Category: วัฒนธรรม

  • ช่างไฟฟ้าต้องมีใบเซอร์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเตือน ไม่มีหนังสือรับรอง เสี่ยงปรับสูงสุด 5,000 บาท

    ช่างไฟฟ้าต้องมีใบเซอร์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเตือน ไม่มีหนังสือรับรอง เสี่ยงปรับสูงสุด 5,000 บาท

    กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เชิญชวนช่างไฟฟ้าภายในอาคารทั่วประเทศ เข้ารับการประเมินความรู้ความสามารถตามกฎหมาย ก่อนเสี่ยงถูกปรับ

    นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า อาชีพ ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร เป็นอาชีพที่กฎหมายกำหนดให้ต้องผ่านการประเมินและได้รับหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานฝีมือ ความปลอดภัย และลดความเสี่ยงต่อสาธารณะ

    ผู้ที่ประกอบอาชีพโดยไม่มีหนังสือรับรองฯ มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ขณะที่นายจ้างหรือสถานประกอบกิจการที่จ้างช่างไม่มีหนังสือรับรองฯ มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท

    ปัจจุบันมีช่างไฟฟ้าภายในอาคารผ่านการประเมินแล้วกว่า 259,344 คน

    กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจึงเปิดรับสมัครให้ช่างไฟฟ้าเข้ารับการประเมิน โดยสามารถติดต่อได้ที่สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ อาทิ
    • สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ เปิดรับสมัครตลอดเดือนมีนาคม–เมษายน 2569
    • สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานชัยภูมิ ประเมินวันที่ 5 มีนาคม 2569
    • สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพะเยา เปิดรับสมัครแล้ว

    หรือเข้ารับการประเมินกับศูนย์ประเมินความรู้ความสามารถตามมาตรา 26/4 (2) ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาและสถาบันช่างไฟฟ้าเอกชนที่ได้รับอนุมัติจากกรมฯ ทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ หนังสือรับรองความรู้ความสามารถมีอายุ 5 ปี เมื่อครบกำหนดต้องต่ออายุโดยวิธีการสัมภาษณ์เช่นเดิม จึงขอเชิญชวนช่างไฟฟ้าที่ไม่มีหนังสือรับรองฯ หรือครบกำหนด 5 ปีแล้ว รีบดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

    เอกสารที่ใช้สมัคร
    • บัตรประชาชน
    • รูปถ่ายหน้าตรง 1 นิ้ว จำนวน 1 รูป
    • หนังสือรับรองผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน
    • วุฒิการศึกษา
    • หนังสือรับรองการทำงาน
    • เอกสารการฝึกอบรม (ถ้ามี)

    ค่าธรรมเนียม
    • 1,000 บาท (ประเมินกับสถาบัน/สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน)
    • ไม่เกิน 2,000 บาท (ศูนย์ประเมินตามมาตรา 26/4 (2))

    สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 4 หรือทางเพจ Facebook กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/999388&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07_7yfMwlZ4msd4dLhrzMT

  • เทศบาลอยุธยา มอบทุนการศึกษานักเรียนยากจน แบ่งเบาภาระครอบครัว | เดลินิวส์

    เทศบาลอยุธยา มอบทุนการศึกษานักเรียนยากจน แบ่งเบาภาระครอบครัว | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ห้องประชุมโรงเรียนเทศบาลวัดแม่นางปลื้ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา นางรุ่งรัศมี สรรพโกศลกุล รองนายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา ประธานในพิธีมอบทุนการศึกษา ค่าปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจน โดยมี นางสกาวรัตน์ จรัสศรี ผอ.ส่วนบริหารการศึกษา ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักศึกษา นายพงศธร เหมะจันทร ผอ.โรงเรียนเทศบาลวัดแม่นางปลื้ม นักเรียน 80 คน เข้าร่วม

    นางรุ่งรัศมี กล่าวว่า การมอบทุนการศึกษาในเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเด็กนักเรียนและเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของนักเรียนเป็นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาเพื่อประโยชน์ของครอบครัวและเพื่อประโยชน์ของสังคม ผู้ที่มอบทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนมีความมุ่งหวังให้เด็กนักเรียนที่รับทุนเป็นทุนเป็นคนดี มีความกตัญญูรู้คุณ กตัญญูต่อพ่อแม่ ต่อผู้มีพระคุณ กตัญญูต่อผู้ที่ได้มอบทุนการศึกษา สิ่งที่จะแสดงออกถึงความกตัญญูได้ดีที่สุดก็คือการใช้ทุนอย่างมีคุณค่า ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาเล่าเรียน เมื่อได้รับทุนมาก็อยากให้ตอบแทนกลับคืนสู่ผู้อื่นช่วยเหลือผู้อื่นตามโอกาส ตามกำลังความสามารถของเรา นั่นคือสิ่งที่เราสามารถตอบแทนสังคมโดยการเป็นคนดีของสังคม

    ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวได้รับจัดสรรงบประมาณจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย งบประมาณรายจ่ายตามแผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมการกระจายอำนาจให้กาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มอบเงินให้แก่เด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 จำนวน 43 คนๆละ 500 บาท/ภาคเรียน เป็นเงิน 21,500 บาท และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 -3 จำนวน 26 คนๆละ 1,500 บาท/ภาคเรียน เป็นเงิน 39,000 บาท รวมเป็นเงินงบประมาณ 60,500 บาท ซึ่งทุนการศึกษาดังกล่าวจะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักเรียนและเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของนักเรียนในการจัดหาปัจจัยพื้นฐานในการศึกษาและการดำรงชีวิต เป็นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5630838/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36Mun2yRAW0zaSZ2jt-th1

  • สจด. เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี งานดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 48 “ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์” — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี งานดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 48 “ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์” — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121308/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vfk7nIh5stQlnUYjFPUr7

  • เปิดประวัติ “ดร.มัลลิกา” ประกาศลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ในนามอิสระ

    เปิดประวัติ “ดร.มัลลิกา” ประกาศลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ในนามอิสระ

    เปิดประวัติ

    เปิดประวัติ “ดร.มัลลิกา” ประกาศลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ในนามอิสระ

    ฮือฮากันเลยทีเดียว หลังมีรายงานว่า “ดร.มัลลิกา” หรือ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยในช่วงหนึ่งของการจัดรายการ มัลลิกา SHOW แนวหน้าออนไลน์ ว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม.แบบอิสระ ในนามกลุ่มเพื่อมัลลิกา 

    ส่วนเหตุผลที่ตัดสินใจลงสมัคร เพราะผลการเลือกตั้งปี 69 ที่พรรคประชาชน ได้ สส.ทั้ง 30 เขต จึงคิดว่าเราจะปล่อยเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว ทั้งนี้ กทม.เป็นเมืองใหญ่ เราควรทำให้ กทม.เป็นเมืองแห่งความหวัง เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ผู้ว่าฯชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้ เพราะปล่อยให้มีการก่อสร้างแบบสะเปะสะปะ 

    สำหรับประวัติ “ดร.มัลลิกา”

    • ชื่อจริง มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
    • ชื่อเล่น ติ่ง หรือ มอลลี่
    • เกิด 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516
    • อายุ 53 ปี 
    • ภูมิลำเนา อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา
    • มีเชื้อสายไทลื้อ จากแม่และผู้เป็นตาและยาย
    • เฟซบุ๊ก ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

    การศึกษา

    • จบการศึกษาจากโรงเรียนปงรัชดาภิเษก โรงเรียนพะเยาพิทยาคม 
    • ปริญญาตรีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง 
    • ปริญญาโท วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต 
    • ปริญญาเอก วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม สาขาวิชาผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง มหาวิทยาลัยรังสิต 
    • เป็นอดีตนักกีฬาจักรยานทีมชาติไทย เป็นนักกีฬายิงปืนสมัครเล่นของชมรมยิงปืนรบพิเศษ จบหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงมหานคร3 กับ นมธ.9 หรือหลักสูตรธรรมศาสตร์เพื่อสังคม

    ชีวิตส่วนตัว

    เข้าพิธีมงคลสมรสกับนายณัฐพล มหาสุข ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัลกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557 โดยก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ปีเดียวกัน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีสมรสพระราชทานแก่คู่บ่าวสาว ณ อาคารชัยพัฒนา สวนจิตรลดา พร้อมการจดทะเบียนสมรส ณ วังสวนจิตรลดา ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของสามีตามที่ได้จดทะเบียนและนำนามสกุลเดิมจดทะเบียนเป็นชื่อกลางจึงมีชื่อตามบัตรประชาชนใหม่ว่า นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

    การทำงาน 

    เป็นที่รู้จักจากการเป็นพิธีกร และผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ต่อมาได้ลาออก และลงสมัครในโดยในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2548 สังกัดพรรคมหาชน การเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2550 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2554 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ โดยทั้งหมดเป็นการลงสมัคร สส. ในเขตพื้นที่จังหวัดพะเยา แต่ไม่เคยได้รับการเลือกตั้ง

    เป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติปี พ.ศ. 2549 หลังการรัฐประหารในกลางปีเดียวกัน และเป็นผู้ช่วย เลขานุการรัฐมนตรีหลายกระทรวง อาทิหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร , ธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ล่าสุดได้ประกอบธุรกิจส่วนตัวผลิตภัณฑ์ด้านความงามและเป็นประธานบริหารธุรกิจศูนย์การค้า เป็นต้น

    ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ลำดับที่ 30 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง[9] ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) จนเมื่อ พ.ศ. 2565 เมื่อไชยยศ จิรเมธากร ได้ลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ทำให้มัลลิกาได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทน ไชยยศ[10] ซึ่งมัลลิกาได้ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์)[11]

    ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 มัลลิกาได้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์ ในลำดับที่ 19[12] แต่ภายหลักจาการเลือกตั้งไม่ได้ดํารงตําแหน่ง เพราะสมาชิกสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ มี 3 คน

    เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566 มัลลิกาได้ลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

    เปิดประวัติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/613816&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xLjoPPoyN1k5dsizXjOpq

  • กรมวิทยาศาสตร์บริการ มอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการ ผลักดันห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล เสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    กรมวิทยาศาสตร์บริการ มอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการ ผลักดันห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล เสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    กรมวิทยาศาสตร์บริการ มอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการ ผลักดันห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล เสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย นางพจมาน ท่าจีน รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานในพิธีมอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการให้แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ณ ห้องประชุมภูมิบดินทร์ ชั้น 6 อาคารสถานศึกษาเคมีปฏิบัติ กรมวิทยาศาสตร์บริการ

    นางพจมาน ท่าจีน รองอธิบดี วศ. เปิดเผยว่า จากแผนปฏิบัติราชการรายปี พ.ศ. 2569 ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มุ่งสู่วิสัยทัศน์ “สานพลังการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย พลิกโฉมให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่า และพร้อมก้าวสู่อนาคต” โดยเชื่อมโยงกับนโยบายระดับชาติ ในการพัฒนาประเทศด้านการอุดมศึกษา และด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และแผนระดับ 3 โดยปรับใช้นโยบายร่วมกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure : NQI) ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มมูลค่าการส่งออกของประเทศในภาคอุตสาหกรรม

    หน่วยรับรองระบบงานจึงเป็นหน่วยงานหลักที่สำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ ในการยกระดับห้องปฏิบัติการภายใต้มาตรฐานสากล ให้เกิดความน่าเชื่อถือและสร้างความมั่นใจในผลการทดสอบ เพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับสินค้าต่าง ๆ สร้างความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีการค้าโลก พร้อมทั้งผลักดันคุณภาพสินค้าด้านคุณภาพและความปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    ทั้งนี้ นางจันทรัตน์ วรสรรพวิทย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ กล่าวรายงานเพิ่มเติมว่า มีหน่วยงานที่เข้ารับใบรับรองระบบงานฯ ในครั้งนี้ จำนวน 17 หน่วยงาน ได้แก่
    1. ห้องปฏิบัติการ บริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน)
    2. ห้องปฏิบัติการยางแท่งเอสทีอาร์ ศูนย์ควบคุมยางสงขลา
    3. ห้องเครื่องมือวิเคราะห์ ศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
    4. ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมสินค้าเกษตรและอาหาร ภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
    5. ห้องปฏิบัติการนวัตกรรมอาหารเพื่ออุตสาหกรรม อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
    6. ห้องปฏิบัติการทดสอบ กบินทร์บุรี บริษัท อีสเทิร์น ไทย คอนซัลติ้ง 1992 จำกัด
    7. ห้องปฏิบัติการ บริษัท ไอ ซี พี ลัดดา จำกัด
    8. ห้องปฏิบัติการอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยกลุ่มชาติพันธุ์ ชายขอบ และแรงงานข้ามชาติ กรมอนามัย
    9. ห้องปฏิบัติการ บริษัท อาร์ซีไอ แล็บสแกน จำกัด
    10. ห้องปฏิบัติการทดสอบศูนย์วิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
    11. ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา บริษัท เบญจพันธ์พงศ์ จำกัด
    12. ห้องปฏิบัติการทางเคมี บริษัท ทรอปิคอลแคนนิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
    13. Food Safety Laboratory, Myanmar Innovative Life Sciences Company Limited
    14. ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
    15. สถาบันชีววัตถุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
    16. ศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
    17. ฝ่ายผลิตเครื่องมือแพทย์ บริษัท วี เมด แล็บ เซ็นเตอร์ จํากัด

    ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์บริการ พร้อมผลักดันและส่งเสริมให้หน่วยตรวจสอบและรับรองทั้งภาครัฐและเอกชนได้รับการรับรองระบบงานมากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/999349&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EiT-sL0AoIX3QkTAllgCd

  • ชี้ ไลฟ์สดเหตุรุนแรงจี้รร. ละเมิดสิทธิเด็ก เร่งรัฐทำกลไกป้องกัน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ชี้ ไลฟ์สดเหตุรุนแรงจี้รร. ละเมิดสิทธิเด็ก เร่งรัฐทำกลไกป้องกัน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภค ชี้ไลฟ์สดเหตุรุนแรงบุกโรงเรียนในสงขลา ไร้การควบคุม กระทบความปลอดภัย ละเมิดสิทธิเด็ก เสนอ 4 แนวทางเร่งด่วนถึงแพลตฟอร์ม หน่วยงานรัฐ วางหลักเกณฑ์กำกับอย่างทันท่วงที 

    จากเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลายกรณี และมีการไลฟ์สดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์บุกยิงและจับตัวประกันภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จนมีผู้เสียชีวิต ล่าสุด เกิดเหตุชายถืออาวุธปืนขู่เข้าไปก่อเหตุในโรงเรียนย่านปทุมธานี และนนทบุรี ทำให้มีโรงเรียนสั่งปิดการเรียนจำนวน 17 แห่ง เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้เจ้าหน้าที่รัฐจะประกาศห้ามไลฟ์สด แต่ยังมีประชาชนบางส่วนฝืนคำสั่งแอบถ่ายทอดสด ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก และเสี่ยงต่อความปลอดภัยของนักเรียน สภาผู้บริโภค เสนอแนวทางปรับปรุงกลไกคุ้มครองความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน ทั้งระดับแพลตฟอร์ม หน่วยงานรัฐ ต้องระงับเหตุทันที ไม่ให้เกิดความรุนแรง

    นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมา เกิดเหตุความรุนแรงในโรงเรียนและมีการถ่ายทอดสดผ่านโซเชียลมีเดีย โดยขาดการกำกับดูแลที่ทันท่วงทีผ่านแพลตฟอร์ม เช่น ติ๊กต๊อก เฟซบุ๊ก และอินสตราแกรม ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความปลอดภัยและสิทธิของเด็ก เยาวชน รวมถึงผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ โดยเฉพาะกรณีอาชญากรรมที่อาจจะกระตุ้นให้สถานการณ์บานปลายมากขึ้น

    ในอดีต หากเกิดเหตุรุนแรงและมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ สำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สามารถสั่งระงับการออกอากาศได้ทันที แต่ปัจจุบันการสื่อสารย้ายสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ทุกคนสามารถรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทันที ผ่านโทรศัพท์มือถือ ขณะที่มาตรฐานแนวทางการกำกับดูแลชุมชนแพลตฟอร์ม (Community Guideline) ส่วนใหญ่เป็นการตรวจสอบย้อนหลัง จึงไม่สามารถยับยั้งเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์

    “ที่่ผ่านมาเกิดปัญหาความไม่ชัดเจนของเจ้าภาพในการดูแลเมื่อเกิดเหตุความรุนแรงในพื้นที่ เนื่องจากการกำกับดูแลโดยมาตรฐานชุมชนของแพลตฟอร์มยังไม่สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์สด (Live) ได้ทันท่วงที และขาดกลไกที่เชื่อมโยงระหว่าง “การทำผิดมาตรฐานชุมชน” กับ “การดำเนินคดีทางอาญาโดยหน่วยงานในพื้นที่ จึงควรหาแนวทางประสานงานและผลักดันให้เกิดกลไกการทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงและการละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนได้อย่างทันท่วงที”” นางสาวสุภิญญา กล่าว

    นางสาวสุภิญญา กล่าวว่า ได้เสนอแนวทางดำเนินการ 4 ด้านในการแก้ไขปัญหานี้ ได้แก่ 1. ข้อเสนอต่อผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม โดยแพลตฟอร์มควรมีทีมงานที่สามารถสั่งระงับการถ่ายทอดสดได้ทันที หากเนื้อหากระทบต่อเด็กหรือความปลอดภัย พร้อมพัฒนาระบบรับแจ้งรายงาน ให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงกำหนดบทลงโทษย้อนหลังกรณีบัญชีผู้ใช้กระทำผิดมาตรฐานชุมชนอย่างร้ายแรง เพื่อสร้างความรับผิดชอบที่ชัดเจน

    2. ข้อเสนอต่อหน่วยงานรัฐ ทั้ง กสทช. และ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กระทรวงดีอี ควรทำหน้าที่เป็นตัวกลางสร้างความร่วมมือ เชิญแพลตฟอร์มและภาคประชาสังคมร่วมทบทวนมาตรฐานชุมชน นำกรณีเหตุสะเทือนขวัญที่ผ่านมาเป็นบทเรียน เพื่อกำหนดแนวทางป้องกันในอนาคต 3. ข้อเสนอต่อหน่วยงานในพื้นที่ โรงเรียน จังหวัด และตำรวจ ควรทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในพื้นที่ หากเหตุการณ์เข้าข่ายความผิดทางอาญาหรือแพ่ง ควรเป็นผู้ตั้งเรื่องดำเนินคดี เพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชนในความดูแลอย่างเป็นรูปธรรม และ 4. เสนอให้จัดตั้งกลไกความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่างภาครัฐ แพลตฟอร์ม และภาคผู้บริโภคหรือหน่วยงานคุ้มครองเด็ก เพื่อสรุปบทเรียนและกำหนดมาตรฐานการทำงานร่วมกันให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

    “สภาผู้บริโภคพร้อมเป็นตัวกลางประสานความร่วมมือกับทุกฝ่าย เพื่อทบทวนและยกระดับกลไกคุ้มครองผู้บริโภคโดยเฉพาะในการเผยแพร่ข้อมูลให้เท่าทันสถานการณ์ในอนาคต” นางสาวสุภิญญา กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญเหตุการณ์ความรุนแรงหลายครั้งที่สร้างความสูญเสียและความหวาดหวั่นให้กับสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะเหตุ “กราดยิง” ในพื้นที่สาธารณะ ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ ตั้งแต่ปี 2563 เหตุกราดยิงในพื้นที่ จ.นครราชสีมา มีผู้เสียชีวิต 30 คน บาดเจ็บกว่า 50 คน ปี 2565 เกิดเหตุอดีตตำรวจกราดยิงที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.อุทัยสวรรค์ จ.หนองบัวลำภู และปี 2566 เกิดเหตุเยาวชนอายุ 14 ปี ก่อเหตุกราดยิงภายในห้างสรรพสินค้ากลางกรุง และล่าสุด เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เกิด 2 เหตุการณ์ไล่เลี่ยกัน ทั้งหมดตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับมาตรการป้องกัน ทั้งในเชิงความปลอดภัยทางกายภาพ และการจัดการข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะการไลฟ์สดหรือเผยแพร่ภาพเหตุการณ์รุนแรงแบบเรียลไทม์ ซึ่งอาจซ้ำเติมสถานการณ์ กระทบสิทธิและศักดิ์ศรีของเหยื่อ และสร้างความตื่นตระหนกในสังคมวงกว้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/live-stream-student-risk/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jF-HgT5f719xRkx2IdVc3

  • จุฬาฯ กระชับความร่วมมือทางวิชาการกับ HKUST

    จุฬาฯ กระชับความร่วมมือทางวิชาการกับ HKUST

    Skip to content

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ พร้อมด้วยผู้บริหารมหาวิทยาลัยเข้าร่วมการประชุมหารือกับ Prof. Nancy Ip, President of the Hong Kong University of Science and Technology (HKUST) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ณ Council Chamber ชั้น 7 HKUST โดยมี ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ รองอธิการบดี ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดี รศ.ดร.ปาลนี อัมรานนท์ รองอธิการบดีเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย
    การประชุมหารือในครั้งนี้มุ่งเน้นการยกระดับความร่วมมือระหว่างสองสถาบัน พร้อมหารือแนวทางการขยายความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนนิสิต การวิจัยร่วม การจัดการศึกษาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ตลอดจนการพัฒนาโครงการวิชาการแบบสหสาขาวิชา ทั้งสองสถาบันยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือและกลไกสนับสนุนการดำเนินงานระยะยาว เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางวิชาการอย่างยั่งยืน

    ภายหลังการหารือ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และ Prof. Nancy Ip, President of the HKUST ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงการแลกเปลี่ยนนิสิต ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมความคล่องตัวทางวิชาการและประสบการณ์การเรียนรู้ในระดับนานาชาติ

    นอกจากนี้ ยังมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาฯ และคณะบริหารธุรกิจและการจัดการของ HKUST โดยมี ศ.ภญ.ร.ต.อ.หญิง ดร.สุชาดา สุขหร่อง ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมบูรณาการ จุฬาฯ และ Prof. Frederik Anseel, Dean of the HKUST School of Business and Management ร่วมลงนามในครั้งนี้ ทั้งนี้ อธิการบดีของทั้งสองมหาวิทยาลัยร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนเจตจำนงร่วมในการส่งเสริมความร่วมมือแบบสหวิทยาการในด้านธุรกิจ นวัตกรรม และสาขาที่เกี่ยวข้อง

    นอกจากนี้ คณะผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เยี่ยมชมพื้นที่ต่าง ๆ ภายใน HKUST พร้อมทั้งเข้าร่วมการประชุมย่อยระหว่างคณะ วิทยาลัย และสถาบันของจุฬาฯ กับหน่วยงานคู่ความร่วมมือของ HKUST เพื่อหารือโอกาสในการขยายความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต
    การประชุมระดับผู้นำ การลงนามและหารือความร่วมมือในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ HKUST สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในการขยายความร่วมมือทางวิชาการในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/289066/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xPn2FvcfD2913QjKnyKTi

  • เปิดผลทดสอบ เครื่องฟอกอากาศ 15 รุ่น เสนอยกระดับ มาตรฐาน มอก. – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เปิดผลทดสอบ เครื่องฟอกอากาศ 15 รุ่น เสนอยกระดับ มาตรฐาน มอก. – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เปิดผลทดสอบ เครื่องฟอกอากาศ 15 รุ่น เสนอยกระดับ มาตรฐาน มอก.

    สภาผู้บริโภค ผนึก ฉลาดซื้อ เผยผลทดสอบ เครื่องฟอกอากาศ 15 ยี่ห้อ พบ 4 แบรนด์ มีค่าประสิทธิภาพกรองฝุ่น PM2.5 ไม่เป็นไปตามที่ระบุบนฉลาก เสนอยกระดับ มาตรฐาน มอก.

    วันนี้ (24 กุมภาพันธ์ 2569) สภาผู้บริโภค ร่วมกับศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และเครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยผลการทดสอบ เครื่องฟอกอากาศ โดยนำเครื่องฟอกอากาศที่จำหน่ายในท้องตลาดมาทดสอบประสิทธิภาพอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) หรือประสิทธิภาพการกรองฝุ่น PM 2.5 ตาม มาตรฐาน มอก. 3061-2563 และตรวจสอบการแสดงฉลากความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานบังคับ มอก. 60335 เล่ม 2 (65)-2564 เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศ

    ทั้งนี้ เป็นการสุ่มซื้อตัวอย่างจากท้องตลาด จำนวน 15 ยี่ห้อ ตามราคาจำหน่ายในท้องตลาด ช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2568 ในช่วงราคา 1,590 – 5,990 บาท ประกอบด้วย 1. Xiaomi รุ่น AC-M17-SC 2. Levoit รุ่น Core 200S 3. Philips รุ่น AC0650 4. Bwell รุ่น AP-M1536S 5. Smarthome รุ่น AP-180 6. Sharp รุ่น FP-J30TA-B 7. Hatari รุ่น AP12R1 8. Smartmi รุ่น ZMKQJHQP11 9. Tefal รุ่น PT2210TD 10. Samsung รุ่น AX32BG3100GB 11. Worldtech รุ่น WT-P50 12. Electrolux รุ่น EP32-26UGA 13. IRIS OHYAMA รุ่น AAP-S26B 14. Mazuma รุ่น NANO CATALYST PLUS 15. TOSHIBA รุ่น CAF-H20(W) ทดสอบโดยใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องฟอกอากาศ เฉพาะด้านประสิทธิภาพการลดฝุ่น PM2.5 (มอก. 3061 – 2563) ซึ่งจะทดสอบในห้องที่มีการควบคุมอัตราการแลกเปลี่ยนอากาศ และมีการควบคุมปริมาณฝุ่นละอองขนาด 0.3 µm (PM2.5)

    ดร.ไพบูลย์ ช่วงทอง เครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค และที่ปรึกษาศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า การทดสอบเครื่องฟอกอากาศจำนวน 15 ตัวอย่างครอบคลุม 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1. การทดสอบและศึกษาค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) 2. การศึกษาและประเมินพื้นที่ใช้งานที่เหมาะสม (Application Area) ของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังสำรวจการแสดงฉลากระบุ ค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) เนื่องจากค่า CADR เป็นข้อมูลสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศของผู้บริโภค แต่ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานบังคับให้ผู้ผลิตต้องระบุค่า CADR บนผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์

    ทั้งนี้ ผลการทดสอบพบว่า เครื่องฟอกอากาศที่ทดสอบแล้วมีค่าเป็นไปตามที่ระบุไว้บนฉลาก จำนวน 10 ยี่ห้อ ได้แก่ ยี่ห้อ Xiaomi, Philips, Sharp, Hatari, Smartmi, Tefal, Samsung, Electrolux, Mazuma และ TOSHIBA ส่วนยี่ห้อที่ทดสอบแล้วได้ค่าไม่เป็นไปตามที่ผู้ผลิตระบุหรือโฆษณาบนฉลาก จำนวน 4 ยี่ห้อ ได้แก่ Levoit, Smarthome, Worldtech และ IRIS OHYAMA โดยการทดสอบค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) ดำเนินการอย่างน้อย 1 ครั้ง และอาจทดสอบซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ในกรณีที่ผลทดสอบแตกต่างจากค่าที่ผลิตภัณฑ์แสดงไว้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องขอข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมจากผู้ผลิต

    นอกจากนี้ยังมีเครื่องฟอกอากาศยี่ห้อ Bwell ที่ผู้ผลิตแสดงค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) บนผลิตภัณฑ์ แต่ระบุว่าเป็นการทดสอบตามมาตรฐาน AHAM ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทดสอบประสิทธิภาพการกรองฝุ่นละอองหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ ควันบุหรี่ (ขนาด 0.10-1.0 ไมครอน) ฝุ่นละอองทั่วไป (ขนาด 0.5-3.0 ไมครอน) และละอองเกสรดอกไม้ (ขนาด 5.0-11.0 ไมครอน) จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบโดยตรงกับการทดสอบตาม มอก. 3061-2563 ที่ใช้อณูฝุ่นขนาดเฉลี่ย 0.3 ไมครอน

    อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มยี่ห้อที่ผลทดสอบจัดว่าเป็นไปตามที่ระบุไว้ ยังพบปัญหาการไม่ระบุค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) บนผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคเห็นได้ง่าย ชัดเจน และสะดวก ได้แก่ ยี่ห้อ Philips, Smartmi และ Electrolux ที่ไม่ระบุบนผลิตภัณฑ์แต่แสดงไว้บนเว็บไซต์ของผลิตภัณฑ์ ยี่ห้อ Tefal ไม่ระบุบนผลิตภัณฑ์แต่ระบุไว้ในเว็บไซต์ของแหล่งจำหน่าย และยี่ห้อ Sharp ไม่พบการระบุข้อมูลทั้งบนผลิตภัณฑ์และเว็บไซต์ของผลิตภัณฑ์

    ดร.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า มาตรฐานของเครื่องฟอกอากาศมี 2 มาตรฐาน คือ มอก. 60335 เล่ม 2 (65)-2564 ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับด้านความปลอดภัยของเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับใช้ในที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นที่คล้ายกัน ซึ่งจะเห็นเครื่องหมาย มอก. บนผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะหากไม่แสดงฉลากบนผลิตภัณฑ์จะผิดกฎหมาย แต่สำหรับเครื่องฟอกอากาศ มาตรฐานบังคับฉบับนี้ไม่ได้ครอบคลุมเรื่องประสิทธิภาพในการกรองลดฝุ่น PM 2.5 และฝุ่นชนิดอื่น ๆ

    ส่วนด้านประสิทธิภาพจะอ้างอิงการทดสอบตามมาตรฐาน มอก. 3061-2563 ซึ่งเป็นมาตรฐานเฉพาะด้านประสิทธิภาพการลด PM 2.5 โดยปัจจุบันยังไม่เป็นมาตรฐานบังคับและเป็นไปตามความสมัครใจของผู้ผลิต จึงเห็นว่าหลายผลิตภัณฑ์ไม่ได้ระบุค่านี้ไว้ เพราะไม่ผิดกฎหมาย ทั้งที่ผู้บริโภคจำนวนมากใช้ข้อมูลค่า CADR เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเลือกซื้อ

    “เสนอให้ยกระดับมาตรฐาน มอก. 3061-2563 ให้การแสดงค่าประสิทธิภาพการกรองฝุ่น PM 2.5 และฝุ่นขนาดอื่น ๆ เป็นข้อบังคับ เพื่อให้ผู้ผลิตต้องระบุค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) อย่างชัดเจน และเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ปัจจุบันมีมาตรฐานจากต่างประเทศที่ใช้กับสินค้านำเข้าเป็นจำนวนมาก และแนวโน้มการนำเข้าเครื่องฟอกอากาศอาจเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ในประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกซื้อได้อย่างเข้าใจ สมอ. ควรทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ สื่อสารให้ชัดเจน และให้ความรู้กับประชาชนเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องมาตรฐานที่หลากหลาย” ดร.ไพบูลย์ กล่าว

    ด้าน ทัศนีย์ แน่นอุดร รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และบรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ กล่าวว่า การทดสอบเครื่องฟอกอากาศเกิดจากปัญหาฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นทุกปีและมีสถานการณ์ที่น่ากังวล ส่งผลให้ผู้บริโภคจำเป็นต้องซื้อเครื่องฟอกอากาศมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ผลิตในตลาดมีจำนวนเพิ่มขึ้น มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจึงเห็นความสำคัญของการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องจากการทดสอบครั้งที่ 1 ในปี 2563 และดำเนินการทดสอบครั้งนี้เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าและคุ้มครองผู้บริโภค ตามวัตถุประสงค์โครงการเฝ้าระวังสินค้าด้วยการทดสอบสินค้า ของสภาผู้บริโภค

    ขณะที่ โสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างต่อเนื่องและยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เครื่องฟอกอากาศจึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและเป็นความหวังของผู้บริโภคในการช่วยลดความเสี่ยงจาก PM2.5 ดังนั้น การระบุค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) หรือข้อมูลด้านการกรองฝุ่น PM 2.5 บนผลิตภัณฑ์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง สภาผู้บริโภคจึงสนับสนุนการทดสอบครั้งนี้ เพราะจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค อีกทั้งค่า CADR ยังเป็นจุดขายของผู้ผลิตด้วย การสื่อสารผลทดสอบออกไปจึงเชื่อว่าจะช่วยผลักดันให้เกิดการปรับปรุงมาตรฐานที่ดีขึ้น

    โสภณ กล่าวต่อว่า เรียกร้องให้มาตรฐานผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าของประเทศยกระดับให้สูงขึ้นและก้าวไปข้างหน้า ไม่ควรมีเพียงมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นภาคบังคับอยู่แล้ว คือ มอก. 60335 เล่ม 2 (65)-2564 เพราะในปัจจุบัน มาตรฐานบังคับเพียงฉบับเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

    “ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศไม่ได้คาดหวังแค่ความปลอดภัยเท่านั้น แต่คาดหวังเรื่องประสิทธิภาพการกรองฝุ่นและคุณสมบัติอื่น ๆ ด้วย ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของผู้ผลิต เพราะคุณสมบัติเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นจุดขายและทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ดังนั้นการมีมาตรฐานภาคบังคับด้านประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องของความรับผิดชอบและไม่เอาเปรียบผู้บริโภค” โสภณ กล่าว

    แนวทางเพื่อยกระดับมาตรฐานและความคุ้มครองผู้บริโภค จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบาย ดังนี้ 1. สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ควรยกระดับมาตรฐานมอก. 3061 – 2563 ให้การแสดงค่าประสิทธิภาพการกรองฝุ่น PM 2.5 และฝุ่นขนาดอื่น ๆ เป็นการบังคับเพื่อให้ผู้ผลิตระบุ ค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) ที่ชัดเจน เพื่อความรู้ความเข้าใจต่อการเลือกซื้อและเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

    2. ค่าอัตราการส่งมอบอากาศสะอาด (Clean Air Delivery Rate: CADR) เป็นตัวชี้วัดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเลือกเครื่องฟอกอากาศให้เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ใช้งาน เนื่องจากสะท้อนประสิทธิภาพการลดมลพิษทางอากาศภายในห้องอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นจึงควรมีการปรับปรุงมาตรฐานการทดสอบเครื่องฟอกอากาศของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ IEC และกำหนดให้มี การแสดงค่า CADR บนตัวผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์เป็นข้อกำหนดบังคับ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและเพิ่มความโปร่งใสในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์

    3. การคำนวณพื้นที่ใช้งานที่เหมาะสมตามบริบทของประเทศไทยมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาคารส่วนใหญ่ในประเทศไทยใช้อ้างอิงความสูงเพดานประมาณ 2.75 เมตร ซึ่งแตกต่างจากเกณฑ์อ้างอิงของหลายมาตรฐานสากล ดังนั้นจึงควรกำหนดให้มี การแสดงพื้นที่ใช้งานที่เหมาะสมตามวิธีการประเมินที่สอดคล้องกับบริบทประเทศไทยบนผลิตภัณฑ์หรือเอกสารประกอบของเครื่องฟอกอากาศทุกชนิด เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้งานได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคาร

    และ 4. สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ควรเร่งให้ความรู้กับภาคประชาชนเพื่อให้ประชาชนเกิดความรู้ ความเข้าใจต่อมาตรฐานประเภทต่าง ๆ ของก่อนเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ อีกทั้งควรประสานร่วมมือกับภาคผู้ผลิตให้มีการจัดทำข้อมูล เพื่อสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ง่ายและชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/air-purifier-test/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xFx4KCE2iIhktwWOvIBqm

  • “เอกนิติ” เปิดยุทธศาสตร์ “ธนู 3 ดอก” พลิกเศรษฐกิจไทยปี69 ฝ่ามรสุมโลกเดือด

    “เอกนิติ” เปิดยุทธศาสตร์ “ธนู 3 ดอก” พลิกเศรษฐกิจไทยปี69 ฝ่ามรสุมโลกเดือด

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกในงานสัมมนา POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026 ในหัวข้อฝ่ามรสุมปี 2569 ว่า ประเทศไทยฝ่ามรสุมมาโดยตลอดทั้งน้ำท่วม, ภัยแล้ง เรารู้อยู่แล้วว่าไทยมีมรสุมอะไรบ้าง 

    ในปี 2568 สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ในขณะนั้นเศรษฐกิจไทยเผชิญกับมรสุมหลายด้าน ทั้ง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

    ทีมเศรษฐกิจจึงได้ใช้เฟรมเวิร์ก “Quick Big Win Policy” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างเร่งด่วน เนื่องจากตัวเลขคาดการณ์ GDP ไตรมาส 4/2568 ในขณะนั้นอาจเหลือเพียง 0.3%

    ผลจากการดำเนินนโยบาย เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เน้นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยมีเงินหมุนเวียนในกรุงเทพฯ เพียง 15% ที่เหลือกระจายทั่วประเทศ ทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 4/2568 ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2.5% ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

    อย่างไรก็ตามเปรียบเทียบว่านี่เป็นเพียงการนำคนไทยออกจากห้อง ICU แต่ยังต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อที่จะวิ่งต่อไปได้ในระยะยาว

    3 มรสุมใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเผชิญในปี 2569

    ภายในปี 2569 จะมีมรสุมสำคัญ 3 ลูกที่ตั้งเค้าอยู่ ได้แก่ 

    1. มรสุม Geopolitics & Geo-economics ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศที่ผสมผสานกับนโยบายเศรษฐกิจ มีการใช้กำแพงภาษีและค่าธรรมเนียมเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจโล
    2. มรสุมภัยธรรมชาติ ปัญหาโลกร้อนที่นำไปสู่ภัยพิบัติ ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและงบประมาณภาครัฐที่ต้องนำไปเยียวยา
    3. มรสุมความอ่อนแอภายในประเทศ หนี้ครัวเรือนและโครงสร้างประชากร สังคมผู้สูงอายุทำให้กำลังการบริโภคภาคเอกชนลดลง การขาดการลงทุน ประเทศไทยไม่ได้ลงทุนใหญ่มานานนับตั้งแต่ปี 2540 ทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไม่สมดุล ต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวมากเกินไปจนเกิดความผันผวนตามเศรษฐกิจโลก

    ยุทธศาสตร์ “ธนู 3 ดอก” เพื่อปราบมรสุม

    เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว คุณเอกนิติได้นำเสนอแนวทาง “Big Wins” ผ่านธนู 3 ดอกที่จะทำงานร่วมกันในช่วง 4 ปีหลังจากนี้ นั่นก็คือ

    ดอกที่ 1 คือ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจสีเขียว 

    • พลังงานสะอาด มุ่งเน้นการลงทุนใน Green Energy เช่น Solar Farm, Floating Solar และการเปิด PPA ซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง เพื่อเป็นรากฐานของโลกยุคใหม่
    • การดึงดูด FDI ใช้ประโยชน์จากความเป็นกลางของไทยท่ามกลางความขัดแย้งโลกเพื่อดึงฐานการผลิตในกลุ่ม Smart Electronics, Smart Agriculture, Food Processing เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง, Wellness และ EV
    • ความร่วมมือรัฐ-เอกชน ส่งเสริมโครงการ PPP เพื่อลดการก่อหนี้สาธารณะ และผลักดัน Low Carbon City เช่น สระบุรีโมเดล เพื่อสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตให้ชุมชน

    ดอกที่ 2 คือ การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์

    • Transform การศึกษาด้วยดิจิทัลและAI ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทั้งระบบ ตั้งแต่ชาวบ้านจนถึงนักเรียนและครู
    • โครงการ Skill Bridge สร้างสะพานเชื่อมระหว่างการศึกษากับการทำงานจริง โดยให้เอกชนช่วยออกแบบหลักสูตรที่ตรงความต้องการของตลาดงานและรับเข้าทำงานทันที
    • Technology Transfer กำหนดเงื่อนไขให้บริษัทที่เข้ามาลงทุน (FDI) ต้องมีการฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้คนไทย

    ดอกที่ 3 คือ การปฏิรูปกฎหมายเพื่อปลดล็อกการลงทุน

    • ปลดล็อกอุปสรรครายวัน แก้ไขปัญหาเรื่องวีซ่าสำหรับแรงงานทักษะสูง (High Skill Labor) ให้ขอได้ง่ายขึ้น และแก้ปัญหากฎหมายที่ดินหรือข้อติดขัดเชิงเทคนิคที่ขวางการตั้งโรงงาน
    • Omnibus Law (กฎหมายรวบยอด) เสนอให้ออกกฎหมายที่รวบรวมขั้นตอนการอนุมัติการลงทุนจากหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิด Fast Track ในการทำธุรกิจ ลดระยะเวลาการพิจารณาจากปีเหลือเพียงไม่กี่เดือน

    อย่างไรก็ดี ตนเชื่อมั่นว่าหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันใช้ธนูทั้ง 3 ดอกนี้ จะสามารถเปลี่ยนประเทศไทยจาก “คนป่วยแห่งเอเชีย” ให้กลับมาเป็น “คนที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย” ได้ภายในระยะเวลา 4 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/738443&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yTBfmRfIscDtUaPxw1RGW

  • สภากทม. เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต

    สภากทม. เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต

    ภายหลังจบการบรรยายคณะนักศึกษาได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับประธานและรองประธานสภากรุงเทพมหานคร ผ่านการถามตอบในประเด็นต่าง ๆ เช่น การบริหารจัดการงบประมาณ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร การบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกกทม. และการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นต้น จากนั้นคณะนักศึกษาได้แบ่งกลุ่มเข้าศึกษาภารกิจและการทำงานของหน่วยงานกรุงเทพมหานคร ดังนี้

    สภากทม. เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต

    สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง คณะเข้ารับฟังการบรรยายประเด็น “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงในการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานคร” โดยมี นายอาสา ทองธรรมาชาติ ผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง ร่วมบรรยายให้ความรู้

    สำนักการโยธา คณะเข้ารับฟังการบรรยายประเด็น “มาตราการควบคุมและตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ เพื่อป้องกันผลกระทบจากภัยพิบัติและรองรับแผ่นดินไหว” โดยมี นายพัฒนเทพ เครือชะเอม ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมอาคาร ร่วมบรรยายให้ความรู้ 

    สภากทม. เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต

    สำนักพัฒนาสังคม คณะเข้ารับฟังการบรรยายประเด็น “การบริหารจัดการโรงเรียนฝึกอาชีพของกรุงเทพมหานคร” โดยมี นางสาวรุ่งนภา ตรีแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานการส่งเสริมอาชีพ ร่วมบรรยายให้ความรู้

    สำนักการระบายน้ำ คณะเข้ารับฟังการบรรยายประเด็น “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงในการบริหารจัดการน้ำกรุงเทพมหานคร และเยี่ยมชมศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม” โดยมี นายเจษฎา จันทรประภา ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ และนางสาวเกศรัชฏา กลั่นกรอง รองผู้อำนวยการสำนัก ร่วมให้การต้อนรับ 

    ระหว่างการรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินการของหน่วยงาน คณะได้มีการพูดคุยซักถามแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกับผู้บริหารหน่วยงาน ซึ่งจะได้ทราบถึงแนวทางการบริหารจัดการงาน จัดการความมั่นคงต่าง ๆ ของหน่วยงานภายในกรุงเทพมหานคร และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้กับการบริหารองค์กรหรือหน่วยงานของตนเองได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862158&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UMoIuLDxCk8M_01xujs28