Category: วัฒนธรรม

  • เกิดมาจน = แพ้ตั้งแต่ต้น? ‘เด็กไทยยากจน’ เข้าถึงการศึกษา น้อยกว่า ‘เด็กมีฐานะ’ 11 เท่า

    เกิดมาจน = แพ้ตั้งแต่ต้น? ‘เด็กไทยยากจน’ เข้าถึงการศึกษา น้อยกว่า ‘เด็กมีฐานะ’ 11 เท่า

    ประเทศไทย นอกจากจะมีวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนานแล้ว เรายังมี ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ที่ฝังรากลึกมานานนับทศวรรษด้วย

    education

    จากฐานข้อมูลของ ‘World Inequality Database’ ตลอดปี 2011-2023 พบว่า ประเทศไทยมีระดับความเหลื่อมล้ำอยู่ในเกณฑ์สูง เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีบริบททางเศรษฐกิจและสังคมใกล้เคียงกัน

    World Inequality Database นำรายได้ของประชากรที่มีรายได้สูงที่สุดร้อยละ 10 (Top 10) มาเทียบกับกลุ่มที่มีรายได้ต่ำที่สุดร้อยละ 50 (Bottom 50) ของประเทศ ซึ่งผลออกมาว่า ไทยมีอัตราส่วนอยู่ที่ 4.41 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน (4.19 เท่า) เสียอีก

    หากมาเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างนอร์เวย์และสวีเดนที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำที่สุดในโลก ก็ยิ่งเห็นถึงความแตกต่างได้ชัด เพราะทั้งสองประเทศมีอัตราส่วนรายได้ของ Top 10 ต่อ Bottom 50 เฉลี่ยเพียง 1.22 เท่าเท่านั้น

    รายจ่ายเกินครึ่งของคนยากจนคือค่าปัจจัยพื้นฐาน ส่วนคนรวยใช้เงินส่วนใหญ่ไปกับเรื่องอื่น

    ‘สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ’ หรือ ‘สภาพัฒน์’ เผยว่า ในปี 2024 ประชากรไทยกลุ่มที่มี ‘รายจ่ายต่ำ’ มีค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังเน้นไปที่สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นหลัก โดยรายจ่ายมากกว่าครึ่งของกลุ่ม 20% ล่าง ถูกใช้ไปกับอาหารและเครื่องดื่ม

    กลับกัน สภาพัฒน์พบว่า กลุ่มประชากร ‘รายจ่ายสูงสุด 10% แรก’ มักใช้จ่ายไปกับสินค้าหรือบริการที่ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน เช่น ยานพาหนะ เทคโนโลยีการสื่อสาร การท่องเที่ยว บริการสุขภาพเอกชน และการศึกษาขั้นสูง

    จะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของกลุ่มประชากรรายจ่ายสูงล้วนเป็นเงินที่เสียไปเพื่อแลกกับ ‘คุณภาพชีวิต’ ที่ดี ขณะที่ประชากรรายจ่ายต่ำสามารถใช้จ่ายแค่กับปัจจัยพื้นฐานในชีวิตเท่านั้น 

    เมื่อรายได้ต่ำ รายจ่ายก็ย่อมต่ำไปด้วย และในเมื่อคนเราต้องพึ่งพาปัจจัยพื้นฐานเพื่อความอยู่รอด สิ่งที่ยกระดับคุณภาพชีวิตในแง่อื่นๆ อย่างการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ บริการสาธารณสุขที่ทันท่วงที หรือโอกาสทางการศึกษาจึงยังเป็นข้อจำกัดของกลุ่มคนยากจน

    เด็กบ้านรวยจ่ายเงินเพื่อการศึกษาสูงกว่าเด็กรายได้ต่ำเกิน 8 เท่า

    อย่างไรก็ตาม ข่าวดีในปี 2024 คือภาพรวมอัตราการเข้าเรียนของเด็กทุกกลุ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ช่องว่างระหว่างกลุ่มที่มี ‘เศรษฐฐานะ’ (สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม) สูงสุดกับต่ำสุดในการเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษายังอยู่ที่ราวๆ 11.08 เท่า

    นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา สภาพัฒน์ก็เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เพราะกลุ่มครัวเรือนเศรษฐฐานะสูงสุดมีค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลานเฉลี่ย 55,858 บาทต่อคน ขณะที่กลุ่มครัวเรือนเศรษฐฐานะต่ำสุดมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพียง 6,846 บาทต่อคน ต่างกันมากถึง 8.16 เท่า

    ด้วยเหตุนี้ เด็กที่มาจากเศรษฐฐานะต่ำจึงมีข้อจำกัดด้านการศึกษามากมาย เช่น การเลือกสถานศึกษา และการเข้าร่วมกิจกรรมเสริมศักยภาพ ซึ่งแม้รัฐบาลจะมีโครงการเรียนฟรีสนับสนุน แต่ก็ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่ช่วยยกระดับความสามารถเยาวชนเลย

    กลับกัน เด็กที่มาจากเศรษฐฐานะสูงมีโอกาสเข้าเรียนในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียง ทรัพยากรการศึกษาที่มีคุณภาพ และกิจกรรมเสริมสร้างทักษะอย่างหลากหลายมากกว่า ส่งผลให้มีโอกาสประสบความสำเร็จ ซึ่งสามารถไปต่อยอดสู่ระดับการศึกษาที่สูงขึ้นอีกได้

    สภาพัฒน์มองว่า ช่องว่างนี้ยังอยู่ในระดับที่สูงและน่าเป็นห่วง ซึ่งจะส่งผลต่อศักยภาพของเด็กๆ ในระยะยาว ทั้งในแง่การพัฒนาตนเอง การเข้าสู่ตลาดแรงงาน ไปจนถึงความสามารถในการสร้างรายได้ ทำให้สุดท้ายก็ต้องวนลูปความเหลื่อมล้ำจากรุ่นสู่รุ่นไปเรื่อยๆ

    ที่สำคัญ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยเท่านั้น เพราะหากพิจารณาแง่มุมอื่นๆ เช่น การเข้าถึงบริการสาธารณสุข สวัสดิการ และโครงสร้างพื้นฐาน สภาพัฒน์เองก็ยังเห็นความแตกต่างระหว่างชนชั้นอยู่มาก

    ดังนั้น มันถึงเวลาแล้วไหมที่รัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนจะเข้ามาช่วยผลักดันแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในไทย ให้เด็กๆ ทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีฐานะมั่นคง พร้อมเลี้ยงชีพตนเองได้

    หรือสุดท้าย ประเทศไทยก็จะวนเวียนอยู่ในวงจรความเหลื่อมล้ำแบบนี้ต่อไป?

    ที่มา: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thailand-education-inequality/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YwV7DGe6odXWvlKZS3q37

  • บ้านของเคียรอสตามีเองก็ไม่รอดพ้นจากระเบิดของผู้รุกราน…

    บ้านของเคียรอสตามีเองก็ไม่รอดพ้นจากระเบิดของผู้รุกราน…

    ▪️ อิสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความบนเครือข่าย X โดยอ้างถึงการโจมตีของสหรัฐฯ และระบอบไซออนิสต์ต่อบ้านของ อับบาส เคียรอสตามี ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิหร่านชื่อดัง เจ้าของผลงานอย่าง «บ้านเพื่อนอยู่ที่ไหน» และ «รสชาติของเชอร์รี» โดยเขาเขียนว่า:

    🔻 คุณยังจำ อับบาส เคียรอสตามี ผู้กำกับชาวอิหร่านผู้มีชื่อเสียง และผู้ชนะรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 1997 จากภาพยนตร์เรื่อง «รสชาติของเชอร์รี» ได้หรือไม่?

    🔸 แม้แต่บ้านของเขาก็ยังไม่รอดพ้นจากการถูกโจมตีด้วยระเบิดของผู้รุกรานอเมริกัน-อิสราเอล แล้วบ้านของเคียรอสตามีเป็นส่วนหนึ่งของ “ภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้น” ต่อสหรัฐฯ ด้วยหรือ?!

    🔻 ความจริงก็คือ การรุกรานทางทหารของสหรัฐฯ/อิสราเอลต่ออิหร่าน ไม่ได้เป็นเพียงสงครามต่อประเทศและแผ่นดินเท่านั้น แต่ยังเป็นสงครามต่อวัฒนธรรม อารยธรรม และอัตลักษณ์ที่หยั่งรากลึก อย่างไรก็ตาม อิหร่านจะอาศัยรากเหง้าเหล่านี้ในการทำให้ศัตรูพ่ายแพ้

  • UTCC ม.หอการค้าไทย ผนึก สภาองค์การนายจ้างไทยสากล ลงนาม MOU เชื่อมการศึกษา-อุตสาหกรรม พร้อมเปิดเวทีเสวนาโลจิสติกส์ยุคคาร์บอนต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    UTCC ม.หอการค้าไทย ผนึก สภาองค์การนายจ้างไทยสากล ลงนาม MOU เชื่อมการศึกษา-อุตสาหกรรม พร้อมเปิดเวทีเสวนาโลจิสติกส์ยุคคาร์บอนต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรุงเทพฯ – 23 มีนาคม 2569 – มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) และสภาองค์การนายจ้างไทยสากล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อพัฒนาหลักสูตร สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และเสริมสร้างศักยภาพนักศึกษาให้พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพ โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.วีระชาติ กิเลนทอง รองอธิการบดีอาวุโส สายงานวิชาการและงานวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และนายธิติ คัณธามานนท์ ประธานสภาองค์การนายจ้างไทยสากล เป็นผู้ลงนามร่วมกัน ณ อาคาร 5 ชั้น 9 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    ความร่วมมือในครั้งนี้ครอบคลุม 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม การวิจัยเชิงนวัตกรรม การฝึกประสบการณ์วิชาชีพในรูปแบบสหกิจศึกษาและการฝึกงาน การสร้างมาตรฐานฝีมือแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน ตลอดจนการส่งเสริมการบรรยายพิเศษ การให้คำปรึกษา และการศึกษาดูงานจากสถานประกอบการจริง

    รองศาสตราจารย์ ดร.วีระชาติ กิเลนทอง รองอธิการบดีอาวุโส สายงานวิชาการและงานวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า “ความร่วมมือกับสภาองค์การนายจ้างไทยสากลในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมุ่งมั่นพัฒนาหลักสูตรและกระบวน การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้นักศึกษาของเราสามารถก้าวเข้าสู่โลกการทำงานได้อย่างมั่นใจและมีศักยภาพ”

    นายธิติ คัณธามานนท์ ประธานสภาองค์การนายจ้างไทยสากล กล่าวว่า “สภาองค์การนายจ้างไทยสากลเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติ การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะช่วยสร้างมาตรฐานด้านฝีมือแรงงาน พัฒนาศักยภาพบุคลากร และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในภาคธุรกิจ”

    เชื่อม ‘การเรียนรู้’ สู่ ‘การเปลี่ยนแปลงจริง’

    ดร.อารดา มหามิตร คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า “UTCC มีจุดยืนชัดเจนในการเป็น Practice-Based Learning การเรียนปริญญาโท และ ปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เราไม่ได้สอนแค่ทฤษฎี แต่เราเน้นให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้จริง สร้างธุรกิจจริง และสร้างผลลัพธ์ได้จริง งานสัมมนาวันนี้เราหยิบยกบริบทของภาคธุรกิจโลจิสติกส์ เรามองว่า ผู้บริหารยุคนี้ต้องเข้าใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นบนกติกาใหม่ของโลก และควรรู้ว่าใน Value Chain เราอยู่จุดใด การเตรียมตัววันนี้ ต้องมองถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น และสามารถออกแบบธุรกิจที่ทั้งแข่งขันได้และยั่งยืน”

    ผศ.ดร.นันทิ สุทธิการนฤนัย ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยมีศักยภาพด้านโลจิสติกส์สูงในระดับภูมิภาค แต่ความท้าทายสำคัญคือ ผู้บริหารเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถออกแบบระบบโลจิสติกส์ทั้งห่วงโซ่อุปทาน หลักสูตรปริญญาเอกด้านโลจิสติกส์ของ UTCC จึงถูกออกแบบให้เป็น Executive Track ที่ผสานการวิจัยและการประยุกต์ใช้จริงในองค์กร โดยเราเน้นการพัฒนาสำคัญ ได้แก่ Data-driven Logistics, Digital & AI in Supply Chain, ESG & Carbon Management, Strategic Supply Chain Design…เป้าหมายคือการสร้าง ‘ผู้นำที่คิดเป็นระบบ และประยุกต์ได้จริง’ เพื่อยกระดับองค์กรและประเทศ”

    เสวนาพิเศษ “พัฒนาศักยภาพผู้บริหารด้านโลจิสติกส์ในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ”

    นอกจากพิธีลงนามแล้วภายในงานยังจัดให้มีการเสวนาพิเศษในหัวข้อ “พัฒนาศักยภาพผู้บริหารด้านโลจิสติกส์ในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ในเวลา 14.30 – 16.00 น. โดยมีวิทยากร 3 ท่าน ได้แก่

    คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมเสวนากับคุณนาทพลินทร์ ทัศนปริชญานนท์ นักศึกษาปริญญาเอกหลักสูตรโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในหัวข้อ “นโยบาย CBAM และทิศทางเศรษฐกิจคาร์บอนโลก” เจาะลึกมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ที่มีผลต่อการส่งออกไทย โดยย้ำว่าผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตและรายงานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก

    รองศาสตราจารย์ ดร.สถาพร อมรสวัสดิ์วัฒนา รองอธิการบดีอาวุโส สายงานบริหาร มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บรรยายในหัวข้อ “บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของโลจิสติกส์ในการบริหารองค์กร” กล่าวถึงการปรับแผนยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยยกกรณีศึกษาความสำเร็จของ Zara ที่ใช้การบริหารจัดการ Supply Chain อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ทันท่วงที

    พิธีลงนาม MOU และการเสวนาในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับภาคเอกชนและองค์กรนายจ้างชั้นนำ เพื่อตอกย้ำจุดยืนในการเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตคุณภาพ พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและตลาดแรงงานยุคใหม่

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/25/628274/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CKgjwk_-NfAqkMxIleoK4

  • กปร. นำทัพสื่อมวลชนสัญจร ถอดบทเรียนความสำเร็จ “ศูนย์ฯ เขาหินซ้อน” โชว์ผลงานพลิกฟื้นดินเสื่อมโทรม สู่ชุมชนเกษตรเข้มแข็ง – ผลิตภัณฑ์มาตรฐาน อย. สนองพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด

    กปร. นำทัพสื่อมวลชนสัญจร ถอดบทเรียนความสำเร็จ “ศูนย์ฯ เขาหินซ้อน” โชว์ผลงานพลิกฟื้นดินเสื่อมโทรม สู่ชุมชนเกษตรเข้มแข็ง – ผลิตภัณฑ์มาตรฐาน อย. สนองพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด

          กปร. นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา สัมผัสผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ ชูมิติความสำเร็จในการขยายผลจากการศึกษาทดลอง สู่การสร้างงานสร้างอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม ถอดบทเรียนการพลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรมสู่ความอุดมสมบูรณ์ ต่อยอดสู่การแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชนจนได้รับมาตรฐาน อย. รับรอง พร้อมสร้างกลไกการตลาดที่เข้มแข็ง ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ให้เกิดความยั่งยืน

          วันอังคารที่ 24 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) นำโดย นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร. จัดกิจกรรม “สื่อมวลชนสัญจร สืบสานพระราชดำริ ประจำปี 2568” นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา แสดงผลสำเร็จกว่า 4 ทศวรรษ ในการพลิกฟื้นพื้นที่ดินเสื่อมโทรมให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ พร้อมขยายผลองค์ความรู้สู่ชุมชน สร้างงาน สร้างอาชีพ และต่อยอดแปรรูปสินค้าเกษตรจนได้มาตรฐาน อย. สนองพระราชปณิธานในการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีนางสาวฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา และนายอนุรักษ์ บัวคลี่คลาย ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้การต้อนรับ

          คณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งให้บริการองค์ความรู้แบบ “ศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว สำหรับเกษตรกร สำหรับเกษตรกร (One Stop Service for The Farmer)” โดยเริ่มต้นจากการชมนิทรรศการผลงาน ณ อาคารศาลา 80 พรรษา เยี่ยมชมแปลงสาธิตและกิจกรรมต่างๆ ภายในศูนย์ฯ อาทิ ฐานเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ การปลูกและแปรรูปสมุนไพร และการปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ รวมถึงเยี่ยมชมร้านพวงคราม ซึ่งเป็นจุดจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกรเครือข่าย

          ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ก่อตั้งเมื่อปี 2522 ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ได้ดำเนินการศึกษา ทดลอง และวิจัยการพัฒนาทั้งด้านดิน น้ำ ป่าไม้ และการเกษตร จนกลายเป็น “แม่แบบ” ที่ประชาชนสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริงในพื้นที่ของตนเอง

          ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้นำคณะสื่อมวลชนเดินทางไปยัง “ศูนย์เรียนรู้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมิตรสัมพันธ์” ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม นำโดย นางสาวเครือวรรณ จันทศรี หนึ่งในตัวอย่างเกษตรกรที่นำองค์ความรู้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ มาดำเนินการในพื้นที่ของตนเองจนประสบความสำเร็จมีความโดดเด่นด้านการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยปลูกพืชผลท้องถิ่น เช่น มะดัน ตะลิงปลิง มะม่วงหาวมะนาวโห่ ร่วมกับพืชสมุนไพร และพืชผักสวนครัว ตลอดจนมีการพัฒนาต่อยอดโดยนำผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นผลไม้แช่อิ่ม ผลไม้กวน รวมถึงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสมุนไพรที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน อย. สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการบูรณาการความรู้ ตั้งแต่การปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ไปจนถึงการบริหารจัดการธุรกิจและช่องทางการตลาดอย่างเป็นระบบตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

          การจัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรฯ สำนักงาน กปร. มุ่งหวังเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนแขนงต่าง ได้ลงพื้นที่สัมผัสผลการดำเนินงาน และรับฟังเสียงจากกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ด้วยตนเอง เพื่อให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์จากการนำแนวพระราชดำริและหลักการทรงงานไปประยุกต์ใช้ โดยเชื่อมั่นว่ามุมมองและประสบการณ์ตรงของสื่อมวลชน จะเป็นสื่อกลางถ่ายทอดเรื่องราวความสำเร็จเหล่านี้สู่สังคมและเยาวชนได้อย่างกว้างขวาง เพื่อเกิดการตระหนักรู้และร่วมกันสืบสานการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/160238&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uSy78NhqEUHaSgQdVva2S

  • รวม 8 เรื่อง ที่ทำให้เด็กไทย Gen Z “ตกสัมภาษณ์” เรื่องง่ายๆ ที่ตกม้าตายกันมาเยอะแล้ว

    รวม 8 เรื่อง ที่ทำให้เด็กไทย Gen Z “ตกสัมภาษณ์” เรื่องง่ายๆ ที่ตกม้าตายกันมาเยอะแล้ว

    รวม 8 เรื่องตกม้าตาย ที่ทำให้เด็ก Gen Z พลาดสัมภาษณ์เรียนต่อและสมัครงาน

    ช่วงเวลาของการสัมภาษณ์ ไม่ว่าจะเป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในระบบ TCAS หรือการสมัครงานครั้งแรก ถือเป็นก้าวสำคัญที่เด็ก Gen Z หลายคนต้องเผชิญ แม้จะเตรียมตัวมาอย่างดี แต่กลับมีเรื่องพื้นฐานง่ายๆ ที่ทำให้หลายคนตกม้าตายและพลาดโอกาสสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย

    ข้อมูลจากเว็บไซต์การศึกษา และแพลตฟอร์มหางาน JobsDB ประเทศไทย ระบุตรงกันว่า ปัญหาหลักที่ทำให้เด็กจบใหม่หรือนักเรียนพลาดโอกาส มักไม่ได้เกิดจากความรู้ที่ไม่เพียงพอ แต่เกิดจากการขาดทักษะการสื่อสาร การเตรียมความพร้อมขั้นพื้นฐาน และความเข้าใจในองค์กรหรือคณะที่ตนเองกำลังจะเข้าไปอยู่ ซึ่งสามารถแบ่งข้อผิดพลาดหลักออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้

    4 เรื่องตกม้าตายตอนสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัย

    1. ไม่รู้จักคณะหรือสาขาที่ตัวเองสมัครจริงๆ: หลายคนเลือกเรียนตามเพื่อน หรือตามค่านิยม เมื่อกรรมการถามถึงหลักสูตรหรือเป้าหมายหลังเรียนจบกลับตอบไม่ได้ การไม่ศึกษาข้อมูลเชิงลึกของสาขาที่เลือกทำให้ดูขาดความใส่ใจและเสี่ยงต่อการตกสัมภาษณ์ได้ง่ายๆ
    2. ตอบคำถามตามแพตเทิร์นจนขาดความเป็นตัวเอง: การท่องจำคำตอบจากอินเทอร์เน็ตมาตอบทุกคำถาม ทำให้กรรมการไม่เห็นทัศนคติหรือตัวตนที่แท้จริง อาจารย์ผู้สัมภาษณ์มักมองหาความซื่อสัตย์และความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคำตอบที่สมบูรณ์แบบแต่ดูประดิษฐ์
    3. แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ไม่ตรงสาย: การใส่ผลงานทุกอย่างลงไปในพอร์ตโฟลิโอโดยไม่คัดกรองสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคณะที่สมัคร ทำให้กรรมการมองว่าผู้สมัครจัดลำดับความสำคัญไม่เป็น และไม่มีจุดเด่นที่สอดคล้องกับสาขานั้น
    4. ขาดความกระตือรือร้นและมารยาทพื้นฐาน: การไม่สบตา นั่งหลังค่อม เล่นมือถือระหว่างรอ หรือการตอบคำถามแบบถามคำตอบคำ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ส่งผลต่อความประทับใจแรกอย่างมาก

    4 เรื่องตกม้าตายตอนสัมภาษณ์งาน (First Jobber)

    1. ไม่ศึกษาข้อมูลบริษัทที่จะไปสัมภาษณ์: ข้อมูลจาก JobsDB ระบุว่านี่คือข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยที่สุด การไม่รู้ว่าบริษัททำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร หรือตำแหน่งที่สมัครมีหน้าที่อะไร สะท้อนถึงความไม่พร้อมและขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน
    2. เรียกเงินเดือนไม่สอดคล้องกับทักษะ: การตั้งความหวังเรื่องเงินเดือนที่สูงเกินโครงสร้างบริษัทหรือฐานเงินเดือนเด็กจบใหม่ โดยไม่มีผลงานหรือทักษะพิเศษมาสนับสนุน ทำให้ผู้ประกอบการมองว่าประเมินตัวเองผิดพลาด
    3. ขาดทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า: เมื่อเจอคำถามเชิงสถานการณ์เด็กจบใหม่หลายคนมักตอบไม่ได้ หรือตอบหลีกเลี่ยงปัญหา ซึ่งองค์กรส่วนใหญ่ต้องการคนที่พร้อมเรียนรู้และมีทัศนคติในการแก้ปัญหาที่ดี
    4. ตั้งคำถามที่เน้นแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง: เมื่อผู้สัมภาษณ์เปิดโอกาสให้ถามคำถาม การถามถึงแต่วันหยุด เวลาเลิกงาน หรือสวัสดิการตั้งแต่การสัมภาษณ์รอบแรก อาจทำให้ดูเหมือนสนใจแค่สิ่งที่ตัวเองจะได้รับ มากกว่าสิ่งที่จะทำให้กับองค์กร

    การสัมภาษณ์คือการทำความรู้จักซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาหรือบริษัท ต่างก็มองหาคนที่มีความพร้อมทั้งด้านทักษะและทัศนคติ การเตรียมตัวให้ดี ศึกษาข้อมูลให้พร้อม และแสดงความเป็นตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ก้าวผ่านสนามสัมภาษณ์ไปได้อย่างฉลุย

    แหล่งอ้างอิง

    1. JobsDB ประเทศไทย: ข้อผิดพลาดที่แสดงว่าคุณไม่พร้อมมาสัมภาษณ์งาน
    2. รอบ Admission มีตกสัมภาษณ์มั้ย ที่ไหนมีสัมภาษณ์บ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/campus/1431340/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QXZqjpg7T4v0XJtHhomoG

  • ‘พรรคส้ม’มีมติจับ สส.งูเห่าเขต 7 อุดรฯ ใส่โหลดอง เซ่นปมโหวต ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ | เดลินิวส์

    ‘พรรคส้ม’มีมติจับ สส.งูเห่าเขต 7 อุดรฯ ใส่โหลดอง เซ่นปมโหวต ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชนถึงการประชุม สส.ประจำสัปดาห์ โดยมีวาระการพิจารณากรณีนายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี เขต 7 ซึ่งเป็นงูเห่า จากกรณีที่ไปลงมติให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี  โดยที่ประชุมมีความคิดเห็นที่หลากหลาย คือการให้ขับนายสุริยาออกจากพรรคหรือใช้กฎหมายดำเนินคดี เรื่องคุณสมบัติการเป็น สส. รวมถึงการดองงูไว้ในพรรคแบบนี้

    อย่างไรก็ตาม สุดท้ายที่ประชุมเห็นว่าจะใช้การดองงูเห่า เพื่อไม่ให้ไปทำกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคที่ดูดไปได้อย่างสมใจ ที่สำคัญ ส่วนใหญ่ยังเห็นว่าการดองไว้มีผลดีมากกว่าการขับออก เพราะหากขับออก จะทำให้พรรคประชาชนสูญเสีย สส.ไป 1 เก้าอี้ แล้วจะทำให้สูญเสียโควตาประธานกรรมาธิการสามัญ สภาผู้แทนราษฎรได้

    ทั้งนี้ ก่อนหน้าการประชุม แกนนำพรรคประชาชนเคยให้สัมภาษณ์ไว้อย่างหนักแน่น ว่าพรรคประชาชนจะมีวิธีการลงโทษงูเห่าอย่างสาสม ถูกใจแฟนคลับและผู้สนับสนุนพรรคอย่างแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5717819/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-v4NjwNQFpVmo8cJbyuuJ

  • รวบเชฟโหด ฆ่าหั่นศพแฟนสาวลาว ยัด 7 ถุงทิ้งคลองประปา พี่ชายปล่อยโฮยันศพน้อง | เดลินิวส์

    รวบเชฟโหด ฆ่าหั่นศพแฟนสาวลาว ยัด 7 ถุงทิ้งคลองประปา พี่ชายปล่อยโฮยันศพน้อง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ร.ต.อ.นิพนธ์ พลสวัสดิ์ รอง สว.สอบสวน สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งพบถุงดำลอยอยู่ในคลองคู่ขนานกับคลองประปา บริเวณทางเข้าโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี คาดว่าจะมีชิ้นส่วนมนุษย์อยู่ในถุง และส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง จึงประสานเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รุดตรวจสอบ

    ที่เกิดเหตุพบถุงดำขนาดใหญ่ลอยอยู่ในคลอง จึงนำขึ้นมาตรวจสอบ ภายในถุงพบศีรษะมนุษย์ ยังไม่ทราบเพศ ถูกตัดคอห่อด้วยผ้าขนหนูสีเขียวอ่อน มีลายพิมพ์สีน้ำเงินและสีชมพู ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังค้นหาบริเวณข้างเคียงเพื่อหาชิ้นส่วนอื่น ๆ ซึ่งคาดว่าถูกทิ้งไว้ในป่าหญ้ารกทึบ ต่อมาพบชิ้นส่วนมนุษย์เพิ่มอีกจำนวน 6 ถุง

    นายเดช ชาว สปป.ลาว เดินทางมาที่เกิดเหตุ ยืนยันว่าผู้เสียชีวิตเป็นน้องสาวของตนชื่อ น.ส.แอม อายุ 20 ปี นายเดช กล่าวว่า ตนเป็นห่วงน้องสาวมาก ก่อนหน้านี้คิดว่าจะมาดูแถวคลองประปา แต่ญาติห้ามไว้ น้องเป็นคนใจดี ไม่เคยก้าวร้าวหรือพูดจาไม่ดี เป็นคนสุภาพ ดีกับครอบครัวมาก รักคนในครอบครัวอย่างที่สุด เขาไม่ห่วงชีวิตตัวเองเลย ทำไมต้องมาจบชีวิตแบบนี้

    จากนั้นนายเดชได้ยกมือไหว้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่หาศพน้องสาวจนเจอ เพื่อพากลับบ้าน ขณะนี้พ่อแม่สติแตก พูดจาไม่รู้เรื่อง เพราะรักน้องสาวคนนี้มาก ซึ่งครอบครัวมีพี่น้องทั้งหมด 3 คน ผู้ชาย 1 คน ผู้หญิง 2 คน ส่วนผู้เสียชีวิตเป็นลูกคนเล็ก

    นายเดช กล่าวต่อว่า ตนเอะใจนายต้อม แฟนของน้องสาว ที่มาหยิบข้าวของไปแล้วหายตัว ไม่มีการติดต่อกลับ โทรไปก็ไม่รับ ตนจึงอยากฝากบอกให้เขารักษาชีวิตตัวเองไว้ ตนจะดำเนินคดีเต็มที่ เพื่อให้น้องได้รับความยุติธรรม และให้เขารับโทษอย่างหนัก เพราะน้องไม่เคยทำอะไรให้ไม่พอใจ เงินทองเขาก็ไม่เคยให้ น้องเป็นคนหาเองและบางครั้งก็จ่ายค่าห้องและส่งเงินกลับบ้าน

    น้องทำงานขายลูกชิ้น ส่วนคนก่อเหตุทำงานที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เป็นพ่อครัว แล่เนื้อและไก่ จึงคาดว่าใช้ความรู้และประสบการณ์จากงานมาทำกับน้องสาวอย่างโหดเหี้ยม

    ล่าสุด ตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง ได้จับกุมนายต้อม ผู้ก่อเหตุแล้ว อยู่ระหว่างสอบสวน และจะนำตัวมาส่ง สภ.ปากเกร็ด เพื่อสอบสวนและทำแผนชี้จุดทิ้งชิ้นส่วนศพต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5718110/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31YKzyatdaU1jELnL_D7OL

  • โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่ง จำนวน 1 ราย

    โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่ง จำนวน 1 ราย

    โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘พวงทอง ศรีวิลัย’ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

    วันที่ 24 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่ง จำนวน 1 ราย

    มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นางพวงทอง ศรีวิลัย ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการสูง) สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2568

    โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่ง จำนวน 1 ราย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1226617&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OdPotU-Dt7zciCQRrDBDR

  • ค่าเทอม “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ค่าธรรมเนียมการศึกษา ประจำปี 2569

    ค่าเทอม “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ค่าธรรมเนียมการศึกษา ประจำปี 2569

    เมื่อพูดถึงมหาวิทยาลัยของรัฐที่น้องๆ ม.6 อยากจะเลือกเข้าไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี เชื่อว่า “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” คงเป็นอันดับต้นๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะสถาบันที่โด่งดัง ได้รับความนิยมและรางวัลระดับประเทศมาแล้วเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังมีคนดัง บุคคลที่สร้างชื่อเสียงเป็นศิษย์เก่าอยู่จำนวนมากเช่นกัน

    สำหรับใครที่ตั้งเป้าเข้ามหาวิทยาลัยที่นี่ โดยเฉพาะ Dek69 ที่กำลังวางแผนยื่นคะแนนในรอบที่ 3 แอดมิชชัน ที่กำลังจะถึงในเดือนพฤษภาคมนี้ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปดูกันว่า แต่ละคณะที่เปิดสอน มีการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาไว้ประมาณเท่าไรบ้าง

    อัตราค่าเล่าเรียน “นิสิตชาวไทย” ระดับปริญญาตรี

    คณะกลุ่มวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กลุ่มที่ 1

    คณะแพทยศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 34,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 8,500 บาท

    คณะทันตแพทยศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 34,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 8,500 บาท

    คณะสัตวแพทยศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 34,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 8,500 บาท

    สหสาขาวิชาจุลชีววิทยาทางการแพทย์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 34,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 8,500 บาท

    สหสาขาวิชาชีวเวชศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 34,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 8,500 บาท

    สหสาขาวิชาทันตชีววัสดุศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 34,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 8,500 บาท

    สหสาขาวิชาสรีรวิทยา

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 34,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 8,500 บาท

    สหสาขาวิชาชีวสารสนเทศศาสตร์และชีววิทยาเชิงคอมพิวเตอร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 34,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 8,500 บาท

    คณะกลุ่มวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กลุ่มที่ 2 

    คณะจิตวิทยา

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 26,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,625 บาท

    คณะพยาบาลศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 26,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,625 บาท

    คณะเภสัชศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 26,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,625 บาท

    คณะสหเวชศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 26,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,625 บาท

    คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 26,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,625 บาท

    วิทยาลัยวิทยาศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 26,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,625 บาท

    สาธารณสุขสหสาขาวิชาเภสัชวิทยา

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 26,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,625 บาท

    คณะกลุ่มวิทยาศาสตร์กายภาพ

    คณะวิทยาศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 25,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,375 บาท

    คณะวิศวกรรมศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 25,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,375 บาท

    คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 25,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,375 บาท

    หลักสูตรศิลปศาสตรและวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมบูรณาการ (หลักสูตรนานาชาติ)

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 25,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,375 บาท

    สหสาขาวิชาวิทยาศาสตร์นาโนและเทคโนโลยี

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 25,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,375 บาท 

    สหสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 25,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,375 บาท 

    สหสาขาวิชาการจัดการสารอันตรายและสิ่งแวดล้อม

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 25,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,375 บาท

    สหสาขาวิชาเทคโนโลยีและการจัดการพลังงาน

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 25,500 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 6,375 บาท

    คณะกลุ่มสังคมศาสตร์

    คณะครุศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    คณะนิติศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท 

    คณะนิเทศศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    คณะรัฐศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    คณะเศรษฐศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    วิทยาลัยประชากรศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาการจัดการทางวัฒนธรรม

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาการบริหารกิจการทางทะเล

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาเกาหลีศึกษา

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาพัฒนามนุษย์และสังคม

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาภาษาอังกฤษเป็นภาษานานาชาติ

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชายุโรปศึกษา

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาสิ่งแวดล้อมการพัฒนาและความยั่งยืน

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    สหสาขาวิชาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการทางนวัตกรรม

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    คณะกลุ่มมนุษยศาสตร์

    คณะอักษรศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    คณะศิลปกรรมศาสตร์

    • ภาคการศึกษา ต้น/ปลาย : 21,000 บาท
    • ภาคการศึกษา ฤดูร้อน : 5,250 บาท

    อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดตามข้อมูล และอ่านรายละเอียดอื่น เพิ่มเติมได้ที่นี่ (คลิกที่นี่)

    (ติดตามข่าว ในแวดวงการศึกษา ทั้งหมดที่นี่)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2922256&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U4fkJQn6wrd5j2EM-Q79P

  • เปิดเพดานค่าโดยสารรถไฟฟ้าใหม่ แรกเข้า 12.39 บาท สูงสุด 45 บาท ทบทวนทุก 5 ปี | เดลินิวส์

    เปิดเพดานค่าโดยสารรถไฟฟ้าใหม่ แรกเข้า 12.39 บาท สูงสุด 45 บาท ทบทวนทุก 5 ปี | เดลินิวส์

    นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง(ขร.) เปิดเผยว่า หลังจากพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง(ขร.) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค.2569 ทาง ขร. จะเสนอร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณอัตราขั้นสูงของค่าโดยสาร กรณีรถขนส่งทางรางในเขตเมือง พ.ศ. …. ต่อคณะกรรมการ(บอร์)นโยบายการขนส่งทางราง ที่มี รมว.คมนาคม เป็นประธาน ในการประชุมนัดแรก เพื่อพิจารณาก่อนประกาศใช้ต่อไป ซึ่งจะทำให้มีหลักเกณฑ์ และวิธีการตามมาตรฐานกลางร่วมกัน มีความเหมาะสม และเป็นธรรม เกิดประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน ประชาชนผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงบริการขนส่งมวลชนระบบรางได้ทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

    นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีของรถไฟระหว่างเมือง และเชิงพาณิชย์ จะยังไม่มีการเสนอร่างประกาศฯ ต่อบอร์ดฯขนส่งทางราง ไปในคราวเดียวกับรถขนส่งทางรางในเขตเมือง เนื่องจากปัจจุบันรถไฟระหว่างเมือง และเชิงพาณิชย์ ยังมีการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เป็นผู้ให้บริการรายเดียว และการดำเนินงานของ รฟท. ยังได้รับการอุดหนุนการดำเนินงานจากรัฐบาล เพื่อสาธารณะประโยชน์ แต่จะมีการเสนอร่างประกาศฯ การกำหนดอัตราขั้นสูงของค่าใช้ประโยชน์จากราง กรณีรถขนส่งสินค้าทางราง ทั้งนี้ยังไม่ได้กำหนดวันการประชุมนัดแรกของบอร์ดฯขนส่งทางราง

    นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า การกำหนดอัตราค่าโดยสารระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปี 2569 ใช้รูปแบบ MRT Assessment Standardization โดยใช้ดัชนีการขึ้นอัตราค่าโดยสารเป็นค่ารายปีของดัชนีราคาผู้บริโภค ในหมวดไม่รวมอาหารและเครื่องดื่ม (CPI NFB Index) ปี 2568 ซึ่ง ขร. ได้ปรับปรุงอัตราค่าแรกเข้าเป็น 12.39 บาท และปรับปรุงอัตราค่าโดยสารตามระยะทางเป็น 2.23 บาท/คน-กม. และในอนาคตอาจจะมีการพิจารณาปรับวิธีคิดอัตราค่าโดยสารเป็นแบบ Zone ซึ่ง ขร.อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด ทั้งนี้อัตราขั้นสูงจะเป็นไปตามการกำหนดระยะทางสำหรับใช้คำนวณเพดานขั้นสูง (ค่าแรกเข้า + ค่าโดยสารตามระยะทางxระยะทาง) โดยมีเพดานสูงสุดที่ 45 บาท หากผู้โดยสารเดินทางเปลี่ยนสายให้เก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียว ซึ่งหลักเกณฑ์ค่าโดยสารขั้นสูงที่คณะกรรมการนโยบายฯ ประกาศ จะทบทวนหลักเกณฑ์ทุกๆ 5 ปี

    นายพิเชฐ กล่าวด้วยว่า ร่างประกาศดังกล่าว เมื่อมีการประกาศใช้จะมีผลเฉพาะกับการจัดทำสัญญาสัมปทานในรถไฟฟ้าสายใหม่ หรือการแก้ไขสัญญาของสายเดิม ซึ่งจะต้องมีค่าโดยสารไม่เกินเพดานที่กำหนดตามประกาศ ส่วนระบบขนส่งทางรางที่เปิดให้บริการก่อน พ.ร.บ.ขนส่งทางรางมีผลใช้บังคับ ในการปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าแต่ละสาย ยังคงเป็นไปตามข้อกำหนด และเงื่อนไขในสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาเดินรถเดิม ขณะที่กรณีของรถไฟ การกำหนดหรือปรับเปลี่ยนอัตราค่าโดยสาร ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ(บอร์ด) รฟท., นโยบายรัฐ และต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) ก่อน ซึ่งการปรับขึ้นราคาของรถไฟ อาจต้องคำนึงถึงการให้บริการสาธารณะ เพราะใช้งบประมาณอุดหนุนบริการสาธารณะของภาครัฐอยู่ ดังนั้นการจะขึ้นราคาแต่ละครั้ง จึงมักถูกคัดค้าน และให้คงอัตราเดิม เพื่อลดภาระค่าครองชีพ

    นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 9(3) ได้ให้อำนาจ รฟท. ในการกำหนดอัตราค่าภาระการใช้รถไฟ(ค่าโดยสาร) และค่าบริการต่างๆ แต่เมื่อมีการเสนอร่างประกาศฯ กรณีรถไฟ ก็ต้องไม่เกินเพดานที่ ขร. กำหนด อย่างไรก็ตามยอมรับว่าค่าโดยสารรถไฟ ไม่ได้มีการปรับขึ้นนานมากแล้ว โดยเวลานี้ถือว่ามีราคาที่ต่ำเกินจริงมาก เนื่องจากเป็นราคาที่คำนวณเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นราคาทองคำบาทละ 3,000 บาท เท่านั้น แต่หากจะปรับขึ้นค่าโดยสารในเวลานี้ที่เป็นช่วงวิกฤตพลังงาน ก็ไม่เหมาะสม

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อัตราค่าแรกเข้าของรถไฟฟ้าในปัจจุบัน เป็นไปตามตามข้อกำหนด และเงื่อนไขในสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาเดินรถ อาทิ สายสีม่วง ค่าแรกเข้า 14 บาท และสายสีชมพู-เหลือง ค่าแรกเข้า 15 บาท ค่าโดยสารตามระยะทางต่อสถานีประมาณ 2-3 บาท, สายสีเขียว ค่าแรกเข้า 17 บาท ค่าโดยสารตามระยะทางต่อสถานีประมาณ 3-5 บาท และสายสีน้ำเงิน (ค่าแรกเข้า + 1 สถานี) 17 บาท.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5715978/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AWCFkK44f4LrSnKbMqg5K