Category: วัฒนธรรม

  • สิ้นสุดการรอคอย! คิ๊กออฟสร้าง ‘สนามบินอู่ตะเภา’ 3 เม.ย. 2569 เริ่มสัมปทาน 50 ปี

    สิ้นสุดการรอคอย! คิ๊กออฟสร้าง ‘สนามบินอู่ตะเภา’ 3 เม.ย. 2569 เริ่มสัมปทาน 50 ปี

    สิ้นสุดการรอคอย! คิ๊กออฟสร้าง 'สนามบินอู่ตะเภา' 3 เม.ย. 2569 เริ่มสัมปทาน 50 ปี

    อีอีซี กำหนดออก NTP สร้างสนามบินอู่ตะเภา 3 เม.ย.2569 เริ่มสัมปทาน 50 ปี

    นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี เปิดเผยว่า “โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก” มูลค่าการลงทุน 2.9 แสนล้านบาท สกพอ.จะออกหนังสือแจ้งให้บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) เริ่มงาน (Notice to Proceed หรือ NTP) วันที่ 3 เม.ย.2569 โดยถือเป็นวันเริ่มนับเวลาโครงการระยะเวลา 50 ปี โดยสิ้นสุดสัมปทานปี 2619

    หลังจากเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2569 สกพอ.ได้ลงนามข้อตกลงบริหารสัญญาร่วมลงทุนโครงการฯร่วมกับ บริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ผู้รับสัมปทาน เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2569 ในกรณีที่ UTA จะสละสิทธิเงื่อนไขบังคับก่อนตามสัญญาร่วมลงทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแผนการก่อสร้างและการเดินรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน 

    อันเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงการฯ  และเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 UTA ได้ทำหนังสือยืนยันยันความพร้อมรายละเอียดและกรอบการดำเนินการงานมาเรียบร้อยแล้ว

    สนามบินอู่ตะเภา

    ยันลงทุนเฟสแรก รับผู้โดยสาร 12 ล้านคน

    สำหรับแผนลงทุนสร้างสนามบินอู่ตะเภา ตามแผนงานเดิม ซึ่งโครงการจะถูกแบ่งเป็น 6 ระยะ โดยในระยะแรกต้องรองรับผู้โดยสารได้ไม่น้อยกว่า 12 ล้านคนต่อปี และจะเริ่มลงทุนในระยะที่ 2-6 เมื่อมีปริมาณผู้โดยสารถึง 80 % ของขีดความสามารถในแต่ละช่วง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดที่ 60 ล้านคนต่อปี ในปีสุดท้ายของโครงการ

    แผนพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก

    ส่วนกรณีที่ บริษัท UTA เสนอปรับแผนการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา โดยขอลดขนาดการพัฒนาขีดความสามารถของอาคารผู้โดยสารในระยะแรกแรก จากเดิมรองรับที่ 12 ล้านคนต่อปี เป็นเริ่มต้นที่ 3 ล้านคนต่อปี ภายใต้เงื่อนไข ว่าในช่วงแรก ยังไม่มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนั้น นายจุฬา ยืนยันว่ายังไม่มีการเปลี่ยนหรือปรับลดการพัฒนาแต่อย่างใด 

    โดยขณะนี้ UTA อยู่ระหว่างศึกษาและทำแผนการพัฒนาในแต่ละเฟสที่คิดว่าเหมาะสม ซึ่งหากมีผลการศึกษาออกมาอย่างไร ก็ต้องมีการพิจารณาร่วมกัน

    หลังจากนี้ สกพอ.มองว่า อีก 5 ปีกว่าโครงการระยะแรกจะเปิด ซึ่งน่าจะมีอีกหลายปัจจัยที่จะเข้ามามีผลกระทบต่อโครงการ ทั้งเรื่องการพัฒนาเมืองการบิน ( Airport City) รวมไปถึงพื้นที่เมืองใหม่อัจฉริยะที่จะมีการลงทุนพัฒนา ทั้งสวนสนุกขนาดใหญ่ สนามกีฬาขนาดใหญ่ ที่จะช่วยกระตุ้นปริมาณผู้โดยสารและดึงดูดนักลงทุนให้มีการเดินทางอย่างต่อเนื่องในพื้นที่

    กางไทม์ไลน์ก่อสร้าง เปิดให้บริการปี 2574

    แผนการดำเนินพัฒนาสนามบินอู่ตะเภามีกำหนด ระยะเวลาก่อสร้าง 5 ปี และตั้งเป้าเปิดให้บริการในปี 2574 โดยมีรายละเอียดการก่อสร้างที่สำคัญดังนี้

    • การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่และสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่ง UTA จะก่อสร้างให้สอดคล้องกับทางวิ่งที่ 2 เพื่อให้แล้วเสร็จและทดสอบระบบในเวลาเดียวกัน
    • ทางวิ่งที่ 2 (รันเวย์ 2)  ยาว 3,500 ม. 

    สิ้นสุดการรอคอย! คิ๊กออฟสร้าง 'สนามบินอู่ตะเภา' 3 เม.ย. 2569 เริ่มสัมปทาน 50 ปี

    ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยมีระยะเวลาดำเนินการรวม 1,095 วัน (ก่อสร้าง 30 เดือน และทดสอบ 6 เดือน) มีกำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 29 ตุลาคม 2571 ซึ่งจะทันกับการเปิดให้บริการสนามบินระยะแรกอย่างแน่นอน นายจุฬา กล่าวทิ้งท้าย

    การลงทุนพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา เฟส 1 ของ UTA ประกอบด้วย

    1. Airport Terminal มีอาคารผู้โดยสารกว่า 157,000 ตร.ม. รองรับผู้โดยสารได้มากกว่า 12 ล้านคนต่อปี 
    2. Air Cargo & Logistics รับขนส่งและกระจายสินค้ากว่าล้านตันต่อปี 
    3. Airport City ประกอบด้วยศูนย์การค้าระดับโลก, MICE, Indoor Arena, โรงแรม, สนามแข่งรถ, ร้านอาหาร, Medical Tourism Hub และสนามแข่งฟอร์มูลาวัน

    สิ้นสุดการรอคอย! คิ๊กออฟสร้าง 'สนามบินอู่ตะเภา' 3 เม.ย. 2569 เริ่มสัมปทาน 50 ปี

    ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งมีโครงสร้างทางวิ่งเป็นอุโมงค์ลอดใต้รันเวย์นั้น ขณะนี้โครงการอาจจะยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างนั้น ไม่มีผลกระทบต่อการก่อสร้างรันเวย์และอาคารผู้โดยสาร ของสนามบินอู่ตะเภา เนื่องจากได้ปรับแก้ไขในเชิงวิศวกรรมร่วมกันแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/652387&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UF9Rin2YAcfd58Uc2pQHb

  • ส่องโปรไฟล์ สส.อายุน้อยที่สุดสภาชุดที่ 27 ‘พลอย ณัฐธิดา’ สส.บุรีรัมย์ หลานสาว ‘เนวิน’ | เดลินิวส์

    ส่องโปรไฟล์ สส.อายุน้อยที่สุดสภาชุดที่ 27 ‘พลอย ณัฐธิดา’ สส.บุรีรัมย์ หลานสาว ‘เนวิน’ | เดลินิวส์

    คลอดแล้วสำหรับสภาผู้แทนราษฎรชุด 27 หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต จำนวน 396 คน จากนั้นเข้าสู่กระบวนการรายงานตัวต่อสำนักงาน กกต. และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดย สส. น้องใหม่ของสภาชุดที่ 27 ที่มีอายุน้อยที่สุด คือ น.ส.ณัฐธิดา เล็กอุดากร หรือ พลอย สส.บุรีรัมย์ เขต 2 พรรคภูมิใจไทย อายุ 25 ปี ที่ลงสนามการเมืองเป็นครั้งแรก และชนะคู่แข่ง ลอยลำเข้าสภาด้วยคะแนนท่วมท้น 54,410 คะแนน

    โดยก่อนหน้านี้ “พลอย ณัฐธิดา” ถูกจับตามองในฐานะทายาทบ้านใหญ่บุรีรัมย์ เป็นบุตรสาวของ นายภูษิต เล็กอุดากร นายก อบจ.บุรีรัมย์ และยังมีศักดิ์เป็นหลานสาวของ นายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย สำหรับโปรไฟล์การศึกษาและการทำงาน ดีกรีก็ไม่ธรรมดา จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้าน Accounting and Finance จาก University of Sussex และปริญญาโทด้าน International Business จาก Hult International Business School สหราชอาณาจักร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5637500/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jg6FVC3Vvq0YFf3sjP4-l

  • ยูโอบี ประเทศไทย ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษาไทย จาก “การเข้าถึง” สู่ “ศักยภาพการใช้งาน”

    ยูโอบี ประเทศไทย ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษาไทย จาก “การเข้าถึง” สู่ “ศักยภาพการใช้งาน”

    ขณะที่โรงเรียนไทยส่วนใหญ่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แล้ว ความท้าทายด้านการศึกษาได้ขยับจาก “การเข้าถึง” ไปสู่ “การพัฒนาศักยภาพการใช้เทคโนโลยีและความรู้ทางการเงินของเยาวชน” แม้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในโรงเรียนจะครอบคลุมมากขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์และการบูรณาการเทคโนโลยียังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยรายงานปี 2568 จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า โรงเรียนไทยโดยเฉลี่ยมีนักเรียนถึง 17 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สะท้อนความแตกต่างด้านคุณภาพการเข้าถึงอุปกรณ์และโอกาสในการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เดินหน้าขยายโครงการ UOB My Digital Space (MDS) ครอบคลุม 10 โรงเรียนทั่วประเทศ สนับสนุนห้องเรียนดิจิทัลและหลักสูตรความรู้ทางการเงินให้แก่นักเรียนกว่า 5,500 คนแห่งทั่วประเทศ เพื่อลดช่องว่างด้านอุปกรณ์และยกระดับศักยภาพการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนไทย โดยครูผู้สอนระบุว่า นักเรียนมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น, สามารถฝึกทำแบบฝึกหัดออนไลน์ด้วยตนเอง และลดข้อจำกัดจากการต้องใช้อุปกรณ์ร่วมกันหลายคน

    โครงการ UOB My Digital Space มุ่งแก้ไขช่องว่างดังกล่าวผ่านการจัดตั้ง “ห้องเรียนดิจิทัล” พร้อมอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ตามหลักสูตร เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ รวมถึงการสอดแทรกหลักสูตรการเงินออนไลน์ UOB Money 101: Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อเสริมทักษะด้านการบริหารเงินและความปลอดภัยดิจิทัล นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนการอบรมครู การพัฒนานักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 และจัดกิจกรรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์และทักษะชีวิตโดยพนักงานอาสาสมัครของยูโอบี

    การขยายโครงการในปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโรงเรียนต้นแบบ 3 แห่งที่ยูโอบีสนับสนุนตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งได้รับอุปกรณ์ดิจิทัล เครื่องมือการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพครูอย่างครบวงจร ตลอด 3 ปีการศึกษา โรงเรียนเหล่านี้พบการพัฒนาทักษะในวิชาหลักอย่างมีนัยสำคัญ โดยโรงเรียนหนึ่งมีสัดส่วนของนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มผลการเรียนสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31 เป็นร้อยละ 62 ขณะที่กลุ่มผลการเรียนต่ำลดลงจากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 10 ตามผลการประเมินหลังเรียนของสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ

    นายริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อมีความพร้อมมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความสามารถให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิผล และบริหารจัดการการเงินได้อย่างรอบคอบ ผลลัพธ์จากโรงเรียนต้นแบบสะท้อนว่าการเข้าถึงอุปกรณ์ เครื่องมือดิจิทัล และการเรียนรู้เรื่องการเงินอย่างเป็นระบบ สามารถช่วยเสริมศักยภาพนักเรียนได้จริง การขยายโครงการนี้ทำให้เราเข้าถึงนักเรียนกลุ่มกว้างขึ้น และช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะสำคัญที่จำเป็นต่ออนาคต”

    นางสาวกนกวรรณ โชว์ศรี ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า “การสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต้องมองไกลกว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การบูรณาการเทคโนโลยีในการเรียนรู้ประจำวัน ควบคู่กับการเสริมความรู้ทางการเงินที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดช่องว่างเชิงคุณภาพและเสริมโอกาสระยะยาวของนักเรียน”

    ผู้อำนวยการโรงเรียนจากโรงเรียนคลองยางประชานุสรณ์และโรงเรียนด่านช้างวิทยา ระบุว่า ห้องเรียนดิจิทัลได้ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ ลดการพึ่งพาอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานร่วมกัน และช่วยวางรากฐานความรู้ด้านการเงินอย่างเป็นระบบภายในห้องเรียน

    โครงการ UOB My Digital Space เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของธนาคาร ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเข้าถึงดิจิทัลและเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชน ผ่านรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ออกแบบให้ขยายผลได้อย่างเป็นระบบทั่วประเทศ โครงการนี้เริ่มต้นในประเทศสิงคโปร์ ก่อนขยายมายังประเทศไทยซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างโดดเด่น และต่อยอดสู่ประเทศอินโดนีเซียในลักษณะโครงการระยะหลายปี ปัจจุบัน UOB My Digital Space ช่วยยกระดับทักษะ ความรู้ และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับนักเรียนกว่า 100,000 คนทั่วภูมิภาค เพื่อเตรียมเยาวชนสู่โลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/280444&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_MCFvtIjhm3RjecA3OJBq

  • เอนี่เพย์ ช่วยการศึกษาเด็กพิการ ของ ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่หนองคาย

    เอนี่เพย์ ช่วยการศึกษาเด็กพิการ ของ ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่หนองคาย

    นายสันทวัฒน์ สินาเจริญ (ยืนกลางซ้าย) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการฟินเทค (Fintech) ด้านระบบรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยและมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง มอบเงินบริจาคช่วยการศึกษาแก่เด็กนักเรียนผู้พิการ โดยมี นายชิด สุขหนู (ยืนกลางขวา) ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เป็นผู้รับมอบ เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและมุ่งสู่การพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืนต่อไป ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ จังหวัดหนองคาย เมื่อเร็วๆนี้

    ทั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนช่วยเหลือน้องๆผู้พิการ ผ่านการบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็น ได้ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองคาย บัญชีเลขที่ 295-6-00370-4 หรือผ่านระบบ e -Donation สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-4246-5645

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/131697&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZkL0yjGtqSRsk0GvTV3fy

  • สจด. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียน นักศึกษาได้รับรางวัลการแข่งขันทักษะวิชาชีพ การประกวดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์และกีฬา สถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน ระดับชาติ ปีการศึกษา 2568 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียน นักศึกษาได้รับรางวัลการแข่งขันทักษะวิชาชีพ การประกวดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์และกีฬา สถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน ระดับชาติ ปีการศึกษา 2568 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121408/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Lf-CFWpCimEFYi-s1TpB4

  • ปากกาลดน้ำหนัก เตือนใช้ผิดวิธี กระทบสุขภาพระยะยาว – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ปากกาลดน้ำหนัก เตือนใช้ผิดวิธี กระทบสุขภาพระยะยาว – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ปากกาลดน้ำหนัก เตือนใช้ผิดวิธี กระทบสุขภาพระยะยาว

    จากยารักษาเบาหวานสู่ไอเท็มฮิตในโลกออนไลน์ “ปากกาลดน้ำหนัก” โฆษณาว่าเป็นคำตอบของคนอยากผอมเร็ว แพทย์เตือน ใช้ผิดข้อบ่งชี้อาจได้โทษมากกว่าผลดี อาจเจอภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

    ปากกาลดน้ำหนัก (Weight Loss Injection Pen) เป็นอุปกรณ์การแพทย์ที่มีลักษณะคล้ายปากกา ใช้สำหรับฉีดยาควบคุมน้ำหนักสำหรับผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน เช่น ผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงหรือมีโรคร่วมที่ควบคุมน้ำหนักได้ยาก แต่ในปัจจุบันถูกนำมาใช้เกินความจำเป็นและขยายสู่ตลาดออนไลน์อย่างกว้างขวาง ภายใต้การรีวิวที่ไม่ได้พูดถึงข้อจำกัดและความเสี่ยง และเงื่อนไขการใช้ที่จำเป็นก่อนตัดสินใจ

    นายแพทย์ธนีย์ ธนียวัน อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด เวชบำบัดวิกฤต และการปลูกถ่ายปอด อธิบายถึง “ปากกาลดน้ำหนัก” ว่า กลไกการออกฤทธิ์หลักของยากลุ่มนี้คือการเลียนแบบสารเพปไทด์ตามธรรมชาติในร่างกาย ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความอิ่มโดยตรง เมื่อใช้ยาแล้วจะทำให้ความอยากอาหารลดลง และรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นแม้รับประทานในปริมาณไม่มาก กล่าวได้ว่า เป็นการ “จ่ายเงินเพื่อไม่ต้องกินข้าว” ต่างจากการไปร้านอาหารที่เราจ่ายเงินเพื่อรับประทานอาหาร ยากลุ่มนี้กลับทำให้เรากินได้น้อยลงและอิ่มเร็วขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การใช้ยาโดยขาดคำแนะนำจากแพทย์อาจก่อให้เกิดผลเสียได้ เนื่องจากเมื่อน้ำหนักลดลง สิ่งที่หายไปไม่ได้มีเพียงไขมัน แต่รวมถึงมวลกล้ามเนื้อด้วย การสูญเสียมวลกล้ามเนื้ออาจทำให้อัตราการเผาผลาญพื้นฐานของร่างกายลดลง ส่งผลเสียในระยะยาว ดังนั้น การใช้ปากกาลดน้ำหนักควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อายุรกรรม หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ

    ทั้งนี้ หากหยุดยาทันทีโดยไม่ควบคุมพฤติกรรมการกิน ไม่ออกกำลังกาย และไม่ได้รับโปรตีนเพียงพอเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ อาจเกิดภาวะโยโย่เอฟเฟกต์ (Yoyo Effect) หรือน้ำหนักเพิ่มกลับมากกว่าเดิมได้ นอกจากนี้ ยังมีผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และในบางรายอาจเกิดภาวะตับอ่อนอักเสบ

    ปากกาลดน้ำหนักเหมาะกับใคร

    โดยทั่วไปปากกาลดน้ำหนัก ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการลดความอ้วน แต่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินรุนแรง เช่น มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 35 หรือมีโรคร่วมที่ทำให้ควบคุมน้ำหนักได้ยาก

    กลุ่มที่อาจพิจารณาใช้ยา ได้แก่

    • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากยากลุ่มนี้พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและน้ำหนักในผู้ป่วยเบาหวานเป็นหลัก ก่อนจะมีการนำมาใช้ในผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน
    • ผู้ที่พยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล โดยแพทย์จะประเมินประวัติการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และแนวทางอื่น ๆ ก่อน หากไม่ประสบความสำเร็จจึงพิจารณาใช้ยาเป็นทางเลือกเสริม

    ในทางกลับกัน มีกลุ่มบุคคลที่ไม่แนะนำให้ใช้ หรือจำเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ได้แก่

    • ผู้ที่มีน้ำหนักเกินเพียงเล็กน้อย แต่อยากใช้เพื่อความสวยงาม หรือใช้เป็นทางลัดในช่วงสั้น ๆ ถือเป็นการใช้ยาผิดข้อบ่งชี้
    • ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคคลั่งผอม (Anorexia) หรือโรคซึมเศร้า เนื่องจากยาจะลดความอยากอาหาร ซึ่งอาจกระทบต่อสภาพจิตใจให้รุนแรงขึ้น
    • ผู้ที่มีความเสี่ยงโรคเฉพาะทางบางชนิด เช่น ผู้ที่มีประวัติมะเร็งไทรอยด์บางประเภท หรือมีความผิดปกติด้านพฤติกรรมการกิน

    ทั้งนี้ การตัดสินใจใช้ยาควรผ่านการประเมินเป็นรายบุคคล และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษาในระยะยาว

    แม้ว่ายาตัวนี้ซึ่งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด แต่กลับกลายเป็นสินค้าที่ถูกนำมาโฆษณาขายในออนไลน์อย่างแพร่หลาย นายแพทย์ธนีย์ กล่าวว่าความนิยมผลิตภัณฑ์ปากกาลดน้ำหนัก เกิดจากหลายปัจจัยทั้ง ความต้องการทางลัดของผู้บริโภค โดยธรรมชาติแล้วผู้คนมักต้องการทางลัดในการลดน้ำหนัก เพราะการคุมอาหารและออกกำลังกายเป็นเรื่องเหนื่อยและใช้เวลานาน ยาเหล่านี้จึงตอบโจทย์ความต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วและง่ายดาย ยาลดน้ำหนักกลุ่มนี้สร้างรายได้และกำไรมหาศาลให้กับผู้ที่นำมาจำหน่ายหรือจ่ายยา เมื่อเห็นว่าเป็นช่องทางทำเงินที่เล่นกับ “ความขี้เกียจ” ของคนได้ จึงมีแรงจูงใจในการนำออกมาโฆษณาขายอย่างแพร่หลาย

    ขณะเดียวกัน อิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ยิ่งเร่งให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น คอนเทนต์จำนวนมากนำเสนอภาพ “ก่อน–หลัง” ที่เน้นผลลัพธ์ด้านความผอมเพรียว โดยไม่กล่าวถึงข้อจำกัดทางการแพทย์หรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ทำให้ผู้บริโภคลดความระมัดระวัง และตัดสินใจใช้ยาตามกระแสได้ง่ายขึ้น

    ระวังเพปไทด์ไม่ได้รับการรับรองจาก อย.

    นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มยาเพปไทด์ที่ถูกลักลอบนำเข้าโดยไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกำลังเป็นที่พูดถึงในตลาด เช่น Retatrutide ซึ่งถูกอ้างสรรพคุณว่าเป็นยาฉีดลดน้ำหนักและรักษาเบาหวาน รวมถึงเพปไทด์เพื่อความงามและการฟื้นฟูร่างกาย เช่น GHK-Cu ที่กล่าวอ้างเรื่องการฟื้นฟูผิว, TB-500 ซึ่งเป็นเปปไทด์สังเคราะห์เลียนแบบโปรตีนบางส่วนในร่างกาย และ BPC 157 เปปไทด์สังเคราะห์ที่จำลองจากโปรตีนในน้ำย่อยของมนุษย์

    อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญที่ทำให้สารเหล่านี้มีความเสี่ยงและไม่ควรนำมาใช้ มีหลายประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากยังมีสถานะเป็นเพียง “สารเพื่อการทดลอง” วางจำหน่ายออนไลน์พร้อมคำกำกับว่า “for research purpose only” ซึ่งหมายความว่าไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้รักษาในมนุษย์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน ข้อมูลวิจัยด้านความปลอดภัยระยะยาวก็ยังมีจำกัด ผู้ใช้จึงเสมือนนำร่างกายตนเองเข้าเป็นอาสาสมัครโดยไม่มีหลักประกันใด ๆ ยิ่งไปกว่านั้น การผลิตที่ไม่ผ่านการรับรองจาก อย. อาจขาดมาตรฐานควบคุมคุณภาพ เสี่ยงต่อการปนเปื้อนหรือความไม่บริสุทธิ์ของตัวยา ซึ่งอาจก่อผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพได้ในระยะยาว

    แพทย์จึงย้ำเตือนว่า หากใช้ยาเพปไทด์ที่ไม่ได้มาตรฐานแล้วเกิดผลข้างเคียงรุนแรง เช่น ภาวะตับวายหรือไตวาย ผู้ที่ต้องรับภาระการรักษาคือผู้ใช้และแพทย์ผู้ดูแล ไม่ใช่ผู้โฆษณาหรือผู้จำหน่าย ดังนั้น การตัดสินใจใช้ยาควรตั้งอยู่บนข้อมูลทางการแพทย์ที่ถูกต้อง และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างยากจะแก้ไข

    นายแพทย์ธนีย์ ได้ทิ้งท้ายคำเตือนถึงประชาชนให้ใช้สติและดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี โดยย้ำว่าการใช้ปากกาลดน้ำหนัก แม้มีประโยชน์ทางการแพทย์จริง แต่ต้องใช้ภายใต้ข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน และเมื่อแพทย์ประเมินแล้วว่าประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงเท่านั้น การนำมาใช้โดยไม่เหมาะสมอาจให้โทษมากกว่าผลดี พร้อมเตือนว่าอย่าหลงเชื่อคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียที่โชว์ผลลัพธ์ “ก่อน–หลัง” จนละเลยอันตรายและความแตกต่างของร่างกายแต่ละคน เพราะหากตัดสินใจใช้ตามคำโฆษณาอินฟลูเอนเซอร์แล้วเกิดผลข้างเคียง ผู้ที่ต้องรับหน้าที่รักษาคือแพทย์ ไม่ใช่ผู้ที่ชักชวนให้ซื้อหรือรีวิวสินค้า

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/weight-loss-injection-pen/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2O9ZgBoTNXLNB1tffrHtJZ

  • เห็นชอบรับรองปริญญา-ประกาศนียบัตรการศึกษาเพิ่ม 19 หลักสูตร 13 สถาบัน

    เห็นชอบรับรองปริญญา-ประกาศนียบัตรการศึกษาเพิ่ม 19 หลักสูตร 13 สถาบัน

    “รมว.นฤมล” นั่งหัวโต๊ะประชุมคุรุสภาเห็นชอบรับรอง 19 หลักสูตร 13 สถาบัน ผ่านประเมินสมรรถนะครู 3,450 คน เร่งปฏิรูประบบทดสอบ–ใบอนุญาตวิชาชีพครูให้จบในหลักสูตร

    เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 2/2569 โดยมีคณะกรรมการและผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กรรมการและเลขานุการ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพฯ ซึ่งนางนฤมล กล่าวว่า วันนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ประกอบด้วย ให้การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา 13 แห่ง รวม 19 หลักสูตร และได้ให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว โดยเปลี่ยนแปลงแผนการรับนักเรียน 4 แห่ง รวม 10 หลักสูตร

    นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบการรับรองผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครูของผู้ผ่านเกณฑ์การประเมินฯ ครั้งที่ 2/2569 จำนวน 3,450 คน เป็นผู้อยู่ระหว่างศึกษาในหลักสูตรปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา 3,428 คน ประกอบด้วย 1. หลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา จำนวน 2,423 คน 2. หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 983 คน และ 3. หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) 22 คน ผู้ที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาอื่นที่ผ่านการรับรองความรู้ 22 คน และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

    นางนฤมล กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้ให้ข้อเสนอแนะอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับแผนพัฒนางานการทดสอบวิชาครูอย่างยั่งยืน โดยมอบคุรุสภานำข้อสังเกตไปทบทวน เพื่อประสิทธิภาพของกระบวนทดสอบครูทั้งระบบ โดยเฉพาะกระบวนการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้หาแนวทางดำเนินการทดสอบให้จบขั้นตอนตั้งแต่ในสถาบันผลิตครู พร้อมทั้งศึกษาแนวทางสำหรับกระบวนการออกใบอนุญาตให้กับกลุ่มจบสาขาอื่นด้วย นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบให้ใช้ข้อมูลคุณวุฒิการศึกษาและมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศที่ได้รับการพิจารณาคุณวุฒิของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อใช้สำหรับการพิจารณารับรองคุณวุฒิเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู กรณีสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ รวมถึงเห็นชอบผลการประเมินผลการปฏิบัติงานของรองเลขาธิการคุรุสภา ในรอบปีที่ 3 ของการปฏิบัติงาน (3 ม.ค.2568 – 2 ม.ค.2569) 

    ที่ประชุมยังได้ให้ความเห็นชอบประกาศ แผนและระเบียบที่สำคัญ ได้แก่ 1. (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งคณะอนุกรรมการอุทธรณ์คำวินิจฉัยการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ….  (ร่าง) แผนการบริหารจัดการความเสี่ยงของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานของรัฐ ที่กระทรวงการคลังกำหนด และ (ร่าง) ระเบียบคณะกรรมการคุรุสภา ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การย้าย การโอน และการเลื่อนตำแหน่งและเงินเดือนของพนักงานเจ้าหน้าที่ของคุรุสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ…. และเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นสูงของตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง พ.ศ…. โดยมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ในส่วนของผลการดำเนินงานคุรุสภาได้รายงานต่อที่ประชุมรับทราบในหลายประเด็น ได้แก่ รายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการรับรองความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพ ครั้งที่ 1/2569, รายงานการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการและแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่าย ไตรมาส 1 (1 ต.ค. – 31 ธ.ค. 2568) และรายงานการดำเนินงานตามมติคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2569 จำนวน 7 เรื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2916657&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z0M-O6adEFhocHbWQaGfd

  • สะพัด! จับตา ‘9 งูเห่าเขียว’ ไหลหนุน ‘อนุทิน’ | เดลินิวส์

    สะพัด! จับตา ‘9 งูเห่าเขียว’ ไหลหนุน ‘อนุทิน’ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 69 รายงานข่าวเปิดเผยว่า พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เตรียมจะปิดดีลพรรคร่วมรัฐบาล ที่ 292 เสียง หลังพรรคพลังประชารัฐ และพรรคโอกาสใหม่ มาร่วม

    โดยจะมีการเจรจาดึง สส. มาเป็นกลุ่ม ซึ่งกลุ่มที่ถูกจับตามองตอนนี้คือกลุ่มของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน และนายเดชอิศม์ ขาวทอง ที่สังกัดพรรคกล้าธรรม จำนวน 9 คน คือ

    1.นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ ว่าที่ สส.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2

    2.นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ ว่าที่ สส.สุพรรณบุรี เขต 3

    3.นายสิรภพ สมผล ว่าที่ สส.สกลนคร เขต 1

    4. นายชาตรี หล้าพรหม ว่าที่ สส.สกลนคร เขต 2

    5. นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล ว่าที่ สส.สกลนคร เขต 3

    6. นายนัยดี วาบา ว่าที่ สส.ปัตตานี เขต 4

    7. นายจรัญ จันทร์แก้ว ว่าที่ สส.พัทลุง เขต 3

    8. พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ว่าที่ สส.สงขลา เขต 8

    9. นายวงศ์วชิร ขาวทอง ว่าที่ สส.สงขลา เขต 5.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5637521/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sJxcR43sM0jlJYRBXUOB3

  • สีหศักดิ์ ย้ำท่าที เดินหน้าสร้างสันติภาพกับกัมพูชา -พร้อมประชุมปักปันเขตแดน

    สีหศักดิ์ ย้ำท่าที เดินหน้าสร้างสันติภาพกับกัมพูชา -พร้อมประชุมปักปันเขตแดน

    สีหศักดิ์ ย้ำท่าที เดินหน้าสร้างสันติภาพกับกัมพูชา -พร้อมประชุมปักปันเขตแดน

    วันนี้, 11:15น.

              นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางปฏิบัติภารกิจที่ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2569 นอกจากจะได้พบและหารือกับนาย Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) และ นาย ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส แล้ว ยังมีโอกาสได้พบกับ นายโวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

              นายสีหศักดิ์ ยังได้ใช้โอกาสนี้ชี้แจงสถานการณ์ ชายแดนไทยกัมพูชาด้วย โดยยืนยันว่า การหยุดยิงยังเปราะบาง พร้อมย้ำท่าทีของไทย ว่าต้องการให้เกิดสันติภาพระหว่างกัน และยืนหยัดตามข้อตกลงหยุดยิง ที่ได้ทำร่วมกันไว้ เพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ และ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่มีการรุกล้ำดินแดนฝ่ายใด และเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุม ของคณะกรรมการปักปันเขตแดน โดยทันที ที่มีกำหนดการประชุม อย่างเป็นทางการฝ่ายไทยก็พร้อมเข้าร่วมทันที ระหว่างนี้มีการเตรียมการไว้ตลอด ฝากถึงฝ่ายกัมพูชา ให้ใจเย็นๆ ยืนยันว่า ฝ่ายไทยจะไม่รุกล้ำเขตแดนอย่างที่กล่าวหา แน่นอน อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า นายโวลเกอร์ เติร์ก เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแน่นนอน

               ส่วนเหตุการณ์ที่ฝั่งกัมพูชา ยิงปืนเข้ามาในฝ่ายไทยอีกครั้งเมื่อวันก่อน กระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำหนังสือประท้วงไปยังรัฐบาลกัมพูชาแล้ว และ จะออกแถลงการณ์ตามมาอีกครั้ง

              นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังได้ โทรศัพท์ ไปหารือกับ นางกายา กัลลัส ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคงและรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ในระหว่างเดินทางจากกรุงปารีส ไปยัง นครเจนีวา หลายเรื่อง ทั้งสถานการณ์ รัสเซีย-ยูเครน

              รวมทั้งได้มีโอกาสชี้แจงสถาการณืชายแดน ไทยกัมพูชาด้วย ย้ำท่าทีของไทยหลังการหยุดยิงที่ต้องการให้เกิดสันติภาพร่วมกัน แต่ก็ยอมรับไปว่า ฝ่ายกัมพูชายั่วยุ อย่างต่อเนื่องแม้ว่า จะหยุดยิงไปแล้วก็ตาม ไทยตอบโต้อย่างมีสัดส่วน ขอบเขตตามหลักสากล ซึ่งถือเป็นสิทธิในการตอบโต้ ตามกฎบัตรสหประชาชาติ

    #ไทยพบยุโรป 

    #สันติภาพเขมร

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159543&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ddjkjXh_Rcrg-IudPneak

  • มิจฉาชีพพุ่งเป้าเด็ก หลอกให้ค่าตอบแทน ทำกิจกรรมออนไลน์ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    มิจฉาชีพพุ่งเป้าเด็ก หลอกให้ค่าตอบแทน ทำกิจกรรมออนไลน์ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภค ห่วงใย “เด็กและเยาวชน” เป้าหมายใหม่กลุ่มมิจฉาชีพออนไลน์ เตือนครอบครัวเฝ้าระวังใกล้ชิด  พบสถิติเด็กหายจากการถูกหลอกลวง

    เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 69 เกิดเหตุเยาวชนอายุ 13 ปี ถูกมิจฉาชีพหลอกให้เข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ จะได้รับเงินค่าตอบแทน แต่ต้องโอนเงินไปให้ก่อน เหยื่อหลงเชื่อโอนเงินไป แต่ไม่ได้เงินคืน จนเกิดความเครียดอย่างรุนแรงและพลัดตกจากที่สูงจนบาดเจ็บสาหัส สภาผู้บริโภคแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มเด็กและเยาวชน ที่มิจฉาชีพสร้างความหวาดกลัว ข่มขู่ หรือหลอกให้ทำภารกิจออนไลน์เพื่อให้โอนเงิน ส่งผลกระทบทั้งด้านทรัพย์สินและสภาพจิตใจ กระตุ้นครอบครัวติดตามและเพิ่มองค์ความรู้

    เด็กตกเป็นเป้าเพราะขาดวุฒิภาวะและประสบการณ์

    นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ อนุกรรมการด้านการเงินและการธนาคาร สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า จากข่าวที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าเด็กและเยาวชนตกเป็นเป้าหมายสำคัญของขบวนการมิจฉาชีพออนไลน์ หรือกลุ่มสแกมเมอร์ เนื่องจากยังขาดความรู้และวุฒิภาวะในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อถูกข่มขู่หรือสร้างสถานการณ์ให้เกิดความกลัว จึงหลงเชื่อได้ง่าย

    ทั้งนี้ มิจฉาชีพมักแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะตำรวจ กล่าวหาว่าเด็กมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี จากนั้นข่มขู่ไม่ให้บอกผู้ปกครอง พร้อมสั่งให้ดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งเด็กจำนวนมากเข้าใจว่าตนเองกระทำผิดจริง จึงไม่กล้าเล่าให้พ่อแม่หรือคนใกล้ชิดฟัง เพราะกลัวถูกดุหรือตำหนิ

    ช่องว่างระบบการเงิน–วัยรุ่นมหาวิทยาลัยเสี่ยงสูง

    นางนฤมล กล่าวว่า สำหรับกลุ่มเด็กที่ยังไม่มีบัญชีธนาคาร เมื่อถูกมิจฉาชีพข่มขู่ หรือหลอกลวง กดดันให้เด็กต้องไปขอเงินผ่านผู้ปกครอง แต่เมื่อไม่สามารถหาเหตุผลขอเงินได้ต่อเนื่อง เด็กจะเกิดความเครียดจากแรงกดดันและความกลัว

    ขณะที่เยาวชนระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งมีบัญชีธนาคารและทำธุรกรรมออนไลน์ได้เอง กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงที่โอนเงินได้ทันที โดยเฉพาะนักศึกษาต่างจังหวัดที่พักอาศัยคนเดียว ขาดที่ปรึกษาใกล้ชิด จึงมีความเปราะบางมากกว่า

    เสนอเพิ่มระบบป้องกัน–ดันบทเรียนรู้เท่าทันมิจฉาชีพในหลักสูตร

    นางนฤมล เสนอว่า สถาบันการเงินควรพิจารณาเพิ่มระบบป้องกันความเสี่ยงสำหรับบัญชีเยาวชน เช่น ระบบแจ้งเตือนผู้ปกครอง หรือกลไกชะลอการโอนในธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

    ขณะเดียวกัน ระบบการศึกษาควรบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับภัยออนไลน์ กลโกงทางการเงิน และวิธีรับมือเมื่อถูกข่มขู่ไว้ในหลักสูตร เพื่อให้เด็กมีทักษะตั้งคำถาม ตรวจสอบ และขอความช่วยเหลือได้ทันเวลา

    “ควรพิจารณาเพิ่มระบบป้องกันความเสี่ยงทางการเงินสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงส่งเสริมการให้ความรู้ในองค์กรต่าง ๆ และในระบบการศึกษา โดยนำปัญหาและวิธีป้องกันภัยสแกมเมอร์บรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน” นางนฤมล กล่าว

    ศึกษาตั้งกองทุนเยียวยาจากภัยมิจฉาชีพออนไลน์

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภค อยู่ระหว่างผลักดันข้อเสนอการจัดตั้งกองทุนเยียวยาผู้เสียหายจากภัยมิจฉาชีพออนไลน์ โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้กับผู้เสียหาย ไม่ใช่การชดเชยเต็มจำนวน ดังนั้นแนวทางการศึกษาเรื่องจัดตั้งกองทุนต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งข้อดี ข้อจำกัด และผลกระทบระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนหรือสร้างภาระต่อระบบโดยรวม

    สถิติเด็กหายที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์

    อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์สะเทือนใจที่เด็กถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินนั้น พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในฐานะโฆษกตำรวจไซเบอร์ เปิดเผยว่า พฤติการณ์ของมิจฉาชีพเริ่มจากการติดต่อผ่านแอปพลิเคชันอินสตราแกรม โดยชักชวนให้ทำกิจกรรมฟังเพลง โดยอ้างว่าจะได้รับค่าตอบแทน 200 บาท แต่กำหนดเงื่อนไขให้โอนเงิน 100 บาทล่วงหน้า เพื่อรับเงินคืนรวม 300 บาท ภายหลังโอนเงินกลับไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่กล่าวอ้าง อีกทั้งยังถูกหลอกให้ทำกิจกรรมเพิ่มเติมหลายครั้ง พร้อมเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มโดยอ้างว่าข้อมูลผิดพลาด ส่งผลให้ผู้เสียหายเกิดความเครียดสะสม นำไปสู่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    นอกจากนี้ จากข้อมูลตำรวจไซเบอร์และมูลนิธิกระจกเงา พบว่ากลุ่มเด็กที่เสี่ยงจากกลุ่มสแกมเมอร์ยังเกิดกรณีการหายตัวไปด้วย โดยใน ปี 2567 มีเด็กหายจากกรณีที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ 11 คน อายุน้อยสุด 14 ปี ปี 2568 มีเด็กหาย 19 คน โดยอยู่ในกลุ่มช่วงอายุ 15–18 ปี ส่วนใหญ่ถูกหลอกผ่านออนไลน์ด้วยข้อเสนอ “งานค่าตอบแทนสูง” หรือ “หลอกให้รัก”

    รูปแบบการหลอกลวงที่พบ ชักชวนทำงานออนไลน์ค่าตอบแทนสูงอทำภารกิจ เช่น ฟังเพลง กดไลก์ รับเงิน หลอกให้รัก (Romance Scam) หลอกให้โอนเงินแก้ไขข้อมูลผิดพลาด ขอข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลบัญชี โดยช่องทางที่ใช้ติดต่อ ได้แก่ แชตส่วนตัว ไลน์ อินสตาแกรม เฟซบุ๊ก และวิดีโอคอล โดยหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบตัวตนได้

    อ้างอิงข้อมูล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/scammer-attack-children/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GOGodTCR7fwoCYDzp6H8Z