Category: วัฒนธรรม

  • สมุทรสงคราม///ยกระดับธุรกิจไทยสู่ “ต้นแบบของธุรกิจ” ผ่านฉลากรับรองเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและต่อยอด | TOPNEWS

    สมุทรสงคราม///ยกระดับธุรกิจไทยสู่ “ต้นแบบของธุรกิจ” ผ่านฉลากรับรองเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและต่อยอด | TOPNEWS

    ยกระดับธุรกิจไทยสู่ “ต้นแบบของธุรกิจ” ผ่านฉลากรับรองเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและต่อยอดสู่ Carbon Neutral
    เปิดโอกาสหน่วยงานและภาคเอกชนศึกษาดูงานจาก Somdul Bee Sanctuary
    ต้นแบบท่องเที่ยวเชิงนิเวศแห่งแรกของไทย

    องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. มีพันธกิจและบทบาทสำคัญในการพัฒนาเครื่องมือ มาตรฐาน และกระบวนการรับรองด้านก๊าซเรือนกระจก เพื่อส่งเสริมให้องค์กรไทยสามารถบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีสากล


    หนึ่งในภารกิจหลักของ อบก. คือการสนับสนุนให้องค์กรและสถานประกอบการดำเนินงานตามแนวทางความยั่งยืน โดยใช้เครื่องมือสำคัญ ได้แก่ การคำนวณและประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) และการออก ฉลากรับรองจาก อบก. ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล ดังนั้น การออกฉลากรับรองของ อบก. จึงไม่ใช่เพียงการรับรองผลลัพธ์ แต่เป็นการสนับสนุน “กระบวนการพัฒนาองค์กร” ที่สามารถนำไปต่อยอดสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero ได้ในอนาคต


    Somdul Bee Sanctuary: กรณีศึกษาต้นแบบที่จับต้องได้
    Somdul Bee Sanctuary จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งบริหารจัดการโดยบริษัท เนเชอรัล กราวด์ จำกัด ซึ่งเป็น “แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศแห่งแรกของประเทศไทย” ที่ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร จาก อบก. ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และสามารถพัฒนากระบวนการดำเนินงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ทั้งการใช้พลังงานสะอาด การจัดการขยะ การสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ และการลด-ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก


    จากสวนพฤกษศาสตร์ผึ้ง สู่ต้นแบบความยั่งยืน
    Somdul Bee Sanctuary ไม่เพียงเป็นสวนพฤกษศาสตร์ผึ้งพื้นเมืองและศูนย์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติ แต่ยังทำหน้าที่สนับสนุนเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งทั่วประเทศ ภายใต้พันธกิจหลักในการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ เพื่อให้ “ผึ้ง คน และโลก” เติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1537479&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G0bXy2hsKYAMv9bxFQ3RB

  • “ดร.แดน” ชี้ วิกฤต”หนี้ครัวเรือนไทย”ชนเพดาน 86.8% ต้องแก้เชิงนโยบาย

    “ดร.แดน” ชี้ วิกฤต”หนี้ครัวเรือนไทย”ชนเพดาน 86.8% ต้องแก้เชิงนโยบาย

    โดยสถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดวงจรแห่งความเปราะบาง โดยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) พุ่งแตะระดับ 1.3 ล้านล้านบาท (ร้อยละ 9.4 ของสินเชื่อรวม) เมื่อจำแนกตามประเภทสินเชื่อ พบประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างคือ สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค มีสัดส่วนกว่า 2 ใน 3 ของบัญชีหนี้ครัวเรือน สินเชื่อที่อยู่อาศัย อัตราการผิดนัดชำระหนี้ในกลุ่มบ้านระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนการถดถอยของกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง สินเชื่อยานพาหนะ เป็นหนี้ที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ เพราะมีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงเกินร้อยละ15 ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าของหนี้เสียในอนาคต นอกจากนี้สินเชื่อเพื่อการศึกษา(กยศ.)จากทั้งหมด 7.42 ล้านบัญชีแต่มีผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้เพียง 3.67 ล้านบัญชี

    สะท้อนให้เห็นว่า ผลตอบแทนจากการศึกษาในตลาดแรงงานไทยอาจไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้คืน และสินเชื่อภาคการเกษตร ลูกหนี้กว่าครึ่งในพอร์ตของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้าข่ายเป็น “หนี้เรื้อรัง” โดยนโยบายพักชำระหนี้แบบหน้ากระดานในอดีต ได้สร้างภาวะภัยทางศีลธรรม (Moral Hazard) โดยขาดการยกระดับผลิตภาพของลูกหนี้

    รากเหง้าปัญหา:มิติโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคและพฤติกรรม
    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์  ระบุว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยไม่ได้มีจุดกำเนิดมาจากการขาดวินัยทางการเงินในระดับบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้วเป็นอาการที่แสดงออกของความล้มเหลวเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สะสมมาอย่างยาวนาน ควบคู่ไปกับพฤติกรรมการก่อหนี้ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย มองได้เป็น 2 มิติหลัก คือ ความเปราะบางเชิงโครงสร้างระดับมหภาค ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นอาการที่แสดงออกของความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน ทั้งความตึงตัวของรายได้และผลิตภาพ อัตราการเติบโตของ GDP มีแนวโน้มชะลอตัวลง ในขณะที่ค่าจ้างที่แท้จริงปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.8 ต่อปี ค่าครองชีพที่พุ่งสูงจึงบีบบังคับให้ครัวเรือนต้องพึ่งพาสินเชื่อ  โครงข่ายความคุ้มครองทางสังคมไม่ครอบคลุม ร้อยละ 46.3 ของครัวเรือนไทยไม่มีเงินออมสำรองฉุกเฉิน เมื่อประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของครัวเรือนอย่างเฉียบพลัน

    เช่น การเจ็บป่วยรุนแรงที่ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ครัวเรือนถูกผลักเข้าสู่วงจรหนี้ทันที และนโยบายการคลังและรัฐสวัสดิการที่คลาดเคลื่อน ความพยายามนำนโยบายประชานิยมมาผสมผสานกับสวัสดิการ โดยที่ฐานภาษีของประเทศยังไม่กว้างพอทำให้ขาดความยั่งยืนทางการคลัง ทิศทางที่เหมาะสมควรเปลี่ยนผ่านสู่ “รัฐสวัสดิภาพ” ที่ผมนำเสนอมานานมุ่งช่วยเหลือแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่มเปราะบางเพื่อสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองให้ได้เร็วที่สุด

    นอกจากนั้น พฤติกรรมการก่อหนี้รายกลุ่มประชากร เมื่อดูจากฐานข้อมูลเครดิตบูโรชี้ว่า พฤติกรรมการก่อหนี้และคุณภาพสินเชื่อมีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มช่วงวัย (generation) โดยค่านิยมและสภาพเศรษฐกิจในแต่ละยุคส่งผลโดยตรงต่อความเปราะบางทางการเงินของคนในช่วงวัยนั้น ๆ โครงสร้างหนี้สินและคุณภาพหนี้ กลุ่ม Gen Y มีภาระหนี้สูงสุดและเข้าถึงสินเชื่อรวดเร็ว พฤติกรรมส่วนใหญ่มุ่งเน้นการบริโภคตามกระแสสังคม ผ่านสินเชื่อที่เสื่อมมูลค่า (เช่น รถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล) ขาดการลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว และมักใช้วิธีการหมุนหนี้ ตลอดจนการกู้เพื่อลงทุนเก็งกำไรที่มีความเสี่ยงสูง และกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร การก่อหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ และมีพฤติกรรมการชำระยอดขั้นต่ำเพียงเพื่อพยุงบัญชี ทำให้ติดหล่มหนี้เรื้อรัง และเสี่ยงต่อการส่งผ่านภาระหนี้สู่รุ่นลูก

    ส่วนมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ของภาครัฐในปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาครัฐได้ดำเนินมาตรการหลายเรื่อง แต่ยังพบข้อจำกัดสำคัญหลายประการ ทั้งเรื่องมาตรการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและแก้หนี้เรื้อรัง แม้จะช่วยสร้างกลไกการจบหนี้ แต่ในทางปฏิบัติพบว่าไม่สามารถติดต่อลูกหนี้ได้ถึงร้อยละ 30-60 และลูกหนี้มักปฏิเสธการเข้าร่วมเนื่องจากเกรงว่าจะถูกระงับวงเงินสำรอง คลินิกแก้หนี้ แม้จะดึงดูดลูกหนี้ NPL เข้าร่วมได้กว่า 54,000 ราย แต่มีอัตราความสำเร็จจนจบโครงการเพียงร้อยละ 3.3 เท่านั้น

    สะท้อนให้เห็นว่าการลดดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากรายได้ของลูกหนี้ยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ มาตรการรวมหนี้ แม้จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้ดี แต่การจำกัดสิทธิเฉพาะผู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน ทำให้ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่สุดเข้าไม่ถึงมาตรการนี้ และข้อสังเกตจากองค์กรระหว่างประเทศ มองว่า นโยบายของไทยมุ่งเน้นการยืดอายุหนี้เพื่อรักษาเสถียรภาพงบดุลของธนาคารพาณิชย์ แต่ขาดกลไกการลดหนี้เงินต้นสำหรับบุคคลธรรมดา ทำให้ปัญหาหนี้ถูกแช่แข็งและเรื้อรัง

    ทั้งนี้ ดร.แดน ได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนใน 3 มิติ ว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน จึงขอเสนอแนะเชิงนโยบายใน 3 มิติ คือ 1.มาตรการเชิงป้องกันและการกำกับดูแล การประเมินสินเชื่อบนฐานความเสี่ยง โดยกำหนดให้สถาบันการเงินประเมินความสามารถชำระหนี้โดยพิจารณาความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยและสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจด้วย

    ขณะเดียวกันการบูรณาการศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ โดยขยายขอบเขตการรายงานข้อมูลเครดิตให้ครอบคลุมถึงผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) และสหกรณ์ด้วย เพื่อให้สามารถประเมินภาระหนี้โดยรวมได้อย่างแม่นยำ  และการส่งเสริมบทบาทนายจ้างและองค์กร โดยสนับสนุนสวัสดิการสินเชื่อฉุกเฉินผ่านสถานประกอบการ และพัฒนาระบบชำระหนี้โดยการหักจากเงินเดือน ควบคู่กับการบังคับอบรมทักษะทางการเงิน 

    มิติที่ 2 กลไกการไกล่เกลี่ยและการปรับโครงสร้างเชิงลึก โดยการจัดตั้งหน่วยงานไกล่เกลี่ยหนี้ระดับชาติ ทำหน้าที่บูรณาการเจ้าหนี้ทุกรายเพื่อปรับลดค่างวดชำระหนี้ลงอย่างน้อยร้อยละ 20 เพื่อสร้างสภาพคล่องในการดำรงชีพให้กับลูกหนี้ พร้อมพัฒนากลไกการเจรจาด่วนภายใน 30 วันก่อนเข้าสู่กระบวนการศาล  การปฏิรูปกฎหมายล้มละลายบุคคลธรรมดา โดยเปิดช่องทางให้ลูกหนี้สุจริตที่สูญเสียความสามารถถาวรเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูและยอมรับการลดทอนเงินต้น เพื่อให้ลูกหนี้เริ่มต้นชีวิตใหม่ทางเศรษฐกิจได้ ควบคู่กับการจัดโครงสร้างแรงจูงใจ โดยใช้การผ่อนชำระแบบขั้นบันได และมอบส่วนลดเงินต้น/ดอกเบี้ยแบบมีเงื่อนไข รวมถึงการให้เครดิตพฤติกรรมดี เพื่อลบประวัติบัญชีดำเร็วกว่ากำหนด หากลูกหนี้มีวินัยในการชำระหนี้ได้ตามแผนและมิติที่ 3 การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการปรับพฤติกรรม ต้องยกระดับผลิตภาพและโครงสร้างรายได้ โดยภาครัฐต้องเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ที่ตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ พร้อมกับการให้ความรู้ทางการเงินเชิงปฏิบัติ โดยการบังคับให้สถาบันการเงินต้องผูกโยงการที่ลูกหนี้ได้รับการฝึกอบรมที่มีผลสัมฤทธิ์ กับการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และการพัฒนากองทุนประกันรายได้แบบร่วมจ่าย โดยสร้างโครงข่ายความคุ้มครองชั่วคราวสำหรับแรงงานนอกระบบ โดยรัฐอุดหนุนเบี้ยประกันร้อยละ 50 เพื่อให้การชดเชยการชำระหนี้แทนเป็นเวลา 3-6 เดือน ในกรณีที่ผู้ประกันเกิดวิกฤตการขาดรายได้ฉับพลัน

    “การแก้ไขวิกฤตหนี้ครัวเรือนไทยไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยการมุ่งลดทอนตัวเลขหนี้หรือการพักชำระหนี้ในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง ในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับรายได้ การอุดช่องโหว่ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตลอดจนการบูรณาการกลไกทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองและฟื้นฟูลูกหนี้อย่างเป็นระบบ การเปลี่ยนผ่านจากนโยบายประคองสถานการณ์ สู่การสร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้เรื้อรังและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว”ศ.ดร.เกรียงศักดิ์  กล่าวย้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378975723&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w2zvci5iDDzlZeSQ442j1

  • เอ๊ะยังไง!? นิด้าโพลชี้ประชาชนไม่มั่นใจฝีมือ 3 รมต.มืออาชีพ

    เอ๊ะยังไง!? นิด้าโพลชี้ประชาชนไม่มั่นใจฝีมือ 3 รมต.มืออาชีพ

    5 เมษายน 2569  ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัวอย่าง ร้อยละ 33.89 ระบุว่า
    ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/975223/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jOEmUU5ub5vJV63FKdLdA

  • สพป.เชียงใหม่ เขต 2 จัดพิธีต้อนรับ “ผอ.เรืองยศ” เข้ารับตำแหน่ง ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 2

    สพป.เชียงใหม่ เขต 2 จัดพิธีต้อนรับ “ผอ.เรืองยศ” เข้ารับตำแหน่ง ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 2

    5 Apr 69

    สพป.เชียงใหม่ เขต 2 จัดพิธีต้อนรับ “ผอ.เรืองยศ ปันศิริ” เข้ารับตำแหน่ง ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 2 อย่างเป็นทางการ

    วันที่ 3 เมษายน 2569 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 จัดงานต้อนรับ นายเรืองยศ ปันศิริ เนื่องในโอกาสได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ในโอกาสนี้ ได้ฤกษ์งามยามดีในการเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักงาน เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ จากนั้นได้มีการรับช่อดอกไม้แสดงความยินดีจากผู้บริหารการศึกษา แขกผู้มีเกียรติ และบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด สพป.เชียงใหม่ เขต 2 ที่มาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่งและอบอุ่นบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น สะท้อนถึงความร่วมมือและความพร้อมในการขับเคลื่อนการศึกษาของ สพป.เชียงใหม่ เขต 2 ให้ก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3911799/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GdJe2WRcHj_YpHa1M_Wtk

  • ผลสำรวจ ชี้! คนไทย ให้ความสำคัญดีไซน์-ความปลอดภัยรถยนต์มากที่สุด

    ผลสำรวจ ชี้! คนไทย ให้ความสำคัญดีไซน์-ความปลอดภัยรถยนต์มากที่สุด

    บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัทที่ปรึกษา และวิจัยการตลาดชั้นนำ เปิดเผยผลการศึกษาวิจัย “ประสบการณ์ลูกค้าด้านผลิตภัณฑ์รถยนต์ในประเทศไทย” หรือ Product Customer Experience Index (Product CXI) Study℠ ซึ่งเป็นการวิจัยเรื่องนี้ครั้งแรกในประเทศไทย โดยมุ่งประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ ความพึงพอใจของลูกค้าต่อการออกแบบรถยนต์ ความดึงดูดใจ ฟีเจอร์ สมรรถนะของรถยนต์ ฯลฯ. หรือที่เรียกว่า “ความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์” ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดสำคัญในการสร้างให้เกิดความภักดีในใจของลูกค้า

    ซึ่งจะเป็นจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้น และรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทรถที่เข้ามาใหม่ในตลาดประเทศไทย การศึกษาวิจัยฯ ครั้งนี้ สะท้อนมุมมองของเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อที่เป็นที่นิยมจำนวน 14 ยี่ห้อ ซึ่งให้คะแนนความพึงพอใจที่มีต่อรถยนต์ของตน ครอบคลุมตั้งแต่ การออกแบบภายนอก สมรรถนะการขับขี่ ไปจนถึงความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร ระบบสรีรศาสตร์ และความปลอดภัย เป็นต้น

    ซึ่งเริ่มดำเนินการศึกษาวิจัยระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2568 โดยรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นจากเจ้าของรถยนต์ ซึ่งครอบครองรถเป็นระยะเวลา 12 ถึง 36 เดือนก่อนวันสัมภาษณ์ โดยวัดความพึงพอใจเกี่ยวกับตัวรถยนต์ใน 9 ประเด็นหลัก ครอบคลุม 52 คุณสมบัติย่อยของตัวรถยนต์

    โดยประเด็นหลักทั้ง 9 ได้แก่ 1) การออกแบบภายนอก และสไตล์ของตัวรถ 2) ระบบความปลอดภัย 3) ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม 4) สมรรถนะ และการขับขี่ 5) ระบบแสงสว่าง และสัญญาณ 6) การออกแบบภายใน และความสะดวกสบาย 7) พื้นที่เก็บสัมภาระ และช่องจัดเก็บ 8) ระบบเสียง และความบันเทิง สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มีมิติที่เพิ่มเติมคือ 9) แบตเตอรี่ และการชาร์จ โดยในปีนี้คะแนน P-CXI ของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 890 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน

    นายศิรส สาตราภัย กรรมการผู้จัดการบริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลการศึกษาวิจัย ประสบการณ์ลูกค้าด้านผลิตภัณฑ์รถยนต์ในประเทศไทย” หรือ “Product Customer Experience Index (Product CXI) Study℠” ในครั้งนี้เราพบว่า เจ้าของรถในกลุ่ม GWM มีความพึงพอใจเฉลี่ยสูงสุด และครองอันดับหนึ่งด้วยคะแนน 896 คะแนนจากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน รองลงมาคือ Honda และ Mazda (ได้ 895 คะแนนเท่ากัน) Nissan (ได้ 894 คะแนน) Ford (ได้ 893 คะแนน) และ Toyota (ได้ 891 คะแนน) โดยทุกยี่ห้อที่กล่าวมา มีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 890 คะแนน ขณะที่ MG ได้ 890 คะแนนซึ่งอยู่ที่ระดับค่าเฉลี่ย ส่วนแบรนด์อื่น ๆ ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม

    รถยนต์ญี่ปุ่น ยังคงมีคะแนนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวมสูงกว่ารถยนต์จีน (890 คะแนน ต่อ 886 คะแนน) และเจ้าของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถยนต์สัญชาติจีน) มีคะแนนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวมต่ำกว่าเจ้าของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) และรถยนต์ไฮบริด (884 คะแนน ต่อ 891 คะแนน) โดยเรื่องของแบตเตอรี่ และการชาร์จเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ลูกค้าในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีความพึงพอใจน้อยที่สุด

    ส่วนปัจจัยความพึงพอใจหลัก ลูกค้าพึงพอใจสูงสุดในด้านการออกแบบภายนอก และสไตล์ของตัวรถ รองลงมา คือ สมรรถนะและการขับขี่ ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม ตามลำดับ ในทางกลับกัน ปัจจัยที่ได้คะแนนความพึงพอใจต่ำสุด คือ 1) แบตเตอรี่ และการชาร์จ 2) พื้นที่เก็บสัมภาระ และช่องจัดเก็บ 3) ระบบเสียง และความบันเทิง

    ในส่วนหัวข้อย่อยที่ลงรายละเอียดด้านความพึงพอใจ ลูกค้าแสดงความพึงพอใจสูงสุดกับ 1) ความสวยงาม และการใช้งานของไฟประดับภายในห้องโดยสาร 2) ความสะดวก และประโยชน์ใช้สอยของช่องชาร์จไฟสำหรับอุปกรณ์พกพา 3) ประสิทธิภาพของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รวมถึงอุปกรณ์ช่วยในการมองเห็น 

    ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ลูกค้าชาวไทยให้ความสำคัญกับห้องโดยสารที่ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยม จุดชาร์จอุปกรณ์มือถือซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ระบบช่วยการขับขี่ที่เพิ่มความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น สวิตช์ควบคุมบริเวณพวงมาลัยที่ใช้งานสะดวกและง่าย ความกลมกลืนของสีสันและวัสดุตกแต่งภายในก็อยู่ในกลุ่มตัวชี้วัดที่ลูกค้าให้คะแนนความพึงพอใจในระดับสูง สะท้อนว่าความประณีตในการสัมผัส และภาพลักษณ์ภายในห้องโดยสารคือจุดที่เพิ่มความประทับใจในการขับขี่ในสายตาลูกค้า

    “ในทางตรงข้าม การป้องกันเสียงรบกวน ความเงียบภายในห้องโดยสาร ความสามารถในการป้องกันกลิ่นจากภายนอก และคุณภาพของระบบเครื่องเสียง(โดยเฉพาะคุณภาพเสียงเบส ความคมชัดของเสียง) ยังเป็นความคาดหวังของลูกค้าที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีเท่าที่ควร”

    ที่สำคัญยังพบอีกว่า 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามซึ่งกลุ่มนี้มีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ย 913 คะแนน(สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมถึง 23 คะแนน) เป็นเจ้าของรถที่พร้อมจะเป็นผู้แนะนำ(Promoter) ยี่ห้อรถยนต์ที่ตนใช้งานแก่เพื่อน ญาติ และคนใกล้ชิดอย่างแข็งขัน ส่วนที่เหลือ(30%) คือ กลุ่ม Passive(รู้สึกเฉย ๆ) และ Detractor(ไม่แนะนำต่อ) มีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ(837 คะแนน) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 53 คะแนน ซึ่งจากตัวเลขข้างต้นชี้ให้เห็นชัดเจนถึง ความสำคัญของการสร้างประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่น่าพึงพอใจจนเกิดเป็นความภักดี ซึ่งลูกค้าจะกลายเป็นกระบอกเสียงอันทรงประสิทธิภาพ พร้อมที่จะแนะนำรถยนต์ที่ตนพึงพอใจต่อคนใกล้ชิด

    นายศิรส ยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ผลการศึกษา Product CXI 2026 ครั้งนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่เจ้าของรถยนต์ชาวไทยให้ความสำคัญในระดับสูง คือ 1) การออกแบบภายนอก และสไตล์ตัวรถ 2) ระบบความปลอดภัย 3) ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม 4) สมรรถนะ และการขับขี่ ซึ่งทั้งหมดเป็นตัวขับเคลื่อนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวม โดยความสวยงามของรถ และความปลอดภัยของผู้โดยสารยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้ รองมาคือเรื่อง ความต้องการรถที่ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน และการให้ความรู้สึกมั่นใจ และการตอบสนองที่ดีในการขับขี่

    สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) จุดอ่อนที่ทำให้คะแนนความพึงพอใจต่ำ คือ จุดอ่อนด้านแบตเตอรี่ และการชาร์จ ระยะเวลาการชาร์จ ความสะดวกของเครื่องชาร์จรถยนต์ที่บ้าน ซึ่งตอกย้ำว่าประสบการณ์การชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV ยังคงเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งบั่นทอนประสบการณ์ความพึงพอใจโดยรวมของลูกค้า และหากมองในมุมกลับ จุดเหล่านี้คือโอกาสสำคัญที่ต้องพัฒนาเพื่อสร้างความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์ และสร้างให้เกิความภักดีในระยะยาวตามมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/272555&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NryB6ZCAp99jpUZWAxsG7

  • ‘ซัน ก้องภพ’ ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    ‘ซัน ก้องภพ’ ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    'ซัน ก้องภพ' ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    ‘ซัน ก้องภพ’ ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สุดน่าประทับใจของวงการบันเทิงไทย เมื่อ “ซัน ก้องภพ บรรณทอง” นักแสดงหนุ่มดาวรุ่งช่อง 7HD ประสบความสำเร็จด้านการศึกษา คว้าประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ ประจำปีการศึกษา 2568 จากวิทยาลัยเทคโนโลยีพงษ์สวัสดิ์ จังหวัดนนทบุรี

    'ซัน ก้องภพ' ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    บรรยากาศในวันสำคัญเต็มไปด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้ม โดยมีครอบครัว “บรรณทอง” ทั้งคุณพ่อคุณแม่และญาติ ๆ เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างพร้อมหน้า รวมถึงคนในวงการบันเทิงอย่าง อมีนา พินิจ และ มนัสณันท์ พันเลิศวงศ์สกุล ที่เคยร่วมงานกัน ก็ไม่พลาดมาร่วมยินดีในความสำเร็จครั้งนี้

    นอกจากนี้ ยังมีเพื่อนพี่น้องในวงการ รวมถึงแฟนคลับที่คอยสนับสนุนกันอย่างเหนียวแน่น และอีกหนึ่งโมเมนต์น่ารักจาก สมชาย พี่ชายคนสนิท ที่ถือช่อดอกไม้มาร่วมแสดงความยินดี สร้างบรรยากาศสุดประทับใจ

    'ซัน ก้องภพ' ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    ด้าน “ซัน ก้องภพ” ได้เปิดใจถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในชีวิต แม้ช่วงโค้งสุดท้ายของการเรียนจะต้องรับมือกับหลายบทบาท ทั้งงานแสดง งานเพลง โปรเจกต์ต่าง ๆ และการฝึกงาน แต่เจ้าตัวก็ทุ่มเทเต็มที่เพื่อให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด

    พร้อมกันนี้ยังเผยถึงแผนในอนาคตว่า เตรียมก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) เพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาตัวเองในเส้นทางวงการบันเทิงอย่างต่อเนื่อง

    การจบการศึกษาครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นความสำเร็จส่วนตัวของ “ซัน ก้องภพ” แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของนักแสดงรุ่นใหม่ที่สามารถบาลานซ์ทั้งการเรียนและงานในวงการได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นอีกหนึ่งไอดอลของเยาวชนยุคใหม่

    'ซัน ก้องภพ' ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    สรุปข่าวคมชัดลึก

    “ซัน-ก้องภพ” นักแสดงดาวรุ่งจาก TSM Management จบการศึกษา ปวส. อย่างภาคภูมิ พร้อมเดินหน้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ควบคู่กับเส้นทางในวงการบันเทิงที่กำลังเติบโต

    #ซันก้องภพ #TSMManagement #ดาราเรียนจบ #ข่าวบันเทิง #นักแสดงดาวรุ่ง #เรียนต่อ

    'ซัน ก้องภพ' ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/615457&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tOB3mQ1E4LH-jE_gerFN7

  • นิด้าโพล เผย ประชาชนเกือบครึ่งไม่เห็นใจ ครม.อนุทิน2 แก้วิกฤตพลังงาน

    นิด้าโพล เผย ประชาชนเกือบครึ่งไม่เห็นใจ ครม.อนุทิน2 แก้วิกฤตพลังงาน

    นิด้าโพล เผย ผลสำรวจความเห็นประชาชนต่อความเชื่อมั่นในการทำงานของ 3 รัฐมนตรี และความเห็นใจต่อรัฐบาล อนุทิน พบประชาชนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ
เรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ เอาอยู่หรือไม่” 

    โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ 

    การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก(Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    
1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัวอย่าง ร้อยละ 33.89 ระบุว่า
ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35
ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า

    ตัวอย่าง ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย
รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ
ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ
ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก
และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    นิด้าโพล เผย ประชาชนเกือบครึ่งไม่เห็นใจ ครม.อนุทิน2 แก้วิกฤตพลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740466&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tBcBmi-VaQDh_SeLgJ3tA

  • หมอตุลย์เรียกร้องถ่ายทอดสดประชุม กบน. เปิดทางประชาชนตรวจสอบการขึ้นราคาน้ำมัน

    หมอตุลย์เรียกร้องถ่ายทอดสดประชุม กบน. เปิดทางประชาชนตรวจสอบการขึ้นราคาน้ำมัน

    5 เมษายน 2569  นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า  รัฐบาลก่อนๆโกงภาษี แต่วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ รัฐบาลอนุทินควักจากกระเป๋าประชาชนตรงๆ +ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคาน้ำมัน ก็เงินประชาชนอีก จะแดรกมูมมามกันไปถึงไหน?

    ผมสังเกตว่า ในรัฐบาลนี้ คุณศุภจีเหมือนถูกจำกัดบทบาทลง และถูกดิสเครดิตหลายครั้ง ทั้งเรื่องทรงผมและวุฒิการศึกษาผมต้องการความโปร่งใสจากรัฐบาลชุดนี้

    นพ.ตุลย์ ยังเสนอว่าการประชุมราคาน้ำมันของกบน. ต้องมีการถ่ายทอดสดให้ประชาชนชมและร่วมกันตรวจสอบทุกครั้ง และเมื่อเคาะขึ้นราคาแล้ว รัฐบาลต้องให้เวลาอย่างน้อย 12 ชม.ให้ปชช.ได้เติมน้ำมันราคาเก่า และมีการตรวจสอบให้มีน้ำมันเติมทุกหัวจ่ายก่อนขึ้นราคา  รวมทั้งตรวจสอบสต็อคก่อนขึ้นราคาทุกครั้ง หักรายได้ส่วนเกินคืนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    การมีน้ำมันพอทุกหัวจ่าย จะช่วยป้องกันการกักตุนได้ระดับนึง พอตัดสินขึ้นราคา  รัฐต้องให้เวลา 12-24 ชม.ในการเติมน้ำมันราคาเก่า และมีน้ำมันจำหน่ายเพียงพอ จึงจะยุติธรรมกับประชาชนผู้ใช้น้ำมัน  การส่งน้ำมันให้ปั๊มเต็มตามโควต้า ก็จะลดการกักตุนได้ระดับหนึ่ง

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/975190/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W4ffGXIxdUANDh6xehrHs

  • อดีตนักบินเผยวิธีเอาตัวรอดจากการถูกยิงตกในแนวหลังของข้าศึก หลัง F35 ถูกสอยร่วงในอิหร่าน

    อดีตนักบินเผยวิธีเอาตัวรอดจากการถูกยิงตกในแนวหลังของข้าศึก หลัง F35 ถูกสอยร่วงในอิหร่าน

    ขณะที่กองกำลังอเมริกันกำลังเร่งแข่งกับเวลาและกองทัพอิหร่านเพื่อค้นหานักบิน F35 ที่ถูกยิงตกเมื่อวันศุกร์ อดีตนักบินกองทัพอากาศและผู้ช่วยเหลือได้บอกกับ AFP ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะซ่อนตัว เอาตัวรอด และช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากหลังแนวข้าศึกได้

    “คุณจะรู้สึกว่า ‘โอ้พระเจ้า ฉันอยู่ในเครื่องบินรบเมื่อสองนาทีที่แล้ว บินด้วยความเร็ว 500 ไมล์ต่อชั่วโมง แล้วขีปนาวุธก็ระเบิด ห่างจากหัวคุณแค่ 15 ฟุต’” พลจัตวาเกษียณอายุ ฮูสตัน แคนต์เวลล์ กล่าว ซึ่งปัจจุบันเขาทำงานอยู่ที่สถาบันมิตเชลเพื่อการศึกษาด้านอวกาศ (Mitchell Institute for Aerospace Studies) 

    ถึงกระนั้น การฝึกของนักบิน—ที่เรียกว่า การเอาชีวิตรอด การหลบหนี การต่อต้าน และการหลบหลีก (SERE)—น่าจะเริ่มทำงานก่อนที่เขาหรือเธอจะกระโดดร่มลงสู่พื้น

    “ขณะที่คุณกำลังร่อนลงมาด้วยร่มชูชีพ คุณจะเห็นมุมมองที่ดีที่สุดเกี่ยวกับที่ที่คุณอาจต้องการไปหรือที่ที่คุณอาจต้องการหลีกเลี่ยง” แคนต์เวลล์กล่าว

    แคนต์เวลล์มีประสบการณ์การบินรบ 400 ชั่วโมง รวมถึงภารกิจเหนืออิรักและอัฟกานิสถาน

    อดีตนักบินแคนต์เวลล์อธิบายว่า การกระโดดร่มลงสู่พื้นมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่เท้า ข้อเท้า และขา

    “มีเรื่องราวมากมายของผู้รอดชีวิตจากเวียดนามที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส—กระดูกหักหลายท่อน—จากการดีดตัวออกจากร่มชูชีพ” แคนต์เวลล์กล่าว

    เมื่อลงจอดแล้ว “ให้สำรวจตัวเองเพื่อดูว่า ฉันอยู่ในสภาพใด ฉันขยับได้หรือไม่ ฉันยังเคลื่อนไหวได้อยู่หรือเปล่า”

    จากนั้นนักบินจะหาว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน อยู่หลังแนวข้าศึกหรือไม่ พวกเขาสามารถซ่อนตัวได้ที่ไหน และพวกเขาจะติดต่อสื่อสารได้อย่างไร

    “พยายามหลีกเลี่ยงการถูกศัตรูจับกุมให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้” แคนต์เวลล์กล่าว “และถ้าผมอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นทะเลทราย ผมก็อยากจะหาน้ำ”

    ในขณะเดียวกัน ทีมค้นหาและกู้ภัยทางอากาศ (CSAR) ซึ่งประกอบด้วยทหารและนักบินที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีและอยู่ในสถานะเตรียมพร้อมอยู่แล้ว จะถูกเรียกใช้งาน

    “มันทำให้คุณรู้สึกอุ่นใจอย่างมาก เมื่อรู้ว่าพวกเขาจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อมาช่วยคุณ” แคนต์เวลล์กล่าว “ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็จะไม่มาในภารกิจฆ่าตัวตาย”

    นั่นคือจุดที่ลูกเรือที่หายไปสามารถเพิ่มโอกาสในการได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย

    “สิ่งสำคัญอันดับแรกของผมคือการซ่อนตัว เพราะผมไม่อยากถูกจับ” เขากล่าว “ผมอยากจะไปยังสถานที่ที่ผมสามารถได้รับการช่วยเหลือได้”

    ในเมือง อาจจะเป็นดาดฟ้า ในพื้นที่ชนบท อาจจะเป็นทุ่งนาที่เฮลิคอปเตอร์สามารถลงจอดได้ การเคลื่อนไหวที่ดีที่สุดคือในเวลากลางคืน เขากล่าว

    แคนต์เวลล์กล่าวว่าเมื่อเขาบิน เขาก็พกปืนพกติดตัวไปด้วย

    ภารกิจกู้ภัย
    ขณะเดียวกัน ใน “ห้องเตรียมพร้อม” ทหารหน่วยค้นหาและกู้ภัย (CSAR) เช่น จ่าสิบเอกสก็อตต์ เฟลส์ ที่เกษียณแล้ว ก็สวมชุดปฏิบัติการ

    ผู้เชี่ยวชาญอย่างเฟลส์ ซึ่งเป็นนักกระโดดร่มกู้ภัยที่มีบทบาทสำคัญในกรณี “แบล็กฮอว์กดาวน์” (Black Hawk Down) ปี 1993 ในเมืองโมกาดิชู ประเทศโซมาเลีย จะเตรียมพร้อมเสมอเมื่อเครื่องบินของสหรัฐฯ บินอยู่เหนือดินแดนของศัตรู

    “ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ… จะมีแผน CSAR เสมอ” เฟลส์บอกกับ AFP

    ในขณะเดียวกัน ข้อมูลข่าวกรองจำนวนมหาศาลก็ถูกรวบรวมและวิเคราะห์เกี่ยวกับตำแหน่งและสถานะของนักบินที่หายไป

    “ทุกอย่างตั้งแต่ข่าวกรองจากมนุษย์ ข่าวกรองจากภาพถ่าย ไปจนถึงโดรนต่างๆ ที่เราใช้ค้นหา — ข่าวกรองจากสัญญาณ” เฟลส์กล่าว “ทั้งหมดนี้ถูกนำมาใช้เพื่อพยายามค้นหาชายคนนี้”

    เมื่อพบตัวนักบินที่หายไปแล้ว แผนการกู้ภัยจะถูกกำหนดขึ้นแบบเรียลไทม์ภายในเฮลิคอปเตอร์

    “พลปืนเหล่านั้นกำลังสอดแนมและมองหาภัยคุกคาม นักบินกำลังมองหาสถานที่ลงจอด และเรากำลังติดต่อกับนักบินที่เครื่องบินตก” เขากล่าว

    บนพื้นดิน พวกเขาตรวจสอบให้แน่ใจว่านักบินคนนั้นเป็นบุคคลที่พวกเขากำลังค้นหาอยู่จริง และจะทำการประเมินภัยคุกคามเทียบกับความต้องการทางการแพทย์

    เฟลส์กล่าวว่า ในใจของพวกเขาคือ “เรากำลังเผชิญกับภัยคุกคามแบบไหน? เรามีเวลาเท่าไหร่ในการช่วยเหลือบุคคลนี้? เขาได้รับบาดเจ็บแบบไหน? จากนั้นเราจะตัดสินใจเกี่ยวกับประเภทและปริมาณของการรักษาที่จำเป็นในที่เกิดเหตุ หรือเราจะแค่คว้าตัวแล้วไปขึ้นอยู่กับภัยคุกคาม?”

    เฟลส์กล่าวว่า เนื่องจากยังมีเพื่อนทหารอีกคนหนึ่งที่ยังหาไม่พบในอิหร่านตะวันตกเฉียงใต้ เขาจึง “หวังเป็นอย่างยิ่ง” ว่านักบินคนนั้นจะถูกพบตัว

    “ผมหวังว่าจะมีคนที่เป็นมิตรพบเขาและกำลังซ่อนตัวเขาอยู่” เขากล่าว “หรือเขายังคงหลบหนีอยู่”

    Agence France-Presse

    Photo – เครื่องบินขับไล่ F-35A Lightning II Joint Strike Fighter จากฝูงบินขับไล่ที่ 58 กองบินขับไล่ที่ 33 ฐานทัพอากาศเอ็กกลิน รัฐฟลอริดา ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ปฏิบัติภารกิจเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศกับเครื่องบิน KC-135 Stratotanker (U.S. Air Force photo by Master Sgt. Donald R. Allen/Public Domain)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/41685&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03zDF2QVyFHbxQqYzCVdAO

  • สื่อเมืองผู้ดีเผย ผู้ชาย 80% “ตั้งชื่อ” ให้อวัยวะเพศ เปิดลิสต์ชื่อฮิตๆ ทั้งขำทั้งทรงพลัง!

    สื่อเมืองผู้ดีเผย ผู้ชาย 80% “ตั้งชื่อ” ให้อวัยวะเพศ เปิดลิสต์ชื่อฮิตๆ ทั้งขำทั้งทรงพลัง!

    ผลสำรวจชี้ ผู้ชายกว่า 80% ตั้งชื่ออวัยวะเพศตัวเอง เหตุผลทางจิตวิทยาที่หลายคนไม่เคยรู้

    ผลสำรวจจากสหราชอาณาจักรเผยว่า ผู้ชายจำนวนมากมีพฤติกรรม “ตั้งชื่อให้อวัยวะเพศ” ของตัวเอง โดยจากจำนวนอวัยวะเพศชายราว 33 ล้านคนในประเทศ พบว่ากว่า 26 ล้านคน หรือประมาณ 80% เคยตั้งชื่อเฉพาะให้กับตัวเอง สะท้อนความสัมพันธ์ทางจิตใจและมุมมองต่อเรื่องเซ็กซ์ที่น่าสนใจ

    ผู้ชายอังกฤษนิยมตั้งชื่อมากที่สุด

    การศึกษาจาก The Urology Foundation ระบุว่า ผู้ชายในภูมิภาค นอร์ทเวสต์ของอังกฤษ (North West) มีแนวโน้มตั้งชื่อมากที่สุดถึง 86% ขณะที่กลุ่มใน อีสต์มิดแลนด์ (East Midlands), เวสต์มิดแลนด์ (West Midlands) และ ลอนดอน (London) ก็มีสัดส่วนสูงเช่นกัน

    ในขณะที่ประเทศอื่นอย่างสกอตแลนด์ ไอร์แลนด์เหนือ และเวลส์ มีอัตราการตั้งชื่อลดลงเล็กน้อย อยู่ที่ประมาณ 72–73% แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมนี้พบได้ทั่วไป แต่มีความแตกต่างตามพื้นที่

    ชื่อยอดฮิต มีทั้งขำๆ และทรงพลัง

    จากข้อมูลในงานวิจัย พบว่าชื่อที่ผู้ชายตั้งให้กับอวัยวะเพศมีความหลากหลาย ตั้งแต่คำเรียกเล่นไปจนถึงชื่อที่สะท้อนภาพลักษณ์ของอำนาจและความมั่นใจ

    ชื่อเล่นหลายชื่อมีที่มาจากตำแหน่งหน้าที่ โดยผู้ชายมักเรียกอวัยวะเพศของตนเองว่า นายพล กัปตัน ทหาร หัวหน้า เจ้าชาย ดยุก และแชมป์

    • แนวล้อเลียน/คำเล่นคำ เช่น จอห์น โธมัส (John Thomas), โมปี้ ดิก (Mopey Dick)
    • แนวอำนาจ เช่น เดอะ เจเนอรัล (The General), เดอะ กัปตัน (The Captain), เดอะ บอส (The Boss), เดอะ ปรินซ์ (The Prince)
    • แนวพลัง/เครื่องจักร เช่น เดอะ ร็อกเก็ต (The Rocket), เดอะ เอนจิน (The Engine)
    • แนวน่ารัก/ลดความจริงจัง เช่น ลิตเติล แมน (Little Man), ลิตเติล บัดดี้ (Little Buddy)
    • แนวใหญ่/โดดเด่น เช่น บิ๊กเบน (Big Ben), ร็อดซิลล่า (Rodzilla)

    ชื่อเหล่านี้สะท้อนทั้งอารมณ์ขัน ความมั่นใจ และมุมมองต่อร่างกายของแต่ละคน

    ผู้หญิงก็มีการตั้งชื่อเช่นกัน

    ไม่ใช่แค่ผู้ชายเท่านั้น งานวิจัยยังพบว่าผู้หญิงจำนวนมากก็มีการตั้งชื่อให้อวัยวะเพศเช่นกัน โดยมีทั้งคำเรียกแบบน่ารัก คำทั่วไป และคำทางกายวิภาค ตั้งแต่คำว่า noon, fanny และ fufu ไปจนถึง mini, vajajay และ box

    การศึกษาก่อนหน้านี้ยังชี้ว่า รูปแบบการตั้งชื่ออาจสะท้อนความมั่นใจทางเพศและทัศนคติต่อร่างกาย เช่น การใช้คำเด็กอาจเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์เชิงลบ ขณะที่การใช้คำทางวิทยาศาสตร์อาจช่วยให้เปิดใจมากขึ้น

    ทำไมผู้ชายถึงตั้งชื่อ? คำอธิบายทางจิตวิทยา

    นักจิตบำบัด อธิบายว่า เหตุผลหนึ่งมาจากความรู้สึกว่าเรื่องอวัยวะเพศยังคงเป็นเรื่องต้องห้ามในสังคม หลายคนจึงไม่สบายใจที่จะใช้คำตรงๆ ทำให้เกิดการตั้งชื่อแทน

    นอกจากนี้ ชื่อที่เลือกยังสะท้อนความสัมพันธ์ของบุคคลกับร่างกายและเรื่องเซ็กซ์ เช่น การตั้งชื่อแบบขำๆ อาจเป็นการลดความกดดันหรือความคาดหวัง ขณะที่ชื่อแนวทรงพลังอาจสะท้อนความมั่นใจและภาพลักษณ์ของตนเอง

    อวัยวะเพศกับตัวตนของผู้ชาย

    ในเชิงจิตวิทยา มีหลักฐานว่าผู้ชายจำนวนมากให้ความสำคัญกับอวัยวะเพศในฐานะส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ความเป็นชาย ปัญหาที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาวะหย่อนสมรรถภาพ หรือหลั่งเร็ว อาจกระทบความมั่นใจและความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง

    ในบางกรณี การตั้งชื่ออาจเป็นวิธีหนึ่งในการลดความอึดอัด หรือปกปิดความไม่มั่นใจเกี่ยวกับร่างกาย

    มุมมองสุดท้าย: เรื่องขำๆ ที่สะท้อนความสัมพันธ์

    แม้ชื่อเหล่านี้อาจทำให้บางคนรู้สึกขำหรือแปลกใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นอันตราย และอาจสะท้อนความผูกพันกับร่างกายของตนเอง

    ในความสัมพันธ์ที่มีความยินยอมและความเข้าใจ การใช้ชื่อเล่นลักษณะนี้ยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของความใกล้ชิด และช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองมากขึ้นได้

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9882146/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ElwYWCgYWU60wd-NTKb6E