหาหลัก 

    แม้วุฒิการศึกษาในประเทศอื่นอาจไม่สำคัญต่อรายได้เท่าไร แต่สำหรับไทยแล้ว ประชากรที่มีระดับการศึกษาต่ำ ยังคงเป็นกลุ่มที่เผชิญปัญหาความยากจนมากที่สุด

    สภาพัฒน์วิเคราะห์ว่า หากลองจำแนกสัดส่วนคนจนอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปตามระดับการศึกษาแล้ว จะพบว่าคนจนราว 73.5% เรียนจบในระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่านั้น ตามด้วย

    • มัธยมต้น 15.89%
    • มัธยมปลาย 8.81%
    • อนุปริญญาขึ้นไป 1.79%

    ในปี 2024 อัตราการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาของครัวเรือนยากจนไทยยังอยู่ที่แค่ 8.07% สะท้อนปัญหาการเข้าถึงการศึกษาระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญ

    แม้รัฐบาลจะมีนโยบายพยายามให้เด็กไทยเข้าถึงระบบการศึกษา แต่ปัญหา ‘ค่าเดินทางไปเรียน’ ยังคงเป็นภาระหลักของนักเรียนยากจนเกือบทุกระดับชั้น เนื่องจาก 41.03% ของค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาถูกใช้ไปกับเรื่องนี้ นับเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเล่าเรียนเสียอีก

    สำหรับนักเรียนยากจนในระดับอุดมศึกษา ค่าใช้จ่ายสูงสุดยังคงเป็นค่าเล่าเรียน โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 54.88% แต่ค่าเดินทางก็ยังเป็นภาระอันหนักอึ้งอยู่ดี

    Brand Inside มองว่า รายงานจากสภาพัฒน์ฉบับนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาความยากจนที่เพิ่มขึ้น แต่แสดงให้เห็นด้วยว่า ความเหลื่อมล้ำเชิงภูมิภาคของไทยยังคงเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกลงไปในโครงสร้างสังคม

    ในเมื่อภูมิภาคส่วนใหญ่ไม่มี ‘โอกาส’ เท่ากรุงเทพฯ และภาคกลาง คนต่างจังหวัดก็คงต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อหารายได้ต่อไป

    เช่นนั้น ภูมิภาคอื่นมีหน้าที่แค่ผลิตประชากรส่งเข้าตลาดแรงงานภาคกลางงั้นหรือ? แล้วเราจะหวังให้กรุงเทพฯ เป็นตัวชี้วัดความเจริญบ้านเมืองเพียงจุดเดียวไปอีกนานเท่าไร? นี่คือคำถามที่ทุกภาคส่วนในไทยควรเข้ามาหาคำตอบด้วยกัน

    ที่มา: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thailand-poverty-nesdc-report/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rKpMcszTnboMbQ4ePG_Rs

  • จุฬาฯ-มหาวิทยาลัยฮ่องกงลงนามความร่วมมือทางวิชาการด้านไทยศึกษา

    จุฬาฯ-มหาวิทยาลัยฮ่องกงลงนามความร่วมมือทางวิชาการด้านไทยศึกษา

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    จุฬาฯ และมหาวิทยาลัยฮ่องกงลงนามความร่วมมือด้านไทยศึกษาและพุทธศาสนศึกษา

    รศ.ดร.ฤทธิรงค์ จิวากานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Prof.Georgios T. Halkias, Director of the Centre of Buddhist Studies, the University of Hong Kong ร่วมพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Centre of Buddhist Studies, The University of Hong Kong เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

    ทั้งนี้ คณะผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนำโดย ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ รองอธิการบดี พร้อมด้วย ผศ.ดร.เทวฤทธิ์ สะระชนะ ผู้ช่วยอธิการบดี ผศ.ดร.ณภัทร ชัยมงคล ผู้ช่วยอธิการบดี อ.นพ.วรพล จรูญวณิชกุล ผู้ช่วยอธิการบดี และ ผศ.ดร.เปรม สวนสมุทร รองผู้อำนวยการสถาบันไทยศึกษา จุฬาฯ ร่วมในพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการดังกล่าว

    ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ The University of Hong Kong ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานทางวิชาการร่วมกัน อาทิ การแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักวิจัย การทำวิจัยร่วม การจัดทำผลงานตีพิมพ์ทางวิชาการ การจัดการประชุมวิชาการ สัมมนา และกิจกรรมทางวัฒนธรรม ตลอดจนความร่วมมือด้านการเรียนการสอนในสาขาไทยศึกษา พุทธศาสนศึกษา และสหสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายนักวิชาการ และพัฒนาความร่วมมือเชิงสถาบันอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/289069/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EoP3d-lPcZCo1piIJ9Oj_

  • No Smile Left Behind กรมอนามัย จับมือรัฐ-เอกชน เดินหน้าเติมรอยยิ้มกลุ่มเปราะบาง – อนามัยมีเดีย

    No Smile Left Behind กรมอนามัย จับมือรัฐ-เอกชน เดินหน้าเติมรอยยิ้มกลุ่มเปราะบาง – อนามัยมีเดีย

             #ANAMAINEWS ด้วยวันที่ 20 มีนาคมของทุกปี เป็น“วันสุขภาพช่องปากโลก” กรมอนามัยร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพช่องปากที่ดี และแสดงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานเพื่อให้คนไทยทุกคนมีสิทธิในการมีสุขภาพช่องปากที่ดี และสามารถเข้าถึงบริการทันตกรรมอย่างครอบคลุมและมีคุณภาพ

             วันนี้ (24 กุมภาพันธ์ 2569) ดร.นายแพทย์ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่าจากโครงการรณรงค์เทิดพระเกียรติ 125 ปี แห่งการพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้แสดงถึงพลังแห่งความร่วมมือของทันตบุคลากรจากทั้ง 76 จังหวัด ที่ผนึกกำลังร่วมกันในการพัฒนาระบบบริการทันตกรรมให้ประชาชนกลุ่มเปราะบาง จำนวน 26,589 คนได้รับบริการส่งเสริมป้องกันด้านสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และเนื่องในวันสุขภาพช่องปากโลก ปี 2569 นี้ เป็นโอกาสอันดีที่ทุกภาคส่วนจะร่วมกันสานต่อและขยายพลังแห่งความเสมอภาคดังกล่าวให้ครอบคลุมถึงเด็ก ๆ ที่มีความต้องการพิเศษอย่างทั่วถึง เพื่อให้การมีสุขภาพช่องปากที่ดี เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างแท้จริง

            ทันตแพทย์ดำรง ธำรงเลาหะพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า คนพิการได้รับบริการทันตกรรมเพียงร้อยละ 26 การทำให้คนกลุ่มนี้มีสุขภาพช่องปากที่ดีมีความท้าทายหลายประการ แม้ว่าจะมีการพัฒนาบริการสุขภาพช่องปากในหลาย ๆ ด้าน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดทั้งทางด้านร่างกาย และการสื่อสาร การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการดูแลสุขภาพ ช่องปากของกลุ่มเปราะบาง โดยได้รับการสนับสนุน รถทันตกรรมเคลื่อนที่จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หน่วยทันตกรรมอาสาตามรอยพ่อ และบริษัทคอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด ในการตรวจสุขภาพช่องปากและจัดบริการทันตกรรม นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการให้ทันตสุขศึกษา และโภชนาการในรูปแบบ Health Station รวมทั้งบูธนิทรรศการสื่อนวัตกรรมสำหรับกลุ่มเปราะบาง

                 ด้าน คุณเบญจมาส แก่นเมือง รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวว่า สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ เป็นหน่วยงานที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการและเด็กที่มีความต้องการพิเศษอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา สังคม และการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี การจัดกิจกรรมในวันนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้น ในการส่งเสริมให้คนพิการและกลุ่มเปราะบาง ได้รับโอกาสในการเข้าถึงบริการสุขภาพช่องปากอย่างเท่าเทียม ขอขอบคุณ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ บริษัทคอลเกต – ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล มูลนิธิทันตนวัตกรรม หน่วยทันตกรรมอาสาตามรอยพ่อ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ได้เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพช่องปากในเด็กพิการและกลุ่มเปราะบางซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทันตกรรม

    ***

    กรมอนามัย / 24 กุมภาพันธ์ 2569

    ภาพเพิ่มเติม :  https://www.anamai.moph.go.th/th/news-anamai/44811

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/2402692/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y-akFb2uKnyT0ZPv7GtvE

  • จัดการประชุมพัฒนาเครือข่ายการศึกษายืดหยุ่นหยุดวงจรเด็กนอกระบบ จ.แม่ฮ่องสอน Zero Dropout | เดลินิวส์

    จัดการประชุมพัฒนาเครือข่ายการศึกษายืดหยุ่นหยุดวงจรเด็กนอกระบบ จ.แม่ฮ่องสอน Zero Dropout | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ณ ห้องประชุมบ้านไร่ไผ่หวาน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดการประชุมพัฒนาเครือข่ายการศึกษาที่ยืดหยุ่นหยุดวงจรเด็กนอกระบบ จังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือ “แม่ฮ่องสอน Zero Dropout”

    นางสาวนรีพัฒน์ ณรุจวรกิตติ์ รองศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 ที่เห็นชอบมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศฯ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กับกรมการปกครอง พบว่ามีเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 3-18 ปี ทั่วประเทศ ที่ไม่มีชื่อในระบบการศึกษากว่า 328,304 คน

    สำหรับจังหวัดแม่ฮ่องสอน พบข้อมูลเบื้องต้นมีเด็กและเยาวชนอยู่นอกระบบการศึกษาจำนวน 16,171 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่รอการกลั่นกรองและพิสูจน์ทราบในระดับพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นภูเขาสูงมี “หย่อมบ้านกระจัดกระจายห่างไกล รวมถึงประเด็นความละเอียดอ่อนของกลุ่มเปราะบางในศูนย์พักพิงชั่วคราว ทำให้การเข้าถึงเด็กกลุ่มนี้มีความท้าทายอย่างยิ่ง

    สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงได้จัดทำโครงการสนับสนุนคณะทำงานจังหวัดเพื่อพัฒนากลไกขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา เพื่อพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล ให้เป็นกลไกหลักในการค้นหาและช่วยเหลือเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ  บูรณาการฐานข้อมูลผ่านระบบสารสนเทศ Thailand Zero Dropout (TZD) เชื่อมโยงทุกหน่วยงานให้เป็นหนึ่งเดียว

    การประชุมในวันนี้ มิใช่เพียงการสร้างการรับรู้ แต่เป็นการร่วมกัน”หาทางออก” ผ่านโมเดลการศึกษาที่ยืดหยุ่น (Flexible Learning) เพื่อหยุดวงจรการหลุดออกจากระบบ โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย เพื่อให้เด็กแม่ฮ่องสอนทุกคนไม่ “สูญหาย” ไปจากระบบการดูแลของรัฐใน 4 มาตรการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ภายใต้นโยบาย Thailand Zero Dropout โดยนายนายอิษฏ์ ปักกันต์ธร รักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

    แนวทางการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ด้วยหนึ่งโรงเรียนสามรูปแบบ ห้องเรียนดิจิตอลในสถานการณ์ที่ต้องปิดโรงเรียน ในสภาวะวิกฤตการณ์ต่างๆ ภายใต้โครงการพาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง (OBEC Zero Dropout) โดย นายนรินธรณ์ เซ่งล้ำ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการ /การศึกษาขั้นพื้นฐาน ผ่าน โปรแกรม Zoom Meeting พร้อมคณะทำงาน 4 มาตรการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบการศึกษา ภายใต้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ครู ชุมชน อปท.พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ผู้เรียนเสี่ยงออกกลางคัน-ออกกลางคันในโรงเรียน และเด็กนอกระบบการศึกษาในชุมชนตำบลต่างๆ รวมทั้งเล่าต้นทุนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนโมเดล ตำบลต้นแบบ Zero Dropout /พัฒนาแผนความร่วมมือการขับเคลื่อนนวัตกรรมการแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างสถานศึกษาและ อปท. และหุ้นส่วนการศึกษาในพื้นพื้นที่ และสรุปแนวทางการดำเนินงานระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5630523/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WYwU0bSIKdpwsju2I9U4n

  • ‘เผด็จการจงพินาศ’ นักศึกษาอิหร่านประท้วงไล่รัฐบาลเข้าสู่วันที่ 3 ขณะที่สหรัฐฯ เดินหน้ากดดันเรื่องนิวเคลียร์

    ‘เผด็จการจงพินาศ’ นักศึกษาอิหร่านประท้วงไล่รัฐบาลเข้าสู่วันที่ 3 ขณะที่สหรัฐฯ เดินหน้ากดดันเรื่องนิวเคลียร์

    เมื่อวานนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2026) นิสิตนักศึกษาอิหร่านในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ รวมตัวกันประท้วงขับไล่รัฐบาลเข้าสู่วันที่ 3 หลังเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รัฐปราบปรามผู้ชุมนุม ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะที่สหรัฐฯ ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีอิหร่าน หากรัฐบาลอิหร่านไม่ยอมตกลงในประเด็นเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ด้วย

    การประท้วงในครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังมหาวิทยาลัยกลับมาเปิดการเรียนการสอนในภาคการศึกษาใหม่ ขณะเดียวกันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุสังหารระหว่างการประท้วงเมื่อเดือนก่อน ได้จัดพิธีรำลึกครบรอบ 40 วัน ให้แก่ผู้เสียชีวิต ซึ่งส่งผลให้เกิดการรวมตัวประท้วงเพิ่มมากขึ้น 

    จุดเริ่มต้นของการประท้วงใหญ่ภายในประเทศอิหร่านเกิดขึ้น หลังประเทศเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดกระแสความไม่พอใจในหมู่นักศึกษาและประชาชน จนนำไปสู่การชุมนุมประท้วงในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2025 ก่อนที่กระแสดังกล่าวจะขยายวงกว้างไปทั่วประเทศในเวลาต่อมา จนกระทั่งเกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 7,000 คน

    สำนักข่าว Reuters รายงานว่า การประท้วงเกิดขึ้นที่ Tehran University, Al-Zahra University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสตรีในอิหร่าน, Amir Kabir University และอีกหลายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ซึ่งนักศึกษาหลายคนถือป้ายประท้วงระบุข้อความว่า ‘เผด็จการจงพินาศ’ ‘ความตายจงเกิดแก่คาเมเนอี’ ขณะที่นักศึกษาหญิงหลายคนเข้าร่วมการประท้วง โดยไม่ได้ใส่ผ้าคลุมศีรษะและถือป้ายประท้วงข้อความว่า ‘อิสรภาพจงเกิดแก่ผู้หญิงในอิหร่าน’ พร้อมทั้งมีการจุดไฟเผาธงชาติของอิหร่านเช่นกัน

    นอกจากนี้ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่า เกิดการปะทะกันระหว่างนักศึกษากับเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาควบคุมสถานการณ์ ส่งผลให้นักศึกษาบางส่วนได้รับบาดเจ็บ ขณะเดียวกันนักศึกษาบางรายถูกมหาวิทยาลัยสั่งห้ามเข้าพื้นที่สถานศึกษาและถูกดำเนินการทางวินัยเพิ่มเติม

    สำหรับพิธีรำลึกครบรอบ 40 วัน ให้แก่ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ เมื่อเดือนที่ผ่านมา ครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตได้เปิดเพลงเต้นรำภายในพื้นที่มัสยิดและสุสาน เพื่อแสดงการรำลึกถึงผู้เสียชีวิต

    ญาติของผู้เสียชีวิตรายหนึ่งกล่าวว่า เขาเลือกที่จะเต้นรำเพื่อแสดงความอาลัยต่อผู้เสียชีวิตที่อายุยังน้อย ที่ควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อไป แต่กลับต้องมาเสียชีวิตลงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    นอกจากนี้ การเต้นรำยังเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เนื่องจากภายใต้รัฐศาสนา การเต้นรำมักถูกมองว่า เป็นพฤติกรรมต้องห้ามและผิดบาป โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นภายในพื้นที่มัสยิด ซึ่งถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา

    ในขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งสหรัฐฯ เชื่อว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างระเบิดปรมาณู ซึ่งเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่า ‘เรื่องเลวร้ายจะเกิดขึ้น’ หากการเจรจาระหว่างทั้ง 2 ประเทศล้มเหลวและไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ โดยการเจรจารอบต่อไปจะเกิดขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ณ กรุงเจนีวา

    อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ให้ข้อมูลกับสำนักข่าว Reuters ว่า สหรัฐฯ เริ่มถอนเจ้าหน้าที่และครอบครัวของนักการทูตออกจากสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอนแล้ว

    “เราประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและจากการประเมินล่าสุด เราตัดสินใจที่จะลดจำนวนบุคลากรลง โดยเหลือไว้เพียงแค่เจ้าหน้าที่ที่จำเป็นเท่านั้น” เจ้าหน้าที่กล่าว

    นอกจากนี้เมื่อวานนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2026) สหรัฐฯ ยังได้ออกประกาศเตือนพลเมืองของตนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศเลบานอนและพื้นที่ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งเริ่มจำกัดการเดินทางของเจ้าหน้าที่ทางการทูต ขณะเดียวกันสหรัฐฯ เริ่มทยอยเสริมกองกำลังทางการทหารและเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง

    ที่มา:

    https://www.reuters.com/world/middle-east/iranian-students-protest-third-day-us-pressure-mounts-2026-02-23/ 

    https://abcnews.com/International/protests-resurging-iranian-universities-families-mourn-massacre-victims/story?id=130408894

    https://www.theguardian.com/world/2026/feb/23/death-to-dictator-iranian-students-protests-third-day

    Tags: , , , , , ,

    Author

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-iranian-students-protest-on-third-day/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B1UuYUr2PG_UxV7BfkD4E