Category: วัฒนธรรม

  • การแยกพลาสติก จุดเริ่มต้นเล็กๆ ของระบบจัดการขยะ ที่อาจเปลี่ยนสมการคาร์บอนของโลก – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    การแยกพลาสติก จุดเริ่มต้นเล็กๆ ของระบบจัดการขยะ ที่อาจเปลี่ยนสมการคาร์บอนของโลก – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    พลาสติกส่วนใหญ่ที่กองพะเนินอยู่บนโลกใบนี้ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ในกระบวนการสกัดวัตถุดิบ การกลั่น และการผลิตเม็ดพลาสติก ล้วนใช้พลังงานและปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นจำนวนมาก

    โดยผลิตภัณฑ์จากพลาสติกที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับผู้บริโภค มีส่วนต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกประมาณ 4.5 เปอร์เซ็นต์ และอาจเพิ่ม 4 เท่าภายในปี ค.ศ. 2050 หากยังคงรูปแบบการผลิตและบริโภคแบบเดิม

    ซึ่งหากนับจากวันแรกที่มนุษยชาติเริ่มผลิตพลาสติก ปัจจุบันโลกแบกรับพลาสติกไว้มาก 8,300 ล้านตัน แต่มีเพียง 9 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นที่ถูกนำไปรีไซเคิล ส่วนที่เหลือจำนวนมากถูกทิ้งหรือสะสมในสิ่งแวดล้อม

    ในบางกรณีพลาสติกถูกเผาเพื่อกำจัดหรือใช้ผลิตพลังงาน แต่กระบวนการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ จำนวนมาก เช่น การเผาพลาสติกอาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ยราว 3 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อพลาสติก 1 ตัน

    นั่นเท่ากับว่า การจัดการขยะพลาสติกมีส่วนเร่งเร้าให้วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้รับผลกระทบรุนแรงยิ่งขึ้น 

    การแยกขยะ จุดเล็กๆ ที่กำหนดชะตาพลาสติกทั้งระบบ

    ในระบบจัดการขยะสมัยใหม่ คำว่า ‘รีไซเคิล’ มักถูกพูดถึงบ่อยๆ แต่ความจริงที่สำคัญคือ การรีไซเคิลจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขยะไม่ได้ถูกแยกตั้งแต่ต้นทาง

    พลาสติกที่ถูกทิ้งรวมกับเศษอาหารหรือขยะเปียกมักปนเปื้อนจนไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ ผลลัพธ์คือต้องถูกฝังกลบหรือเผาแทน 

    แต่หากมีการแยกตั้งแต่ครัวเรือนหรือชุมชน พลาสติกสามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    งานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการพลาสติกในประเทศไทยพบว่า การแยกขยะตั้งแต่ต้นทางสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรีไซเคิลได้หลายเท่า และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ

    ในกรณีศึกษาหนึ่ง การปรับระบบให้มีการแยกพลาสติกตั้งแต่ต้นทางสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการรีไซเคิลได้กว่า 3 เท่า และลดการปล่อยคาร์บอนจากระบบจัดการขยะได้หลายพันตันต่อปี

    นั่นหมายความว่า ถังขยะที่บ้านหรือที่ทำงาน อาจเป็นจุดเริ่มต้นการตัดสินชะตาของพลาสติกชิ้นหนึ่ง ว่าจะกลายเป็นวัตถุดิบใหม่ หรือกลายเป็นควันคาร์บอนในอากาศ

    รีไซเคิลพลาสติก  ลดพลังงาน ลดคาร์บอน

    เหตุผลที่การรีไซเคิลช่วยลดคาร์บอนได้มาก เพราะเป็นขั้นตอนลดความจำเป็นในการผลิตพลาสติกใหม่จากน้ำมัน

    การรีไซเคิลพลาสติก 1 ตันสามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 5,774 กิโลวัตต์ชั่วโมง และลดการใช้น้ำมันดิบกว่า 16 บาร์เรล

    ในหลายกรณี ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิลยังปล่อยคาร์บอนฯ น้อยกว่าการผลิตจากวัตถุดิบใหม่อย่างมาก เช่น ขวดพลาสติกที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลอาจปล่อยคาร์บอนฯ น้อยลงถึง ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับการผลิตจากพลาสติกใหม่

    รายงานด้านสิ่งแวดล้อมยังชี้ว่า การรีไซเคิลพลาสติกสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 30–80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับการผลิตพลาสติกใหม่

    และหากขยะพลาสติกที่ถูกจัดการอย่างผิดวิธีในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกนำเข้าสู่ระบบรีไซเคิลทั้งหมด ภูมิภาคนี้อาจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 229 ล้านตัน CO₂ เทียบเท่า ภายในปี 2030

    การแยกขยะไม่ใช่เรื่องเล็กในระบบใหญ่

    อย่างไรก็ดี แม้จะมีการจัดการแยกขยะพลาสติกในบ้านหรือในที่ทำงาน แต่นั่นเป็นเพียงส่วนน้อยนิด ปัญหาขยะพลาสติกต้องมองไปถึงโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบจัดการทรัพยากรในภาพกว้าง

    ในระบบเศรษฐกิจแบบที่เราคุ้นเคยกับวงจรการผลิตวัตถุดิบ นำมาใช้เสร็จแล้วทิ้ง ถือเป็นความล้าหลังและสุ่มเสี่ยงต่อการทำร้ายโลก จำเป็นต้องเปลี่ยนมุมใหม่ หันมามองในรูปแบบ ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ (circular economy) 

    กล่าวคือ เป็นการนำทรัพยากรกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง เพื่อลดการใช้ทรัพยากรใหม่ ลดพลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอน

    การแก้ปัญหาอาจต้องเริ่มจากการปรับระบบระดับใหญ่ ทั้งการออกแบบบรรจุภัณฑ์ นโยบายภาครัฐ และโครงสร้างอุตสาหกรรม

    แต่ในเวลาเดียวกัน ระบบทั้งหมดยังต้องพึ่งพาจุดเริ่มต้นเล็กๆ อย่างเช่น การมีถังขยะสองใบในบ้าน การล้างกล่องอาหารก่อนทิ้ง หรือการแยกขวดพลาสติกออกจากเศษอาหาร

    หรือการเริ่มในระดับชุมชน เช่น การสร้างธนาคารขยะระดับชุมชน หรือในสถานการศึกษา  

    แม้เป็นจุดที่ไม่ใหญ่มาก แต่สิ่งเล็กๆ เหล่านี้มีส่วนต่อการพาพลาสติกไปสู่เส้นทางใหม่ แปรเปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากร และเป็นสาส์นตั้งต้นในการลดก๊าซคาร์บอนฯ เพื่อสู้กับวิกฤตโลกรวน

    บางครั้ง การเปลี่ยนระบบใหญ่ของโลก อาจเริ่มต้นจากการแยกขยะเพียงชิ้นเดียวในมือเรา

    ในปี 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้จัดทำโครงการชุมชนแม่เปินคาร์บอนต่ำ (Mae Poen Low Carbon) ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลแม่เปิน อำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ และโรงเรียนอนุบาลแม่เปิน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินงานจากธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด และได้มีการทำบันทึกตกลงความร่วมมือทางการดำเนินโครงการไปเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568


    เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

    เป้าหมายที่ 8 ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่ และมีผลิตภาพ และการมีงานที่สมควรสำหรับทุกคน

    8.3 ส่งเสริมนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่สนับสนุนกิจกรรมที่มีผลิตภาพ การสร้างงานที่สมควร ความเป็นผู้ประกอบการ ความสร้างสรรค์และนวัฒกรรม และส่งเสริมการเกิดและการเติบโตของวิสาหกิจรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง ซึ่งรวมถึงผ่านทางการเข้าถึงบริการทางการเงิน

    เป้าหมายที่ 12 สร้างหลักประกันให้มีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

    12.5 ลดการเกิดของเสียโดยให้มีการป้องกัน การลดปริมาณ การใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ ภายในปี 2573

    12.8 สร้างหลักประกันว่าประชาชนในทุกแห่งมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องและความตระหนักถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนและวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ภายในปี 2573

    เป้าหมายที่ 13 ปฎิบัติการอย่างเร่งด่วยเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น

    13.3 พัฒนาการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ และขีดความสามารถของมนุษย์และของสถาบันในเรื่องการลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับตัว การลดผลกระทบ การเตือนภัยล่วงหน้า

    อ้างอิง

    ผู้เขียน

    ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/work/2026-61/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Xk2EUV0J-KvGdsdGgCcDC

  • พม. จับมือเครือข่ายท้องถิ่น เร่งช่วย ด.ช. 12 ปี สุดอาภัพ อยู่ตัวคนเดียว พ่อตาย แม่แยกทาง

    พม. จับมือเครือข่ายท้องถิ่น เร่งช่วย ด.ช. 12 ปี สุดอาภัพ อยู่ตัวคนเดียว พ่อตาย แม่แยกทาง

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2918871&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g0EE_YlQ5lHgRkT8FzzPn

  • “พีช พชร” ครอบครัวร่วมยินดีรับปริญญาใบที่ 2 จาก Oxford ซูมช็อตพิเศษคู่กับแฟนสาว

    “พีช พชร” ครอบครัวร่วมยินดีรับปริญญาใบที่ 2 จาก Oxford ซูมช็อตพิเศษคู่กับแฟนสาว

    “พีช พชร” คว้าปริญญาโทใบที่ 2 จาก Oxford  เฟรมอบอุ่นจากครอบครัว ซูมแฟนสาวคนพิเศษ

    วินาทีนี้ต้องยกให้เป็นพระเอกหนุ่มที่โปรไฟล์ปังที่สุดจริงๆ ค่ะ สำหรับ “พีช-พชร จิราธิวัฒน์” ทายาทหมื่นล้านเครือเซ็นทรัล ที่นอกจากจะสวมบทบาทนักแสดงได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว ยังนั่งแท่นเจ้าของธุรกิจ Potato Corner เฟรนช์ฟรายส์ยอดฮิตที่มีสาขาเกือบร้อยสาขา และธุรกิจอื่นๆ มูลค่ารวมกว่าพันล้านบาท ล่าสุด พีช พชร ได้สร้างบิ๊กเซอร์ไพรส์ให้กับแฟนคลับอีกครั้ง ด้วยการคว้าปริญญาโทใบที่ 2 ในวัยเพียง 31 ปี จากมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง University of Oxford ประเทศอังกฤษ

    พีช พชร ไม่ได้มีดีแค่หน้าตาและนามสกุลดัง แต่เขายังมุ่งมั่นเรื่องการศึกษาอย่างหนัก หลังจากปีที่แล้วเพิ่งรับปริญญาโทใบแรกในสาขา Saïd Business School จาก University of Oxford ปีนี้ พีช พชร คว้าปริญญาโทใบที่ 2 ในสาขา Major Programme Management จาก Keble College มหาวิทยาลัยเดียวกันมาครองได้สำเร็จ ตอกย้ำความเป็นคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องความรู้และการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

    บรรยากาศในวันรับปริญญาของ พีช พชร เต็มไปด้วยความสุขและความอบอุ่นจริงๆ ค่ะ เมื่อ คุณแม่ส้มชนัดดา คุณแม่ของพีช ได้โพสต์ภาพสุดประทับใจ ควงแขนอดีตสามี ธีรยุทธ์ จิราธิวัฒน์ และลูกๆ แพร พิมพิศา กับ พาย เขมณัฏฐ์ พี่สาวและน้องสาว บินลัดฟ้ามาร่วมแสดงความยินดีกับ พีช พชร อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

    แน่นอนว่าแฟนคลับต่างพากันซูมมองหาหวานใจของ พีช พชร ในวันสำคัญนี้จะได้เห็นหรือเปล่า และจะหวานขนาดไหน

    ก่อนหน้านี้ เจ้าตัวเคยเปิดใจเรื่องหัวใจไว้กับ “คิท เบญจรงคกุล” โดยบอกว่าตอนนี้ตัวเองไม่โสดแล้ว มีแฟนแล้ว คบมา 3-4 ปี ตอนนี้ยังปรับเข้าหากันอยู่เรื่อยๆ ทุกอย่างไม่ใช่ความชอบส่วนตัวของเรา เราไม่ได้เพอร์เฟค เขาก็ไม่ได้เพอร์เฟค เราต้องมีพื้นที่ยอมรับกันและกัน” เป็นคำพูดที่สะท้อนให้เห็นถึงความรักที่เติบโตและเข้าใจกันอย่างแท้จริง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9877386/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03wzCaKylUwnW8aaXyz6dz

  • องคมนตรีเป็นประธานประสาทปริญญาบัตร SCT นครศรีธรรมราช | TOPNEWS

    องคมนตรีเป็นประธานประสาทปริญญาบัตร SCT นครศรีธรรมราช | TOPNEWS

    วันที่ 9 มี.ค. 2569 นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธีประสาทปริญญาบัตร แก่บัณฑิตรุ่นที่ 22-23 ประจำปีการศึกษา 2566-2568 ณ อาคารอเนกประสงค์ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีนายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช คณะผู้บริหารวิทยาลัย หัวหน้าส่วนราชการ บัณฑิต นักศึกษา ผู้ปกครองร่วมให้การต้อนรับ และร่วมพิธี โดยมี ดร.อุทัย ดุลยเกษม นายกสภาวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ กล่าวรายงาน กิจการของวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ตามพันธกิจ 4 ด้าน ด้านการจัดการเรียนการสอน วิทยาลัยเปิดรับนักศึกษา 3 คณะ ได้แก่ คณะวิทยาการจัดการ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและเทคโนโลยี และคณะศึกษาศาสตร์และสังคมศาสตร์ เปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรี จำนวน 6 หลักสูตร หลักสูตรระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต จำนวน 1 หลักสูตร และหลักสูตรระดับปริญญาโท จำนวน 1 หลักสูตร มีนักศึกษาจำนวน 730 คน โดยวิทยาลัยจัดการเรียนการสอนมีคุณภาพการศึกษา มีกระบวนการเรียนการสอนที่ทันสมัยเหมาะสมกับเวลาทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ ด้านปฏิบัติการ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งดำรงไว้ซึ่งคุณภาพการศึกษา รวมถึงพันธกิจทั้ง 4 ด้าน ทั้งด้านการผลิตบัณฑิต การวิจัย การบริการวิชาการ และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม นอกจากนี้ วิทยาลัยได้คำนึงถึงเศรษฐกิจ จึงได้จัดสรรทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาเป็นประจำทุกปี ประกอบด้วย ทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาที่จบจากโรงเรียนเครือข่าย ทุนการศึกษาสำหรับนักกีฬา นักศึกษาทหาร และทุนหอพักฟรี เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง จัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีการเรียนผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านเทคนิควิธีการต่าง ๆ

    สำหรับหลักสูตรระดับปริญญาตรี ปฏิบัติสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (CWIE) ทุกหลักสูตร จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ เพื่อสร้างผู้ประกอบการ ด้านการวิจัยและนวัดกรรม วิทยาลัยมุ่งพัฒนาองค์ความรู้ ควบดูไปกับการเรียนการสอน ได้ดำเนินโครงการวิจัยในศาสตร์ต่าง ๆ และมีความหลากหลายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนทั้งจากภาครัฐ และภาคเอกชน มีการส่งเสริมสนับสนุนให้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยในระดับชาติ และดับนานาชาติ มีการจัดประชุมวิชาการระดับชาติเป็นประจำทุกปี และมีวารสารเทคโนโลยีภาคใต้ ได้ผ่านการรับรองคุณภาพของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) และอยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 1 ด้านการบริการวิชาการ วิทยาลัยได้ให้บริการวิชาการแก่หน่วยงานภายนอก อาทิ โครงการส่งเสริมทักษะอาชีพของนักเรียน โครงการหลักสูตรเซฟอาหารไทยมืออาชีพ เป็นต้น ด้านทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม มีการจัดกิจกรรมประเพณี ส่งเสริมผ้าไทย เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมผ่านสถาบันซิว-เสงี่ยมเพื่อภาษาและวัฒนธรรมข้ามชาติ การส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรม และกิจกรรมที่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่อง มีผู้สำเร็จการศึกษา 2 รุ่น จำนวน 670 คน เข้ารับปริญปริญญาในครั้งนี้ ประกอบด้วย ระดับปริญญาตรี จำนวน 225 คน ระดับประกาศนิยบัตรบัณฑิต จำนวน 46 คน และระดับปริญญาโท จำนวน 90 คน บัณฑิตฑิตที่รับรางวัล จำนวน 4 คน นักศึกษาที่ได้รับเกียรติบัตรรางวัลธนาคารความดี จำนวน 11 คน และรางวัลทุนนายพ่วง สุวรรณรัฐ จำนวน 2 คน 

    โอกาสนี้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี กล่าวให้โอวาท แสดงความยินดีแก่ผู้สำเร็จการศึกษาของวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ ว่า ปริญญาบัตรที่ได้รับในวันนี้ มีความสำคัญและมีความหมายเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเครื่องรับรองวิทยฐานะของบัณฑิต ซึ่งมีความรู้ความสามารถในด้านวิชาการ และการปฏิบัติ ตามศาสตร์ของสาขาวิชาที่ตั้งใจเล่าเรียน พากเพียรและอุตสาหะ จนสำเร็จการศึกษา สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเอง นำความรู้ความสามารถ ไปสร้างความสำเร็จให้กับตัวเองทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพ ด้านคุณงามความดีต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม รวมทั้งการไปทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1511044&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Tqy4ttpUL3zjy961JUGgW

  • พม. จับมือเครือข่ายท้องถิ่น เร่งช่วย ด.ช. 12 ปี สุดอาภัพ อยู่ตัวคนเดียว พ่อตาย แม่แยกทาง

    พม. จับมือเครือข่ายท้องถิ่น เร่งช่วย ด.ช. 12 ปี สุดอาภัพ อยู่ตัวคนเดียว พ่อตาย แม่แยกทาง

    พม. ใกล้คุณ จับมือเครือข่ายท้องถิ่น เร่งช่วย ด.ช. 12 ปี สุดอาภัพ พ่อเสียชีวิต แม่แยกทาง ตาเพิ่งจากไป ที่ จ.นครสวรรค์

    วันที่ 9 มีนาคม 2569 นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เปิดเผยถึงการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม กรณี เด็กชายวัย 12 ปี สุดอาภัพ พ่อเสียชีวิต แม่แยกทาง และตาเพิ่งจากไป ที่จังหวัดนครสวรรค์ ว่า ได้รับรายงานจากศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) กระทรวง พม. โดย ทีม พม.ใกล้คุณ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วย หน่วยงานท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ร่วมกันลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน ณ ตำบลเนินศาลา อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า เด็กชายอายุ 12 ปี พ่อเสียชีวิต แม่แยกทางกับพ่อแล้วย้ายไปอยู่จังหวัดอื่น แต่ไม่ได้พาเด็กไปด้วย ทำให้เด็กต้องอาศัยอยู่กับตา แต่ตาเพิ่งมาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา ทำให้เด็กต้องอยู่เพียงลำพัง จากนั้น จึงไปอยู่กับลุง อายุ 39 ปี อาศัยในบ้านสภาพเก่าทรุดโทรม ไม่แข็งแรง ไม่เหมาะสมกับการอยู่อาศัย ซึ่งลุงมีอาชีพรับจ้างขุดไม้ล้อม โดยวันหยุด เด็กจะไปช่วยงานกับลุง โดยได้ค่าจ้างวันละ 150 บาท ขณะนี้ ลุงมีภาระหนี้สินจำนวนมาก ทำให้ประสบปัญหาค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอ สำหรับเรื่องการศึกษาของเด็กนั้น เด็กกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความขยัน ใฝ่เรียน และได้รับทุนการศึกษาจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) แต่เด็กมีอาการสมาธิสั้น เรียนรู้ช้า ซึ่งเคยรับการรักษาที่โรงพยาบาลโกรกพระ

    นายกันตพงศ์ กล่าวว่า ทีม พม.ใกล้คุณ จังหวัดนครสวรรค์ โดย ศรส.จังหวัดนครสวรรค์ ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือตามภารกิจด้านเด็กของกระทรวง พม. โดยให้คำปรึกษาแนะนำวิธีการเลี้ยงดูเด็กตามพัฒนาการสมวัย และการอุปการะเลี้ยงดูเด็กตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ให้กับลุง , พิจารณาเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและไร้ที่พึ่ง และเงินสงเคราะห์จากกองทุนคุ้มครองเด็ก , ประสานความร่วมมือกับสถาบันเพาะกล้าคุณธรรม จังหวัดพิษณุโลก สังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวง พม. เพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการศึกษาต่อเนื่อง , ประสานความร่วมมือกับโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 1 เพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องทุนการศึกษาของเด็ก 

    พร้อมกันนี้ยังได้ประสานความร่วมมือกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. กระทรวง พม. , อำเภอโกรกพระ , องค์การบริหารส่วนตำบลเนินศาลา , และสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัด เพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและที่อยู่อาศัยที่แข็งแรง ปลอดภัย , ประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลโกรกพระเพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการรักษาเด็กตามพัฒนาการสมวัย และประสานความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์และองค์การบริหารส่วนตำบลเนินศาลา เพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการประกอบอาชีพของลุง 

    นอกจากนี้ จะประสานความร่วมมือกับทีมสหวิชาชีพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ในพื้นที่ เพื่อร่วมกันวางแผนการให้ความช่วยเหลือเด็กในส่วนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม รวมถึงวางแผนติดตามการให้ความช่วยเหลือเด็กอย่างต่อเนื่องต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2918871&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ozop1YA4z_vWjg71f34RN

  • ครบรอบ 81 ปี ‘สถาปนาคุรุสภา’ พร้อมนำเทคโนโลยีทันสมัย ยกระดับคุณภาพการศึกษา – ครู – ผู้เรียน

    ครบรอบ 81 ปี ‘สถาปนาคุรุสภา’ พร้อมนำเทคโนโลยีทันสมัย ยกระดับคุณภาพการศึกษา – ครู – ผู้เรียน

    วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานในพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ครบรอบ 81 ปี  โดยมี ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา พร้อมด้วย คณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนผู้รับรางวัล แขกผู้มีเกียรติ และพนักงานเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ อาคารหอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ​

    โดย รมช.ศธ. ได้เป็นประธานพิธีบวงสรวง องค์พระพฤหัสบดี สักการะศาลตายาย พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระยาศรีสุนทรโวหาร และ ฯพณฯ ทวี บุณยเกตุ ผู้ก่อตั้งคุรุสภา และพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้น รมช.ศธ. พร้อมผู้ร่วมงาน ได้ยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นเวลา 1 นาที

    ในโอกาสนี้ รมช.ศธ. ได้มอบรางวัล “ครูถิรคุณ” เพื่อประกาศเกียรติคุณยกย่องครูผู้เสียสละและมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ โดย รมช.ศธ. ได้มอบรางวัลแด่ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จ.สงขลา โดยมี นายเจษฎา สินสโมสร สามี เป็นผู้รับมอบรางวัลแทน และคณะผู้บริหาร ครู และเจ้าหน้าที่ธุรการ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อีก 4 ท่าน ได้แก่ นายคมคาย แก้วพรหม, นางสาวสุวรรณา รัตนบุรี, นางสาวขนิษฐา เครือวัลย์ และนางทิพวรรณ เพชรหนู ที่ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ยืนหยัดปกป้องนักเรียนจากเหตุการณ์อันตราย เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 แม้ต้องประสบอันตรายจนผู้อำนวยการโรงเรียนถึงแก่ชีวิต การกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความหมายอันลึกซึ้งของคำว่า “ครู” ที่เป็นทั้งผู้นำและผู้พิทักษ์ศิษย์อย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ รมช.ศธ. ยังได้มอบรางวัลเพื่อเป็นการยกย่องผู้สนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน รวมจำนวน 89 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลผู้มีคุณูปการต่อสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา 30 รางวัล, รางวัลผู้บริหารภารกิจคุรุสภา ส่วนภูมิภาค ดีเด่น 17 รางวัล, รางวัลผู้บริหารการศึกษาที่ส่งเสริม สนับสนุนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาดีเด่น ประจำปี 2568 จำนวน 34 รางวัล และรางวัล “คนดี ศรีคุรุสภา” จำนวน 8 รางวัล

    “รางวัล “ครูถิรคุณ” มิได้เป็นเพียงโล่ประกาศเกียรติคุณ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งการเชิดชูความกล้าหาญ ความเสียสละ และความมั่นคงในจิตวิญญาณแห่งวิชาชีพครู อันเป็นคุณค่าที่สังคมไทยให้ความเคารพยกย่องอย่างสูงสุด สำหรับก้าวต่อไปของคุรุสภา รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ มีทิศทางมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของครู คุรุสภาจึงต้องมีความพร้อมและปรับตัวสู่การเป็นองค์กรที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เน้นความคล่องตัว (Agility) ปรับตัวเร็วด้วยข้อมูล (Data-driven) เพื่อนำไปสู่การยกระดับการทำงานและช่วยลดภาระครูได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนเติบโตอย่างมีคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากสังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน” รมช.ศธ. กล่าว

    ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า นับตั้งแต่จัดตั้งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2488 จนถึงปัจจุบัน การดำเนินงานของคุรุสภาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่กำหนดมาตรฐานและควบคุมวิชาชีพครูเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยสร้างครูที่มีคุณภาพ การจัดงานวันนี้เพื่อเป็นการสืบทอดประวัติศาสตร์และเจตนารมย์ของการจัดตั้งคุรุสภาให้เป็นสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มุ่งมั่นดำเนินการด้านการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพให้มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของผู้ประกอบวิชาชีพและสังคม

    “ก้าวต่อไปของคุรุสภาจะมุ่งมั่นพัฒนาและขับเคลื่อนพันธกิจเพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ และพัฒนาวิชาชีพให้เป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมพัฒนาศักยภาพ ” ครูยุคใหม่“ ที่เปลี่ยนด้วยคุณธรรมและจรรยาบรรณของวิชาชีพ มีจิตวิญญาณความเป็นครู เพื่อสร้างคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม และพัฒนาการศึกษาไทยให้มั่นคงยั่งยืนสืบไป” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ครบรอบ 80 ปี สถาปนา ‘คุรุสภา’  มุ่งยกระดับวิชาชีพ สร้างครูคุณภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/951512&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FWgPeOA4yIFQ-3vfuiNHz

  • “กรวีร์” ไม่ปฏิเสธมีชื่อนั่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุขึ้นอยู่กับพรรคจะเลือกคนเหมาะสม

    “กรวีร์” ไม่ปฏิเสธมีชื่อนั่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุขึ้นอยู่กับพรรคจะเลือกคนเหมาะสม

    “กรวีร์” ไม่ปฏิเสธมีชื่อนั่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุขึ้นอยู่กับพรรคจะเลือกคนเหมาะสม ชู “สภาสมาร์ท” ใช้ AI พัฒนาระบบงานนิติบัญญัติ เชื่อมประชาชน เชื่อยกระดับคุณภาพชีวิตได้

    วันที่ 9 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ใกล้เข้ามา โดยตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรค่อนข้างชัดเจนว่า นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย จะขึ้นดำรงตำแหน่งดังกล่าว ขณะที่ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และคนที่ 2 ยังมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นระหว่างโควตาของพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ทั้งนี้ มีกระแสชื่อของนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ว่าอาจได้รับการเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ เพื่อทำหน้าที่คุมเกมในสภาและช่วยงานด้านนิติบัญญัติ

    โดยนายกรวีร์ ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยกันในพรรคเกี่ยวกับตำแหน่งดังกล่าว แต่เชื่อว่าพรรคจะคัดสรรบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เหมาะสมเข้าทำหน้าที่ประธานและรองประธานสภาฯ โดยสิ่งที่ตนอยากเห็นคือ การพัฒนาสภาให้มีความทันสมัย โปร่งใส สามารถเชื่อมต่อประชาชนกับฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การทำงานของสมาชิกมีประสิทธิภาพมากขึ้นและใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติคือ การเชื่อมโยงประชาชนกับสภาและฝ่ายบริหาร ผ่านการพิจารณากฎหมายและการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร เพื่อให้นโยบายของรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้จริง ที่ผ่านมาตนได้ทำหน้าที่สะท้อนปัญหาของประชาชนในพื้นที่เข้าสู่สภา เช่น ปัญหาราคาข้าว น้ำท่วม และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ฝ่ายบริหารนำข้อมูลไปใช้แก้ไขปัญหา ส่วนในระดับประเทศ กฎหมายหลายฉบับสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เช่น พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมถึงกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันอย่าง พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ปลดภาระผู้ค้ำประกัน ยกเลิกเบี้ยปรับ และลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการศึกษา

    นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า ในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล บทบาทของพรรคย่อมแตกต่างจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในอดีต เพราะต้องผลักดันนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชนให้เกิดผลจริง เช่น การผลักดันราคาสินค้าเกษตร การกระจายอำนาจผ่านนโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน และการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียม ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนฟรีได้ทุกที่ทุกวัย และยังอยากเห็นการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยอธิบายผลงานของสภาให้ประชาชนเข้าใจง่ายขึ้น พร้อมการเปิดช่องทางให้ประชาชนติดตามขั้นตอนการพิจารณากฎหมายหรือการอภิปรายในสภาได้อย่างโปร่งใส ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ยังเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าถึงได้ยาก จึงควรปรับปรุงระบบให้เข้าใจง่าย และทำให้ประชาชนเห็นผลกระทบของกฎหมายต่อชีวิตของตนเองได้ชัดเจนมากขึ้น

    “ผมคิดว่าตำแหน่ง สส. หรือการเป็นนักการเมืองมีความท้าทายอย่างมาก เพราะต้องให้ประชาชนเลือก เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อมั่นในตัวคุณและได้รับการเลือกตั้งหลายสมัยติดต่อกัน เราต้องเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนได้จริงๆ ไม่เช่นนั้นรอบต่อไปก็จะยากที่เขาจะเลือกคุณเข้ามาอีก บทบาทของเราในการขับเคลื่อนกฎหมายที่มีผลต่อชีวิตของคนทั้งประเทศสำคัญจริงๆ ทำให้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชน ให้พวกเขากินดีอยู่ดี ลดภาระของประชาชน เป็นเป้าหมายสำคัญในการทำงานเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ถ้าพรรคให้ความไว้วางใจ เราก็สามารถใช้ประสบการณ์และความรู้ของเราทำงานได้อย่างเต็มที่” นายกรวีร์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2918812&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CcDItNS2CqZnA17di4hPi

  • นายกฯประชุมรับมือน้ำมันโลกพุ่งแตะ 100 เหรียญ – เร่งผลิต E20/E85 สร้างส่วนต่างให้น้ำมันถูกลง

    นายกฯประชุมรับมือน้ำมันโลกพุ่งแตะ 100 เหรียญ – เร่งผลิต E20/E85 สร้างส่วนต่างให้น้ำมันถูกลง

    09 มีนาคม 2569, 19:37น.

             นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน แถลงภายหลังการประชุมเรื่องการแก้ไขสถานการณ์ด้านพลังงาน จากผลกระทบในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยระบุว่า จากเหตุการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง  ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าสถานการณ์จะยุติลงได้เมื่อไรนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาด้านราคา และปริมาณสต็อกน้ำมันในประเทศ นอกจากจะมีการระงับการส่งออก น้ำมัน และให้ผู้ค้าเพิ่มการสำรองน้ำมันจาก 1% เป็น 3% แล้วนั้น ได้มีการเตรียมแนวทางในเพิ่มส่วนผสมของน้ำมันไบโอดีเซล B5 เป็น B7 โดยจะให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.นี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อลดปริมาณการใช้เนื้อน้ำมันดีเซลลงอย่างน้อย 2% อีกทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณการรับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกรได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ได้สั่งให้มีการศึกษาแนวโน้มการปรับเพิ่มส่วนผสมน้ำมันไบโอดีเซล เป็น B10 และ B20 ในระยะถัดไป

              โดยรัฐบาลจะส่งเสริมให้มีการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 E85 ให้มากขึ้น ผ่านการสร้างแรงจูงใจด้านราคา ด้วยการทำให้ส่วนต่างราคาขายปลีกระหว่างราคา E10 กับ E20 และ E85 เพิ่มมากขึ้นจาก 2 บาท เป็น 3 บาท ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินของประชาชนได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันพบว่ารถยนต์หลายรุ่นสามารถเติม E20 ได้แล้ว

              สำหรับมาตรกรในส่วนของก๊าซหุงต้ม (LPG) นั้น กระทรวงพลังงาน ได้สั่งให้ตรึงราคาจำหน่ายก๊าซ LPG ต่อไปอีก 2 เดือน จนถึงสิ้นเดือน พ.ค.69 จากที่จะครบกำหนดมาตรการในสิ้นเดือนมี.ค.นี้ และเมื่อถึงสิ้นเดือนพ.ค.แล้ว จะค่อยมาพิจารณามาตรการใหม่อีกที

              นายอรรถพล ย้ำว่า รัฐบาลจะยังไม่ใช้มาตรการขั้นบังคับในเรื่องของการประหยัดพลังงาน แต่จะเริ่มจากมาตรการขอความร่วมมือให้ประชาชน หน่วยงานราชการ และเอกชน ช่วยกันประหยัดพลังงานก่อน เช่น การปรับแอร์ไว้ที่อุณหภูมิ 26-27 องศา, การปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น, การทำงานที่บ้าน (Work from Home) หรือการประชุมผ่านระบบออนไลน์ เพื่อประหยัดค่าเดินทาง รวมทั้งการตรวจสภาพเครื่องยนต์ให้มีความเหมาะสม เป็นต้น

              นอกจากนั้น ในเวลา 05.00 น. พรุ่งนี้ (10 มี.ค.) เป็นต้นไป ผู้ค้าน้ำมัน บมจ.ปตท. และ บมจ.บางจากฯ ประกาศ ปรับราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ทุกชนิด เพิ่มขึ้น 0.50 บาทต่อลิตร เว้น E20,E85 ลดลง 0.50 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มดีเซล และ Premium GSH95 คงเดิม มีผล 10 มี.ค. 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น วันพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    – เบนซิน 95 ลิตรละ 39.64 บาท

    – แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 31.05 บาท

    – แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 30.68 บาท

    – E20 ลิตรละ 27.84 บาท

    – E85 ลิตรละ 25.79 บาท

    – ดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท

    #รับมือน้ำมันโลกแพง

    #สงครามตะวันออกกลาง 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159836&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Sl-Tv3GbgCE0iD6poB3bK

  • เข้าใจซะใหม่ “ดื่มของร้อน” ในวันที่อากาศร้อน ช่วยให้ร่างกายเย็นลงมากกว่ากินน้ำแข็ง

    เข้าใจซะใหม่ “ดื่มของร้อน” ในวันที่อากาศร้อน ช่วยให้ร่างกายเย็นลงมากกว่ากินน้ำแข็ง

    นักประสาทวิทยาแนะนำ “ดื่มของร้อน” ในวันที่อากาศร้อน ช่วยให้ร่างกายเย็นลงมากกว่ากินน้ำแข็ง

    เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้น คอกาแฟหลายคนมักจะบอกลาเมนูร้อนแล้วหันไปพึ่งพากาแฟใส่น้ำแข็งหรือค็อกเทลกาแฟเย็น ๆ เพื่อคลายความร้อน แต่ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์กลับชี้ให้เห็นสิ่งที่สวนทางกับความรู้สึก นั่นคือการดื่มกาแฟร้อนอาจเป็นวิธีที่ช่วยให้ร่างกายของคุณเย็นลงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

    บทความวิเคราะห์ปรากฏการณ์ย้อนแย้งนี้จากสื่อต่างประเทศอย่าง LAD Bible ได้อ้างอิงข้อมูลจาก ปีเตอร์ แมคนอห์ตัน (Peter McNaughton) นักประสาทวิทยาจาก มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) ซึ่งอธิบายว่า กาแฟและเครื่องดื่มร้อนชนิดอื่น ๆ ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายได้ผ่านกลไกทางธรรมชาติที่ซับซ้อน

    กลไก “การระบายความร้อน” ด้วยความร้อน

    การบริโภคเครื่องดื่มที่มีอุณหภูมิสูงจะเข้าไปเพิ่มอุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย ซึ่งจะไปกระตุ้นการตอบสนองตามธรรมชาติให้นักประสาทวิทยาและระบบขับถ่ายเหงื่อทำงานหนักขึ้น ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญระบุรายละเอียดดังนี้:

    • เมื่อดื่มของร้อน ร่างกายจะเริ่มขับเหงื่อออกมามากขึ้น
    • เมื่อเหงื่อระเหยออกจากผิวหนัง กระบวนการนี้จะทำหน้าที่เป็น “สารหล่อเย็น” (Coolant) ตามธรรมชาติ
    • การระเหยของเหงื่อช่วยลดความร้อนสะสมในร่างกายได้ในระยะยาวและมีประสิทธิภาพมากกว่า

    ทำไมเครื่องดื่มเย็นถึง “เย็น” เพียงแค่ชั่วคราว?

    ศาสตราจารย์แมคนอห์ตันระบุว่า เครื่องดื่มเย็นช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นเพียงแค่ชั่วขณะเท่านั้น เนื่องจากปริมาณของเครื่องดื่มที่เย็นจัดนั้นค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับมวลร่างกายทั้งหมด ทำให้ผลในการทำความเย็นถูกเจือจางไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การดื่มของเย็นจัดในปริมาณที่มากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้:

    1. หลอดเลือดหดตัว: การดื่มเครื่องดื่มที่เย็นจัดมากเกินไปอาจทำให้หลอดเลือดตีบลง ซึ่งจะส่งผลให้คุณรู้สึกร้อนมากกว่าเดิมในภายหลัง
    2. ภาระของไต: การพยายามดื่มน้ำเย็นในปริมาณมหาศาลเพื่อคลายร้อน อาจส่งผลให้ไตทำงานหนักเกินไป (Overload)

    บทสรุปสำหรับคอกาแฟ

    แม้ว่าเบียร์ ค็อกเทล หรือกาแฟสกัดเย็น (Cold Brew) จะเป็นเมนูโปรดในช่วงซัมเมอร์ แต่หากเป้าหมายของคุณคือการลดอุณหภูมิร่างกายอย่างจริงจัง ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า “กาแฟร้อน” คือทางเลือกที่ตอบโจทย์กว่า 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9877254/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WCVEwS4LM5Y6mAU6BKq2c

  • โลกเปลี่ยนเร็ว การศึกษาต้องเปลี่ยนทัน มาร่วมค้นหาคำตอบ คนที่อนาคตเลือก?

    โลกเปลี่ยนเร็ว การศึกษาต้องเปลี่ยนทัน มาร่วมค้นหาคำตอบ คนที่อนาคตเลือก?

    โลกเปลี่ยนเร็ว การศึกษาต้องเปลี่ยนทัน มาร่วมค้นหาคำตอบ คนที่อนาคตเลือก?

    โลกเปลี่ยนเร็ว การศึกษาก็ต้องเปลี่ยนตาม CP ALL Education Forum 2026 เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนไอเดีย “สร้างคน” พร้อมจริงสำหรับอนาคต Future-Ready People

    CP ALL Education Forum 2026: ปั้นคนรุ่นใหม่ให้เป็น “คนที่โลกอนาคตเลือก”

    ในโลกที่ความสำเร็จในอดีตไม่ใช่เครื่องการันตีอนาคต บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับเครือข่ายทางการศึกษาอย่าง PIM, PAT และสาธิตปัญญาภิวัฒน์ จัดงาน CP ALL Education Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Future-Ready People: คนที่โลกอนาคตเลือก” เพื่อสะท้อนความจำเป็นของการปรับตัวในยุคสมัยใหม่ โดยนายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. ซีพี ออลล์ ได้ถอดรหัสปรัชญา “หมากล้อม” มาใช้ในการพัฒนาคน เน้นการมองภาพรวม คิดเป็นระบบ และสร้างสมดุล เพื่อเปลี่ยนบทบาทของภาคธุรกิจจากการเป็นเพียงผู้ใช้แรงงาน สู่การเป็น “ผู้ร่วมสร้างคน” ที่พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

    เวทีเสวนาในหัวข้อ “No Fixed Path” และช่วง Special Talk ได้ตอกย้ำว่านิยามของ “ความเก่ง” ในปัจจุบันไม่ใช่แค่คะแนนสอบ แต่คือทักษะการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) ความยืดหยุ่น และการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและ Influencer ร่วมแชร์มุมมองว่า เส้นทางสู่ความสำเร็จในอนาคตไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับการกล้าลองผิดลองถูก และการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างมีคุณค่า สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้คนรุ่นใหม่มี “ที่ยืน” ในโลกที่เทคโนโลยีดิสรัปชันทุกวงการ

    นอกจากการวางรากฐานทางความคิดแล้ว ซีพี ออลล์ ยังเดินหน้าลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการ มอบทุนการศึกษาปัญญาภิวัฒน์ ประจำปี 2569 รวมมูลค่ากว่า 1,678 ล้านบาท ให้แก่เครือข่ายการศึกษา 12 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นพันธกิจที่ทำต่อเนื่องมานานกว่า 30 ปี เพราะเชื่อมั่นว่า “โอกาสทางการศึกษา” คือจุดเริ่มต้นของการสร้างอนาคตให้ประเทศ และการสร้างคนคือการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับสังคมไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/program/spring-conclude/862385&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ahUT3BwJuQKi32thKLlhA