ทั้งนี้ สถาบัน IBERD จะทำหน้าที่ประสานขับเคลื่อนโครงการกับสถาบัน Japan Health and Research Institute (JPHRI) ของประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ ประสบการณ์บริหารจัดการและการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ และทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง พัฒนาศักยภาพบุคลากร ต่อยอดธุรกิจการตลาด เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Economy) รวมถึงการประสานงานกับแหล่งทุนสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาแผนงานของโครงการ ส่วนกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ทำหน้าที่สนับสนุนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ ข้อมูลทางวิชาการด้านคุณภาพและศักยภาพน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติที่จะสามารถพัฒนานำมาใช้ประโยชน์เพื่อความยั่งยืน รวมทั้งการสนับสนุนข้อมูลและประสานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยน้ำบาดาล
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรภาคธุรกิจ และองค์กรชั้นนำ จัดพิธีเปิดโครงการ “TOP Green PLUS (TOP Green+)” หลักสูตรผู้นำระดับสูงที่มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้นำองค์กรให้สามารถ “พลิกความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม” ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ เปิดมุมมองใหม่ในการสร้างคุณค่า เสริมความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนที่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในระดับองค์กรและระดับสังคม
หลักสูตร TOP Green PLUS ในปีนี้ วางเป้าหมายให้ “ความยั่งยืน” ก้าวข้ามกรอบของการเรียนรู้เชิง แนวคิดไปสู่ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงเงื่อนไขการแข่งขัน โอกาสทางธุรกิจ และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในโลกที่ มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จขององค์กร พร้อมเสริมเครื่องมือและกรอบคิดที่ ช่วยให้ผู้นำสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
พิธีเปิดโครงการ “TOP Green PLUS (TOP Green+)” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการ ซึ่งได้กล่าวถึง “Top Green PLUS รุ่นที่ 2 ว่าเป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทย เนื้อหาในหลักสูตรนี้จะเข้มข้นกว่าเพียงการเรียนในห้องเรียน แต่เป็นการวางยุทธศาสตร์เพื่อนำพาองค์กรและประเทศชาติไปสู่เป้าหมายที่มากกว่าความยั่งยืน”
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ปาฐกถาพิเศษโดยสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมในมิติเศรษฐกิจและความต่อเนื่องทางธุรกิจว่า ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาทรัพยากรน้ำ มลพิษ และแรงกดดันด้านกฎระเบียบ กำลังกลายเป็น “ต้นทุนแฝง” ที่ส่งผลต่อการดำเนินงานจริงของภาคธุรกิจมากขึ้น พร้อมส่งสัญญาณให้ภาคเอกชนเร่งยกระดับการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และผลักดันแนวคิด Research to Commercial เพื่อขยายการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปใช้จริง โดยหลักสูตร TOP Green PLUS จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมองค์ความรู้เชิงวิชาการกับการบริหารจัดการเชิงธุรกิจให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้
ในปีนี้ โครงการได้รับการสนับสนุนจากองค์กรภาคีเครือข่ายสำคัญ ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย (FTI), UN Global Compact Network Thailand, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายการกำกับดูแล การใช้ข้อมูล การบริหารความเสี่ยง และการขยายผลสู่โอกาสทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
สำหรับ TOP Green PLUS มุ่งสร้างเครือข่ายผู้นำองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ และมีความสามารถในการขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมตั้งแต่ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่าน การกำกับดูแล และการใช้ข้อมูล การบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือเชิงระบบ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว สอบถามข้อมูลได้ที่โทร. 06-5636-9873 หรือ topgreenplus@gmail.com