Category: วัฒนธรรม

  • “ความจริงจะปรากฏ!” ไอติม พริษฐ์ ท้าชน กกต. หลังโดนแจ้งจับปมถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง | เดลินิวส์

    “ความจริงจะปรากฏ!” ไอติม พริษฐ์ ท้าชน กกต. หลังโดนแจ้งจับปมถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 27 ก.พ. จากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้ง ทั้ง สส.แบบแบ่งเขต และ สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กทม. เมื่อวันที่ 22 ก.พ. นั้น

    ล่าสุด ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ที่มีข่าวเป็น 1 ใน 6 รายชื่อบุคคลที่ กกต. แจ้งความให้มีการดำเนินคดี โพสต์ข้อความระบุว่า รับทราบจากข่าวว่า กกต. ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผม สืบเนื่องมาจากการทำหน้าที่ของผมในการตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้งที่ผ่านมา

    ผมยินดีเข้าสู่กระบวนการ เพราะผมไม่เคยกลัวความจริง และความจริงจะปรากฏว่าผมไม่ได้ดำเนินการใดๆ ที่ผิดต่อกฎหมาย

    ผมได้แต่เพียงหวังว่า หากกระบวนการในชั้นศาล นำไปสู่การเปิดเผยข้อเท็จจริงหรือหลักฐานต่างๆ ที่ประชาชนสงสัยและยังไม่เคยได้รับคำตอบจาก กกต. ทาง กกต. เอง จะไม่หลีกหนีความจริง และจะพร้อมรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองเช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5639867/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eMbOghnMc0qVIy437ApGS

  • การลูกเสือเพื่อการพัฒนาเยาวชนไทยให้มีความเป็นเลิศ

    การลูกเสือเพื่อการพัฒนาเยาวชนไทยให้มีความเป็นเลิศ

    เสียชีพอย่าเสียสัตย์…. “การพัฒนาคนให้เป็นคนดีของสังคมนั้น จะต้องมีพื้นฐานจากการยึดมั่นในคำสัญญาที่จะปฏิบัติตามกฏและกติกาของสังคม และยึดมั่นในเกียรติและศักดิ์ศรีของตน” การพัฒนาเยาวชนถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาว ระบบการศึกษาจึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการพัฒนาความรู้เชิงวิชาการ หากแต่ต้องเสริมสร้างทักษะชีวิต (Life Skills) คุณธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่กันไป การลูกเสือเป็นกระบวนการพัฒนาเยาวชนที่มุ่งเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรม วินัย ความเป็นผู้นำ และความรับผิดชอบต่อสังคม มากกว่าคนเก่งแต่ทฤษฎี ซึ่งก็คงไม่มีใครคิดแย้งในบริบทดังกล่าวนี้ หรือถ้ามีก็น่าที่จะนำมาเป็นส่วนให้ศึกษาเพิ่มเติมจากงานวิจัยในระดับดุษฎีบัณฑิต เรื่อง “การพัฒนากิจการลูกเสือไทยในยุคสังคมปกติใหม่” ที่ผมได้เป็นผู้ทำงานวิจัยนี้ได้ โดยงานวิจัยที่ผ่านมา ได้นำไปสู่บทความที่หลากหลาย และในบทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของการลูกเสือในการพัฒนาเยาวชนไทยให้มีคุณภาพ โดยพิจารณาจากแนวคิดพื้นฐาน กระบวนการเรียนรู้ และผลลัพธ์เชิงพฤติกรรมที่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทยในศตวรรษที่ 21 ผลการวิเคราะห์พบว่า การลูกเสือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างทุนมนุษย์ (Human Capital) และทุนทางสังคม (Social Capital) ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะได้ดีที่สุด

    ข้าไม่ต้องการตำราเรียนที่เดินได้ ที่ข้าอยากได้นั้น คือเยาวชนที่เป็นสุภาพบุรุษ ซื่อสัตย์ สุจริต มีอุปนิสัยใจคอดี  คือพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย ซึ่งทรงเน้นย้ำถึงการสร้างคนดีมีคุณธรรมมากกว่าคนเก่งแต่ทฤษฎี

    การลูกเสือจึงเป็นหนึ่งในกลไกทางการศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในบริบทดังกล่าว โดยความรู้ทางวิชาการนั้นสามารถศึกษาได้จากในห้องเรียนหรือจะเป็นการเรียนแบบออนไลน์ก็ได้ในสมัยปัจจุบัน แต่วิชาลูกเสือนั้นต้องลงมือทำถึงจะเห็นผลที่ชัดเจน เรียนอยู่แต่ในห้องเรียนคงไม่ได้ สำหรับในประเทศไทย การลูกเสือดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ซึ่งมีภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนากิจการลูกเสือให้สอดคล้องกับนโยบายการศึกษาของชาติ และเป้าหมายการพัฒนาเยาวชนอย่างยั่งยืน

    แนวคิดและหลักการของการลูกเสือ….กิจการลูกเสือก่อตั้งขึ้นโดย โรเบิร์ต เบเดน-โพเวลล์ โดยมีหลักการสำคัญคือ “การเรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติ” (Learning by Doing) คือการลงมือทำ ซึ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม หลักการสำคัญของการลูกเสือนั้นประกอบด้วย การยึดมั่นในคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง การรับผิดชอบต่อส่วนรวม การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง กระบวนการดังกล่าวทั้งหมดจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณลักษณะภายใน (Inner Development) ควบคู่กับทักษะภายนอก (Outer Competencies) ให้แก่เยาวชนและคนในชาติ

    กระบวนการพัฒนาเยาวชนผ่านกิจกรรมลูกเสือ กิจกรรมลูกเสือมีลักษณะเป็นกิจกรรมเชิงประสบการณ์ เช่น การอยู่ค่ายพักแรม การเดินทางไกล การฝึกทักษะเอาตัวรอด และกิจกรรมรอบกองไฟ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางการพัฒนา ดังนี้

    • ด้านวินัยและความรับผิดชอบ: การปฏิบัติตามกฎระเบียบและบทบาทหน้าที่ในหมู่ลูกเสือ
    • ด้านภาวะผู้นำและการทำงานเป็นทีม: การมอบหมายหน้าที่และการตัดสินใจร่วมกัน
    • ด้านความเข้มแข็งทางจิตใจ: การเผชิญความท้าทายในสภาพแวดล้อมจริง
    • ด้านคุณธรรมและจริยธรรม: การยึดมั่นในคำปฏิญาณและการบำเพ็ญประโยชน์

    โดยกระบวนการดังกล่าวนั้น สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาเยาวชนเชิงบูรณาการ (Holistic Youth Development)

    การลูกเสือกับการสร้างพลเมืองคุณภาพในศตวรรษที่ 21 ในบริบทของสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เยาวชนจำเป็นต้องมีทักษะสำคัญ เช่น การคิดวิเคราะห์ มึความคิดสร้างสรรค์ มีความฉลาดทางอารมณ์ การสื่อสารที่ดี การทำงานร่วมกัน การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และความรับผิดชอบต่อสังคม การลูกเสือมีบทบาทสนับสนุนการพัฒนาทักษะเหล่านี้ผ่านกิจกรรมที่เน้นการปฏิบัติจริงและการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม นอกจากนี้ การบำเพ็ญประโยชน์ของลูกเสือยังส่งเสริมการสร้างจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นพื้นฐานของความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน

    การลูกเสือเป็นกระบวนการพัฒนาเยาวชนที่มีโครงสร้างชัดเจนและมีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของพลเมืองไทย ทั้งด้านวินัย ความรับผิดชอบ ภาวะผู้นำ และจิตสาธารณะ เพื่อให้การลูกเสือสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงคุณภาพได้อย่างยั่งยืน ควรมีการสนับสนุนการพัฒนาครูผู้กำกับลูกเสืออย่างต่อเนื่อง บูรณาการกิจกรรมลูกเสือเข้ากับการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต ส่งเสริมการวิจัย เพื่อการประเมินผลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับผลลัพธ์ของการลูกเสือ

    สรุปได้ว่า…การลูกเสือมิใช่เพียงกิจกรรมเสริมทางการศึกษา แต่เป็นเครื่องมือเชิงระบบที่สำคัญมากในการพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็น “พลเมืองคุณภาพ” ที่มีความพร้อมทั้งด้านความรู้ คุณธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว และเชื่อได้ว่า ไม่มีวิชาใดที่จะสร้างคนให้เป็นคนดี คนเก่ง ได้เท่าวิชาลูกเสือ สิ่งที่สำคัญคือ รัฐบาลต้องให้การสนับสนุนกิจการลูกเสือ ให้งบประมาณในการทำวิจัย พัฒนาค่ายลูกเสือ บำรุงรักษาค่ายลูกเสือที่มีอยู่ทั่วประเทศให้มีความพร้อม มีการควบคุมราคาชุดลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมฝึกอบรมลูกเสือและพัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ และจะต้องหาวิธีกำจัดผู้ที่ด้อยค่ากิจการลูกเสือให้เข้าใจถึงความสำคัญอย่างถ่องแท้ ที่สำคัญที่สุดคือจะต้องแก้กฎหมายให้ทันสมัย ปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการกิจการลูกเสือให้ออกนอกกรอบการควบคุมของข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ ทำองค์กรให้ทันต่อโลก ศึกษาเพิ่มเติม ต่อยอดกับองค์กรลูกเสือนานาชาติให้ทัน  เพราะนี่ถือเป็นนโยบายสาธารณะที่สำคัญของการพัฒนาประเทศเลยทีเดียว

    บทความ คอลัมน์ พิจารณ์นโยบายสาธารณะ กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

    ดร. ไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว
    กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/articles-news/954512/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37w3tYQQDGVJ8CHshIKYTx

  • ICN แบ็คล็อกหรู2.65พันล. ดันรายได้ปี69โตเท่าตัว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ICN แบ็คล็อกหรู2.65พันล. ดันรายได้ปี69โตเท่าตัว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ICN ลั่นผลงานปี 69 โตเท่าตัวพร้อมโชว์แบ็คล็อกพุ่งแตะ2,650ลบ. โต80% พร้อมประกาศจ่ายปันผลอีก0.09 บ./หุ้น ยิลด์กว่า 8%

    ICN หรือ บมจ.อินฟอร์เมชั่น แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น เน็ทเวิร์คส โดย ธรรมวัฒน์ อุชุไพบูลย์วงศ์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าประมูลงานใหม่ต่อเนื่องทั้ง โครงการจัดหาอุปกรณ์การศึกษา   (Tablet) และโครงการ USO เฟส3 หนุนแบ็คล็อกที่มีราว 2,650 ลบ.โตราว 80% จากปี67 อยู่ที่ 1,529 ลบ.

    ลุ้นโครงการ Tabletต่อ

    โดยงานส่วนใหญ่ที่บริษัทได้ อาทิ โครงการจัดหาอุปกรณ์การศึกษา   (Tablet)  ซึ่งได้รับงานแล้วบางส่วน คิดเป็นมูลค่ากว่า 600 กว่าล้านบาท และงานเช่าซื้อวิทยุพื้นที่ภาคใต้ของการไฟฟ้าภูมิภาคกว่า 300 กว่าล้านบาท และงานดิจิตอลชุมชนอีก 500 กว่าล้าน และงานบำรุงรักษา IP access  ของการไฟฟ้าภูมิภาค โซนภาคเหนือ อีสาน และใต้

    ปันผลเด่นยิลด์กว่า8%

    ดังนั้นบริษัทคาดหวังผลงานทั้งปี 69 เติบโตเท่าตัวจากปี68 ที่รายได้ราว 1,112 ลบ. และกำไรสุทธิ 103.2 ลบ.พร้อมกันนี้คณะกรรมการยังมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.09 บาท โดยจ่ายจากผลการดำเนินงานปี 68 และกำไรสะสม ขึ้น XD วันที่ 11 มี.ค.69 และกำหนดจ่าย วันที่ 21 พ.ค.69 (ซึ่งจ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.06 บ.) รวมจ่ายเงินปันผลเป็นเงิน 0.15 บ./หุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายปันผลราว8%ต่อปี

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/26/620729/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xBMjmAxC7iNwPHQ_XlzcY

  • รายงานของอารักชีเกี่ยวกับการเจรจารอบที่สามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ

    รายงานของอารักชีเกี่ยวกับการเจรจารอบที่สามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ

    รายงานของอารักชีเกี่ยวกับการเจรจารอบที่สามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเขียนในทวิตเตอร์ว่า:

    ความคืบหน้าเพิ่มเติมได้เกิดขึ้นในการปฏิสัมพันธ์ทางการทูตของเรากับสหรัฐอเมริกา
    การเจรจารอบนี้ถือเป็นขั้นตอนที่เข้มข้นที่สุดจนถึงขณะนี้ การหารือได้สิ้นสุดลงด้วยความเข้าใจร่วมกันว่า เราจะดำเนินการเจรจาต่อไปอย่างละเอียดและแม่นยำมากยิ่งขึ้นในประเด็นสำคัญที่จำเป็นต่อข้อตกลงใด ๆ รวมถึงการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านนิวเคลียร์
    ควบคู่ไปกับเส้นทางทางการเมือง ทีมงานด้านเทคนิคจะมารวมตัวกันที่กรุงเวียนนาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ภารกิจของพวกเขามีความสำคัญและจำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภารกิจของเรา
    เราขอขอบคุณโอมานสำหรับการไกล่เกลี่ยอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ และขอแสดงความขอบคุณต่อสวิตเซอร์แลนด์สำหรับการเป็นเจ้าภาพการเจรจาอีกหนึ่งรอบ

  • ปิดจบ 844 วัน ผลงาน 3 รัฐบาล คืบหน้าแค่ไหน?

    ปิดจบ 844 วัน ผลงาน 3 รัฐบาล คืบหน้าแค่ไหน?

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-298&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12-q_eDuQsULLE0kOs-md7

  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจับมือสถาบัน IBERD และอีก 7 องค์กรภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ลงนาม MOU ประกาศความร่วมมือบูรณาการพัฒนา “น้ำพุร้อนธรรมชาติไทย สู่เศรษฐกิจเชิงสุขภาพ”

    กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจับมือสถาบัน IBERD และอีก 7 องค์กรภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ลงนาม MOU ประกาศความร่วมมือบูรณาการพัฒนา “น้ำพุร้อนธรรมชาติไทย สู่เศรษฐกิจเชิงสุขภาพ”

    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการ งานวิจัย นวัตกรรม และการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) พร้อมกับ ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจการพาณิชย์ (สถาบัน IBERD) และอีก 7 หน่วยงานหลักจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ประกอบด้วย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง อดีตประธานคณะที่ปรึกษาสถาบัน IBERD และนายเผด็จ ลายทอง รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นสักขีพยานการลงนาม ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อบูรณาการการบริหารจัดการแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ ด้านพัฒนาบุคลากร แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ไทย- ญี่ปุ่น และต่างประเทศ และเพื่อสร้างเครือข่ายด้านส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) ด้วยสาขาน้ำพุร้อนไทยที่มีมาตรฐานสากล โดยมีระยะเวลา 3 ปี (26 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 25 กุมภาพันธ์ 2572) และมีแผนกลยุทธ์สำคัญ 4 ข้อ ได้แก่ การบริหารจัดการทรัพยากรแหล่งต้นน้ำให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล การใช้ประโยชน์ด้วยน้ำพุร้อนธรรมชาติเพื่อสุขภาพอย่างเหมาะสม การวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง และการต่อยอดธุรกิจผลิตภัณฑ์และบริการจากแหล่งน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ

    ทั้งนี้ สถาบัน IBERD จะทำหน้าที่ประสานขับเคลื่อนโครงการกับสถาบัน Japan Health and Research Institute (JPHRI) ของประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ ประสบการณ์บริหารจัดการและการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ และทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง พัฒนาศักยภาพบุคลากร ต่อยอดธุรกิจการตลาด เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Economy) รวมถึงการประสานงานกับแหล่งทุนสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาแผนงานของโครงการ ส่วนกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ทำหน้าที่สนับสนุนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ ข้อมูลทางวิชาการด้านคุณภาพและศักยภาพน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติที่จะสามารถพัฒนานำมาใช้ประโยชน์เพื่อความยั่งยืน รวมทั้งการสนับสนุนข้อมูลและประสานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยน้ำบาดาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/999861&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B7GLdNW3jZyEqqI0LVBPj

  • SCB EIC : กนง. ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่ตลาดคาดและมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง โดยพร้อมลดเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC : กนง. ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่ตลาดคาดและมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง โดยพร้อมลดเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กนง. มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% มาอยู่ที่ 1.0% ด้วยเสียง 4:2 เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนเศรษฐกิจมากขึ้น บรรเทาภาระทางการเงินของ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม ยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางไม่ให้ปรับลดลงมาก รวมทั้งสนับสนุนภาคธุรกิจให้ปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ขณะที่กรรมการเสียงข้างน้อย 2 เสียง เห็นควรให้คงดอกเบี้ยนโยบายเนื่องจาก ระดับดอกเบี้ยที่ 1.25% เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจและการเงินแล้ว

    ในภาพรวม กนง. มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าแล้ว โดยเริ่มให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางมากขึ้นในการประชุมครั้งนี้ ผ่านการติดตามความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ อีกทั้ง ยังคำนึงถึง Policy space ของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในบริบทที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผสานนโยบายเศรษฐกิจหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ

    กนง. มองเศรษฐกิจไทยเปราะบาง เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำ

    • กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้เดิม แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะขยายตัวได้ราว 2.0%YOY ในปี 2026 และ 2027 ซึ่งยังต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ ธปท. ประเมินไว้ที่ 2.7%YOY ขณะที่ลักษณะการฟื้นตัวจะเป็นแบบ K-shape อย่างชัดเจน ธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 ขณะที่รายได้แรงงานมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง
    • กนง. มองกำแพงภาษีทรัมป์มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ในระยะสั้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ น่าจะปรับลดลงบ้าง แต่ในระยะต่อไปรัฐบาลสหรัฐฯ อาจใช้อำนาจตาม 232 (สินค้าที่เป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคง) และ Sec. 301 (การค้าระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม) ในการขึ้นภาษีนำเข้าอีกครั้ง ขณะที่ความเสี่ยง พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 ล่าช้าปรับลดลง ตามแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจทำได้เร็วขึ้น
    • เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น จากทั้งราคาพลังงานที่ลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่ขอบล่างของกรอบเป้าหมายในครึ่งหลังของปี 2027 ช้ากว่าที่ประเมินไว้เดิมในครึ่งแรกของปี 2027 นอกจากนี้ แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ

    SMEs เผชิญภาวะการเงินตึงตัว ทั้งการเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท

    • ธุรกิจ SMEs ยังเผชิญต้นทุนทางการเงินสูง ขณะที่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง โดย ธปท. พบว่าต้นทุนการกู้ยืมของสินเชื่อปล่อยใหม่ (New loan rate) ของกลุ่มธุรกิจ Micro-SMEs ปรับเพิ่มขึ้น 5% ในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา แม้ที่ผ่านมา กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วรวม 1.25% ก็ตาม สะท้อนความเสี่ยงเครดิตของธุรกิจขนาดเล็กที่สูงขึ้น และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
    • เงินบาทที่แข็งค่าซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออก ผ่านการแปลงรายได้ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐมาเป็นเงินบาทโดยการศึกษาของ ธปท. พบว่ากลุ่ม SMEs ผู้ส่งออกสินค้าหมวดที่อ่อนไหวต่อค่าเงิน เช่น เกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มีผลกำไรลดลงจากการแข็งค่าของเงินบาทราว 7% ในปี 2025 อย่างมีนัยสำคัญ

    กนง. มองดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% “เพียงพอ” ต่อการประคองเศรษฐกิจภายใต้ Policy space จำกัด

    • กนง. ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% เป็นระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และการรักษา Policy space แล้ว อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยสามารถลงไปอยู่ระดับต่ำสุดได้ที่ 5% เท่ากับช่วงวิกฤติ COVID-19 จะเท่ากับว่า กนง. ยังลดดอกเบี้ยได้อีก 0.5% หากเกิดสถานการณ์เลวร้ายต่อเศรษฐกิจ
    • กนง. จะติดตามความเสี่ยงต่อระบบการเงินในภาวะดอกเบี้ยต่ำ โดย กนง. ได้อภิปรายใน 2 ประเด็น ดังนี้
      • พฤติกรรม Search-for-yield จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในเดือน ต.ค. 2024 พบว่าการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี กนง. ยังไม่กังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวมากนักในปัจจุบัน
      • การจัดสรรเงินกู้ที่ขาดประสิทธิภาพ โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากอาจทำให้จำนวน Zombie firms สูงขึ้นผ่านต้นทุนทางการเงินต่ำ หรืออาจทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่นำเงินกู้ไปใช้ในกิจกรรมที่มีผลิตภาพต่ำ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงดังกล่าวอาจยังไม่น่ากังวลนัก ภายใต้ความระมัดระวังของสถาบันการเงิน
    • กนง. เน้นย้ำว่า เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่จะเอื้อให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวให้เติบโตได้สูงขึ้น ไปข้างหน้า นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจะมีความจำเป็นอย่างมาก

    IMPLICATIONS

    SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% หากแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ได้ปรับแย่ลงมากกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจาก

    • อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงเหลือ 1% จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับลดลงเข้าใกล้ 0 ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต โดยเป็นระดับที่ผ่อนคลายพอสมควร และยังสามารถรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางได้
    • เมื่อเทียบกับวัฏจักรการลดดอกเบี้ย (Easing cycle) นอกช่วงวิกฤติในช่วงปี 2012 (รูปที่ 1) นับว่า Easing cycle ครั้งนี้มีจังหวะการลดดอกเบี้ยที่ค่อนข้างเร็ว
      • ปัจจัยที่ทำให้ กนง. ลดดอกเบี้ยครั้งแรกใน Easing cycle รอบนี้จากระดับ 5% ลงมาอยู่ที่ 2.25% คือการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพในการเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 อย่างมีนัยสำคัญ กนง. จึงปรับระดับของดอกเบี้ยนโยบายลงมาให้สอดคล้องกัน อีกทั้ง ภาคครัวเรือนและ SMEs ไทยยังคงเปราะบางมาก ขณะที่ปัจจัยกดดันจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ เกิดขึ้นภายหลังจาก Easing cycle ได้เริ่มขึ้นแล้ว
      • Easing cycle ในรอบนี้ จึงเป็นการทยอยผ่อนคลายภาวะการเงินให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจไทย ซึ่งเผชิญความเปราะบางจากภายใน และปัจจัยกดดันจากภายนอก ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ และการกีดกันทางการค้า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงอาจไม่ลงไปอยู่ในระดับต่ำมากเหมือนช่วง COVID-19 ที่เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรง
    • การเน้นย้ำเรื่องนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด อาจเป็นการส่งสัญญาณว่า กนง. ได้ใช้เครื่องมือดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ในระดับหนึ่งแล้ว การลดดอกเบี้ยต่อเนื่องอีกอาจไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยได้มากนัก และอาจกระทบต่อประสิทธิผลในการส่งผ่านนโยบายการเงินได้ โดย ธปท. เริ่มดำเนินนโยบายรอบด้านประสานกับรัฐบาลมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทย ผ่านมาตรการทางการเงินที่เน้นช่วยเหลือกลุ่มครัวเรือน (รูปที่ 2) และ SMEs (รูปที่ 3)

    สำหรับมุมมองนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า SCB EIC ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1.0% ไปอีกระยะหนึ่ง โดยอาจลดลงเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำผ่านการลดต้นทุนทางการเงิน บรรเทาภาระหนี้สิน และเพื่อเพิ่มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายให้สูงขึ้น ขณะที่จะเน้นมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดในภาคส่วนที่มีความเปราะบาง ซึ่งได้แก่ ครัวเรือน และ SMEs ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/26/620538/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Z4nbF2txjp2kGvK9EnMbk

  • “นฤมล” นำประชุมบอร์ดคุรุสภารับรอง 19 หลักสูตร ปฏิรูประบบครู

    “นฤมล” นำประชุมบอร์ดคุรุสภารับรอง 19 หลักสูตร ปฏิรูประบบครู

    “นฤมล”นั่งประธานบอร์ด คุรุสภา เห็นชอบรับรอง 19 หลักสูตร 13 สถาบัน ผ่านประเมินครู 3,450 คน เร่งปรับระบบสอบ–ออกใบอนุญาตให้จบในหลักสูตร ลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพทั้งระบบ

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ คุรุสภา ครั้งที่ 2/2569 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ จำนวน 13 สถาบัน รวม 19 หลักสูตร พร้อมอนุมัติการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดหลักสูตรที่ได้รับการรับรองแล้วใน 4 สถาบัน รวม 10 หลักสูตร โดยเป็นการปรับแผนการรับนักศึกษาให้สอดคล้องกับศักยภาพการผลิตครู

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบการรับรองผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการประพฤติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 2/2569 รวม 3,450 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีทางการศึกษา และประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู รวมถึงผู้สำเร็จการศึกษาจากสาขาอื่นที่ผ่านการรับรองความรู้

    “นฤมล” นำประชุมบอร์ดคุรุสภารับรอง 19 หลักสูตร ปฏิรูประบบครู

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เสนอแนวทางพัฒนาระบบการทดสอบวิชาชีพครูอย่างยั่งยืน โดยมอบหมายให้คุรุสภาพิจารณาปรับปรุงกระบวนการทดสอบและการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ให้สามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในหลักสูตรของสถาบันผลิตครู เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพทั้งระบบ พร้อมศึกษาแนวทางรองรับผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างสาขา

    ขณะเดียวกัน ยังเห็นชอบให้ใช้ข้อมูลการรับรองคุณวุฒิจากต่างประเทศของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นฐานประกอบการพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู รวมถึงเห็นชอบร่างประกาศ แผนบริหารความเสี่ยงประจำปีงบประมาณ 2569 และร่างระเบียบด้านการบริหารงานบุคคลของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

    “นฤมล” นำประชุมบอร์ดคุรุสภารับรอง 19 หลักสูตร ปฏิรูประบบครู

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/738545&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LRR3dciPt2HzCcvdzVxF7

  • เสือดุสิตคือใคร? ประวัติ “เสือ ดุสิต” จากตำนานบุกบ่อน สู่บทบาทอินฟลูฯ สายบุญ

    เสือดุสิตคือใคร? ประวัติ “เสือ ดุสิต” จากตำนานบุกบ่อน สู่บทบาทอินฟลูฯ สายบุญ

    เปิดประวัติ “เสือ ดุสิต” จากตำนานบุกบ่อน สู่อินฟลูฯ สายบุญ ก่อนพัวพันคดีเดือด 3 รุม 1

    ชื่อของ “เสือ ดุสิต” กลับมาเป็นที่พูดถึงและติดเทรนด์โซเชียลอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เรื่องราวของการทำบุญหรือชกมวย ทว่ากลับเป็นคดีความรุนแรง หลังตกเป็นผู้ต้องหาก่อเหตุรุมทำร้ายชายวัย 55 ปี ภายในร้านอาหารย่านสนามบินน้ำ จ.นนทบุรี เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 จนคู่กรณีได้รับบาดเจ็บสาหัส ปอดทะลุ และต้องเข้ารักษาตัวในห้อง ICU

    เหตุการณ์นี้เกิดจากปมหึงหวงแฟนสาว ซึ่งเจ้าตัวได้ออกมายอมรับผิดและขอโทษสังคม โดยอ้างว่าทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ วันนี้ Sanook News จะพาไปย้อนเส้นทางชีวิตของชายผู้นี้ ว่าเขาคือใคร และผ่านวีรกรรมอะไรมาบ้าง

    จุดเริ่มต้นฉายา “เสือ ดุสิต” คือใคร?

    นายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสือ ดุสิต” ปัจจุบันอายุ 40 ปี เป็นชาวกรุงเทพมหานคร ย่านสายไหม จบการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีดุสิต เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างเมื่อปี 2562 จากคลิปไวรัลเหตุการณ์ “บุกปล้นบ่อน” ย่านสะพานใหม่ ซึ่งกลายเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศในขณะนั้น

    ในเหตุการณ์ดังกล่าว เสือ ดุสิต และพวก ได้บุกเข้าไปในบ่อนการพนันพร้อมอาวุธ แต่ภายหลังเจ้าตัวได้ออกมาเปิดเผยว่า ที่ทำลงไปเพราะถูกโกงเงินจากการเล่นพนัน จึงต้องการไปทวงเงินคืนเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาปล้นทรัพย์แบบโจรทั่วไป จนได้รับฉายาจากชาวเน็ตบางกลุ่มว่า “พระเอกในคราบนักเลง” ก่อนที่ศาลจะยกฟ้องในคดีดังกล่าวเมื่อปี 2565

    จากนักสู้ Fight Club สู่การเปลี่ยนลุคเป็นสายบุญ

    นอกเหนือจากคดีความ เสือ ดุสิต ยังเป็นที่รู้จักในแวดวงมวยข้างถนน หรือรายการ Fight Club Thailand ด้วยสไตล์การชกที่ดุดัน กล้าแลก กล้าบวก ทำให้เขามีฐานแฟนคลับที่ชื่นชอบในความใจถึง และมักจะมีกรณีพิพาทกับคนดังในโซเชียล เช่น เสี่ยโป้ หรือ เสี่ยบุ๊ค ซึ่งมักจะจบลงด้วยการนัดเคลียร์ใจบนสังเวียนมวย

    ในช่วงหลัง เสือ ดุสิต พยายามปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตัวเองใหม่ หันมาใช้โซเชียลมีเดียในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นการแจกสิ่งของให้ผู้ยากไร้ หรือร่วมกิจกรรมการกุศลต่างๆ จนเริ่มถูกเรียกขานในอีกมุมหนึ่งว่าเป็น “อินฟลูฯ สายบุญ” และมีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นจำนวนมาก

    บทสรุปดราม่าล่าสุด ปิดตำนานสายบุญ?

    อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ที่สร้างมาต้องสั่นคลอนอีกครั้งจากเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายล่าสุด แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าจะรับผิดชอบค่าเสียหายและเยียวยาคู่กรณี แต่สังคมยังคงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่ปฏิเสธว่าไม่ได้พูดท้าทายตำรวจ หรือวลี “นนทบุรี ใครก็ได้” ตามที่เป็นข่าว

    สุดท้ายแล้ว คดีนี้จะจบลงอย่างไร คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม ส่วนเส้นทางของ “เสือ ดุสิต” ในโลกโซเชียลหลังจากนี้ จะสามารถกู้ศรัทธากลับคืนมาได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9875542/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eg-sr_rbdFH26Y0MnJjG0

  • จุฬาฯเปิดโครงการ “TOP Green PLUS (TOP Green+)”

    จุฬาฯเปิดโครงการ “TOP Green PLUS (TOP Green+)”

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรภาคธุรกิจ และองค์กรชั้นนำ จัดพิธีเปิดโครงการ “TOP Green PLUS (TOP Green+)” หลักสูตรผู้นำระดับสูงที่มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้นำองค์กรให้สามารถ “พลิกความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม” ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ เปิดมุมมองใหม่ในการสร้างคุณค่า เสริมความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนที่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในระดับองค์กรและระดับสังคม

    หลักสูตร TOP Green PLUS ในปีนี้ วางเป้าหมายให้ “ความยั่งยืน” ก้าวข้ามกรอบของการเรียนรู้เชิง แนวคิดไปสู่ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงเงื่อนไขการแข่งขัน โอกาสทางธุรกิจ และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในโลกที่ มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จขององค์กร พร้อมเสริมเครื่องมือและกรอบคิดที่ ช่วยให้ผู้นำสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

    พิธีเปิดโครงการ “TOP Green PLUS (TOP Green+)” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการ ซึ่งได้กล่าวถึง “Top Green PLUS รุ่นที่ 2 ว่าเป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทย เนื้อหาในหลักสูตรนี้จะเข้มข้นกว่าเพียงการเรียนในห้องเรียน แต่เป็นการวางยุทธศาสตร์เพื่อนำพาองค์กรและประเทศชาติไปสู่เป้าหมายที่มากกว่าความยั่งยืน”

    “จาก Sustainability สู่ Regeneration คือการก้าวข้ามแนวคิดความยั่งยืนแบบเดิมที่เน้นเพียงการรักษาไว้ให้คงอยู่ แต่เปลี่ยนผ่านไปสู่แนวคิด Regeneration หรือการพัฒนาและฟื้นฟูควบคู่กันไป หลักสูตรนี้มุ่งหวังให้ผู้เรียนร่วมกันค้นหาคำตอบสำหรับ SDG ข้อที่ 18 ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ปรับเปลี่ยน (Customize) ให้เหมาะสมกับบริบทและสภาพแวดล้อมเฉพาะตัวของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงการดำเนินตามกรอบ 17 ข้อของสหประชาชาติ (UN) เพียงอย่างเดียว”

    รศ.ดร.พันธวัศ สัมพันธ์พานิช ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาฯ กล่าวว่า“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตระหนักถึงความผันผวนของโลก ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ ความเหลื่อมล้ำ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์อย่างรวดเร็ว TOP Green PLUS รุ่นที่ 2 นำความรู้สู่การลงมือทำ เน้นผู้บริหารระดับสูง (CEO) ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยพัฒนาต่อยอดจากรุ่นที่ 1 ที่เน้นการให้ความรู้ มาเป็นการเน้น “การปฏิบัติจริง” (Practical Implementation) เพื่อให้ผู้บริหารสามารถนำไปปรับใช้ในองค์กรได้ทันที”

    “ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงคำพูดสวยหรูหรืออุดมการณ์ แต่ต้องใช้ได้จริง โดยหลักสูตร Top Green รุ่นที่ 2 จะมีกรณีศึกษา (Case Study) ที่หลากหลาย เช่น การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ทั้งระดับองค์กร (CFO) และผลิตภัณฑ์ (CFP) การใช้เกมจำลองสถานการณ์ (Simulation Game) เพื่อวางแผนรับมือวิกฤตและการอพยพจากภัยพิบัติ”

    ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “หลักสูตรนี้มุ่งเน้นความยั่งยืนที่ไปไกลกว่าการทำ CSR หรือการสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างธุรกิจสีเขียวและเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งสอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่เน้นการลงทุนในพลังงานทางเลือก การสร้างตลาดคาร์บอน และการนำประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ไทยไม่ควรเพียงแค่วิ่งตามมาตรฐานโลก แต่ต้องปรับปรุงทั้งองค์กร ผลิตภัณฑ์ และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อวิ่งนำหน้า โดยใช้โอกาสจากความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร พัฒนาเทคโนโลยีและโซลูชันด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งออกองค์ความรู้เหล่านี้ไปยังต่างประเทศ”

    ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ปาฐกถาพิเศษโดยสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมในมิติเศรษฐกิจและความต่อเนื่องทางธุรกิจว่า ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาทรัพยากรน้ำ มลพิษ และแรงกดดันด้านกฎระเบียบ กำลังกลายเป็น “ต้นทุนแฝง” ที่ส่งผลต่อการดำเนินงานจริงของภาคธุรกิจมากขึ้น พร้อมส่งสัญญาณให้ภาคเอกชนเร่งยกระดับการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และผลักดันแนวคิด Research to Commercial เพื่อขยายการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปใช้จริง โดยหลักสูตร TOP Green PLUS จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมองค์ความรู้เชิงวิชาการกับการบริหารจัดการเชิงธุรกิจให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้

    ในปีนี้ โครงการได้รับการสนับสนุนจากองค์กรภาคีเครือข่ายสำคัญ ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย (FTI), UN Global Compact Network Thailand, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายการกำกับดูแล การใช้ข้อมูล การบริหารความเสี่ยง และการขยายผลสู่โอกาสทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

    สำหรับ TOP Green PLUS มุ่งสร้างเครือข่ายผู้นำองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ และมีความสามารถในการขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมตั้งแต่ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่าน การกำกับดูแล และการใช้ข้อมูล การบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือเชิงระบบ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว สอบถามข้อมูลได้ที่โทร. 06-5636-9873 หรือ topgreenplus@gmail.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/289672/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w5LNZwH-fuRgG55Mt23CJ