Category: วัฒนธรรม

  • บูรณาการภาษาต่างประเทศกับ SDG17: พลเมืองโลกยุคใหม่ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม – คณะศิลปศาสตร์

    บูรณาการภาษาต่างประเทศกับ SDG17: พลเมืองโลกยุคใหม่ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม – คณะศิลปศาสตร์

    บูรณาการภาษาต่างประเทศกับ SDG17: สร้างพลเมืองโลกยุคใหม่ที่ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    ฮัลโหลชาวแก๊งค์! เด็ก คณะศิลปศาสตร์ SPU ทุกคนนน 👋 เคยรู้สึกมั้ยว่าสกิลภาษาที่เราเรียนกันทุกวันนี้มันเจ๋งกว่าแค่ใช้สั่งกาแฟหรือดูซีรีส์แบบไม่พึ่งซับ? บอกเลยว่า “ใช่!” เพราะพลังแห่งภาษานี่แหละ คือกุญแจดอกสำคัญที่จะพาเราไปสู่การเป็น “พลเมืองโลก” และร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ได้อย่างทรงพลัง! วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าการเรียนที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จะเปลี่ยนเราให้เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ได้ยังไง โดยเฉพาะกับ SDG ข้อที่ 17!

    SDG17 คืออะไร? ทำไมต้อง Partnership? 🤝

    เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) มีทั้งหมด 17 ข้อ และข้อสุดท้ายที่เราจะโฟกัสกันก็คือ SDG17: Partnerships for the Goals หรือ “ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” นั่นเอง!

    พูดง่ายๆ ก็คือ โลกเราจะดีขึ้นไม่ได้เลยถ้าทุกคนต่างคนต่างทำ SDG17 เลยเป็นเหมือนกาวใจที่บอกว่า “เรามาจับมือกันเถอะ!” ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล องค์กร หรือแม้กระทั่งคนตัวเล็กๆ อย่างเราๆ เพื่อสร้างโลกที่ดีกว่าเดิมไปด้วยกัน และเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความร่วมมือคืออะไรเอ่ย?… ก็ “การสื่อสาร” ไงล่ะ! และนั่นคือจุดที่ชาว คณะศิลปศาสตร์ จะเฉิดฉาย!

    ภาษา + คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม = สูตรสำเร็จพลเมืองโลก! 🚀

    ที่ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เราไม่ได้สอนแค่ท่องศัพท์หรือไวยากรณ์ แต่เราสอนให้คุณใช้ภาษาเป็นสะพานเชื่อมโลก!

    • ทลายกำแพงการสื่อสาร: ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ จีน หรือญี่ปุ่น การที่เราสื่อสารกับผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมได้โดยตรง คือก้าวแรกของการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระดับโลก
    • เข้าใจความต่าง สร้างความเห็นอกเห็นใจ: การเรียนภาษาคือการเรียนรู้วัฒนธรรม ความคิด และมุมมองที่แตกต่าง สิ่งนี้ช่วยให้เรามี Empathy และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับคนอื่นอย่างเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นหัวใจของ SDG17 เลย!
    • เปิดประตูสู่โอกาสระดับนานาชาติ: สกิลภาษาทำให้เราสามารถเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน, งานอาสาสมัครระหว่างประเทศ, หรือแม้แต่ทำงานในองค์กรระดับโลกได้ง่ายขึ้น ทั้งหมดนี้คือการสร้าง Partnership ในชีวิตจริง!

    แล้วมันสำคัญกับเราชาว SPU ยังไง? ✨

    การเชื่อมโยงทักษะภาษากับเป้าหมายระดับโลกแบบนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเท่ๆนะ แต่มันมีประโยชน์กับอนาคตของเราโดยตรง!

    • โปรไฟล์ปังกว่าใคร: ในตลาดงานยุคใหม่ คนที่เข้าใจประเด็นปัญหาระดับโลกและสื่อสารข้ามวัฒนธรรมได้ คือคนที่องค์กรต่างๆ ต้องการตัว
    • เป็นมากกว่านักศึกษา: เราจะเป็นบัณฑิตจาก SPU ที่มี Global Mindset พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม
    • สร้าง Impact ได้จริง: เราสามารถใช้ทักษะของเราเข้าร่วมโครงการดีๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้จริง!

    อยากรู้ว่าหลักสูตรของเราจะปั้นเธอให้เป็นพลเมืองโลกได้ยังไง? ลองเข้ามาดู หลักสูตรสุดเจ๋งของคณะศิลปศาสตร์ SPU ได้เลย! และสำหรับใครที่อยากศึกษาเรื่อง SDGs เพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูข้อมูลจากแหล่งที่เป็นทางการอย่าง United Nations Sustainable Development Goals ได้เลยนะ!

    เห็นมั้ยว่าการเป็นนักศึกษา คณะศิลปศาสตร์ SPU มันเจ๋งและมีความหมายมากกว่าที่เราคิด! มาใช้พลังแห่งภาษาที่เรามี เปลี่ยนแปลงโลกให้น่าอยู่ขึ้น…ไปด้วยกันนะทุกคน! ❤️🌍

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/liberal-arts/news-activity/20610/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p3f5eFxkjMLQgME-KG_Hq

  • ศาลยุติธรรมเพื่อ ปชช. เติมรอยยิ้ม สร้างแรงบันดาลใจเด็กกาฬสินธุ์

    ศาลยุติธรรมเพื่อ ปชช. เติมรอยยิ้ม สร้างแรงบันดาลใจเด็กกาฬสินธุ์

    ศาลยุติธรรมเพื่อ ปชช. เติมรอยยิ้ม สร้างแรงบันดาลใจเด็กกาฬสินธุ์

    เมื่อวันที่ 25 ก.พ.ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อช่วงไม่นานมานี้ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้จัดโครงการ“ศาลยุติธรรมเพื่อประชาชน” ภายใต้นโยบาย “สร้างศรัทธา” ของประธานศาลฎีกา มุ่งเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้กฎหมาย ควบคู่การสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนในจังหวัดกาฬสินธุ์

    โดย นายทวีศักดิ์ สุรนารถ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมบุคลากรศาล จัดกิจกรรมขับเคลื่อนกิจกรรมเชิงรุก เพื่อให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา การพัฒนาตนเอง และการรู้เท่าทันสิทธิหน้าที่ตามกฎหมาย ภายในงานมีบูธนิทรรศการและกิจกรรมตอบปัญหาชิงรางวัล จากหลายหน่วยงานอาทิ

    ศาลยุติธรรมเพื่อ ปชช. เติมรอยยิ้ม สร้างแรงบันดาลใจเด็กกาฬสินธุ์

    สำนักงานอัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาฬสินธุ์ ,สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดกาฬสินธุ์ ,สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกาฬสินธุ์ ,บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดกาฬสินธุ์ เเละโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ (กลุ่มงานจิตเวช) มาร่วมกันจัดกิจกรรมมุ่งให้ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน ควบคู่การดูแลสุขภาพจิต ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมได้รับกำลังใจจาก ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ และ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ รวมถึงเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์

    ช่วงเสริมสร้างแรงบันดาลใจ ได้รับเกียรติจาก “มาย ”ภาคภูมิ ร่มไทรทอง นักร้อง เเละนักเเสดงชื่อดัง ร่วมบรรยายเส้นทางการศึกษา การทำงาน และมุมมองการใช้ชีวิต ถ่ายทอดประสบการณ์จริงสู่เยาวชน

    โดยให้แง่คิดในการดำเนินชีวิตประเด็น ทางลัดที่ดูง่ายๆกับที่ถูกต้องแต่เหนื่อยกว่า ว่า ให้ไปทางที่ไม่เสียอิสรภาพดีที่สุดเพราะถ้าไปทางที่ผิดกฎหมาย มันตามมาด้วยการถูกลงโทษ อิสรภาพคือสิ่งที่สําคัญมากๆ การที่ไปถึงเป้าหมายได้ช้า มันไม่ได้ใช่เรื่องแย่ เหมือนเราไปเชียงใหม่ระหว่างทางเราก็ประทับใจระหว่างเดินทาง 

    มากกว่าการไปถึง แค่เราเปลี่ยนมุมมองเล็กน้อย เราก็จะเห็นว่าการที่ได้มาซึ่งเป้าหมายเนี่ย หรือว่าสิ่งที่ต้องการ

    ระหว่างระหว่างความช้าเราได้มาซึ่งประสบการณ์ หรือบางทีก็ได้เจอเพื่อนใหม่ 

    ศาลยุติธรรมเพื่อ ปชช. เติมรอยยิ้ม สร้างแรงบันดาลใจเด็กกาฬสินธุ์

    พร้อมกันนี้ ยังมีการสะท้อนบทบาทครอบครัว โดยเชิญนายธีรธร ร่มไทรทอง ผู้พิพากษาสมทบ และนางณัฐนี ร่มไทรทอง บิดาเเละมารดาของ มาย มาร่วมแบ่งปันแนวทางการอบรมเลี้ยงดู เพื่อเป็นต้นแบบของสถาบันครอบครัวที่เข้มแข็ง

    โครงการครั้งนี้มีนักเรียนและประชาชนเข้าร่วมกว่า 514 คน และถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ของศาล มีผู้รับชมกว่า 1,000 คน ซึ่งกระแสตอบรับในสื่อสังคมออนไลน์ถือว่าคึกคัก อย่างใน Facebook Twitter (X) เเละInstagram มียอดไลก์เเละยอดเเชร์หลายหมื่นคนรวมถึงงานครัังนี้ยังได้รับความสนใจจากสื่อบันเทิงหลายที่ 

    จะเห็นว่าโครงการ “ศาลยุติธรรมเพื่อประชาชน” ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาฬสินธุ์ จึงไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจและความรู้ด้านกฎหมายแก่เยาวชน แต่ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสื่อสารกฎหมายเชิงรุก สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมให้เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378974001&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PVUCzqssgmi1kAnqStgyn

  • บัณฑิตคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กับโอกาสในโลกธุรกิจยุคใหม่: การใช้ภาษาต่างประเทศในงานอาชีพ – คณะศิลปศาสตร์

    บัณฑิตคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กับโอกาสในโลกธุรกิจยุคใหม่: การใช้ภาษาต่างประเทศในงานอาชีพ – คณะศิลปศาสตร์

    บัณฑิตคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กับโอกาสในโลกธุรกิจยุคใหม่: ใช้ภาษาสร้างอาชีพสุดปัง! ✨

    ฮัลโหลชาวศิลปศาสตร์ SPU ทุกคน! 👋 เคยแอบคิดกันมั้ยว่าเรียนภาษาแล้วจะไปทำอะไรต่อได้บ้าง? จะสู้เด็กสายบริหารธุรกิจได้หรือเปล่า? วันนี้พี่จะมาบอกข่าวดีว่า… สบายมาก! เพราะบัณฑิตจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม นี่แหละ คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่โลกธุรกิจยุคใหม่กำลังตามหา!

    ทักษะภาษา: ไม่ใช่แค่พูดได้ แต่คือ ‘Superpower’ ในโลกธุรกิจ

    ในยุคที่โลกเชื่อมถึงกันหมดแค่ปลายนิ้ว การสื่อสารข้ามพรมแดนกลายเป็นเรื่องปกติ ธุรกิจต่างๆ ไม่ได้แข่งขันกันแค่ในประเทศอีกต่อไป แต่ต้องสู้กันในระดับโลก! และนี่คือจุดที่ทักษะด้านภาษาของเราจะเปล่งประกายออกมาค่ะ ✨ การรู้ภาษาต่างประเทศไม่ได้หมายถึงแค่การแปลเอกสาร แต่มันคือ “ใบเบิกทาง” สู่การเข้าใจวัฒนธรรม การสร้างความสัมพันธ์ และการเจรจาต่อรองที่เหนือกว่าใคร

    ลองนึกภาพตามนะ… เวลาที่เราสามารถคุยกับลูกค้าชาวญี่ปุ่นด้วยภาษาของเขา หรือพรีเซนต์งานกับบอร์ดบริหารชาวจีนได้อย่างคล่องแคล่ว มันสร้างความประทับใจและความไว้วางใจได้มากกว่าการสื่อสารผ่านล่ามเยอะเลย! นี่แหละคือพลังของบัณฑิตจากคณะศิลปศาสตร์ ที่ใครๆ ก็ต้องยอมรับ

    เปิดประตูสู่โลกอาชีพ! เส้นทางของบัณฑิต คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    จบจากรั้ว SPU แล้วไปไหนต่อได้บ้าง? บอกเลยว่าเยอะมากจนเลือกไม่ถูก! โลกธุรกิจเปิดกว้างรอเราอยู่เสมอ แค่เราต้องรู้ว่าจะเอาทักษะภาษาไปใช้กับงานด้านไหน มาดูกันเลย!

    • ผู้ประสานงานธุรกิจระหว่างประเทศ / นำเข้า-ส่งออก: ใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารกับคู่ค้าต่างชาติ เจรจาต่อรองเรื่องราคา ปิดดีลธุรกิจแบบปังๆ
    • ฝ่ายการตลาดและการสื่อสาร (Global Marketing): สร้างสรรค์แคมเปญการตลาดสำหรับลูกค้าในต่างประเทศ เขียนคอนเทนต์สองภาษา ดูแลโซเชียลมีเดียของแบรนด์ในระดับนานาชาติ
    • พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน / ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว: อาชีพในฝันของใครหลายคน ที่ได้ใช้ภาษาทุกวัน พบปะผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม และได้เดินทางไปทั่วโลก
    • ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ในบริษัทข้ามชาติ: คัดเลือก สัมภาษณ์ และดูแลพนักงานจากหลากหลายเชื้อชาติ สร้างความเข้าใจทางวัฒนธรรมในองค์กร
    • นักแปลเฉพาะทาง /ล่ามในที่ประชุม: อาชีพสุดโปรที่ต้องใช้ทักษะภาษาระดับสูง เป็นคนสำคัญในการประชุมธุรกิจและงานอีเวนต์ระดับนานาชาติ

    ทำไมเรียนที่ SPU ถึงสร้างมืออาชีพตัวจริง?

    ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม เราไม่ได้สอนแค่ตามตำรา แต่เราเน้น “เรียนกับตัวจริง ประสบการณ์จริง” คณาจารย์ของเรามีประสบการณ์จากโลกธุรกิจโดยตรง พร้อมแชร์เคล็ดลับและกรณีศึกษาที่หาไม่ได้จากที่ไหน นอกจากนี้ SPU ยังมีเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำมากมาย เปิดโอกาสให้น้องๆ ได้ฝึกงานและสร้างคอนเนคชั่นตั้งแต่ยังไม่ทันจบการศึกษาเลยทีเดียว!

    หลักสูตรของคณะศิลปศาสตร์ ที่ SPU ถูกออกแบบมาให้ทันสมัย ตอบโจทย์โลกธุรกิจยุคดิจิทัล น้องๆ จะได้เรียนรู้การใช้ภาษาควบคู่ไปกับเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานในปัจจุบัน สนใจดูรายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติม คลิกเลย! 👉 หลักสูตรคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    ใครที่อยากรู้ว่าธุรกิจในไทยที่ต้องใช้บุคลากรด้านภาษามีแนวโน้มเป็นอย่างไร ลองเข้าไปดูข้อมูลดีๆ จาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เลยนะ เป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากๆ


    เห็นไหมคะว่า บัณฑิตคณะศิลปศาสตร์ จากรั้วมหาวิทยาลัยศรีปทุม ไม่ได้เป็นรองใครในโลกธุรกิจเลย กลับกัน เรามีอาวุธลับคือ “ภาษาและวัฒนธรรม” ที่จะพาเราโบยบินไปได้ไกลกว่าที่คิด! พร้อมจะก้าวไปสร้างความสำเร็จในโลกธุรกิจยุคใหม่แล้วหรือยังคะเด็กๆ SPU! 💖

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/liberal-arts/news-activity/20594/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30cd2AIL74vhmsp5rHpG2T

  • Isuzu ยกระดับคุณภาพบุคลากร ด้วยการแข่งขันทักษะการขายและบริการต่อเนื่อง

    Isuzu ยกระดับคุณภาพบุคลากร ด้วยการแข่งขันทักษะการขายและบริการต่อเนื่อง

    อีซูซุ ยกระดับความเชื่อมั่นด้านการขายและบริการหลังการขายให้แก่ลูกค้าผู้ใช้รถทั่วประเทศ ตามมาตรฐานระดับสูงของญี่ปุ่น ด้วยการแข่งขันทักษะการขายและบริการต่อเนื่อง

    มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด หรือ Isuzu กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 70 ปีในการดำเนินธุรกิจในไทย หัวใจสำคัญที่ทำให้อีซูซุได้รับความไว้วางใจมาเสมอ คือ การมุ่งมั่นพัฒนาทั้งคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการ ตามแนวคิด Isuzu Trusted Buddy อีซูซุเคียงข้างคุณเคียงคู่ไทย 

    โดยการแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ ประจำปี 2568 เป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อรักษามาตรฐานของแบรนด์คุณภาพที่วางใจได้ พร้อมอยู่เคียงข้าง และสนับสนุนลูกค้าและธุรกิจของลูกค้า รวมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 2,978,000 บาท 

    ขณะเดียวกันในปีที่ผ่านมาทีมช่างอีซูซุไทยสามารถคว้าแชมป์ การแข่งขันทักษะบริการด้านเทคนิคของอีซูซุระดับนานาชาติ กลุ่มรถบรรทุก ขนาดกลางและใหญ่ ประจำปี 2025 (Isuzu World Technical Competition I-1 Grand Prix 2025 CV Division ท่ามกลางคู่แข่งจาก 37 ประเทศ ความสำเร็จนี้คือการการันตีความเชื่อมั่นสูงสุด และ การยกระดับการให้บริการที่อีซูซุพร้อมดูแลและส่งมอบประสบการณ์หลังการขายที่ดีเยี่ยมให้แก่ลูกค้า

    โดยผู้ชนะเลิศการแข่งขัน ได้รับเงินสนันสนุนจากตรีเพชรอีซูซุเซลส์ ท่านละ 100,000 บาท เพื่อเป็นการขอบคุณ นอกจากนี้อีซูซุยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการวางรากฐานด้านการศึกษา จึงได้มอบ ชุดรถยนต์เพื่อการศึกษา แก่สถานศึกษา 15 แห่งทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน จากประสบการณ์จริง 

    ทั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย  ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของอีซูซุที่ต้องการเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทยอย่างยั่งยืน มูลค่ารวม 6,825,000 บาท 

    การแข่งขันทักษะการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ ประจำปี 2568  

    การแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ ประจำปี 2568 รอบชิงชนะเลิศ เน้นการทดสอบที่จำลองสถานการณ์จริง เพื่อเฟ้นหาผู้เข้าแข่งขัน 108 คนสุดท้าย จากผู้เข้าแข่งขันทั่วประเทศกว่า 12,000  คน 

    โดยมีคณาจารย์จากสถาบันการศึกษาชั้นนำร่วมตัดสินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรที่ผ่านเวทีนี้จะกลับไปส่งมอบการบริการที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้าทั่วประเทศ โดยผลการแข่งขันทั้ง 6 ประเภท ดังนี้

    รางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษาการขาย รถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์  : คุณสันติภาพ พิมพ์วงษ์ จากบริษัท ประชากิจมอเตอร์เซลส์ จำกัด 

    รางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษาการขาย รถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่   : คุณชินพรรธน์ ธีรธรรมวัฒน์ จากบริษัท จึงกงเฮงอีซูซุ จำกัด 

    รางวัลชนะเลิศ พนักงานช่าง รถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์   : คุณกฤษดา ภู่เปี่ยม จากบริษัท อีซูซุเชียงใหม่เซลส์ จำกัด 

    รางวัลชนะเลิศ พนักงานช่าง รถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่  : คุณพนิตชัย อุ่นเพ็ญ จากบริษัท โค้วยู่ฮะมอเตอร์ จำกัด 

    รางวัลชนะเลิศ พนักงานมัลติฟังก์ชัน (ที่ปรึกษางานบริการและเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์)  : คุณสุรศักดิ์ สุจริต จากบริษัท โค้วยู่ฮะอีซูซุเซลส์กรุงเทพ จำกัด 

    รางวัลชนะเลิศ พนักงานอะไหล่  :  คุณวรานนท์ เรืองสถาพรเจริญ จากบริษัท อีซูซุอึ้งง่วนไต๋นครปฐม จำกัด 

    นายสันติภาพ พิมพ์วงษ์ จากบริษัท ประชากิจมอเตอร์เซลส์ จำกัด รางวัลชนะเลิศประเภทที่ปรึกษาการขาย ประเภทรถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ เผยว่า ผมเข้าการร่วมการแข่งขันนี้ 3 ปีแล้วครับ ปีที่ 1 ไม่ได้รางวัล ปีที่ 2 ได้ที่ 3 และปีนี้ได้รางวัลชนะเลิศ รู้สึกตื่นเต้นมาก ไม่ผิดหวังเลยที่ตั้งใจทำอย่างเต็มที่ ความท้าทายคือผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนทั่วประเทศเก่งกันมาก 

    แต่ผมได้ฝึกซ้อมมาอย่างเต็มที่กับทีมงานและครูฝึกที่เก่ง และผู้บริหารที่ให้การสนับสนุนอย่างดี เลยทำให้มีเวลาฝึกซ้อมเป็นพิเศษด้วย โดยใช้เวลาฝึกซ้อมประมาณ 1 เดือน ซ้อมทุกอาทิตย์เลยครับ สำหรับลูกค้าที่กำลังตัดสินใจซื้อรถอีซูซุลูกค้ามั่นใจได้เลยนะครับว่าคุ้มค่า คุ้มราคา และได้รับบริการที่ดีแน่นอนครับ 

    นายพนิตชัย อุ่นเพ็ญ จากบริษัท โค้วยู่ฮะมอเตอร์ จำกัด รางวัลชนะเลิศประเภทพนักงานช่าง ประเภทรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ เปิดใจถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า การแข่งขันปีนี้เป็นปีแรกที่ผมประสบความสำเร็จ 

    หลังจากเข้าแข่งขันมาแล้ว 3 ปี รู้สึกภาคภูมิใจมากที่ตัวเองได้เป็นตัวแทนของดีลเลอร์ที่ได้เข้ามาร่วมแข่งขัน และได้เสริมทักษะของตัวเองด้วยว่าเราต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอีกแค่ไหน 

    ความท้าทายที่สุดในการแข่งขันครั้งนี้ก็คือ การแข่งขันกับตัวเอง ว่าเรามีกำลังใจดีแค่ไหน และเราจะแก้ไขปัญหาตอนแข่งขันยังไง การเตรียมตัวในครั้งนี้ผมเริ่มจากการฝึกฝนจากตัวเองก่อน แล้วก็ให้ผู้รู้หรือครูฝึกประจำศูนย์ ช่วยแนะนำอีกที อยากบอกลูกค้าอีซูซุว่าให้เชื่อมั่นในช่างอีซูซุเลยครับ โดยเฉพาะช่างพนักงานช่างรถใหญ่ เรารู้จริง เราทำได้จริงอะไหล่แท้ บริการแบบมาตรฐาน มั่นใจได้เลยครับ 

    นายสุรศักดิ์ สุจริต จากบริษัท โค้วยู่ฮะอีซูซุเซลส์กรุงเทพ จำกัด รางวัลชนะเลิศประเภทพนักงานมัลติฟังก์ชัน (ที่ปรึกษางานบริการและลูกค้าสัมพันธ์) บอกเล่าความรู้สึกหลังคว้ารางวัล ได้เข้าแข่งขันปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้วแต่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ แต่ปีนี้ได้รางวัลรู้สึกดีใจมากครับ ความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือการแข่งกับตัวเอง ความแม่นยำของข้อมูล และคุณภาพงานบริการที่จะส่งมอบให้กับลูกค้า 

    โดยใช้วิธีการเตรียมตัวผ่าน การปฏิบัติงานจริงกับลูกค้าที่ศูนย์บริการควบคู่ไปกับการฝึกซ้อมส่วนตัวเป็นเวลา 2 อาทิตย์ ขอฝากบอก คุณลูกค้าอีซูซุทุกคนนะครับ มั่นใจศูนย์บริการอีซูซุทุกสาขาได้เลย พนักงานมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด วางใจได้ตลอดการใช้งานครับ 

    การแข่งขันทักษะบริการด้านเทคนิคของอีซูซุระดับนานาชาติ 2025 

    การแข่งขันทักษะบริการด้านเทคนิคของอีซูซุในระดับนานาชาติ (Isuzu World Technical Competition I-1 Grand Prix 2025) เป็นเวทีที่ใช้ทดสอบความรู้และความสามารถของช่างเทคนิคของ  อีซูซุจากทั่วโลก โดยทีมช่างอีซูซุจากประเทศไทยคว้าแชมป์ ในกลุ่มรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ ครั้งที่ 20 ณ โยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น โดยคุณธวัชชัย จันทร์หอม (หจก. ภาคอิสาณอุบล (ตังปัก)) และคุณจักรพันธุ์  รักบุรี (บริษัท อีซูซุอันดามันเซลส์ จำกัด) ได้รับเงินสนันสนุนผู้ชนะเลิศการแข่งขัน ท่านละ 100,000 บาท  จากบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

    นอกจากนี้อีซูซุยังได้มอบชุดรถยนต์เพื่อการศึกษา ให้แก่สถานศึกษา 15 แห่งทั่วประเทศ มูลค่ารวม 6,825,000 บาท เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนด้านยานยนต์ และเสริมสร้างทักษะเชิงปฏิบัติให้แก่นักเรียนและนักศึกษา อันเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นในการสร้างบุคลากรคุณภาพสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต่อไปด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/auto/news/2916156&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rDNFgbGfAijFkqJbFQlQa

  • พลิกโฉมการศึกษา! มติบอร์ด TZD เปลี่ยนบัตรประชาชนเป็น ‘คลังหน่วยกิตชีวิต’ หนุนเรียนรู้ยืดหยุ่น

    พลิกโฉมการศึกษา! มติบอร์ด TZD เปลี่ยนบัตรประชาชนเป็น ‘คลังหน่วยกิตชีวิต’ หนุนเรียนรู้ยืดหยุ่น

    คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ (Thailand Zero Dropout – TZD) มีมติเห็นชอบแนวนโยบายการศึกษาแบบยืดหยุ่น (Flexible Learning) ผลักดันโครงการ ‘Learning Passport’ เปลี่ยนบัตรประชาชนให้เป็นบัญชีคลังหน่วยกิตชีวิต (ILA) เผยความสำเร็จในการดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบได้ลดลงเกือบครึ่ง พร้อมยกระดับแผนงานปี 2569 เดินหน้าเชื่อมฐานข้อมูลรัฐ ขยายการช่วยเหลือครอบคลุมเด็กศูนย์การเรียนรู้ ม.12 และกลุ่มเสี่ยงวิกฤต (Crisis PLUS)

    พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาคือวาระสำคัญที่รัฐบาลผลักดันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วนส่งผลให้ตัวเลขเด็กนอกระบบลดลงอย่างเป็นรูปธรรม จาก 1.02 ล้านคนในปี 2566 ล่าสุด (ข้อมูล ณ พ.ย. 2568) ตัวเลขเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาลดลงเหลือ 603,095 คน เพื่อสานต่อความสำเร็จดังกล่าว ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบแนวทาง Flexible Learning และ Learning Passport โดยขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ที่ไม่ยึดติดกับห้องเรียน แต่มุ่งสร้างทักษะพื้นฐานชีวิต (Foundational Skills) จากงานวิจัยของกสศ. ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ทักษะดิจิทัล 2) ทักษะทางอารมณ์และสังคม และ 3) ทักษะผู้ประกอบการ 

    “การขับเคลื่อนดังกล่าวจะดำเนินการผ่านการพัฒนาบัญชีการเรียนรู้สำหรับแต่ละบุคคล (Individual Learning Accounts – ILA) โดยใช้บัตรประชาชนใบเดียวให้เป็น Learning Passport ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบสะสมหน่วยกิต มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมคือ สามารถเทียบโอนเพื่อศึกษาต่อได้ ในระดับต่าง ๆ อาทิ ระดับอุดมศึกษา โดยความร่วมมือกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการศึกษา พร้อมทั้งสามารถนำไปใช้สมัครงานได้ทันที เนื่องจากข้อมูลสมรรถนะจะได้รับการรับรองมาตรฐาน เพื่อใช้เป็นโปรไฟล์ยืนยันทักษะกับสถานประกอบการ นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Mobile School (กสศ.) หรือ EWE platform (สคช.) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere, Anytime)” พล.ต.อ. เพิ่มพูน กล่าว  

    ในที่ประชุมยังมีการยกตัวอย่างจังหวัดที่ดำเนินการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ ดำเนินงานโดยสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จังหวัดบุรีรัมย์ ผ่านโครงการ BURIRAM ZERO DROPOUT (BZDM) เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    เป้าหมายหลักคือการทำให้ตัวเลขเด็กหลุดระบบกลายเป็นศูนย์ ผ่านกลไกการทำงาน 4 แนวทางหลักคือ 1.ป้องกัน 2.แก้ไข 3.ส่งต่อ และ 4.ติดตามดูแล เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวน 17,401 คน (ช่วงอายุ 3-18 ปี) ขณะเดียวกันยังผนึกกำลังภาคีเครือข่าย “ค้นหาและติดตามเชิงรุก” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกับเครือข่ายในท้องถิ่น ทั้งผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) เพื่อสำรวจข้อมูลเชิงลึกถึงสภาพความเป็นอยู่และสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบ และการสนับสนุนจากหน่วยงานภาคีเพื่อสนับสนุนอุปกรณ์การเรียน ปัจจัยพื้นฐาน การดูแลสุขภาพ และการแนะแนวอาชีพตามสภาพปัญหาของแต่ละบุคคล

    ขณะที่จังหวัดสงขลา โดยคณะกรรมการจังหวัด และคณะกรรมการตำบล ได้ดำเนินงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Thailand Zero Dropout หรือ “สงขลาโมเดล 2569” โดยเป็นการประสานพลังร่วมกันระหว่างสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสงขลา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สมาคมอาสาสร้างสุข และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเน้นการดึงเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านระบบที่ยืดหยุ่นให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยใช้กลไกการทำงานบูรณาการผ่านคณะกรรมการระดับอำเภอทั้ง 16 อำเภอ และคณะกรรมการปฏิบัติการระดับตำบล 127 แห่ง เพื่อการเข้าถึงและติดตามเด็กอย่างใกล้ชิด 

    หัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือยุทธศาสตร์ “ค้นหา-ช่วยเหลือ-ดูแล-ส่งต่อ” ซึ่งปรากฏผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมผ่าน “สทิงพระโมเดล” พื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการนำเด็กกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสม ความสำเร็จนี้เกิดจากการปรับเปลี่ยนแนวคิด “เปลี่ยนชุมชนให้เป็นห้องเรียน” ผ่านการจัดการเรียนรู้ 3 ฐาน ได้แก่ วิชาชีวิต วิชาการ และวิชาอาชีพ เพื่อให้บทเรียนตอบโจทย์วิถีชีวิตจริงและสร้างรายได้ได้จริง เช่น การเรียนรู้ภูมิปัญญาการทำน้ำตาลโตนด และศิลปะการแสดงโนราห์ นอกจากนี้ จังหวัดยังขยายผลผ่านนโยบาย “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนทั้งภาครัฐและเอกชนปรับตัวสู่การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ รองรับความหลากหลายของผู้เรียนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

    เช่นเดียวกับจังหวัดพิษณุโลก โดยความร่วมมือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพิษณุโลก สมาคมสุขปัญญา และกสศ. ที่สามารถติดตามเด็กตามรายชื่อ TZD ได้แล้วถึง 7,178 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 99.61 ผ่านกลไกการทำงานที่เน้นความยืดหยุ่นและการบูรณาการทุกภาคส่วน เช่น มาตรการ กลไก “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ”เพื่อปรับการเรียนการสอนในสถานศึกษาให้ตอบสนองปัญหาของเด็กรายบุคคล ช่วยป้องกันกลุ่มเสี่ยงไม่ให้หลุดออกจากระบบ และ One Stop Serviceในการรับเรื่อง ช่วยเหลือ และส่งต่อเด็กอย่างรวดเร็ว  

    รวมถึงยุทธศาสตร์ “ตาข่ายการศึกษา” 3 ชั้น คือ ตาข่ายที่ 1 ปรับสถานศึกษาให้ยืดหยุ่น ตาข่ายที่ 2 รองรับเด็กที่ตกหล่นด้วย “ศูนย์การเรียนมาตรา 12” และรูปแบบโรงเรียนมือถือ (Mobile School) และตาข่ายที่ 3 ขับเคลื่อนระดับตำบล โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน และส่งเสริมการเรียนรู้ตามวิถีชีวิต นอกเหนือจากนั้นยังมีการบูรณาการเครือข่ายทุกภาคส่วนในจังหวัดทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม ในการร่วมกันแก้ปัญหา

    นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ TZD ยังได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนและอุดช่องโหว่ของระบบ ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 

    1. เชื่อมโยงข้อมูลสิทธิสวัสดิการข้ามกระทรวง: บูรณาการข้อมูลกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อออกแบบแผนช่วยเหลือเด็กเป็นรายบุคคล (Case Management)

    2. ขยายเป้าหมายคุ้มครองกลุ่มเปราะบางซ่อนเร้น: พัฒนาฐานข้อมูลกลุ่มที่ยังไม่มีระบบรองรับ เช่น เยาวชนในกระบวนการยุติธรรม แรงงานนอกระบบ และโดยเฉพาะเด็กในศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิเงินอุดหนุน นม และอาหารกลางวัน

    3. ดูแลกลุ่ม ‘Crisis PLUS’ (หลุดระบบชั่วคราว): ป้องกันเด็กและเยาวชนที่เผชิญวิกฤตอุทกภัย (เช่น น้ำท่วมขังภาคกลาง, น้ำท่วมฉับพลันภาคใต้) โรคระบาด หรือภัยสงคราม ไม่ให้กลายเป็นกลุ่มที่หลุดออกจากระบบอย่างถาวร

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเชิดชูยกย่องเกียรติหน่วยงานทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนภารกิจ Thailand Zero Dropout เข้าสู่ปีที่ 3 อย่างเข้มแข็ง ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ในปี 2569 มีการมอบรางวัล Prime Minister TZD+ Awards ซึ่งเป็นโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี เพื่อมอบให้แก่หน่วยงานต้นแบบที่มีผลงานโดดเด่นในการสร้างตาข่ายรองรับเด็กไทย ไม่ให้มีใครต้องร่วงหล่นจากระบบการศึกษาอีกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/special-report/NT6PocwJX&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J6Gfu7lPk9a2lhI-yYElE

  • เปิดขุมทรัพย์ “แบงค์ ศุภณัฐ” นักการเมืองดาวเด่นที่ถูกจับตา หล่อ โสด รวยตาแตก!!

    เปิดขุมทรัพย์ “แบงค์ ศุภณัฐ” นักการเมืองดาวเด่นที่ถูกจับตา หล่อ โสด รวยตาแตก!!

    เปิดทรัพย์สิน “แบงค์ ศุภณัฐ” นักการเมืองดาวรุ่ง ทายาทหมื่นล้าน โปรไฟล์เคมบริดจ์ กับอาณาจักรธุรกิจกว่า 400 ล้าน

    กลายเป็นอีกหนึ่งนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ถูกจับตามองอย่างมาก หลังมีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ หรือ “แบงค์” สส.กรุงเทพมหานคร ที่มีมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 400 ล้านบาท พร้อมธุรกิจและการลงทุนจำนวนมาก สะท้อนภาพนักธุรกิจหนุ่มที่ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัว

    ทายาทตระกูลใหญ่ โปรไฟล์การศึกษาระดับโลก

    ศุภณัฐ เกิดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2534 เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของครอบครัวมีนชัยนันท์ ซึ่งมีบทบาททั้งในวงการธุรกิจและการเมือง โดยเป็นหลานของมหาเศรษฐีที่ดินระดับหมื่นล้าน และมีเครือญาติที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองหลายตำแหน่ง

    ด้านการศึกษา เขาเริ่มต้นที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ได้รับทุนด้านฟิสิกส์ จากนั้นจบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 1 ด้านบริหารโครงการก่อสร้างจาก University College London และต่อยอดปริญญาโทด้านอสังหาริมทรัพย์การเงินจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ หนึ่งในสถาบันชั้นนำของโลก

    นักธุรกิจรุ่นใหม่ บริหารกิจการหลากหลายวงการ

    หลังเรียนจบ ศุภณัฐกลับมาสานต่อและขยายธุรกิจของครอบครัว พร้อมบริหารกิจการรวมมากกว่า 6 บริษัท ครอบคลุมทั้งธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ การขนส่ง และธุรกิจด้านการแพทย์ รวมถึงมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาธุรกิจในต่างประเทศ

    นอกจากนี้ เขายังมีรายได้หลักจากการขายหุ้นและการลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งสร้างรายได้รวมต่อปีมากกว่า 48 ล้านบาท ขณะที่ยังมีการลงทุนในสินทรัพย์รูปแบบใหม่ เช่น คริปโตเคอร์เรนซี และสินทรัพย์มูลค่าสูงอื่น ๆ อีกจำนวนมาก

    เปิดขุมทรัพย์ 400 ล้าน บ้านหรู รถหรู แบรนด์เนมครบ

    ข้อมูลจากบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อเข้ารับตำแหน่ง สส. ในปี 2566 ระบุว่า ศุภณัฐมีทรัพย์สินรวม 400,700,006 บาท และมีหนี้สินเพียง 229,749 บาท โดยทรัพย์สินสำคัญประกอบด้วย บ้านพักหรูในกรุงลอนดอน มูลค่ากว่า 70 ล้านบาท และที่ดินรวม 18 แปลง มูลค่ากว่า 107 ล้านบาท

    นอกจากนี้ ยังมีของสะสมและสินค้าแบรนด์เนมระดับโลก เช่น Hermes, Dior, Gucci และนาฬิกาหรู รวมมูลค่าเกือบ 98 ล้านบาท รวมถึงรถยนต์ระดับซูเปอร์ลักชัวรี อย่าง Rolls-Royce, Porsche และ Mercedes-Benz รวมมูลค่ากว่า 23 ล้านบาท

    ขณะเดียวกัน ยังมีเงินสดและเงินฝากรวมกว่า 35 ล้านบาท และการลงทุนในหุ้น สิทธิสัมปทาน และป้ายทะเบียนเลขสวย รวมมูลค่ากว่า 64 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างความมั่งคั่งที่มาจากทั้งการสืบทอดและการบริหารธุรกิจด้วยตนเอง

    จากนักธุรกิจสู่สนามการเมือง สร้างปรากฏการณ์คะแนนสูงสุด

    ศุภณัฐก้าวเข้าสู่สนามการเมืองครั้งแรกในการเลือกตั้งปี 2566 โดยลงสมัคร สส.กทม. เขตบางเขน จตุจักร และหลักสี่ และสามารถคว้าชัยชนะด้วยคะแนนสูงสุดในพื้นที่ สร้างปรากฏการณ์ล้มแชมป์เก่าได้สำเร็จ แม้จะมีเวลาหาเสียงเพียง 2 เดือน

    ล่าสุด ในการเลือกตั้งปี 2569 เขายังคงได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกครั้ง โดยมีคะแนนนำเป็นอันดับ 1 ของกรุงเทพมหานคร ตอกย้ำภาพลักษณ์นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของการเมืองไทย

    ด้วยพื้นฐานครอบครัวที่แข็งแกร่ง การศึกษาระดับโลก และอาณาจักรธุรกิจมูลค่ามหาศาล ทำให้ชื่อของ “แบงค์ ศุภณัฐ” กลายเป็นหนึ่งในนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ถูกจับตามองทั้งในแง่ความมั่งคั่ง วิสัยทัศน์ และบทบาทในอนาคตบนเวทีการเมืองไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9875186/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IQF58Oh_gkexj3UaC5mQt

  • กาญจนบุรี///กรมทางหลวง จัดประชุมเสนอแนวคิดในการกำหนดรูปแบบทางเลือกการพัฒนาโครงการเบื้องต้นกลุ่มย่อย ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 | TOPNEWS

    กาญจนบุรี///กรมทางหลวง จัดประชุมเสนอแนวคิดในการกำหนดรูปแบบทางเลือกการพัฒนาโครงการเบื้องต้นกลุ่มย่อย ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 | TOPNEWS

    เพื่อให้ผู้ใช้ทางได้รับความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การขนส่ง การท่องเทียวในการเดินทางอย่างปลอดภัย  โดยแนวเส้นทางโครงการมีจุดเริ่มต้นบริเวณแยกไผ่สี

    จากน้ันแนวเส้นทางโครงการจะไปตามททางหลวงหมายเลข3443 ผ่านบ้านสระลงเรือ บ้านตลุงเหนือ บ้านหนองประดู่ บ้านหนองนกแก้ว จนกระทั่งสิ้นสุดสายทางของทางหลวงหมายเลข3443 บริเวณบ้านเขาวัง

    จากนั้นแนวเส้นทางโคงการจะต่อไปตามเส้นทางหลงหมายเลข 3306และสิ้นสุดโครงการบริเวณสามแยกเลาขัญ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการศึกษารูปแบบการออกแบบโครงการและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม

    ตามขั้นตอนการศึกษาโดยได้จัดประชุมปฐมนิเทศโครงการเมื่อวันที่ 6มิถุนายน 2568ที่ผ่านมา และประชุมกลุ่มย่อยคร้ังที่1เป็นที่เรีบร้อยแลัว ซึ่งได้นำข้อเสนอแนะในการประชุมมาพิจารณาออกแบบควบคู่กับการสำรวจภาคสนามให้เหมาะสมภับสภาพพื้นที่ 

    สำหรับการประชุมคร้ังนี้ได้ดำเนินการประชุมกลุ่มย่อย คร้ังที่2ในพื้นที่  เทศบาลตำบลสระลงเรือ อำเภอห้วยกระเจา ,องค์การบริหารส่วนตำบลหนองประดู่ ,องค์กาารบริหารส่วนตำบลหนองนกแก้ว,องค์การบริหารส่วนตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี

    โดยมีนางสาวรพีพรรณ อักษานำ วิศวกรงานทาง,นางสาวระพีพรรณ อ่อนน้อม ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม,นางสาวแกรมแพร เปรมปรีดิ์ วิศวกรงานทาง มาบรรยายให้ความรู้โครงการ

    และเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ปรชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบผลการศึกษาอย่างต่อเนื่อง อันจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปประกอบการออกแบบให้เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่มากยิ่งขึ้นต่อไป

    โชคชัย  ฤทธิเดช ผู้สื่อข่าวTop news ทั่วไทย จ.กาญจนบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1498393&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kVFIFtiyq7H2SS_Wf3W4o

  • อิหร่านจะกลับมาเริ่มการเจรจากับสหรัฐอเมริกาอีกครั้งที่นครเจนีวา บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ได้บรรลุไว้ในการหารือรอบก่อนหน้า โดยมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการบรรลุข้อตกลงที่ยุติธรรมและเป็นธรรมโดยเร็วที่สุด

    อิหร่านจะกลับมาเริ่มการเจรจากับสหรัฐอเมริกาอีกครั้งที่นครเจนีวา บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ได้บรรลุไว้ในการหารือรอบก่อนหน้า โดยมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการบรรลุข้อตกลงที่ยุติธรรมและเป็นธรรมโดยเร็วที่สุด

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ:
    🔹 อิหร่านจะกลับมาเริ่มการเจรจากับสหรัฐอเมริกาอีกครั้งที่นครเจนีวา บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ได้บรรลุไว้ในการหารือรอบก่อนหน้า โดยมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการบรรลุข้อตกลงที่ยุติธรรมและเป็นธรรมโดยเร็วที่สุด

    🔹 จุดยืนและความเชื่อพื้นฐานของเราชัดเจนอย่างยิ่ง: อิหร่านจะไม่แสวงหาการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ขณะเดียวกัน ชาวอิหร่านจะไม่ละทิ้งสิทธิในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติ เพื่อประโยชน์ของประชาชนของเรา

    🔹 ขณะนี้เรามีโอกาสทางประวัติศาสตร์ในการบรรลุข้อตกลงที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งสามารถขจัดความกังวลร่วมกันและตอบสนองผลประโยชน์ร่วมกันได้ การบรรลุข้อตกลงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม หากให้ความสำคัญกับการทูตก่อนสิ่งอื่นใด

    🔹 เราได้พิสูจน์แล้วว่าเพื่อปกป้องอธิปไตยของเรา เราจะไม่ละความพยายามใด ๆ และเราจะนำความกล้าหาญเดียวกันนั้นมาสู่โต๊ะเจรจา เพื่อแสวงหาทางออกอย่างสันติสำหรับทุกความขัดแย้ง

  • เสี้ยนก็คือเสี้ยน! ‘อ.อัจฉราวดี’ เตือนอย่าปล่อย ‘กลุ่มอาสาส้ม’ เข้าไปในชุมนุม แฉพฤติกรรมสุดโหดไม่แพ้ ‘เรดการ์ด’

    เสี้ยนก็คือเสี้ยน! ‘อ.อัจฉราวดี’ เตือนอย่าปล่อย ‘กลุ่มอาสาส้ม’ เข้าไปในชุมนุม แฉพฤติกรรมสุดโหดไม่แพ้ ‘เรดการ์ด’

    24 ก.พ.2569- อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์ชื่อดัง และประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต โพสต์ข้อความว่ากลุ่มเรดการ์ด คือกระบวนการกวาดล้างผู้เห็นต่างกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นกลุ่มเยาวชนที่มีพฤติกรรมสุดโหด จนทำให้คนจีนตายไปกว่า 8 ล้านคนในระยะเวลา 10 ปี

    เมื่อใดที่มีกลุ่มอาสาส้มเกิดขึ้น จงอย่าไว้ใจให้เข้ามาคลุกคลีในชุมชนเป็นอันขาด!!! เพราะพฤติกรรมของเจ้าของพรรค ที่อ้างว่าเป็นแนวทางก้าวหน้า มีแนวทางสอดคล้องกับระบอบพรรคคอมมิวนิสต์ ในยุคที่เหมา เจ๋อตุงเป็นประธานพรรค ด้วยการมุ่งทำลายของเก่าภายใต้การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน

    ปธน.เหมาสร้าง “กองทัพพิทักษ์แดง” หรือ Red Guards จากเยาวชนตามสถาบันการศึกษาตั้งแต่มัธยมไปจนถึงมหาวิทยาลัย เพื่อกำจัด 4 เก่าในชุมชนทุกหนแห่ง ไม่ให้คนจีนศรัทธาสวามิภักดิ์ต่อประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณี เพราะต้องการทำลายล้างความผูกพันต่อความเป็นชาติในระบอบเก่า รวมถึงห้ามไม่ให้มีศาสนา เพราะเกรงว่าจะเปิดช่องให้มีการรวมตัวลุกฮือขึ้นต่อต้านพรรค

    “สี่เก่า” ประกอบไปด้วยอุดมคติ, จารีต, วัฒนธรรม และสันดาน ที่พรรคคอมมิวนิสต์อ้างว่าเป็น “ระบอบเก่า” ซี่งเป็นอุปสรรคต่อพรรคคอมมิวนิสต์ ปธน.เป็นผู้สร้างกองกำลังนี้ขึ้นมาและ พวกเรดการ์ดจบสิ้นลงด้วยน้ำมือของเหมา เจ๋อตุงเช่นกัน เพราะเมื่อใช้ประโยชน์จากเด็กๆ เหล่านี้สมใจแล้ว ก็กำจัดเสี้ยนหนามสำคัญของกลุ่มหัวหน้าทิ้ง เพราะเกรงจะเป็นภัยต่อตัวเหมาเอง

    พฤติกรรมช่างสอดคล้องกับการปลุกปั่นเด็ก 3 นิ้วให้มาเป็นเบี้ยลงถนนแล้วเขี่ยทิ้ง สุดท้ายกองทัพปลดปล่อยประชาชน ก็เข้ามาสลายกลุ่มเรดการ์ดที่มีสมาชิกถึง 20 ล้านคน ด้วยการจับพวกนี้ไปใช้ชีวิตในไร่นา เรดการ์ดจบลงในปี 1976 รวมเวลา 10 ปี ที่เยาวชนเรดการ์ดเข่นฆ่าคนจีนเพื่อทำลาย “ของเก่า”

    การทำลาย 4 เก่า เป็นสิ่งพรรคเองยอมรับความผิดพลาด แต่ก็ไม่อยากให้มีการรื้อฟื้น ที่ทางเข้าพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่เมืองซัวเถา มีคำประกาศเขียนไว้ว่า

    “ประวัติศาสตร์เป็นดั่งเงาสะท้อนของเรา เราจงอย่าปล่อยให้โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในช่วง ปฏิวัติวัฒนธรรมเกิดขึ้นซ้ำอีก” คนจีนเองก็กล่าวว่า “พรรคเสียหน้าอย่างมาก พวกเขารู้สึกอับอายจากการปฏิวัติวัฒนธรรม” แต่บัดนี้คำเขียนนี้ถูกบดบังไปแล้วเช่นกัน

    ไม่น่าเชื่อว่า ยุคพ.ศ. 2560 ประเทศไทย มีขบวนการทำลายจารีต วัฒนธรรม ปกปิดและบิดเบือนประวัติศาสตร์ มุ่งทำลายสถาบันกษัติรย์ ปลุกปั่นให้คนชังชาติ ไม่ให้มีศาสนา ล้างสมองให้ทำลายของเก่าทิ้ง กระนั้นก็ยังมีผู้หลงสนับสนุน คงไม่รู้ตัวว่ากำลังจะร่วมมือทำให้ประเทศกลายเป็นคอมมิวนิสต์

    ตอนนี้ส้มมามุกใหม่ จะแปลงร่างสาวกในนามของอาสาเพื่อให้แทรกซึมเข้าไปในชุมชน ในนามของการไปสอดส่องปัญหาเพื่อดูแลช่วยเหลือคนไทยทุกคนต้องกีดกันและปกป้องชุมชน อย่าให้ผู้ที่มีพฤติกรรมเหมือนสมาชิกเรดการ์ด เข้าไปในพื้นที่ได้

    จำไว้ว่า เสี้ยนก็คือเสี้ยน หามีดีอะไรไม่ ตราบใดที่ผู้นำทางจิตวิญญาณยังคงเสี้ยมสาวกได้ต่อไปสิ่งใดที่ออกมาจากคนเหล่านี้ ล้วนมีจุดหมายเพื่อล้มล้างการปกครองทั้งสิ้น.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/952589/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw322ypYylPGtsyZ8e4QlSiB

  • ยูโอบี ประเทศไทย ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษาไทย จาก “การเข้าถึง” สู่ “ศักยภาพการใช้งาน” | เดลินิวส์

    ยูโอบี ประเทศไทย ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษาไทย จาก “การเข้าถึง” สู่ “ศักยภาพการใช้งาน” | เดลินิวส์

    ในขณะที่โรงเรียนไทยส่วนใหญ่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แล้ว ความท้าทายด้านการศึกษาได้ขยับจาก “การเข้าถึง” ไปสู่ “การพัฒนาศักยภาพการใช้เทคโนโลยีและความรู้ทางการเงินของเยาวชน” แม้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในโรงเรียนจะครอบคลุมมากขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์และการบูรณาการเทคโนโลยียังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยรายงานปี 2568 จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า โรงเรียนไทยโดยเฉลี่ยมีนักเรียนถึง 17 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สะท้อนความแตกต่างด้านคุณภาพการเข้าถึงอุปกรณ์และโอกาสในการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เดินหน้าขยายโครงการ UOB My Digital Space (MDS) ครอบคลุม 10 โรงเรียนทั่วประเทศ สนับสนุนห้องเรียนดิจิทัลและหลักสูตรความรู้ทางการเงินให้แก่นักเรียนกว่า 5,500 คนแห่งทั่วประเทศ เพื่อลดช่องว่างด้านอุปกรณ์และยกระดับศักยภาพการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนไทย โดยครูผู้สอนระบุว่า นักเรียนมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น, สามารถฝึกทำแบบฝึกหัดออนไลน์ด้วยตนเอง และลดข้อจำกัดจากการใช้อุปกรณ์ร่วมกันหลายคน

    โครงการ UOB My Digital Space มุ่งแก้ไขช่องว่างดังกล่าวผ่านการจัดตั้ง “ห้องเรียนดิจิทัล” พร้อมอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ตามหลักสูตร เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ รวมถึงการสอดแทรกหลักสูตรการเงินออนไลน์ UOB Money 101: Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อเสริมทักษะด้านการบริหารเงินและความปลอดภัยดิจิทัล นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนการอบรมครู การพัฒนานักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 และจัดกิจกรรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์และทักษะชีวิตโดยพนักงานอาสาสมัครของยูโอบี

    การขยายโครงการในปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโรงเรียนต้นแบบ 3 แห่งที่ยูโอบีสนับสนุนตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งได้รับอุปกรณ์ดิจิทัล เครื่องมือการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพครูอย่างครบวงจร ตลอด 3 ปีการศึกษา โรงเรียนเหล่านี้พบการพัฒนาทักษะในวิชาหลักอย่างมีนัยสำคัญ โดยโรงเรียนหนึ่งมีสัดส่วนของนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มผลการเรียนสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31 เป็นร้อยละ 62 ขณะที่กลุ่มผลการเรียนต่ำลดลงจากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 10 ตามผลการประเมินหลังเรียนของสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ

    นายริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อมีความพร้อมมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความสามารถให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิผล และบริหารจัดการการเงินได้อย่างรอบคอบ ผลลัพธ์จากโรงเรียนต้นแบบสะท้อนว่าการเข้าถึงอุปกรณ์ เครื่องมือดิจิทัล และการเรียนรู้เรื่องการเงินอย่างเป็นระบบ สามารถช่วยเสริมศักยภาพนักเรียนได้จริง การขยายโครงการนี้ทำให้เราเข้าถึงนักเรียนกลุ่มกว้างขึ้น และช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะสำคัญที่จำเป็นต่ออนาคต”

    นางสาวกนกวรรณ โชว์ศรี ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า “การสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต้องมองไกลกว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การบูรณาการเทคโนโลยีในการเรียนรู้ประจำวัน ควบคู่กับการเสริมความรู้ทางการเงินที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดช่องว่างเชิงคุณภาพและเสริมโอกาสระยะยาวของนักเรียน”

    ผู้อำนวยการโรงเรียนจากโรงเรียนคลองยางประชานุสรณ์และโรงเรียนด่านช้างวิทยา ระบุว่า ห้องเรียนดิจิทัลได้ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ ลดการพึ่งพาอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานร่วมกัน และช่วยวางรากฐานความรู้ด้านการเงินอย่างเป็นระบบภายในห้องเรียน

    โครงการ UOB My Digital Space เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของธนาคาร ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเข้าถึงดิจิทัลและเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชน ผ่านรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ออกแบบให้ขยายผลได้อย่างเป็นระบบทั่วประเทศ โครงการนี้เริ่มต้นในประเทศสิงคโปร์ ก่อนขยายมายังประเทศไทยซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างโดดเด่น และต่อยอดสู่ประเทศอินโดนีเซียในลักษณะโครงการระยะหลายปี ปัจจุบัน UOB My Digital Space ช่วยยกระดับทักษะ ความรู้ และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับนักเรียนกว่า 100,000 คนทั่วภูมิภาค เพื่อเตรียมเยาวชนสู่โลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5631789/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20II1ltXQyJ0NfsfklrzUZ