วิกฤติน้ำมันจุดเสี่ยงวิกฤติยา | เดลินิวส์

วิกฤติน้ำมันจุดเสี่ยงวิกฤติยา-|-เดลินิวส์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันและปิโตรเคมี ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าต่างๆ แต่ยังลุกลามไปถึงการดูแลรักษาชีวิตของประชาชนและระบบสาธารณสุขของไทย

โดยประเทศไทยพึ่งพิงการนำเข้ายาจากต่างประเทศกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาต้นแบบและวัคซีนจากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปยุโรป แม้ยาบางชนิดที่ไทยผลิตเองได้ แต่ก็ต้องนำเข้าสารตั้งต้น (APIs) จากต่างประเทศ ส่วนยาที่ไทยผลิตเองได้มี 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นยาพื้นฐานทั่วไป ขณะที่การผลิตยาบางชนิด อาทิ ยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ ใช้สารตั้งต้นที่มาจากอนุพันธ์ปิโตรเคมี รวมถึงบรรดาเวชภัณฑ์ อาทิ น้ำเกลือ น้ำยาล้างไต ต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจาก “เม็ดพลาสติก” ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น ย่อมทำให้ราคาของสารตั้งต้นปรับขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ในการนำเข้าวัตถุดิบ (APIs) จากแหล่งสำคัญๆ ทั้งประเทศจีนและอินเดีย รวมถึงการกระจายยาไปยังคลินิกและโรงพยาบาลทั่วประเทศมีต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน

จากปัจจัยด้านการขนส่งและราคาพลังงาน ทำให้ต้นทุนของยาและเวชภัณฑ์เพิ่มขึ้น 10-20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อยาและเวชภัณฑ์ต้องปรับราคา หรือเกิดข้อจำกัดในเรื่องสต๊อก ย่อมก่อให้เกิดปัญหาต่อสถานพยาบาลระดับต่างๆ และประชาชน

โดยโรงพยาบาลและคลินิกทั้งหลายต่างเร่งปรับระบบบริหารจัดการสต็อกยา ซึ่งบางแห่งมีการสั่งซื้อจำนวนมากในคราวเดียว เพื่อช่วยลดต้นทุน ขณะที่ รพ.ขนาดใหญ่บางแห่งออกประกาศจำกัดการจ่ายยาแก่ผู้ป่วยนอกไม่เกิน 1-2 เดือน ควบคู่กับการผลักดันระบบการแพทย์ทางไกล หรือเทเลเมดิซีน อย่างเต็มรูปแบบด้วย นอกจากนี้ยังมีการปรับการจัดลำดับความสำคัญในการรักษา โดยจัดสรรยาและทรัพยากรแก่ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงก่อน รวมถึงจะส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรในบัญชียาหลัก 32 รายการ มาทดแทนยาแผนปัจจุบันในกลุ่มอาการไม่รุนแรง เพื่อลดการนำเข้ายา

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าสต็อกยาจำเป็น 63 รายการ อาทิ ยาช่วยชีวิต ยารักษาโรคมะเร็ง น้ำยาล้างไต ยังมีใช้ได้ขั้นต่ำ 3-12 เดือน แต่สั่งการให้ทุกรพ.เตรียมแผนรับมือวิกฤติพลังงาน ด้านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกมาตรการ “ฟาสต์แทร็ก” อนุญาตให้บริษัทยาเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบได้เร็วขึ้น ถ้าแหล่งเดิมในภูมิภาคตะวันออกกลางมีปัญหา และผ่อนปรนเรื่องบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่อาจขาดแคลน

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสำรองยาให้เพียงพอในช่วงที่ราคามีความผันผวน และเพื่อหลีกเลี่ยงการปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาลที่จะยิ่งซ้ำเติมภาระความทุกข์ยากของประชาชน หรือแม้แต่คนที่มีเบี้ยประกันสุขภาพ ก็อาจต้องจ่ายเบี้ยแพงขึ้น

แต่เป็นที่สังเกตว่า ขณะที่หลายฝ่ายออกมาขยับตัว แต่ผู้นำประเทศ อย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ที่เคยนั่งเก้าอี้กระทรวงหมอ กลับยังไม่ได้เอื้อนเอ่ยใดๆในเรื่องนี้ โดยยังโฟกัสแค่เรื่องการอัดฉีดน้ำมันสำรอง

วิกฤติพลังงานกำลังส่งผลต่อระบบสาธารณสุขและการดูแลรักษาชีวิตของประชาชน ผู้นำประเทศควรต้องใส่ใจเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง อย่าปล่อยให้เกิดวิกฤติและความโกลาหลซ้ำรอยบทเรียนราคาแพงในวิกฤติโควิด-19 ยุคที่ “นายกฯอนุทิน” ดำรงตำแหน่งรมว.สาธารณสุขนั่นเอง.

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5721053/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EFxkuXrpvwH0GIQefQ_2T