Category: วัฒนธรรม

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D580453&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MuyaOHiYsON6vGXGLeB3w

  • สภาการศึกษาเดินหน้าสร้างรากฐานเด็กไทยให้แข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทายยุคดิจิทัล

    สภาการศึกษาเดินหน้าสร้างรากฐานเด็กไทยให้แข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทายยุคดิจิทัล

    สภาการศึกษาผนึกกำลังภาคีเครือข่าย ชู 4 H. เสริมแนวทาง 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม ฟื้นฟูพลังสมองเด็กปฐมวัยสู้ภาวะวิกฤต เพื่อสร้างรากฐานเด็กไทยให้แข็งแกร่งในท่ามกลางความท้าทายยุคดิจิทัล

    เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจัดประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งใหญ่ในหัวข้อ “Power of Brain: เพิ่มพลังสมองเด็กปฐมวัยในสภาวะวิกฤต” ดึงผู้เชี่ยวชาญและภาคีเครือข่ายด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยร่วมขับเคลื่อนแนวคิด “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” และกลยุทธ์ “4 H” เพื่อสร้างรากฐานเด็กไทยให้แข็งแกร่งในท่าม กลางความท้าทายยุคดิจิทัล ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดย นายสุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานพิธีเปิด 

    นายสุภชัย กล่าวว่า การพัฒนาเด็กช่วง 0–6 ปี คือ ช่วงเวลาทองของการสร้างรากฐานสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นการลงทุนในเด็กเล็กให้ผลตอบแทนทางสังคมสูงสุดระยะยาว แต่ปัจจุบันเด็กไทยกำลังเผชิญวิกฤตทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการถูกแย่งชิงเวลาจากโลกดิจิทัล การประชุมครั้งนี้ ตอกย้ำการเพิ่มพลังสมองเด็กปฐมวัยไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างเด็กไทยที่คิดเป็น เรียนรู้ได้และปรับตัวได้

    ทั้งนี้ ได้เปิดสูตรสำเร็จฟื้นฟูเด็กปฐมวัย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม ในเวทีเสวนา ECD Talk โดยคณะผู้เชี่ยวชาญที่นำโดย พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร นางธิดา พิทักษ์สินสุขและดร.วรลักษณ์ ชูกำเนิด ร่วมกันถอดบทเรียนแนวทางการช่วยเหลือเด็กอย่างยั่งยืน 3 เร่ง คือ เร่งฟื้นฟูพัฒนาการและคัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยง เร่งเสริมทักษะการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และเร่งสนับสนุนโภชนาการและสุขภาพจิตครอบครัว 3 ลด คือ ลดปัจจัยเสี่ยงและความเครียดในบ้าน ลดเวลาหน้าจอ (Screen Time) และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร 3 เพิ่ม คือ เพิ่มภูมิคุ้มกันชีวิตผ่านการเล่น เพิ่มบทบาทครอบครัวเป็นฐานการเรียนรู้แรกและเพิ่มความร่วมมือของชุมชนรอบด้าน

    นางสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน กล่าวว่า ได้ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมขับเคลื่อนกลยุทธ์ 4 H (Head – Hand – Heart – Health) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาเด็ก 0–6 ปี โดย Head (มหัศจรรย์แห่งการอ่าน) เน้นการอ่านนิทาน 15 นาทีต่อวัน เพื่อกระตุ้นเซลล์สมองและสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัวมากกว่าการท่องจำตัวอักษร Hand (เล่นเปลี่ยนโลก) ส่งเสริมการเล่นอิสระด้วยวัสดุรอบตัว (Loose Parts) เช่น กิ่งไม้ ใบไม้ ก้อนหิน เพื่อฝึกการแก้ปัญหาและจินตนาการไร้ขีดจำกัด Heart (สื่อและการเรียนรู้อารมณ์) การใช้สื่อสร้างสรรค์ช่วยให้เด็กรู้จักเท่าทันอารมณ์ตนเอง เห็นอกเห็นใจผู้อื่นและสร้างความมั่นคงทางใจ Health (สุขภาวะองค์รวม) ดูแลครบทั้งกาย (โภชนาการและการนอน) ใจ (ความรัก) และจิตวิญญาณ (การเห็นคุณค่าในตนเอง) เพื่อสร้างทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็กเล็กและครูที่พลาดการประชุม สามารถรับชมการเสวนาย้อนหลังทั้งช่วงเช้าและบ่ายเพื่อนำเทคนิคไปปรับใช้กับบุตรหลานได้ที่ Facebook สภาการศึกษา : https://www.facebook.com/share/v/183GfqdhrG/ YouTube สภาการศึกษา : https://www.youtube.com/live/mNLJVah8Fxc?si=FWSVhoVcII7z2MQ0

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2916653&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-yZrLx3dIawGN6NjRM2DB

  • หอประวัติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    หอประวัติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ชวนก้าวสู่ “รั้วจามจุรี” เรียนรู้เรื่องราวประวัติและพัฒนาการการอุดมศึกษาของชาติ การก่อกำเนิดมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย และเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับจุฬาฯ ผ่านสื่อนิทรรศการ วัตถุพิพิธภัณฑ์ และภาพถ่ายเก่าทรงคุณค่า ณ ตึกจักรพงษ์ – หอประวัติจุฬาฯ อาคารทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น โดดเด่นด้วยรูปทรงสถาปัตยกรรมแปลกตา อายุกว่า 90 ปี ได้รับการประกาศให้เป็นโบราณสถานของชาติ บานประตูไม้สักสีแดง เปิดต้อนรับผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เชิญมาเรียนรู้และภาคภูมิใจใน “เกียรติภูมิจุฬาฯ” ร่วมกัน

    ด้วยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” จึงมิได้เป็นเพียงสถาบันการศึกษา แต่เป็นเสมือน “พิพิธภัณฑ์ที่มีลมหายใจ” ที่ได้เก็บบันทึกเรื่องราวและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของชาติไว้ และส่งต่อให้คนรุ่นต่อ ๆ มาได้เรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจ ซึ่งสอดแทรกอยู่ทุกอณูภายในรั้วจามจุรีสีชมพูแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ตั้งและบรรยากาศแวดล้อม อาคารสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยมรดกทางศิลปสถาปัตยกรรมที่หาชมได้ยาก แหล่งเรียนรู้ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่หลายแห่ง เรื่องราวที่ถูกบันทึกอยู่ในตัวผู้คนซึ่งเคยใช้สถานที่แห่งนี้ในช่วงชีวิตที่เป็น “นิสิตจุฬาฯ” รุ่นแล้วรุ่นเล่า ภายใต้บริบทต่าง ๆ ที่มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงเวลา ตลอดจนสิ่งของและภาพถ่ายเก่า เอกสารหลักฐานทรงคุณค่าที่ถูกบันทึกและเก็บรักษาไว้และค่อย ๆ สะท้อนเรื่องราวเกียรติภูมิแห่งจุฬาฯ สื่อสารสร้างการรับรู้ให้ผู้สนใจที่ผ่านไปผ่านมาในพื้นที่ที่มีภูมิทัศน์สวยงามใจกลางเมืองหลวงแห่งนี้

    นับจากวันสถาปนาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่าศตวรรษ ส่วนหนึ่งของเรื่องราวสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับประวัติและพัฒนาการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถานอุดมศึกษาแห่งแรกของไทย ได้รับการรวบรวมและจัดแสดงไว้ ณ “ตึกจักรพงษ์ – หอประวัติจุฬาฯ”  

    ตึกจักรพงษ์ – หอประวัติจุฬาฯ เป็นอาคารเก่าแก่ถือเป็น “โบราณสถานแห่งหนึ่งของชาติ”

    อาคารทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น ตั้งอยู่ระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ใกล้กับพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล เป็นอาคารเก่าแก่ถือเป็น “โบราณสถานแห่งหนึ่งของชาติ” เดิมสร้างขึ้นเป็น “สโมสรสถาน (Clubhouse) สำหรับนิสิตและคณาจารย์” ในยุคแรกของการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาใช้เป็นที่ทำการของ “สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” (สจม.) เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมชมรมต่างๆ ของนิสิต ในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงให้เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการและวัตถุพิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่าของมหาวิทยาลัย ดำเนินงานโดยหน่วยงานที่มีชื่อว่า “หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม เป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญในรั้วจุฬาฯ ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ เผยแพร่เกียรติภูมิจุฬาฯ บอกเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยแห่งแรกของกรุงสยาม ผ่านสื่อนิทรรศการและการจัดแสดงวัตถุพิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่าที่หาชมได้ยาก

    “ตึกจักรพงษ์” ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มอาคารเก่าแก่ที่ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมจากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือที่เรียกว่า “อาคารอนุรักษ์” ที่มีกระจายอยู่หลายอาคารในพื้นที่จุฬาฯ ซึ่งเมื่อนับอายุตั้งแต่เมื่อแรกเปิดใช้พื้นที่ อาคารหลายหลังมีอายุเกิน 90 ปี ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “โบราณสถาน” โดยกรมศิลปากรแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยได้ทำนุบำรุงรักษาให้คงสภาพความสวยงามด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม และมีการปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยให้เหมาะสมกับแต่ละยุคสมัย ดังเช่น “ตึกจักรพงษ์” ที่ได้ก่อสร้างขึ้นเพื่อให้เป็น “สโมสรสถาน” ของคณาจารย์และนิสิต เริ่มเปิดใช้อาคารเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2476  ในยุคต่อมาได้ใช้เป็นที่ทำการของ “สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” (สจม.) และต่อมาได้มีการปรับปรุงพื้นที่ใช้ประโยชน์ภายในอาคารหลังนี้ให้เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการของ “หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ในปัจจุบัน

    คุณพิมพ์พิศา กำเนิดจิรมณี ผู้อำนวยการหอประวัติ สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    คุณพิมพ์พิศา กำเนิดจิรมณี ผู้อำนวยการหอประวัติ
    สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    นางสาวพิมพ์พิศา กำเนิดจิรมณี ผู้อำนวยการหอประวัติ สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเข้าไปชมภายในอาคาร พร้อมกล่าวว่า “หากมองเพียงภายนอกจะเห็นว่าตึกจักรพงษ์เป็นอาคารสไตล์ไทยผสมฝรั่ง ประตู-หน้าต่างบานไม้สีแดงตัดกับอาคารคอนกรีตสีขาวนวลดูสวย คลาสสิก หรือจะมองว่าดูทึบ-โบราณ แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน เมื่อก้าวเข้ามาในพื้นที่ด้านในจะพบกับพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการในลักษณะบอร์ดอินโฟกราฟิกนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ผสมผสานด้วยภาพถ่ายเก่า พร้อมการจัดแสดงสิ่งของทรงคุณค่าหาชมยากที่วางอยู่ตามห้องต่าง ๆ ชั้น 2 เป็นห้องโถงใหญ่ พื้นไม้ หน้าต่างกระจก มองเห็นทิวต้นไม้และแสงธรรมชาติด้านนอกรวมกับแสงไฟสีเหลืองนาลที่ส่องสว่างภายในให้บรรยากาศอบอุ่นเหมือนเดินอยู่ในบ้านยุคเก่า”     

    “ด้วยเหตุผลด้านการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมอาคารแบบทรงไทยประยุกต์ ผนวกกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์อาคารให้เหมาะสมกับยุคสมัย มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพื่อควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม มองจากภายนอกเหมือนว่าประตูหน้าต่างบานไม้แบบดั้งเดิมปิดอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนผนังด้านในเป็นบอร์ดนิทรรศการ พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการและวัตถุพิพิธภัณฑ์และสิ่งทรงคุณค่าที่ต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ ทำให้หลายคนที่ผ่านไปผ่านมาไม่สามารถมองเห็นภายในอาคารได้ชัดเจนนักจนอาจเข้าใจว่า “ตึกจักรพงษ์” ปิดอยู่ตลอดเวลา และไม่ทราบว่าทุกคนสามารถเอื้อมมือไปเปิดประตูครึ่งไม้สักครึ่งกระจกรูปทรงย้อนยุคบานใหญ่นั้น…ท่านก็จะได้เดินชมนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวประวัติและเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย พร้อมทั้งได้ชมวัตถุพิพิธภัณฑ์และสิ่งทรงคุณค่าของจุฬาฯ ที่มีการจัดแสดงนิทรรศการแบ่งเป็นห้องย่อย ๆ ตามเรื่องราวต่าง ๆ 4 โซนจัดแสดงมีทั้งนิทรรศการหมุนเวียนและนิทรรศการถาวรที่จัดแสดงเต็มพื้นที่ทั้ง 2 ชั้นของอาคาร เปิดต้อนรับผู้สนใจทุกท่านเข้าชมได้ในวันเวลาราชการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย”     

    หอประวัติจุฬาฯ
    อาคารทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น ตั้งอยู่ระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์
    ใกล้กับพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล

    “พื้นที่นี้เป็นส่วนจัดแสดงนิทรรศการและวัตถุพิพิธภัณฑ์สิ่งทรงคุณค่าของมหาวิทยาลัย ที่อยู่ในความดูแลของหอประวัติจุฬาฯ จึงเรียกได้ว่าอาคารหลังนี้เป็นโชว์รูม เป็นแหล่งเผยแพร่ประวัติและพัฒนาการของมหาวิทยาลัยอันเก่าแก่แห่งนี้ พร้อมให้ทุกท่านได้เข้ามาเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์อันเกี่ยวเนื่องกับการกำเนิดสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของไทย ย้อนไปตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงมีพระราชวิสัยทัศน์ในการวางรากฐานการศึกษาให้แก่ประชาชนและพระราชปรารถนาในการตั้ง UNIVERSITY ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาขั้นสูงให้มีขึ้นในชาติบ้านเมืองเพื่อมุ่งหวังให้ได้ใช้ความรู้รักษา และสร้างความเจริญให้ประเทศชาติได้ในอนาคต เรื่อยมาจนได้มีการตั้งมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทยคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ตลอดจนเรื่องราวอันเกี่ยวเนื่องกับจุฬาฯ ในกาลต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน ที่นำเสนอผ่านนิทรรศการถาวร นิทรรศการหมุนเวียน และเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในวัตถุพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดง ที่จะทำให้ได้รับรู้และภาคภูมิใจในเกียรติภูมิของจุฬาฯ ร่วมกัน”

    จาก “คลับเฮาส์” (Clubhouse) สำหรับคณาจารย์และนิสิตในอดีต สู่สโมสรนิสิตจุฬาฯ ในกาลต่อมา และหอประวัติจุฬาฯ ในกาลปัจจุบัน

    ปัจจุบันนี้ ตึกจักรพงษ์เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเรื่องราวประวัติและพัฒนาการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รวบรวมและบอกเล่าประวัติศาสตร์ตามเรื่องราวที่นำเสนอผ่านนิทรรศการและวัตถุพิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่าที่จัดแสดงอยู่ภายใน แต่อาคารก่ออิฐถือปูน ทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น มีเอกลักษณ์ด้วยปูนปั้นรูปจักรและกระบอง “ตราสัญลักษณ์ประจำราชสกุลจักรพงษ์” อยู่ตรงหน้าจั่วของอาคาร หน้าต่างบานไม้สีน้ำตาลแดง หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีแดงอิฐ มีมุขระเบียงเสาประดับหัวเม็ดดูเด่นสง่า สถาปัตยกรรมอาคารรูปทรงคลาสสิกแห่งนี้ยังได้ทำหน้าที่เป็นบันทึกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ได้จารึกส่วนหนึ่งของเรื่องราวการก่อกำเนิดมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย ไว้ในเรื่องราวความเป็นมาของอาคารสำคัญหลังนี้อีกด้วย

    หอประวัติ จุฬาฯ
    ตึกจักรพงษ์ เมื่อแรกสร้าง เปิดใช้อาคารวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2476

    ย้อนไปเมื่อแรกสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในช่วงสองทศวรรษแรก คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์กำลังอยู่ในช่วงการเร่งพัฒนาการจัดการมหาวิทยาลัยให้สมบูรณ์ได้มาตรฐานสากลในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องการเรียนการสอน เรื่องความเป็นอยู่ของนิสิตและคณาจารย์หนึ่งในพระบรมวงศานุวงศ์ ผู้มีบทบาทสำคัญและมีคุณาปการต่อการพัฒนาการบริหารจัดการ และการจัดการเรียนการสอนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก คือ สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ครั้งหนึ่งเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปยังสหราชอาณาจักร เพื่อทรงสำรวจว่าจะทรงศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยใด พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งตามเสด็จฯ ด้วยได้กราบทูลว่า “ต้องการช่วยเหลืออาจารย์และนิสิตจุฬาฯ แต่ไม่ทราบว่าจะทรงช่วยอะไรได้บ้าง” สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก จึงพระราชทานคำแนะนำว่าควรสร้าง “สโมสรสถาน” ให้อาจารย์และนิสิตใช้เป็นที่พบปะสังสรรค์และเล่นกีฬาในร่ม เพราะช่วงเวลานั้น ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังไม่มีอาคารที่เหมาะสมเพื่อใช้ทำกิจกรรมดังกล่าว   

    ต่อมาในปี พ.ศ. 2474 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ได้เสด็จมาทอดพระเนตรกิจการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทรงเห็นว่ามีสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2465 และใช้เรือนไม้สองชั้นใกล้กับบริเวณหอพักนิสิตเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในปี พ.ศ. 2475 จึงได้ประทานเงินส่วนพระองค์จำนวน 20,000 บาท ให้ทางมหาวิทยาลัยใช้จัดสร้างอาคารถาวรเป็นสโมสรสถานสำหรับนิสิตและคณาจารย์พร้อมประทานชื่ออาคารว่า “ตึกจักรพงษ์” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระบิดาของพระองค์ ไปในคราวเดียวกัน พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์เสด็จมาทำพิธีเปิดอาคาร เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2476  

    ตึกจักรพงษ์ได้รับการออกแบบโดยพระสาโรชรัตนนิมมานก์ (สาโรช สุขยางค์) หลวงวิศาลศิลปกรรม (เชื้อ ปัทมจินดา) และหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร สร้างเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูงสองชั้น มีผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านทิศเหนือมีมุขโถง ชั้นบนเป็นชานมีลูกมะหวดรอบ ตรงกลางอาคารเป็นห้องโถงใหญ่ มีบันไดไม้สักขึ้นไปชั้นสองของอาคาร หลังคาจั่วไม้สองตับ มีกันสาดรอบ รองรับด้วยคันทวยคอนกรีต มุงกระเบื้องเกร็ดเต่าแบบไทย ลดมุขด้านตะวันออกและด้านตะวันตก ที่หน้าบันประดับตรา “จักรและกระบอง” อันเป็นตราประจำพระองค์ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ตัวอาคารตกแต่งไม่มาก เน้นมุมอาคารและแนวเสาด้วยเสาเก็จ (Pillaster) มีลักษณะเป็นเสาแบนสี่เหลี่ยมผืนผ้ายื่นนูนออกจากผนังเพียงเล็กน้อยเป็นเสาย่อมุมสูงสองชั้นตัดกับเส้นลวดบัวที่ฐานอาคาร ช่องเปิดประตูหน้าต่างเป็นช่องสี่เหลี่ยมเรียบ ๆ เน้นมุขโถงทางเข้าอาคารเป็นพิเศษด้วยเสาย่อมุมที่ยอดบนสุดตรงชานชั้นสองตกแต่งเป็นหัวเม็ด มีลูกมะหวดกันตกแบบไทยประยุกต์   

    ในปี พ.ศ. 2496  พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ได้เสด็จมาทอดพระเนตรกิจการของมหาวิทยาลัยอีกครั้งทรงเห็นว่าตึกจักรพงษ์เริ่มคับแคบ พื้นที่ทำกิจกรรมไม่เพียงพอสำหรับนิสิตเกือบ 3,000 คนในสมัยนั้น จึงประทานเงินเพิ่มอีก 200,000 บาท เพื่อให้มหาวิทยาลัยบูรณะและต่อเติมอาคารออกไปทางทิศใต้เพื่อให้มีพื้นที่รองรับนิสิตเข้ามาทำกิจกรรมได้มากขึ้น ทำให้ผังอาคารเปลี่ยนไปเป็นอาคารตรีมุข โดยยังคงลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบไทยประยุกต์ไว้ดังเดิม มุขอาคารส่วนที่ต่อเติมนี้ ชั้นบนเป็นที่ทำการชมรมแสงและเสียง สโมสรนิสิตจุฬาฯ ซึ่งได้ริเริ่มตั้งสถานีวิทยุขึ้นในปีพ.ศ. 2501 อันเป็นจุดกำเนิดของสถานีวิทยุจุฬาฯ ในเวลาต่อมา 

    หอประวัติ จุฬา
    อาคารหลังนี้เป็นแหล่งเผยแพร่ประวัติและพัฒนาการของมหาวิทยาลัยอันเก่าแก่แห่งนี้ พร้อมให้ทุกท่านได้เข้ามาเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์อันเกี่ยวเนื่องกับการกำเนิดสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของไทย

    นับแต่นั้นเป็นต้นมา “ตึกจักรพงษ์” ได้กลายเป็นสถานที่พบปะทำกิจกรรม นิสิตจากทุกคณะมารวมตัวใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วยการทำกิจกรรมตามความสนใจในชมรมต่าง ๆ ของสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สจม.) บางครั้งใช้เป็นสถานที่นอนค้างคืนของเหล่านิสิตนักกิจกรรมหลาย ๆ รุ่น ที่อยู่ทำงานทำกิจกรรมกันจนดึกดื่นไม่ยอมกลับหอพัก เมื่อถึงปี พ.ศ. 2528 ด้วยจำนวนนิสิตและจำนวนชมรมที่มากขึ้น พื้นที่ในอาคารไม่เพียงพอในการทำกิจกรรม ทางมหาวิทยาลัยจึงได้จัดสร้างอาคารใหม่ เพื่อเป็นที่ตั้งของชมรมต่างๆ ในสังกัดสโมสรนิสิตจุฬาฯ และได้ปรับปรุง “ตึกจักรพงษ์” ให้เป็นที่ตั้งของ “หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 จนถึงปัจจุบัน  

    ล่าสุดในปี พ.ศ. 2566 กรมศิลปากร ประกาศให้ “ตึกจักรพงษ์” เป็น “โบราณสถาน” พร้อมกับอาคารสำคัญของมหาวิทยาลัยอีก 3 อาคาร คือ “อาคารมหาจุฬาลงกรณ์” (อาคารอักษรศาสตร์ 1) คณะอักษรศาสตร์ “อาคารหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” และ “ตึกขาว” (อาคารชีววิทยา1) คณะวิทยาศาสตร์

    คุณพิมพ์พิศาเล่าบรรยากาศในอดีตว่า “จากการรับฟังคำบอกเล่าของอาจารย์ผู้ใหญ่และจากภาพถ่ายเก่าของจุฬาฯ ทำให้ทราบว่าสมัยแรกสร้าง ในตึกนี้มีโต๊ะบิลเลียดอยู่ตรงโถงชั้นล่าง มีห้องกินดื่มสำหรับคณาจารย์และนิสิตมาพักผ่อนหย่อนใจ เวลาต่อมาได้ใช้เป็นที่ทำการของสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สจม.) เคยมีแผ่นป้ายทำด้วยไม้เขียนตัวอักษรสีขาวพร้อมสัญลักษณ์พระเกี้ยวติดอยู่หน้าตึก พื้นที่ด้านในอาคารทั้ง 2 ชั้น ถูกจัดสรรเป็นห้องชมรมต่างๆ เช่น ชมรมดนตรีสากล (อยู่ชั้นล่าง) ชมรมดนตรีไทย (อยู่ชั้นบน) และมีชมรมอื่นๆ อีก เช่น ชมรมแสงเสียง พื้นที่สำนักงานของสโมสรนิสิตฝ่ายต่างๆ ก็อยู่ด้วยกันในตึกเดียวทั้งหมด…นิสิตเก่าจุฬาฯ ในยุคก่อนๆ โดยเฉาะนิสิตนักกิจกรรมที่เคยใช้ “ตึกจักรพงษ์” เป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์และทำกิจกรรมชมรม ในช่วงเวลา 4 ปีที่เป็นนิสิตจึงรู้สึกผูกพันกับที่นี่มาก  ปัจจุบันนี้เมื่อพี่ ๆ นิสิตเก่าเหล่านั้นมีโอกาสได้กลับมาในรั้วจุฬาฯ ครั้งใดก็ตาม มักจะนัดหมายมาเจอกันที่ “ตึก สจม.” (สโมสรนิสิตจุฬาฯ) อันหมายถึง “ตึกจักรพงษ์’ แห่งนี้ก่อนเสมอ บางครั้งก็ชวนกันเดินมาเป็นกลุ่ม ขึ้นไปนั่งเล่น พูดคุยรำลึกความหลังกันในมุมห้องนิทรรศการ มุมใดมุมหนึ่ง ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมชมรม ที่กิน ที่นอนของพี่ๆ สมัยเป็นนิสิต”

    ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมภาคภูมิใจในเกียรติภูมิของจุฬาฯ ร่วมกัน ด้วยการเข้าชมนิทรรศการต่าง ๆ ภาพถ่ายเก่าและวัตถุพิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่า ณ อาคารจักรพงษ์ หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เปิดให้เข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทุกวันจันทร์ – ศุกร์  เวลา 08:30 – 16:30 น.และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารทาง Social Media ทั้ง 4 ช่องทาง คือ Facebook: หอประวัติจุฬาฯ / Youtube: CU.Memorial Hall-หอประวัติจุฬาฯ / Instagram: Chulamemorialhall / Tiktok: หอประวัติจุฬาฯ  หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-2187099 และ 02-2187098

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/highlight/288319/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D6jEeCwHZU6763G9VUfvb

  • “ไอเดียร์ สุชาดา”สส.ภูมิใจไทย ประเดิมรายงานตัวคนแรก หลังกกต.รับรอง

    “ไอเดียร์ สุชาดา”สส.ภูมิใจไทย ประเดิมรายงานตัวคนแรก หลังกกต.รับรอง

    “ไอเดียร์ สุชาดา”สส.ภูมิใจไทย ประเดิมรายงานตัวคนแรก หลังกกต.รับรอง

    บรรยากาศที่อาคารรัฐสภาในเช้าวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เต็มไปด้วยความคึกคัก เมื่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเปิดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ชุดที่ 27 เข้ารายงานตัวเป็นวันแรก ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจำนวน 396 เขตอย่างเป็นทางการ โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ “ไอเดียร์” สุชาดา แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ เขต 4 จากพรรคภูมิใจไทย ที่สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเดินทางมารอรายงานตัวเป็นคนแรกตั้งแต่เวลา 08.20 น.

    ภารกิจแม่ลูกอ่อน สู่บทบาทผู้แทนปวงชน

    น.ส.สุชาดา ปรากฏตัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมให้สัมภาษณ์ว่า ที่ตั้งใจมาแต่เช้าเพราะมีภารกิจรัดตัว ทั้งการเตรียมตัวเดินทางไปทำงานต่างประเทศ และหน้าที่สำคัญในฐานะคุณแม่ที่ต้องพาลูกวัย 2 เดือนไปรับวัคซีนในช่วงบ่ายวันเดียวกัน การปรากฏตัวครั้งนี้สะท้อนถึงภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ที่บริหารจัดการเวลาได้อย่างลงตัวระหว่างเรื่องส่วนตัวและงานเพื่อส่วนรวม

    น.ส.สุชาดา  ยืนยันว่า ความเป็นผู้หญิงไม่เคยเป็นอุปสรรคต่อการทำงานการเมือง โดยอ้างอิงจากประสบการณ์ที่เคยทำงานในกระทรวงอุตสาหกรรมตั้งแต่อายุ 26 ปี ซึ่งในอดีตอาจเห็นสัดส่วน สส.หญิงในบทบาทแถวหน้าค่อนข้างน้อย แต่ปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    เปิดโปรไฟล์ “ไอเดียร์ สุชาดา” จากดาราเด่นสู่ดาวสภา

    เส้นทางของ “ไอเดียร์” สุชาดา (ชื่อเดิม ธันลดา) เกิดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2535 ปัจจุบันอายุ 33 ปี เป็นบุตรสาวของ สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย เธอเริ่มต้นก้าวแรกในฐานะ “เด็กปั้น” ของนักปั้นมือทอง “เอ ศุภชัย” เมื่อปี 2557 ก่อนจะเบนเข็มเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัว

    ด้านการศึกษาถือว่าโดดเด่นไม่แพ้ใคร จบปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) ปริญญาโทด้าน Real Estate และ Finance จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปัจจุบันกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกด้านอาชญาวิทยาและยุติธรรมทางอาญา ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนพื้นที่: โครงสร้างพื้นฐาน-ราคาเกษตร

    สำหรับทิศทางการทำงานในสภา น.ส.สุชาดา เน้นย้ำว่าจะมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่เรื้อรังมานานกว่า 30 ปี ในพื้นที่เขต 4 จังหวัดชัยภูมิ โดยเฉพาะเรื่อง “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่ยังขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเตรียมผลักดันเรื่อง “ราคาสินค้าเกษตร” เนื่องจากประชากรในพื้นที่กว่า 70% ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

    น.ส.สุชาดา มั่นใจว่าจะนำประสบการณ์จากการทำงานในหลายกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) และกระทรวงดีอี มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่พี่น้องประชาชน ส่วนประเด็นร้อนแรงอย่างตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” นั้น เธอปฏิเสธที่จะให้ความเห็น โดยระบุว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ในพรรคที่จะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/738539&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z65_LtBYzphAWcZR8ybJc

  • ประชุมการจัดทำแผนพัฒนาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2574 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประชุมการจัดทำแผนพัฒนาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2574 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121390/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_SI4hyrSmXkJKwzHfDF02

  • รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนการศึกษาเด็กพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก

    รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนการศึกษาเด็กพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก

    รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนการศึกษาเด็กพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก ผ่านการดำเนินงานของมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.เพื่อเด็กและเยาวชนฯ

    รัฐบาลญี่ปุ่นให้การสนับสนุนงบประมาณด้านการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก ผ่านการดำเนินงานของมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.เพื่อเด็กและเยาวชนฯ ภายใต้โครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจแบบให้เปล่าเพื่อพื้นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ (Grant Assistance for Grassroots Human Security Projects: GGP)
    การสนับสนุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนิน “โครงการก่อสร้างหอพักนักเรียนหญิงของโรงเรียนมัธยมศึกษาที่จังหวัดตาก (The Project for the Construction of Female Dormitory at Secondary School in Tak Province)” โดยก่อสร้างอาคารหอพักนักเรียนหญิงคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 1 อาคาร สูง 2 ชั้น ประกอบด้วยห้องพักนักเรียน ห้องพยาบาลจำนวน 1 ห้อง ห้องอาบน้ำจำนวน 6 ห้อง และห้องสุขาจำนวน 6 ห้อง พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็น อาทิ พัดลม เตียงนอน และที่นอน เพื่อเอื้อต่อการพักอาศัยและการใช้ชีวิตประจำวันของนักเรียนอย่างเหมาะสมและปลอดภัย

    เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ได้มีพิธีส่งมอบอาคารหอพักนักเรียนหญิง ณ โรงเรียนท่าสองยางวิทยาคม ตำบลแม่ต้าน อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก โดยมีผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย Mr.Toru Kajiwara (ท่านคะจิวาระ โทรุ)อัครราชทูตฝ่ายเศรษฐกิจสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย Mr. Akiyoshi Suzuki (คุณอะคิโยชิ ซูซูกิ) เลขานุการโท สถานเอกอัคราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย (หัวหน้า จีจีพี) Ms. Eriko Yuzawa (คุณเอริโกะ ยูซาวะ) ผู้ประสานงานโครงการจีจีพี สถานเอกอัคราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.เพื่อเด็กและเยาวชน คือ ดร.บรรจงเศก ทรัพย์โสภา ผู้อำนวยการมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ และ ดร.สุรีย์วัลย์ ลิ้มพิพัฒนกุล ที่ปรึกษายุทธศาสตร์และแผนงาน และผู้แทนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตากนายจิรกร ฐาวิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก โดยนายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ได้มอบหมายให้นายปรีดา ฟุ้งตระกูลชัย นายอำเภอท่าสองยาง ให้เกียรติมาเป็นประธานพิธีส่งมอบอาคารหอพักนักเรียนหญิงในครั้งนี้
    ซึ่งอำเภอท่าสองยางเป็นพื้นที่ห่างไกลและมีข้อจำกัดด้านการเดินทางและการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา การก่อสร้างหอพักนักเรียนหญิงในครั้งนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเดินทางไปและกลับโรงเรียน ลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่นักเรียนหญิงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

    โครงการดังกล่าวยังช่วยเอื้อให้นักเรียนสามารถศึกษาเล่าเรียนได้อย่างต่อเนื่องจนสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา คาดว่าจะมีส่วนสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และเพิ่มโอกาสให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ชายแดนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่
    การสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นในครั้งนี้ สะท้อนถึงความห่วงใยต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของมนุษย์ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนในพื้นที่ด้อยโอกาส อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น ผ่านการสนับสนุนด้านการศึกษา ซึ่งนับเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3889276/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IssrAhNcpy4qNhUUeApA_

  • กรมน้ำบาดาล ชวนชาว Gen Z ร่วมค่ายเยาวชนรักษ์น้ำบาดาล ปี 2 ชิงทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 60,000 บาท

    กรมน้ำบาดาล ชวนชาว Gen Z ร่วมค่ายเยาวชนรักษ์น้ำบาดาล ปี 2 ชิงทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 60,000 บาท

    กรุงเทพฯ, วันที่ 26 ก.พ. – กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศ สมัครเข้าร่วมค่ายเยาวชนรักษ์น้ำบาดาล ครั้งที่ 2 (Youth Groundwater Guardian) “Our Aquifer, Our Future บาดาลเล่าเรื่อง” ใน Theme “น้ำบาดาลหัวใจของการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจไทย” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้วัยรุ่น Gen Z อายุระหว่าง 15 – 20 ปี ใช้พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์เพื่อบอกเล่าและถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับน้ำบาดาล พร้อมชิงทุนการศึกษาและเกียรติบัตร รวมมูลค่ากว่า 60,000 บาท

    กิจกรรมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้แก่เยาวชน เพื่อสื่อสารองค์ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญและคุณค่าของน้ำบาดาล ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำบาดาล ทั้งด้านการใช้ประโยชน์ การอนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำบาดาล ตลอดจนสร้างเครือข่ายการบริหารจัดการน้ำบาดาลอย่างมีส่วนร่วม ผ่านการนำเสนอแนวคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ด้วยการสื่อสารผ่านการบอกเล่าเรื่องราว (Storytelling) อย่างเหมาะสม สร้างสรรค์ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำบาดาล ทั้งระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติ กลุ่มผู้ใช้น้ำบาดาล ภาคเอกชน และภาคประชาชน

    สำหรับคุณสมบัติผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมนี้ เปิดรับสมัครนักเรียนและนักศึกษาที่มีอายุระหว่าง 15 – 20 ปี จำนวน 3 คนต่อทีม พร้อมครูผู้สอนหรือที่ปรึกษา 1 คนต่อทีม (ไม่จำกัดจำนวนทีมต่อที่ปรึกษา 1 คน) ทั้งนี้ แต่ละทีมสามารถส่งผลงานได้ไม่เกิน 1 ผลงาน และทีมที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมที่สำคัญได้แก่ Groundwater Boot Camp: ค่ายกิจกรรมเข้มข้น 4 วัน 3 คืน เพื่อเรียนรู้และพัฒนาความรู้ด้านน้ำบาดาลและ Final Pitching: การนำเสนอผลงานรอบสุดท้าย 2 วัน 1 คืน ที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์และการนำเสนอ

    การสมัครเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. โดยจะประกาศรายชื่อทีมที่ผ่านการคัดเลือก 20 ทีม ในวันที่ 23 เมษายน 2569 สำหรับค่าย Groundwater Boot Camp จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 17 – 20 พฤษภาคม 2569 และรอบ Final Pitching จะจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2569

    ผู้สนใจสามารถสมัครได้ที่  https://docs.google.com/forms/d/1WPYd2oP1WEkf7Osvs3Q7VxU7IYmPG6Dv35JZTG4hMzI/edit

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนฝึกอบรม สำนักบริหารกลาง กรมทรัพยากรน้ำบาดาล โทร. 0 2666 7169 หรือ 0 2666 7481 ในวันและเวลาราชการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/280366&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38R4BDn-KAj_4Aqg6xpW30

  • เปิดประวัติ “ใบหม่อน กิตติยา” สาวสวยดีกรีไม่ธรรมดา อดีตภรรยา “แจ็ค แฟนฉัน” ก่อนปิดฉากรัก

    เปิดประวัติ “ใบหม่อน กิตติยา” สาวสวยดีกรีไม่ธรรมดา อดีตภรรยา “แจ็ค แฟนฉัน” ก่อนปิดฉากรัก

    ก่อนหน้านี้มีข่าวลือของคู่รักคนดังอย่าง แจ็ค แฟนฉัน กับ ใบหม่อน กิตติยา หลังถูกคนจับตาเลิกกันหรือไม่ เพราะช่วงที่ผ่านมาไม่ค่อยได้มีรูปคู่กันออกมาให้เห็น และคนยังสังเกตเห็นว่าทั้งคู่ได้อันฟอลโล่วอินสตาแกรมกันด้วย 

    จนกระทั่งในรายการ ข่าวใส่ไข่ ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 มดดำ ก็ได้โฟนอินหา แจ็ค แฟนฉัน เพื่อสอบถามเรื่องนี้ ซึ่ง แจ็ค ยอมรับตรงๆ ว่า ได้ลดความสัมพันธ์ จบความเป็นสามีภรรยา เหลือเพียงแค่สถานะพ่อแม่ของลูกชาย ยืนยันไม่ได้มีมือที่สาม และแยกกันอยู่มาได้สักระยะแล้ว หลายคนต่างส่งกำลังใจให้ทั้งคู่กันจำนวนมาก 

    สำหรับประวัติของ ใบหม่อน กิตติยา

    – ใบหม่อน กิตติยา จิตรภักดี เกิดวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2542 

    – จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจาก โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี และศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

    – ใบหม่อน เป็นสาวเก่งมากความสามารถที่โดดเด่น เธอได้รางวัลชนะเลิศจากการประกวดซุปเปอร์โมเดลคอนเทสต์ 2016 โดยเธอได้รางวัลพิเศษ ตำแหน่งสาวมั่นใจเมืองกรุง 

    –  จากนั้นได้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดงสังกัดช่อง 7 และมีผลงานละครเรื่อง มัจจุราชฝึกหัด, ดวงใจขบถ, เด็กเสเพล, ผู้ดีดงอิโดย และหลงกลิ่นจันทร์ 

    – ในปี พ.ศ. 2564 ใบหม่อนหมดสัญญากับช่อง 7HD และผันตัวเป็นนักแสดงอิสระ จากนั้นได้เข้าร่วมประกวดโครงการเด็กช่อง 8 นิวเจน และได้รางวัลชนะเลิศ ทำให้เธอขึ้นแท่นเป็นนางเอกช่อง 8 ในละครเรื่อง เพลงรักรอยแค้น ซึ่งออกอากาศในปี พ.ศ. 2566

    – ต่อมาในช่วงเดือนมิถุนายน 2566 แจ็ค แฟนฉัน ได้ตัดสินใจโพสต์ภาพคู่ ใบหม่อน พร้อมช่อดอกทานตะวัน และแคปชั่นสุดหวานว่า “รักเธอนะใบหม่อน #ขอบคุณที่ทำให้เราหยุดเที่ยว”

    – หลังทั้งคู่คบหากันได้ประมาณ 4 เดือน แจ็ค แฟนฉัน ก็ได้คุกเข่าขอ ใบหม่อน แต่งงานกลางทริปที่ญี่ปุ่น ซึ่งตรงกับวันเกิดของใบหม่อน 

    – จากนั้นผ่านไปได้เพียง 13 วัน ใบหม่อน ก็ได้โพสต์สตอรี่จบความสัมพันธ์กับ แจ็ค แฟนฉัน แต่จากนั้นโพสต์ดังกล่าวก็ถูกลบออกไปอย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายแล้ว ใบหม่อน ก็ได้ออกโพสต์ว่า เธอกับแจ็คได้คืนดีกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่มีเรื่องผิดใจกันเล็กน้อย

    – กระทั่งในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 แจ็ค แฟนฉัน โพสต์ภาพคู่กับ ใบหม่อน พร้อมถือที่ตรวจครรภ์ เพื่อประกาศข่าวดีว่า กำลังตั้งท้องแล้ว

    – ก่อนที่ทั้งคู่จะจัดงานแต่งงานขึ้นในวันที่ 14 ก.พ. 2567 พร้อมกับเฉลยเพศลูก ได้ลูกชายคือ น้องคากิ 

    – ต่อมาในช่วงวันที่ 24 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ได้มีกระแสข่าวลือว่าแจ็คและใบหม่อน อัลฟอลโล่อินสตาแกรมกัน ต่อมาช่วงเย็น รายการ ข่าวใส่ไข่ ช่องไทยรัฐทีวี ได้สอบถามแจ็ค ก็ได้ยอมรับว่า ลดความสัมพันธ์ลง เหลือเป็นพ่อแม่ของลูก และแยกกันอยู่มาสักระยะแล้ว พร้อมยืนยันไร้ปัญหามือที่สาม

    คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2916448&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uYNww3a8X4XmqqXAToWs3

  • “สันติสุข” กระชากหน้ากาก “พรรคส้ม” ไม่กล้ายอมรับความจริง ดิ้นสู้หวังล้มเลือกตั้ง | TOPNEWS

    “สันติสุข” กระชากหน้ากาก “พรรคส้ม” ไม่กล้ายอมรับความจริง ดิ้นสู้หวังล้มเลือกตั้ง | TOPNEWS

    “สันติสุข” กระชากหน้ากาก “พรรคส้ม” ไม่กล้ายอมรับความจริง ดิ้นสู้หวังล้มเลือกตั้ง

    • เผยแพร่ : 26/02/2026 10:07

    ข่าวเด่น ข่าวมีคม | 26 ก.พ. 69 | ช่วง 2

    – เปิดโผ ครม.อนุทิน 2 ภูมิใจไทยยึด 19 เก้าอี้ คุม 14 กระทรวงเกรด A ด้านกลาโหม ยังรอสรรหาผู้เหมาะสม
    – “สันติสุข” กระชากหน้ากาก “พรรคส้ม” หน้าบางไม่กล้ายอมรับความจริง ดิ้นสู้หวังล้มเลือกตั้ง ชี้ “ภูมิใจไทย” ชนะเพราะฝีมือ ไม่ใช่เพราะบาร์โค้ด ลงพื้นที่ไหน ประชาชนแห่ต้อนรับล้นหลาม
    – ส่องนโยบายเด่น “ภูมิใจไทย” ว่าที่รัฐบาลใหม่ ทั้งคนละครึ่งพลัส ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท พยาบาลอาสา และการศึกษาเท่าเทียม

    #topnewstv #อนุทินชาญวีรกูล #พรรคประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1499542&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f6SzjCkjF2UTn955z2ZgG

  • เชียงรายถกเครียด หลังผลวิจัยพบ สารหนูในเล็บ-เส้นผม นักวิจัยถูกตำหนิ ชี้ทำลายท่องเที่ยว

    เชียงรายถกเครียด หลังผลวิจัยพบ สารหนูในเล็บ-เส้นผม นักวิจัยถูกตำหนิ ชี้ทำลายท่องเที่ยว

    เชียงรายถกเครียด หลังผลวิจัยพบ สารหนูในเล็บ-เส้นผม นักวิจัยถูกตำหนิ ชี้ทำลายท่องเที่ยว

    วันนี้, 06:47น.

              นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัก (ผวจ.) เชียงราย เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ครั้งที่ 2/2569โดยมี นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผวจ. พร้อมด้วย ดร.ศิริวรรณ กันติสินธุ์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง(มฟล.) ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ประมงจังหวัดเชียงราย ตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนักวิชาการนักวิจัยจากหลายสถาบันการศึกษา ตัวแทนภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน เข้าร่วมประชุมทั้งในห้องประชุมและออนไลน์

              ที่ประชุมได้หยิบยกกรณีที่มีการตรวจพบสารหนูสะสมในเล็บและเส้นผมของประชาชนริมแม่น้ำกก จำนวน 16 ราย จากกลุ่มตัวอย่าง 90 ราย ซึ่งพบค่าสูงกว่า 0.05 มก./กก. และบางรายมีอาการทางคลินิกที่ส่งผลต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

              นายแพทย์เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงรายแลกเปลี่ยน หลังทราบข่าวสั่ง จนท.ลงพื้นสอบสวนเบื้องต้นใน 3 ตำบลเชียงราย วันนี้จะร่วมกับศูนย์การแพทย์ฯ ลงเก็บตัวอย่างปัสสาวะ 1 วัน ,2 เดือน  สำหรับเดือนก.ค.68 ได้เคยคัดกรองกลุ่มเสี่ยง 2 พันคน กลุ่มเสี่ยงราว 300 คน พบ 7 คนสารหนูเกินค่ามาตรฐาน พบ 1 คน มีสารหนูอนินทรีย์ที่อันตราย หลังจากนั้นตรวจซ้ำยังพบ 1 คนที่ยังเกินค่า เมื่อสำรวจพื้นที่รอบบ้านและกิจกรรมการเกษตรมีการใช้สารเคมีจำนวนมาก ส่วน 16 คนที่มีค่าสารหนูเกินค่าจากงานวิจัย ถ้ายึดตามตัวเลของค์การอนามัยโลกจะมีผู้ตรวจพบเกินค่าเพียง 1 คน

              ขณะที่ต้นเหตุปัญหา เช่น ทำเหมืองแร่ในพื้นที่รอยต่อชายแดน ซึ่งมีความต้องการแร่แรร์เอิร์ทสูง และราคาทองคำพุ่งสูง ยังคงเป็นปัจจัยความรุนแรงปัญหายังไม่บรรเทาที่ทำให้การแก้ไขผลกระทบระยะยาวเป็นไปได้ยาก

              ที่ประชุมมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับการสัมผัสน้ำหรือการลงเล่นน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำโขง ได้หรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงสงกรานต์ที่จะมีการทำแพเปียก ซึ่ง นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผอ.สคพ.ที่ 1 (กรมควบคุมมลพิษ) กล่าวว่า แม้การปนเปื้อนแม่น้ำสาย ไม่เหมาะที่จะลงสัมผัสน้ำ ส่วนการปนเปื้อนในแม่น้ำกกแม้จะไม่เกินมาตรฐานในพื้นที่จังหวัดเชียงราย แต่ก็ยังเห็นว่าไม่ควรลงน้ำ หากลงดำผุดดำว่าย อาจทำให้น้ำเข้าสู่ร่างกาย และในตะกอนที่ฟุ้ง หากคนมีบาดแผลก็จะเข้าสู่ร่างกายได้ แต่การพักผ่อนนั่งดื่มกินอยู่ริมน้ำสามารถทำได้

              อย่างไรก็ตาม ผวจ.เชียงราย ได้สั่งการในที่ประชุม 4 ประเด็นว่า การยืนยันผลเร่งด่วน โดยให้ทีมวิจัย มฟล. ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ เก็บตัวอย่างซ้ำทั้งในสิ่งแวดล้อมและชีวภาพ (ปัสสาวะ/เส้นผม) ตามมาตรฐาน SOP และรายงานผลภายใน 2 สัปดาห์ ดำเนินตั้งศูนย์ประสานงาน ให้สำนักงานจังหวัดเป็นศูนย์กลางข้อมูล เชื่อมโยงแล็บและหน่วยงานปกครองเพื่อลดความซ้ำซ้อน ยกระดับห้องปฏิบัติการ ผลักดัน มฟล. และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นแล็บอ้างอิงในพื้นที่ เพื่อความรวดเร็วในการวิเคราะห์สารโลหะหนัก

              ด้านการเฝ้าระวังเชิงรุก ให้เครือข่ายโรงพยาบาลเก็บตัวอย่างจากกลุ่มเสี่ยงและนักเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อประเมินผลกระทบสุขภาพ นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ยังมอบหมายให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดจัดทำสื่อ 2 รูปแบบ ทั้งข้อมูลวิชาการสำหรับผู้เชี่ยวชาญ และอินโฟกราฟิกที่เข้าใจง่ายสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว

              ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะนัดประชุมติดตามความคืบหน้าอีกครั้งภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อพิจารณาผลการตรวจซ้ำและอนุมัติงบประมาณขับเคลื่อนงานต่อไป

              รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังจากที่ข่าวการตรวจพบสารหนูในเล็บและเส้นผมซึ่งเป็นสัญญาณของการสะสมของสารหนูในร่างกายเผยแพร่สู่สาธารณชน ปรากฏว่าคณะนักวิจัยถูกเรียกไปตำหนิ เนื่องจากเกรงว่าทำให้เกิดความตื่นตระหนกโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจังหวัดเชียงรายและอีกหลายพื้นที่ริมแม่น้ำกกเตรียมจัดงานวันสงกรานต์ริมแม่น้ำหลังจากเมื่อปีที่แล้วไม่มีนักท่องเที่ยวจนทำให้ผู้ประกอบการแพริมน้ำขาดทุนไปตามๆกัน

    #กกปนเปื้อน

    #เชียงรายเฝ้าระวัง

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159537&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_Rv5bqGCfUjYAxUz-Z-vU