Category: วัฒนธรรม

  • เปิดประวัติ ประธานสภาฯ ชั่วคราว  ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร  วัย89ปี

    เปิดประวัติ ประธานสภาฯ ชั่วคราว ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร วัย89ปี

    สถานการณ์การเมืองเริ่มขยับเข้าสู่โหมดจัดตั้งสภา ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส. เกินกว่า 95% ทำให้บรรดาว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทยอยเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ท่ามกลางการจับตาว่าเกมอำนาจในสภาฯ จะเริ่มต้นอย่างไรในการประชุมนัดแรกที่กำลังจะมาถึง

    ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 121 ภายหลัง กกต.รับรองผลเกิน 95% แล้ว สำนักงานเลขาธิการสภาฯ จะประสานไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อให้นายกรัฐมนตรีนำความขึ้นทูลเกล้าฯ ขอเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกภายใน 15 วัน ซึ่งถือเป็นกรอบเวลาสำคัญที่ทุกพรรคการเมืองต้องเร่งจัดทัพเตรียมความพร้อม

    วาระสำคัญของการประชุมนัดแรก คือ การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาฯ เพื่อทำหน้าที่ควบคุมการประชุม อำนวยความเรียบร้อย และกำหนดทิศทางการทำงานฝ่ายนิติบัญญัติในระยะต่อไป โดยผู้ทำหน้าที่ประธานสภาฯ ชั่วคราวในวันดังกล่าว จะเป็น สส.ที่มีอาวุโสสูงสุด

    สำหรับสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ผู้ที่มีอาวุโสสูงสุด คือ okpไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วัย 89 ปี ซึ่งต้องอยู่ในห้องประชุมและทำหน้าที่ประธานชั่วคราว เพื่อดำเนินกระบวนการเลือกประธานสภาฯ คนใหม่

    โดยนาย ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร หรือ “เตี่ย” เกิดวันที่ 24 ธันวาคม 2479 จบการศึกษารัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ทั้งระดับปริญญาตรี โท และปริญญาเอกจากสถาบันราชภัฏลำปาง เส้นทางการเมืองเริ่มต้นจากการเป็น สส.ลำปาง เมื่อปี 2531 ก่อนผ่านหลายพรรคการเมือง และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

    ต่อมาเข้าร่วมพรรคไทยรักไทยในปี 2544 ได้รับเลือกตั้งอีกสมัย ก่อนถูกตัดสิทธิทางการเมือง และกลับเข้าสภาอีกครั้งในปี 2562 ในนามพรรคเพื่อไทย กระทั่งการเลือกตั้งปี 2566 และ 2569 ได้รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เป็น สส. สมัยที่ 9 และ 10 ตามลำดับ โดยในสมัยล่าสุด ด้วยวัยสูงสุดของสภาฯ ชุดนี้ ทำให้ต้องรับบทประธานชั่วคราว เปิดฉากเกมเลือกประธานสภาฯ ท่ามกลางสายตาจับจ้องของทั้งการเมืองในและนอกสภา.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/738635&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LwQUFZFXDvhE8ovtfMq30

  • “กปภ. ครบรอบ 47 ปี ขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืนยกระดับคุณภาพการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ

    “กปภ. ครบรอบ 47 ปี ขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืนยกระดับคุณภาพการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ

    การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) จัดงานเนื่องในวันสถาปนาครบรอบ 47 ปี ขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน พร้อมเดินหน้ายกระดับคุณภาพการให้บริการและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารประปาวิวัฒน์ การประปาส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่

    นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เปิดเผยว่า กปภ. ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทย ให้บริการน้ำประปาสะอาด ปลอดภัย แก่ประชาชนในพื้นที่ 74 จังหวัดทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ผ่านมา กปภ. มุ่งมั่นดำเนินภารกิจหลักในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษามาตรฐานคุณภาพน้ำประปาให้สะอาด ปลอดภัย เพื่อสุขอนามัยที่ดีของประชาชนทุกครัวเรือน และขยายโอกาสในการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดของประชาชนอย่างทั่วถึงผ่านโครงการน้ำดื่มสะอาด Mini Station 83 แห่ง รวมถึงจุดบริการตู้กดน้ำดื่มสะอาดบริการประชาชน ซึ่งเปิดให้บริการฟรี ณ กปภ. 234 สาขาทั่วประเทศ ควบคู่กับการพัฒนางานบริการสู่ระบบดิจิทัล ผ่านช่องทางออนไลน์ PWA Line Official @PWAThailand และแอปพลิเคชัน PWA Plus Life รวมถึงการยกระดับการให้บริการ ณ สำนักงาน กปภ.สาขา ตามมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC)

    นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมและชุมชนผ่านโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในการสนับสนุนและตรวจสอบน้ำประปาแก่โรงเรียนและชุมชน การส่งเสริมทักษะอาชีพด้านงานประปาแก่ประชาชน การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตน้ำให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อบูรณาการการทำงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

    ขณะเดียวกัน ในสถานการณ์วิกฤตและสาธารณภัย กปภ. ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนด้วยการสนับสนุนน้ำสะอาดและออกมาตรการยกเว้นค่าน้ำประปาและค่าบริการทั่วไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และในเหตุอุทกภัยภาคใต้ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนได้กว่า 2.4 แสนครัวเรือน

    สำหรับกำหนดจัดงานวันสถาปนาครบรอบ 47 ปี ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 มีกิจกรรมสำคัญประกอบ ด้วยกิจกรรมช่วงเช้า พิธีสักการะพระพุทธรูปประจำสำนักงานใหญ่ กปภ. พิธีพราหมณ์บวงสรวงท่านเวสสุวรรณเทพ ท่านเจ้าแม่คงคาเทวีเทพ และพระแม่ธรณี วิสุทธิสรรพสักขีบารมีธำรงชล พิธีถวายเครื่องไหว้ศาลตา-ยาย พิธีเจริญพระพุทธมนต์ พิธีตักบาตรอาหารแห้ง และร่วมทำบุญตักบาตรอาหารแห้งแด่พระสงฆ์ 9 รูป โดย

    ทั้งนี้ กปภ. งดรับกระเช้าแสดงความยินดีและขอเชิญร่วมบริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิโครงการ Gift to Give โดยเปลี่ยนการรับกระเช้าดอกไม้ แสดงความยินดีเป็นการบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนการศึกษาแก่บุตร ธิดา ของพนักงาน กปภ. ที่ถึงแก่กรรม มาตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งได้ช่วยเหลือไปแล้วจำนวน 1,702 ทุน เป็น 14,192,250 บาท และปี 2557 ได้เริ่มจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นค่าครองชีพให้กับอดีตพนักงาน กปภ.ที่ดำรงชีพด้วยความยากลำบาก ที่ผ่านมาได้ช่วยเหลืออดีตพนักงานไปแล้ว จำนวน 83 ราย เป็นเงิน 6,340,800 บาท และในปี 2567 มูลนิธิได้ให้ความช่วยเหลือไปยังพนักงาน กปภ. ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จำนวน 34 สาขา (หน่วยงาน) เป็นเงิน 170,000 บาท ตลอดจนดำเนินการเกี่ยวกับสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ

    สำหรับช่วงบ่ายได้จัดพิธีมอบรางวัลและประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานและบุคลากรที่มีผลงานโดดเด่นในด้านต่าง ๆได้แก่รางวัลประกาศเกียรติคุณแก่ผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อ กปภ. ประจำปี 2568 รางวัล กปภ.เขตและสาขาดีเด่นประจำปี 2568 รางวัลโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศด้านการลดน้ำสูญเสีย รางวัล กปภ.เขตและสาขาด้านการตลาดยอดเยี่ยม ประจำปี 2568 รางวัล The Best of PWA Always-on รางวัลนักบริการมือทองสมองเพรช ประจำปี 2568 เป็นต้น เพื่อยกย่อง และส่งเสริม และสร้างขวัญกำลังใจในการทำงานให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพต่อไป

    จากก้าวแรกสู่ปีที่ 47 กปภ. ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อส่งมอบน้ำประปาสะอาดที่มีคุณภาพ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/131915&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NQOtRrwalzbrUm__goOhR

  • งดงามสู่เวทีโลก! วธ.เทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ” ดันชุดไทยพระราชนิยม ขึ้นแท่นมรดกโลกยูเนสโก

    งดงามสู่เวทีโลก! วธ.เทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ” ดันชุดไทยพระราชนิยม ขึ้นแท่นมรดกโลกยูเนสโก

    v.prd:0.0.151

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/140505&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1h1eH-wALJzne3M_AsQnKr

  • ทายซิใครเอ่ย? สาวน้อยฟันเหล็ก โตมาเป็นนักการเมืองดัง หน้าไม่เปลี่ยนเลย!

    ทายซิใครเอ่ย? สาวน้อยฟันเหล็ก โตมาเป็นนักการเมืองดัง หน้าไม่เปลี่ยนเลย!

    ภาพเด็กหญิงกีฬาสีคนนี้ คือใคร? รอยยิ้มสดใสที่วันนี้ กลายเป็นนักการเมืองดัง ที่ทั้งประเทศพูดถึง

    ภาพเด็กหญิงผมสั้นในชุดกีฬาสีเหลืองสดใส กำลังถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ ด้วยรอยยิ้มกว้างและเหล็กดัดฟันที่ดูน่ารักสมวัย หลายคนเห็นแล้วต่างอดยิ้มตามไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ภาพนี้กลายเป็นไวรัล ไม่ใช่แค่ความน่ารัก หากแต่เป็นตัวตนของเด็กหญิงในภาพ ที่ปัจจุบันเติบโตขึ้นมาเป็นบุคคลสำคัญที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด

    ในช่วงแรก หลายคนพยายามเดากันไปต่าง ๆ นานา บ้างคิดว่าเป็นดารา บ้างคิดว่าเป็นคนดังในโลกโซเชียล

    จนเมื่อมีการเปิดเผยความจริง ก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องร้องอ๋อทันที เพราะเด็กหญิงในวันนั้น คือ ไอซ์ รักชนก ศรีนอก สส.หญิงที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในเวทีการเมืองปัจจุบัน

    เบื้องหลังบุคลิกที่ดูเข้าถึงง่าย เธอมีพื้นฐานด้านวิชาการที่แข็งแกร่ง โดยจบการศึกษาสาขาสถิติ จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ซึ่งทำให้เธอมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลตัวเลขที่ซับซ้อน และนำมาใช้ในการอภิปรายประเด็นสำคัญในสภาได้อย่างมีเหตุผลและชัดเจน

    ก่อนก้าวเข้าสู่การเมือง เธอเคยทำงานเคลื่อนไหวเพื่อสังคม และตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในปี 2566 ในนามพรรคก้าวไกล ในพื้นที่จอมทอง บางบอน และหนองแขม โดยใช้วิธีหาเสียงอย่างเรียบง่าย ด้วยการปั่นจักรยานเข้าพบประชาชน จนสามารถชนะพรรคการเมืองเจ้าถิ่นในเขตดังกล่าว สร้างการจดจำและได้เข้าสู่สภาในที่สุด

    ปัจจุบัน เธอยังคงเป็นบุคคลที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง จากบทบาทการตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของสำนักงานประกันสังคม ในหลายโครงการ จนทำให้ชื่อของเธอเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และกลายเป็นหนึ่งในนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ถูกจับตามองมากที่สุดในเวลานี้

    จากเด็กหญิงตัวเล็กในชุดกีฬาสี สู่การเป็น สส.หญิงที่มีบทบาทในระดับประเทศ ภาพในอดีตที่ถูกเปิดเผยครั้งนี้ ไม่เพียงสร้างให้หลายคนอมยิ้ม แต่ยังสะท้อนเส้นทางชีวิตที่เติบโตมาอย่างน่าจับตามองของเธออีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9875662/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FSBsxdrE_oaQBM4l9xjoC

  • ฉะเชิงเทราเปิดการสัมมนานำเสนอผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็น | เดลินิวส์

    ฉะเชิงเทราเปิดการสัมมนานำเสนอผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็น | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ห้องประชุมโรงแรมซันธารา เวลเนส รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา นางสาวฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดการสัมมนานำเสนอผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรายงานฉบับสมบูรณ์ (Draft Final Report) การศึกษาจัดทำแผนพัฒนาการเชื่อมโยงและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมทั้งทางรางและทางน้ำ เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พร้อมด้วย นายสุรพงษ์ เมี้ยนมิตร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร นายธนกฤต รัตนพันธ์ ท้องถิ่นจังหวัดฉะเชิงเทรา นายทศพร พยูรวงศ์ รองผู้อำนวยการแขวงทางหลวงฉะเชิงเทรา นายวราห์ เขินประติยุทธ ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด นายยุทธนา มาตเจือ ประธานหอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้แทนส่วนราชการ ภาคเอกชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมการสัมมนา

    โดยกระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการขนส่งที่มีประสิทธิภาพทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศให้มีความครอบคลุมและเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ โดยให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยน รูปแบบการขนส่งสินค้าจากถนนไปสู่การขนส่งทางรางและน้ำมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economics Corridor : EEC) ได้แก่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทราให้มีความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐานและมีมาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกและลดต้นทุนในการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ อันจะเป็นการ ส่งเสริม สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางคมนาคม รวมถึงศูนย์กลางอุตสาหกรรมและนวัตกรรมของภูมิภาคต่อไป ทั้งนี้การสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอผลการศึกษาโครงการ และ (ร่าง)แผนปฏิบัติการพัฒนาการเชื่อมโยงและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าเกษตรและ อุตสาหกรรมทั้งทางรางและทางน้ำเพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (พ.ศ. 2569-2575) เพื่อรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากผู้เข้าร่วมการสัมมนาสำหรับนำไปปรับปรุงรายงานฉบับสมบูรณ์ให้มีความครบถ้วน ครอบคลุม ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5641400/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24AH9aWSUbia6UWTOAtEOm

  • อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส เผยแพร่รายงานประเมินแนวโน้มความเสี่ยง ประจำปี 2569 ระบุปัจจัยความไม่แน่นอนผลักดันให้องค์กรต้องเร่งเตรียมพร้อมรับมือ

    อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส เผยแพร่รายงานประเมินแนวโน้มความเสี่ยง ประจำปี 2569 ระบุปัจจัยความไม่แน่นอนผลักดันให้องค์กรต้องเร่งเตรียมพร้อมรับมือ

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS) ผู้นำระดับโลกด้านการจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย เผยแพร่ “รายงานประเมินแนวโน้มความเสี่ยง” (Risk Outlook) [1] ฉบับที่ 10 ประจำปี 2569 นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่มีความสำคัญเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่เปลี่ยนแปลงไปและอุบัติขึ้นใหม่ ซึ่งองค์กรต่าง ๆ และบุคลากรทั่วโลกมีแนวโน้มต้องเผชิญในปี 2569 นี้

    ผลการศึกษาวิจัยบ่งชี้ว่า ความเสี่ยงและภัยคุกคามต่าง ๆ ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงและทับซ้อนกันมากขึ้น ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้าสู่องค์กร ซึ่งส่งผลให้องค์กรจำเป็นต้องเร่งยกระดับการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย เพื่อปกป้องพนักงานและรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ ทั้งนี้ ข้อสรุปสำคัญจากการศึกษาวิจัยประกอบด้วย

    • ผู้บริหารองค์กรเกือบ 6 ใน 10 คน (57%) ระบุว่า ความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ๆ อุบัติขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่จะบริหารจัดการได้ทัน ขณะที่ 74% รู้สึกว่ามีเวลาตัดสินใจในสถานการณ์สำคัญน้อยลง และมีเพียง 35% ที่มั่นใจว่าสามารถระดมทีมงานเพื่อรับมือกับความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที
    • ผู้บริหาร 80% เชื่อว่าการตรวจพบความเสี่ยงอย่างทันท่วงทีทำให้มีความได้เปรียบในการรับมือ แต่มีเพียง 20% ที่มั่นใจว่าสามารถตรวจสอบและยืนยันข้อมูลความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
    • เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจ (49%) ชี้ว่า ความเสี่ยงต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงและทับซ้อนกันมากขึ้น จึงจำเป็นต้องจัดการความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพและความปลอดภัยควบคู่กันไป

    พร้อมกันนี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ยังได้เผยแพร่ “แผนที่ความเสี่ยง” (Risk Map) [2] ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นฉบับที่เปิดเผยสู่สาธารณะ เพื่อแสดงระดับความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยในปัจจุบัน โดยในแผนที่ดังกล่าวมีการปรับเพิ่มระดับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในหลายพื้นที่อันเนื่องมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น อิหร่าน (จากระดับปานกลางเป็นสูง) เมียนมา (จากระดับสูงเป็นสูงมาก) และไนเจอร์ (จากระดับปานกลางเป็นสูง) ส่วนในบางพื้นที่มีการปรับลดระดับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น มองโกเลีย (จากระดับปานกลางเป็นต่ำ) เนื่องจากสถานการณ์ในเมืองหลวงมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่การตอบสนองต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติและความปลอดภัยบนท้องถนนก็ดีขึ้น ด้านอินเดียมีการปรับลดระดับความเสี่ยงด้านสุขภาพ (จากระดับผันผวนเป็นปานกลาง) เนื่องจากมีการยกระดับการดูแลรักษาผู้ป่วยตามเมืองใหญ่ให้มีมาตรฐานมากขึ้น

    อาร์โนด์ ส์ซิเย่ (Arnaud Vaissie) ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า “เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2569 องค์กรต่าง ๆ ต้องเผชิญกับภูมิทัศน์ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยจากธรรมชาติ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น หรือการแบ่งขั้วทางการเมือง ล้วนสร้างแรงกดดันต่อการดำเนินธุรกิจและส่งผลกระทบต่อพนักงาน นอกจากนี้ ข้อมูลที่ผิดและข้อมูลที่บิดเบือนยังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นภายในองค์กร ในขณะที่องค์กรต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของพนักงานมากขึ้นในยุคที่ทุนมนุษย์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ไม่ได้แยกออกจากกันอย่างเป็นเอกเทศอีกต่อไป หากแต่เชื่อมโยงกัน มีพัฒนาการ และท้าทายแม้กระทั่งแผนการที่รัดกุมที่สุด ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่น ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และการเติบโตต่อไปในอนาคต

    ศักยภาพในการคาดการณ์และตัดสินใจอย่างเด็ดขาดคือสิ่งที่ช่วยให้องค์กรสามารถปกป้องบุคลากรและรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจได้ ไม่ว่าจะดำเนินการที่ใดและภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม อย่างไรก็ดี การเตรียมความพร้อมไม่อาจยึดติดอยู่กับการตั้งรับเฉย ๆ ได้อีกต่อไป แต่ต้องมีการวางกลยุทธ์อย่างชาญฉลาด มีความยืดหยุ่น และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายขีดความสามารถ โดยช่วยตรวจจับความเสี่ยงแบบเรียลไทม์และช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทดแทนการใช้วิจารณญาณของมนุษย์ได้ การผสมผสานระหว่างการวิเคราะห์ขั้นสูงของระบบกับความเชี่ยวชาญของมนุษย์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนความซับซ้อนให้เป็นความชัดเจน และเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นการคาดการณ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง”

    ผลการศึกษาวิจัยยังบ่งชี้ว่า ความไม่แน่นอนกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยองค์กร 66% ระบุว่า ความไม่แน่นอนได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเด่นชัดในช่วงปีที่ผ่านมา ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากความไร้เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งผู้ตอบแบบสำรวจ 47% ยกให้เป็นปัจจัยหลัก รองลงมาคืออาชญากรรมไซเบอร์ อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามทางดิจิทัลในรูปแบบอื่นกลับถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 14% ที่มองว่า การเผยแพร่ข้อมูลที่ผิด (misinformation) และข้อมูลที่บิดเบือน (disinformation) เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ก่อให้เกิดความไม่แน่นอน ทั้งที่ภัยคุกคามดังกล่าวมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นและมีศักยภาพสูงในการรบกวนการดำเนินงาน ตลอดจนบั่นทอนความเชื่อมั่นภายในองค์กรอย่างมีนัยสำคัญ

    ขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ยังคงอยู่ในระดับต่ำอย่างชัดเจน โดยแม้ว่าเทคโนโลยี AI จะได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง แต่มีองค์กรเพียง 6% เท่านั้นที่มองว่า AI มีความจำเป็นต่อการจัดการความเสี่ยง สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรจำนวนมากพลาดโอกาสในการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของเทคโนโลยีดังกล่าว

    สเวเต โคเนสกา (Cvete Koneska) ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยระดับโลกของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า “องค์กรสามารถยกระดับศักยภาพในการคาดการณ์และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ โดยความคล่องตัวและการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่ทันท่วงทีเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในปัจจุบัน”

    อย่างไรก็ตาม ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบด้านสุขภาพและความปลอดภัยของบุคลากรภายในองค์กรจำนวนเกือบ 80% คาดการณ์ว่างบประมาณขององค์กรในด้านสุขภาพและความปลอดภัยมีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลง ซึ่งอาจจำกัดขีดความสามารถขององค์กรในการจัดการความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

    ขณะเดียวกัน แม้มีข้อมูลบ่งชี้ว่าภาระจากปัญหาสุขภาพจิตยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประเมินว่าประชากรกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต [3] แต่มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 17% เท่านั้นที่จัดให้ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในความกังวลสูงสุดสามอันดับแรกขององค์กร

    ดร.ไอรีน ไล (Dr. Irene Lai) ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ระดับโลกของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า “การมองข้ามเรื่องสุขภาพ ย่อมเท่ากับมองข้ามคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ข้อมูลจากการให้บริการแก่ลูกค้าของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส แสดงให้เห็นว่า ภาวะวิตกกังวลและความเครียดเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่ลูกค้าต้องการความช่วยเหลือจากเรามากที่สุด นอกจากนั้นยังมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยารักษา ซึ่งมักทำให้การเดินทางของพนักงานยุ่งยากมากขึ้น ปัจจุบัน ความเสี่ยงด้านสุขภาพแทบไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นเอกเทศอีกต่อไป โดยภัยจากสภาพอากาศสุดขั้ว ความท้าทายด้านสุขภาพจิต และอันตรายจากโรคติดเชื้อ มักทับซ้อนและเชื่อมโยงกับวิกฤตด้านความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ องค์กรจำเป็นต้องบูรณาการการวางแผนด้านสุขภาพและความปลอดภัยเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถปกป้องบุคลากรได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ”

    About the International SOS Group of Companies; 40 Years of Saving Lives

    The International SOS Group of Companies is in the business of protecting and saving lives. Wherever you are, we deliver customized security risk management, health and wellbeing solutions to fuel your growth and productivity. In the event of a security incident, epidemic, extreme weather or any other business-disrupting event, we provide an immediate response, giving you and your workforce peace of mind. We uniquely combine industry-leading technology with expertise in security, medical and logistics to deliver prevention programs that offer real-time, actionable insights and on-the-ground support.

    Founded in 1985, the International SOS Group has been saving lives for 40 years. Headquartered in London and Singapore, we are trusted by over 9,000 organizations. This includes the majority of the Fortune Global 500, as well as mid-size enterprises, governments, educational institutions, and NGOs. Nearly 13,000 global experts stand with you to provide support and assistance from over 1,200 locations in 90 countries, over 110 languages, 24/7, 365 days a year.

    We help protect your people and your organization, as well as support your compliance reporting needs. By partnering with us, your organization can fulfil its Duty of Care responsibilities and fortify its business continuity.

    To strengthen your resilience, we are at your fingertips; internationalsos.com.

    [1] รายงานประเมินแนวโน้มความเสี่ยง ประจำปี 2569 (Risk Outlook 2026) ผสานข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญและฐานข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์ของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส เข้ากับผลการสำรวจแนวโน้มความยืดหยุ่นทางธุรกิจ (Business Resilience Trends) ซึ่งเก็บข้อมูลจากผู้บริหารระดับสูงจำนวน 830 คน ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบด้านสุขภาพ สุขภาวะ และ/หรือความปลอดภัยของบุคลากรภายในองค์กร ทั้งนี้ การเก็บข้อมูลภาคสนามและการวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการโดยบริษัท เอคโค รีเสิร์ช (Echo Research) ในเดือนสิงหาคมและกันยายน 2568

    [2] แผนที่ความเสี่ยง ประจำปี 2569 (Risk Map 2026) เป็นฉบับที่เผยแพร่สู่สาธารณะ และได้รับการอัปเดตทุกปี โดยอ้างอิงข้อมูลจากแผนที่ความเสี่ยงฉบับเต็มที่เป็นกรรมสิทธิ์ของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ซึ่งเผยแพร่เฉพาะสำหรับลูกค้าเท่านั้น และได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่องตามข้อมูลเชิงลึกด้านความเสี่ยงล่าสุด พร้อมนำเสนอรายละเอียดเจาะลึก รวมถึงการจัดระดับความเสี่ยงในระดับเมือง

    [3] ประชากรกว่าหนึ่งพันล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต จึงจำเป็นต้องขยายบริการเพื่อรับมือกับปัญหานี้อย่างเร่งด่วน

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDQ0PR74N1S8JFNW3F3LF3WS9Q1AM8B&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a_iwepwgyfEyvGxJGTaAw

  • ไวรัล “ไอเดียร์ สุชาดา” สส.ชัยภูมิ แห่แชร์ความสวยเซ็กซี่ เช็กประวัติไม่แปลกใจเลย

    ไวรัล “ไอเดียร์ สุชาดา” สส.ชัยภูมิ แห่แชร์ความสวยเซ็กซี่ เช็กประวัติไม่แปลกใจเลย

    ทำความรู้จัก “ไอเดียร์ สุชาดา” สส.ชัยภูมิ ป้ายแดงที่มารายงานตัวคนแรก พร้อมความสวยระดับไวรัล

    กลายเป็นกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ทันที เมื่อ ไอเดียร์ สุชาดา หรือ นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ เขต 4 จากพรรคภูมิใจไทย เดินทางมารายงานตัวที่รัฐสภาเป็นคนแรกเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 จากการรายงานของสื่อมวลชนสำนักข่าวแนวหน้า ระบุว่านอกจากความมุ่งมั่นในการทำงานแล้ว เธอยังถูกพูดถึงอย่างมากในเรื่องความสวยและเสน่ห์ที่โดดเด่นสะดุดตา จนหลายคนอดไม่ได้ที่จะไปค้นหาประวัติของเธอ

    ความตั้งใจในการทำหน้าที่ สส.ชัยภูมิ

    นางสาวสุชาดาได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า สาเหตุที่เดินทางมารายงานตัวตั้งแต่ช่วงเช้า เป็นเพราะมีภารกิจต้องเดินทางไปปฏิบัติงานที่ต่างประเทศ และต้องพาลูกวัย 2 เดือนไปรับวัคซีนในช่วงบ่าย นอกจากนี้ เธอยังเน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะผลักดันการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิที่ขาดการพัฒนามานานกว่า 30 ปี รวมถึงปัญหาปากท้องและราคาผลผลิตทางการเกษตร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    เปิดประวัติ “ไอเดียร์ สุชาดา” จากดาวรุ่งสู่นักการเมือง

    สำหรับประวัติของ ไอเดียร์ สุชาดา นั้นไม่ธรรมดา เพราะก่อนที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง เธอเคยเป็นที่รู้จักในวงการบันเทิง ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ในอดีตระบุว่าเธอคือ อดีตเด็กปั้นของ พี่เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร ผู้จัดการดาราชื่อดัง ซึ่งด้วยรูปร่างหน้าตาที่สะสวยทำให้เธอได้รับการจับตามองตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

    ในด้านการศึกษา เธอจบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนสุรนารีวิทยา ระดับปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) ปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกำลังศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เส้นทางการเมืองที่น่าจับตามอง

    ก่อนจะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งจนได้เป็น สส.ชัยภูมิ เธอเคยผ่านประสบการณ์ทำงานด้านการเมืองมาแล้วหลายตำแหน่ง ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

    • เคยเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับพรรคประชาธิปัตย์ในกลุ่ม New Dem เมื่อปี 2562
    • ทำหน้าที่เป็นโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
    • ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

    สรุป

    การปรากฏตัวของ ไอเดียร์ สุชาดา ไม่ได้มีเพียงแค่ภาพลักษณ์ความสวยงามหรือเสน่ห์ที่ดึงดูดใจเท่านั้น แต่เธอยังพกพาความรู้ ประสบการณ์ และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาพื้นที่จังหวัดชัยภูมิอย่างเต็มเปี่ยม จึงถือเป็นอีกหนึ่งนักการเมืองหญิงรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9875742/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29G1sPrWgKa1q9eAHvDeth

  • ม.กรุงเทพ ร่วมกับ กองทุน ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล มอบทุนการศึกษาสนับสนุนการพัฒนากำลังพล | เดลินิวส์

    ม.กรุงเทพ ร่วมกับ กองทุน ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล มอบทุนการศึกษาสนับสนุนการพัฒนากำลังพล | เดลินิวส์

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับกองทุน ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล มอบทุนการศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการข้อมูล ให้แก่นายทหารจำนวน 5 นาย จากกองทัพบกและสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพกำลังพลด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง

    ทุนการศึกษาดังกล่าว แบ่งเป็นทุนจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จำนวน 3 ทุน มอบโดย ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และทุนจากกองทุน ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล จำนวน 2 ทุน มอบโดย ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล รองอธิการบดีอาวุโสด้านกิจการภายนอก มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

    การมอบทุนครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยกรุงเทพในการสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการข้อมูล ซึ่งเป็นองค์ความรู้สำคัญต่อการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงในยุคดิจิทัล ผู้ได้รับทุนจะได้เสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดการระบบสารสนเทศ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานในระดับองค์กรและหน่วยงานภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5642518/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z0tmF-89_w9uNpUUdxlbL

  • ชี้ชะตา “หมอเกศ” ศาลฎีกานัดพิพากษา 4 มี.ค. คดีวุฒิการศึกษาฉาว

    ชี้ชะตา “หมอเกศ” ศาลฎีกานัดพิพากษา 4 มี.ค. คดีวุฒิการศึกษาฉาว

    ศาลฎีกานัดพิพากษาชี้ชะตา “หมอเกษ”  4 มี.ค.  คดีวุฒิการศึกษาฉาว หากผิดพ้นเก้าอี้ สว. ถูกเพิกถอนสิทธิฯ

    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีคดีความของนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือ “หมอเกศ” สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยตรวจสอบคุณสมบัติ เนื่องจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาที่อาจเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณ เพื่อจูงใจให้มีการเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 (4)

    สำหรับคดีนี้ กกต. ในฐานะผู้ร้องได้มีมติยื่นคำร้องตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ น.ส.เกศกมล ซึ่งศาลฎีการับคำร้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 11/2568 โดยที่ผ่านมาได้มีการพิจารณาไต่สวนพยานหลักฐานจากทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้คัดค้าน

    ล่าสุด ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้ออกประกาศแจ้งกำหนดการ นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ศาลฎีกา ซึ่งผลการวินิจฉัยในครั้งนี้จะถือเป็นที่สุด หากศาลเห็นว่ามีความผิดจริง จะส่งผลให้ น.ส.เกศกมล ต้องพ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาทันที และอาจถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามที่ กกต. ร้องขอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2916845&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QtDDFM3u01YcEDcGoRCSU

  • ส่องเส้นทาง เจี๊ยบ พิสุทธิ์ ขุนพลเพลง RS สลัดลุคร็อกเกอร์ 90 สวมสูทเข้าสภาหินอ่อน

    ส่องเส้นทาง เจี๊ยบ พิสุทธิ์ ขุนพลเพลง RS สลัดลุคร็อกเกอร์ 90 สวมสูทเข้าสภาหินอ่อน

    วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.35 น.

    หลังจากที่ชื่อของ นายวิเชียร ชัยสถาพร สมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. กลุ่มที่ 16 ต้องพ้นจากตำแหน่งไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกา จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และถูกจับตามองอย่างหนักถึงผู้ที่จะก้าวมาทำหน้าที่แทน ท่ามกลางสายตาของสื่อมวลชนและใครหลายคน นาย พิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร ได้ก้าวขึ้นกล่าวปฏิญาณตนต่อที่ประชุมวุฒิสภาอย่างเป็นทางการท่ามกลางสายตาของทุกคน เริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ สว. กลุ่มที่ 16 (ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา) ซึ่งหลายคนอาจจะรู้สึกคุ้นหูเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินชื่อ แต่ก็ยังจำไม่ได้ว่าเขาคือใคร กระทั่งผู้คนบนโลกออนไลน์เริ่มสวมวิญญาณนักสืบขุดคุ้ยค้นหาประวัติความเป็นมาของเขา และนั่นทำให้ทุกคนถึงกับร้อง อ้อ ออกมาดัง ๆ ว่า พิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร ก็คือ เจี๊ยบ พิสุทธิ์ อดีตร็อกเกอร์ระดับตำนานยุค 90 ชื่อดัง ผู้เคยสร้างปรากฏการณ์ให้วงการเพลงไทยมาแล้วมากมาย

    สำหรับประวัติและเส้นทางชีวิตของ เจี๊ยบ พิสุทธิ์ หรือ นาย พิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร สว. ร็อกเกอร์ ท่านนี้ เกิดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2508 ปัจจุบันอายุ 60 ปี จบการศึกษามาจาก ม.ศ.5 โรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร ต่อมาเจ้าตัวก็สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และที่สำคัญที่สุดคือการเข้าศึกษาในหลักสูตร วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 63 ซึ่งเป็นสถาบันชั้นสูงที่ข้าราชการระดับสูงและนักธุรกิจแถวหน้าของประเทศเข้าร่วม การเข้าไปอยู่ในสังคมของนักยุทธศาสตร์ระดับประเทศนี่เองที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาสนใจงานในเชิงโครงสร้างและการเมืองอย่างจริงจัง

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    ย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้น นายพิสุทธิ์ ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นนักร้องทันที แต่เขาคือ คนดนตรี ขนานแท้ เขาเริ่มต้นจากการเป็นลูกศิษย์ของ จิรพรรณ อังศวานนท์ แห่งวงบัตเตอร์ฟลาย ซึ่งเป็นเบื้องหลังของวงการดนตรีไทยที่เข้มข้นที่สุดในยุคนั้น ที่นั่นคือโรงเรียนชีวิตที่ทำให้พิสุทธิ์เรียนรู้ตั้งแต่การวางโครงสร้างเพลง การประสานเสียง ไปจนถึงงานโปรดิวซ์ระดับมืออาชีพ เขาเคยตั้งวงดนตรีชื่อ Jonathan Hemps เล่นแนวโปรเกรสซีฟร็อกตามคลับชื่อดัง ซึ่งเป็นแนวเพลงที่ยากและซับซ้อนมากในยุคนั้น 

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    ก่อนที่เวลาต่อมาจะมาเขาจะแจ้งเกิดเต็มตัวในวงการเพลงในปี 2533 กับอัลบั้มเพลงพิสุทธิ์ ที่มีเพลงอมตะอย่าง รักไปช้ำไป และ พร้อมจะยอมแพ้ ความสำเร็จของเขาพุ่งทะยานถึงขีดสุดในชุดที่ 2 อาบลมห่มฟ้า ที่ส่งเพลง แจ๋วจริง และ ไม่ต่างกัน กลายเป็นเพลงชาติของวัยรุ่นยุคนั้น รวมถึงการร้องเพลงประกอบละครระดับตำนานอย่าง อรุณสวัสดิ์ ที่ยังคงถูกเปิดฟังจนถึงทุกวันนี้ ภาพลักษณ์ของเขาในยามนั้นเป็นภาพของนักดนตรีร็อก ผมยาวผ้าคาดหัว กางเกงขาเดฟ ที่มีเพลงขาวสะอาด ฟังแล้วรื่นหู ด้วยเนื้อหาและดนตรีที่เป็นตัวของตัวเอง

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    พิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร ยังเป็นผู้สร้างปรากฏการณ์ ร็อกอำพัน ร่วมกับ เป้ ไฮ ร็อก ที่นำเพลงลูกทุ่งและเพลงเก่ามาทำเป็นร็อก จนมียอดขายถล่มทลายและสร้างกระแสไปทั่วบ้านทั่วเมือง นอกจากงานเบื้องหน้า เจี๊ยบ ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศิลปินแม่เหล็กอย่าง เต๋า สมชาย, เจมส์ เรืองศักดิ์ และ ลิฟท์ ออย โดยมีส่วนสำคัญในการปั้นเพลงดังอย่าง ข้าวมันไก่ และ ไซเรนเลิฟ อีกทั้งตัว เจี๊ยบ เองเคยเป็นเจ้าของค่ายเพลง มอนสเตอร์มิวสิก ในเครืออาร์เอสรวมทั้งเป็นที่ปรึกษาและกรรมการในรายการทรู อะคาเดมี แฟนเทเชีย และเป็นกรรมการบริหารของบริษัท ธิงค์ แอนด์ ดู จำกัด และได้แต่งเพลงเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    แม้จะห่างหายจากเบื้องหน้าไปนาน แต่ในวันที่ 29 มกราคม 2565 เขาได้ปล่อยอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 5 ในรอบ 22 ปี ชื่อชุด SHOT CHARGE SHOCK ร็อกวิจิตร ซึ่งยังคงความเป็นร็อกร่วมสมัยในสไตล์ของตัวเอง

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    ในแง่ของชีวิตส่วนตัว เจี๊ยบ พิสุทธิ์ แต่งงานมาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกสมรสกับ แจ๊คกี้ ณัฐรดา อภิธนานนท์ มีบุตรชายด้วยกันคือ จี๋ สุทธิรักษ์ (อายุ 33 ปี) นักแสดงหนุ่มสุดฮอตในยุคปัจจุบัน ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกทางกัน และเขาก็เข้าพิธีสมรสครั้งที่ 2 กับ แนน ชัญญากานต์ คุ้มดี ในปี พ.ศ. 2552

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    จี๋ สุทธิรักษ์ บุตรชายของ เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์ ไม่ใช่หน้าใหม่ที่จู่ ๆ ก็เดินเข้าสภา เขาค่อย ๆ สะสมประสบการณ์จากการทำงานเบื้องหลังพรรคการเมืองหลายแห่ง ตั้งแต่เป็นโฆษก พรรคมาตุภูมิ ของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน, ร่วมงานกับ พรรคพลังประชารัฐ และต่อมาที่ พรรคสร้างอนาคตไทย เขาทำหน้าที่คณะทำงานลงพื้นที่กรุงเทพฯ และมีส่วนร่วมในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มาก่อนแล้ว

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    จนกระทั่งในการเลือกตั้ง สว. ปี 2567 เขาได้ลงสมัครในกลุ่มที่ 16 (กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา) ซึ่งเป็นวิชาชีพที่เขาคลุกคลีมาค่อนชีวิต แม้ในตอนแรกจะถูกประกาศรายชื่อให้อยู่ในบัญชีสำรอง แต่ด้วยความพลิกผันทางการเมือง เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิของ นาย วิเชียร ชัยสถาพร (สว. ตัวจริงในกลุ่มเดียวกัน) เนื่องจากพบว่ามีการให้ข้อมูลประวัติการทำงานที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงในใบแนะนำตัว เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครคนอื่นลงคะแนนให้

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ชื่อของ พิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร ถูกเลื่อนขึ้นมาแทนที่ในวันที่ 16 มกราคม 2569 กลายเป็นสมาชิกวุฒิสภาป้ายแดงที่ก้าวเข้าสู่สภาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ การก้าวเข้าสู่ตำแหน่ง สว. ของอดีตร็อกเกอร์คนนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความโชคดีจากบัญชีสำรอง แต่เป็นการเดินทางที่ยาวนานจากเบื้องหน้าวงการบันเทิง สู่การเรียนรู้งานด้านบริหารและยุทธศาสตร์ชาติ วันนี้เขาไม่ได้มีเพียงกีตาร์เป็นอาวุธ แต่มีอำนาจหน้าที่ในฐานะตัวแทนกลุ่มวิชาชีพศิลปะและบันเทิง ที่จะต้องเข้าไปขับเคลื่อนนโยบายเพื่อคนในวงการที่เขาเติบโตมาอย่างยาวนานนั่นเอง

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก พิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/949581&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35Lf2X2dkGVu-JZ6BWllXp