Category: วัฒนธรรม

  • ศาล รธน. สั่งเบรก! ยกเลิกดูงานอียิปต์-จอร์เจีย ขานรับมติ ครม. รัดเข็มขัดประหยัดงบ

    ศาล รธน. สั่งเบรก! ยกเลิกดูงานอียิปต์-จอร์เจีย ขานรับมติ ครม. รัดเข็มขัดประหยัดงบ

    26 มีนาคม 2569 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ออกแถลงการณ์ชี้แจงรายละเอียดการศึกษาดูงานต่างประเทศว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับการจัดสรรงบประมาณ เพื่อดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานโครงการที่กำหนด โดยได้ดำเนินการจัดหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายใน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพในการบริหารและขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักสูตรการศึกษา อบรมให้แก่บุคลากรภายนอก เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย หลักสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักการเสริมสร้างกระบวนทัศน์สำหรับผู้นำในสังคมประชาธิปไตย

    ศาล รธน. สั่งเบรก! ยกเลิกดูงานอียิปต์-จอร์เจีย ขานรับมติ ครม. รัดเข็มขัดประหยัดงบ

    ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามหลักสูตรดังกล่าว จึงกำหนดให้ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมได้ศึกษาดูงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ต่อมามีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ให้ทุกส่วนราชการงดเว้นการเดินทาง ไปศึกษาดูงานต่างประเทศของทุกหลักสูตร นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เพื่อเป็นการลดภาระงบประมาณภาครัฐในสภาวการณ์ปัจจุบันที่ราคาพลังงานและเชื้อเพลิงมีแนวโน้มสูงมากขึ้น และสามารถนำงบประมาณที่เหลือไปใช้ในแผนงานโครงการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไปได้

    อีกทั้งกระทรวงการคลังได้มีหนังสือด่วนที่สุด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 แจ้งการอนุมัติให้หน่วยงานราชการสามารถเบิกค่าใช้จ่าย กรณีเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศได้

    “สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณามติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว จึงได้ยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานตามหลักสูตรข้างต้น ณ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ระหว่างวันที่ 24 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2569 และประเทศจอร์เจีย และสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 14 – 24 พฤษภาคม 2569”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378975293&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sJifrvTpPk30SF3pTVN_b

  • ‘ผู้การโปรด’ นรต.51 มุ่งมั่นเป็นตำรวจนำทัพ ตม.3 สานฝันเดินตามรอย ‘คุณปู่’ | เดลินิวส์

    ‘ผู้การโปรด’ นรต.51 มุ่งมั่นเป็นตำรวจนำทัพ ตม.3 สานฝันเดินตามรอย ‘คุณปู่’ | เดลินิวส์

    “อเมซิ่งไทยแลนด์” แหล่งรวมนักท่องเที่ยวทุกชาติ ต่างเข้ามาพักผ่อน โดยเฉพาะพื้นที่ จ.ชลบุรี ถือเป็นแหล่งที่ต้องเฝ้าระวัง บางกลุ่มนักท่องเที่ยวฉวยโอกาสเข้ามาก่ออาชญากรรมในพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ที่มาดีแต่กลับรับผลกระทบจากอาชญากรเหล่านี้ โดยที่ผ่านมาตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี โดย พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 สั่งการให้จัดประชุมร่วมกับ พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผกก.ตม.จว.ชลบุรี สรุปผลการระดมกวาดล้างคนต่างด้าวการกระทำความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าวฯ และการประกอบอาชีพของคนต่างด้าวโดยผิดกฎหมายโดยร่วมกับเจ้าหน้าที่ในสังกัด บก.ตม.3 และตัวแทนผู้ประกอบการภาคเอกชน บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพลส จำกัด ร่วมหารือแนวทางการป้องกันคนต่างด้าวการกระทำความผิดในอาชีพต้องห้าม ผ่านช่องทางออนไลน์ (ZOOM MEETING) พร้อมกำชับสั่งการเน้นย้ำ เฝ้าระวังคนต่างด้าวประกอบอาชีพต้องห้าม และอาชญากรรมต่างๆอยู่ตลอด เพื่อให้สังคมไทยน่าอยู่ยิ่งขึ้น

    “ดาวประดับฟ้า” สัปดาห์นี้จึงอยากพาไปทำความรู้จักกับ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 ชื่อเล่นว่า “โปรด” เกิดเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2519 ภูมิลำเนาชาว จ.น่าน จบการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) รุ่น 22 ก่อนสอบเข้า โรงเรียนเตรียมทหาร (ตท.) รุ่นที่ 35 และ จบปริญญาตรี รัฐประศาสนศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ.(นรต.) รุ่นที่ 51

    เริ่มรับราชการ เริ่มจาก พงส.(สบ.1 ) สภ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง , นว.(สบ.1) ผบก.ภ.จว.อ่างทอง, รอง.สว. ผ.1 กก.2 ป. , รอง สว.กก.1 บก.ป. สว.ส.ทท.1 กก.5 บก.ทท., สว.กก.2 บก.ป., สว.ส.ทล.2 (ชลบุรี) กก.3 บก.ทล., นว.(สบ3) ผู้ช่วย ผบ.ตร., ขยับขึ้นนั่ง ผกก.1 บก.ปปป., ผกก.4 บก.ปคบ., ผกก.ตม.จว.ชลบุรี บก.ตม.3, รอง ผบก.ตม.3, ผบก.ตม.6 และ ผบก.ตม.3 ในปัจจุบัน

    ผู้การโปรด เล่าว่า เหตุผลที่อยากเป็นตำรวจ เนื่องจากคุณปู่และคุณพ่อรับราชการ จึงปลูกฝังให้มีใจรักในการช่วยเหลือผู้อื่นเป็นทุนเดิม เมื่อเรียนจบจาก โรงเรียน นรต. ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ชัยวัตน์ เกตุวรชัย อดีต รอง ผบ.ตร. ตั้งแต่เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รอง ผบก.ป. และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เมื่อครั้ง เป็น ผกก.8 บก.ทล. เป็นแบบอย่างในการครองตน ครองคนครองงาน ส่วนการทำงานในสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองถือว่าเป็นสิ่งที่ใฝ่ฝันมาตั้งเเต่เด็กเพราะเห็นคุณปู่ พ.ต.อ.วีระ สิริสุขะ อดีตเคยดำรงตำแหน่ง รอง ผบก.ตม. สมัยที่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเป็นระดับกองบังคับการ เป็นบุคคลต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจ ให้มาทำงานในหน่วยนี้

    เพื่อนร่วมรุ่น อาทิ พล.ต.ต.อภิสัณห์ หว้าจีน ผบก.วน., พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผบก.น.6, พล.ต.ต.ปฏิยุทธ สิงห์สมโรจน์ ผบก.จว.อุบลราชธานี

    ทัศนคติหรือวิสัยทัศน์ในการทำงาน 1.ทันโลก : ทำงานเชิงรุก เดินไปกับข้อมูลและเทคโนโลยี ปรับตัวไว ทำงานเป็นทีม พัฒนาคน-งาน-ระบบให้โตพร้อมกัน ยึดธรรมาภิบาล บริการประชาชนให้สะดวก โปร่งใส” และ 2.ร่วมมือ : “พลังทีมคือหัวใจ เชื่อมหน่วยงาน-ชุมชน-ภาคธุรกิจ ขยับเร็ว คิดนอกกรอบ ใช้นวัตกรรม พัฒนาคนและระบบเคียงคู่กัน เพื่อเป้าหมายเดียวกัน”’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5721431/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G-Ycrkp859tuzGf1jPVlO

  • ศาลรัฐธรรมนูญ ยกเลิกดูทริปงาน สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ จอร์เจีย สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ลดภาระงบประมาณรัฐ

    ศาลรัฐธรรมนูญ ยกเลิกดูทริปงาน สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ จอร์เจีย สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ลดภาระงบประมาณรัฐ

    26 มีนาคม 2569 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ชี้แจงกรณีเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศ ระบุว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ เพื่อดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงาน/โครงการที่กำหนด โดยได้ดำเนินการจัดหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายใน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพในการบริหารและขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และจัดหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายนอก เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย หลักสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักการเสริมสร้างกระบวนทัศน์สำหรับผู้นำในสังคมประชาธิปไตย ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามหลักสูตรดังกล่าว จึงกำหนดให้ผู้เข้ารับการศึกษาอบรบรมได้ศึกษาดูงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ 

    ต่อมามีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา ให้ทุกส่วนราชการงดเว้นการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศของทุกหลักสูตร นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เพื่อเป็นการลดภาระงบประมาณภาครัฐ ในสภาวการณ์ปัจจุบัน ที่ราคาพลังงานและเชื่อเพลิงมีแนวโน้มสูงมากขึ้น และสามารถนำงบประมาณที่เหลือไปใช้ในแผนงาน/โครงการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไปได้ อีกทั้งกระทรวงการคลังได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2569 แจ้งการอนุมัติให้หน่วยงานราชการสามารถเบิกค่าใช้จ่ายกรณีเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศได้
    สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณามติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว จึงได้ยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานตามหลักสูตรข้างต้น ณ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ระหว่างวันที่ 24 เม.ย. – 2 พ.ค.2569 และประเทศจอร์เจียและสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 14 – 24 พ.ค.2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/69004&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q-GDOG-GtEDqyAD3oUnpS

  • ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ยกเลิกบินดูงานต่างประเทศ!

    ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ยกเลิกบินดูงานต่างประเทศ!

    ศาล รธน. แจงยกเลิกบินดูงานนอก หลังมติ ครม.ของดบินดูงานนอก เหตุน้ำมันแพง

    26 มี.ค.2569 – สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญออกเอกสารชี้แจง หลัง สส.พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเตรียมเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ ว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณามติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2569 ที่ขอให้ทุกส่วนราชการงดเว้นการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศของทุกหลักสูตรนับตั้งแต่วันที่ ครม.มีมติ เพื่อเป็นการลดงบประมาณภาครัฐในสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาพลังงานและเชื้อเพลิงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และสามารถนำงบประมาณที่เหลือไปใช้ในแผนงาน/โครงการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน อีกทั้งกระทรวงการคลังได้มีหนังสือด่วนที่สุดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2559 แจ้งการอนุมัติให้หน่วยงานราชการสามารถเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายกรณีเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศได้ ศาลฯ จึงได้ยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานตามหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายในและหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายนอก ณ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ระหว่างวันที่ 24 เมษายนถึง 2 พฤษภาคม 2569 และประเทศจอร์เจียและสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 14 -24 พ.ค. 2569

    ทั้งนี้ในเอกสารข่าวยังระบุว่าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงาน/โครงการที่กำหนดโดยได้จัดทำหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายในเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพในการบริหารและขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายนอกเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย หลักสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักการเสริมสร้างกระบวนทัศน์สำหรับผู้นำในสังคมประชาธิปไตย เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามหลักสูตรดังกล่าวจึงได้กำหนดให้ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมได้ศึกษาดูงานทั้งภายในและต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/969796/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QieRWdTTqrtm8JqqTVF5y

  • เปิดเสรี ‘แพทย์ต่างชาติ’ ยังไม่จำเป็น  วางเป้าไทย ‘ฮับการศึกษาการแพทย์’  

    เปิดเสรี ‘แพทย์ต่างชาติ’ ยังไม่จำเป็น  วางเป้าไทย ‘ฮับการศึกษาการแพทย์’  

    ความเคลื่อนไหวของแวดวงการศึกษา “แพทยศาสตร์” ในประเทศไทย ด้วยการขยับเปิดหลักสูตรแพทยศาสตร์นานาชาติ หรือ “แพทย์อินเตอร์”ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 7 แห่ง  ถูกมองเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ ที่จะเข้ามาช่วยให้ประเทศไทย ขยับสู่เป้าหมายการเป็น “Medical Education Hub หรือศูนย์กลางทางการศึกษาแพทย์” สร้างเครือข่ายสถาบันการศึกษาแพทย์ที่เชื่อมต่อกันเป็นเนื้อเดียวทั่วโลก
    ศ. เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี  กรรมการแพทยสภา และประธานวิชาการ ฝ่ายฝึกอบรมและสอบแพทยสภา ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า  ปัจจุบันจะเห็นสถาบันผลิตแพทย์ที่มีศักยภาพทยอยเปิดหลักสูตรเหล่านี้มากขึ้น  ส่วนใหญ่จะเป็นสถาบันเก่าแก่ที่มีฐานการทำงานมานาน มีความพร้อมที่ค่อนข้างแน่น ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามีนักเรียนไทยจำนวนไม่น้อย ที่ต้องเดินทางไปเรียนแพทย์ที่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีนหรือฟิลิปปินส์  

    เมื่อประเทศไทยมีความสามารถในการเปิดหลักสูตรนานาชาติเองได้ ก็เป็นโอกาสที่ดีในการดึงศักยภาพตรงนี้กลับมา แต่ย้ำว่าคำว่าหลักสูตรนานาชาติ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนมาใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนหรือเป็นแค่ English Program เท่านั้น

    หัวใจสำคัญ คือ การแลกเปลี่ยนบุคลากร ทั้งอาจารย์แพทย์และนักศึกษา  ต้องมีการแลกเปลี่ยนสตาฟฟ์หรืออาจารย์แพทย์ซึ่งกันและกัน หมายความว่าต้องมีการสอนร่วมกันและอาจมีการทำวิจัยร่วมกันด้วย ซึ่งการมีสถาบันคู่สัญญาที่เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลกเข้ามาทำงานร่วมกัน จะช่วยยกระดับทั้งเรื่องการเรียนการสอนและงานวิจัยไปพร้อมกัน เปิดเสรี ‘แพทย์ต่างชาติ’ ยังไม่จำเป็น  วางเป้าไทย ‘ฮับการศึกษาการแพทย์’  

    หลักสูตรแพทย์ในไทยมาตรฐานสากล

    เรื่องคุณภาพมาตรฐาน ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ให้ความมั่นใจว่า หลักสูตรแพทย์ไทยของสถาบันต่างๆ ขณะนี้ได้รับการรับรองคุณภาพในระดับนานาชาติอยู่แล้ว โดยเฉพาะเกณฑ์มาตรฐานของ WFME (World Federation of Medical Education) ซึ่งหมายความว่านักเรียนแพทย์ที่จบจากสถาบันในประเทศไทยสามารถไปศึกษาต่อเป็นแพทย์ประจำบ้านที่อเมริกาหรือยุโรปได้  ดังนั้น การเปิดหลักสูตรแพทย์อินเตอร์ จึงเป็นการยกระดับชื่อเสียงของประเทศให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ สถาบันที่จะเปิดหลักสูตรแพทย์อินเตอร์ ต้องสำรวจตัวเองว่ามีศักยภาพดีพอหรือไม่ ไม่ใช่ว่าเปิดไปแล้ว แต่ไม่สามารถผลิตแพทย์ที่เก่งและดีออกมาได้  ในส่วนของแพทยสภา ส่งเสริมเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เห็นแนวโน้มที่ดีสำหรับสถาบันที่มีฐานแข็งแรง มีอาจารย์และอุปกรณ์ครบถ้วน

    ในส่วนของนักศึกษา แม้ตอนนี้ส่วนใหญ่จะยังเป็นคนไทย แต่ในอนาคตไม่ปฏิเสธแน่นอนหากจะมีนักศึกษาต่างชาติสนใจเข้ามาเรียนกับในไทย  เหมือนกับสิงคโปร์ที่ทำสำเร็จในการรับนักศึกษาจากทั่วโลก

    ไม่ปิดกั้นเปิดสอนแพทย์อินเตอร์

    ส่วนข้อกังวลที่ว่าการเปิดรับนักศึกษาต่างชาติจะมาแย่งที่เรียนของเด็กไทย ศ.เกียรติคุณนพ.อมร กล่าวว่า   แพทยสภาจึงมีนโยบายส่งเสริมให้สถาบันที่มีความพร้อม ทั้งด้านคณาจารย์และอุปกรณ์ครบถ้วน สามารถเปิดหลักสูตรแพทย์นานาชาติได้ ที่จริงแพทยสภาไม่ได้จำกัดตัวเลขตายตัวว่าแต่ละคณะแพทย์ต้องมีนักศึกษาต่างชาติไม่เกิน 10%  ซึ่งเมื่อก่อนอาจจะเกรงว่าโรงเรียนแพทย์มีไม่มาก

    แต่ ณ วันนี้ที่เรียนให้เด็กไทยมีเหลือเฟือ ไม่ได้เป็นปัญหาตรงนั้นเท่าไหร่ จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปปลดล็อกอะไรเป็นพิเศษเกี่ยวกับนักศึกษาต่างชาติ หากสถาบันนั้นๆ มีความพร้อม เพียงแต่สัดส่วนก็ไม่น่าจะสูงเกินไปจนถึงครึ่งหนึ่งของนักศึกษาทั้งหมด   

    “การขยับตัวในการเปิดหลักสูตรแพทย์อินเตอร์ จึงเป็นการยกระดับและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ยิ่งถ้ามีนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนมากขึ้น เป็นสัญญาณที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยในอนาคตอาจไม่ได้เป็นเพียงแค่ Medical Hub หรือศูนย์กลางการรักษาเท่านั้น แต่กำลังจะก้าวไปสู่การเป็น Medical Education Hub หรือศูนย์กลางทางการศึกษาแพทย์”ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว 

    วางเป้า Medical Education Hub

    ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ฉายภาพเป้าหมายของการเป็น Medical Education Hubว่า คือ การสร้างเครือข่ายสถาบันการศึกษาแพทย์ที่เชื่อมต่อกันเป็นเนื้อเดียวทั่วโลก มองถึงการเป็นโรงเรียนแพทย์เครือข่าย

    เช่น สถาบันหนึ่งในไทยมีเครือข่ายกับสถาบันดังในอเมริกา 2 แห่ง ยุโรป 1 แห่ง รวมกันเป็น 3-4 แห่งเสมือนเป็นสถาบันเดียวกัน  ส่วนนักศึกษาแพทย์อาจมีการเวียนไปเรียนในแต่ละประเทศ เช่น นักศึกษาจากยุโรปมาเรียนที่ไทย 3 เดือน และนักศึกษาไทยไปเรียนที่อเมริกา

    เปิดเสรี ‘แพทย์ต่างชาติ’ ยังไม่จำเป็น  วางเป้าไทย ‘ฮับการศึกษาการแพทย์’  

    เชื่อว่าด้วยศักยภาพของคณะแพทยศาสตร์ชั้นนำของไทยที่มี MOU กับสถาบันระดับโลกอยู่แล้ว เช่น ศิริราชกับ จะสามารถเห็นภาพเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้นได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า หากมีการสนับสนุนเรื่องงบประมาณและการเชื่อมโยงความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

    “สิ่งที่จะได้ประโยชน์มหาศาล คือ งานวิจัยที่จะเกิดความรู้ใหม่ๆ ในการรักษาคนไข้ ซึ่งจะเกิดจากการมีเครือข่ายที่เข้มแข็ง การสอนอย่างเดียวเป็นเรื่องเล็ก แต่งานวิจัยและการเชื่อมโยงบริการด้วยเทคโนโลยีอย่าง AI หรือหุ่นยนต์ จะเป็นสิ่งที่ทำให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริง”ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว 

    ไม่เปิดเสรีแพทย์ต่างชาติมาทำงาน  

    อย่างไรก็ตาม ต้องแยกประเด็นระหว่างการเรียนการสอนกับการประกอบวิชาชีพของแพทย์ต่างชาติในไทยออกจากกัน โดยแม้จะส่งเสริมการเรียนการสอนนานาชาติ แต่การที่จะให้แพทย์ต่างชาติเข้ามาเปิดคลินิกหรือทำงานในไทยอย่างเสรีหลังเรียนจบนั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

    “เรื่องที่จะให้แพทย์ต่างชาติเข้ามาประกอบวิชาชีพเวชกรรมในไทย อาจจะเป็นคนละเรื่องกับการให้ต่างชาติเข้ามาเรียนแพทย์ในไทย การเข้าเรียนเราส่งเสริมแน่นอน แต่การจะยอมรับให้แพทย์ต่างชาติมาสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่อเปิดคลินิกในไทยนั้น ยังต้องดูว่าความต้องการแพทย์ในบ้านเรา แม้ว่าจะขาดแคลนแพทย์ในบางพื้นที่ แต่ก็ไม่ได้ขาดมากจนต้องนำเข้าแพทย์ต่างชาติมาทำงานแทนแพทย์ไทย”ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว 

    ใบอนุญาตชั่วคราว “แพทย์ต่างชาติ”

    ในประเด็นการนำเข้าแพทย์ต่างชาติเพื่อรองรับ Medical Hub นั้น ศ.นพ.อมร  กล่าวว่า  เรื่องนี้จุดยืนชัดเจน หากเป็นแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญสูงมาก มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่แพทย์ไทยยังเข้าไม่ถึง  ยินดีต้อนรับเพื่อให้เข้ามาถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับแพทย์ไทยหรือสถาบันผลิตแพทย์ ซึ่งปัจจุบันมีการออกใบอนุญาตชั่วคราวเป็นรายปีอยู่แล้ว สำหรับอาจารย์แพทย์ระดับโลกที่เข้ามาช่วยทำวิจัยหรือสอนวิชาเฉพาะทาง

    หรือแพทย์ที่จำเป็นต้องเข้ามาดูแลคนของชาตินั้นๆ เช่น พื้นที่อีอีซี  เป็นต้น ที่สำคัญแพทย์ต่างชาติต้องทำงานภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์ไทยที่เป็นผู้รับผิดชอบร่วมด้วย เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายหรือการฟ้องร้องที่อาจเกิดขึ้นแล้วเขาเดินทางกลับประเทศไปก่อน

    “ต้องพิจารณาก่อนว่า สิ่งที่แพทย์ต่างชาติเข้าทำนั้นแพทย์ไทยทำได้หรือไม่ หากแพทย์ไทยทำได้ดีอยู่แล้วและมีค่าใช้จ่ายที่ประหยัดกว่า ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องนำเข้ามา” ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1226938&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07z9Dbjwx2eVci9-VFQOK0

  • ศาล รธน. ยกเลิกทริปดูงานอียิปต์-จอร์เจีย สนองมติ ครม. ประหยัดงบภาครัฐวิกฤตพลังงาน

    ศาล รธน. ยกเลิกทริปดูงานอียิปต์-จอร์เจีย สนองมติ ครม. ประหยัดงบภาครัฐวิกฤตพลังงาน

    ศาล รธน. ยกเลิกทริปดูงานอียิปต์-จอร์เจีย สนองมติ ครม. ประหยัดงบภาครัฐวิกฤตพลังงาน

    ศาล รธน. ยกเลิกทริปดูงานอียิปต์-จอร์เจีย สนองมติ ครม. ประหยัดงบภาครัฐวิกฤตพลังงาน

    สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงาน โครงการที่กำหนด โดยได้ดำเนินการจัดหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายใน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพในการบริหารและขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักสูตรการศึกษา อบรมให้แก่บุคลากรภายนอก เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย หลักสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักการเสริมสร้างกระบวนทัศน์สำหรับผู้นำในสังคมประชาธิปไตย 

    ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์จามหลักสูตรดังกล่าว จึงกำหนดให้ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมได้ศึกษาดูงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

    ต่อมามีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ให้ทุกส่วนราชการงดเว้นการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศของทุกหลักสูตรนับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เพื่อเป็นการลดภาระงบประมาณภาครัฐในสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาพลังงานและเชื้อเพลิงมีแนวโน้มสูงมากขึ้น และสามารถนำงบประมาณที่เหลือไปใช้ในแผนงาน/โครงการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไปได้ 

    อีกทั้งกระทรวงการคลังได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 แจ้งการอนุมัติให้หน่วยงานราชการสามารถเบิกค่าใช้จ่าย กรณีเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศได้

    สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณามติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว จึงได้ยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานตามหลักสูตรข้างต้น ณ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ระห่างวันที่ 24 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2569 และประเทศจอร์เจียและสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 14 – 24 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/615047&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TTNnp77LufMN-i2r8n5K9

  • วิกฤติน้ำมันจุดเสี่ยงวิกฤติยา | เดลินิวส์

    วิกฤติน้ำมันจุดเสี่ยงวิกฤติยา | เดลินิวส์

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันและปิโตรเคมี ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าต่างๆ แต่ยังลุกลามไปถึงการดูแลรักษาชีวิตของประชาชนและระบบสาธารณสุขของไทย

    โดยประเทศไทยพึ่งพิงการนำเข้ายาจากต่างประเทศกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาต้นแบบและวัคซีนจากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปยุโรป แม้ยาบางชนิดที่ไทยผลิตเองได้ แต่ก็ต้องนำเข้าสารตั้งต้น (APIs) จากต่างประเทศ ส่วนยาที่ไทยผลิตเองได้มี 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นยาพื้นฐานทั่วไป ขณะที่การผลิตยาบางชนิด อาทิ ยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ ใช้สารตั้งต้นที่มาจากอนุพันธ์ปิโตรเคมี รวมถึงบรรดาเวชภัณฑ์ อาทิ น้ำเกลือ น้ำยาล้างไต ต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจาก “เม็ดพลาสติก” ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น ย่อมทำให้ราคาของสารตั้งต้นปรับขึ้นด้วย

    นอกจากนี้ ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ในการนำเข้าวัตถุดิบ (APIs) จากแหล่งสำคัญๆ ทั้งประเทศจีนและอินเดีย รวมถึงการกระจายยาไปยังคลินิกและโรงพยาบาลทั่วประเทศมีต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน

    จากปัจจัยด้านการขนส่งและราคาพลังงาน ทำให้ต้นทุนของยาและเวชภัณฑ์เพิ่มขึ้น 10-20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อยาและเวชภัณฑ์ต้องปรับราคา หรือเกิดข้อจำกัดในเรื่องสต๊อก ย่อมก่อให้เกิดปัญหาต่อสถานพยาบาลระดับต่างๆ และประชาชน

    โดยโรงพยาบาลและคลินิกทั้งหลายต่างเร่งปรับระบบบริหารจัดการสต็อกยา ซึ่งบางแห่งมีการสั่งซื้อจำนวนมากในคราวเดียว เพื่อช่วยลดต้นทุน ขณะที่ รพ.ขนาดใหญ่บางแห่งออกประกาศจำกัดการจ่ายยาแก่ผู้ป่วยนอกไม่เกิน 1-2 เดือน ควบคู่กับการผลักดันระบบการแพทย์ทางไกล หรือเทเลเมดิซีน อย่างเต็มรูปแบบด้วย นอกจากนี้ยังมีการปรับการจัดลำดับความสำคัญในการรักษา โดยจัดสรรยาและทรัพยากรแก่ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงก่อน รวมถึงจะส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรในบัญชียาหลัก 32 รายการ มาทดแทนยาแผนปัจจุบันในกลุ่มอาการไม่รุนแรง เพื่อลดการนำเข้ายา

    ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าสต็อกยาจำเป็น 63 รายการ อาทิ ยาช่วยชีวิต ยารักษาโรคมะเร็ง น้ำยาล้างไต ยังมีใช้ได้ขั้นต่ำ 3-12 เดือน แต่สั่งการให้ทุกรพ.เตรียมแผนรับมือวิกฤติพลังงาน ด้านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกมาตรการ “ฟาสต์แทร็ก” อนุญาตให้บริษัทยาเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบได้เร็วขึ้น ถ้าแหล่งเดิมในภูมิภาคตะวันออกกลางมีปัญหา และผ่อนปรนเรื่องบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่อาจขาดแคลน

    ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสำรองยาให้เพียงพอในช่วงที่ราคามีความผันผวน และเพื่อหลีกเลี่ยงการปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาลที่จะยิ่งซ้ำเติมภาระความทุกข์ยากของประชาชน หรือแม้แต่คนที่มีเบี้ยประกันสุขภาพ ก็อาจต้องจ่ายเบี้ยแพงขึ้น

    แต่เป็นที่สังเกตว่า ขณะที่หลายฝ่ายออกมาขยับตัว แต่ผู้นำประเทศ อย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ที่เคยนั่งเก้าอี้กระทรวงหมอ กลับยังไม่ได้เอื้อนเอ่ยใดๆในเรื่องนี้ โดยยังโฟกัสแค่เรื่องการอัดฉีดน้ำมันสำรอง

    วิกฤติพลังงานกำลังส่งผลต่อระบบสาธารณสุขและการดูแลรักษาชีวิตของประชาชน ผู้นำประเทศควรต้องใส่ใจเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง อย่าปล่อยให้เกิดวิกฤติและความโกลาหลซ้ำรอยบทเรียนราคาแพงในวิกฤติโควิด-19 ยุคที่ “นายกฯอนุทิน” ดำรงตำแหน่งรมว.สาธารณสุขนั่นเอง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5721053/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EFxkuXrpvwH0GIQefQ_2T

  • ศาล รธน.รับมติ ครม.ยุติดูงานอียิปต์-จอร์เจีย-อาเซอร์ไบจาน

    ศาล รธน.รับมติ ครม.ยุติดูงานอียิปต์-จอร์เจีย-อาเซอร์ไบจาน

    ศาล รธน.รับมติ ครม.ยุติดูงานอียิปต์-จอร์เจีย-อาเซอร์ไบจาน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ออกเอกสารข่าว ชี้แจงรายละเอียดการศึกษาดูงานต่างประเทศ ระบุว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงาน/ โครงการที่กำหนด โดยได้ดำเนินการจัดหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายใน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพในการบริหารและขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายนอก เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย หลักสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักการเสริมสร้างกระบวนทัศน์สำหรับผู้นำในสังคมประชาธิปไตย

    ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามหลักสูตรดังกล่าว จึงกำหนดให้ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมได้ศึกษาดูงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

    ต่อมา มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ให้ทุกส่วนราชการงดเว้นการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศของทุกหลักสูตร นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เพื่อเป็นการลดภาระงบประมาณภาครัฐ ในสภาวการณ์ปัจจุบัน ที่ราคาพลังงานและเชื้อเพลิงมีแนวโน้มสูงมากขึ้น และสามารถนำงบประมาณที่เหลือไปใช้ในแผนงาน/โครงการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไปได้

    อีกทั้งกระทรวงการคลัง ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 แจ้งการอนุมัติให้หน่วยงานราชการสามารถเบิกค่าใช้จ่าย กรณีเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศได้

    สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณามติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว จึงได้ยกเลิกการเดินทาง ไปศึกษาดูงานตามหลักสูตรข้างต้น ณ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ระหว่างวันที่ 24 เมษายน -2 พฤษภาคม 2569 และประเทศจอร์เจีย และสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 14 – 24 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000029111&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oDOl5wHic_Mc9TX2mxiEH

  • เมื่อเวิร์คไลฟ์ไม่บาลานซ์ ความตายของชายวัย 41 ที่ทำให้คนจีนช็อคกันทั้งประเทศ

    เมื่อเวิร์คไลฟ์ไม่บาลานซ์ ความตายของชายวัย 41 ที่ทำให้คนจีนช็อคกันทั้งประเทศ

    ประเด็นเทรนดิ้งในจีนตอนนี้ไม่ใช่เรื่องน้ำมันแพงเหมือนประเทศอื่นๆ แต่เป็นข่าวการเสียชีวิตของชายที่ชื่อ จางเสวี่ยเฟิง (张雪峰) ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนทั่วประเทศ โดยเฉพาะคนในวัยเดียวกับเขา 

    เพราะการเสียชีวิตของเขาเกิดขึ้นในช่วงที่ชีวิตของเขาพีคสุดๆ ดูเหมือนจะเพอร์เฟกต์สุดๆ แต่กลับจบลงอย่างกระทันหัน

    จางเสวี่ยเฟิง คือใคร?

    เขาเป็นบล็อกเกอร์ด้านการศึกษา และอาจารย์ด้านวิชาการและการวางแผนอาชีพ ถือเป็นนักแนะแนวทางการศึกษาที่เป็นที่นิยมที่สุดคนหนึ่งของจีน

    แต่กว่าที่เขาจะมีวันนี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

    เขาจบการศึกษาด้านวิศวกรรมโยธาจากมหาวิทยาลัยเจิ้งโจว แต่ในปี 2007 จางเสวี่ยเฟิงเริ่มต้นชีวิตในฐานะแรงงานอพยพในปักกิ่ง เงินเดือนขั้นพื้นฐานของเขาคือ 2,500 หยวน และห้องพักของเขามีขนาดพอสำหรับเตียงเดี่ยวเท่านั้น มีเพียงหลอดไฟและพัดลมไฟฟ้า เขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านลิ่วหลางจวง เขตไห่เตียน ปักกิ่ง ในเวลานั้น หมู่บ้านมีประชากรมากกว่า 50,000 คน เกือบ 40,000 คนเป็นแรงงานอพยพ ส่วนใหญ่ทำงานในเขตใจกลางเมืองจงกวนชุนที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อหาเลี้ยงชีพ ดังนั้น ชีวิตของเขาจึงคุกคลีอยู่กับบรรดาแรงงานข้ามถิ่น หรือที่เรียกว่า ‘กองทัพมดงาน’ นี่คือการเริ่มต้นเส้นทางการทำมาหากินของเขา

    เส้นทางของเขาเปลี่ยนไปในปี 2008 จางเสวี่ยเฟิงเริ่มสอนอย่างเป็นทางการ แต่ในหลายโอกาส นักเรียนชี้ไปที่เขาแล้วพูดว่า “อาจารย์ สิ่งที่อาจารย์สอนนั้นไร้ประโยชน์และไม่มีความหมายสำหรับพวกเรา” หลังจากความล้มเหลวนี้ เขาจึงลงจากตำแหน่งและปรับปรุงแผนการสอนของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยรวบรวมข้อมูลจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยกว่า 400 แห่งทั่วประเทศด้วยตนเอง ซึ่งรวมถึงข้อมูลโรงเรียนและสาขาวิชา โบรชัวร์การรับสมัคร สถิติการลงทะเบียน และข้อมูลการจ้างงานบัณฑิต เพื่อปรับปรุงหลักสูตรของเขา ผ่านการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งในปี 2010 จางเสวี่ยเฟิงเริ่มเข้าใจเนื้อหาที่นักเรียนสนใจ และการตอบสนองในห้องเรียนก็ดีขึ้น

    เในปี 2016 เขาโด่งดังในโลกออนไลน์จาก “คำอธิบายมหาวิทยาลัยในโครงการ 985 จำนวน 34 แห่งใน 7 นาที” 《七分钟解读34所985高校》

    โครงการ 985 (985工程) เป็นโครงการพัฒนาและสนับสนุนการศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐบาลกลางจีนเพื่อสร้างสถาบันอุดมศึกษาระดับโลก โดยมีมหาวิทยาลัย 39 แห่งที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ถือเป็นสถาบันชั้นนำในจีนและใครๆ ก็อยากจะเข้าเรียนที่นี่  ดังนั้น แนวทางการแนะแนวการศึกษาของจางจึงเข้าเป้าอย่างง่ายดาย

    จากนั้นเขาก่อตั้งบริษัทของตัวเองซึ่งธุรกิจครอบคลุมเกือบทั้งห่วงโซ่ของการแนะแนวการสอบเข้ามหาวิทยาลัย นับตั้งแต่นั้นมา อาณาจักรธุรกิจของเขาก็ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาในเดือนมีนาคม 2024 ธุรกิจของเขาเข้าสู่อุตสาหกรรมทัศนศึกษาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทัศนศึกษา ในปีเดียวกันนั้นเอง เขาได้สร้างตำนานขายบริการสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หมด 20,000 ที่นั่งภายใน 3 ชั่วโมง และทำเงินได้ 200 ล้านหยวน ในขณะเดียวกัน เขาก็มีผู้ติดตามมากกว่า 40 ล้านคนบนแพลตฟอร์มโซเชียล โดยมีราคาโฆษณาวิดีโอแต่ละรายการเริ่มต้นที่ 250,000 หยวน และราคาการถ่ายทอดสดแบบออฟไลน์อยู่ที่ 400,000 หยวนต่อชั่วโมง 

    ตามข้อมูลจากแอป Qichacha บริษัทของ จางเสวี่ยเฟิง ก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2021 ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านหยวน ขอบเขตธุรกิจประกอบด้วย การค้าปลีกสิ่งพิมพ์ การค้าส่งสิ่งพิมพ์ การผลิตสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ และการจัดจำหน่ายตำราเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยจางเสวี่ยเฟิงถือหุ้นโดยตรง 75% และดำรงตำแหน่งเป็นผู้แทนทางกฎหมายและกรรมการบริหาร รายงานประจำปี 2024 แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีพนักงาน 273 คนที่ได้รับความคุ้มครองจากประกันสังคม 

    โดยสรุปก็คือ จางเสวี่ยเฟิง คือไอค่อนของวงการธุรกิจการศึกษา โดยเฉพาะการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญของชีวิตคนหนุ่มสาวจีน ดังนั้นจึงมีผู้คนมากมายยอมที่จะใช้บริหารของเขา และทำให้เขากลายเป็นผู้ประสบความสำเร็จคนสำคัญของวงการธุรกิจแนวนี้

    อย่างไรก็ตาม มีเสียงตำหนิว่าสไตล์การสอนของจางเสวี่ยเฟิงนั้นหยาบคาย และเขามักวิพากษ์วิจารณ์สาขาวิชาและมหาวิทยาลัยบางแห่งทำให้เกิดการตอบโต้จากเป้าหมายที่เขาโจมตี เช่น ในปี 2018 เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเมื่อเขาขอให้นักเรียนอย่าสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยซีหนาน เมื่อเกิดกระแสตำหนิขึ้นมา เขาจึงขอโทษต่อสาธารณชนและครูและนักเรียนทุกคนที่เกี่ยวข้อง มหาวิทยาลัยกล่าวว่าได้รับคำขอโทษแล้ว แต่ไม่ให้อภัยเขาและขอให้จางไตร่ตรองคำพูดและการกระทำของเขา  

    นอกจากนี้ ประมาณปี 2020 จางเสวี่ยเฟิงได้แนะนำวิศวกรรมโยธาและสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ให้กับผู้สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยในวิดีโอสาธารณะและการถ่ายทอดสดของเขา และเชื่อว่ามีโอกาสในการทำงานมากขึ้นในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องโดยอาศัยกระบวนการพัฒนาเมืองของจีนและการพัฒนาอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม เมื่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของจีนเข้าสู่ช่วงการปรับตัวหลังปี 2021 ความต้องการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมโยธาก็ลดลง รายงานข่าวบางฉบับชี้ให้เห็นว่านักศึกษาที่สมัครเรียนวิศวกรรมโยธาตามคำแนะนำของเขาในช่วงประมาณปี 2020 ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านการจ้างงานหลังจบการศึกษา ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายเรื่อง “สาขาวิชาที่ไม่มีอนาคต” 

    แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จสูง ขยันทำงานไม่หยุดหย่อน และเป็นที่ต้องการของคนที่ต้องการคำแนะแนวทางการศึกษา แต่ก็เป็นคนที่สร้างกระแสถกเถียงในสังคมมาโดยตลอด ดังนั้นไม่เคยหายไปจากแสงสป็อตไลท์ของสังคม

    นอกจากจะทำงานจนเหมือนจะไม่ได้หยุดพักแล้ว จางเสวี่ยเฟิงยังมีงานอดิเรกคือการวิ่ง โดยเขาเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน 2018 เหตุมันเกิดขึ้นจากในเวลานั้น เขาไม่สามารถวิ่งแซงจางเส้ากัง (张绍刚) พิธีกรชื่อดังซึ่งอายุมากกว่าเขา 12 ปีได้ ในระหว่างการบันทึกรายการ เขาไม่ยอมแพ้และตั้งเป้าหมายว่า “วิ่ง 5 กิโลเมตรทุกวัน” เขาเริ่มต้นการเดินทางการวิ่งด้วยการวิ่ง 5 กิโลเมตรแรกโดยผสมผสาน “การเดินและการวิ่ง” ในปี 2020 เขาวิ่งได้มากกว่า 3,000 กิโลเมตรตลอดทั้งปี ในปีเดียวกันนั้น เขายังได้วิ่งมาราธอนครั้งแรกในรายการวิ่งออนไลน์บอสตันมาราธอน โดยทำเวลาได้ 4 ชั่วโมง 9 นาที 57 วินาที ต่อมา ในการแข่งขันวิ่งมาราธอนหางโจว เขาทำสถิติส่วนตัวที่ดีที่สุดด้วยเวลา 4 ชั่วโมง 13 วินาที ซึ่งห่างจาก “การทำเวลาต่ำกว่า 4 ชั่วโมง” เพียง 13 วินาทีเท่านั้น นอกจากนี้ เขายังเข้าร่วมการแข่งขันวิ่งมาราธอนหลายรายการและได้รับการยอมรับในวงการวิ่งว่าเป็น “นักวิ่งชื่อดังที่มีฝีมือ” 

    กลายเป็นว่าการวิ่งไม่ใช่การสร้างสมดุลให้กับชีวิต แต่เป็นการงานให้กับชีวิตของเขามากขึ้นไปอีก 

    เรื่องนี้เริ่มแสดงผลในเย็นวันที่ 24 ปี 2023 เมื่อจางเสวี่ยเฟิงระบุในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียส่วนตัวของเขาว่าเขาถูกบังคับให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากทำงานหนักเกินไป มีอาการแน่นหน้าอก และใจสั่น

    เขายังมีชีวิตต่อมาได้ แต่ไม่ยอมเปลี่ยนไลฟ์สไตล์

    และสุดท้าย ‘การวิ่ง’ และ ‘งานหนัก’ กลายเป็นกิจกรรมสุดท้ายของเขาในที่สุด

    เมื่อเวลา 12:26 น. ของวันที่ 24 มีนาคม 2026 จางเสวี่ยเฟิงรู้สึกไม่สบายหลังจากวิ่งออกกำลังกายที่บริษัทและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล  WeChat Moments ของจางเสวี่ยเฟิงแสดงให้เห็นว่าโพสต์ล่าสุดของเขาคือวันที่ 22 มีนาคม เมื่อเขาเช็คอินว่าวิ่งได้ 7 กิโลเมตร เขาวิ่งทั้งหมด 72 กิโลเมตรในเดือนมีนาคม และในเย็นวันที่ 24 มีนาคม ได้มีการออกประกาศไว้อาลัยว่า จางเสวี่ยเฟิงเสียชีวิตในซูโจว เวลา 15:50 น. ของวันที่ 24 มีนาคม 2026 เนื่องจากหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน แม้จะพยายามช่วยชีวิตเขาอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม 

    ในวันที่ 24 มีนาคม 2026 การถ่ายทอดสดตอนเช้าของจางเสวี่ยเฟิงกลายเป็นภาพสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้ให้สาธารณชนได้เห็น ในวิดีโอ เขายังคงมุ่งเน้นไปที่การตอบคำถาม แต่ชาวเน็ตจำนวนมากรู้สึกว่าอาการของจางเสวี่ยเฟิงในการถ่ายทอดสดครั้งสุดท้ายของเขานั้นไม่ค่อยดีนัก 

    หลังจากที่เขาเสียชีวิตแล้ว มีชาวเน็ตจีนพากันตกใจและวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่เพราะจางเสวี่ยเฟิงเป็นคนดังเท่านั้น แต่การเสียชีวิตของเขาเป็นสิ่งที่ตอกย้ำวง่า “การทำงานหนักไม่เคยฆ่าคน” เป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกต้องแล้ว

    สำนักข่าว Sina รายงานว่า “การนอนหลับไม่เพียงพอเป็นเวลานานและการออกกำลังกายอย่างหนักหลังจากการทำงานที่มีความกดดันสูงนั้น มีความเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของจางเสวี่ยเฟิง” และชี้ว่า “โพสต์ในเวยป๋อของเขาพูดถึงการตื่นเช้าอย่างน้อย 20 ครั้ง และรู้สึกเหนื่อยล้า 100 ครั้ง การนอนหลับกลายเป็นสิ่งที่เขาต้องบังคับตัวเองให้หยุด เขาเริ่มทานเมลาโทนินอย่างน้อยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2019 โดยกล่าวว่า “กินยา นอน แล้วพรุ่งนี้ผมจะเป็นฮีโร่อีกครั้ง” เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เขาโพสต์ในเวยป๋ออย่างน้อยสี่ครั้งในเวลาตี 4 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ในการสัมภาษณ์ เขาบอกว่าในช่วงเดือนนั้นของทุกปี เขาจะนอนหลับได้เพียง 2-4 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น”

    นี่คงเป็น ‘ฆาตกร’ ที่ค่อยพรากชีวิตของเขาไปทีละน้อย

    ชาวเน็ตคนหนึ่งจึงกล่าว่า “เงินเพียงเล็กน้อยนี้ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการเสียสละสุขภาพและการนอนหลับของคุณเลยด้วยซ้ำ”

    อีกคนบอกว่า “ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาทั้งหมดก็มาจากการนอนหลับไม่เพียงพอ และความเหนื่อยล้า รวมถึงการถูกปลูกฝังความคิดเรื่อง “การออกกำลังกายและสุขภาพที่ดี” สมการที่ว่าการออกกำลังกายเท่ากับสุขภาพที่ดีนั้น จำเป็นต้องพิจารณาในบริบทที่เฉพาะเจาะจง สำหรับหลายๆ คนในปัจจุบัน แม้แต่การพักผ่อนขั้นพื้นฐานก็ทำได้ยาก การออกกำลังกายจึงกลายเป็นอันตรายและเป็นการรับภาระมากเกินไป แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ”

    ที่สำคัญก็คือ เกิดกระแสความสนใจเรื่อง “ความตายของคนวัย 40” กันมากขึ้นจากโรคหัวใจและการทำงานหนัก

    ชาวเน็ตจีนยังพบว่าเขาเคยกล่าวว่า “ผมหาเงินให้ลูกสาวได้มากพอแล้ว เธอจะไม่ต้องกังวลเรื่องเงินไปตลอดชีวิต”  

    นี่ไม่เกินเลยไปจากความจริง เพราะนอกจากบริษัทและทรัพย์สินที่สร้างไว้มากมาย เขายังลงทุนทางอ้อมในบริษัทต่างๆ มากกว่า 140 แห่ง และบริษัทของเขามีเงินฝากระยะยาวมากกว่า 100 ล้านหยวน

    บางคนจึงกล่าวว่า เงินเท่านี้เกินเป้าหมายที่จางเสวี่ยเฟิงตั้วไว้แล้ว และคงหมายถึงการสิ้นสุดภารกิจอันหนักหน่วงของเขาด้วย

    คำจารึกบนหลุมศพของจางเสวี่ยเฟิงเขียนว่า “ชีวิตช่างสนุกเหลือเกิน ฉันจะกลับมาเกิดใหม่ในชาติหน้า” 

    แต่ชาวจีนกลับเห็นว่า ชีวิตที่ประสบความสำเร็จในทุกด้านของจางเสวี่ยเฟิง มันดูจะไม่คุ้มค่าเอาเลย เพราะต้องแลกมาด้วยการจากโลกนี้ไปด้วยวัย 41 ปีซึ่งควรจะเป็นวัยที่เพิ่งจะไต่ถึงจุดสูงสุดของชีวิตได้ไม่นานเท่านั้น 

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/41439&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FsBcbZ9q1vpWBSCdRcCPD

  • อบอุ่นหัวใจ! น้องมะลิ เจอผู้มีพระคุณที่มอบทุนศึกษาครั้งแรก

    อบอุ่นหัวใจ! น้องมะลิ เจอผู้มีพระคุณที่มอบทุนศึกษาครั้งแรก

    v.prd:0.0.152

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nineentertain.mcot.net/nineentertain/th/news/link/150095&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Bhl-NfGcQUtXmk1yzmNVW