Category: วัฒนธรรม

  • TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต ลดเด็กหลุดจากระบบการศึกษาไทย

    TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต ลดเด็กหลุดจากระบบการศึกษาไทย

    บอร์ดระดับชาติ TZD ไฟเขียว! เปลี่ยนบัตรปชช.เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต สร้างระบบการเรียนยืดหยุ่น  สานต่อความสำเร็จเด็กหลุกจากระบบการศึกษาลดเหลือ 6 แสนคนจากตัวกว่า 1 ล้านคนในปี 2566

    คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ (Thailand Zero Dropout – TZD) มีมติเห็นชอบแนวนโยบายการศึกษาแบบยืดหยุ่น (Flexible Learning) ผลักดันโครงการ ‘Learning Passport’ เปลี่ยนบัตรประชาชนให้เป็นบัญชีคลังหน่วยกิตชีวิต (ILA) เผยความสำเร็จในการดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบได้ลดลงเกือบครึ่ง พร้อมยกระดับแผนงานปี 2569 เดินหน้าเชื่อมฐานข้อมูลรัฐ ขยายการช่วยเหลือครอบคลุมเด็กศูนย์การเรียนรู้ ม.12 และกลุ่มเสี่ยงวิกฤต (Crisis PLUS)

    พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาคือวาระสำคัญที่รัฐบาลผลักดันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วนส่งผลให้ตัวเลขเด็กนอกระบบลดลงอย่างเป็นรูปธรรม จาก 1.02 ล้านคนในปี 2566 ล่าสุด (ข้อมูล ณ พ.ย. 2568) ตัวเลขเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาลดลงเหลือ 603,095 คน เพื่อสานต่อความสำเร็จดังกล่าว ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบแนวทาง Flexible Learning และ Learning Passport โดยขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ที่ไม่ยึดติดกับห้องเรียน แต่มุ่งสร้างทักษะพื้นฐานชีวิต (Foundational Skills) จากงานวิจัยของกสศ. ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ทักษะดิจิทัล 2) ทักษะทางอารมณ์และสังคม และ 3) ทักษะผู้ประกอบการ 

    “การขับเคลื่อนดังกล่าวจะดำเนินการผ่านการพัฒนาบัญชีการเรียนรู้สำหรับแต่ละบุคคล (Individual Learning Accounts – ILA) โดยใช้บัตรประชาชนใบเดียวให้เป็น Learning Passport ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบสะสมหน่วยกิต มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมคือ สามารถเทียบโอนเพื่อศึกษาต่อได้ ในระดับต่าง ๆ อาทิ ระดับอุดมศึกษา โดยความร่วมมือกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการศึกษา พร้อมทั้งสามารถนำไปใช้สมัครงานได้ทันที เนื่องจากข้อมูลสมรรถนะจะได้รับการรับรองมาตรฐาน เพื่อใช้เป็นโปรไฟล์ยืนยันทักษะกับสถานประกอบการ นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Mobile School (กสศ.) หรือ EWE platform (สคช.) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere, Anytime)” พล.ต.อ. เพิ่มพูน กล่าว  

    ในที่ประชุมยังมีการยกตัวอย่างจังหวัดที่ดำเนินการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ ดำเนินงานโดยสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จังหวัดบุรีรัมย์ ผ่านโครงการ BURIRAM ZERO DROPOUT (BZDM) เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำให้ตัวเลขเด็กหลุดระบบกลายเป็นศูนย์ ผ่านกลไกการทำงาน 4 แนวทางหลักคือ 1.ป้องกัน 2.แก้ไข 3.ส่งต่อ และ 4.ติดตามดูแล เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวน 17,401 คน (ช่วงอายุ 3-18 ปี) ขณะเดียวกันยังผนึกกำลังภาคีเครือข่าย “ค้นหาและติดตามเชิงรุก” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกับเครือข่ายในท้องถิ่น ทั้งผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) เพื่อสำรวจข้อมูลเชิงลึกถึงสภาพความเป็นอยู่และสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบ และการสนับสนุนจากหน่วยงานภาคีเพื่อสนับสนุนอุปกรณ์การเรียน ปัจจัยพื้นฐาน การดูแลสุขภาพ และการแนะแนวอาชีพตามสภาพปัญหาของแต่ละบุคคล

    ขณะที่จังหวัดสงขลา โดยคณะกรรมการจังหวัด และคณะกรรมการตำบล ได้ดำเนินงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Thailand Zero Dropout หรือ “สงขลาโมเดล 2569” โดยเป็นการประสานพลังร่วมกันระหว่างสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสงขลา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สมาคมอาสาสร้างสุข และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเน้นการดึงเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านระบบที่ยืดหยุ่นให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยใช้กลไกการทำงานบูรณาการผ่านคณะกรรมการระดับอำเภอทั้ง 16 อำเภอ และคณะกรรมการปฏิบัติการระดับตำบล 127 แห่ง เพื่อการเข้าถึงและติดตามเด็กอย่างใกล้ชิด 

    หัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือยุทธศาสตร์ “ค้นหา-ช่วยเหลือ-ดูแล-ส่งต่อ” ซึ่งปรากฏผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมผ่าน “สทิงพระโมเดล” พื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการนำเด็กกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสม ความสำเร็จนี้เกิดจากการปรับเปลี่ยนแนวคิด “เปลี่ยนชุมชนให้เป็นห้องเรียน” ผ่านการจัดการเรียนรู้ 3 ฐาน ได้แก่ วิชาชีวิต วิชาการ และวิชาอาชีพ เพื่อให้บทเรียนตอบโจทย์วิถีชีวิตจริงและสร้างรายได้ได้จริง เช่น การเรียนรู้ภูมิปัญญาการทำน้ำตาลโตนด และศิลปะการแสดงโนราห์ นอกจากนี้ จังหวัดยังขยายผลผ่านนโยบาย “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนทั้งภาครัฐและเอกชนปรับตัวสู่การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ รองรับความหลากหลายของผู้เรียนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

    เช่นเดียวกับจังหวัดพิษณุโลก โดยความร่วมมือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพิษณุโลก สมาคมสุขปัญญา และกสศ. ที่สามารถติดตามเด็กตามรายชื่อ TZD ได้แล้วถึง 7,178 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 99.61 ผ่านกลไกการทำงานที่เน้นความยืดหยุ่นและการบูรณาการทุกภาคส่วน  เช่น มาตรการ กลไก “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ”เพื่อปรับการเรียนการสอนในสถานศึกษาให้ตอบสนองปัญหาของเด็กรายบุคคล ช่วยป้องกันกลุ่มเสี่ยงไม่ให้หลุดออกจากระบบ  และ One Stop Serviceในการรับเรื่อง ช่วยเหลือ และส่งต่อเด็กอย่างรวดเร็ว  

    รวมถึงยุทธศาสตร์  “ตาข่ายการศึกษา” 3 ชั้น คือ ตาข่ายที่ 1 ปรับสถานศึกษาให้ยืดหยุ่น ตาข่ายที่ 2 รองรับเด็กที่ตกหล่นด้วย “ศูนย์การเรียนมาตรา 12” และรูปแบบโรงเรียนมือถือ (Mobile School) และตาข่ายที่ 3 ขับเคลื่อนระดับตำบล โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน และส่งเสริมการเรียนรู้ตามวิถีชีวิต  นอกเหนือจากนั้นยังมีการ

    บูรณาการเครือข่ายทุกภาคส่วนในจังหวัดทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม ในการร่วมกันแก้ปัญหา

    นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ TZD ยังได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนและอุดช่องโหว่ของระบบ ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 

    1. เชื่อมโยงข้อมูลสิทธิสวัสดิการข้ามกระทรวง: บูรณาการข้อมูลกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  เพื่อออกแบบแผนช่วยเหลือเด็กเป็นรายบุคคล (Case Management)

    2. ขยายเป้าหมายคุ้มครองกลุ่มเปราะบางซ่อนเร้น: พัฒนาฐานข้อมูลกลุ่มที่ยังไม่มีระบบรองรับ เช่น เยาวชนในกระบวนการยุติธรรม แรงงานนอกระบบ และโดยเฉพาะเด็กในศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิเงินอุดหนุน นม และอาหารกลางวัน

    3. ดูแลกลุ่ม ‘Crisis PLUS’ (หลุดระบบชั่วคราว): ป้องกันเด็กและเยาวชนที่เผชิญวิกฤตอุทกภัย (เช่น น้ำท่วมขังภาคกลาง, น้ำท่วมฉับพลันภาคใต้) โรคระบาด หรือภัยสงคราม ไม่ให้กลายเป็นกลุ่มที่หลุดออกจากระบบอย่างถาวร

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเชิดชูยกย่องเกียรติหน่วยงานทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนภารกิจ Thailand Zero Dropout เข้าสู่ปีที่ 3 อย่างเข้มแข็ง ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ในปี 2569 มีการมอบรางวัล Prime Minister TZD+ Awards  ซึ่งเป็นโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี เพื่อมอบให้แก่หน่วยงานต้นแบบที่มีผลงานโดดเด่นในการสร้างตาข่ายรองรับเด็กไทย ไม่ให้มีใครต้องร่วงหล่นจากระบบการศึกษาอีกต่อไป

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2916043&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mcK4opL2eaPsEOoSd7KTz

  • แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ มอบทุนการศึกษาและทุนพัฒนาโครงการสงขลา 2,500,000 บาท ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิ EDF – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ มอบทุนการศึกษาและทุนพัฒนาโครงการสงขลา 2,500,000 บาท ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิ EDF – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท พลังโสภณ จำกัด ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) มอบทุนการศึกษา 2,500,000 บาท (สองล้านห้าแสนบาท) โครงการทุนบูรณาการเพื่อเด็ก โรงเรียน และชุมชน จังหวัดสงขลา ติดต่อกันเป็นปีที่ 13  แก่นักเรียนลูกหลานชาวประมงจำนวน 200 ทุน พร้อมทั้งมอบทุนสนับสนุนโครงการพัฒนาศักยภาพนักเรียนและโรงเรียนใน 15 โรงเรียน และโครงการพัฒนาชุมชน 5 ชุมชน `โดยโครงการทุนบูรณาการเพื่อเด็ก โรงเรียน และชุมชน มุ่งหวังสนับสนุนทุนการศึกษา พัฒนาโรงเรียนและชุมชน เสริมทักษะอาชีพและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืน สร้างอนาคตที่ดีให้เยาวชนของชาติ โรงเรียน และชุมชน

    เด็กหญิงนูรีซัน คล้ายเพ็ชร์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดสถิตย์ชลธาร อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ตัวแทนนักเรียนที่รับทุนการศึกษากล่าวว่า “หนูขอขอบคุณบริษัทแวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัทพลังโสภณ จำกัด ที่มอบทุนการศึกษาให้หนูและเพื่อน ๆ และขอบคุณมูลนิธิ EDF ที่ประสานงานระหว่างบริษัทและโรงเรียนและช่วยให้หนูและเพื่อน ๆ ให้ได้รับทุนการศึกษา ทุนการศึกษาที่หนูได้รับมีประโยชน์อย่างมากเพราะฐานะทางบ้านของหนูยากจน หนูได้ใช้ทุนการศึกษาที่ได้รับเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา หนูขอสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี คนดีของสังคม และช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อมีโอกาสในอนาคตค่ะ”

    สำหรับมูลนิธิ EDF เป็นองค์กรสาธารณกุศลลำดับที่ 255 ของประเทศไทย ที่ดำเนินงานตั้งแต่ พ.ศ.2530 เป็นต้นมา มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทยที่ยากจน รวมทั้งร่วมกับองค์กรต่าง ๆ จัดกิจกรรมซีเอสอาร์พัฒนาโรงเรียน และชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย การดำเนินงานของมูลนิธิได้รับการยอมรับจากองค์กรต่าง ๆ และได้รับรางวัล เช่น รางวัลยอดเยี่ยมองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งประเทศไทยประเภทองค์กรขนาดใหญ่จากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์  สถาบันคีนันแห่งเอเชีย  และ เดอะ รีซอร์ส  อัลลิอันซ์ รางวัลประกาศนียบัตรองค์กรสาธารณกุศลระดับ  5 ดาว ในการดำเนินงานและบริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพทางการเงิน และมีความโปร่งใสจากสมาคมกิฟวิ่ง แบค และประกาศนียบัตรรับรองการดำเนินงานด้านองค์กรที่ดำเนินงานโดยไม่แสวงผลกำไรจาก Charity Aids Foundation Group (CAF America) ซึ่งมอบให้องค์กรสาธารณกุศลทั่วโลกที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานการดำเนินงานครอบคลุมหลักธรรมาภิบาล  จดทะเบียนถูกต้อง รายงานการเงินประจำปีมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งเงินบริจาคและเงินสนับสนุนที่ส่งมอบให้มูลนิธิได้รับการนำไปใช้อย่างถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณกุศลอย่างแท้จริง เป็นต้น

    หน่วยงานและผู้สนใจทำกิจกรรมซีเอสอาร์ หรือมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนที่ขาดแคลนร่วมกับมูลนิธิ EDF สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล public@edfthai.org โทรศัพท์ 02-579-9209-11 (จันทร์-ศุกร์ 09.00-16.30 น.) หรือ Line: @edfthai รวมทั้งติดตามกิจกรรมการดำเนินงานได้ที่เฟสบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/edfthai เอ็กซ์ https://x.com/EDFFoundation เว็บไซต์ www.edfthai.org อินสตราแกรมภาษาไทยและภาษาอังกฤษ https://www.instagram.com/edfthailand/ และอินสตราแกรมภาษาญี่ปุ่น https://www.instagram.com/edfthai.jp/

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/24/619622/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rtniC1q_VCEfqzEg-dF-M

  • วันสิทธิผู้บริโภค 2026 ลดช่องว่างกฎหมาย ยกระดับ ‘สินค้าปลอดภัย’ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    วันสิทธิผู้บริโภค 2026 ลดช่องว่างกฎหมาย ยกระดับ ‘สินค้าปลอดภัย’ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    วันสิทธิผู้บริโภค 2026 ลดช่องว่างกฎหมาย ยกระดับ ‘สินค้าปลอดภัย’

    วันสิทธิผู้บริโภคสากล 2526 ชู “สินค้าปลอดภัย ผู้บริโภคเชื่อมั่น” ดันไทยสู่มาตรฐาน OECD พร้อมปรับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคให้เท่าทันโลกดิจิทัล

    วันที่ 15 มีนาคมของทุกปี คือ “วันสิทธิผู้บริโภคสากล” (World Consumer Rights Day) โอกาสสำคัญที่เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคทั่วโลกทั่วโลกจะออกมารณรงค์และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิของผู้บริโภค สำหรับปี 2569 สหพันธ์ผู้บริโภคสากล (Consumers International : CI) ได้กำหนดธีมรณรงค์ “Safe Products, Confident Consumers” หรือ “สินค้าปลอดภัย ผู้บริโภคเชื่อมั่น” เพื่อตอกย้ำว่าความปลอดภัยต้องเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของตลาด ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาย้อนกลับไปเมื่อปี 2502 แนวคิดเรื่องสิทธิผู้บริโภคได้รับการกล่าวถึงอย่างเป็นทางการครั้งแรกโดย จอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ก่อนจะกลายเป็นกระแสเคลื่อนไหวที่เกิดเป็นรูปธรรมเมื่อเครือข่ายภาคประชาชนรณรงค์และเรียกร้องสิทธิจนเกิดวันสิทธิผู้บริโภคสากลขึ้นครั้งแรก ในวันที่ 15 มีนาคม 2526

    ปัจจุบัน พลังของ “คนตัวเล็ก” ได้ถูกยกระดับผ่านสมาชิกกว่า 200 องค์กรใน 115 ประเทศ รวมถึงองค์กรผู้บริโภคในประเทศไทยอย่าง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ สภาองค์กรของผู้บริโภค ที่เป็นหนึ่งในสมาชิกของ สหพันธ์ผู้บริโภคสากล (Consumers International : CI) ร่วมกันสะท้อนและตอกย้ำว่าผู้บริโภคคือกลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่บ่อยครั้งกลับเป็นกลุ่มที่มีคนรับฟังเสียงน้อยที่สุด

    สินค้าออนไลน์กับโจทย์ความปลอดภัยที่รอคำตอบ

    15 มีนาคม 2569 “วันสิทธิผู้บริโภคสากล” (World Consumer Rights Day) ในปีนี้ สหพันธ์ผู้บริโภคสากล (Consumers International : CI) ได้กำหนดธีมรณรงค์ “Safe Products, Confident Consumers” หรือ “สินค้าปลอดภัย ผู้บริโภคเชื่อมั่น” เพื่อผลักดันให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องรับผิดชอบต่อมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า

    ทั้งนี้ ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD)  ระบุว่า มีสินค้าที่ถูกสั่งห้ามจำหน่ายหรือเรียกคืนเนื่องจากอันตรายถึง 87% ที่ถูกนำกลับมาวางขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ตัวเลขนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบกำกับดูแลในยุคดิจิทัล ซึ่งไม่เพียงเป็นความบกพร่องในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อสุขภาพของผู้คน โดยเฉพาะผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางและในกลุ่มประเทศรายได้น้อย อีกทั้งยังเพิ่มความท้าทายในการจัดการขยะ และปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย

    หัวข้อหลักในการรณรงค์ขององค์กรผู้บริโภคทั่วโลกในปีนี้ จึงมุ่งผลักดันการลดช่องว่างทางกฎหมาย และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าในระดับสากล โดยเชื่อมโยงกับความพยายามผลักดัน “มติสหประชาชาติว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าโลก” เพื่อให้ระบบนิเวศการค้าดิจิทัลไม่กลายเป็นช่องทางแพร่กระจายสินค้าด้อยคุณภาพที่กระทบทั้งชีวิตผู้คนและทรัพยากรของโลก

    เป้าหมายสำคัญของแคมเปญคือการผลักดันให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ผลิตและแพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องรับผิดชอบต่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการกระตุ้นให้หน่วยงานกำกับดูแลของรัฐยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สอดคล้องกับบริบทการค้าโลกยุคใหม่ พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพผู้บริโภคให้มีความรู้ เครื่องมือ และข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจ เพื่อเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้เสียหาย” ไปสู่ “ผู้บริโภคที่ตระหนักในสิทธิของตัวเอง”

    เพราะท้ายที่สุด ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไม่ได้เกิดจากคำโฆษณา แต่เกิดจากความมั่นใจว่าสินค้าที่ซื้อผ่านออนไลน์นั้น ปลอดภัยต่อชีวิตอย่างแท้จริง

    ไทยเดินหน้า สู่เป้าหมายสมาชิก OECD

    สำหรับประเทศไทย หนึ่งในเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของปี 2569 คือการสนับสนุนการยกระดับประเทศสู่การเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ซึ่งถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีมาตรฐานด้านเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล และการคุ้มครองผู้บริโภคในระดับสูง

    การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้เป็นเพียงสถานะเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เป็นการยืนยันว่าประเทศนั้นมีระบบกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่สอดคล้องกับหลักสากล ทั้งด้านการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายสาธารณะ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าและบริการในตลาด

    ทั้งยังช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและคู่ค้าระหว่างประเทศ สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศที่ยึดหลักนิติธรรมและการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการคุ้มครองผู้บริโภคให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ

    ในอีกมิติหนึ่ง มาตรฐานของ OECD ยังทำหน้าที่เป็นกรอบอ้างอิงสำคัญในการพัฒนานโยบายภายในประเทศ การยกระดับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว จึงไม่เพียงตอบโจทย์ภายใน แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อประชาคมโลกว่า ประเทศไทยพร้อมก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน

    ช่องว่างกฎหมายไทย กับข้อเสนอเพิ่มสิทธิผู้บริโภค

    อีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยยกระดับความปลอดภัยของสินค้าไทยได้คือการปรับแก้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค แม้ประเทศไทยจะมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาอย่างยาวนาน แต่สิทธิที่รับรองไว้ยังจำกัดเพียง 5 ประการ ขณะที่ในระดับสากล สหประชาชาติได้รับรองสิทธิผู้บริโภคพื้นฐาน 8 ประการตั้งแต่ปี 2528 ซึ่งครอบคลุมประเด็นร่วมสมัย เช่น การบริโภคอย่างยั่งยืน การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความปลอดภัยในโลกดิจิทัล

    จากช่องว่างทางกฎหมายดังกล่าว สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคฉบับใหม่ เพิ่มความหมาย “ผู้บริโภค” “ผู้ประกอบธุรกิจ” ให้เท่าทันยุคสมัย โดยเพิ่มนิยามของคำว่า “ผู้บริโภค” ให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยที่ซื้อสินค้ามาเพื่อจำหน่ายต่อ และผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการประกอบธุรกิจด้วย ส่วนคำว่า “ผู้ประกอบธุรกิจ” นั้นให้หมายความรวมถึง ผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล อีกทั้งยังเสนอให้เพิ่มนิยามของคำว่า “องค์กรผู้บริโภค” อีกด้วย

    นอกจากนี้ยังเสนอให้ ขยายการรับรองสิทธิเป็น 10 ประการ เพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงจากตลาดดั้งเดิมสู่ตลาดแพลตฟอร์มดิจิทัล ครอบคลุมสิทธิในการได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าและบริการ สิทธิในการเลือกโดยเสรี สิทธิในความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการ และสิทธิในความเป็นธรรมทางสัญญา ควบคู่กับการเน้นย้ำสิทธิในการได้รับความรู้เพื่อการบริโภคอย่างเท่าทัน การส่งเสริมการบริโภคที่ยั่งยืน การคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคล การรวมกลุ่มจัดตั้งองค์กรผู้บริโภค การเข้าถึงสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ตลอดจนสิทธิในการได้รับการพิจารณาเรื่องร้องเรียนและการชดเชยความเสียหายอย่างเป็นธรรม

    การขยายขอบเขตสิทธิเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มถ้อยคำในกฎหมาย หากเป็นการปรับโครงสร้างการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้เท่าทันโลกที่หมุนเร็วกว่าเดิม

    ทั้งนี้ เนื่องในโอกาสวันสิทธิผู้บริโภคสากล ปี 2569 สภาผู้บริโภค ขอเชิญชวนผู้บริโภคติดตามงานภายใต้หัวข้อ “สินค้าที่จำหน่ายบนแพลตฟอร์ม ต้องมีความปลอดภัยและมีมาตรฐาน” ในวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 – 12.00 น. ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจสภาองค์กรของผู้บริโภค และยูทูบ tccthailand


    อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้องได้

    World Consumer Rights Day 2026 to focus on ‘Safe Products, Confident Consumers’

    ปรับเพื่อเปลี่ยน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/240269_wcrd2026_article/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sYb3nbWGn3BQ-09fyZVT9

  • UOB ประเทศไทย ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษาไทย จาก “การเข้าถึง” สู่ “ศักยภาพการใช้งาน” – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    UOB ประเทศไทย ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษาไทย จาก “การเข้าถึง” สู่ “ศักยภาพการใช้งาน” – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรุงเทพ, 24 กุมภาพันธ์  2569 – ในขณะที่โรงเรียนไทยส่วนใหญ่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แล้ว ความท้าทายด้านการศึกษาได้ขยับจาก “การเข้าถึง” ไปสู่ “การพัฒนาศักยภาพการใช้เทคโนโลยีและความรู้ทางการเงินของเยาวชน” แม้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในโรงเรียนจะครอบคลุมมากขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์และการบูรณาการเทคโนโลยียังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยรายงานปี 2568 จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า โรงเรียนไทยโดยเฉลี่ยมีนักเรียนถึง 17 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สะท้อนความแตกต่างด้านคุณภาพการเข้าถึงอุปกรณ์และโอกาสในการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เดินหน้าขยายโครงการ UOB My Digital Space (MDS) ครอบคลุม 10 โรงเรียนทั่วประเทศ สนับสนุนห้องเรียนดิจิทัลและหลักสูตรความรู้ทางการเงินให้แก่นักเรียนกว่า 5,500 คนแห่งทั่วประเทศ เพื่อลดช่องว่างด้านอุปกรณ์และยกระดับศักยภาพการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนไทย โดยครูผู้สอนระบุว่า นักเรียนมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น, สามารถฝึกทำแบบฝึกหัดออนไลน์ด้วยตนเอง และลดข้อจำกัดจากการต้องใช้อุปกรณ์ร่วมกันหลายคน

    โครงการ UOB My Digital Space มุ่งแก้ไขช่องว่างดังกล่าวผ่านการจัดตั้ง “ห้องเรียนดิจิทัล” พร้อมอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ตามหลักสูตร เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ รวมถึงการสอดแทรกหลักสูตรการเงินออนไลน์ UOB Money 101: Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อเสริมทักษะด้านการบริหารเงินและความปลอดภัยดิจิทัล นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนการอบรมครู การพัฒนานักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 และจัดกิจกรรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์และทักษะชีวิตโดยพนักงานอาสาสมัครของยูโอบี

    การขยายโครงการในปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโรงเรียนต้นแบบ 3 แห่งที่ยูโอบีสนับสนุนตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งได้รับอุปกรณ์ดิจิทัล เครื่องมือการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพครูอย่างครบวงจร ตลอด 3 ปีการศึกษา โรงเรียนเหล่านี้พบการพัฒนาทักษะในวิชาหลักอย่างมีนัยสำคัญ โดยโรงเรียนหนึ่งมีสัดส่วนของนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มผลการเรียนสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31 เป็นร้อยละ 62 ขณะที่กลุ่มผลการเรียนต่ำลดลงจากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 10 ตามผลการประเมินหลังเรียนของสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ

    นายริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อมีความพร้อมมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความสามารถให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิผล และบริหารจัดการการเงินได้อย่างรอบคอบ ผลลัพธ์จากโรงเรียนต้นแบบสะท้อนว่าการเข้าถึงอุปกรณ์ เครื่องมือดิจิทัล และการเรียนรู้เรื่องการเงินอย่างเป็นระบบ สามารถช่วยเสริมศักยภาพนักเรียนได้จริง การขยายโครงการนี้ทำให้เราเข้าถึงนักเรียนกลุ่มกว้างขึ้น และช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะสำคัญที่จำเป็นต่ออนาคต”

    นางสาวกนกวรรณ โชว์ศรี ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า “การสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต้องมองไกลกว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การบูรณาการเทคโนโลยีในการเรียนรู้ประจำวัน ควบคู่กับการเสริมความรู้ทางการเงินที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดช่องว่างเชิงคุณภาพและเสริมโอกาสระยะยาวของนักเรียน”

    ผู้อำนวยการโรงเรียนจากโรงเรียนคลองยางประชานุสรณ์และโรงเรียนด่านช้างวิทยา ระบุว่า ห้องเรียนดิจิทัลได้ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ ลดการพึ่งพาอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานร่วมกัน และช่วยวางรากฐานความรู้ด้านการเงินอย่างเป็นระบบภายในห้องเรียน

    โครงการ UOB My Digital Space เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของธนาคาร ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเข้าถึงดิจิทัลและเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชน ผ่านรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ออกแบบให้ขยายผลได้อย่างเป็นระบบทั่วประเทศ โครงการนี้เริ่มต้นในประเทศสิงคโปร์ ก่อนขยายมายังประเทศไทยซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างโดดเด่น และต่อยอดสู่ประเทศอินโดนีเซียในลักษณะโครงการระยะหลายปี ปัจจุบัน UOB My Digital Space ช่วยยกระดับทักษะ ความรู้ และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับนักเรียนกว่า 100,000 คนทั่วภูมิภาค เพื่อเตรียมเยาวชนสู่โลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/24/619833/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UUU5jrCzrY2tKiFQ4l_Ap

  • เปิดแฟ้ม ครม.24 ก.พ.คลัง ชงแก้แผนบริหารหนี้สาธารณะ-พาณิชย์ รายงานปัญหานอมินีถือครองอสังหาฯ

    เปิดแฟ้ม ครม.24 ก.พ.คลัง ชงแก้แผนบริหารหนี้สาธารณะ-พาณิชย์ รายงานปัญหานอมินีถือครองอสังหาฯ

    เปิดแฟ้ม ครม.วันนี้คลังชงแก้ไขแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปี 2569 พร้อมชงร่างความตกลงมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี เพิ่มความสามารถบริหารการเงินในภูมิภาค พาณิชย์ชงรายงานผลการวินิจฉัยกรณีปัญหานอมินีต่างด้าวถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ 24 ก.พง 2569 มีวาระการประชุมที่สำคัญหลายเรื่อง โดยมีวาระที่น่าสนใจดังนี้

    ส่วนของเรื่องเพื่อพิจารณา กระทรวงการคลัง ได้เสนอวาระสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ การปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 ซึ่งเสนอโดยคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ และเสนอร่างความตกลงมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (CMIM Agreement) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการการเงินในภูมิภาค

    สำหรับเรื่องเพื่อทราบ มีประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่ ในด้านการศึกษาและสังคม: การเสนอร่างประกาศกระทรวงอุดมศึกษาวิจัย และนวัตกรรม (อว.) เสนอยกเลิกการใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 39/2559 เกี่ยวกับธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และข้อเสนอแนะในการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

    ในส่วนวาระที่เกี่ยวข้องกับด้านการทุจริตและกฎหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอมาตรการป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตในโครงการอาหารกลางวันนักเรียน

    กระทรวงพาณิชย์ เสนอรายงานผลการวินิจฉัยกรณีปัญหานอมินีต่างด้าวถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาข้อเสนอแนะเรื่องการแก้ไขกฎหมายบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด และโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง

    กระทรวงวัฒนธรรม เสนอรายงานการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญ ในเรื่องแนวทางการอนุรักษ์ฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ และวัฒนธรรม

    สำหรับเรื่องเพื่อทราบและวาระอื่นๆ ที่น่าสนใจได้แก่ ครม. จะรับทราบรายงานสถานะทางการเงิน ได้แก่ รายงานประจำครึ่งปีของธนาคารแห่งประเทศไทย และรายงานการเงินของเงินทุนหมุนเวียนเพื่อช่วยเหลือหนี้สินข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงสรุปผลการเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนในไตรมาสที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2569

    นอกจากนี้ ครม. ยังเตรียมรับทราบผลการพิจารณาของ กกต. ที่อนุมัติให้กระทรวงมหาดไทยใช้งบกลางปี 2569 จำนวนกว่า 2,203 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 และรับทราบการแต่งตั้งข้าราชการระดับทรงคุณวุฒิในสังกัดกระทรวง อว. และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่ง กกต.ได้เห็นชอบแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1222408&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hgu8ElAoMNaF276xB5sFO

  • นายก อบต.นรสิงห์ แถลงนโยบายต่อสภา ชูพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน-คุณภาพชีวิตประชาชน

    นายก อบต.นรสิงห์ แถลงนโยบายต่อสภา ชูพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน-คุณภาพชีวิตประชาชน

    นายก อบต.นรสิงห์ แถลงนโยบายต่อสภาฯ ก่อนเข้ารับตำแหน่ง เดินหน้าพัฒนาท้องถิ่นครบทุกมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน อาชีพ การศึกษา ผู้สูงอายุ และการบริหารโปร่งใส เปิดโอกาสประชาชนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนพื้นที่อย่างยั่งยืน

    วันที่ 24 ก.พ.69 สภาองค์การบริหารส่วนตำบลนรสิงห์ นำโดย นายลมัย นกขุนทอง ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลนรสิงห์ พร้อมสมาชิกสภาฯ คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และหน่วยงานราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ตำบลนรสิงห์ ได้เข้าร่วมประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลนรสิงห์ สมัยสามัญ สมัยที่ 1 ครั้งที่ 1/2569 ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลนรสิงห์ เพื่อให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนรสิงห์แถลงนโยบายและพิจารณาเรื่องอื่นๆ ตามอำนาจหน้าที่

    โดยการแถลงนโยบายครั้งนี้ ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาท้องถิ่นอย่างชัดเจน ครอบคลุมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน การส่งเสริมอาชีพและรายได้ การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม ตลอดจนการดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส พร้อมเน้นย้ำการบริหารงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่

    นายไพรัตน์ ทองหยอด นายก อบต.นรสิงห์ กล่าวว่า พร้อมทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น และขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันขับเคลื่อนตำบลนรสิงห์ให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/local-politics/131093&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BlIfAkgvj5gonz_8J7IbI

  • “ของแพง-ถูกปรับขึ้นภาษี” ผลกระทบต่อชาวรัสเซียหลัง 4 ปีที่ก่อสงครามในยูเครน  – BBC News ไทย

    “ของแพง-ถูกปรับขึ้นภาษี” ผลกระทบต่อชาวรัสเซียหลัง 4 ปีที่ก่อสงครามในยูเครน – BBC News ไทย

    คำบรรยายภาพ, โปสเตอร์เสนอเงินจำนวนมากสำหรับการเข้าร่วมกองทัพมีอยู่ทุกที่ในรัสเซีย
      • Author, สตีฟ โรเซนเบิร์ก
      • Role, บรรณาธิการแผนกรัสเซีย ประจำลีเปตสก์
    • เวลาอ่าน: 9 นาที

    เมื่อมองอย่างผิวเผิน ฤดูหนาวในเมืองเยเลตส์เสมือนบางสิ่งที่มาจากเทพนิยายรัสเซีย

    จากคันกั้นแม่น้ำผมมองเห็นโดมสีทองของโบสถ์ออร์โธดอกซ์ และเมื่อไล่สายตาลงมามีเหล่าชาวประมงกระจายตัวกันเจาะช่องตกปลาอยู่ตลอดแนวแม่น้ำที่เยือกแข็ง

    แต่ในเมืองแห่งนี้ที่อยู่ห่างจากมอสโกมาทางตอนใต้ราว 350 กิโลเมตร ความรู้สึกราวกับเทพนิยายเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น

    ณ ริมฝั่งแม่น้ำ ผมเห็นป้ายโฆษณารับสมัครคนเข้ากองทัพ โดยสัญญาว่าจะให้เงินก้อนเทียบเท่ากับ 15,000 ปอนด์ (กว่า 628,000 บาท) ให้กับใครก็ตามที่สมัครเข้าร่วมรบในยูเครน

    ใกล้ ๆ กันมีภาพโปสเตอร์อีกใบ เป็นภาพทหารรัสเซียนายหนึ่งกำลังเล็งเป้าด้วยปืนคาลาชนิคอฟ

    “เราอยู่ในที่ที่เราจำเป็นต้องไป” คือสโลแกนที่อยู่บนโปสเตอร์ใบนั้น

    ทางการรัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2022 มันถูกมองจากภายนอกรัสเซียว่าเป็นความพยายามที่จะบังคับให้ยูเครนตกอยู่ภายใต้อาณัติของรัสเซีย และล้มล้างความมั่นคงทางสถาปัตยกรรมทั้งหมดในยุโรปที่สั่งสมมาในยุคหลังสงครามเย็น

    ผู้นำรัสเซียคาดการณ์ถึงปฏิบัติการทางทหารที่สั้นและประสบความสำเร็จ แต่มันไม่ได้เป็นไปตามแผน

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    4 ปีต่อมา สงครามที่รัสเซียก่อกับยูเครนยังดำเนินต่อ มันกินเวลายาวนานกว่าสงครามอันโหดร้ายที่นาซีเยอรมนีเคยก่อกับสหภาพโซเวียตซึ่งรู้จักกันในชื่อ “มหาสงครามของผู้รักชาติ” (Great Patriotic War)

    และคุณสามารถมองเห็นผลกระทบบางอย่างจากในเมืองนี้ได้

    ภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาดยักษ์ที่ถูกวาดเต็มด้านหนึ่งของอาคารอะพาร์ตเมนต์เก้าชั้นในเมืองเยเลตส์ เป็นภาพใบหน้าของนายทหารรัสเซียห้านาย ซึ่งเป็นคนท้องถิ่นที่เสียชีวิตจากการสู้รบในยูเครน

    “เกียรติยศแด่วีรบุรุษของรัสเซีย!” ข้อความนี้ถูกวาดไว้ที่ด้านบนสุดของภาพ

    คำบรรยายภาพ, แผนที่แสดงส่วนหนึ่งของรัสเซีย ยูเครน และเบลารุส โดยแสดงตำแหน่งที่ตั้งของกรุงมอสโกอยู่ทางตอนเหนือ ส่วนเมืองเยเลตส์และลีเปตสก์อยู่ทางตอนใต้ลงมา โดยทั้งสองเมืองอยู่ห่างจากยูเครนไม่ถึง 300 กม.

    ทางการรัสเซียไม่เปิดเผยจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ปฏิบัติการทางการทหารพิเศษ” (special military operation) แต่เป็นที่รู้กันว่ารัสเซียประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ในสนามรบ มีหลากหลายเมืองและหมู่บ้านเหลือเกินที่ผมได้ไปเยี่ยมเยือนในช่วงสองปีที่ผ่านมา หมู่บ้านและเมืองเหล่านั้นมีพิพิธภัณฑ์และอนุสาวรีย์อุทิศแด่ทหารที่สิ้นชีวิตในยูเครน ไปจนถึงสุสานที่แยกโซนไว้ต่างหากสำหรับการเสียชีวิตจากสงครามนี้ในท้องถิ่นต่าง ๆ

    “สามีของเพื่อนฉันถูกสังหารจากการสู้รบที่นั่น ลูกชายของญาติฉัน และหลานชายของฉันด้วย” อิรินาหยุดคุยกับผมบริเวณฝั่งตรงข้ามของภาพจิตรกรรมฝาผนัง

    “มีคนถูกสังหารมากมาย ฉันรู้สึกสงสารเด็กเหล่านี้”

    อิรินาเป็นพนักงานตรวจตั๋วโดยสารที่สถานีรถประจำทาง เธอประสบกับความยากลำบากในการหาเลี้ยงชีพ

    “ค่าสาธารณูปโภคทำให้เราหายใจไม่ออก ราคาข้าวของกำลังบดขยี้เราซ้ำ มันยากมากที่จะผ่านไปได้”

    แม้ว่าเงินที่มีจะแทบไม่เหลือ แต่อิรินาก็ยังช่วยรวบรวมสิ่งของช่วยเหลือส่งไปให้ทหารรัสเซียที่แนวหน้า เธอไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์สงครามในยูเครน แต่เธอรู้สึกสับสน

    “ในมหาสงครามของผู้รักชาติ เรารู้ว่าเรากำลังสู้รบเพื่ออะไร” อิรินากล่าว “ฉันไม่แน่ใจว่าตอนนี้เรากำลังต่อสู้เพื่ออะไรอยู่”

    พรมแดนยูเครนอยู่ห่างจากที่นี่ออกไป 250 กิโลเมตร แต่บางครั้งก็ให้ความรู้สึกเหมือนแนวหน้าอยู่ใกล้เข้ามากว่านั้น ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งในภูมิภาคลีเปตสก์ของรัสเซียซึ่งเคยถูกโจมตีด้วยโดรนของยูเครน เจ้าหน้าที่ทางการได้ติดตั้งที่หลบภัยฉุกเฉินรอบเมืองเยเลตส์ไว้หลายแห่ง ผมเห็นที่หนึ่งอยู่ตรงป้ายโดยสารรถประจำทาง และอีกที่อยู่ในสวน

    โครงสร้างคอนกรีตเหล่านี้ตั้งตระหง่านราวกับเป็นอนุสาวรีย์ “ปฏิบัติการทางการทหารพิเศษ” ของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ก่อนทางการรัสเซียจะรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ ที่หลบภัยเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งจำเป็นเลย เพราะไม่เคยมีการโจมตีด้วยโดรนเข้ามายังรัสเซีย

    อาคารแฟลตต่าง ๆ ในเมืองเยเลตส์ถูกกำหนดให้ต้องจัดที่หลบภัยในห้องใต้ดินด้วยเช่นกัน

    “เสียงไซเรนดังเกือบทุกคืน” อิรินาอธิบาย “แต่ฉันไม่ได้ออกจากอาคารหรอก เราก็แค่เข้าไปในทางเดินที่ไม่มีทางต่าง”

    คำบรรยายภาพ, ก่อนรัสเซียจะรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ ที่หลบภัยเช่นนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรัสเซีย

    ในเมืองเยเลตส์ คุณสามารถพบเห็นสัญลักษณ์ของสงครามได้แม้ในสถานที่ที่ไม่คาดคิด ผมสังเกตเห็นว่าชื่อร้านแพนเค้กท้องถิ่นแห่งหนึ่งมีตัวอักษร V และ Z ในภาษาละติน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ “ปฏิบัติการทางการทหารพิเศษ” ประกอบอยู่ด้วย

    ป้ายด้านนอกร้านระบุว่า “คว้าแพนเค้กก่อน จากนั้นค่อยคว้าโลกทั้งใบ”

    ผมประหลาดใจ แต่แล้วผมก็นึกขึ้นได้ถึงสิ่งที่วลาดิเมียร์ ปูตินเคยกล่าวไว้

    “ที่ใดที่เท้าของทหารรัสเซียเหยียบไปถึง นั่นคือที่ของเรา” เขาประกาศที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อปีที่แล้ว

    สองปีก่อนหน้านี้ที่กรุงมอสโก ผมเห็นป้ายบิลบอร์ดอิเล็กทรอนิกส์ที่แสดงคำพูดของปูตินว่า “พรมแดนของรัสเซียไม่ได้สิ้นสุดลง ณ ที่ใด ๆ”

    สงครามคือการล้างผลาญทางการเงิน ด้วยการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจที่ซบเซาในรัสเซีย ทำให้รัฐบาลขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 20% เป็น 22% โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นจะถูกใช้ในด้าน “กลาโหมและความมั่นคง”

    สถานีโทรทัศน์ของทางการรัสเซียเองก็โน้มน้าวให้สาธารณชนเข้าใจ

    “เรามีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาของสงคราม สงครามที่ตะวันตกบีบบังคับเรา” ดมิตรี คิเซเลฟ ผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์บอกกับผู้ชม “เราต้องชนะมัน และเราไม่สามารถทำได้หากขาดงบประมาณสงคราม”

    ธุรกิจขนาดเล็กต่าง ๆ กำลังรู้สึกถึงแรงบีบนี้ ที่ร้านเบเกอรีในเมืองเยเลตส์ กลิ่นของขนมปังลูกเกด สโคน และขนมไส้ครีมที่เพิ่งอบสดใหม่นั้นหอมเย้ายวน แต่ร้านนี้ได้รับผลกระทบจากความถดถอยทางเศรษฐกิจและการขึ้นภาษีของรัสเซีย

    “เราจำเป็นต้องขึ้นราคา” อนาสเตเซีย บูโกวา เจ้าของร้านบอก “เพราะค่าสาธารณูปโภค ค่าเช่า และภาษีต่างก็ขึ้นกันทั้งหมด และการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มก็ทำให้วัตถุดิบของเรามีราคาแพงขึ้น”

    “ลองจินตนาการว่าเราต้องปิดกันหมดสิ ร้านเบเกอรีของเรา และร้านอาหารฝั่งตรงข้าม เราพยายามจะทำให้เมืองของเราดูดีอยู่ แต่ถ้าเราปิดแล้วจะเหลืออะไร แค่พื้นที่สีเทาเข้มเท่านั้นแหละ”

    คำบรรยายภาพ, “ปฏิบัติการทางการทหารพิเศษนั้นยอดเยี่ยม แค่ราคาข้าวของต่าง ๆ แพงขึ้นเท่านั้นเอง” แม้แต่ชาวรัสเซียที่สนับสนุนการรุกรานก็กำลังรู้สึกถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ

    ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์หนึ่งชั่วโมงจากเมืองเยเลตส์ ในเมืองหลวงของภูมิภาคลีเปตสก์ ผมเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่ย้ำเตือนเกี่ยวกับสงครามมากขึ้น ทั้งโปสเตอร์ทหารที่มากขึ้น และที่หลบภัยที่มีหลายจุดมากขึ้น

    แต่ที่บันไดของอาคารอะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง อีวาน ปาฟโลวิช กำลังกังวลกับท่อประปาที่กำลังรั่ว น้ำแข็งที่เกาะผนังอาคาร และลิฟต์ที่ไม่ทำงานมากกว่า

    ข้าราชการบำนาญรายนี้กำลังหัวเสียที่ไม่มีใครเข้ามาซ่อมมัน และเขาก็บ่นถึงราคาข้าวของแพงกับค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มสูงขึ้น

    แต่เขาคิดว่าต้องโทษสงครามหรือเปล่า ?

    “ถ้าผมยังเด็กกว่านี้ ผมจะไปร่วมรบที่นั่น” อีวานบอกกับผม “ปฏิบัติการทางการทหารพิเศษนั้นยอดเยี่ยม แค่ราคาข้าวของต่าง ๆ แพงขึ้นเท่านั้นเอง เงินบำนาญก็เพิ่มขึ้น แต่ราคาของแพงขึ้นไปกว่านั้นอีก ดังนั้นผมได้อะไรน่ะหรือ ไม่ได้สักอย่าง”

    “แน่นอน เราจะอยู่อย่างสุขสบายกว่านี้ถ้าไม่มีปฏิบัติการพิเศษทางการทหาร” เขากล่าวเสริม “พวกเขาใช้เงินไปกับมันมาก ผู้คนก็ให้ในสิ่งที่พวกเขาให้ได้ เราจำเป็นต้องช่วย ผมไม่บ่นหรอก”

    ชาวรัสเซียรู้สึกว่าชีวิตของพวกเขายากลำบากขึ้น มีน้อยคนที่เชื่อว่าพวกเขามีอำนาจที่จะเปลี่ยนมันได้ เมื่อสงครามล่วงเข้าสู่ปีที่ 5 น้อยคนนักที่จะยังมองโลกในแง่ดี หลายคนที่นี่ก็แค่ก้มหน้ารอและหวังว่าจะมีช่วงเวลาที่ดีกว่านี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/clyzjj1yy4ro.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rH81y6GUbWR6rvTvVKaJC

  • โกลบอลกรีนเคมิคอล และสถาบันอาทิตย์อุไรรัตน์ ลงนามร่วมมือด้านการศึกษา

    โกลบอลกรีนเคมิคอล และสถาบันอาทิตย์อุไรรัตน์ ลงนามร่วมมือด้านการศึกษา

    เศรษฐกิจ

    โกลบอลกรีนเคมิคอล และสถาบันอาทิตย์อุไรรัตน์ ลงนามร่วมมือด้านการศึกษา

    วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.48 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    โกลบอลกรีนเคมิคอล และสถาบันอาทิตย์อุไรรัตน์ ลงนามร่วมมือด้านการศึกษา

    บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC และสถาบันอาทิตย์ อุไรรัตน์ (AOI) ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ(Memorandum of Understanding: MOU) เพื่อความร่วมมือด้านการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง การศึกษาระดับมัธยมศึกษากับภาคอุตสาหกรรม บันทึกความเข้าใจฉบับนี้กำหนดกรอบความร่วมมือในการจัดโครง การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียนซึ่งบูรณาการการเรียนรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์จากภาคอุตสาหกรรมสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ส่งเสริมนวัตกรรม และสนับสนุนความยั่งยืน

     นายกฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC กล่าวว่า  “ความร่วมมือระหว่าง GGC และ AOI สอดคล้องกับแนวทาง การดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัทฯ โดยเฉพาะในมิติด้านสังคม (Social) ที่มุ่งส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา และการพัฒนา ศักยภาพเยาวชน พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนา ที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) ในด้านการศึกษา ที่มีคุณภาพ

    โดยความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ GGC ในการมีส่วนร่วม พัฒนาสังคม ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ จากภาคอุตสาหกรรมสู่สถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยบริษัทฯ คาดหวังว่ากิจกรรมภายใต้ความร่วมมือนี้จะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม และเกิดแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเองต่อไปครับ”

    ดร.อภิรมณ อุไรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สถาบันอาทิตย์ อุไรรัตน์ กล่าวในพิธีลงนามว่า“การศึกษาไม่ควรจำกัด อยู่เพียงในห้องเรียน ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความเชื่อของเราว่า ความร่วมมือที่มีความหมายกับภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้นักเรียน สำหรับบริบทของโลกยุคปัจจุบัน พร้อมทั้งเสริมสร้างคุณค่าด้านความรับผิดชอบ นวัตกรรม และความยั่งยืน”

    อย่างไรก็ตามภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว นักเรียนจะได้รับโอกาสเรียนรู้เกี่ยว กับสภาพแวดล้อมการทำงานในระดับวิชาชีพ และการประยุกต์ ใช้ความรู้ในด้านธุรกิจ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเกิดใหม่ โดยโครงการต่าง ๆ จะได้รับการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้านของ GGC และดำเนินการภายใต้มาตรฐาน    ด้านความปลอดภัยและการปฏิบัติงานของบริษัท

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/466994&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KkTjIXhjVFNoY1k6LtZm5

  • “ดูคะแนนสอบท้องถิ่น 68” อัปเดตล่าสุด เช็กลำดับบัญชีเรียกรายงานตัวบรรจุแต่งตั้ง

    “ดูคะแนนสอบท้องถิ่น 68” อัปเดตล่าสุด เช็กลำดับบัญชีเรียกรายงานตัวบรรจุแต่งตั้ง

    “ดูคะแนนสอบท้องถิ่น 68” เช็กลำดับบัญชีเรียกมารายงานตัวบรรจุและแต่งตั้ง อัปเดตล่าสุดเว็บไซต์ https://dla-local2568.thaijobjob.com/ ยังไม่มีขึ้นเมนู “ตรวจสอบผลคะแนนสอบ”

    วันที่ 23 ก.พ. 69 จากกรณีที่ คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ได้ประกาศการขึ้นบัญชีและการยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 (ยกเว้นกลุ่มภาคใต้ เขต 1 และเขต 2) ไปแล้วนั้น 

    โดยผู้สมัครสามารถตรวจสอบลำดับ “บัญชีเรียกมารายงานตัว” เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 1 ได้ที่นี่ คลิกเพื่ออ่าน

    ทั้งนี้ กสถ. ระบุว่า การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ตามประกาศนี้ เป็นการขึ้นบัญชีตามผลคะแนนและตามคำรับรองคุณสมบัติของผู้สมัครสอบ ฉะนั้น หากปรากฏภายหลังว่าผู้สมัครสอบรายใดมีคุณสมบัติทั่วไป หรือคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งไม่ตรงตามประกาศรับสมัครสอบ หรือคุณวุฒิการศึกษาที่ยื่นสมัครสอบ ก.จ. ก.ท. ก.อบต. ก.พ. หรือ ก.ศ. มิได้รับรองว่าเป็นคุณวุฒิตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง และเป็นสาขาวิชาหรือทางตรงตามประกาศรับสมัครสอบ ให้ถือว่าผู้สมัครสอบเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการสมัครสอบครั้งนี้มาตั้งแต่ต้น 

    จึงไม่มีสิทธิได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้เข้ารับราชการ ถึงแม้ว่าผู้สมัครสอบแข่งขันรายนั้นจะเป็นผู้สอบแข่งขันได้ หรือหากผู้นั้นได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใดแล้ว ขอสงวนสิทธิ์ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งผู้นั้น ในการออกคำสั่งยกเลิกการบรรจุและแต่งตั้งผู้นั้นได้ในภายหลัง 

    อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อมูลที่โลกออนไลน์มีการแชร์กันต่อว่า ในวันนี้ (23. ก.พ.) ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จะเปิดระบบให้ผู้สมัครสามารถเข้า “ตรวจสอบผลคะแนนสอบ” ได้อย่างเป็นทางการนั้น 

    จากการตรวจสอบที่หน้าเว็บไซต์ เมื่อเวลา 16.00 น. พบว่ายังไม่มีการขึ้นปุ่มให้กดดูคะแนนแต่อย่างใด ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบอีกครั้ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2915925&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aH024XdtvVB7Nel5mDBXd

  • ยกระดับการศึกษาไทย นฤมล ไฟเขียว หลักเกณฑ์เทียบระดับกรอบคุณวุฒิฯ

    ยกระดับการศึกษาไทย นฤมล ไฟเขียว หลักเกณฑ์เทียบระดับกรอบคุณวุฒิฯ

    ยกระดับการศึกษาไทย นฤมล ไฟเขียว หลักเกณฑ์เทียบระดับกรอบคุณวุฒิฯ

    วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.22 น.

    เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)  ได้รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะกรรมการฯ ซึ่งเป็นผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร ชั้น 3 อาคาร 56 ปี สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ได้พิจารณาวาระสำคัญในเรื่องของการให้ความเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความสอดคล้องของหลักสูตรและการเทียบระดับตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อกำหนดกรอบ แนวทาง และกระบวนการในการพิจารณารับรองและขึ้นทะเบียนหลักสูตร ที่สอดคล้องตามระดับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติที่เป็นมาตรฐาน และสามารถนำไปใช้ในการเทียบโอนผลลัพธ์การเรียนรู้และการสะสมหน่วยกิตในระบบธนาคารหน่วยกิต โดยมีมิติการพิจารณา 3 ด้าน ได้แก่ การออกแบบหลักสูตรและการกำหนดระดับ การวัดและประเมินผล และการประกันคุณภาพ  ทั้งยังได้พิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน ชื่อหลักสูตร/รายวิชา ความเป็นมา/หลักการ (ถ้ามี) วัตถุประสงค์ ผลลัพธ์การเรียนรู้ โครงสร้างหลักสูตร/รายวิชา ความสอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ตามระดับ NQF ความสอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ/มาตรฐานอื่น ๆ เป็นต้น 

    นฤมล

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ให้ความเห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับแนวทางการเทียบระดับสมรรถนะภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี และภาษาจีน) ตามระดับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นแนวทางการเทียบเคียงระดับความสามารถทางภาษาทั้ง 4 ภาษา กับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ พร้อมให้สภาการศึกษารับข้อสังเกตและข้อเสนอของคณะกรรมการ ไปปรับปรุงก่อนนำที่จะแจ้งเวียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบอีกครั้ง ก่อนจะดำเนินการในขั้นตอนประกาศใช้ต่อไป 

    พร้อมทั้งได้รับทราบถึงการคงอยู่ของคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ซึ่งได้เห็นชอบให้คณะกรรมการต่าง ๆที่แต่งตั้งโดยมติ ครม.ชุดเดิมของ ศธ. จำนวน 15 คณะ คงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป โดยมีองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ รองนายกรัฐมนตรี (ที่กำกับดูแลงานคุณวุฒิการศึกษาและมาตรฐานอาชีพ) เป็นประธานกรรมการ รมว.ศธ. เป็นรองประธานกรรมการฯ และมีกรรมการอีก 33 คน เพื่อทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและกลยุทธ์การขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ส่งเสริมพัฒนามาตรฐานอาชีพ ส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ และพัฒนาระบบการสะสมและเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ของผู้เรียนและกำลังคน พัฒนาระบบฐานข้อมูล ตลอดจนผลักดันการเชื่อมโยงกรอบคุณวุฒิแห่งชาติกับกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนและสากล 

    นฤมล

    ในส่วนของการขับเคลื่อนงานกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ และธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานเพื่อเชื่อมโยงระบบการเรียนรู้ของภาคการศึกษา ให้ยึดโยงกับมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ตลาดแรงงานยอมรับ และสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้แก่คนที่อยู่ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษาได้เทียบโอนประสบการณ์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงรองรับการดำเนินงานตามแนวทางของการเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (ASEAN Qualifications Reference Framework: AQRF) ซึ่งจะส่งผลต่อการผลิตและพัฒนากาลังคนของประเทศให้มีสมรรถนะ (Competency) ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในประเทศและสากล โดยที่ผ่านมาได้มีการดาเนินงาน ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 เช่น การกำหนดนโยบายและกลยุทธ์การขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกิดความตระหนักถึงประโยชน์ของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ แต่ยังคงพบว่า ไม่มีกฎ ระเบียบ และข้อกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ในการดำเนินงาน ส่วนการเร่งรัดส่งเสริมการพัฒนามาตรฐานอาชีพที่สนับสนุนการยกระดับคุณภาพการศึกษา พบว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบงานมาตรฐานอาชีพมีการทบทวนและพัฒนามาตรฐานให้มีความเป็นสากลและเป็นปัจจุบัน ซึ่งจะต้องมีการพัฒนามาตรฐานอาชีพให้เป็นปัจจุบันและครอบคลุมสาขาอาชีพที่มีจัดการศึกษาในประเทศต่อไป 

     “ที่ประชุมได้รับทราบผลการขับเคลื่อนงานภายใต้คณะกรรมการกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน ได้แก่ การพัฒนาแนวทางการยกระดับกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) ในฐานะกรอบคุณวุฒิระดับภูมิภาคตามที่ประเทศสมาชิกได้เข้าร่วมสนทนากลุ่ม ในประเด็นสำคัญ คือ การรับรองคุณวุฒิดิจิทัล การส่งเสริมหลักการประกันคุณภาพ การเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนกับภูมิภาค/ประเทศที่สาม การดาเนินงานขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนตามเกณฑ์ที่ 11 โดยประเทศไทย ได้นำเสนอแนวปฏิบัติในการขับเคลื่อนเกณฑ์ที่ 11 ในการระบุระดับ AQRF ในเอกสารรับรองคุณวุฒิระดับชาติ การดำเนินงาน/กิจกรรมที่ประเทศไทยได้รับมอบหมายจากที่ประชุมคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมเพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติในการขับเคลื่อนเกณฑ์ที่ 11 ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 นี้ พร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการ AQRF ครั้งที่ 17 ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ที่กรุงเทพมหานคร เช่นกัน โดยสภาการศึกษาจะได้ประสานขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นเจ้าภาพร่วมจัดประชุมฯ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    นฤมล

    นฤมล

    นฤมล

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/948673&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kLpw10nl65mMjDcK-FtE4