Category: วัฒนธรรม

  • สว.อลงกต ชง กฎหมายใหม่ ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ มีความผิดอาญา

    สว.อลงกต ชง กฎหมายใหม่ ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ มีความผิดอาญา

    สว.อลงกต ชง กฎหมายใหม่ ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ มีความผิดอาญา

    วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.12 น.

    เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมวุฒิสภาเมื่อวานนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวทางการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ โดย นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญที่เกี่ยวข้อง ได้นำเสนอรายงานผลการดำเนินงาน พร้อมหยิบยกข้อเสนอสำคัญเรื่องการปรับปรุงตัวบทกฎหมายให้ครอบคลุมถึงการแสดงความเคารพต่อเพลงสำคัญของสถาบันฯ

    นายอลงกต เผยต่อที่ประชุมว่า จากการตรวจสอบพบช่องว่างทางกฎหมายในปัจจุบัน เนื่องจากประเทศไทยมีบทบัญญัติคุ้มครองและกำหนดโทษชัดเจนสำหรับการไม่ยืนเคารพเพลงชาติไทย แต่ในส่วนของเพลงสรรเสริญพระบารมีกลับยังไม่มีข้อกำหนดทางกฎหมายที่ระบุให้ประชาชนต้องยืนถวายความเคารพอย่างเป็นรูปธรรม

    อลงกต วรกี

    ปมปัญหาดังกล่าวสะท้อนผ่านเหตุการณ์ในสถานที่สาธารณะ อาทิ โรงภาพยนตร์ หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่มักเกิดข้อพิพาทและคำถามในสังคม เมื่อมีบุคคลบางกลุ่มเลือกที่จะไม่ยืนแสดงความเคารพขณะมีการบรรเลงเพลงสรรเสริญฯ ซึ่งนายอลงกตมองว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความลักลั่นที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับโดยตรง แตกต่างจากเพลงชาติที่มีระบุโทษทั้งจำและปรับชัดเจนหากฝ่าฝืน

    ด้วยเหตุนี้ ทางสมาชิกวุฒิสภาจึงเสนอแนวคิดให้วุฒิสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งพิจารณาตรากฎหมายขึ้นใหม่ หรือปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่เดิม เพื่อกำหนดให้การบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีต้องมีการยืนถวายความเคารพเป็นมาตรฐานเดียวกันกับเพลงชาติ โดยเสนอให้มีการกำหนดบทลงโทษทางอาญาและโทษปรับสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน เพื่อหวังให้การรณรงค์เทิดทูนสถาบันฯ เกิดผลในทางปฏิบัติและช่วยลดการเผชิญหน้าหรือข้อโต้แย้งในหมู่ประชาชน

    อย่างไรก็ดี ข้อเสนอเรื่องการกำหนดโทษอาญาในกรณีไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ นี้ ยังคงเป็นเพียงขั้นตอนการเสนอความเห็นและอยู่ในระหว่างการศึกษาของชั้นกรรมาธิการเท่านั้น ซึ่งหลังจากนี้จะต้องมีการวิเคราะห์รายละเอียดอย่างถี่ถ้วน ทั้งในมิติด้านข้อกฎหมายและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมในวงกว้าง ก่อนจะพิจารณาว่าจะดำเนินการเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติเพื่อตราเป็นกฎหมายต่อไปหรือไม่

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/954723&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ycT4Xcwqaoyk0EDJc_Cs0

  • การศึกษาใหม่เผยสหรัฐฯ เป็นผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่สุดของโลก สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกมหาศาล

    การศึกษาใหม่เผยสหรัฐฯ เป็นผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่สุดของโลก สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกมหาศาล

    การศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เผยว่าต้นทุนเศรษฐกิจจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนสูงกว่าที่ประเมินไว้เดิมอย่างมาก โดยผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่ก่อความเสียหายหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ต่อเศรษฐกิจโลก

    การวิจัยครั้งนี้วัดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ที่เกิดจากกิจกรรมมนุษย์ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และกำหนดส่วนแบ่งความเสียหายไปยังผู้ปล่อยมลพิษรายใดรายหนึ่ง ตั้งแต่ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ไปจนถึงบริษัทน้ำมันข้ามชาติ

    สหรัฐฯ แชมป์โลกการปล่อยมลพิษ

    การประเมินแสดงให้เห็นว่าการปล่อยมลพิษของสหรัฐฯ ระหว่างปี 1990-2020 เป็นแหล่งที่ก่อความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 10.2 ล้านล้านดอลลาร์ ตามด้วยจีนที่ 8.7 ล้านล้านดอลลาร์ และสหภาพยุโรปที่ 6.4 ล้านล้านดอลลาร์

    สำหรับบริษัทเอกชน การศึกษาพบว่าการปล่อยมลพิษที่เชื่อมโยงกับบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย อย่างซาอุดี อารัมโก้ ระหว่างปี 1988-2015 ส่งผลให้เกิดความเสียหายเศรษฐกิจโลกสะสมมูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2020

    ความเสียหายในอนาคตมากกว่าที่ผ่านมา

    ศาสตราจารย์มาร์แชล เบิร์ก จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้นำการศึกษา กล่าวว่าพวกเขารู้สึกประหลาดใจไม่เพียงแต่ขนาดโดยรวมของความเสียหายที่ประเมินได้ซึ่งอยู่ในระดับหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ แต่ยังประหลาดใจที่ความเสียหายในอนาคตจากการปล่อยมลพิษ ที่จะมากกว่าความเสียหายในอดีตจากการปล่อยมลพิษ

    การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน ในปี 1990 ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกประมาณ 180 ดอลลาร์ ภายในปี 2020 แต่คาดว่าจะก่อความเสียหายเพิ่มเติมอีก 1,840 ดอลลาร์ ไปจนถึงปี 2100 ซึ่งมากกว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นแล้วประมาณ 10 เท่า!!

    — ศาสตราจารย์มาร์แชล เบิร์ก ระบุ

    กิจกรรมปล่อยมลพิษสูงสร้างความเสียหายมหาศาล

    การวิจัยยังเน้นย้ำถึงการมีส่วนร่วมของกิจกรรมที่ปล่อยมลพิษสูง เช่น การเดินทางทางอากาศ ต่อความเสียหายในอนาคต การเดินทางในเส้นทางไกลด้วยเครื่องบินปีละครั้งเป็นเวลา 10 ปี อาจก่อให้เกิดความสูญเสียประมาณ 25,000 ดอลลาร์ ภายในปี 2100

    การเรียกร้องความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น

    เมื่อการปล่อยมลพิษเพิ่มขึ้นและประเทศยากจนต้องรับภาระหลัก ประเทศที่มั่งคั่งและธุรกิจเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังเผชิญกับการตรวจสอบที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับบทบาทที่ไม่สมส่วนในการขับเคลื่อนความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ การศึกษาแยกต่างหากในวารสาร Nature ปีที่แล้ว พบว่าความร้อนจัดที่เชื่อมโยงกับการปล่อยมลพิษจากบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล 111 บริษัท ก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจโลก 28 ล้านล้านดอลลาร์ ระหว่างปี 1991-2020

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/major-polluters-climate-damages-economic-cost-study&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EJBvmJIBtWAz-HnDqO8_j

  • นายกฯ “โป่ง” จัดใหญ่ปัจฉิมรวม 6 โรงเรียน นราธิวาส 600 กว่าชีวิต ปลื้มทั้งเด็ก-ผู้ปกครอง

    นายกฯ “โป่ง” จัดใหญ่ปัจฉิมรวม 6 โรงเรียน นราธิวาส 600 กว่าชีวิต ปลื้มทั้งเด็ก-ผู้ปกครอง

          
    นายธนาวิทย์ ไชยานุพงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรจบการศึกษา ปฐมวัย ระดับประถม มัธยมต้น และมัธยมปลายของนักเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองนราธิวาส พร้อมคณะสมาชิกเทศบาลเมืองนราธิวาส  ณ อาคารประวิช-สุคนธา เลาหกุล โดยมี นางปารวี สำเร ผู้อำนวยการสำนักการศึกษาเทศบาลเมืองนราธิวาสกล่าวเปิดงาน พร้อมผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู ทั้ง6 โรงเรียน และผู้ปกครอง มาร่วมในพิธี โอกาสนี้ นายกเทศมนตรีได้ชมการแสดงของนักเรียน และมอบประกาศนียบัตรให้กับนักเรียนที่จบการศึกษา พร้อมกล่าวปัจฉิมโอวาทแก่นักเรียนที่เข้ารับให้ตระหนักถึงบุญคุณของคุณครู ที่สั่งสอนให้เป็นคนดี จากนั้นได้ไปเยี่ยมชมนิทรรศการ “ตลาดนัดวิชาการ” แต่ละซุ้มที่มีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฝีมือเด็กๆในโรงเรียน เช่น กระเป๋าที่ทำจากฝาขวดน้ำพลาสติกที่ไม่ใช้แล้ว มาสร้างเป็นกระเป๋าที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ การทำผ้าลายบาติก เป็นต้น กิจกรรมการจัดตลาดนัดครั้งนี้เป็นการสอนให้กับเด็กได้แสดงฝีมือและรู้ถึงคุณค่าของสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วมารีไซเคิ้ลใหม่เพื่อให้เกิดประโยชน์ กิจกรรมนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสอนในโรงเรียนสังกัดเทศบาลเพื่อเป็นการส่งเสริมนักเรียนในด้านอาชีพ ไปพร้อมๆกับการสร้างวินัย  ด้านคุณธรรมจริยธรรม และสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ปกครองในวันที่นักเรียนเรียนจบประสบความสำเร็จด้านการศึกษาในอนาคต สำหรับนักเรียนที่เข้าร่วมพิธีรับประกาศนียบัตรปีนี้ จำนวน ทั้งสิ้น 624 คน

           
    วัตถุประสงค์การจัดกิจกรรม 1. เพื่อให้นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา และภูมิใจในความสำเร็จของตนเอง 2.เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับนักเรียนที่สำเร็จการศึกษา และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างครูกับนักเรียน 3. เพื่อ สร้างแรงใจให้นักเรียนรุ่นน้อง ใฝ่เรียนรู้ และรักสถาบันการศึกษาอย่างยั่งยืน
           
    นายธนาวิทย์ นายกเทศมนตรี กล่าวว่า วันนี้ก็เป็นการจัดงานปัจฉิมให้กับนักเรียนที่จบ การศึกษา ระดับปฐมวัย  ประถม และมัธยมศึกษาในสังกัดโรงเรียนเทศบาลฯ ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี แต่ปีนี้เป็นการจัดรูปแบบใหม่ โรงเรียนทั้ง 6 เทศบาลมาจัดรวมที่โรงเรียนเทศบาล1ไม่เหมือนที่ผ่านมาคือ แยกจัดตามละโรงเรียนเทศบาล แต่คราวนี้มารวมกัน คึกคักมากมีพ่อแม่ผู้ปกครองมาร่วมกัน ทั้งจัดนิทรรศการ ออกร้านขายของข้างหน้า

    จาการสอบถามผู้ปกครองก็ได้ให้การตอบรับ อยากจัดลักษณะแบบรวมมากกว่า ทางเทศบาลเลยจัดให้อย่างยิ่งใหญ่ และอยากจะจัดให้มันยิ่งใหญ่มากกว่านี้ในอนาคต ในช่วงนี้ก็เป็นช่วงเทศกาลวันฮารีรายอด้วยเทศบาลก็มาจัดเป็นการเฉลิมฉลองให้กับพ่อแม่พี่น้องลูกๆหลานๆในวันฮารีรายอด้วยทางเทศบาลเมืองก็ได้จัดร้านจุดเช็คอิน ในกับผู้ปกครองได้ พาลูกๆมาเก็บภาพ เป็นที่ระลึกวันที่ลูกๆหลานๆ ประสบความสำเร็จการศึกษา  

            
    นอกจากนี้ท่านนายกโป่งได้ให้โอวาท กับเด็กนักเรียนในงานปัจฉิมปีนี้ให้สำนึกถึงบุญคุณ ของแม่พิมพ์ของชาติว่า “คุณครู” พวกเด็กๆประสบความสำเร็จได้ก็เพราะคุณครู เบื้องหลังก็เป็นคุณครูนี้แหละที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติที่สอนให้กับเด็กๆให้เป็นคนดีเพราะสมัยนี้วิวัฒนาการไปไกล ทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองนี้น่าจะใกล้ชิดกับเด็กๆมากกว่าคนทั่วไป คุณครูเป็นลักษณะเป็นโค้ช คือสอนให้เด็กๆเป็นคนดี ถึงแม้ว่าการหาความรู้อยู่ในโทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องสื่อสารต่างๆสามารถเพิ่มความรู้รายละเอียดได้ แต่การเป็นคนดี “คุณครู”นี้แหละที่สั่งสอนให้เป็นคนดี ประสบความสำเร็จและเป็นกำลังของชาติต่อไปในอนาคต
                    

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/137196&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21BpC7lDe_5MbVDMyOq1oA

  • เปิดค่าเทอมมหิดล 2569 ตลอดหลักสูตร เรียนแต่ละคณะ ต้องจ่ายค่าเทอมเท่าไร

    เปิดค่าเทอมมหิดล 2569 ตลอดหลักสูตร เรียนแต่ละคณะ ต้องจ่ายค่าเทอมเท่าไร

    เปิดค่าเทอมมหิดล 2569 อัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาแบบเหมาจ่ายตลอดหลักสูตร (ไทย) ระดับปริญญาตรี เรียนแต่ละคณะ ต้องจ่ายค่าเทอมเท่าไร

    “มหาวิทยาลัยมหิดล” หนึ่งในสถานศึกษาในฝันของนักเรียนชั้นมัธยมปลายหลายๆ คน ที่อยากเข้ามาศึกษาต่อ ถือเป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่มีความโดดเด่นเรื่อง วิทยาศาสตร์ และ การแพทย์ ทั้งยังมีผลงานทางวิชาการจำนวนมาก จนกลายเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศ

    สำหรับ Dek69 ที่กำลังวางแผนจะยื่นคะแนนแอดมิชชันในรอบ 3 “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปดูกันว่า แต่ละคณะที่เปิดสอน มีการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาไว้ประมาณเท่าไรบ้าง เผื่อจะได้เตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

    ค่าเทอม “มหาวิทยาลัยมหิดล” ปีการศึกษา 2569

    เปิดค่าธรรมเนียมการศึกษาหลักสูตรปกติ (ไทย) ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหิดล สำหรับ “ค่าธรรมเนียมการศึกษา” คือค่าธรรมเนียมการศึกษาที่เรียกเก็บจากนักศึกษา ระดับปริญญาตรี หลักสูตรปกติ (ไทย) มหาวิทยาลัยมหิดล ยกเว้น วิทยาลัยนานาชาติ และวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยค่าธรรมเนียมการศึกษาแบบเหมาจ่ายสำหรับภาคการศึกษาปกติ นักศึกษารหัสประจําตัว 69xxxxx ให้จัดเก็บในอัตรา ดังนี้

    คณะกายภาพบำบัด

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชากายภาพบำบัด : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชากิจกรรมบำบัด : ภาคการศึกษาละ บาท 25,000 บาท

    คณะเทคนิคการแพทย์

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารังสีเทคนิค : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท

    คณะทันตแพทยศาสตร์

    • หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 50,000 บาท

    คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

    • หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท
    • หลักสูตรฉุกเฉินการแพทยบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาความผิดปกติของการสื่อความหมาย : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท
    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาหูหนวกศึกษา : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาของคนหูหนวก : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท

    คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    • หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรการแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชากายอุปกรณ์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท

    คณะพยาบาลศาสตร์

    • หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท

    คณะเภสัชศาสตร์

    • หลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท

    คณะวิทยาศาสตร์

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเคมี : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาชีววิทยา : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพฤกษศาสตร์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาฟิสิกส์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท

    วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการออกกำลังกายและการกีฬา วิชาเอกการออกกำลังกายและการกีฬา : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการออกกำลังกายและการกีฬา วิชาเอกฟุตบอล : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท

    คณะวิศวกรรมศาสตร์

    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมเคมี : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท
    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท

    วิทยาลัยศาสนศึกษา

    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศาสนศึกษา : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท

    คณะศิลปศาสตร์

    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย : ภาคการศึกษาละ 17,000 บาท
    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ : ภาคการศึกษาละ 17,000 บาท

    คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาชาวิชาเวชระเบียน : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต (ภาคบัณฑิต) : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท

    คณะสัตวแพทยศาสตร์

    • หลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท

    คณะสาธารณสุขศาสตร์

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอนามัยสิ่งแวดล้อม : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาโภชนวิทยาและการกำหนดอาหาร : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท

    คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท

    มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี

    • หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 17,000 บาท
    • หลักสูตรบัญชีบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 17,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการอาหาร : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาธรณีศาสตร์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท
    • หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและการจัดการภัยพิบัติ : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท

    โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์

    • หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 25,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเกษตรยั่งยืนเพื่อสุขภาพและการประกอบการ : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท
    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการประกอบการเชิงนิเวศวัฒนธรรม : ภาคการศึกษาละ 17,000 บาท
    • หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท

    โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท
    • หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมการจัดการสังคมและสิ่งแวดล้อม : ภาคการศึกษาละ 17,000 บาท
    • หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต : ภาคการศึกษาละ 18,000 บาท
    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ : ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท

    คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี (ร่วมผลิตกระทรวงสาธารณสุข) (ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาขั้นคลินิกโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา)

    • หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต นักศึกษาชั้นปีที่ 1-3, นักศึกษาชั้นปีที่ 4-6 ให้ตรวจสอบอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษา และชำระค่าธรรมเนียมฯ ที่ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกฯ : ภาคการศึกษาละ 30,000 บาท

    คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

    • หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการและเทคโนโลยีดิจิทัล : ภาคการศึกษาละ 50,000 บาท

    ทั้งนี้ สำหรับค่าธรรมเนียมการศึกษาแบบเหมาจ่ายภาคการศึกษาฤดูร้อน ให้จัดเก็บในอัตราร้อยละ 50 ของค่าธรรมเนียมการศึกษาต่อภาคการศึกษาในแต่ละหลักสูตร

    ส่วนค่าธรรมเนียมการศึกษาแบบเหมาจ่ายในภาคการศึกษาปกติ สำหรับกรณีที่นักศึกษาเรียนเกินจำนวนภาคการศึกษาหรือจำนวนปีการศึกษาที่กำหนดไว้ในหลักสูตร หรือลงทะเบียนเรียนต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (9 หน่วยกิต) ให้จัดเก็บในอัตราร้อยละ 50 ของค่าธรรมเนียมการศึกษาต่อภาคการศึกษาในแต่ละหลักสูตร

    สำหรับค่าประกันสุขภาพนักศึกษาต่างชาติ (Health Insurance) อัตราปีละ 3,500 บาท

    อย่างไรก็ตาม นักศึกษาที่ลาพักการศึกษา หรือลาออกจากการเป็นนักศึกษา หรือพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา หลังจากลงทะเบียนเรียนและชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาไปแล้ว จะขอคืนค่าธรรมเนียมการศึกษาไม่ได้

    และนักศึกษาที่มีหนี้สินกับทางมหาวิทยาลัย จะต้องชำระหนี้สินให้เสร็จสิ้นก่อนการลงทะเบียนเรียนในครั้งต่อไป และหากได้รับการผ่อนผันการลงทะเบียนเรียน และระยะเวลาการชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาจากรองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา จะต้องชำระหนี้ให้เสร็จภายในภาคการศึกษาที่ขอผ่อนผันไว้

    อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูล และอ่านรายละเอียดอื่น เพิ่มเติมได้ที่นี่ (คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2922427&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TTSjxV6PcJduJLlRRzd7l

  • พิธีมอบวุฒิบัตรบัณฑิตน้อยบ้านพรุตะเคียน ปี 2568 | TOPNEWS

    พิธีมอบวุฒิบัตรบัณฑิตน้อยบ้านพรุตะเคียน ปี 2568 | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 25/03/2026 21:34

    วันที่ 25 มี.ค. 2569 นายปัญญา มณีวิหค ประธานคณะกรรมการบริหารสถานศึกษาโรงเรียนบ้านพรุตะเคียน เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรและวุฒิบัตรบัณฑิตน้อยประจำปีการศึกษา 2568 โดยมีนางสาวจอมขวัญ ศักดิ์ตระกูล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านพรุตะเคียน ร่วมกับคณะครู คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง ร่วมกันจัดขึ้น ณ อาคารหลวงพ่อโปร่งโชติโก มีนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจำนวน 54 คน แบ่งเป็น บัณฑิตน้อยจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 23 คน บัณฑิตน้อยจากระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 16 คน และนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 15 คน โดยผู้ปกครองจำนวนมากร่วมแสดงความยินดีกับบุตรหลานที่กำลังจะก้าวไปเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น

    น.ส.จอมขวัญ ศักดิ์ตระกูล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านพรุตะเคียน กล่าวว่า โรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความรู้ ความสามารถ ทักษะชีวิต และคุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้ผู้เรียนมีความพร้อมก้าวสู่ระดับการศึกษาที่สูงขึ้นและสามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ

    วัตถุประสงค์ของพิธีในวันนี้ เพื่อมอบประกาศนียบัตรและวุฒิบัตรให้แก่นักเรียนผู้สำเร็จการศึกษา เป็นการเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจ แสดงความชื่นชมความวิริยะอุตสาหะของนักเรียน ความทุ่มเทของคณะครู และความเอาใจใส่ของผู้ปกครองที่สนับสนุนการศึกษา เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาและมุ่งมั่นพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าต่อไป

    เอกชนะ นวนละมัย ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชุมพร

    11SOCAIL 16-9 copy

    5444

    ส่องลุคแฟชั่นผ้าไทยสไตล์ “ซาบีดา” สวมชุดไทยเรือนต้น ผ้าจกไหมดอกดาว “ลายมัทนา” แรงบันดาลใจ จากดอกไม้ธรรมชาติ

    “กรมศิลปากร” ชวนร่วมงานสัปดาห์วันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช 2569

    “รองโจ”เดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วมชุมชนซอยโรงน้ำแข็ง เรื้อรังกว่า 30 ปี

    อั้นไม่ไหว เปิดมติ “กบน.” ลดเงินอุดหนุน ราคาดีเซล-เบนซิน ปรับขึ้นพรวด 6 บาท มีผลพรุ่งนี้

    ผนึกกำลังฝ่ายปกครอง–ตำรวจ ปิดล้อมจับเครือข่ายสิ่งเสพติดกลางชุมชนบางสะพาน

    คิวน้ำมันยาวล้นถนนหาดใหญ่ กระทบจราจรหนัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1527797&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bDDkOXTqgU6oOsiykHYyD

  • 10 อันดับ โรงเรียนดังกรุงเทพฯ มีการแข่งขัน เข้า ม.1-4 สูงที่สุด รร. ไหนติดโผบ้าง

    10 อันดับ โรงเรียนดังกรุงเทพฯ มีการแข่งขัน เข้า ม.1-4 สูงที่สุด รร. ไหนติดโผบ้าง

              สพม.กท 1 เปิดข้อมูล 10 อันดับโรงเรียนดังในกรุงเทพฯ ที่มีอัตราการแข่งขันเข้าเรียนสูงสุด ปีการศึกษา 2569 ทั้งระดับ ม.1 และ ม.4  

    10 อันดับ โรงเรียนดังกรุงเทพฯ

              วันที่ 24 มีนาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) กรุงเทพมหานคร (กท.1) โพสต์ภาพและข้อความผ่านเพจ สพม.กท 1  เปิดเผยข้อมูลโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงสุด 10 อันดับ ปีการศึกษา 2569 ทั้งในระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 1 และ มัธยมศึกษาปีที่ 4 ประกอบด้วย

    ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ห้องเรียนปกติ)

              อันดับ 1 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย : รับ 320 คน สมัคร 1,862 คน อัตราแข่งขัน 1:5.82

              อันดับ 2 โรงเรียนเทพศิรินทร์ : รับ 280 คน สมัคร 1,197 คน อัตราแข่งขัน 1:4.28

              อันดับ 3 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย : รับ 240 คน สมัคร 954 คน อัตราแข่งขัน 1:3.98

              อันดับ 4 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา : รับ 360 คน สมัคร 1,094 คน อัตราแข่งขัน 1:3.04

              อันดับ 5 โรงเรียนสตรีวิทยา : รับ 360 คน สมัคร 1,004 คน อัตราแข่งขัน 1:2.79

              อันดับ 6 โรงเรียนโยธินบรูณะ : รับ 320 คน สมัคร 844 คน อัตราแข่งขัน 1:2.64

              อันดับ 7 โรงเรียนโพธิสารพิทยากร : รับ 400 คน สมัคร 1,034 คน อัตราแข่งขัน 1:2.59

              อันดับ 8 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน : รับ 400 คน สมัคร 977 คน อัตราแข่งขัน 1:2.44

              อันดับ 9 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี : รับ 400 คน สมัคร 825 คน อัตราแข่งขัน 1:2.06

              อันดับ 10 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม : รับ 280 คน สมัคร 539 คน อัตราแข่งขัน 1:1.93

    10 อันดับ โรงเรียนดังกรุงเทพฯ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก สพม.กท 1

    ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (ห้องเรียนปกติ)

              อันดับ 1 โรงเรียนสตรีวิทยา : รับ 30 คน สมัคร 416 คน อัตราแข่งขัน 1:13.87

              อันดับ 2 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย : รับ 97 คน สมัคร 983 คน อัตราแข่งขัน 1:10.13

              อันดับ 3 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย : รับ 90 คน สมัคร 907 คน อัตราการแข่งขัน 1:10.08

              อันดับ 4 โรงเรียนวัดราชบพิธ : รับ 16 คน สมัคร 140 คน อัตราการแข่งขัน 1:8.75

              อันดับ 5 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล : รับ 80 คน สมัคร 661 คน อัตราการแข่งขัน 1:8.26

              อันดับ 6 โรงเรียนเทพศิรินทร์ : รับ 80 คน สมัคร 660 คน อัตราการแข่งขัน 1:8.25

              อันดับ 7 โรงเรียนโพธิสารพิทยากร : รับ 35 คน สมัคร 272 คน อัตราการแข่งขัน 1:7.77

              อันดับ 8 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน : รับ 25 คน สมัคร 188 คน อัตราการแข่งขัน 1:7.52

              อันดับ 9 โรงเรียนศึกษานารี : รับ 60 คน สมัคร 414 คน อัตราการแข่งขัน 1:6.90

              อันดับ 10 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม : รับ 44 คน สมัคร 253 คน อัตราการแข่งขัน 1:5.75

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://education.kapook.com/view299811.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BJyvPVURpL6gvdZik1-F9

  • หญิงกินไข่ต้มทุกเช้า ผ่านมา 1 ปีไปตรวจสุขภาพ เผยผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจ!

    หญิงกินไข่ต้มทุกเช้า ผ่านมา 1 ปีไปตรวจสุขภาพ เผยผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจ!

    กินไข่ต้มทุกเช้า! หญิงวัย 63 ทำต่อเนื่อง 1 ปี ไปตรวจร่างกายล่าสุด ผลลัพธ์ทำเอาอึ้งทั้งบ้าน

    เปิดงานวิจัย ม.ปักกิ่ง! กินไข่ต้มช่วยลดไขมันเลว-บำรุงตับ หลังหญิงวัย 63 พิสูจน์แล้วเห็นผลจริงใน 1 ปี

    เว็บไซต์ข่าว SOHA รายงานเรื่องราวของ นางลี่มิน (นามสมมติ) หญิงชาวจีนวัย 63 ปี ตัดสินใจกินไข่ต้มวันละฟองในตอนเช้าติดต่อกันเป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อหวังจะปรับปรุงปัญหาสุขภาพของตนเอง

    เมื่อหนึ่งปีก่อน ในการตรวจร่างกายประจำปี นางลี่มิน ถูกวินิจฉัยว่ามีภาวะ ไขมันในเลือดสูง และ ไขมันพอกตับระยะเริ่มต้น ซึ่งแพทย์ระบุว่าอาการของเธอยังไม่รุนแรงมากนัก เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและหันมาดูแลสุขภาพก็สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้

    หลังจากนั้น นางลี่จึงเริ่มศึกษาข้อมูลเรื่องการกินอาหารเพื่อสุขภาพ เธอเริ่มจำกัดการทานของทอดที่ใช้น้ำมันท่วมๆ แล้วเปลี่ยนมาเน้นเมนูประเภทต้มและนึ่งแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เธอเลือกทาน ไข่ต้ม 1 ฟอง เป็นอาหารเช้าทุกวัน และทำติดต่อกันมานานถึงหนึ่งปีเต็ม

    ล่าสุด เมื่อนางลี่ไปพบแพทย์เพื่อตรวจติดตามอาการ ผลปรากฏว่าค่าไขมันในเลือดของเธอกลับมาอยู่ในระดับปกติ และภาวะไขมันพอกตับก็ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเธอกล่าวด้วยความดีใจว่า การหันมาเน้นอาหารนึ่งต้มและกินไข่ต้มทุกเช้า คือกุญแจสำคัญที่ช่วยกู้สุขภาพของเธอคืนมา

    เปิดข้อมูลงานวิจัยและคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญ

    แพทย์ได้อธิบายว่า ไข่คือหนึ่งในสุดยอดอาหารที่ให้สารอาหารครบถ้วน ทั้งวิตามิน A, B, D, E, K รวมถึงโอเมก้า-3, สังกะสี และโคลีน ซึ่งส่งผลดีต่อหัวใจและตับ

    • งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University): ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ทานไข่ 4-7 ฟองต่อสัปดาห์จะมีระดับ ApoA1 (ส่วนประกอบของไขมันดี หรือ HDL) สูงกว่าปกติ

    • ลดไขมันเลว: ผู้ที่ทานไข่เป็นประจำจะมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    • บำรุงตับด้วยโคลีน: ในไข่มีสารโคลีน (Choline) สูง ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการช่วยขนส่งไขมันออกจากตับ ลดการสะสมของไขมันพอกตับ

    • สารเลซิติน (Lecithin): ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ป้องกันการตกค้างในหลอดเลือดและตับ พร้อมช่วยเร่งกระบวนการขับของเสียออกจากร่างกาย

    คำแนะนำเพิ่มเติมจากแพทย์

    อย่างไรก็ตาม แพทย์ได้ย้ำเตือนว่าเราไม่ควรพึ่งพาการกินอาหารเพียงชนิดเดียวเพื่อรักษาโรค ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สุขภาพของนางลี่ดีขึ้นอย่างชัดเจน คือการที่เธอ ลดการทานไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ เช่น เนื้อสัตว์ติดมันและของทอด ควบคู่ไปกับการทานไข่ต้ม แพทย์จึงแนะนำให้เธอรักษาพฤติกรรมการกินที่สมดุลแบบนี้ต่อไป เพื่อป้องกันโรคเรื้อรังอย่างเบาหวานและโรคหัวใจในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9880274/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t_Ob34Q8QsHRC_zx6ZUMq

  • ‘ศลิลนา-ไทยโพสต์’ รับพระราชทานรางวัล ‘เทพทอง’ ประเภทบุคคลดีเด่นด้านโทรทัศน์และสื่อออนไลน์

    ‘ศลิลนา-ไทยโพสต์’ รับพระราชทานรางวัล ‘เทพทอง’ ประเภทบุคคลดีเด่นด้านโทรทัศน์และสื่อออนไลน์

    เนื่องด้วยในปัจจุบันสื่อวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์มีบทบาทเกี่ยวข้องกับงานหลายด้าน ทั้งงานด้านข่าวสาร การศึกษา การบันเทิง การเมือง การปกครอง ศิลปะ วัฒนธรรม ประกอบกับเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าทางด้านการสื่อสาร โทรคมนาคมและการสื่อสารดาวเทียม ทำให้วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ กลายเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง รวดเร็ว ไร้ขอบเขต บุคลากรที่เกี่ยวข้องในวงการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ มีอยู่กว้างขวางและมากมายในปัจจุบัน และเป็นปัจจัยสำคัญที่จะก่อให้เกิดผลดีหรือผลเสียต่อสังคมได้ หากบุคลากรดังกล่าวประกอบอาชีพ โดยปราศจากความรับผิดชอบโดยมิได้คำนึงถึงจรรยาบรรณวิชาชีพ

    บุคลากรทั้งหลายที่อยู่ในแวดวงวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อออนไลน์เป็นแบบอย่างความประพฤติ และวัฒนธรรมอันดีงาม ตลอดจนการใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องและชัดเจน ซึ่งมีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและเยาวชน  ทั้งนี้ องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นผู้ส่วนเกี่ยวข้อง สนับสนุนให้บุคลากรในวงการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ ผลิตรายการเพื่อประโยชน์ของงานด้านการศึกษา การบันเทิง การกีฬา สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการเมืองการปกครอง จึงนับได้ว่ามีบทบาทสำคัญต่อวงการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และ สื่อออนไลน์ด้วย

    เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับองค์กรและบุคคลต่างๆ ที่ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม รวมทั้ง บุคลากรด้านสื่อวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานที่เกิดประโยชน์ เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เล็งเห็น ถึงคุณค่าของผลงานที่เกิดจากความตั้งใจขององค์กรและบุคลากรในวงการสื่อมวลชนดังกล่าว

    ในการนี้ สมาคมฯ ได้จัด “รางวัลเทพทอง” ขึ้น ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ – ๒๕๖๖ รวมทั้งสิ้น ๒๓ ครั้ง เพื่อการจัดงานอย่างต่อเนื่อง ทางสมาคมฯ จึงได้จัด “รางวัลเทพทอง” ครั้งที่ ๒๕ ประจำปี ๒๕๖๘ ขึ้น

    สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมตรี เป็นผู้แทนพระองค์มอบรางวัลเทพทอง ครั้งที่ ๒๔ ในวันอังคารที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๙ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและสร้างความภาคภูมิใจแก่องค์กรดีเด่น ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เป็นผู้มีส่วนสนับสนุนให้บุคลากรในวงการวิทยโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียงและสื่อออนไลน์ผลิตผลงานที่ดีมีคุณภาพ ให้ประโยชน์ทั้งด้านการศึกษา การปกครอง สิ่งแวดล้อม และความบันเทิง ตลอดจนบุคคลดีเด่นด้านวิทยุโทรทัศน์ และวิทยุกระจายเสียง ที่ถือเป็นแบบอย่างที่ดีต่อเยาวชนของชาติ และส่งเสริมการใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้องชัดเจน

    รายนามผู้เข้ารับพระราชทานรางวัล “เทพทอง”ครั้งที่ ๒๔ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘

    ประเภทบุคคลดีเด่นด้านโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ จำนวน ๑๐  ราย

    ๑. พระโสภณธรรมวงศ์ (วศก ปญฺญาอกฺโข) เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหารและเจ้าคณะแขวงวัดสามพระยา

    ๒. พลเรือตรี สุรสันต์ โฆษกกระทรวงกลาโหม

    ๓. นายประสาน อิงคนันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บุญมีฤทธิ์ มีเดีย จำกัด รายการมนุษย์ต่างวัย ทางออนไลน์ ในช่องยูทูป

    ๔. นางศลิลนา (ภู่เอี่ยม) นิธิปภานันท์ ผู้ดำเนินรายการข่าว รายการ ห้องข่าวไทยโพสต์ ทางสถานีไทยโพสต์ ทีวีออนไลน์

    ๕. นายวุฒินันท์ นาฮิม ผู้ดำเนินรายการจากรายการรายการ เรื่องลับมาก ทางสถานีโทรทัศน์ ท็อปนิวส์

    ๖. นายสารวัตร กิจพานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการข่าว และผู้ดำเนินรายการ รายการ “พุทธทอล์ค” ทางออนไลน์ ในช่องยูทูป

    ๗. นายพิพัฒน์ อัฒพุธ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการสื่อใหม่ สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ ๔ กรมประชาสัมพันธ์

    ๘. นางสาวนิตยา กีรติเสริมสิน ผู้ประกาศข่าว และ ผู้สื่อข่าว รายการข่าว ทางสถานีโทรทัศน์ไทย พีบีเอส

    ๙. นางรัตน์ติกรณ์ จารุเกษตรวิทย์ หัวหน้าผู้ประกาศข่าว รายการรอบวันทันเหตุการณ์ ทางสถานีโทรทัศน์นิวส์วัน

    ๑๐. นายเกษม ศรีสมบูรณ์ นักร้องลูกทุ่งหมอลำ และนักแสดง.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/969393/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qo8TxQJHEo620iLG2Gn82

  • “องค์กรต้านโกง” เปิดข้อมูล ดูงานเมืองนอก 10 ปี ใช้งบกว่า 2.5พ้นล้าน ชี้ทริปแฝงท่องเที่ยวคือ “คอร์รัปชั่น” เงินแผ่นดิน

    “องค์กรต้านโกง” เปิดข้อมูล ดูงานเมืองนอก 10 ปี ใช้งบกว่า 2.5พ้นล้าน ชี้ทริปแฝงท่องเที่ยวคือ “คอร์รัปชั่น” เงินแผ่นดิน

    วันที่ 25 มี.ค.2569 ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุก ในหัวข้อ

    ” หยุดทริปศึกษาดูงานต่างประเทศที่แฝงท่องเที่ยว

    ทราบหรือไม่!! เมื่อค้นข้อมูลใน ACT Ai โดยพิมพ์คำว่า “ศึกษาดูงานต่างประเทศ” จะพบว่าตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2568 หน่วยงานของรัฐจัดทริปดูงานต่างประเทศมากถึง 928 โครงการ หมดเงินไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 250 ล้านบาท (ช่วงปี 2563 – 2565 ไม่มีการเดินทางเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด) โดยพบว่าเคยมีโครงการที่ใช้งบสูงสุดถึง 20.8 ล้านบาทในการไปดูงานคณะเดียว

    จุดหมายปลายทางยอดนิยมเช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ออสเตรีย ญี่ปุ่น (ฮอกไกโด) เกาหลี ฯลฯ

    จากการสืบค้นยังพบว่า กิจกรรมประเภทนี้ถูกจัดโดยหน่วยงานของรัฐทุกประเภททั้งรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรม หน่วยราชการ ทหารตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ แต่ละแห่งใช้งบมากน้อยต่างกัน

    และอาจเป็นเพราะมีการ “ใช้ชื่อโครงการแตกต่างกัน” จึงทำให้ระบบตรวจไม่เจอโครงการทั้งหมด เช่น ศึกษาดูงาน การฝึกอบรมและดูงานนอกสถานที่ การพัฒนาศักยภาพ การเข้าร่วมการประชุมนานาชาติ โครงการแลกเปลี่ยน เป็นต้น

    ขอชื่นชมในความกล้าหาญ ยึดมั่นธรรมาภิบาลและแสดงตนเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้บริหารสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม ที่ประกาศยกเลิกทริปเดินทางไปดูงานแถบประเทศยุโรปของคณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ตามที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อยู่ขณะนี้

    ขอสนับสนุนให้ศาลยุติธรรมได้ต่อยอดการตัดสินใจเฉพาะกิจครั้งนี้ ด้วยการทบทวนนโยบาย แนวปฏิบัติเรื่องการเดินทางดูงานหรือการประชุมให้เกิดความรัดกุม เคร่งครัด คำนึงถึงความคุ้มค่าเงินของประชาชน ยึดหลักธรรมมาภิบาลที่เข้มแข็ง อันจะกลายเป็นต้นแบบสำคัญให้หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ นำไปเป็นแนวปฏิบัติต่อไปได้

    ถือว่าเป็นการแสดงความเป็นผู้นำและแสดงบทบาทของศาลที่เป็นสถาบันที่พึ่งของประชาชนได้ในอีกมิติหนึ่ง

    ขอตั้งข้อสังเกตที่สำคัญ ดังนี้

    1. ประเด็นสำคัญที่ประชาชนคัดค้านไม่ได้อยู่ที่ “การเดินทางในช่วงนี้” แต่เป็นเรื่องความไม่เหมาะของ “เนื้อหาในการไปดูงานแบบนี้” ต่างหาก เพราะหัวข้อหลักของการไปดูงานตลอดโปรแกรมนี้คือไป “ศึกษาสภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม” ของเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งแสดงเจตนาชัดเจนจนคนธรรมดาก็พิพากษาได้ว่าไปทำไม

    ดังนั้นในการศึกษาดูงานต่างประเทศของหน่วยงานใดก็ตาม หากตลอดการเดินทางมีการไปดูงานแบบมีเนื้อหาสาระที่จะเป็นประโยชน์จริงๆ เป็นหลักก่อน แล้ววันหยุดจะไปท่องเที่ยวบ้าง เช่นนี้ก็คงยอมรับกันได้

    2. เสียงทักท้วงเรื่องการจัดทริปดูงานต่างประเทศ “มีมาหลายปีแล้ว” ทำอย่างไรว่าจะมั่นใจได้ว่า เหตุการณ์เยี่ยงนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในปีต่อๆ ไป…ใครคือผู้รับผิดชอบ

    3. การเรียนรู้ประสบการณ์จากต่างประเทศคือเรื่องจำเป็น แต่การศึกษาดูงานที่แฝงการท่องเที่ยว คือ “คอร์รัปชัน” จากการใช้เงินและเวลาของหลวงไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน เอาเปรียบคนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ทำเช่นนั้น ทั้งเป็นการละเมิดมาตรฐานจริยธรรมที่ว่า

    “ต้องถือประโยชน์ของบ้านเมืองเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน” การจัดทริปอย่างต่อเนื่องของทุกหน่วยงาน กำลังสะท้อนสำนึกเก่าที่มองว่าเป็น “สวัสดิการ” หรือ “รางวัล” อย่างเห็นแก่ตัว รังแต่จะถูกต่อต้านจากสังคม

    4. มีวิธีที่ใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าได้ด้วยทางเลือกอื่น เช่น เชิญผู้เชี่ยวชาญให้เดินทางมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จัดประชุมออนไลน์ หรือสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรในระยะยาว ส่งผู้เกี่ยวข้องโดยตรงจำนวนหนึ่งเดินทางไปศึกษางานแล้วกลับมาถ่ายทอดอย่างครบถ้วน เป็นต้น

    บทสรุป

    ข้อมูลทริปของศาลฎีกาที่เป็นข่าวออกมาสู่สาธารณะครั้งนี้ คงไม่ใช่เอกสารที่หน่วยงานเผยแพร่ออกมาเอง แต่เป็นผลงานของ Active Citizen ที่ไม่เปิดเผยตัวตน เขาเห็นเหตุการณ์แล้วทนไม่ได้ ดังนั้นเสาหลักของประเทศทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ควรจะทำอะไรโดยคำนึงถึงการสร้างบรรทัดฐานที่ดีที่เหมาะให้กับหน่วยงานต่างๆ ในเรื่องการใช้ “เงินของแผ่นดิน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/137135&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35aLlavQIu5mRObxa3DNMx

  • ม.หอการค้าไทย ผนึก สภาองค์การนายจ้างไทยสากล ลงนาม MOU   เชื่อมการศึกษา-อุตสาหกรรม พร้อมเปิดเวทีเสวนาโลจิสติกส์ยุคคาร์บอนต่ำ

    ม.หอการค้าไทย ผนึก สภาองค์การนายจ้างไทยสากล ลงนาม MOU  เชื่อมการศึกษา-อุตสาหกรรม พร้อมเปิดเวทีเสวนาโลจิสติกส์ยุคคาร์บอนต่ำ

    วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.26 น.

    ม.หอการค้าไทย ผนึก สภาองค์การนายจ้างไทยสากล ลงนาม MOU 

    เชื่อมการศึกษา-อุตสาหกรรม พร้อมเปิดเวทีเสวนาโลจิสติกส์ยุคคาร์บอนต่ำ

    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) และสภาองค์การนายจ้างไทยสากล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อพัฒนาหลักสูตร สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และเสริมสร้างศักยภาพนักศึกษาให้พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพ โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.วีระชาติ กิเลนทอง รองอธิการบดีอาวุโส สายงานวิชาการและงานวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และนายธิติ คัณธามานนท์ ประธานสภาองค์การนายจ้างไทยสากล เป็นผู้ลงนามร่วมกัน ณ อาคาร 5 ชั้น 9 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    ความร่วมมือในครั้งนี้ครอบคลุม 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม การวิจัยเชิงนวัตกรรม การฝึกประสบการณ์วิชาชีพในรูปแบบสหกิจศึกษาและการฝึกงาน การสร้างมาตรฐานฝีมือแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน ตลอดจนการส่งเสริมการบรรยายพิเศษ การให้คำปรึกษา และการศึกษาดูงานจากสถานประกอบการจริง

    รองศาสตราจารย์ ดร.วีระชาติ กิเลนทอง รองอธิการบดีอาวุโส สายงานวิชาการและงานวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า “ความร่วมมือกับสภาองค์การนายจ้างไทยสากลในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมุ่งมั่นพัฒนาหลักสูตรและกระบวน การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้นักศึกษาของเราสามารถก้าวเข้าสู่โลกการทำงานได้อย่างมั่นใจและมีศักยภาพ”

    นายธิติ คัณธามานนท์ ประธานสภาองค์การนายจ้างไทยสากล กล่าวว่า “สภาองค์การนายจ้างไทยสากลเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติ การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะช่วยสร้างมาตรฐานด้านฝีมือแรงงาน พัฒนาศักยภาพบุคลากร และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในภาคธุรกิจ”

    เชื่อม ‘การเรียนรู้’ สู่ ‘การเปลี่ยนแปลงจริง’

    ดร.อารดา มหามิตร คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า “UTCC มีจุดยืนชัดเจนในการเป็น Practice-Based Learning การเรียนปริญญาโท และ ปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เราไม่ได้สอนแค่ทฤษฎี แต่เราเน้นให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้จริง สร้างธุรกิจจริง และสร้างผลลัพธ์ได้จริง งานสัมมนาวันนี้เราหยิบยกบริบทของภาคธุรกิจโลจิสติกส์ เรามองว่า ผู้บริหารยุคนี้ต้องเข้าใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นบนกติกาใหม่ของโลก และควรรู้ว่าใน Value Chain เราอยู่จุดใด การเตรียมตัววันนี้ ต้องมองถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น และสามารถออกแบบธุรกิจที่ทั้งแข่งขันได้และยั่งยืน”

    ผศ.ดร.นันทิ สุทธิการนฤนัย ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยมีศักยภาพด้านโลจิสติกส์สูงในระดับภูมิภาค แต่ความท้าทายสำคัญคือ ผู้บริหารเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถออกแบบระบบโลจิสติกส์ทั้งห่วงโซ่อุปทาน หลักสูตรปริญญาเอกด้านโลจิสติกส์ของ UTCC จึงถูกออกแบบให้เป็น Executive Track ที่ผสานการวิจัยและการประยุกต์ใช้จริงในองค์กร โดยเราเน้นการพัฒนาสำคัญ ได้แก่ Data-driven Logistics, Digital & AI in Supply Chain, ESG & Carbon Management, Strategic Supply Chain Design…เป้าหมายคือการสร้าง ‘ผู้นำที่คิดเป็นระบบ และประยุกต์ได้จริง’ เพื่อยกระดับองค์กรและประเทศ”

    เสวนาพิเศษ “พัฒนาศักยภาพผู้บริหารด้านโลจิสติกส์ในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ”

    นอกจากพิธีลงนามแล้วภายในงานยังจัดให้มีการเสวนาพิเศษในหัวข้อ “พัฒนาศักยภาพผู้บริหารด้านโลจิสติกส์ในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ในเวลา 14.30 – 16.00 น. โดยมีวิทยากร 3 ท่าน ได้แก่

    คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมเสวนากับคุณนาทพลินทร์ ทัศนปริชญานนท์ นักศึกษาปริญญาเอกหลักสูตรโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในหัวข้อ “นโยบาย CBAM และทิศทางเศรษฐกิจคาร์บอนโลก” เจาะลึกมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ที่มีผลต่อการส่งออกไทย โดยย้ำว่าผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตและรายงานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก

    รองศาสตราจารย์ ดร.สถาพร อมรสวัสดิ์วัฒนา รองอธิการบดีอาวุโส สายงานบริหาร มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บรรยายในหัวข้อ “บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของโลจิสติกส์ในการบริหารองค์กร” กล่าวถึงการปรับแผนยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยยกกรณีศึกษาความสำเร็จของ Zara ที่ใช้การบริหารจัดการ Supply Chain อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ทันท่วงที

    พิธีลงนาม MOU และการเสวนาในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับภาคเอกชนและองค์กรนายจ้างชั้นนำ เพื่อตอกย้ำจุดยืนในการเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตคุณภาพ พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและตลาดแรงงานยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/470456&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OxF_GmdUm6bTuiVQRRBGK