Category: วัฒนธรรม

  • รฟท.จัดประชุมย่อยรับฟังการก่อสร้างรถไฟทางคู่ หาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ก่อนสรุปผล ส.ค.นี้

    รฟท.จัดประชุมย่อยรับฟังการก่อสร้างรถไฟทางคู่ หาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ก่อนสรุปผล ส.ค.นี้

    รฟท.จัดประชุมย่อยรับฟังการก่อสร้างรถไฟทางคู่ หาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ก่อนสรุปผล ส.ค.นี้

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดประชุมกลุ่มย่อยรับฟังความคิดเห็น งานศึกษาความเหมาะสมโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ให้ครอบคลุมในระดับชุมชนหมู่บ้านตามแนวเส้นทาง ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวม 13 อำเภอ 51 ตำบล จนถึงวันที่ 27 เมษายน 2569 ก่อนจัดการประชุมสรุปผลการศึกษา (สัมมนาใหญ่ ครั้งที่ 2) ประมาณเดือนสิงหาคม 2569

    การประชุมกลุ่มย่อยดังกล่าว รฟท.นำเสนอข้อมูลโครงการฯ อย่างละเอียด โดยเฉพาะรูปแบบและขั้นตอนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ รวมทั้งข้อห่วงกังวลต่อผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการฯ

    สำหรับจากการจัดรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 ประชาชนต่างเห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว โดยมองว่า ที่ผ่านมาเหมือนถูกตัดออกจากระบบการพัฒนา จึงต้องการให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด และให้พิจารณาเปิดเดินรถในรูปแบบเชิงท่องเที่ยวด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000032365&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MhhZk1TNQmpc9aKyCH3bW

  • เปิดประวัติ ปานปรีย์ พหิทธานุกร สุภาพบุรุษบัวแก้วผู้ยึดมั่น รักษาหลักการ

    เปิดประวัติ ปานปรีย์ พหิทธานุกร สุภาพบุรุษบัวแก้วผู้ยึดมั่น รักษาหลักการ

    เปิดประวัติ ปานปรีย์ พหิทธานุกร สุภาพบุรุษบัวแก้วผู้ยึดมั่น รักษาหลักการ

    วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.41 น.

    กลายเป็นกระแสที่ถูกจับตามองอย่างร้อนแรงบนโลกออนไลน์และออฟไลน์ทันที เมื่อ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เตรียมลงนามแต่งตั้ง ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและเจ้าของฉายา ขุนพลเศรษฐกิจ ให้กลับคืนถิ่นบัวแก้วอีกครั้งในตำแหน่ง ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อผนึกกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การทูตเชิงรุกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    วันนี้ ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ จะพาทุกท่านไปเจาะลึกเส้นทางชีวิตของชายชื่อ ปานปรีย์ หรือ ดร.ตั๊ก ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับภารกิจด้านการทูตอย่างแท้จริง

    ปานปรีย์ พหิทธานุกร

    แฟ้มภาพ

    โดย ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร เกิดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2500 ปัจจุบันอายุ 69 ปี เป็นบุตรของ นายปรีชา และนางบุญทิวา พหิทธานุกร ดร.ปานปรีย์เติบโตมาในครอบครัวข้าราชการเก่าแก่ที่มีความผูกพันกับกระทรวงต่างประเทศอย่างหยั่งรากลึก โดยมีต้นแบบจากคุณปู่คือ พระพหิทธานุกร (ส่วน นวราช) อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศและเอกอัครราชทูตผู้เจนจัดในสนามสากล ตลอดจนบิดาที่รับราชการในกระทรวงแห่งนี้เช่นกัน สภาพแวดล้อมเหล่านี้เองที่หล่อหลอมให้เขาซึมซับงานด้านนโยบายระหว่างประเทศมาตั้งแต่เยาว์วัย

    ทางด้านการศึกษา ดร.ปานปรีย์ ปูพื้นฐานตัวเองอย่างแน่นหนาด้วยปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะบินไปคว้าปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์จาก University of Southern California (USC) และจบปริญญาเอกด้านการบริหารจัดการภาครัฐจาก Claremont Graduate University (CGU) สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เขากลายเป็นนักยุทธศาสตร์ที่มองภาพรวมทั้งมิติกฎหมายและการบริหารจัดการได้อย่างเฉียบคม

    ปานปรีย์ พหิทธานุกร

    ก้าวแรกในโลกการทำงานของเขาเริ่มต้นที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในบทบาทเจ้าหน้าที่ประสานงานห้องประชุม ครม. ยุคพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นโรงเรียนฝึกทักษะการบริหารนโยบายแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นของครอบครัว เมื่อเขาได้พบรักและสมรสกับ นางปวีณา หงษ์ประภาส หลานตาของพล.อ.ชาติชาย และมีบุตรสาวคือ น.ส.ปัทมรัตน์ พหิทธานุกร มาเป็นโซ่ทองคล้องใจ

    อย่างไรก็ตามเส้นทางการบริหารระดับชาติของเขามาถึงจุดสำคัญที่สุดเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็น รองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน เมื่อปี 2566 เพื่อนำประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจและการทูตมาปรับภาพลักษณ์ไทยบนเวทีโลก แต่แล้วในเดือนเมษายน 2567 กลับเกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อการปรับคณะรัฐมนตรีทำให้เขาพ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เหลือเพียงเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพียงตำแหน่งเดียว จนนำมาสู่การตัดสินใจลาออกเพื่อรักษาหลักการและศักดิ์ศรีทางการเมือง

    ปานปรีย์ พหิทธานุกร

    แฟ้มภาพ

    การกลับมาในบทบาทประธานที่ปรึกษาฯ ภายใต้การนำของนายสีหศักดิ์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การคืนถิ่นของคนทำงานคนหนึ่ง แต่คือการนำประสบการณ์ระดับตัวจริง กลับมาช่วยประคองและขับเคลื่อนงานด้านการต่างประเทศของไทยท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม

    ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ปานปรีย์ พหิทธานุกร

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/956874&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Z6XGRMOBs6d8QbMqhteC-

  • ศูนย์หนังสือจุฬาฯ เปิดตัวหนังสือ “อัจฉริยะการตลาด 0.1”

    ศูนย์หนังสือจุฬาฯ เปิดตัวหนังสือ “อัจฉริยะการตลาด 0.1”

    Skip to content

    ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ร่วมเสวนาเปิดตัวหนังสือ “อัจฉริยะการตลาด 0.1” จัดโดยศูนย์หนังสือจุฬาฯ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 เมื่อวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569  ณ เวทีกลาง HALL 8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ดำเนินรายการโดยคุณพิพัฒน์ วิทยาปัญญานนท์ ผู้ประกาศข่าวช่อง ONE 31 มีนักอ่านผู้สนใจเข้าฟังเป็นจำนวนมาก

    “อัจฉริยะการตลาด 0.1” เป็นหนังสือการตลาดที่ตอบโจทย์ 4 ประเด็นหลัก คือ การมองโลกและลูกค้าในยุคที่เปลี่ยนไปเราควรมีมุมมองอย่างไร กลยุทธ์การขาย ทำอย่างไรจึงจะจับใจลูกค้าและขายของในโลกยุคนี้ได้ การวัดผล วิธีการวัดผลที่มีประสิทธิภาพ และแนวทางการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

    ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ผู้เขียนหนังสือ “อัจฉริยะการตลาด 0.1” เปิดเผยที่มาของชื่อหนังสือว่า เนื่องจากปัจจุบันความชอบของผู้บริโภคแม้เพียงคนเดียวมีความชอบที่หลากหลาย โลกไม่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอีกต่อไป การตลาดแบบเดิมที่มองทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียวนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป จึงต้องเปลี่ยนเป็นการตลาดแบบ 0.1 แทน”

    “หนังสือเล่มนี้ไม่เน้นวิชาการ แต่มุ่งหมายให้ผู้อ่านทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย เนื้อหาทั้งหมดนำข้อมูลมาจากงานวิจัยที่ย่อยแล้ว และมีการอ้างอิงอย่างเป็นระบบ โดยมีรายชื่อหนังสืออ้างอิงท้ายเล่มยาวเกือบ 40 หน้า เหมาะสำหรับคนที่อยากรู้ว่าการตลาดยุคใหม่เป็นอย่างไร โดยไม่ต้องไปค้นหาจากสื่อที่หลากหลายและกระจัดกระจาย เพราะหนังสือเล่มนี้รวบรวมเนื้อหาที่จบได้ในเล่มเดียว”

    “อัจฉริยะการตลาด 0.1” หนังสือดีที่รวบรวมความรู้และมุมมองใหม่ทางการตลาด เหมาะกับคนที่ไม่เชี่ยวชาญด้านการตลาด แต่เห็นความสำคัญและก้าวเข้ามาในโลกการตลาด เช่น คนทำธุรกิจ SMEs ฯลฯ มีจำหน่ายที่บูธศูนย์หนังสือจุฬาฯ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บูธ I32 หรือหาซื้อได้ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ทุกสาขา ในราคา 250 บาท รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายจะนำไปบริจาคให้กับศิริราชมูลนิธิ

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/297286/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FxLWYd3Dijnvm9PYrYsKn

  • ‘บิ๊กดุลย์’ ไม่หนักใจคุมกลาโหม

    ‘บิ๊กดุลย์’ ไม่หนักใจคุมกลาโหม

    4 เมษายน 2569 – พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีการเข้ามารับตำแหน่งในช่วงที่ประเทศกำลังเจอกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชามีความกดดันหรือไม่ว่า เป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่า ตนไม่ลำบากใจเลย เพราะเชื่อมั่นในผู้บัญชาการเหล่าทัพ และเชื่อมั่นในตัวผู้บังคับหน่วย ซึ่งทุกคนมีความมุ่งมั่นอันเดียวกันที่จะรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะเรามีอุดมการณ์เดียวกัน จบจากโรงเรียนเหล่าทหารของแต่ละเหล่าทัพ ทั้งโรงเรียนนายสิบ และโรงเรียนนายร้อย ซึ่งเราไม่ได้แบ่งแยก แต่ว่าเป็นเส้นทางในการศึกษา โดยพอมาอยู่ในหน่วยก็มาอยู่หน่วยเดียวกัน กลายเป็นทีมเดียวกัน ไม่ต้องกังวลใจ

    เมื่อถามว่า ได้มีการมอบนโยบายเรื่องของการดูแลปัญหาชายแดนอย่างไร เพราะในปีหน้ากัมพูชาจะมีการเลือกตั้งระดับประเทศ กลัวว่า จะมีการสร้างสถานการณ์เกิดขึ้นหรือไม่ พลโท อดุลย์ กล่าวว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องรบรอบที่ 3 แต่ไม่ใช่ว่า ไม่ต้องกังวล เพราะเรามีความเชื่อมั่นในกำลังพลในการป้องกันชายแดน ซึ่งการจะรบ ต้องมีสิ่งบอกเหตุ ซึ่งเรามีระบบการข่าวกรอง หรือ ISR (Intelligence, Surveillance, and Reconnaissance) ที่ดี และขอให้เข้าใจว่า เรามีระบบการติดตาม และระบบเฝ้าตรวจสิ่งบอกเหตุ ซึ่งขอให้อย่าไปเชื่อ “ข่าวลือ” แต่ขอให้เชื่อ “ข่าวสารของทางการ” ที่ปล่อยออกไป เช่น จากโฆษกกองทัพภาค หรือว่า นายอำเภอ ผู้ใหญ่บ้าน ที่มีช่องทางการติดต่อกับชาวบ้านอยู่แล้ว ซึ่งหากมีเหตุการณ์ก็จะมีการแจ้งผ่านช่องทางเหล่านี้ ขออย่าไปเชื่อโซเชียล เพราะขณะนี้เรากำลังเข้าสู่ภาวะสงครามที่เรียกว่า สงครามไฮบริด (Hybrid Warfare) หรือ สงครามลูกผสม ซึ่งขอให้ดูแล้วใช้วิจารณญาณ เพราะว่า คนที่นำข้อมูลมาโพสต์ในโซเชียล เขาต้องการอะไรเราไม่รู้ ซึ่งต้องการโฆษณาชวนเชื่อหรือไม่ ขอให้ใจเย็น ๆ อย่าไปสร้างความแตกแยกให้กับผู้ปฏิบัติงาน

    พลโท อดุลย์ ยืนยันว่า ผู้บังคับหน่วยทหาร ไม่มีใคร ไม่มีไม่รักลูกน้อง

    ส่วนกรณีที่นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน ออกมาระบุว่า มีเจ้าหน้าที่เรียกรับส่วย แล้วปล่อยให้ทหาร BHQ เข้าเมืองแบบผิดกฎหมายนั้น พลโท อดุลย์ ย้อนถามกลับว่า จะเชื่อนายวีระ หรือจะเชื่อทหารในพื้นที่ทหาร แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะนายวีระ ได้ให้ข้อมูลเป็นข่าวสารขั้นต้น ซึ่งเราก็รับฟัง ตนก็ได้นำมาตรวจสอบกับคนในพื้นที่ว่า เป็นข่าวจริงหรือไม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี ยืนยันว่า ไม่ได้ว่า นายวีระ เพราะเมื่อมีข่าวสารอะไรก็พร้อมรับฟังทั้งหมดให้หน่วยในพื้นที่ไปกลั่นกรอง ตรวจสอบ และมาตัดสินใจว่า จะทำอย่างไรต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/974857/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DtC4mUd4YcSHxTJS3uSoY

  • “บิ๊กดุลย์” เยี่ยมเกณฑ์ทหาร ย้ำสวัสดิการแน่น ลุยลงโทษคนผิด หนุน “ทหารอาสา”

    “บิ๊กดุลย์” เยี่ยมเกณฑ์ทหาร ย้ำสวัสดิการแน่น ลุยลงโทษคนผิด หนุน “ทหารอาสา”

    รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ตรวจเลือกทหารกองเกิน ย้ำสิทธิประโยชน์เพียบ ทั้งเรียนต่อและโอกาสก้าวหน้าทางอาชีพ ย้ำลูกหลานต้องปลอดภัย ลั่นไม่เลี้ยงคนผิด สั่งลงโทษเด็ดขาด เป็นจุดดำทำกองทัพเสียภาพลักษณ์ หลังมีเคสทำร้ายร่างกายทหาร พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตทหารชายแดน น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีเน็ตโทร. คนที่บ้าน พร้อมขานรับนโยบาย “ทหารอาสา”

    วันที่ 4 เมษายน 2569 พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการตรวจเลือกทหารกองเกิน เข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประจำปี 2569 โดยกล่าวว่า วันนี้มาตรวจดูความเรียบร้อย เพราะศูนย์การค้า สาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต มีการตรวจคัดเลือกเต็มทั้ง 2 วัน ที่ผ่านมา รวมถึงดูการปฏิบัติงานของสัสดีที่ประชาสัมพันธ์ให้มีผู้สมัครเต็มทุกวันนั้นทำอย่างไร รวมถึงนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมการให้ชายไทยสมัครเข้ารับราชการทหารโดยสมัครใจ หรือหากการ สมัครเต็มจำนวน ก็จะไม่มีการเกณฑ์ทหาร โดยปัจจุบันได้มีการนำระบบสมัครออนไลน์มาใช้ด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้น

    สำหรับปัจจัยที่ทำให้มีผู้สมัครเต็มจำนวนนั้น พลโท อดุลย์ ระบุว่า มีหลายปัจจัย อาทิ การประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งฝ่ายปกครอง ที่ได้ประชาสัมพันธ์นโยบายรัฐบาล รวมถึงปัจจัย และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ได้รับ สร้างแรงจูงใจ โดยเฉพาะด้านการศึกษา เปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับราชการสามารถศึกษาต่อควบคู่ไปด้วย เช่น การศึกษานอกระบบ เพื่อยกระดับวุฒิการศึกษา นอกจากนี้ ยังมีโอกาสก้าวหน้าในสายอาชีพ และได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม อีกทั้ง ยังมีการเสริมสร้างอุดมการณ์ รักชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ และการเป็นจิตอาสาเพื่อการปกป้องอธิปไตย และสร้างความภาคภูมิใจให้กับตนเองและครอบครัว

    ส่วนการดูแลทหารเกณฑ์ ไม่ให้เกิดการซ้ำรอยในเรื่องของการทำร้ายร่างกาย พลโทอดุลย์ เชื่อว่า ผู้บังคับบัญชาทุกระดับได้กำกับดูแลเป็นอย่างดี และได้ลงโทษผู้ที่กระทำ ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวนั้นมีอยู่บ้าง ซึ่งหากพบการกระทำความผิด ก็มีการลงโทษอย่างเด็ดขาด อย่างเช่น กรณีที่เกิดขึ้นที่ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จังหวัดนครราชสีมา ได้มีการลงโทษขั้นเด็ดขาด โดยการปลดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด และดูแลครอบครัวของผู้บาดเจ็บ พร้อมย้ำว่า กองทัพบกมีคนดีและคนไม่ดี เพียงนิดเดียวทำให้ภาพลักษณ์เกิดความเสียหาย ซึ่งจะไม่ปล่อยคนกลุ่มนี้ไว้ ขอให้เชื่อว่าลูกหลานของทุกท่านจะปลอดภัย ในยามที่กำลังพลออกปฎิบัติหน้าที่ที่บริเวณชายแดน โดยตนเองได้เน้นย้ำคุณภาพชีวิตทหารชายแดน อย่างน้อย น้ำต้องไหล ไฟต้องสว่าง ทางดี ได้ชาร์จโทรศัพท์ มีสัญญาณโทรศัพท์เพื่อให้พูดคุยกับคนที่บ้านได้ หุงข้าวไม่ต้องก่อไฟมาก เรื่องเหล่านี้ถือเป็นคุณภาพชีวิตที่พวกเขาได้ไปช่วยพวกเราทุกคนในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

    ส่วนกรณีฝ่ายค้านจับตาการนำพลทหารไปรับใช้ และการเก็บบัตรเอทีเอ็ม (ATM) เพื่อหักหัวคิว ได้มอบนโยบายเรื่องนี้อย่างไรนั้น พลโทอดุลย์ ระบุว่า มีนโยบายชัดเจน ที่ผ่านมามีเรื่องนี้อยู่บ้าง ก็เหมือนกับจุดด่างในเหล่าทัพ และเชื่อว่าผู้บังคับบัญชาแต่ละหน่วยเข้มงวดเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้มีอยู่น้อยมาก เหมือนเสื้อสีขาวที่มีจุดดำเพียงเล็กน้อย ดังนั้น ขออย่ามองจุดด่างดำ ขอให้ทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา โดยมีศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ หรือแม้แต่คนใดที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ รวมถึงไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ขอให้แจ้งมา

    ส่วนนโยบายทหารอาสาของพรรคภูมิใจไทย ได้วางกรอบไว้หรือไม่ว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ พลโทอดุลย์ กล่าวว่า ต้องรอให้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน และตนเองจะรับมาดำเนินการ ยืนยันว่ามีแน่ และทำอย่างแน่นอน ซึ่งจะต้องหารือกันในละเอียดครั้งหนึ่ง ว่าจะกี่ปี หรือ 4 ปี เพราะจะได้มีโอกาสเรียน จนจบระดับปริญญาตรีและบรรจุเข้ารับราชการทหาร อย่างไรก็ตาม พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งพ้นจากตำแหน่ง ได้ฝากสานงานต่อในการดูแลทหารชั้นผู้น้อยอย่างเต็มที่ โดยการเพิ่มเงินจากกองร้อยจากกองพัน และจากกรม ซึ่งสิทธิของกำลังพลชั้นผู้น้อย จะดูแลอย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วง นอกจากนี้ ยังย้ำว่า ชนชั้นไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะแต่อย่างใด แต่ระเบียบของข้าราชการทหารต้องมีการแบ่งยศ แบ่งสายบังคับบัญชาให้มีความชัดเจน เพื่อปกครองบังคับบัญชา เราทำงานด้วยกันเป็นทีม ชีวิตการทำงานที่บริเวณชายแดนทุกคนเท่ากันหมด ทุกคนมีโอกาสเหยียบกับระเบิดเท่ากันหมด

    ส่วนมีความกังวลหรือไม่ที่เข้ามารับตำแหน่งในช่วงที่มี สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน พลโทอดุลย์ ระบุว่า เป็นเรื่องธรรมดา ตนเองไม่ลำบากใจ และเชื่อมั่นในตัวผู้บังคับบัญชาเหล่าทัพ ผู้บังคับหน่วย ทุกคนมีความมุ่งมั่นเป็นหนึ่งเดียวกัน คือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/143600&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qCjDxGHyKPrLGEyVO3u_p

  • ธอส.จับมือ ตชด. สร้างโอกาสการศึกษา-ที่อยู่อาศัยลดเหลื่อมล้ำ

    ธอส.จับมือ ตชด. สร้างโอกาสการศึกษา-ที่อยู่อาศัยลดเหลื่อมล้ำ

    ธอส.จับมือ ตชด. สร้างโอกาสการศึกษา-ที่อยู่อาศัยลดเหลื่อมล้ำ

    ธอส.จับมือ ตชด. สร้างโอกาสการศึกษา-ที่อยู่อาศัยลดเหลื่อมล้ำ

    ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ลดความเหลื่อมล้ำสร้างโอกาสทางการศึกษา (Social Inclusion) และที่อยู่อาศัยเพื่อความมั่นคง โดยร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) จัดทำโครงการความร่วมมือ ธอส. เพื่อโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ประจำปี 2569 สนับสนุนการสร้างและซ่อมแซมอาคารเรียน 5 แห่ง พร้อมซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้นักเรียนในพื้นที่ ตชด. 20 ครอบครัว พร้อมไฟส่องสว่างโซลาเซลล์ ลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับครัวเรือน

    ธอส.จับมือ ตชด. สร้างโอกาสการศึกษา-ที่อยู่อาศัยลดเหลื่อมล้ำ

    ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. พร้อมเดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิต คุณภาพการศึกษา และที่อยู่อาศัยให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสร้างความเท่าเทียมสร้างโอกาสในการเข้าถึงด้านการศึกษาอย่างทั่วถึง (Social Inclusion) และมีที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคงทางสังคม ธอส. จึงร่วมกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) โครงการความร่วมมือ ธอส. เพื่อโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550 โดยให้การสนับสนุนสร้างหรือซ่อมแซมอาคารเรียนให้โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนรวมแล้วกว่า 42 แห่ง และซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้นักเรียน ตชด. กว่า 215 หลัง ส่งผลให้นักเรียนในพื้นที่ถิ่นทุรกันดารได้รับโอกาสทางการศึกษาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่า 10,000 คน

    ธอส.จับมือ ตชด. สร้างโอกาสการศึกษา-ที่อยู่อาศัยลดเหลื่อมล้ำ

    ทั้งนี้ ในปี 2569 ธอส. พร้อมให้การสนับสนุนสร้างหรือซ่อมแซมอาคารเรียน และที่อยู่อาศัยภายใต้โครงการดังกล่าว ดังนี้

    1. สร้างหรือซ่อมแซมอาคารเรียนในถิ่นทุรกันดาร จำนวน 5 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดนครพนม จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดจันทบุรี  จังหวัดตราด และจังหวัดยะลา เพื่อให้เด็กนักเรียนเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพ เป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
    2. สร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้เด็กนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน พร้อมมอบไฟส่องสว่างโซลาเซลล์ ลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับครัวเรือน และเครื่องอุปโภคบริโภคสำหรับใช้ประโยชน์ภายในที่พักอาศัย จำนวน 20 ครอบครัว เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ตามพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน”

    “ตลอดระยะเวลากว่า 19 ปี ที่ธอส. ได้ดำเนินการร่วมกับ ตชด. ทั้งการส่งเสริมด้านการศึกษาและด้านที่อยู่อาศัยเพื่อให้ความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมระหว่างสังคมเมืองและสังคมในชนบท ทั้งนี้ ความร่วมมือของทั้ง 2 หน่วยงาน จะทำให้เด็กนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนได้รับโอกาสทางการศึกษา และนำความรู้ที่ได้รับกลับมาพัฒนาชุมชนให้มีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการเสริมสร้างอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับชุมชนให้เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน การลงนามในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำว่า ธอส. พร้อมยืนเคียงข้างคนไทยทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม” ดร.มหัทธนะ กล่าว

    ธอส.จับมือ ตชด. สร้างโอกาสการศึกษา-ที่อยู่อาศัยลดเหลื่อมล้ำ

    พลตำรวจโท รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.) กล่าวว่า การร่วมมือกับ ธอส. ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ช่วยเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ในความดูแลของ ตชด. ได้อย่างเป็นรูปธรรม การช่วยเหลือของ ธอส. ในปี 2569 นี้ จะช่วยขยายผลไปยังพื้นที่ที่ยังมีความต้องการสูง ช่วยให้บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนมีขวัญและกำลังใจในการเรียนการสอนมากขึ้น ในนามของกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ขอขอบคุณ ธอส. ที่ได้เข้ามาช่วยเหลือ สร้างและซ่อมแซมอาคารเรียน รวมถึงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้เด็กนักเรียน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและคุณภาพทางการศึกษาของครูและนักเรียน ตชด. โดยหวังว่าทั้ง 2 หน่วยงานจะร่วมมือกันเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเช่นนี้ต่อไป 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/social-biz/655791&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MnkmSKD3gAdTouuB1YN1o

  • “รมว.กลาโหม” ลงพื้นที่ตรวจเลือกทหารกองเกิน ย้ำสิทธิประโยชน์ครบ

    “รมว.กลาโหม” ลงพื้นที่ตรวจเลือกทหารกองเกิน ย้ำสิทธิประโยชน์ครบ

    วันที่ 4 เม.ย.69 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางมาตรวจเยี่ยมการดำเนินการตรวจเลือกทหารกองประจำการ 2569 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต ชั้น 4 อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ตรวจเลือดทหารของจังหวัดนนทบุรี ใน 6 อำเภอ (ไทรน้อย, บางกรวย, เมืองนนทบุรี, บางใหญ่, บางบัวทอง, ปากเกร็ด) โดยเป็นการคัดเลือกเป็นวันที่ 4

    พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า วันนี้มาตรวจดูความเรียบร้อย รวมถึงดูการปฏิบัติงานของสัสดีที่ประชาสัมพันธ์ให้มีผู้สมัครเต็มทุกวันนั้นทำอย่างไร รวมถึงนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมการให้ชายไทยสมัครเข้ารับราชการทหารโดยสมัครใจ หรือหากการ สมัครเต็มจำนวน ก็จะไม่มีการเกณฑ์ทหาร โดยปัจจุบันได้มีการนำระบบสมัครออนไลน์มาใช้ด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้น

    สำหรับปัจจัยที่ทำให้มีผู้สมัครเต็มจำนวนนั้น พล.ท.อดุลย์ ระบุว่า มีหลายปัจจัย อาทิ การประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งฝ่ายปกครอง ที่ได้ประชาสัมพันธ์นโยบายรัฐบาล รวมถึงปัจจัย และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ได้รับ สร้างแรงจูงใจ โดยเฉพาะด้านการศึกษา เปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับราชการสามารถศึกษาต่อควบคู่ไปด้วย เช่น การศึกษานอกระบบ เพื่อยกระดับวุฒิการศึกษา นอกจากนี้ ยังมีโอกาสก้าวหน้าในสายอาชีพ และได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม อีกทั้ง ยังมีการเสริมสร้างอุดมการณ์ รักชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ และการเป็นจิตอาสาเพื่อการปกป้องอธิปไตย และสร้างความภาคภูมิใจให้กับตนเองและครอบครัว

    เมื่อถามว่าการดูแลทหารเกณฑ์ ไม่ให้เกิดการซ้ำรอยในเรื่องของการทำร้ายร่างกาย พล.ท.อดุลย์ เชื่อว่า ผู้บังคับบัญชาทุกระดับได้กำกับดูแลเป็นอย่างดี และได้ลงโทษผู้ที่กระทำ ยอมรับว่า เรื่องดังกล่าวนั้นมีอยู่บ้าง ซึ่งหากพบการกระทำความผิด ก็มีการลงโทษอย่างเด็ดขาด อย่างเช่น กรณีที่เกิดขึ้นที่ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จังหวัดนครราชสีมา ได้มีการลงโทษขั้นเด็ดขาด โดยการปลดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด และดูแลครอบครัวของผู้บาดเจ็บ พร้อมย้ำว่า กองทัพบกมีคนดี และคนไม่ดี เพียงนิดเดียวทำให้ภาพลักษณ์เกิดความเสียหาย ซึ่งจะไม่ปล่อยคนกลุ่มนี้ไว้ ขอให้เชื่อว่า ลูกหลานของทุกท่านจะปลอดภัย ในยามที่กำลังพลออกปฎิบัติหน้าที่ที่บริเวณชายแดน โดยตนเองได้เน้นย้ำคุณภาพชีวิตทหารชายแดน อย่างน้อย น้ำต้องไหล ไฟต้องสว่าง ทางดี ได้ชาร์จโทรศัพท์ มีสัญญาณโทรศัพท์เพื่อให้พูดคุยกับคนที่บ้านได้ หุงข้าวไม่ต้องก่อไฟมาก เรื่องเหล่านี้ถือเป็นคุณภาพชีวิตที่พวกเขาได้ไปช่วยพวกเราทุกคนในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

    เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านจับตาการนำพลทหารไปรับใช้ และการเก็บบัตรเอทีเอ็ม (ATM) เพื่อหักหัวคิว ได้มอบนโยบายเรื่องนี้อย่างไรนั้น พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า เรามีนโยบายชัดเจน ที่ผ่านมามีเรื่องนี้อยู่บ้าง ก็เหมือนกับจุดด่างในเหล่าทัพ และเชื่อว่า ผู้บังคับบัญชาแต่ละหน่วยเข้มงวดเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้มีอยู่น้อยมาก เหมือนเสื้อสีขาวที่มีจุดดำเพียงเล็กน้อย ดังนั้น ขออย่ามองจุดด่างดำ ขอให้ทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา โดยมีศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ หรือแม้แต่คนใดที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ รวมถึงไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ขอให้แจ้งมา

    เมื่อถามถึงนโยบายทหารอาสาของพรรคภูมิใจไทย ได้วางกรอบไว้หรือไม่ว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ต้องรอให้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน และตนเองจะรับมาดำเนินการ ยืนยันว่า มีแน่ และทำอย่างแน่นอน ซึ่งจะต้องหารือกันในละเอียดครั้งหนึ่ง ว่าจะกี่ปี หรือ 4 ปี เพราะจะได้มีโอกาสเรียน จนจบระดับปริญญาตรี และบรรจุเข้ารับราชการทหาร

    เมื่อถามว่าทาง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีตรมว.กลาโหม ซึ่งพ้นจากตำแหน่ง ได้ฝากสานงานต่อในการดูแลทหารชั้นผู้น้อย จะทำต่อเนื่องเลยหรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ทำต่อเนื่องอย่างเต็มที่ โดยการเพิ่มเงินจ่ากองร้อย กองพัน และจ่ากรม ซึ่งสิทธิของกำลังพลชั้นผู้น้อย จะดูแลอย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วง เราไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะแต่อย่างใด แต่ระเบียบของข้าราชการทหารต้องมีการแบ่งยศ แบ่งสายบังคับบัญชาให้มีความชัดเจน เพื่อปกครองบังคับบัญชา เราทำงานด้วยกันเป็นทีม ชีวิตการทำงานที่บริเวณชายแดนทุกคนเท่ากันหมด ทุกคนมีโอกาสเหยียบกับระเบิดเท่ากันหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/139353&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27GzA0CDFa8xJUrZdAe4SW

  • กรุ๊ปเลือด B เสี่ยงเป็นเบาหวานสูงกว่า 28% จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์

    กรุ๊ปเลือด B เสี่ยงเป็นเบาหวานสูงกว่า 28% จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์

    ตรวจสอบข้อเท็จจริง ข่าว “กรุ๊ปเลือด B เสี่ยงเป็นเบาหวานสูงกว่า 28%” จริงหรือไม่?

    ในช่วงที่ผ่านมา มีการแชร์ข้อมูลในโลกออนไลน์เกี่ยวกับ “กรุ๊ปเลือด B เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนอื่นถึง 28%” โดยอ้างอิงงานวิจัยทางการแพทย์ จนทำให้หลายคนเกิดความกังวลและตั้งคำถามว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริงหรือเป็นข่าวปลอม (Fake News)

    กองบรรณาธิการ Sanook News ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูลทางวิชาการแล้ว พบว่าข้อมูลดังกล่าวมีที่มาจากงานวิจัยจริง แต่มีการนำไปสื่อสาร “เกินบริบท” จนอาจทำให้เข้าใจผิดได้

    คำถาม

    จริงหรือไม่ที่ “ผู้ที่มีกรุ๊ปเลือด B มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สูงกว่าคนกรุ๊ปเลือดอื่นถึง 28%” และหมายความว่าคนกรุ๊ปเลือด B มีโอกาสป่วยสูงอย่างมีนัยสำคัญ?

    การตรวจสอบ

    จากการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ ซึ่งมีการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกรุ๊ปเลือดกับโรคต่าง ๆ รวมถึงโรคเบาหวานชนิดที่ 2

    ผลการศึกษาระบุว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีกรุ๊ปเลือด B มี “ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น” ประมาณ 28% เมื่อเทียบกับกรุ๊ปเลือดอื่น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียง “ความเสี่ยงเชิงสถิติ” ไม่ได้หมายความว่าคนกรุ๊ปเลือด B จะต้องเป็นโรคนี้แน่นอน

    ที่สำคัญ งานวิจัยเดียวกันยังย้ำว่า ปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และน้ำหนักตัว มีผลต่อความเสี่ยงของโรคเบาหวานมากกว่ากรุ๊ปเลือดอย่างมีนัยสำคัญ

    ตัวอย่างเช่น การบริโภคเนื้อแปรรูปเพียงวันละ 50 กรัม สามารถเพิ่มความเสี่ยงได้มากถึง 37% และการไม่ออกกำลังกายอาจเพิ่มความเสี่ยงได้มากกว่า 100% ซึ่งสูงกว่าปัจจัยกรุ๊ปเลือดอย่างชัดเจน

    นอกจากนี้ ยังไม่มีหน่วยงานสาธารณสุขใดออกประกาศให้ใช้ “กรุ๊ปเลือด” เป็นตัวชี้วัดหลักในการประเมินความเสี่ยงโรคเบาหวาน การวินิจฉัยยังคงอิงจากระดับน้ำตาลในเลือดและปัจจัยสุขภาพโดยรวม

    ข้อเท็จจริง

    ข้อมูลที่ว่า “กรุ๊ปเลือด B เสี่ยงเบาหวานสูงกว่า 28%” เป็นข้อมูลที่มีเค้างานวิจัยจริง แต่ถูกนำเสนอเกินบริบท และไม่สามารถสรุปได้ว่าคนกรุ๊ปเลือด B จะป่วยง่ายกว่าคนอื่นอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่ควรตีความว่าเป็นข้อเท็จจริงแบบเหมารวม

    อ้างอิง

    1. บทความวิจัยจากวารสาร BMC Medicine
    2. รายงานสรุปงานวิจัยด้านกรุ๊ปเลือดและความเสี่ยงโรค
    3. คำชี้แจงกองบรรณาธิการ Sanook News 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9882074/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pG49GM8JlBMYZtmiKUB9p

  • เปิดต้นทุนโรงพยาบาลไทย สะท้อนวิธีคิดในการจัดสรรงบประมาณ

    เปิดต้นทุนโรงพยาบาลไทย สะท้อนวิธีคิดในการจัดสรรงบประมาณ

    ทีดีอาร์ไอ เปิดต้นทุน โรงพยาบาลไทย

    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เผยแพร่ผลการศึกษา “เจาะลึกต้นทุนโรงพยาบาลไทย สู่การยกระดับประสิทธิภาพ” พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนในโรงพยาบาลแต่ละสังกัด พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาการขาดทุนสะสมเพื่อความยั่งยืนของระบบสาธารณสุข

    เปิดช่องว่างต้นทุน รพ.มหาวิทยาลัยสูงกว่า รพ.รัฐ 2-3 เท่า

    ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร นักวิจัยที่ปรึกษา TDRI ระบุว่าจากการศึกษาเปรียบเทียบพบว่าโรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัยมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขถึง 2-3 เท่า สาเหตุหลักมาจาก การรักษาโรคที่มีความซับซ้อนและรุนแรงมากกว่า  บทบาทหน้าที่ในการเป็นสถานศึกษาเพื่อผลิตบุคลากรทางการแพทย์ และการใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยกว่า

    ปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้อง

    ปัจจุบันการจัดสรรงบประมาณผ่านกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากใช้เกณฑ์กลางที่อาจไม่สะท้อนต้นทุนจริงของโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือโรงพยาบาลที่มีความเฉพาะทาง ส่งผลให้เกิดภาวะขาดทุนสะสมในบางแห่ง ขณะที่โรงพยาบาลขนาดเล็กในระดับชุมชนมักเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรและข้อมูลต้นทุนที่ละเอียดพอสำหรับการบริหารจัดการ

    ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อทางออกที่ยั่งยืน

    เพื่อให้ระบบการคลังสาธารณสุขมีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ งานวิจัยเสนอทางออก 3 ด้าน คือ จัดทำข้อมูลต้นทุนมาตรฐาน (Standardized Costing) สนับสนุนให้โรงพยาบาลมีระบบจัดเก็บข้อมูลต้นทุนที่ชัดเจนและเป็นระบบเดียวกัน เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างแม่นยำ ปรับเกณฑ์การจ่ายงบประมาณ:เสนอให้พิจารณาการจัดสรรงบประมาณตาม “ฐานประสิทธิภาพ” และ “ความซับซ้อนของบริการ” (Performance-based funding) มากกว่าการใช้เกณฑ์เฉลี่ยแบบครอบจักรวาล และเพิ่มศักยภาพการจัดการข้อมูล: พัฒนาบุคลากรเฉพาะทางด้านการวิเคราะห์ต้นทุนและระบบสารสนเทศในโรงพยาบาล เพื่อใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

    การยกระดับประสิทธิภาพโรงพยาบาลไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการ “เข้าใจต้นทุนจริง” และการใช้ข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีที่สุดภายใต้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/tdri-reveals-costs-thai-hospitals&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fZWcTyF7q9mfKLH9nHVUi

  • ประกาศแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ ประจำปี ๒๕๖๙ – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    ประกาศแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ ประจำปี ๒๕๖๙ – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    ประกาศสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายเลขานุการ ประจำปี ๒๕๖๙

    อาศัยอำนาจตามความในข้อบังคับหมวด ๖ ว่าด้วยการบริหารสมาคม ข้อที่ ๑๖ คณะกรรมการบริหาร  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  ได้ประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งที่ ๒/สมัยที่ ๒๔/๒๕๖๙  วันพุธที่ ๒๕ มีนาคม  ๒๕๖๙  ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายเลขานุการ ประจำปี ๒๕๖๙ ประกอบด้วยที่ปรึกษา ๑  คน และอนุกรรมการ ๗  คน ดังนี้

    ๑.นางสาวน.รินี เรืองหนู               นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย            ที่ปรึกษา

    ๒.นายชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม               อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อและเลขาธิการ     ประธาน

    ๓.นายอนุชา เจริญโพธิ์                 อุปนายกฝ่ายต่างประเทศ                                                 อนุกรรมการ

    ๔.​นายธนพล บางยี่ขัน                 อุปนายกฝ่ายวิชาการ                                                       อนุกรรมการ

    ๕.​นางสาวณัฏฐ์พิชญ์ วงษ์สง่า       อุปนายกฝ่ายสวัสดิการและสมาชิกสัมพันธ์                          อนุกรรมการ

    ๖.นายวรพล เพชรสุทธิ์                อุปนายกฝ่ายกิจกรรมพิเศษและพัฒนาศักยภาพสื่อ              อนุกรรมการ

    ๗.​นางจินตนา จันทร์ไพบูลย์         เหรัญญิก สมาคม                                                            อนุกรรมการ

    ๘.​นางณัฐพร รุจิวรรณ์                 นายทะเบียน สมาคม                                                       อนุกรรมการ

    ประกาศสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ ประจำปี ๒๕๖๙

    อาศัยอำนาจตามความในข้อบังคับหมวด ๖ ว่าด้วยการบริหารสมาคม ข้อที่ ๑๖ คณะกรรมการบริหาร  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  ได้ประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งที่ ๒/สมัยที่ ๒๔/๒๕๖๙  วันพุธที่ ๒๕ มีนาคม  ๒๕๖๙  ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ ประจำปี ๒๕๖๙ประกอบด้วยที่ปรึกษา ๓  คน และอนุกรรมการ ๑๒ คน ดังนี้

    ๑.นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี        ที่ปรึกษาและประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ                 ที่ปรึกษา

    ๒.นางสาวน.รินี เรืองหนู               นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย            ที่ปรึกษา

    ๓.นางอุษา มีชารี                         อดีตอุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ                 ที่ปรึกษา

    ๔.​นายชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม               อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อและเลขาธิการ     ประธาน

    ๕.นายจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง    อดีตเลขาธิการ                                                              อนุกรรมการ

    ๖.นายวิษณุ นุ่นทอง                   กรรมการฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ                       อนุกรรมการ

    ๗.นายสุเมธ สมคะเน                  เลขาธิการ สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชน                         อนุกรรมการ

    ๘.นางสาวอัญชลี อับดุล              ประธานสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย                     อนุกรรมการ

    ๙.นายธนกร วงษ์ปัญญา             The Standard                                                              อนุกรรมการ

    ๑๐.นายประพงษ์ แหลมแจง       หนังสือพิมพ์เดลินิวส์                                                       อนุกรรมการ

    ๑๑.นายชิงชัย รุ่งละโภ                บ้านเมืองออนไลน์                                                          อนุกรรมการ

    ๑๒.นายวัฒนะชัย  ยะนินทร         อดีตอุปนายกฝ่ายสวัสดิการและสมาชิกสัมพันธ์                    อนุกรรมการ

    ๑๓. ดร.โศภชา เอี่ยมโอภาส         คณะนิเทศศาสตร์  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย                    อนุกรรมการ

    ๑๔.นายสนธยา พิกุลทอง             กรรมการฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ                        อนุกรรมการ

    ๑๕.นายศักดา เสมอภพ               รองเลขาธิการฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่ออนุกรรมการและเลขานุการ

    ประกาศสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    เรื่องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายสวัสดิการและสมาชิกสัมพันธ์ ประจำปี ๒๕๖๙

                อาศัยอำนาจตามความในข้อบังคับหมวด ๖ ว่าด้วยการบริหารสมาคม ข้อที่ ๑๖ คณะกรรมการบริหาร  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  ได้ประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งที่ ๒/สมัยที่ ๒๔/๒๕๖๙  วันพุธที่ ๒๕ มีนาคม  ๒๕๖๙  ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายสวัสดิการและสมาชิกสัมพันธ์ ประจำปี ๒๕๖๙ประกอบด้วยที่ปรึกษา ๓  คน และอนุกรรมการ ๑๑  คน ดังนี้

    ๑.นางสาวน.รินี เรืองหนู               นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย            ที่ปรึกษา

    ๒.นายวัฒนะชัย  ยะนินทร           อดีตอุปนายกฝ่ายสวัสดิการและสมาชิกสัมพันธ์                    ที่ปรึกษา

    ๓.นายสมศักดิ์ ศรีกำเนิด              อดีตเหรัญญิก                                                                 ที่ปรึกษา

    ๔.​นางสาวณัฏฐ์พิชญ์ วงษ์สง่า       อุปนายกฝ่ายสวัสดิการและสมาชิกสัมพันธ์                          ประธาน

    ๕.นายชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม                อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อและเลขาธิการ     อนุกรรมการ

    ๖.นางสาวธนิตา อิสรา                 อดีตกรรมการบริหาร สมาคมฯ                                          อนุกรรมการ

    ๗.ดร.กฤษณะ เชื้อชัยนาท            นักวิชาการอิสระ                                                             อนุกรรมการ       

    ๘.นางอุษา มีชารี                         อดีตอุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ                  อนุกรรมการ

    ๙.นายวรพล เพชรสุทธิ์                อุปนายกฝ่ายกิจกรรมพิเศษ                                              อนุกรรมการ

                                                  และพัฒนาส่งเสริมศักยภาพสื่อมวลชน  

    ๑๐.นางสาวเกวลิน เพชรสร้าง       บรรณาธิการออนไลน์ ไทยพีบีเอส                                      อนุกรรมการ

    ๑๑.นางสาววัชรินทร์ เศรษฐกุดั่น  ผู้อำนวยการฝ่ายข่าวต่างประเทศ สำนักข่าวไทย อสมท.         อนุกรรมการ

    ๑๒.นางสาววิชชุดา จิตจันทร์        รองเลขาธิการฝ่ายวิชาการ                                                อนุกรรมการ

    ๑๓.นางณัฐพร รุจิวรรณ์              นายทะเบียน                                                                  อนุกรรมการ

    ๑๔.นางสาวพีระพรรณ พิสิฐชัยรักษ์  รองเลขาธิการฝ่ายสวัสดิการและสมาชิกสัมพันธ์  อนุกรรมการและเลขานุการ

    ประกาศสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    เรื่องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายกิจกรรมพิเศษและพัฒนาส่งเสริมศักยภาพสื่อมวลชน ประจำปี ๒๕๖๙

    อาศัยอำนาจตามความในข้อบังคับหมวด ๖ ว่าด้วยการบริหารสมาคม ข้อที่ ๑๖ คณะกรรมการบริหาร  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  ได้ประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งที่ ๒/สมัยที่ ๒๔/๒๕๖๙  วันพุธที่ ๒๕ มีนาคม  ๒๕๖๙  ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายกิจกรรมพิเศษและพัฒนาส่งเสริมศักยภาพสื่อมวลชน ประจำปี ๒๕๖๙ ประกอบด้วยที่ปรึกษา ๑  คน และอนุกรรมการ ๑๑  คน ดังนี้

    ๑. นางสาวน.รินี  เรืองหนู             นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย            ที่ปรึกษา

    ๒.​ นายวรพล เพชรสุทธิ์              อุปนายกฝ่ายกิจกรรมพิเศษ                                              ประธานและพัฒนาส่งเสริมศักยภาพสื่อมวลชน        

    ๓. ผศ.ดร.สิงห์ สิงห์ขจร               คณบดีคณะวิทยาการจัดการ                                            อนุกรรมการ

    มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

    ๔. นายวัฒนะชัย  ยะนินทร          อดีตอุปนายกฝ่ายสวัสดิการและสมาชิกสัมพันธ์                    อนุกรรมการ

    ๕. นายสมศักดิ์ ศรีกำเนิด             อดีตเหรัญญิก                                                                 อนุกรรมการ

    ๖. นายเอกพล บรรลือ                 THE STANDARD                                                           อนุกรรมการ

    ๗. ผศ.ดร.ภาณุฤทธิ์ สารสมบัติ      รองคณบดีฝ่ายบริหาร                                                     อนุกรรมการ

    คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    ๘.นายประพงษ์ แหลมแจง           หนังสือพิมพ์เดลินิวส์                                                        อนุกรรมการ

    ๙.​นางณัฐพร รุจิวรรณ์                 นายทะเบียน สมาคม                                                       อนุกรรมการ

    ๑๐.นายสนธยา พิกุลทอง             กรรมการฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ                        อนุกรรมการ

    ๑๑.​นางสาวธนิตา อิสรา               อดีตกรรมการบริหาร                                                       อนุกรรมการ

    ๑๒.นายจีระวัฒน์ สุขานนท์          รองเลขาธิการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ               อนุกรรมการและเลขานุการ

    ประกาศสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายวิชาการ  ประจำปี ๒๕๖๙

    อาศัยอำนาจตามความในข้อบังคับหมวด ๖ ว่าด้วยการบริหารสมาคม ข้อที่ ๑๖ คณะกรรมการบริหาร  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  ได้ประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งที่ ๒/สมัยที่ ๒๔/๒๕๖๙  วันพุธที่ ๒๕ มีนาคม  ๒๕๖๙  ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายวิชาการ ประจำปี ๒๕๖๙ประกอบด้วยที่ปรึกษา ๓  คน และอนุกรรมการ ๙  คน ดังนี้

    ๑. นางสาวน.รินี เรืองหนู                       นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย            ที่ปรึกษา

    ๒. ดร.สุดารัตน์ ดิษยวรรธนะ จันทราวัฒนากุล    นักวิชาการอิสระ                                                  ที่ปรึกษา

    ๓. นายบรรยงค์  สุวรรณผ่อง                   กรรมการจริยธรรมวิชาชีพ                                               ที่ปรึกษา

    ๔. นายธนพล บางยี่ขัน                          อุปนายกฝ่ายวิชาการ                                                       ประธาน

    ๕. นางสาวจิราพร จันทร์เรือง                   หนังสือพิมพ์มติชน                                                          อนุกรรมการ

    ๖. นางหทัยรัตน์ ดีประเสริฐ                     กรุงเทพธุรกิจออนไลน์                                                     อนุกรรมการ             

    ๗. นางสาวอมรรัตน์ มหิทธิรุกข์                  อดีตเลขาธิการ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ                 อนุกรรมการ

    ๘. นางสาวนิภาวรรณ แก้วรากมุกข์           อดีตเลขาธิการ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ                  อนุกรรมการ

    ๙. นายศักดา เสมอภพ                            รองเลขาธิการฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ                อนุกรรมการ

    ๑๐. นางภัทราวดี  ธีเลอร์                       คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์              อนุกรรมการ

    ๑๑. นายจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง             หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ                                                อนุกรรมการ

    ๑๒. นางสาววิชชุดา จิตจันทร์                   รองเลขาธิการฝ่ายวิซาการ                          เลขานุการคณะอนุกรรมการ

    ประกาศสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายต่างประเทศ  ประจำปี ๒๕๖๙

    อาศัยอำนาจตามความในข้อบังคับหมวด ๖ ว่าด้วยการบริหารสมาคม ข้อที่ ๑๖ คณะกรรมการบริหาร  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  ได้ประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งที่ ๒/สมัยที่ ๒๔/๒๕๖๙  วันพุธที่ ๒๕ มีนาคม  ๒๕๖๙  ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายต่างประเทศ ประจำปี ๒๕๖๙ประกอบด้วยที่ปรึกษา ๓  คน และอนุกรรมการ ๘ คน ดังนี้

    ๑.นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี        อดีตนายกสมาคมฯ                                                        ที่ปรึกษาและประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

    ๒. นายมงคล บางประภา             อดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย      ที่ปรึกษา

    ๓. นางสาวน.รินี เรืองหนู            นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย          ที่ปรึกษา

    ๔. ดร.อนุชา เจริญโพธิ์                 อุปนายกฝ่ายต่างประเทศ                                                ประธาน

    ๕. นางสาวกรชนก รักษาเสรี         อดีตอุปนายกฝ่ายต่างประเทศ สมาคมฯ                              อนุกรรมการ

    (ผู้ปฏิบัติงานประจำ กสทช.) อนุกรรมการ

    ๖. นางสาวเพ็ญโสภา สุคนธรักษ์    ไทยรัฐทีวี                                                                      อนุกรรมการ

    ๗. นางสาววัชรินทร์ เศรษฐกุดั่น    ผู้อำนวยการกองข่าวต่างประเทศ ช่อง ๙ MCOT                 อนุกรรมการ

    ๘. นายเสกสรร อานันทศิริเกียรติ นักวิจัย ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ                                    อนุกรรมการ

    ๙. นางสาววรรษมน อุจจรินทร์     ผู้สื่อข่าวอิสระ                                                                อนุกรรมการ

    ๑๐. นายกอบกิจ ประดิษฐผลพานิช อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต          อนุกรรมการ

    ๑๑.นายวีรพจน์ อินทรพันธ์          รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ                    เลขานุการคณะอนุกรรมการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tja.or.th/view/about-us/1457189&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Uld2DmdOqvWLwvqzgHTrm