Category: วัฒนธรรม

  • XPEL แบรนด์ฟิล์มกันรอยเบอร์หนึ่งของโลก บุกไทยเต็มรูปแบบ รุกเปิดตัว 3 ไฮไลต์เด็ด

    XPEL แบรนด์ฟิล์มกันรอยเบอร์หนึ่งของโลก บุกไทยเต็มรูปแบบ รุกเปิดตัว 3 ไฮไลต์เด็ด

    ตลาดฟิล์มกรองแสงระอุ XPEL (เอ็กซ์เพล) แบรนด์ฟิล์มกันรอยระดับพรีเมียมอันดับ 1 ของโลก จากประเทศ สหรัฐอเมริกา ประกาศรุกตลาดในไทย ล่าสุดเซ็นต์สัญญาแต่งตั้ง บริษัท …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.autospinn.com/2026/03/xpel-film-148207&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LnGXu2uIu91Vnh-aauAWG

  • จุฬาฯ หารือความร่วมมือทางวิชาการกับคณะผู้แทนจากประเทศแคนาดา

    จุฬาฯ หารือความร่วมมือทางวิชาการกับคณะผู้แทนจากประเทศแคนาดา

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    จุฬาฯ หารือความร่วมมือทางวิชาการกับ Saskatchewan Education Delegation ประเทศแคนาดา

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากประเทศแคนาดา นำโดย The Honourable Ken Cheveldayoff, Minister of Advanced Education, Government of Saskatchewan พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจาก the Government of Saskatchewan ผู้แทนจาก University of Saskatchewan และ Saskatchewan Polytechnic ตลอดจนเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 อาคารจามจุรี 4

    ในการนี้ รศ.ดร.ปาลนี อัมรานนท์ รองอธิการบดี เข้าร่วมหารือความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ พร้อมด้วยคณบดีและผู้บริหารคณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ และคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
    การหารือในครั้งนี้มุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษาของประเทศไทยและประเทศแคนาดา ทั้งในด้านความร่วมมือด้านการวิจัย การแลกเปลี่ยนคณาจารย์และนิสิตนักศึกษา ตลอดจนการพัฒนาหลักสูตรและโครงการทางวิชาการร่วมกัน ทั้งนี้ ผู้บริหารทั้งสองมหาวิทยาลัยได้แลกเปลี่ยนมุมมองด้านยุทธศาสตร์และกำหนดแนวทางความร่วมมือเชิงปฏิบัติในอนาคต ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ทางวิชาการและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาของไทยและแคนาดาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/290950/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lUpBn-vE2ZxAYn_tVwjDK

  • ปรากฏการณ์เตรียมอุดม ความหวังของเด็กไทย หรือภาพความเหลื่อมล้ำ ที่ชัดเจน

    ปรากฏการณ์เตรียมอุดม ความหวังของเด็กไทย หรือภาพความเหลื่อมล้ำ ที่ชัดเจน

    การสอบเข้า โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา มีนักเรียนสมัครสอบมากถึง 13,895 คน เพื่อชิงที่นั่งเพียง 1,520 ที่นั่ง หรือเฉลี่ยประมาณ 1 ต่อ 9 ภาพของนักเรียนจำนวนมหาศาลที่เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงความนิยมของโรงเรียนชื่อดังเท่านั้น แต่ยังสะท้อน “โครงสร้างความเหลื่อมล้ำ” ในระบบการศึกษาไทยอย่างชัดเจน

    ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากความเชื่อของสังคมว่า โรงเรียนบางแห่งสามารถเปิดประตูสู่โอกาสทางการศึกษาและอนาคตที่ดีกว่า ความนิยมของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาจึงไม่ได้มาจากชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากผลงานด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และสถิติการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างต่อเนื่อง จนถูกมองว่าเป็น “เส้นทางสำคัญสู่ความสำเร็จทางการศึกษา”

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความโดดเด่นของโรงเรียนเพียงแห่งเดียว หากแต่อยู่ที่ความจริงที่ว่า โรงเรียนอีกจำนวนมากยังไม่สามารถสร้างมาตรฐานหรือความเชื่อมั่นในระดับเดียวกันได้ ความย้อนแย้งของระบบการศึกษาไทยจึงปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด เมื่อโรงเรียนบางแห่งมีผู้สมัครล้นหลาม ขณะที่โรงเรียนอีกจำนวนไม่น้อยกลับเผชิญปัญหาจำนวนนักเรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง บางแห่งถึงขั้นต้องปิดตัวลง

    สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนถึงการกระจุกตัวของทรัพยากรและคุณภาพการศึกษา ซึ่งเป็นผลจากโครงสร้างการบริหารจัดการที่ยังไม่สามารถยกระดับมาตรฐานโรงเรียนได้อย่างทั่วถึง

    ขณะเดียวกัน การแข่งขันที่เข้มข้นยังนำไปสู่วัฒนธรรม “การติวสอบ” ที่แพร่หลาย นักเรียนจำนวนมากต้องเข้าคอร์สติวพิเศษเพื่อเพิ่มโอกาสในการสอบติด ซึ่งในอีกมุมหนึ่งก็สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เพราะครอบครัวที่มีทรัพยากรมากกว่าย่อมมีโอกาสเตรียมตัวได้ดีกว่า

    คำถามสำคัญจึงกลับมาที่บทบาทของรัฐ โดยเฉพาะ กระทรวงศึกษาธิการ ในการสร้างระบบการศึกษาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันทั่วประเทศ หากโรงเรียนในแต่ละจังหวัดได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง มีครูที่มีศักยภาพ มีทรัพยากรเพียงพอ และมีมาตรฐานการเรียนการสอนที่เข้มแข็ง ความจำเป็นที่นักเรียนต้องแข่งขันเพื่อเข้าโรงเรียนเพียงไม่กี่แห่งก็อาจลดลงได้

    อีกแนวทางหนึ่งที่ควรพิจารณา คือการนำรูปแบบการบริหารจัดการและแนวทางการเรียนการสอนของโรงเรียนต้นแบบ เช่น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ไปพัฒนาและต่อยอดในโรงเรียนภูมิภาค เพื่อกระจายคุณภาพการศึกษาให้กว้างขึ้น แทนที่จะปล่อยให้ความเป็นเลิศทางการศึกษากระจุกตัวอยู่เพียงบางพื้นที่

    ท้ายที่สุด ปรากฏการณ์การสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการแข่งขันทางการศึกษา แต่เป็นคำถามสำคัญต่อระบบการศึกษาทั้งระบบว่า เราจะทำอย่างไรให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่ต้องดิ้นรนแข่งขันเพื่อโอกาสเพียงไม่กี่ที่นั่งในโรงเรียนไม่กี่แห่ง

    สถานการณ์นี้ยังเป็นโจทย์สำคัญที่ฝากถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ว่าการปฏิรูปการศึกษาไม่ควรหยุดอยู่เพียงการปรับหลักสูตรหรือการออกนโยบายระยะสั้น แต่ต้องมุ่งแก้ไขโครงสร้างความเหลื่อมล้ำของระบบการศึกษาอย่างจริงจัง การกระจายคุณภาพการศึกษาไปสู่ทุกภูมิภาค การพัฒนาครูอย่างเป็นระบบ และการสร้างโรงเรียนที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกันทั่วประเทศ อาจเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เด็กไทยทุกคนมีโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมมากขึ้น ไม่ว่าพวกเขาจะเกิดหรือเติบโตในพื้นที่ใดก็ตาม

    ขอบคุณภาพ : Triamudom Family สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/article/articles-analysis/133825&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bBasgOLsG_wHlAwl45rk4

  • ชีวิตเริ่มต้นใหม่ “น้องโป้” กลับสู่รั้วโรงเรียน หลังสังคมยื่นมือช่วยเหลือ ยอดบริจาคทะลุ 3 แสนบาท | เดลินิวส์

    ชีวิตเริ่มต้นใหม่ “น้องโป้” กลับสู่รั้วโรงเรียน หลังสังคมยื่นมือช่วยเหลือ ยอดบริจาคทะลุ 3 แสนบาท | เดลินิวส์

    จากกรณีเรื่องราวชีวิตของ “น้องโป้” เยาวชนอายุ 13 ปี อาศัยอยู่ในพื้นที่หมู่ 6 ซอยสระบัว ต.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และป่วยเป็นโรคโลหิตจาง หลังต้องเผชิญชะตากรรมชีวิตอันหนักหน่วง เมื่อแม่เสียชีวิต ขณะที่พ่อแยกทางไปมีครอบครัวใหม่ ทำให้น้องโป้ต้องตัดสินใจออกจากโรงเรียน เพื่อไปซื้อผักจากตลาดหัวอิฐมามัดเป็นกำจำหน่ายบริเวณโรงพยาบาลมหาราช เพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ

    ในช่วงเวลาที่ผ่านมา น้องโป้ต้องอาศัยพักผ่อนตามซอกตึกหรือใต้ต้นไม้ภายในโรงพยาบาลมหาราช กระทั่งเกิดอุบัติเหตุถูกรถยนต์ชนได้รับบาดเจ็บ เมื่อคืนวันที่ 23 ก.พ. 2569 และหลังแพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล น้องโป้ได้กลับไปพักฟื้นที่บ้านเช่าของป้า ซึ่งมีสภาพความเป็นอยู่ยากลำบาก โดยบ้านเช่าหลังดังกล่าวมีค่าเช่าเดือนละ 500 บาท ไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา ต้องอาศัยอยู่รวมกันถึง 6 คน ในจำนวนนี้มีคุณยายวัยเกือบ 80 ปีที่ป่วยติดเตียง และป้าอีกหนึ่งคนซึ่งพิการแขนขาอ่อนแรง

    ต่อมาน้องโป้มีอาการตัวเกร็งและชักกระตุก จนเจ้าหน้าที่กู้ภัย “ตัวเล็ก พิทักษ์ชีพ” ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลท่าศาลา ก่อนที่เรื่องราวชีวิตของเด็กชายจะถูกเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง จนหน่วยงานภาครัฐทั้งระดับจังหวัด อำเภอ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ต่างระดมกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

    ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นำกระเช้าและเงินสดไปเยี่ยมน้องโป้ พร้อมกำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตามดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กชายและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง

    เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากแพทย์โรงพยาบาลท่าศาลาอนุญาตให้น้องโป้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 2 มี.ค.ที่ผ่านมา น้องโป้ได้กลับไปอาศัยอยู่กับป้า โดยทางจังหวัด อำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปช่วยเหลือต่อระบบไฟฟ้า น้ำประปา รวมถึงปรับปรุงสภาพแวดล้อมบริเวณบ้านเช่าให้เหมาะสมต่อการอยู่อาศัย

    นอกจากนี้ ยังได้มีการเปิดบัญชีรับบริจาคภายใต้ชื่อ “โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต น้องโป้” ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาท่าศาลา เพื่อเปิดรับเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาเป็นระยะเวลา 1 เดือน จนถึงวันที่ 31 มี.ค. 2569 โดยล่าสุด ณ วันที่ 9 มี.ค. มียอดเงินบริจาครวมแล้ว 330,316.81 บาท

    ในด้านการศึกษา ซึ่งเดิมน้องโป้เรียนอยู่ชั้น ป.6 ที่โรงเรียนวัดไพศาลสถิต ห่างจากบ้านประมาณ 4-5 กิโลเมตร เพื่อความสะดวกในการเดินทางจึงได้ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนบ้านสระบัว ซึ่งตั้งอยู่ใกล้บ้านเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ทำให้น้องโป้สามารถเดินทางไป-กลับโรงเรียนได้ด้วยตนเอง

    โดยในวันนี้ (9 มี.ค.) เจ้าหน้าที่กู้ภัย “ตัวเล็ก พิทักษ์ชีพ” ได้พาน้องโป้เดินทางไปโรงเรียนแห่งใหม่เป็นวันแรก ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสระบัว และคณะครู พร้อมเพื่อนนักเรียน ซึ่งน้องโป้สามารถปรับตัวและเข้ากับเพื่อนร่วมชั้นและรุ่นน้องได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ เนื่องจากน้องโป้ไว้ผมยาว คุณครูจึงช่วยตัดผมให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า น้องโป้เป็นเด็กที่มีอัธยาศัยดี พูดจาสุภาพ และมีจิตใจอาสา โดยเจ้าตัวมีความฝันอยากเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยเหมือนพี่ “ตัวเล็ก พิทักษ์ชีพ” ผู้ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือตั้งแต่ช่วงแรก

    ทั้งนี้ ในช่วงวันหยุดหรือเวลาว่าง เจ้าหน้าที่กู้ภัย “ตัวเล็ก พิทักษ์ชีพ” จะพาน้องโป้ไปยังศูนย์กู้ภัยไต้เต็กตึ้ง เขต อ.ท่าศาลา ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 3 กิโลเมตร เพื่อเรียนรู้และฝึกฝนทักษะงานจิตอาสา สั่งสมประสบการณ์ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย และปลูกฝังความตั้งใจในการทำประโยชน์ต่อสังคมในอนาคตต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5672204/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JePnF2X2294YyBG8QmWlF

  • พม.ใกล้คุณ จับมือเครือข่ายท้องถิ่น เร่งช่วย ด.ช. 12 ปี สุดอาภัพ พ่อเสียชีวิต แม่แยกทาง ตาเพิ่งจากไป ที่ จ.นครสวรรค์

    พม.ใกล้คุณ จับมือเครือข่ายท้องถิ่น เร่งช่วย ด.ช. 12 ปี สุดอาภัพ พ่อเสียชีวิต แม่แยกทาง ตาเพิ่งจากไป ที่ จ.นครสวรรค์

    พม.ใกล้คุณ จับมือเครือข่ายท้องถิ่น เร่งช่วย ด.ช. 12 ปี สุดอาภัพ พ่อเสียชีวิต แม่แยกทาง ตาเพิ่งจากไป ที่ จ.นครสวรรค์


    10/03/2569 | 51 |

    วันที่ 9 มีนาคม 2569 นายกันตพงศ์  รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เปิดเผยถึงการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม กรณี เด็กชายวัย 12 ปี สุดอาภัพ พ่อเสียชีวิต แม่แยกทาง และตาเพิ่งจากไป ที่จังหวัดนครสวรรค์ ว่า ได้รับรายงานจากศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) กระทรวง พม. โดย ทีม พม.ใกล้คุณ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วย หน่วยงานท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ร่วมกันลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน ณ ตำบลเนินศาลา อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า เด็กชายอายุ 12 ปี พ่อเสียชีวิต แม่แยกทางกับพ่อแล้วย้ายไปอยู่จังหวัดอื่น แต่ไม่ได้พาเด็กไปด้วย ทำให้เด็กต้องอาศัยอยู่กับตา แต่ตาเพิ่งมาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา ทำให้เด็กต้องอยู่เพียงลำพัง จากนั้น จึงไปอยู่กับลุง อายุ 39 ปี อาศัยในบ้านสภาพเก่าทรุดโทรม ไม่แข็งแรง ไม่เหมาะสมกับการอยู่อาศัย ซึ่งลุงมีอาชีพรับจ้างขุดไม้ล้อม โดยวันหยุด เด็กจะไปช่วยงานกับลุง โดยได้ค่าจ้างวันละ 150 บาท ขณะนี้ ลุงมีภาระหนี้สินจำนวนมาก ทำให้ประสบปัญหาค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอ สำหรับเรื่องการศึกษาของเด็กนั้น เด็กกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความขยัน ใฝ่เรียน และได้รับทุนการศึกษาจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) แต่เด็กมีอาการสมาธิสั้น เรียนรู้ช้า ซึ่งเคยรับการรักษาที่โรงพยาบาลโกรกพระ 
       

    นายกันตพงศ์ กล่าวว่า ทีม พม.ใกล้คุณ จังหวัดนครสวรรค์ โดย ศรส.จังหวัดนครสวรรค์ ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือตามภารกิจด้านเด็กของกระทรวง พม. โดยให้คำปรึกษาแนะนำวิธีการเลี้ยงดูเด็กตามพัฒนาการสมวัย และการอุปการะเลี้ยงดูเด็กตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ให้กับลุง , พิจารณาเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและไร้ที่พึ่ง และเงินสงเคราะห์จากกองทุนคุ้มครองเด็ก , ประสานความร่วมมือกับสถาบันเพาะกล้าคุณธรรม จังหวัดพิษณุโลก สังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวง พม. เพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการศึกษาต่อเนื่อง , ประสานความร่วมมือกับโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 1 เพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องทุนการศึกษาของเด็ก , ประสานความร่วมมือกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. กระทรวง พม. , อำเภอโกรกพระ , องค์การบริหารส่วนตำบลเนินศาลา , และสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัด เพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและที่อยู่อาศัยที่แข็งแรง ปลอดภัย , ประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลโกรกพระเพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการรักษาเด็กตามพัฒนาการสมวัย  และประสานความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์และองค์การบริหารส่วนตำบลเนินศาลา เพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการประกอบอาชีพของลุง นอกจากนี้ จะประสานความร่วมมือกับทีมสหวิชาชีพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ในพื้นที่ เพื่อร่วมกันวางแผนการให้ความช่วยเหลือเด็กในส่วนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม รวมถึงวางแผนติดตามการให้ความช่วยเหลือเด็กอย่างต่อเนื่องต่อไป

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/162179


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/483776&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cJzUwICVOyKRAqtnAqEAG

  • ถอดรหัส “4 Big Moves” ทรู การหลอมรวมคน-บริการ สู่ เทค คอมพานี

    ถอดรหัส “4 Big Moves” ทรู การหลอมรวมคน-บริการ สู่ เทค คอมพานี

    ครบ 3 ปี การรวมธุรกิจดีแทคเข้ามาเป็นแบรนด์เดียวกับ ทรู ณ วันนี้ ภาพความเป็นเทค คอมพานี ที่ถูกสังคมตั้งคำถาม ตั้งแต่เริ่มรวมธุรกิจ กำลังชัดขึ้น ผ่านวิชั่น “4 Big Moves”

    หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศมาก่อนหน้านั้นและยังคงย้ำจนถึงทุกวันนี้ว่า ทรู ไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม เพียงอย่างเดียว และ คู่แข่งไม่ใช่ค่ายบ้านเขียวอย่าง เอไอเอส แต่คือ คนทำแพลตฟอร์มดิจิทัลให้คอนเท็นต์โลดแล่น อย่างยูทูป และ เน็ตฟลิกซ์ เป็นต้น เพื่อเปลี่ยนจากรายได้ที่เป็นเพียงค่าบริการรายเดือนของโทรศัพท์มือถือ สู่รายได้ที่เติบโตขึ้น จากบริการอัจฉริยะต่างๆ

    ถอดรหัส “4 Big Moves” ทรู การหลอมรวมคน-บริการ สู่ เทค คอมพานี

    ขณะที่ ทรู มีบริการที่หลากหลาย ทั้งคอนเท็นต์ อุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับบ้าน และบริการด้านดิจิทัล ผ่านแอปพลิเคชั่น รวมถึงโครงข่าย 5G และ บอร์ดแบนด์ ขณะที่บุคลากรมีทั้งวัฒนธรรมดีแทค และ วัฒนธรรมทรู

    ดังนั้นการ หลอมรวมทุกบริการให้ทำงาน เดินหน้าภายใต้ยุทธศาสตร์เดียวกัน คือเป้าหมาย ในการตั้งเป้ายอดการเติบโต 2 เท่า ผ่านบริการอัจฉริยะที่ได้หลอมรวมเข้าด้วยกัน ภายในปี 2571 ชนะใจผู้ใช้รายบุคคล สู่ ชนะใจทั้งครอบครัว ภายใต้ “ยุทธศาสตร์ ‘4 Big Moves’ ระยะ 3 ปี ประกอบด้วย

    Big Move ด้านประสบการณ์ 

    ทรูมุ่งยกระดับ ประสบการณ์ลูกค้าแบบ End-to-End ตลอดวงจรการใช้บริการ โดยเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายทรู 5G บนคลื่นความถี่ 2300 MHz, 2600 MHz และ 1500 MHz เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านความเร็ว ความจุ และการครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ทรูออนไลน์ เร่งยกระดับโครงข่ายเพื่อเพิ่มความเสถียร ประสิทธิภาพ และคุณภาพบริการบรอดแบนด์ รองรับความพึงพอใจของลูกค้าและการเติบโตของ ARPU โดยทั้งหมดถูกผสานเข้ากับ ระบบนิเวศดิจิทัลหนึ่งเดียวอย่างไร้รอยต่อในทุกจุดสัมผัสของลูกค้า

    Big Move ด้านการเติบโต 

    ธุรกิจลูกค้าทั่วไป B2C ทรูปรับยุทธศาสตร์จากการ “ชนะใจผู้ใช้รายบุคคล” สู่ “ชนะใจทั้งครอบครัว” ผ่านประสบการณ์แบบ Convergence ที่ผสานบริการมือถือและบรอดแบนด์เข้าด้วยกัน พร้อมขยายบริการ Beyond Connectivity ครอบคลุม 

    • แพลตฟอร์มความบันเทิง เช่น TrueID และ TrueVisions NOW

    • โซลูชัน Home AI ผ่าน TrueX

    • บริการความปลอดภัยไซเบอร์ True CyberSafe

    • บริการด้านเกมและไลฟ์สไตล์ดิจิทัล

    ธุรกิจลูกค้าองค์กร B2B ทรูเดินหน้าขยายบทบาทจากผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ สู่ พันธมิตรด้านโซลูชันดิจิทัลที่องค์กรไว้วางใจ ภายใต้กรอบ BASIC5 ซึ่งครอบคลุม Big Data Analytics, AI, Security, Integrated Platforms, Cloud Computing และ 5G & Connectivity พร้อมขยายความร่วมมือกับ พันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก (Hyperscalers) เพื่อร่วมพัฒนาโซลูชันที่ช่วยให้องค์กรสามารถยกระดับเทคโนโลยีและแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจดิจิทัล

    Big Move ด้าน AI

    AI จะเป็นหัวใจสำคัญของทุกกระบวนการทางธุรกิจของทรู ตั้งแต่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ไปจนถึงการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า โดยทรูได้นำ AI มาประยุกต์ใช้แล้วในหลายด้าน เช่น

    • Intelligent Network Operations เพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายและลดต้นทุนพลังงาน

    • Mari ผู้ช่วยเสมือน AI สำหรับบริการลูกค้า

    • ระบบ Hyper-Personalization วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อมอบบริการที่ตรงกับความต้องการลูกค้า

    Big Move ด้านบุคลากร 

    บริษัทฯ ตั้งเป้า Upskill พนักงาน 100% ให้มีทักษะพื้นฐานด้าน AI ภายในปี 2569 พร้อมเปิดตัว ทุนการศึกษา AI จำนวน 10 ทุน สำหรับการศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงโครงการความร่วมมือระหว่าง MIT และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรูเชื่อว่า AI จะไม่เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพของมนุษย์ในการสร้างนวัตกรรมและผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

    ถอดรหัส “4 Big Moves” ทรู การหลอมรวมคน-บริการ สู่ เทค คอมพานี

    ยุทธศาสตร์ “Big Moves” คือแผนปฏิบัติการแบบบูรณาการที่เปลี่ยนกลยุทธ์ให้เป็นผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ทั้งด้านผลประกอบการและการดำเนินงาน ผลักดันทรูให้พลิกบทบาทจากการเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้ให้บริการแบบ Telco-Tech Company อย่างเต็มรูปแบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/739118&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g_EIoR2vaU7NHlNKdSZI9

  • จับตาศึกชิงรองประธานสภาฯ  ภท. ดันคนรุ่นใหม่  ‘กรวีร์ ’ เข้าชิง

    จับตาศึกชิงรองประธานสภาฯ ภท. ดันคนรุ่นใหม่ ‘กรวีร์ ’ เข้าชิง

    จับตาศึกชิงรองประธานสภาฯ ภท. ดันคนรุ่นใหม่ “กรวีร์ ” เข้าชิง หวังคุมเกมในสภา รับบทเชื่อมฝ่ายบริหาร–ฝ่ายนิติบัญญัติ เจ้าตัวปักธงยกระดับสภายุคดิจิทัล เปิดข้อมูลกฎหมายให้ประชาชนเข้าถึงง่าย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ใกล้เข้ามา โดยตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเริ่มมีความชัดเจนแล้วว่า นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย จะขึ้นดำรงตำแหน่งดังกล่าว ขณะที่ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และคนที่ 2 ยังมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นระหว่างโควตาของพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย

    ทั้งนี้ มีกระแสชื่อของนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ว่าอาจได้รับการเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ เพื่อทำหน้าที่คุมเกมในสภาและช่วยงานด้านนิติบัญญัติ

    นายกรวีร์ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยกันในพรรคเกี่ยวกับตำแหน่งดังกล่าว แต่เชื่อว่าพรรคจะคัดสรรบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เหมาะสมเข้าทำหน้าที่ประธานและรองประธานสภาฯ โดยสิ่งที่ตนอยากเห็นคือการพัฒนาสภาให้มีความทันสมัย โปร่งใส และสามารถเชื่อมต่อประชาชนกับฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การทำงานของสมาชิกมีประสิทธิภาพมากขึ้นและใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น

    นายกรวีร์กล่าวว่า บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติคือการเชื่อมโยงประชาชนกับสภาและฝ่ายบริหาร ผ่านการพิจารณากฎหมายและการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร เพื่อให้นโยบายของรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้จริง ที่ผ่านมาตนได้ทำหน้าที่สะท้อนปัญหาของประชาชนในพื้นที่เข้าสู่สภา เช่น ปัญหาราคาข้าว น้ำท่วม และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ฝ่ายบริหารนำข้อมูลไปใช้แก้ไขปัญหา ส่วนในระดับประเทศ กฎหมายหลายฉบับสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้ เช่น พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมถึงกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันอย่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ปลดภาระผู้ค้ำประกัน ยกเลิกเบี้ยปรับ และลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการศึกษา

    นายกรวีร์กล่าวอีกว่า ในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล บทบาทของพรรคย่อมแตกต่างจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในอดีต เพราะต้องผลักดันนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชนให้เกิดผลจริง เช่น การผลักดันราคาสินค้าเกษตร การกระจายอำนาจผ่านนโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน และการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนฟรีได้ทุกที่ทุกวัย

    พร้อมกันนี้ยังอยากเห็นการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยอธิบายผลงานของสภาให้ประชาชนเข้าใจง่ายขึ้น รวมทั้งเปิดช่องทางให้ประชาชนติดตามขั้นตอนการพิจารณากฎหมายหรือการอภิปรายในสภาได้อย่างโปร่งใส

    นายกรวีร์กล่าวด้วยว่า การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ยังเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าถึงได้ยาก จึงควรปรับปรุงระบบให้เข้าใจง่าย และทำให้ประชาชนเห็นผลกระทบของกฎหมายต่อชีวิตของตนเองได้ชัดเจนมากขึ้น

    “ผมคิดว่าตำแหน่ง สส. หรือการเป็นนักการเมืองมีความท้าทายอย่างมาก เพราะต้องให้ประชาชนเลือก เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อมั่นใจตัวคุณและได้รับการเลือกตั้งหลายสมัยติดต่อกัน เราต้องเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนได้จริงๆ ไม่เช่นนั้นรอบต่อไปก็จะยากที่เขาจะเลือกคุณเข้ามาอีก บทบาทของเราในการขับเคลื่อนกฎหมายที่มีผลต่อชีวิตของคนทั้งประเทศสำคัญจริงๆ ทำให้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชน ให้พวกเขากินดีอยู่ดี ลดภาระของประชาชน เป็นเป้าหมายสำคัญในการทำงานเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ถ้าพรรคให้ความไว้วางใจ เราก็สามารถใช้ประสบการณ์และความรู้ของเราทำงานได้อย่างเต็มที่” นายกรวีร์ กล่าว

    ทั้งนี้ นายกรวีร์ถือเป็นหนึ่งในแกนนำคนรุ่นใหม่ของพรรคภูมิใจไทย ร่วมกับนายไชยชนก ชิดชอบ นายภราดร ปริศนานันทกุล และนายศิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โดยมีนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีต สส.อ่างทอง 9 สมัย และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง เป็นบิดา ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า “คนดีศรีสภา”

    นายกรวีร์เป็นบุตรชายคนที่สองของครอบครัวปริศนานันทกุล และเป็น สส. คนที่ 4 ของครอบครัว ต่อจากนายสมศักดิ์ นายภราดร และนายภคิน โดยครอบครัวนี้มีบทบาททางการเมืองต่อเนื่องยาวนาน นายสมศักดิ์มีประวัติการเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่ยุคเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ขณะที่นายภราดรเคยเป็นประธานสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกรวีร์เคยเป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2545

    สำหรับเส้นทางการเมือง นายกรวีร์เป็น สส.อ่างทอง เขต 2 มาแล้ว 4 สมัยในนามพรรคชาติไทยพัฒนา ก่อนย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย และได้รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อในปี 2562 ต่อมาได้รับเลือกตั้งเป็น สส.อ่างทอง เขต 2 อีกครั้งในปี 2566 และในการเลือกตั้งปี 2569 ล่าสุด สามารถชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนนำคู่แข่งถึง 60,611 คะแนน

    ในสภาชุดที่ผ่านมา นายกรวีร์ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง และผลักดันกฎหมายสำคัญหลายฉบับ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการปกครองท้องที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล รวมถึงกฎหมายเทศบาล นอกจากนี้ยังร่วมคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

    ขณะเดียวกัน ยังมีข้อเสนอด้านนโยบาย เช่น การจัดทำแพลตฟอร์มคลังปัญญาแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต การจัดระบบธนาคารหน่วยกิตเชื่อมโยงสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ และการจัดทำระบบพอร์ตโฟลิโอทักษะ เพื่อให้ตลาดแรงงานสามารถคัดเลือกบุคลากรได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1224324&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0czOcwCphFtB02I-PoV-8D

  • โผ ครม. ‘อนุทิน 2’ ลงตัว ‘เอกนัฏ’ คุมพลังงาน ส่วน ‘แก๊งลูกบังเกิดเกล้า’ นั่ง รมต.ป้ายแดง…พรึ่บ! | เดลินิวส์

    โผ ครม. ‘อนุทิน 2’ ลงตัว ‘เอกนัฏ’ คุมพลังงาน ส่วน ‘แก๊งลูกบังเกิดเกล้า’ นั่ง รมต.ป้ายแดง…พรึ่บ! | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงโค้งสุดท้าย การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี “อนุทิน 2” ก่อนมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ในวันที่ 14 มี.ค. 69 จากนั้นเป็นขั้นตอนการเลือกประธานรัฐสภาและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 15 มี.ค. และคาดว่าจะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีช่วงวันที่ 18-19 มี.ค. ก่อนจะมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี และแถลงนโยบายรัฐบาล ตามลำดับ 

    ล่าสุดรายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ภายหลังการสัมมนาพรรค ที่ จ.บุรีรัมย์ โผคณะรัฐมนตรีเริ่มชัด ในสัดส่วนชื่อที่คลุมเครือมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะศึก “น้ำเงินสายเลือดใหม่” อย่างนายสุชาติ ชมกลิ่น กลุ่มชลบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา กลุ่มสุพรรณ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กลุ่มลุงกำนัน โดยมีรายงานข่าวว่า นายสุชาติ จะได้เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเอกนัฏ จะได้เป็น รมว.พลังงาน นายวราวุธ จะได้เป็น รมว.อุตสาหกรรม

    ขณะที่สัดส่วน “แก๊งลูกเทพ” ซึ่งขณะนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “แก๊งลูกบังเกิดเกล้า” ซึ่งเห็นเค้าลางการวางตัวสอดแทรกไปในกระทรวงสำคัญๆ อาทิ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล เป็น รมช.มหาดไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร เป็น รมช.คมนาคม น.ส.แนน บุญย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี เป็น รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส่วนนางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา อยู่ระหว่างจัดสรรความเหมาะสม 

    ขณะที่ตำแหน่งทางฝ่ายนิติบัญญัติ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ หลายสมัย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่วนรองประธานสภา คนที่หนึ่ง เป็นชื่อ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี  รมช.คมนาคม เนื่องจากเป็น สส. หลายสมัย ประนีประนอมสูง และความร่วมมือในการทำงาน มีความคุ้นชินกับงานสภา และคุ้นเคยกับ สส. ต่างพรรค เชื่อว่าจะสามารถทำงานสภาให้ราบรื่น 

    ด้านสัดส่วนรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย (พท.) มีรายงานข่าวว่า ชื่อของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง มีความเสี่ยงสุด เนื่องจากมีคดีสแกนม่านตาในชั้น ป.ป.ช. ที่คนในพรรคภูมิใจไทยตรวจสอบผ่านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงยุติธรรม มาตั้งแต่ต้น รวมถึงมีคดีงบภัยแล้ง 5.1 หมื่นล้านบาท หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันคุณสมบัติรัฐมนตรี ยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญล่าสุด

    อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า พรรคเพื่อไทย นำโดยหัวหน้าพรรค จะเดินทางมาส่งชื่อ รองประธานสภา คนที่ 2 วันที่ 12 มี.ค. นี้ ต่อแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่พรรคภูมิใจไทย เวลา 13.30 น. 

    รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับสาเหตุที่ พรรคภูมิใจไทย ไม่เลือกพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” เนื่องจากมี สส. และแกนนำพรรคบางคน พัวพันกับธุรกิจสีเทา รวมถึงมี สส. หลายคน และแกนนำ มีชื่อในคดีแจกกล้วยรับค่าเลี้ยงดู ในสมัยรัฐบาลของ พล.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ ป.ป.ช. กำลังจะชี้มูลในเร็ว ๆ นี้ ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ นั้น แกนนำระดับสูง มองว่าไม่มีเอกภาพทางการเมือง เพราะมีเพียง 21 เสียง ยังแบ่งกลุ่มก๊วนชัดเจน คือ กลุ่มนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกลุ่มนายชัยชนะ เดชเดโช ไม่มีใครฟังใครได้ จึงยากหากต้องมาร่วมรัฐบาล เป็นต้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5670143/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xX5KWKjy50cME-quQ5TIO

  • เปิดประวัติ กุญแจซอล ป่านทอทอง อดีตนางเอกสาวชื่อดัง ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 5

    เปิดประวัติ กุญแจซอล ป่านทอทอง อดีตนางเอกสาวชื่อดัง ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 5

    ถ้าพูดถึงชื่อ กุญแจซอล ป่านทอทอง แฟนๆ หลายคนน่าจะคุ้นหูกันดี เพราะเธอเคยเป็นถึงนางเอกละครของช่อง 7 และยังเคยเป็นหนึ่งในนักร้องจากรายการเรียลลิตี้ดัง ที่มีความสามารถทั้งการร้องเพลงและการแสดง 

    แต่ปัจจุบัน กุญแจซอล ได้ลาวงการบันเทิง และผันตัวไปเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ เลี้ยงลูกๆ ทั้ง 5 คน พาไปย้อนเส้นทางชีวิตของ กุญแจซอล จากจุดเริ่มต้นในวงการบันเทิง จนถึงปัจจุบันกับการเป็นคุณแม่ลูก 5 

    สำหรับประวัติของ “กุญแจซอล” 

    – กุญแจซอล มีชื่อจริงว่า “ป่านทอทอง บุญทอง” (ชื่อเดิม ป่านทอง) เกิดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2533 

    – เป็นลูกสาวคนโตของ “หนึ่ง นึกคิด บุญทอง” อดีตนักร้องชื่อดังวงมะลิลาบราซิลเลี่ยน ซึ่งปัจจุบันยังทำงานในวงการบันเทิง มีผลงานละครออกมาให้ได้เห็นเรื่อยๆ และ “มุกดา บุญทอง” อดีตนางแบบรุ่นเดียวกับ แอน สิเรียม โดยมีน้องสาวอีก 2 คน คือ แจกัน และเรดาห์

    – จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 จากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์-สิงหเสนี 2) และระดับปริญญาตรี ที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

    – ในวัยเด็กชื่นชอบการแสดงทุกแขนง โดยมีคุณพ่อและคุณแม่คอยสนับสนุนมาตั้งแต่เด็กจนโต ผ่านการประกวดมาแล้วหลากหลายเวที ไม่ว่าจะเป็นเวทีสาวงาม เวทีนักร้องและเต้น นอกจากนี้ยังเป็นนักกิจกรรมประจำโรงเรียน และยังได้รับรางวัล “คนดีศรีบดินทร” ถึงสองปีซ้อนอีกด้วย 

    – กุญแจซอล เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากการเข้าแข่งขันรายการ True Academy Fantasia ซีซั่น 6 (AF6) ในปี 2552 ด้วยคาแรกเตอร์ที่สดใสและความมุ่งมั่น ทำให้เธอคว้าตำแหน่ง รองชนะเลิศอันดับที่ 4 มาครอง พร้อมเปิดตัวซิงเกิลแรกในชีวิตเพลง “รักแล้วต้องพูด” เป็นหนึ่งในเพลงฮิตจากอัลบั้ม Dabutants AF6 the Album

    – ในปี 2553 ก็ได้ถูกเรียกตัวไปคัดเลือกเป็นนักแสดงสังกัดช่อง 7 และกุญแจซอลก็ได้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัดของช่อง 7 มีผลงานละครเรื่องแรกในชีวิตทันที คือ “มนต์รักสายฟ้าแลบ” แสดงคู่กับ อ๊อฟ ชนะพล สัตยา

    – หลังจากที่เข้าสู่เส้นทางบันเทิงอย่างเต็มตัว กุญแจซอลกลายเป็นนักแสดงดาวรุ่งอีกคนของวงการบันเทิงในตอนนั้น มีงานละคร ถ่ายแบบ และร้องเพลง มีงานเข้ามาไม่ขาด ทำให้ปีนั้นเป็นปีทองของกุญแจซอล

    – หลังจากนั้นในช่วงปี 2560 กุญแจซอล ได้ขอยุติสัญญากับทางช่อง 7 แล้ว และเตรียมตัวสอบเป็นทนายความตามที่ตัวเองตั้งใจเอาไว้ เพราะมองว่างานในวงการบันเทิงไม่แน่นอน ก่อนจะมีข่าวว่าเธอกำลังตั้งท้อง 8 เดือน และมีปัญหากับครอบครัวจากปากของคุณแม่

    – ปัจจุบัน กุญแจซอล ได้ใช้ชีวิตคู่กับ กัปตันณัฏฐ์ ฌณัฏฐ์ เลิศพัฒนาไทย กัปตันสายการบินดัง และทุ่มเทเวลาให้กับการดูแลครอบครัวอย่างเต็มที่ 

    – เธอเป็นคุณแม่ลูก 5 ที่ยังคงความสวยสดใส โดยมีทายาทตัวน้อย ได้แก่ น้องเทคออฟ, น้องรันเวย์, น้องเบิร์ธเดย์, น้องแอร์เวย์ และน้องแอโร ที่เพิ่งคลอดในปี 2568

    คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2918851&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M2kVkaNV6L1YpPBkhfHFN

  • ​สพฐ.รวมพลังขับเคลื่อนนโยบายศึกษา ดันครูเก่ง-เด็กมีคุณภาพ อย่างยั่งยืน

    ​สพฐ.รวมพลังขับเคลื่อนนโยบายศึกษา ดันครูเก่ง-เด็กมีคุณภาพ อย่างยั่งยืน

    ​สพฐ.รวมพลังขับเคลื่อนนโยบายศึกษา ดันครูเก่ง-เด็กมีคุณภาพ อย่างยั่งยืน

    วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมพบปะและให้กำลังใจผู้เข้าร่วมประชุม พร้อมด้วย นายพิเชฐร์ วันทอง, นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางอาทิตยา ปัญญา และนางอรุณี จิรมหาศาล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมถึงผู้บริหาร สพฐ. ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้อง UB005 อาคาร 99 ปี พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมฺมปญฺโญ) มหาวิทยาลัยพะเยา จ.พะเยา

    นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การประชุมนี้ มีผู้บริหารส่วนกลางและเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ 245 เขต เข้าร่วม เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. โดยเน้นการพบปะแบบ On-site ปีละอย่างน้อย 4 ครั้ง และใช้แนวทางการทำงานแบบ Bottom up เน้นการมีส่วนร่วม เปิดพื้นที่ให้ผู้ปฏิบัติงานสะท้อนปัญหาและข้อเสนอเชิงนโยบายถึงผู้บริหาร โดยมีประเด็นสำคัญประการแรก คือ การยกระดับโอกาสและคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก มุ่งบริหารจัดการด้านคน เงิน วิชาการ และงานทั่วไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เด็กได้เรียนเต็มศักยภาพ มีทักษะชีวิต อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ และมีอนาคตที่เลือกเองได้

    ประเด็นที่สอง คือ การสร้างขวัญกำลังใจครู ให้สามารถพัฒนาเด็กเป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข พร้อมเชื่อมโยงผลงานสู่ความก้าวหน้าทางวิทยฐานะและค่าตอบแทน รวมถึงผลักดันนโยบายบ้านพักครู ทั้งการก่อสร้างและซ่อมแซม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตครูอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนทางด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา สพฐ. ได้ติดตามสถานการณ์รายวัน และให้ความสำคัญกับการป้องกันอุบัติเหตุ เช่น กรณีเด็กจมน้ำ โดยเน้นเสริมทักษะชีวิตและมาตรการเชิงรุก เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างปลอดภัยจนจบการศึกษา

    ในด้านการพัฒนาบุคลากร ได้เตรียมวางแผนเชิงระบบ จัดทำฐานข้อมูล พัฒนาครูและผู้บริหาร พร้อมผลักดันงบประมาณสนับสนุนคนดีคนเก่งศึกษาต่อทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพรุ่นใหม่ของ สพฐ. ขณะที่การบริหารงานบุคคลจะปรับหลักเกณฑ์คัดเลือก โดยผนวกความรู้จากการสอบกับผลงานจริง และเตรียมหลักเกณฑ์นำรางวัลระดับชาติ–นานาชาติ มาประกอบการเลื่อนวิทยฐานะอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ส่วนด้านการเงิน บัญชีและพัสดุ ได้เน้นย้ำการปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะโรงเรียนที่เก็บเงินบำรุงการศึกษา ต้องดำเนินการอย่างถูกต้อง ตรวจสอบได้ และยึดหลักธรรมาภิบาล ได้แก่ นิติธรรม คุณธรรม ความโปร่งใส การมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบ และความคุ้มค่า

    “นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการเรียนการสอนประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองแบบเชิงรุก Active Learning ปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และขยายผลเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ ซึ่งตลอด 3 วันนี้ เราได้ประชุมหารือร่วมกันอย่างเข้มข้น มีทั้งการติดตามงานเดิม ขับเคลื่อนงานใหม่ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างรอบด้านและยั่งยืนต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/951538&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZP4V3Lv0D7VuYscrqXV4v