Category: วัฒนธรรม

  • ดีเดย์! สิ้นสุดมาตรการผ่อนปรน ‘เตือนก่อนปรับ’ เริ่มจับปรับจริง 1 เม.ย.69 ทั่วไทย | เดลินิวส์

    ดีเดย์! สิ้นสุดมาตรการผ่อนปรน ‘เตือนก่อนปรับ’ เริ่มจับปรับจริง 1 เม.ย.69 ทั่วไทย | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศจร.ตร.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้สั่งการในการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

    โดยด้านการจราจร ให้มุ่งเน้นการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน บังคับใช้กฎหมาย และเสริมสร้างวินัยจราจรให้กับประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งปัจจุบัน ศจร.ตร. ได้ขับเคลื่อนการดำเนินการดังกล่าว แบ่งเป็น 3 ระยะ โดยปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 1 “เตือนก่อนปรับ” ที่กำลังใช้ปฏิบัติจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้ ช่วงนี้ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของมาตรการดังกล่าว หลังจากนั้นจะเข้าสู่ระยะที่ 2 มีการบังคับใช้กฎหมายจราจรเข้มงวดขึ้น

    ซึ่งมาตรการ “เตือนก่อนปรับ” มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์และตักเตือนเพื่อสร้างการรับรู้เรื่องกฎหมายและวินัยจราจร โดยพบว่าตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา มีการว่ากล่าวตักเตือนผ่านระบบ PTM จำนวน 196,028 ครั้ง ซึ่งหลังพ้นระยะตักเตือนในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ตำรวจจราจรจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดใน 10 ข้อหาหลัก ที่เป็นสาเหตุที่มาของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

    พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า ขอเน้นย้ำให้ประชาชนตรวจสอบ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ช่วงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อสร้างสังคมการขับขี่ที่ปลอดภัยร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5720011/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L97AsswOadXvA2wAVrWUF

  • ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง รายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกปฏิบัติงานในสายสนับสนุน สังกัด ศูนย์นวัตกิจ จำนวน ๑ อัตรา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง รายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกปฏิบัติงานในสายสนับสนุน สังกัด ศูนย์นวัตกิจ จำนวน ๑ อัตรา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121865/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nNDvhAWCcaPJgudlcuQsq

  • ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง รายชื่อนักเรียนนักศึกษาที่มีสิทธิ์เข้าพักในหอพักนักเรียนนักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๘ (ภาคฤดูร้อน) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง รายชื่อนักเรียนนักศึกษาที่มีสิทธิ์เข้าพักในหอพักนักเรียนนักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๘ (ภาคฤดูร้อน) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121880/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_RAk1eKFzHjPDMnv-TKt1

  • เปิดใจ นศ.เมียนมา เมื่อมหาวิทยาลัยไทยคือทางรอด

    เปิดใจ นศ.เมียนมา เมื่อมหาวิทยาลัยไทยคือทางรอด

    เชียงใหม่กำลังกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนชาวเมียนมาที่เดินทางมาศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาภายหลังการรัฐประหารปี 2564

    นักวิชาการเสนอให้รัฐบาลไทยปรับนโยบายจาก “ตั้งรับ” เป็น “เชิงรุก” โดยมองนักศึกษาเมียนมากลุ่มนี้ เป็นโอกาสของประเทศ

    มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ 1 ในสถาบันอุดมศึกษาที่มีนักศึกษาต่างชาตินิยมเดินทางมาศึกษาต่อ โดยเฉพาะนักศึกษาจากประเทศเมียนมา ข้อมูลทางทะเบียนการศึกษาระบุว่าเยาวชนเมียนมาที่มีสถานภาพนักศึกษา ม.เชียงใหม่ ณ ปัจจุบัน มีจำนวน 696 คน ในจำนวนนี้ ศึกษาในคณะสังคมศาสตร์มากที่สุด 195 คน รองลงมาคือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ 82 คน คณะเศรษฐศาสตร์ 69 คน และ คณะวิทยาศาสตร์ 58 คน

    ภาพประกอบข่าว เปิดใจ นศ.เมียนมา เมื่อมหาวิทยาลัยไทยคือทางรอด

    ข้อมูลทะเบียนการศึกษาสะท้อนว่าจำนวนนักศึกษาเมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยหลังการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2564 จากเมื่อปี 2562 และ 2563 มีนักศึกษาเมียนมาปีละ 2 คน แต่ในปี 2564 เพิ่มเป็น 12 คน ปี 2565 จำนวน 80 คน ปี 2566 จำนวน 161 ปี 2567 จำนวน 190 และ ล่าสุดปี 2568 จำนวน 249 คน จนนักศึกษาชาวเมียนมามีมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากนักศึกษาชาวจีน

    ภาพประกอบข่าว เปิดใจ นศ.เมียนมา เมื่อมหาวิทยาลัยไทยคือทางรอด

    นี้จึงเป็นสิ่งยืนยันว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองในเมียนมา คนหนุ่มสาวชาวเมียนมาที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงแค่ผู้ใช้แรงงานเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่ม “ปัญญาชนรุ่นใหม่” ที่พยายามดิ้นรนหาทางรอดผ่านระบบการศึกษา โดยมี “เชียงใหม่” เป็นหมุดหมายสำคัญในฐานะพื้นที่ปลอดภัยและโอกาสในการสร้างอนาคตใหม่

    ทำไมต้องเชียงใหม่?

    เอ (นามสมมุติ) นักศึกษาชายชาวเมียนมารายหนึ่งเล่าว่า วิกฤตการศึกษาในเมียนมาเกิดขึ้นหลังรัฐประหาร ระบบการศึกษาในเมียนมาพังทลาย ครูเก่งๆ เข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืน ส่งผลให้คุณภาพการเรียนการสอนตกต่ำลงทุกปี

    เยาวชนเมียนมาจึงมุ่งหน้ามาเรียนที่ประเทศไทย แต่เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ ค่าครองชีพในเชียงใหม่ น่าจะตอบโจทย์มากกว่า เมื่อเมียนมาเผชิญภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ประกอบกับชื่อเสียงของ ม.เชียงใหม่ที่โดดเด่นในระดับภูมิภาค

    แต่การจะออกมาเรียนต่างประเทศในช่วงเวลานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เอ เล่าว่าเยาวชนในเมียนมาจำนวนมากต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ทำให้ไม่มีวุฒิการศึกษาตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยต้องการ การเทียบวุฒิจึงเป็นอุปสรรคใหญ่

    ภาวะเงินเฟ้อที่แย่ลงปีต่อปี ทำให้ความฝันที่จะเรียนต่อนอกประเทศริบหรี่ลงสำหรับหลายคน เงินที่ต้องใช้มีจำนวนมาก ท่ามกลางเศรษฐกิจพม่าที่กำลังล่มสลาย

    เอ (นามสมมุติ) นักศึกษาชายชาวเมียนมา

    เอ (นามสมมุติ) นักศึกษาชายชาวเมียนมา

    นอกจากเรื่องเงินแล้ว ระบบการศึกษาที่แตกต่างกันยังเป็นสิ่งที่เขาตั้งข้อสังเกต โดยเขามองว่าการศึกษาในเมียนมาเน้น “การท่องจำแบบคำต่อคำ” ใครไม่ตอบตามตำราถือว่าผิด ซึ่งขาดการส่งเสริมด้านการคิดวิเคราะห์ ต่างจากระบบที่เขาได้สัมผัสในไทย

    การเลือกตั้ง 2025: “ละครฉากใหญ่” ที่ไร้ความหวัง

    แม้จะต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียน แต่เยาวชาวชนเมียนมาก็ติดตามสถานการณ์การเมืองในบ้านเกิดอย่างต่อเนื่อง เมื่อถูหถามถึงมุมมองต่อการเลือกตั้งในเมียนมาที่ผ่านมา คำตอบที่ได้รับคือ ความขมขื่น เอ เรียกมันว่า “การแสดงที่ถูกจัดฉาก” เพื่อหลีกเลี่ยงคดีอาชญากรรมสงครามของรัฐบาลทหาร ไร้ความโปร่งใส ต่างจากการเลือกตั้งปี 2020 ที่นานาชาติยอมรับ การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกแบ่งเป็น 3 เฟส และมีการบังคับให้ประชาชนเลือกพรรค USDP ของรัฐบาลทหาร

    ทางข้างหน้า: ลี้ภัยการศึกษาและกฎหมายเกณฑ์ทหาร

    ในมุมมองของ เอ ปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ตัดสินใจไม่กลับประเทศมากที่สุดในตอนนี้คือ “กฎหมายการเกณฑ์ทหาร” ซึ่งเป็นฝันร้ายของเยาวชนพม่า

    หากกฎหมายนี้ยังไม่ถูกยกเลิก การย้ายประเทศเพื่อเรียนต่อจะยังมีต่อไปเรื่อยๆ ตอนนี้ผมยังบอกอนาคตตัวเองไม่ได้ชัดเจนนัก ขอเรียนให้จบก่อน แต่อนาคตของคนพม่าในตอนนี้มันหดหู่มาก

    สำหรับแผนในอนาคต เอ ตั้งใจจะ “อยู่ในไทยต่อ” โดยหวังว่าจะได้รับโอกาสในการฝึกงานหลังจากเรียนจบ เพราะไทยกลายเป็นบ้านหลังที่สองที่มีเครือข่ายเพื่อนร่วมชาติที่เข้มแข็ง ทำให้เขารู้สึกไม่โดดเดี่ยว และ ฝากความหวังไว้ที่ประชาคมอาเซียนและสังคมโลก ให้ยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในเมียนมาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน การสังหารหมู่ และการกดขี่ที่ประชาชนระดับรากหญ้าต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

    บี(นามสมมุติ) นักศึกษาหญิงชาวเมียนมา เป็นอีกคนที่เลือกเดินทางมาศึกษาต่อในเชียงใหม่ เธอบอกว่าเหตุผลหลักที่เลือกมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือความเชื่อมั่นในระบบการศึกษาไทยที่เธอเห็นว่า “ดีกว่าอย่างชัดเจน” เมื่อเปรียบเทียบกับเมียนมา สิ่งที่เธอประทับใจในไทยคือการสนับสนุนกิจกรรมนอกหลักสูตร ไม่ว่าจะเป็นกีฬา นาฏศิลป์ หรือดนตรี ซึ่งช่วยให้นักศึกษาได้ค้นพบศักยภาพด้านอื่น มากกว่าแค่การนั่งเรียนวิชาการเพียงอย่างเดียว

    การดิ้นรนเพื่อ “ตั๋วเรียนต่อ” และค่าครองชีพที่ต้องบริหาร

    แต่เส้นทางการมาเรียนต่อของนักศึกษาเมียนมาไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาต้องผ่านบททดสอบสากลอย่าง GED (การสอบเทียบวุฒิมัธยมศึกษาตอนปลายตามมาตรฐานสหรัฐอเมริกา) เพื่อใช้เทียบวุฒิ และต้องเผชิญกับกำแพงค่าเงินที่อ่อนค่าลงอย่างมาก

    ความท้าทายใหญ่คือเรื่องเงิน ถ้าครอบครัวไม่มีทุนพอ เราต้องขวนขวายหาทางเลือกอื่น เช่น การขอทุนการศึกษา อย่างไรก็ตามการเลือกอยู่หอพักในมหาวิทยาลัยช่วยให้เธอสามารถบริหารค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับประมาณ 4,500 บาทต่อเดือน ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่ช่วยให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาคุณภาพสูงได้มากขึ้น

    บี(นามสมมุติ) นักศึกษาหญิงชาวเมียนมา

    บี(นามสมมุติ) นักศึกษาหญิงชาวเมียนมา

    จากความแตกแยกสู่ความเข้าใจ: พลังของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในต่างแดน

    แม้จะมีสัญชาติเมียนมา แต่ บี เป็นหนึ่งในกลุ่มประชากรชาติพันธุ์ของเมียนมา ในอดีตความขัดแย้งในเมียนมา อาจทำให้แต่ละกลุ่มแยกกันอยู่และไม่เข้าใจกัน แต่การมาอยู่ที่เชียงใหม่กลับกลายเป็น “จุดนัดพบ” ที่ทำให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี ในเชียงใหม่มีเครือข่ายเยาวชนเมียนมาที่เข้มแข็ง มีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมทางสังคมและการเมืองร่วมกัน

    การมาเรียนที่นี่ทำให้เธอได้พบปะเพื่อนต่างชาติพันธุ์ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยน จนนำไปสู่ความเข้าใจกันมากกว่าตอนที่อยู่ในประเทศตัวเอง

    ภาพประกอบข่าว เปิดใจ นศ.เมียนมา เมื่อมหาวิทยาลัยไทยคือทางรอด

    วิกฤตความมืดมน และความหวังที่จะ “กลับบ้าน”

    เมื่อพูดถึงการเลือกตั้งที่ผ่านมา เธอให้ทัศนะอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็น “การเลือกตั้งปลอม” ที่จัดทำขึ้นเพียงเพื่อรักษาอำนาจทหาร และเป็นการกระทำที่ไร้ความเคารพต่อเจตจำนงของประชาชน

    ถ้าคนบ้ายังอยู่ต่อ ประเทศก็ไม่มีวันสว่างขึ้น และความสงบสุขจะไม่มีวันกลับมา

    สำหรับอนาคตส่วนตัว แม้เธอจะมองว่าเยาวชนเมียนมาหลายคนเริ่มหมดหวังและอาจกลายเป็น “รุ่นที่สูญหาย”จากความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่เธอยังคงเก็บความหวังลึกๆ ไว้ว่า “จะกลับไปพัฒนาชุมชนในเมียนมา” หากสถานการณ์นิ่งพอ แต่ในระหว่างรอ การหางานที่มั่นคงในไทยเพื่อประคองชีวิตจึงเป็นแผนสำรองที่จำเป็นที่สุด

    นี้ คือเสียงสะท้อนของเยาวชนเมียนมา ที่เชื่อว่า “การศึกษา” คือเครื่องมือเดียวที่จะช่วยเตรียมความพร้อมให้กับพวกเขา เพื่อรอวันที่บ้านเกิดจะเปิดรับพลังจาก “คนรุ่นใหม่” กลับไปฟื้นฟูประเทศอีกครั้ง

    รศ.ดร.อัมพร จิรัฐติกร อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ติดตามสถานการณ์การเมืองเมียนมาอย่างใกล้ชิด กล่าวถึงฉากทัศน์การเมืองเมียนมาหลังเลือกตั้ง วิกฤตการศึกษา และโอกาสของประเทศไทยในการปรับตัวเพื่อรับมือกับ “มันสมอง” ของเพื่อนบ้าน

    ทางสองแพร่งการเมืองเมียนมา: เดิมพันอนาคตบนเก้าอี้ผู้นำ

    รศ.ดร.อัมพร จิรัฐติกร อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    รศ.ดร.อัมพร จิรัฐติกร อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    รศ.ดร.อัมพร มองว่าสถานการณ์ทางการเมืองของเมียนมาหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แม้พรรค USDP จะคว้าชัยชนะ แต่ทิศทางของประเทศยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นมี 2 รูปแบบหลัก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ

    1. การสืบต่ออำนาจของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย

    หากผู้นำสูงสุดยังคงเลือกกุมบังเหียนในตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไปด้วยตนเอง เชื่อว่าเมียนมาจะตกอยู่ในสภาวะ “หยุดนิ่งและถดถอย” เนื่องจากปัญหาที่รุมล้อมจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และจะไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ยกเว้นเพียงจีนและรัสเซีย ซึ่งการยอมรับในวงแคบเช่นนี้ไม่ส่งผลบวกต่อการฟื้นฟูประเทศในระยะยาว

    2. พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เลือกโมเดล “ที่ปรึกษาแห่งรัฐ”

    อีกทางเลือกหนึ่งคือการที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ยอมถอยฉากมาอยู่เบื้องหลังในฐานะ “ที่ปรึกษาแห่งรัฐ” (คล้ายกับรูปแบบที่อองซานซูจีเคยทำ) แล้วเปิดทางให้มีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งแทน

    ผลดี จะช่วยให้เมียนมากลับมามีที่ยืนในการประชุมสุดยอดอาเซียนอีกครั้ง หลังจากที่เก้าอี้ถูกเว้นว่างมานาน และ เป็นรูปแบบที่ทั้งจีนและไทยต้องการ เพื่อให้เมียนมามีเสถียรภาพในระดับที่ “พอรับได้” แต่ความท้าทายยังคงไม่สามารถฟันธงได้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์จะยอมรับโมเดลนี้หรือไม่ และจะช่วยลดความขัดแย้งในประเทศได้จริงเพียงใด

    วิกฤตศรัทธาและการศึกษา: เมื่อ “สมอง” ของเมียนมาไหลเข้าสู่ไทย

    ภาพประกอบข่าว เปิดใจ นศ.เมียนมา เมื่อมหาวิทยาลัยไทยคือทางรอด

    ส่วนในมิติของการศึกษา เมียนมากำลังเผชิญกับจุดตกต่ำที่สุด ผลจากการรัฐประหารทำให้อาจารย์และครูจำนวนมาก ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่ทำอารยะขัดขืน (CDM) ต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยหรือหลบซ่อนตัว ส่งผลให้ระบบมหาวิทยาลัยของเมียนมาหลุดออกจากทำเนียบ 1,000 อันดับแรกของโลกอย่างสิ้นเชิง

    นักศึกษาพม่าโหยหาการศึกษาอย่างมาก พวกเขาเก่ง มีวินัย และภาษาอังกฤษดีเยี่ยม นี่คือทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าที่กำลังไหลเข้ามาในไทย

    สำหรับคนรุ่นใหม่ในเมียนมา ไทยกลายเป็น “ทางเลือกที่เป็นจริงได้มากที่สุด” เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นหรือเกาหลีที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงและกำแพงภาษาที่ยากกว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นนักศึกษาเมียนมาตบเท้าเข้าสู่มหาวิทยาลัยไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    ข้อเสนอแนะนโยบายเชิงรุก: เปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น “พลังส่งเสริมเศรษฐกิจ”

    รศ.ดร.อัมพร มองว่าแทนที่รัฐบาลไทยจะใช้นโยบายแบบ “ตั้งรับ” เพียงอย่างเดียว จะเป็นไปได้หรือไม่ ในการมีมาตรการอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มคนชั้นกลางและปัญญาชนเมียนมาที่ต้องการเข้ามาศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากแรงงานอพยพทั่วไป พวกเขามีกำลังซื้อ หลักสูตรนานาชาติในไทยมีราคาสูง ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้จะไหลเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยและเศรษฐกิจไทยโดยตรง

    นอกจากนี้ ยังช่วยยกระดับคุณภาพห้องเรียน การมีนักศึกษาเมียนมาที่ตั้งใจเรียนและเก่งภาษาอังกฤษ จะช่วยกระตุ้นให้นักศึกษาไทยเกิดการแลกเปลี่ยนและพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน มหาวิทยาลัยคือพื้นที่ปลอดภัย การอำนวยความสะดวกด้านวีซ่านักศึกษาจะช่วยรักษา “มันสมอง” เหล่านี้ไว้ในภูมิภาค

    หากไทยสามารถปรับเปลี่ยนมุมมองจากการมองผู้ลี้ภัยเป็นภาระ มาเป็นการเปิดประตูรับปัญญาชนเมียนมาอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงแต่จะเป็นการช่วยเพื่อนบ้านในยามวิกฤต แต่ยังเป็นการสร้างประโยชน์ร่วมกัน แบบ Win-Win ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการศึกษาของไทยในระยะยาว

    รายงาน : พยุงศักดิ์ ศรีวิชัย ผู้สื่อข่าวอาวุโสไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503802&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HUgUw72s6Z2oYVU9o8I15

  • เปิดคะแนนสอบ “จางหลิงเฮ่อ” ครูมัธยมใช้เป็นสื่อการสอน ป้องกันเด็กมีรักในวัยเรียน

    เปิดคะแนนสอบ “จางหลิงเฮ่อ” ครูมัธยมใช้เป็นสื่อการสอน ป้องกันเด็กมีรักในวัยเรียน

    อะไรใหม่ๆ ครูมัธยมเปิดคะแนนสอบของ “จางหลิงเฮ่อ” ใช้เป็นสื่อการสอน ป้องกันเด็กมีรักในวัยเรียน 

    กลายเป็นไวรัลในโลกโซเชียลจีนเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 หลังจากครูระดับมัธยมศึกษาท่านหนึ่งในเมืองถงเหริน มณฑลกุ้ยโจว ได้งัดกลยุทธ์เด็ดในการสอนนักเรียนเรื่อง “การป้องกันการมีความรักก่อนวัยอันควร” โดยไม่ได้ใช้การเทศนาแบบเดิมๆ แต่กลับเปิดคลิปวิดีโอเดินแบบและเผยแพร่ผลคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยของ “จางหลิงเฮ่อ” (Zhang Linghe) นักแสดงหนุ่มชื่อดังระดับแถวหน้าของจีน จนชาวเน็ตต่างพากันเอ็นดูและแซวว่าเจ้าตัวคงยังไม่รู้ตัวว่ามีประโยชน์ในด้านนี้ด้วย

    จางหลิงเฮ่อสมัยเรียน

    ภายในคลิปวิดีโอที่มีการแชร์ต่อกัน ครูได้เปิดภาพลักษณ์อันโดดเด่นของจางหลิงเฮ่อบนรันเวย์ ก่อนจะสลับหน้าจอไปที่ “ใบแสดงผลการเรียน” ระดับอัจฉริยะในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (Gaokao) ปี 2016 ของมณฑลเจียงซู ซึ่งเผยให้เห็นคะแนนที่น่าทึ่ง ดังนี้

    • วิชาคณิตศาสตร์: ทำได้ 182 คะแนน จากคะแนนเต็ม 200 คะแนน
    • คะแนนรวม: 378 คะแนน จากคะแนนเต็ม 480 คะแนน
    • วิชาเลือกฟิสิกส์และเคมี: คว้าเกรดสูงสุด A+ ทั้งสองวิชา

    ด้วยผลคะแนนที่แข็งแกร่งนี้ ทำให้เขาสามารถเข้าศึกษาต่อในสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าและระบบอัตโนมัติ มหาวิทยาลัยครูหนานจิง (Nanjing Normal University) ซึ่งถือเป็นคณะและมหาวิทยาลัยชั้นนำ

    ไม่ใช่แค่การอวยดารา แต่เป็นการสร้างมาตรฐาน “ไอดอลคุณภาพ”

    การนำเสนอของครูท่านนี้ไม่ใช่เพียงการแนะนำดาราคนโปรด แต่เป็นการสอนเพื่อให้นักเรียนเห็นภาพชัดเจนว่าคนที่เป็น “ที่สุด” นั้นมีศักยภาพเป็นอย่างไร เมื่อข้อมูลด้านความสวยงามและระดับสติปัญญาปรากฏพร้อมกันบนหน้าจอ นักเรียนจึงสัมผัสได้ทันทีว่า ความหล่อเหลาเป็นเพียงเปลือกนอก แต่เบื้องหลังความสำเร็จคือทักษะด้านคณิตศาสตร์ที่เกือบเต็มและความเป็นเด็กสายวิทย์ตัวจริง

    ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชมวิธีของครูรายนี้ โดยระบุว่า “วิธีนี้เด็ดขาดมาก” ซึ่งข้อความที่ครูต้องการสื่อสารนั้นชัดเจนมาก คือแทนที่จะวอกแวกไปกับความรักก่อนวัยอันควร ควรหันมาโฟกัสที่การพัฒนาตนเอง เพื่อให้ในอนาคตตนเองคู่ควรกับสังคมและคนเก่งๆ ที่มีคุณภาพ

    บทเรียนที่มากกว่าคำสั่งสอน

    เหตุการณ์เล็กๆ ในห้องเรียนนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนของการศึกษาในปัจจุบันว่า การสั่งสอนเพียงคำพูดมักจะจืดชืดและไร้น้ำหนัก แต่การใช้ตัวอย่างที่จับต้องได้และเป็นสิ่งที่นักเรียนให้ความสนใจอย่าง “ดาราต้นแบบ” มาแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการเก่งทั้งภายนอกและภายใน กลับสามารถสร้างแรงบันดาลใจและแรงผลักดันจากภายในตัวนักเรียนได้ดีกว่า

    แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่า “วัคซีนป้องกันความรัก” เข็มนี้จะได้ผลชะงัดเพียงใด แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ทุกคนยิ้มได้และเห็นว่า การรณรงค์ต่อต้านการมีแฟนในวัยเรียนในยุคนี้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างสร้างสรรค์และมีชั้นเชิงอย่างยิ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9880154/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gEqut2QUXC7K3L4EfHgsC

  • แฉทริปศึกษาดูงานต่างประเทศย้อนหลัง 10 ปี ถลุงงบฯกว่า 2.5 พันล้าน

    แฉทริปศึกษาดูงานต่างประเทศย้อนหลัง 10 ปี ถลุงงบฯกว่า 2.5 พันล้าน

    แฉทริปศึกษาดูงานต่างประเทศย้อนหลัง 10 ปี ถลุงงบฯกว่า 2.5 พันล้าน

    ต่อกรณีที่ผู้บริหารสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม ได้ประกาศยกเลิกทริปเดินทางไปดูงานแถบยุโรปของคณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ตามที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อยู่ขณะนี้ นั้น  ตนชื่นชมในความกล้าหาญ ยึดมั่นธรรมาภิบาลและแสดงตนเป็นแบบอย่างที่ดี จึงขอสนับสนุนให้ศาลยุติธรรมได้ต่อยอดการตัดสินใจเฉพาะกิจครั้งนี้ ด้วยการทบทวนนโยบาย แนวปฏิบัติเรื่องการเดินทางดูงาน หรือการประชุมให้เกิดความรัดกุม เคร่งครัด โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าเงินของประชาชน ยึดหลักธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง อันจะกลายเป็นต้นแบบสำคัญให้หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ นำไปเป็นแนวปฏิบัติต่อไปได้ ถือว่าเป็นการแสดงความเป็นผู้นำและแสดงบทบาทของศาลที่เป็นสถาบันที่พึ่งของประชาชนได้ในอีกมิติหนึ่ง 

    “ข้อมูลทริปของศาลฎีกาที่เป็นข่าวออกมาสู่สาธารณะครั้งนี้ คงไม่ใช่เอกสารที่หน่วยงานเผยแพร่ออกมาเอง แต่เป็นผลงานของ Active Citizen ที่ไม่เปิดเผยตัวตน เขาเห็นเหตุการณ์แล้วทนไม่ได้ ดังนั้นเสาหลักของประเทศทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ควรจะทำอะไรโดยคำนึงถึงการสร้างบรรทัดฐานที่ดีที่เหมาะให้กับหน่วยงานต่างๆ ในเรื่องการใช้เงินของแผ่นดิน”

    นอกจากนั้น นายมานะ ยังได้ตั้งข้อสังเกตที่สำคัญเป็นข้อๆ ว่า  ประเด็นสำคัญที่ประชาชนคัดค้านไม่ได้อยู่ที่ “การเดินทางในช่วงนี้” แต่เป็นเรื่องความไม่เหมาะของ “เนื้อหาในการไปดูงานแบบนี้” ต่างหาก เพราะหัวข้อหลักของการไปดูงานตลอดโปรแกรมนี้คือไป “ศึกษาสภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม” ของเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งแสดงเจตนาชัดเจนจนคนธรรมดาก็พิพากษาได้ว่าไปทำไม  ดังนั้นในการศึกษาดูงานต่างประเทศของหน่วยงานใดก็ตาม หากตลอดการเดินทางมีการไปดูงานแบบมีเนื้อหาสาระที่จะเป็นประโยชน์จริงๆ เป็นหลักก่อน แล้ววันหยุดจะไปท่องเที่ยวบ้าง เช่นนี้ก็คงยอมรับกันได้

    เสียงทักท้วงเรื่องการจัดทริปดูงานต่างประเทศ “มีมาหลายปีแล้ว” ทำอย่างไรว่าจะมั่นใจได้ว่า เหตุการณ์เยี่ยงนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในปีต่อๆ ไป…ใครคือผู้รับผิดชอบ

    การเรียนรู้ประสบการณ์จากต่างประเทศคือเรื่องจำเป็น แต่การศึกษาดูงานที่แฝงการท่องเที่ยว คือ “คอร์รัปชัน” จากการใช้เงินและเวลาของหลวงไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน เอาเปรียบคนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ทำเช่นนั้น ทั้งเป็นการละเมิดมาตรฐานจริยธรรมที่ว่า “ต้องถือประโยชน์ของบ้านเมืองเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน” การจัดทริปอย่างต่อเนื่องของทุกหน่วยงาน กำลังสะท้อนสำนึกเก่าที่มองว่าเป็น “สวัสดิการ” หรือ “รางวัล” อย่างเห็นแก่ตัว รังแต่จะถูกต่อต้านจากสังคม

    มีวิธีที่ใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าได้ด้วยทางเลือกอื่น เช่น เชิญผู้เชี่ยวชาญให้เดินทางมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จัดประชุมออนไลน์ หรือสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรในระยะยาว ส่งผู้เกี่ยวข้องโดยตรงจำนวนหนึ่งเดินทางไปศึกษางานแล้วกลับมาถ่ายทอดอย่างครบถ้วน เป็นต้น

    *หมายเหตุ  คำนวณจากค่าเฉลี่ยกลางที่ 25 บ./มื้อ  งบ 250 ล้านบาท จึงสามารถจัดอาหารให้เด็กตามเกณฑ์ รร.ในสังกัด สพฐ.ได้ 10 ล้านมื้อ และโดยทั่วไปนักเรียนจะเรียนประมาณ 200 วัน/ปี หรือ  200 มื้อ/คน/ปี ด้วยงบประมาณจำนวนนี้จึงดูแลนักเรียนได้ประมาณ  5 หมื่นคนตลอด 1 ปีการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378975234&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WyS8AOELqLYBJdxLaqrND

  • “มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ” เดินหน้ายกระดับโภชนาการโรงเรียนไทยทุ่มงบ 41.45 ล้านบาท ขยายโครงการโรงอาหาร 183 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศภายใต้โครงการ ‘โภชนาการเพื่อเด็กไทย ก้าวไกลสร้างชาติ’ หนุนรากฐานสุขภาวะเด็กไทยที่มีคุณภาพ

    “มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ” เดินหน้ายกระดับโภชนาการโรงเรียนไทยทุ่มงบ 41.45 ล้านบาท ขยายโครงการโรงอาหาร 183 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศภายใต้โครงการ ‘โภชนาการเพื่อเด็กไทย ก้าวไกลสร้างชาติ’ หนุนรากฐานสุขภาวะเด็กไทยที่มีคุณภาพ

    Logo

    Loading

    Header หน้าใน - ข่าวประชาสัมพันธ์

    1. หน้าหลัก
    2. ข่าวประชาสัมพันธ์
    3. “มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ” เดินหน้ายกระดับโภชนาการโรงเรียนไทยทุ่มงบ 41.45 ล้านบาท ขยายโครงการโรงอาหาร 183 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศภายใต้โครงการ ‘โภชนาการเพื่อเด็กไทย ก้าวไกลสร้างชาติ’ หนุนรากฐานสุขภาวะเด็กไทยที่มีคุณภาพ

    “มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ” เดินหน้ายกระดับโภชนาการโรงเรียนไทยทุ่มงบ 41.45 ล้านบาท ขยายโครงการโรงอาหาร 183 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศภายใต้โครงการ ‘โภชนาการเพื่อเด็กไทย ก้าวไกลสร้างชาติ’ หนุนรากฐานสุขภาวะเด็กไทยที่มีคุณภาพ


    25/03/2569 | 9

    มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะลงนาม MOU ร่วมกับ สพฐ. สนับสนุนงบประมาณกว่า 41.45 ล้านบาท เพื่อสานต่อโครงการพัฒนาคุณภาพโภชนาการเด็กไทย


    image รูปภาพ

    image


    ข่าวประชาสัมพันธ์ที่น่าสนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/488381&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qpI0vLEPr5PI8ovUrb0kS

  • Deloitte เผยผลการศึกษา ชี้แนวทางยกระดับอุตสาหกรรมธุรกิจหลักทรัพย์ของไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Deloitte เผยผลการศึกษา ชี้แนวทางยกระดับอุตสาหกรรมธุรกิจหลักทรัพย์ของไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ดีลอยท์ เผยผลการศึกษาล่าสุด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ชี้ให้เห็นปัญหาและแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่อุตสาหกรรมธุรกิจหลักทรัพย์ของไทยกำลังเผชิญอยู่พร้อมเสนอแผนเชิงกลยุทธ์ (Roadmap) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคธุรกิจ ผ่านการควบรวมกิจการ การปรับปรุงกฎระเบียบ และการพัฒนาระบบนิเวศของตลาดทุนในภาพรวม

    รายงาน “A Study of the Brokerage Business in Thailand” ระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจหลักทรัพย์ของไทยต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากปริมาณการซื้อขายที่ลดลง อัตรากำไรที่หดตัว ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงพฤติกรรมนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมของตลาดทุนไทยยังได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่อ่อนแอ จำนวนบริษัทคุณภาพที่เข้าจดทะเบียนใหม่ในตลาดที่ยังจำกัด รวมถึงระบบนิเวศของเงินทุนเอกชนที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่

    การศึกษาครั้งนี้ อ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจเชิงปริมาณ การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม และการเปรียบเทียบกับตลาดทุนในภูมิภาค เพื่อประเมินความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรม และระบุโอกาสในการสร้างระบบนิเวศตลาดทุนที่มีความแข็งแกร่งและยั่งยืนมากขึ้น

    ประเด็นสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมธุรกิจหลักทรัพย์ไทย ได้แก่

    • อุตสาหกรรมธุรกิจหลักทรัพย์ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้าง– ธุรกิจหลักทรัพย์ของไทยเผชิญความท้าทายจากปริมาณการซื้อขายที่ลดลง อัตรากำไรที่หดตัว ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงพฤติกรรมนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน บริษัทหลักทรัพย์จำนวนมากยังมีขนาดธุรกิจค่อนข้างเล็ก ทำให้มีข้อจำกัดในการลงทุนด้านเทคโนโลยี บุคลากร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เมื่อเทียบกับบริษัทหลักทรัพย์ในตลาดที่มีการพัฒนาแล้ว
    • การควบรวมกิจการเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม– การควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) สามารถช่วยลดความกระจัดกระจายของอุตสาหกรรม เสริมความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเอื้อให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการลดจำนวนโบรกเกอร์ แต่คือการสร้างบริษัทหลักทรัพย์ที่มีความแข็งแกร่งและมีคุณภาพมากขึ้น
    • การปฏิรูปตลาดทุนต้องดำเนินควบคู่ในระดับระบบนิเวศ– การปรับโครงสร้างธุรกิจหลักทรัพย์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการฟื้นฟูตลาดทุน จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กับการยกระดับการคุ้มครองผู้ลงทุน การพัฒนาระบบนิเวศของเงินทุนเอกชน การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของตลาด และการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มการมีส่วนร่วมของนักลงทุน

    “ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งจากปริมาณการซื้อขายที่ลดลง อัตรากำไรที่หดตัว และจำนวนบริษัทหลักทรัพย์ที่มีมาก โดยเฉพาะผู้เล่นรายเล็กที่ยังขาดขนาดหรือทรัพยากรในการลงทุนด้านเทคโนโลยีและบุคลากรให้ทันกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน เรากำลังอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม และจำเป็นต้องกำหนดทิศทางอนาคตอย่างรอบคอบ งานวิจัยฉบับนี้จึงเปรียบเสมือนเข็มทิศในการนำทางการตัดสินใจดังกล่าว” นายบุญสม จารุศิริธรางกูร พาร์ทเนอร์บริการด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยง และธุรกรรมรายการ ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าว

    รายงานนี้ยังเน้นย้ำว่า การควบรวมกิจการควรเกิดขึ้นภายใต้กรอบที่มีการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม ไม่ใช่การบังคับ โดยกฎระเบียบควรเอื้อต่อการสร้างขนาดธุรกิจที่เหมาะสมในเชิงเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายเล็ก ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และผู้ให้บริการดิจิทัลสามารถแข่งขันในตลาดเฉพาะกลุ่มได้

    “การควบรวมกิจการจะเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม ช่วยยกระดับประสิทธิภาพและเสริมสร้างศักยภาพของบริษัทหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายไม่ใช่เพียงการลดจำนวนผู้ประกอบการ แต่คือการสร้างผู้เล่นที่แข็งแกร่งและมีคุณภาพมากขึ้น” ดร. เมธินี จงสฤษดิ์หวัง กรรมการผู้จัดการ ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าว

    นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมหลักทรพย์แล้ว รายงานยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการยกระดับระบบนิเวศตลาดทุนไทยในภาพรวม โดยการมีส่วนร่วมของนักลงทุนที่ลดลง ความเชื่อมั่นที่อ่อนตัว และจำนวนบริษัทจดทะเบียนใหม่ที่จำกัด ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการควบรวมตัวกลางเพียงอย่างเดียว

    เพื่อสนับสนุนการพัฒนาในระยะยาว การศึกษานี้เสนอ 6 แนวทางสำคัญ อาทิ การปรับกรอบกำกับดูแลสู่แนวทางที่ยึดหลักการ (principles-based) มากขึ้น การพัฒนาระบบนิเวศ Private Equity และ Venture Capital การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตลาด การเสริมความเข้มแข็งด้านการคุ้มครองนักลงทุน และการส่งเสริมความรู้ทางการเงินในระดับประเทศ

    “อุตสาหกรรมหลักทรัพย์ของไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงข้อจำกัด แต่ยังเป็นโอกาสในการปฏิรูปครั้งสำคัญในทุกมิติ ทั้งการควบรวมอุตสาหกรรม การพัฒนากฎระเบียบ และการยกระดับระบบนิเวศตลาดทุนโดยรวม หากทุกภาคส่วนสามารถขับเคลื่อนร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ตลาดทุนไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โปร่งใส และสามารถแข่งขันได้มากขึ้นในทศวรรษข้างหน้า” ดร.เมธินี กล่าว

    ดร. เมธินี กล่าวสรุปว่า หากสามารถดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวได้สำเร็จ ภายในปี 2573 ประเทศไทยจะมีระบบนิเวศโบรกเกอร์ที่มีขนาดเล็กลงแต่มีศักยภาพสูงขึ้น ทำงานอยู่ในตลาดทุนที่มีความลึกและได้รับความไว้วางใจมากขึ้น โดยมีทั้งผู้เล่นรายใหญ่และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สมดุล นักลงทุนที่มีความเชื่อมั่นและบริษัทที่รอเข้าระดมทุน ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ตลาดทุนไทยช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ

    “รายงานวิจัยฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการวิเคราะห์ ‘สถานะปัจจุบัน’ ของตลาดทุนไทย แต่ยังมองไปข้างหน้าเพื่อออกแบบ ‘เส้นทางการเปลี่ยนผ่าน’ ของตลาดทุนไทยสู่ปี 2030 อย่างเป็นรูปธรรม” นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการ CMDF กล่าว

    “ข้อค้นพบสำคัญคือ การพัฒนาตลาดทุนไทยไม่สามารถพึ่งพาการควบรวมหรือการลดจำนวนผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องดำเนินไปอย่างบูรณาการในหลายมิติ ทั้งการปรับบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล จากผู้กำกับดูแลเชิงขั้นตอน (procedural gatekeeper) ไปสู่ ‘ผู้เอื้อให้เกิดการพัฒนา’ (enabler of development) การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานร่วมของตลาด การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเสริมสร้างระบบคุ้มครองผู้ลงทุน ตลอดจนการพัฒนาความรู้ทางการเงินของประชาชนอย่างเป็นระบบในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง”

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูรายงานฉบับเต็มได้ที่ลิงก์นี้: https://www.deloitte.com/southeast-asia/en/Industries/financial-services/perspectives/study-of-brokerage-business-th.html

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/25/628373/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11GpvH8kVwlTEuzb9TfiMy

  • สุดยอดน้ำใจ “คุณยายกัลยา” แฟนข่าวท็อปนิวส์ เดินทางมอบเงินกว่า 2 แสนบาท ผ่าน “มูลนิธิยังมีเรา” สนับสนุนโครงการ “สานฝันการศึกษา” | TOPNEWS

    สุดยอดน้ำใจ “คุณยายกัลยา” แฟนข่าวท็อปนิวส์ เดินทางมอบเงินกว่า 2 แสนบาท ผ่าน “มูลนิธิยังมีเรา” สนับสนุนโครงการ “สานฝันการศึกษา” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 25/03/2026 13:04

    คุณยายกัลยา แฟนข่าวท็อปนิวส์ มอบเงิน 260,000 บาท ผ่านมูลนิธิยังมีเรา ถือโอกาสทำบุญวาระเดือนเกิด มอบทุนการศึกษาเยาวชน และกิจกรรมสาธารณะประโยชน์

    สุดยอดน้ำใจ “คุณยายกัลยา” แฟนข่าวท็อปนิวส์ เดินทางมอบเงินกว่า 2 แสนบาท ผ่าน “มูลนิธิยังมีเรา” สนับสนุนโครงการ “สานฝันการศึกษา” – Top News รายงาน

    เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. คุณยายกัลยา พัฒนะเอนก วัย 89 ปี พร้อมครอบครัว ซึ่งเป็นแฟนข่าวท็อปนิวส์ตัวยง เดินทางจากบ้านพักใกล้กับห้างเซ็นทรัลบางนา มาบริจาคเงิน จำนวน 260,000 บาท ให้กับ มูลนิธิยังมีเรา ผ่านคุณธีระ ธัญไพบูลย์ ผู้ประกาศข่าวท็อปนิวส์ เพื่อส่งเสริมบุญกุศลในโอกาสเดือนมีนาคม เป็นเดือนเกิด โดยแบ่งจำนวนเงินตามวัตถุประสงค์ ดังนี้

    1. มอบเป็นทุนการศึกษา โครงการ สานฝันการศึกษา 2569
    – ทุนละ 10,000 บาท จำนวน 10 ทุน
    – ทุนละ 6,000 บาท จำนวน 10 ทุน
    2. มอบเพื่อใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆของทางมูลนิธิยังมีเรา เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท
    รวมบริจาคเป็นจำนวนทั้งสิ้น 260,000 บาท

    ทางมูลนิธิยังมีเรา สถานีข่าวท็อปนิวส์ขออำนวยพรบุญกุศลจากการบริจาคสนับสนุนด้านการศึกษาของเยาวชนในครั้งนี้ ส่งผลบุญให้คุณยายกัลยา พัฒนะเอนก ได้มีสุขภาพแข็งแรง ครอบครัวเจริญรุ่งเรืองต่อไป

    002

    “GULF” ผนึก “AGIBOT” ร่วมมือศึกษาการประยุกต์ใช้ Embodied AI ในภาคธุรกิจไทย

    เทศบาลเมืองปากพนังจัดพิธีมอบวุฒิบัตรนักเรียน 3 ระดับชั้น ประจำปีการศึกษา 2568

    สทนช. เร่งบิ๊กโปรเจกต์ “คลองระบายน้ำหลาก ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย” ตั้งเป้าเริ่มสร้างปี 70 แก้น้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

    “นันทิวัฒน์” ซัดสหรัฐ แฉแผนลวงโลก “ทรัมป์” คุยทิพย์ อ้างเจรจา “อิหร่าน” เจตนาปั่นราคาพลังงาน “นันทิวัฒน์” ซัดสหรัฐ แฉแผนลวงโลก “ทรัมป์” คุยทิพย์ อ้างเจรจา “อิหร่าน” เจตนาปั่นราคาพลังงาน

    ผู้ว่าฯ อุตรดิตถ์ คิกออฟกำจัดหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน การันตีคุณภาพลับแลไร้หนอน

    บช.ทท.บุกทลายบ้านหรูพัทยา รวบ 43 ชาวอินเดีย เปิดเว็บพนัน เงินหมุนเวียน 1.6 พันล้านต่อปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1526925&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Vkvr1UyokjSTMEC3c-t23

  • ผงะ! ประธานองค์กรต้านโกงเผยตัวเลขดูงานต่างประเทศย้อนหลัง 10 ปีผลาญงบกว่า 2,500 ล้าน

    ผงะ! ประธานองค์กรต้านโกงเผยตัวเลขดูงานต่างประเทศย้อนหลัง 10 ปีผลาญงบกว่า 2,500 ล้าน

    25 มี.ค.2569 – นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “หยุดทริปศึกษาดูงานต่างประเทศที่แฝงท่องเที่ยว” ระบุว่า ทราบหรือไม่!! เมื่อค้นข้อมูลใน ACT Ai โดยพิมพ์คำว่า “ศึกษาดูงานต่างประเทศ” จะพบว่าตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2568 หน่วยงานของรัฐจัดทริปดูงานต่างประเทศมากถึง 928 โครงการ หมดเงินไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 250 ล้านบาท (ช่วงปี 2563 – 2565 ไม่มีการเดินทางเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด) โดยพบว่าเคยมีโครงการที่ใช้งบสูงสุดถึง 20.8 ล้านบาทในการไปดูงานคณะเดียว

    จุดหมายปลายทางยอดนิยมเช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ออสเตรีย ญี่ปุ่น (ฮอกไกโด) เกาหลี ฯลฯ

    จากการสืบค้นยังพบว่า กิจกรรมประเภทนี้ถูกจัดโดยหน่วยงานของรัฐทุกประเภททั้งรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรม หน่วยราชการ ทหารตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ แต่ละแห่งใช้งบมากน้อยต่างกัน
    และอาจเป็นเพราะมีการ “ใช้ชื่อโครงการแตกต่างกัน” จึงทำให้ระบบตรวจไม่เจอโครงการทั้งหมด เช่น ศึกษาดูงาน การฝึกอบรมและดูงานนอกสถานที่ การพัฒนาศักยภาพ การเข้าร่วมการประชุมนานาชาติ โครงการแลกเปลี่ยน เป็นต้น

    ขอชื่นชมในความกล้าหาญ ยึดมั่นธรรมาภิบาลและแสดงตนเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้บริหารสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม ที่ประกาศยกเลิกทริปเดินทางไปดูงานแถบประเทศยุโรปของคณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ตามที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อยู่ขณะนี้

    ขอสนับสนุนให้ศาลยุติธรรมได้ต่อยอดการตัดสินใจเฉพาะกิจครั้งนี้ ด้วยการทบทวนนโยบาย แนวปฏิบัติเรื่องการเดินทางดูงานหรือการประชุมให้เกิดความรัดกุม เคร่งครัด คำนึงถึงความคุ้มค่าเงินของประชาชน ยึดหลักธรรมมาภิบาลที่เข้มแข็ง อันจะกลายเป็นต้นแบบสำคัญให้หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ นำไปเป็นแนวปฏิบัติต่อไปได้
    ถือว่าเป็นการแสดงความเป็นผู้นำและแสดงบทบาทของศาลที่เป็นสถาบันที่พึ่งของประชาชนได้ในอีกมิติหนึ่ง
    ขอตั้งข้อสังเกตที่สำคัญ ดังนี้ ..

    1. ประเด็นสำคัญที่ประชาชนคัดค้านไม่ได้อยู่ที่ “การเดินทางในช่วงนี้” แต่เป็นเรื่องความไม่เหมาะของ “เนื้อหาในการไปดูงานแบบนี้” ต่างหาก เพราะหัวข้อหลักของการไปดูงานตลอดโปรแกรมนี้คือไป “ศึกษาสภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม” ของเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งแสดงเจตนาชัดเจนจนคนธรรมดาก็พิพากษาได้ว่าไปทำไม

    ดังนั้นในการศึกษาดูงานต่างประเทศของหน่วยงานใดก็ตาม หากตลอดการเดินทางมีการไปดูงานแบบมีเนื้อหาสาระที่จะเป็นประโยชน์จริงๆ เป็นหลักก่อน แล้ววันหยุดจะไปท่องเที่ยวบ้าง เช่นนี้ก็คงยอมรับกันได้

    2. เสียงทักท้วงเรื่องการจัดทริปดูงานต่างประเทศ “มีมาหลายปีแล้ว” ทำอย่างไรว่าจะมั่นใจได้ว่า เหตุการณ์เยี่ยงนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในปีต่อๆ ไป…ใครคือผู้รับผิดชอบ

    3. การเรียนรู้ประสบการณ์จากต่างประเทศคือเรื่องจำเป็น แต่การศึกษาดูงานที่แฝงการท่องเที่ยว คือ “คอร์รัปชัน” จากการใช้เงินและเวลาของหลวงไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน เอาเปรียบคนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ทำเช่นนั้น ทั้งเป็นการละเมิดมาตรฐานจริยธรรมที่ว่า

    “ต้องถือประโยชน์ของบ้านเมืองเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน” การจัดทริปอย่างต่อเนื่องของทุกหน่วยงาน กำลังสะท้อนสำนึกเก่าที่มองว่าเป็น “สวัสดิการ” หรือ “รางวัล” อย่างเห็นแก่ตัว รังแต่จะถูกต่อต้านจากสังคม

    4. มีวิธีที่ใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าได้ด้วยทางเลือกอื่น เช่น เชิญผู้เชี่ยวชาญให้เดินทางมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จัดประชุมออนไลน์ หรือสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรในระยะยาว ส่งผู้เกี่ยวข้องโดยตรงจำนวนหนึ่งเดินทางไปศึกษางานแล้วกลับมาถ่ายทอดอย่างครบถ้วน เป็นต้น

    บทสรุป…

    ข้อมูลทริปของศาลฎีกาที่เป็นข่าวออกมาสู่สาธารณะครั้งนี้ คงไม่ใช่เอกสารที่หน่วยงานเผยแพร่ออกมาเอง แต่เป็นผลงานของ Active Citizen ที่ไม่เปิดเผยตัวตน เขาเห็นเหตุการณ์แล้วทนไม่ได้ ดังนั้นเสาหลักของประเทศทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ควรจะทำอะไรโดยคำนึงถึงการสร้างบรรทัดฐานที่ดีที่เหมาะให้กับหน่วยงานต่างๆ ในเรื่องการใช้ “เงินของแผ่นดิน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/968972/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wE7e-tM3Gx-7Qf4sivfAz