Category: วัฒนธรรม

  • พม.ใกล้คุณ นครศรีธรรมราช จัดทีมเยี่ยม ด.ช. 13 ปี สู้ชีวิตลำพัง พร้อมให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน

    พม.ใกล้คุณ นครศรีธรรมราช จัดทีมเยี่ยม ด.ช. 13 ปี สู้ชีวิตลำพัง พร้อมให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน

    นครศรีธรรมราช, วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – จากกรณีเด็กชายเอ (นามสมมุติ) อายุ 13 ปี สู้ชีวิตเพียงลำพัง ป่วยเป็นโรคโลหิตจาง ไม่ได้เรียนหนังสือ นายกันตพงษ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานการช่วยเหลือจากศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) พม. ว่า ทีม พม.ใกล้คุณ จังหวัดนครศรีธรรมราช และบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้ความช่วยเหลือ รักษาอย่างเร่งด่วน

    โดยพบว่า เมื่อวันที่ 24 ก.พ. เด็กชายเอ ประสบอุบัติเหตุทางจักรยานยนต์และเข้ารับการที่โรงพยาบาลมหาราช เมื่ออาการดีขึ้น จึงกลับมาอยู่ที่บ้าน แต่เกิดอาการชักเกร็งจึงได้ส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลท่าศาลา ซึ่ง ด.ช.เอ ป่วยเป็นโรคโลหิตจาง และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 ที่ รพ.มหาราช ซึ่งทุกครั้งเด็กจะไปโรงพยาบาลเพียงคนเดียว โดยที่ไม่มีผู้ปกครอง เพราะได้ออกจากบ้านป้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านบ้านคนรู้จักซึ่งช่วยอุปการะดูแล แต่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ยังชีพด้วยการเร่ขายผักในตัวอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช จนประสบอุบัติเหตุในที่สุด

    นายกันตพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้ ทีม พม.ใกล้คุณ นครศรีธรรมราช ได้ไปเยี่ยมบ้านเพื่อพูดคุยเยียยาให้กำลังใจเด็กชายดังกล่าว พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือ เป็นเงินสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาทางสังคม และมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจากภาคีเครือข่ายศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ (CSR) จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น อีกทั้งประสานความร่วมมือกับนายอำเภอท่าศาลาเพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการติดตั้งไฟฟ้าชั่วคราว โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาท่าศาลา ได้เข้ามาดำเนินการเรียบร้อยแล้ว

    นอกจากนี้ยังได้ประสานความร่วมมือกับผู้อำนวยการโรงเรียนวัดไพศาลสถิตเพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการศึกษาต่อเนื่องของเด็กจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นอกจากนี้  ประสานความร่วมมือกับทีมสหวิชาชีพเพื่อร่วมกันวางแผนการให้ความช่วยเหลือเด็กในส่วนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม และวางแผนติดตามการให้ความช่วยเหลือเด็กทั้งในเรื่องคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ การศึกษาต่อเนื่อง และการพัฒนาที่อยู่อาศัย ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/280814&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zMKL5vifmjxffOd86vocV

  • ผู้บริโภคร้องไปงานแสดงสินค้า ไม่ได้รับของ ขอเงินคืนไม่ได้ แนะเก็บใบเสร็จ-รีบแจ้งความ สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ผู้บริโภคร้องไปงานแสดงสินค้า ไม่ได้รับของ ขอเงินคืนไม่ได้ แนะเก็บใบเสร็จ-รีบแจ้งความ สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ผู้บริโภคร้องไปงานแสดงสินค้า ไม่ได้รับของ ขอเงินคืนไม่ได้ แนะเก็บใบเสร็จ-รีบแจ้งความ

    ผู้บริโภคร้อง ไปซื้อของใน งานแสดงสินค้า ไม่ได้รับของ และขอเงินคืนไม่ได้ เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง สภาผู้บริโภค แนะรวบรวมหลักฐาน ใบเสร็จให้ครบ รีบแจ้งความโดยเร็ว

    ผู้บริโภค สั่งซื้อสินค้าภายในงานบ้านและสวนแฟร์ จากบริษัทที่ออกมาบูธรายหนึ่ง แต่เมื่อถึงวันนัดรับสินค้า ร้านค้ากลับเลื่อนนัดส่งถึง 4–5 ครั้ง กระทั่งผู้บริโภคตัดสินใจขอเงินคืน กลับได้รับคำตอบว่า “ไม่มีเงินคืน” ทั้งที่ยังเปิดบูธอยู่ในงาน แต่ไม่พบพนักงานประจำบูธแล้ว สภาผู้บริโภคแนะนำให้รวบรวมหลักฐาน ทั้งใบเสร็จ ใบสั่งซื้อ และสลิปโอนเงิน พร้อมแจ้งความโดยเร็ว

    ภัทรกร ทีปบุญรัตน์ รองหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาผู้บริโภค ระบุว่า ผู้บริโภครายหนึ่งร้องเรียนมายังสภาผู้บริโภค กรณีซื้อของจากบริษัทที่มาออกบูธในงานบ้านและสวนแฟร์ แต่กลับไม่ได้รับสินค้า และไม่ได้เงินคืน หากร้านค้านำสินค้ามาเปิดขายโดยไม่มีการสต็อกสินค้า เจตนาปกปิดความจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ เจตนาเอาไป ซึ่งทรัพย์สิน เช่น การขายสินค้า ทั้งที่ไม่มีสต๊อกสินค้า และรู้อยู่แล้วไม่สามารถส่งมอบได้ แต่กลับเลื่อนนัดส่งมอบออกไปเรื่อย ๆ พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง ผู้บริโภคที่ประสบปัญหาควรเร่งรวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน ใบสั่งซื้อสินค้า สลิปโอนเงิน หรือเอกสารการติดต่อสื่อสารต่าง ๆ แล้วนำไปแจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจในพื้นที่โดยเร็วที่สุด

    ทั้งนี้ แม้จะเป็น งานแสดงสินค้า ขนาดใหญ่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเสมอไป ก่อนหน้านี้ สภาผู้บริโภค เคยได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีผู้บริโภคสั่งซื้อเตียงและที่นอนภายในงานจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฯ เมื่อเดือนมิถุนายน 2567 จากบริษัท ที่นอน ไฮบริดพลัส จำกัด โดยเมื่อถึงวันนัดรับสินค้า ร้านค้าแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อบริษัทขนส่งได้ ผู้บริโภคจึงขอยกเลิกคำสั่งซื้อและขอรับเงินคืน ซึ่งร้านแจ้งว่าจะคืนเงินภายใน 45 วัน แต่เมื่อครบกำหนดกลับบ่ายเบี่ยงไม่คืนเงิน และท้ายที่สุดไม่สามารถติดต่อบริษัทได้อีก

    สำหรับเหตุการณ์ลักษณะนี้สะท้อนว่า การตัดสินใจซื้อสินค้าภายในงานแสดงสินค้าขนาดงานใหญ่ ผู้บริโภคยังคงต้องใช้ความรอบคอบ ตรวจสอบข้อมูลผู้ขาย เก็บหลักฐานการชำระเงินทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงการชำระเงินเต็มจำนวนหากยังไม่ได้รับสินค้าหรือไม่มีหลักประกันที่ชัดเจน

    อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคที่แจ้งความแล้ว ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาจากผู้ประกอบการ สามารถร้องเรียนเพื่อขอความช่วยเหลือมาที่สภาผู้บริโภค ได้ที่เว็บไซต์ tcc.or.th เพื่อให้มีการติดตามและคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายต่อไป

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/expo-scammed/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21C0-5sclEerEcG1inV1cg

  • โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดพิธีบวงสรวงการปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่

    โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดพิธีบวงสรวงการปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่

    เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ระพีพันธ์ แก้วอ่อน รองอธิการบดีพระราชวังสนามจันทร์ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่ เพื่อเตรียมเข้ารื้อถอน จัดสร้างอาคารโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (ปฐมวัยและประถมศึกษา) แห่งใหม่

    โดยมีศาสตราจารย์ ดร.คณิต เขียววิชัย คณบดีคณะศึกษาศาสตร์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิสูตร โพธิ์เงิน ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (ปฐมวัยและประถมศึกษา) พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ คณาจารย์ ผู้ปกครอง และนักเรียน เข้าร่วมในพิธี ณ กลุ่มอาคารทรงพล (พื้นที่โครงการ)มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม

    ตามที่โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (ปฐมวัยและประถมศึกษา) มีนโยบายในการขยายพื้นที่การศึกษา โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (ปฐมวัยและประถมศึกษา) แห่งใหม่ เพื่อจัดการศึกษาและรองรับความต้องการเข้าศึกษาต่อของบุตรหลานบุคลากร คนในชุมชนเมืองนครปฐมและใกล้เคียง อีกทั้งจะช่วยการแก้ปัญหาการจราจรภายในมหาวิทยาลัยให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยที่โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (ปฐมวัยและประถมศึกษา) แห่งใหม่ จะเปิดสอนตั้งแต่ชั้นรียนก่อนวัยเรียนอนุบาล (เตรียมอนุบาล) อายุ 2-4 ปี, ชั้นเรียนอนุบาล 1-3 และชั้นเรียนประถมศึกษา ป.1-ป.6

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/132040&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fk_qmQKGsEBRwHEkPVcnF

  • จดหมายของอารักชีถึงกูเตอร์เรสและประธานคณะมนตรีความมั่นคง

    จดหมายของอารักชีถึงกูเตอร์เรสและประธานคณะมนตรีความมั่นคง

    จดหมายของอารักชีถึงกูเตอร์เรสและประธานคณะมนตรีความมั่นคง

    🔹 นาย ซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้ส่งจดหมายถึงเลขาธิการและประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ภายหลังการโจมตีของสหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ต่อประเทศของเรา โดยเน้นย้ำว่า สหรัฐอเมริกาและระบอบอิสราเอลจะต้องรับผิดชอบโดยตรงและเต็มที่ต่อผลกระทบทั้งหมดอันเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมายดังกล่าว รวมถึงการยกระดับความตึงเครียดใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมา

    🔹 เนื้อหาของจดหมายมีดังนี้:

    🔹 สหประชาชาติ
    🔹 ด้วยพระนามของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณา

    🔹 ด้วยความเสียใจอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าขอแจ้งโดยเร่งด่วนต่อท่านและสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เกี่ยวกับการกระทำอันเป็นการรุกรานอย่างชัดแจ้ง และการโจมตีด้วยอาวุธอย่างกว้างขวางและประสานกันของสหรัฐอเมริกาและระบอบอิสราเอล ต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

    🔹 ในวันนี้ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 สหรัฐอเมริกาและระบอบอิสราเอล ได้ละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอย่างร้ายแรง โดยดำเนินการโจมตีต่อสถานที่ป้องกันประเทศหลายแห่ง รวมถึงสถานที่พลเรือนในหลายเมืองของประเทศเรา การโจมตีทางอากาศดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอย่างชัดแจ้งต่อวรรค 4 มาตรา 2 ของกฎบัตรสหประชาชาติ และเป็นตัวอย่างชัดเจนของการรุกรานด้วยอาวุธต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำลังใช้สิทธิอันชอบธรรมโดยกำเนิดในการป้องกันตนเอง ตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อตอบโต้การกระทำดังกล่าว

    🔹 กองกำลังติดอาวุธของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะใช้ศักยภาพและขีดความสามารถด้านการป้องกันทั้งหมดที่จำเป็น เพื่อตอบโต้การรุกรานอันเป็นอาชญากรรมนี้ และเพื่อยับยั้งการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ ดังนั้น ฐานทัพ สิ่งอำนวยความสะดวก และทรัพย์สินทั้งหมดของฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ในภูมิภาค จะถือเป็นเป้าหมายทางทหารที่ชอบธรรม ภายใต้กรอบของสิทธิในการป้องกันตนเองของอิหร่าน อิหร่านจะดำเนินการใช้สิทธิดังกล่าวอย่างเด็ดขาดและทันที จนกว่าการรุกรานจะยุติลงอย่างสมบูรณ์และไม่มีเงื่อนไข

    🔹 สหรัฐอเมริกาและระบอบอิสราเอลจะต้องรับผิดชอบโดยตรงและเต็มที่ต่อผลกระทบทั้งหมดที่เกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ รวมถึงการยกระดับความตึงเครียดใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

    🔹 เนื่องจากผลกระทบที่ร้ายแรงและกว้างขวางของการรุกรานด้วยอาวุธครั้งนี้ต่อสันติภาพและความมั่นคงในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านขอย้ำถึงความรับผิดชอบหลักของสหประชาชาติ โดยเฉพาะคณะมนตรีความมั่นคง ในการดำเนินการอย่างเร่งด่วนต่อการละเมิดสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ อันเกิดจากการรุกรานทางทหารอย่างร้ายแรงของสหรัฐอเมริกาและระบอบอิสราเอลต่ออิหร่าน อิหร่านขอเรียกร้องให้เลขาธิการ ประธานคณะมนตรีความมั่นคง และสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคง ปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยไม่ชักช้า

    🔹 ในกรอบดังกล่าว สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านขอเรียกร้องโดยทันทีให้สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคง จัดการประชุมฉุกเฉินโดยไม่รอช้า เพื่อพิจารณาการกระทำอันเป็นการรุกรานของสหรัฐอเมริกาและระบอบอิสราเอล ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามที่แท้จริงและร้ายแรงต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ และให้ดำเนินมาตรการที่จำเป็นและเร่งด่วน เพื่อยุติการใช้กำลังโดยมิชอบด้วยกฎหมายนี้ และเพื่อให้มีการรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว

    🔹 สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านขอเรียกร้องต่อรัฐสมาชิกสหประชาชาติทั้งหมด ซึ่งมีความรับผิดชอบต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ให้ประณามการกระทำอันเป็นการรุกรานนี้อย่างเด็ดขาด และดำเนินมาตรการร่วมกันอย่างเร่งด่วนที่จำเป็นเพื่อตอบโต้ เพราะไม่ต้องสงสัยเลยว่าการกระทำนี้ถือเป็นภัยคุกคามที่ไม่เคยมีมาก่อนต่อสันติภาพและความมั่นคงทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

  • อิ่มบุญ! “ดร.เสริมวุฒิ” เจ้าของเฉาก๊วยชากังราว บิณฑบาตโปรดญาติโยมหน้าโรงงาน | TOPNEWS

    อิ่มบุญ! “ดร.เสริมวุฒิ” เจ้าของเฉาก๊วยชากังราว บิณฑบาตโปรดญาติโยมหน้าโรงงาน | TOPNEWS

    “ดร.เสริมวุฒิ สุวรรณโรจน์” เจ้าของเฉาก๊วยชากังราวชื่อดัง หลังเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตามปณิธาน ได้เดินทางมาโปรดญาติโยมและบิณฑบาตหน้าโรงงานของตนเอง บรรยากาศอบอวลไปด้วยรอยยิ้มและพลังบุญ ก่อนเดินทางไปปฏิบัติธรรมต่อที่เชียงใหม่

    วันนี้ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ภาพแห่งความศรัทธา ญาติโยมต่างนำข้าวปลาอาหาร และเครื่องไทยธรรม มารอใส่บาตรด้วยความเคารพเลื่อมใส บรรยากาศเต็มไปด้วย รอยยิ้ม ความอบอุ่น และความเป็นสิริมงคล สะท้อนวิถีชีวิตชาวพุทธได้อย่างงดงาม ในโอกาสนี้ คุณแก้ว อมรรัตน์ สุวรรณโรจน์ พร้อมครอบครัว และอาจารย์เสนอ เพชรพลาย อดีตผู้อำนวยการ กศน.อำเภอเมืองกำแพงเพชร ได้ร่วมใส่บาตรด้วยความศรัทธา ร่วมอนุโมทนาบุญกันอย่างพร้อมเพรียง

    ทั้งนี้ “ดร.เสริมวุฒิ สุวรรณโรจน์” ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดสีมาวดี อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม โดยมีความตั้งใจศึกษาและปฏิบัติธรรม ก่อนเดินทางมาบิณฑบาตในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร และมีกำหนดไปจำวัดที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลา 3 วัน

    “ดร.เสริมวุฒิ” เป็นเจ้าของกิจการ เฉาก๊วยชากังราว ตราเพชร สินค้า OTOP ชื่อดังของจังหวัดกำแพงเพชร ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในเชิงธุรกิจ พร้อมทั้งเป็นผู้ที่ ทำบุญคืนสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการศึกษา ศาสนา และการส่งเสริมคุณธรรมในเยาวชน ในบทบาทสำคัญ ท่านดำรงตำแหน่ง ประธานโครงการคุณธรรมนำการศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร มุ่งปลูกฝังเยาวชนให้มีทั้งความรู้และคุณธรรม ควบคู่กันไปอย่างยั่งยืน

    จากข้อมูลของครอบครัว ระบุว่าได้ร่วมทำบุญทอดผ้าป่า ณ วัดสีมาวดี หลายครั้ง เพื่อสร้างอุโบสถ และตั้งใจไว้ว่าเมื่อแล้วเสร็จจะเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ซึ่งวันนี้ความตั้งใจนั้นได้สำเร็จลงแล้ว การเดินทางไปจำวัดที่เชียงใหม่ จึงแวะบิณฑบาตหน้าโรงงานของตนเอง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้ร่วมทำบุญอย่างใกล้ชิดนั่นเอง

    สุเทพ อินทจันทร์ ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.กำแพงเพชร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1502470&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13BevYDIjKXTNI7-CT2rIR

  • วช. เปิด “พื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้พลังงานชุมชน นวัตกรรมเตาไบโอชาร์” ลดการเผา ดูแลสิ่งแวดล้อม สร้างมูลค่าจากเศษวัสดุ

    วช. เปิด “พื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้พลังงานชุมชน นวัตกรรมเตาไบโอชาร์” ลดการเผา ดูแลสิ่งแวดล้อม สร้างมูลค่าจากเศษวัสดุ

    วช. เปิด “พื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้พลังงานชุมชน นวัตกรรมเตาไบโอชาร์” ลดการเผา ดูแลสิ่งแวดล้อม สร้างมูลค่าจากเศษวัสดุ

    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดพิธีเปิด “พื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้พลังงานชุมชน นวัตกรรมเตาไบโอชาร์” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิ วช. ณ ศูนย์เกษตรวิถีเมือง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

    ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จากการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองอยู่ในระดับที่กระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม วช. จึงสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร ลดการเผาในที่โล่ง และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนควบคู่กันไป “พื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้พลังงานชุมชน นวัตกรรมเตาไบโอชาร์” แห่งนี้ เพื่อพัฒนาให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีพลังงานชีวมวลสำหรับประชาชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป โดยมุ่งให้เกิดการเรียนรู้จากนวัตกรรมต้นแบบ ทั้งการสาธิตกระบวนการผลิต การทดลองปฏิบัติจริง การต่อยอดแนวคิดเชิงนวัตกรรม และเป็นต้นแบบของการบูรณาการองค์ความรู้จากภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคชุมชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ พร้อมสร้างกลไกการขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมสู่สังคมในวงกว้าง โดยเชื่อมั่นว่าเมื่อองค์ความรู้ทางวิชาการได้รับการถ่ายทอดอย่างถูกต้อง เข้าถึงง่าย และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ จะสามารถเปลี่ยน “ปัญหา” ให้เป็น “โอกาส” และเปลี่ยน “วัสดุเหลือทิ้ง” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรที่มีคุณค่า” เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ วช. ในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างนักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม ถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม โดย วช. มุ่งหวังให้ “พื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้พลังงานชุมชน นวัตกรรมเตาไบโอชาร์” เป็นต้นแบบของการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่สามารถขยายผลได้ในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 อย่างยั่งยืน เสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กับการพัฒนาประเทศอย่างสมดุล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1000471&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sJ0L8qwotsjVIjesnH0cB

  • สมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย อบรมหลักสูตรการสื่อสารเพื่อพัฒนาธุรกิจยุคดิจิทัล ศึกษาดูงานอยุธยา  | เดลินิวส์

    สมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย อบรมหลักสูตรการสื่อสารเพื่อพัฒนาธุรกิจยุคดิจิทัล ศึกษาดูงานอยุธยา  | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 13:30 น. วันที่ 28 ก.พ. นายอภินันท์​ จันทรังษี​ นายกสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย​ นายจำลอง​ สิงห์​ โตงาม​ ผู้อำนวยการหลักสูตร​ นางสาวกุลปราณี​  ชาลีวงศ์​ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการประชาสัมพันธ์​ และคณะกรรมการสมาคมฯ​ พร้อมคณะทำงาน​ นำผู้เข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตร​การสื่อสารเพื่อพัฒนาธุรกิจยุคดิจิทัล​ รุ่​นที่​ 5​ จำนวน​ 23​ คน​ รับฟังการบรรยายในหัวข้อ​ “การแก้ไขปัญหาในสถานการณ์วิกฤติอุทกภัย​” ณ ห้องประชุมบึงพระราม ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    ในการนี้ได้รับเกียรติจากนางปวีณา​ ทองสกุลพันธ์  ปภ.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา​ พร้อมด้วย​ นายฉัตรชัย  อากาศโสภา วิศวกรชลประทานชำนาญการ โครงการชลประทานจ.พระนครศรีอยุธยา และนายสุรศักดิ์  จำลองกุล ประชาสัมพันธ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บรรยายให้ความรู้พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องการเตรียมความพร้อมการจัดตั้งศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ทั้งนี้จากการบรรยายสรุปของปภ.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้ทราบว่า นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้ความสำคัญและติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยแบ่งเป็นก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ และลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อยทันที  

    ทั้งนี้ ในช่วงเช้าที่ผ่านมา นายอภินันท์ จันทรังษี นายกสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย พร้อมคณะกรรมการสมาคมฯ และคณะทำงาน ได้นำผู้เข้ารับการฝึกอบรมเข้าศึกษาดูงานด้าน Branding และ กระบวนการผลิต ณ ศูนย์เรียนรู้ตันแลนด์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้นวัตกรรมการผลิต การประชาสัมพันธ์แบรนด์ และแนวคิดธุรกิจคู่สิ่งแวดล้อม (Eco-friendly) อาทิ การจัดการขยะแบบ Zero Waste และการลดใช้พลาสติก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5645239/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k9qoGZHZUVj15x54ilpOo

  • ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569

    ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569

    ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 2/2569 วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยมี ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และมี ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้

    1. เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการตั้ง การพ้นจากตำแหน่ง และขอบเขตการปฏิบัติหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง พ.ศ. ….

    ด้วยอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด ของ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้งในส่วนราชการ จำนวน 3 คณะ ซึ่งแต่งตั้งฯ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2565 จะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ในวันที่ 9 มีนาคม 2569 นี้ จึงต้องมีการดำเนินการสรรหาอนุกรรมการฯ ชุดใหม่ เข้ามาทดแทน

    ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับการสรรหาอนุกรรมการ ใน อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง ในส่วนราชการชุดใหม่ สามารถสรรหาบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถ และมีคุณสมบัติมาดำรงตำแหน่งได้อย่างเหมาะสม ครบถ้วนตามองค์ประกอบ และสอดคล้องกับบริบทการบริหารงานบุคคลในปัจจุบัน และเพื่อให้การบริหารงานบุคคลในส่วนราชการ ขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการ ก.ค.ศ. จึงมีมติเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการตั้ง การพ้นจากตำแหน่ง และขอบเขตการปฏิบัติหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ ที่ ก.ค.ศ. ตั้งพ.ศ. ….

    ทั้งนี้ ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของอนุกรรมการ ใน อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้งในส่วนราชการ พ.ศ. 2560 ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ด่วนที่สุด ที่ ศธ 0206.6/533ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2560

    2. เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งอาจารย์ ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

    โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ลงพื้นที่เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงพื้นที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งอาจารย์ ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาใน 4 ภูมิภาค ทั่วประเทศ และจัดประชุมสัมมนาเพื่อพิจารณา (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว โดยได้นำข้อมูล ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะสำคัญมาใช้เป็นแนวทางในการจัดทำ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการฯ เพื่อให้เป็นไปบนพื้นฐานของข้อมูลตามบริบทจริงที่หลากหลายและรอบด้าน ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถาบันการอาชีวศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีทักษะและความชำนาญในการสอนตรงตามความต้องการของสถานศึกษา และสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ในสถาบันการอาชีวศึกษาที่มีลักษณะเฉพาะต่อไป

    3. อนุมัติ (ร่าง) ประกาศ ก.ค.ศ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

    สืบเนื่องจาก ก.ค.ศ. ได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งคณาจารย์ มาตรฐานภาระงานทางวิชาการ และหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ เป็นกรณีพิเศษ ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งต่อมาได้มีข้าราชการครูยื่นคำขอตำแหน่งทางวิชาการ โดย สอศ. ได้ดำเนินการประเมินบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการเรียบร้อยแล้ว และจะมีคุณสมบัติที่จะขอแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณาจารย์ที่สูงขึ้น จึงจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อใช้ในการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น

    สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้จัดทำ (ร่าง) ประกาศ ก.ค.ศ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อให้สอดคล้องและเป็นมาตรฐานเดียวกันกับ ก.พ.อ. เสนอ ก.ค.ศ. พิจารณา ซึ่งที่ประชุมพิจารณาแล้ว มีมติ ดังนี้

    1) อนุมัติ (ร่าง) ประกาศ ก.ค.ศ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

    2) เห็นชอบ รายละเอียดประกอบ (ร่าง) ประกาศ ก.ค.ศ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งบุคคล ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

    3) เห็นชอบให้นำบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามฐานข้อมูลที่ ก.พ.อ. กำหนด มาพิจารณา กำหนดเป็นผู้ประเมินผลงานทางวิชาการและจริยธรรมและจรรยาบรรณทางวิชาการ ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ ของสถาบันการอาชีวศึกษา โดยอนุโลม

    4) มอบสำนักงาน ก.ค.ศ. เสนอ ก.ค.ศ. แต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับตำแหน่งทางวิชาการฯ เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ และพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้

    4. เห็นชอบ ให้แต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญ เพื่อทำการใด ๆ แทน ก.ค.ศ. (เพิ่มเติม) จำนวน 1 คณะ คือ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์

    เพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณาเกี่ยวกับการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ และพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ประธาน ก.ค.ศ. ลงนามในคำสั่งฯ

    5. อนุมัติ แต่งตั้งประธานอนุกรรมการและอนุกรรมการ ใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา แทนตำแหน่งที่ว่างรวมทั้งสิ้นจำนวน 23 เขต 

    ที่มา สำนักงาน ก.ค.ศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93204&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ubdVy6xHwl3-8Nxv6YN7f

  • ‘มจร’ จับมือ ‘สถาบันพระปกเกล้า’ ยกระดับ ‘หลักสูตร 4ส’ ปั้น ‘ผู้นำเชิงสันติวิธี’ | เดลินิวส์

    ‘มจร’ จับมือ ‘สถาบันพระปกเกล้า’ ยกระดับ ‘หลักสูตร 4ส’ ปั้น ‘ผู้นำเชิงสันติวิธี’ | เดลินิวส์

    สถาบันพระปกเกล้า ได้จัดพิธีลงนามแผนปฏิบัติการความร่วมมือทางวิชาการภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างสถาบันพระปกเกล้ากับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) โดยมีพระพรหมวัชรธีราจารย์ อธิการบดีมจร และรศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วยผู้บริหารทั้งสองสถาบัน โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา และรองประธานสถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น ร่วมพิธี เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา ที่สถาบันพระปกเกล้า

    รศ.ดร.อิสระ กล่าวว่า การลงนามแผนปฏิบัติการความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการสานต่อความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสองสถาบันที่มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การลงนาม MOU เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2556 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้ร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย การฝึกอบรม และกิจกรรมทางวิชาการด้านสันติศึกษาและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือครั้งนี้มิใช่เพียงเชิงพิธีการ แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมการจัดการศึกษา การวิจัย และกิจกรรมทางวิชาการในมิติต่างๆ เพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และสันติวิธีให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนในสังคมไทย

    ด้านพระพรหมวัชรธีราจารย์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการความรู้ทางพระพุทธศาสนา พุทธสันติวิธี และสันติศึกษาของมจร เข้ากับศาสตร์ด้านนโยบายสาธารณะ นิติบัญญัติ และการบริหารเชิงกลยุทธ์ของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งจะช่วยพัฒนาผู้นำที่มีทั้งปัญญา คุณธรรม และความสามารถในการจัดการความขัดแย้งอย่างสันติ เป็นกลไกสำคัญเชื่อมโยงศักยภาพทางวิชาการของทั้งสองสถาบัน ก่อให้เกิดองค์ความรู้เชิงบูรณาการที่สามารถนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างของสังคมได้อย่างยั่งยืน ยกระดับหลักสูตร “4ส” นวัตกรรมการศึกษา เรียน 1 ได้ถึง 2 โดยหนึ่งในสาระสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือ การยกระดับหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (4ส) ซึ่งเป็นหลักสูตรสำคัญในการพัฒนาผู้นำระดับสูงจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีแนวคิด “เรียน 1 ได้ถึง 2” คือ เรียนหนึ่งหลักสูตร แต่สามารถต่อยอดสู่การได้รับวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโท และขยายผลสู่ระดับปริญญาเอกในอนาคต ทั้งนี้ นักศึกษา 4ส รุ่นที่ 16 จะได้รับการคัดเลือกผ่านช่องทางพิเศษร่วมกันของทั้งสองสถาบัน และมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาในสาขาวิชาการบริหารเชิงกลยุทธ์และสันติศึกษา (Strategic Management and Peace Studies) โดยเน้นการทำวิทยานิพนธ์และการสร้างองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบายและสังคมได้จริง เชื่อมองค์ความรู้ เครือข่ายผู้นำ สู่สังคมสมานฉันท์

    “ความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนการผสานจุดแข็งของทั้งสองสถาบันอย่างชัดเจน กล่าวคือ ความเชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณะ นิติบัญญัติ และการพัฒนาผู้นำของสถาบันพระปกเกล้า กับองค์ความรู้ด้านพระพุทธศาสนา พุทธสันติวิธี และสันติศึกษาของ มจร ทั้งจะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนานักศึกษาและผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน ให้ได้รับองค์ความรู้เชิงบูรณาการ นำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการความขัดแย้ง การกำหนดนโยบาย และการสร้างสังคมสันติสุขได้อย่างเป็นรูปธรรม วางรากฐานเครือข่ายวิชาการเพื่อสันติภาพในอนาคต รวมทั้งการพัฒนา “ผู้นำเชิงสันติวิธี” และการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตยเชิงคุณธรรม และสันติสุขอย่างยั่งยืนในระยะยาว” อธิการบดีมจร กล่าว  

    สำหรับผู้ที่สนใจ ขณะนี้กำลังเปิดรับสมัคร ทั้งหลักสูตรทั้งปริญญาโท และปริญญาเอก สามารถสมัครออนไลน์ ได้ที่ https://forms.gle/9SWN87i9MeponwSG7 ดาวน์โหลดแนบเอกสารการสมัครเรียน ได้ที่ https://drive.google.com/drive/folders/15kw1pwS09NBjH03GCVTegQXij9ELiYvn?usp=sharing สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่โทร.066-049-5588, 092-564-4591 หรือศึกษาข้อมูลได้ที่ www.peace.mcu.ac.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5643465/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RAt3neyNTtE2RfXUN8uC4

  • ปลัดมหาดไทย แจ้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด คัดเลือกนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรม

    ปลัดมหาดไทย แจ้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด คัดเลือกนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรม

    ปลัดมหาดไทย แจ้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด ดำเนินการคัดเลือก คัดสรร นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 18 ปีการศึกษา 2569 ด้วยความรอบคอบ รอบด้าน โปร่งใส เป็นธรรม และกระจายโอกาสอย่างทั่วถึง

    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการดำเนินงานโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2569 ภายใต้ “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.)” ซึ่งในขณะนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทำแนวปฏิบัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    “กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดรับทราบแนวทางและดำเนินการขับเคลื่อนงานโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2569 อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม โดยให้คณะกรรมการคัดเลือกฯ ระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานและศึกษาธิการจังหวัดเป็นเลขานุการ เริ่มกระบวนการคัดเลือก คัดสรร นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 18 ปีการศึกษา 2569 ตามแนวทางฯ อย่างเคร่งครัด โดยกระจายโอกาสการเสนอชื่อนักเรียนผู้มีคุณสมบัติให้ครอบคลุมทั่วถึงโรงเรียนในทุกสังกัด รวมทั้งลงเยี่ยมบ้าน สอบทานข้อมูลเชิงประจักษ์ พื้นฐานทัศนคติที่ถูกต้องดีงามต่อสถาบันหลักของชาติ และความสมัครใจ การรับรู้ข้อมูลโครงการฯ อย่างรอบคอบ รอบด้าน โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ และจัดส่งข้อมูลไปยังศึกษาธิการภาคเพื่อดำเนินการในระดับต่อไป นอกจากนี้ คณะกรรมการคัดเลือกฯ ระดับจังหวัด ต้องร่วมทำหน้าที่ติดตามดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน ทั้งในด้านการเรียน ความประพฤติ และการใช้จ่ายเงินทุนพระราชทานตลอดจนการช่วยเหลือในกรณีนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. และครอบครัว เมื่อเผชิญปัญหาต่าง ๆ ตามระเบียบมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ว่าด้วยการดูแลนักเรียนทุนในโครงการพระราชทาน ม.ท.ศ. พ.ศ. 2561”

    ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยมีกำหนดประชุมซักซ้อมความเข้าใจและแนวทางการดำเนินงานให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการฯ ระดับจังหวัด และศึกษาธิการภาค ผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (Video Conference System : VCS) ในวันพุธที่ 4 มีนาคม 2569 เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามขั้นตอนและแนวทางที่กำหนดอย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2917022&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aU3bjqemptAxJuEErJWqF