Category: วัฒนธรรม

  • จีนจ่อออกมาตรการกำกับดูแลการใช้งานมนุษย์ดิจิทัล : อินโฟเควสท์

    จีนจ่อออกมาตรการกำกับดูแลการใช้งานมนุษย์ดิจิทัล : อินโฟเควสท์

    สำนักบริหารการกำกับดูแลไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีน (CAC) ได้ร่างชุดมาตรการการจัดการบริการอินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวข้องกับ “มนุษย์ดิจิทัล” (Digital Humans) และได้เริ่มเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะต่อร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ (3 เม.ย.) ที่ผ่านมา

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ร่างมาตรการดังกล่าวกำหนดให้ผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นสิ่งจำลองเสมือนที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์และสามารถสนทนาด้วยเสียงหรือมีปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบอื่น ๆ ได้นั้น จะต้องแสดงสัญลักษณ์หรือข้อความระบุว่า “มนุษย์ดิจิทัล” อย่างชัดเจนควบคู่ไปกับเนื้อหานั้น ๆ อย่างต่อเนื่อง

    มาตรการดังกล่าวระบุว่า การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อนของบุคคล เพื่อสร้างและจำลองภาพลักษณ์ของมนุษย์ดิจิทัล จะต้องผ่านกระบวนการขอความยินยอมโดยได้รับการบอกกล่าว (informed consent)

    นอกจากนี้ ยังมีการระบุข้อบังคับว่า ห้ามมิให้องค์กรหรือบุคคลใดใช้มนุษย์ดิจิทัลที่มีลักษณะเฉพาะซึ่งทำให้สามารถระบุตัวตนของบุคคลธรรมดาได้ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้น

    มาตรการนี้ยังห้ามมิให้ชักจูงเยาวชนให้เสพติดมนุษย์ดิจิทัล ผ่านบริการเสมือนจริงที่จำลองความสัมพันธ์แบบครอบครัวหรือความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด รวมถึงบริการที่อาจส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่ายที่เกินตัวอีกด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/583051&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20_ODmnxwZhPVrkDRuYM0N

  • ผลศึกษาเตือน “ประชากรกำลังล้นโลก” เกินขีดจำกัดอยู่อย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    ผลศึกษาเตือน “ประชากรกำลังล้นโลก” เกินขีดจำกัดอยู่อย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ว่ามหาวิทยาลัยฟลินเดอร์สของออสเตรเลียเปิดเผยผลการศึกษาข้อมูลประชากรโลกกว่าสองศตวรรษ และแบบจำลองการเติบโตทางนิเวศเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของขนาดประชากรและอัตราการเติบโต ซึ่งพบว่ามนุษยชาติกำลังดำรงชีวิตอยู่เกินกว่าที่โลกจะรองรับได้จนเพิ่มแรงกดดันต่ออาหาร ภูมิอากาศ และความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมเสริมว่า การเติบโตต่อเนื่องภายใต้การบริโภครูปแบบต่าง ๆ ในปัจจุบัน จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมของชุมชนทั่วโลก

    การเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งใหญ่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เมื่ออัตราการเติบโตของประชากรเริ่มชะลอตัวลง แม้จำนวนประชากรทั้งหมดยังคงเพิ่มขึ้น

    ศาสตราจารย์โคเรย์ แบรดชอว์ ของมหาวิทยาลัยฟลินเดอร์ส และผู้เขียนหลักของการศึกษานี้ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า “ระยะประชากรศาสตร์เชิงลบ” ซึ่งหมายความว่า การเพิ่มจำนวนประชากรไม่ได้หมายถึงการเติบโตที่เร็วขึ้นอีกต่อไป

    การศึกษาระบุว่าจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น มีความเชื่อมโยงอย่างเห็นได้ชัดกับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น รอยเท้าทางนิเวศวิทยาที่ใหญ่ขึ้น และการปล่อยคาร์บอนที่สูงขึ้นในช่วง “ระยะประชากรศาสตร์เชิงลบ” พร้อมคาดการณ์ว่า หากสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป จำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นแตะจุดสูงสุดราว 11,700-12,400 ล้านคน ภายในช่วงทศวรรษ 2070 ซึ่งสูงเกินขีดความสามารถในการรองรับอย่างยั่งยืนของโลกราว 2,500 ล้านคน

    ช่องว่างความแตกต่างขนาดใหญ่ระหว่างระดับที่ยั่งยืนกับประชากร 8,300 ล้านคนในปัจจุบันนั้น ตอกย้ำปัญหาการบริโภคเกินขนาดทั่วโลก ซึ่งถูกอำพรางมานานหลายทศวรรษด้วยการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหนัก ที่เพิ่มผลผลิตอาหาร พลังงาน และอุตสาหกรรม แต่กลับเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษด้วยเช่นกัน

    ศ.แบรดชอว์ระบุว่า ระบบค้ำจุนชีวิตของโลกตกอยู่ภายใต้ความตึงเครียดแล้ว พร้อมเรียกร้องการปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วนในวิธีการใช้พลังงาน ที่ดิน และอาหาร.

    ข้อมูล : XINHUA

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5754369/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38YQ5A327h6VN8VKNLAQVt

  • วัส ติงสมิตร ชี้ช่อง อ.โต้ง สู้คดีเลิกจ้าง 17 ปี ย้ำต้องฟ้องศาลแรงงาน

    วัส ติงสมิตร ชี้ช่อง อ.โต้ง สู้คดีเลิกจ้าง 17 ปี ย้ำต้องฟ้องศาลแรงงาน

    วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.39 น.

    5 เมษายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกดราม่า “ม.รังสิต vs อ.โต้ง”: จากปมแฉทุจริตดิน สู่การเลิกจ้างฟ้าผ่าแบบไร้ค่าชดเชย

    กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการศึกษาและกระบวนการยุติธรรม เมื่อนักอาชญาวิทยาชื่อดัง รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล หรือ “อาจารย์โต้ง” ถูกเลิกจ้างกะทันหัน นำมาสู่การตอบโต้ผ่านแถลงการณ์และการยื่นหนังสือถึง ผบ.ตร. เพื่อทวงความยุติธรรม!

    ฝั่งมหาวิทยาลัยรังสิต: “เลิกจ้างเพราะบิดเบือนข้อเท็จจริง”

    มหาวิทยาลัยออกแถลงการณ์ชี้แจง 3 ประเด็นหลัก เพื่อยืนยันว่าการเลิกจ้างเป็นไปตามกฎหมายและธรรมาภิบาล:

    1.การพ้นตำแหน่งบริหาร: ชี้แจงว่าเมื่อมีการแต่งตั้งอธิการบดีคนใหม่ในเดือน ก.ค. 2568 รองอธิการบดีชุดเดิมต้องพ้นตำแหน่งตาม พ.ร.บ. สถาบันอุดมศึกษาเอกชน มาตรา 39 โดยอัตโนมัติ ไม่ใช่การสั่งปลดเพราะไปปราบทุจริต

    2. ปมขโมยดิน 140 คันรถ: มหาวิทยาลัยยืนยันว่าเป็น “ข้อมูลเท็จ” แท้จริงแล้วเป็นการขนย้ายขยะและปรับพื้นที่เพื่อก่อสร้าง ผลสอบสวนภายในระบุไม่มีหลักฐานการกระทำผิดอาญา

    3. เหตุผลการเลิกจ้าง: คณะกรรมการสอบสวน (ประธานโดย ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ) มีมติเอกฉันท์ให้ “ลงโทษสถานหนัก” โดยไม่จ่ายค่าชดเชย เนื่องจากมองว่านำเรื่องเท็จไปป่าวประกาศ ทำให้สถาบันเสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรง

    ฝั่งอาจารย์โต้ง: “ถูกทุบเพราะขุดคุ้ยความไม่โปร่งใส”

    อาจารย์โต้งเดินหน้ายื่นหนังสือต่อ ผบ.ตร. เพื่อติดตามคดีลักทรัพย์ โดยให้ข้อมูลในมุมที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง:

    • หลักฐานมัดตัว: ยืนยันมีคลิป CCTV และระบบ LPR บันทึกการขนดินออกไปจริง รวมถึงมีบันทึกรับสารภาพจากบริษัทรถขนดิน

    • คดีอาญาที่ยอมความไม่ได้: ตั้งข้อสังเกตว่ามีการถอนแจ้งความหลังจากเปลี่ยนตัวอธิการบดี ทั้งที่ข้อหา “ลักทรัพย์นายจ้าง” เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ตำรวจต้องดำเนินคดีต่อ!

    • คำท้าพิสูจน์: ท้าให้มหาวิทยาลัย “ตั้งโต๊ะแถลงข่าวร่วมกัน” ต่อหน้าสื่อมวลชน ตัวแทนกระทรวง อว. และตำรวจ เพื่อเปิดหลักฐานทีละประเด็น

    • เสียงสะท้อน: “ท่านจะทุบผมไม่เป็นไร แต่อย่ามาทุบความยุติธรรมของคนในประเทศนี้”

    เลิกจ้างฟ้าผ่า ไร้ค่าชดเชย: ประเด็นที่สังคมสงสัย

    ทำงานมา 17 ปี ทำไมถึงไม่ได้ค่าชดเชย? มหาวิทยาลัยอ้างว่าเป็นการลงโทษทางวินัยสถานหนัก ซึ่งในทางกฎหมายหากพิสูจน์ได้ว่าลูกจ้างทำผิดร้ายแรง นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

    คำถามคือ: สิ่งที่ อ.โต้ง เปิดเผย เป็น “ข้อมูลเท็จโดยเจตนา” หรือ “การร้องเรียนโดยสุจริต” …นี่คือจุดชี้ขาดของคดี!

    ปมกฎหมาย: มาตรา 23 กับสิทธิของลูกจ้าง

    กฎหมายเฉพาะใน มาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ. สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ระบุว่ากิจการสถาบันฯ ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่! ในวรรคถัดไปกำหนดชัดเจนว่า: “ผู้ปฏิบัติงานต้องได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน”

    สรุปคือ สิทธิขั้นต่ำต้องไม่น้อยกว่ากฎหมายแรงงาน มาตรา 23 ไม่ใช่เกราะคุ้มกันให้นายจ้างเลิกจ้างใครก็ได้โดยไม่จ่ายเงิน!

    ฟ้องศาลไหน?

    คำตอบคือ “ศาลแรงงาน” เท่านั้น! เนื่องจากเป็นข้อพิพาทตามสัญญาจ้างแรงงานของสถาบันเอกชน ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ จึง ไม่ใช่คดีปกครอง ที่ต้องฟ้องต่อศาลปกครอง

    หากขึ้นศาล ผลจะออกมาอย่างไร?

    หากคดีเข้าสู่ศาลแรงงาน ประเด็นที่ศาลจะพิจารณาคือ

    1) มีเหตุเลิกจ้างร้ายแรงจริงหรือไม่

    หากมหาวิทยาลัยพิสูจน์ได้ว่าเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จโดยเจตนา มหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

    แต่หาก อ.โต้ง พิสูจน์ได้ว่ามีหลักฐานรองรับและกระทำโดยสุจริต ศาลอาจเห็นว่าไม่ใช่ความผิดร้ายแรง

    2) สิทธิเรียกค่าชดเชย

    หากศาลเห็นว่าเลิกจ้างไม่ชอบ มหาวิทยาลัยอาจต้องจ่าย

    ค่าชดเชยตามอายุงาน

    ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

    ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

    สำหรับอายุงาน 17 ปี ตัวเลขอาจสูงอยู่ไม่น้อย

    บทส่งท้าย

    คดีนี้สะท้อนคำถามใหญ่ถึง “Whistleblower” หรือผู้ตรวจสอบความโปร่งใสในองค์กรว่าจะได้รับการคุ้มครองแค่ไหน? และธรรมาภิบาลในสถาบันการศึกษาไทยควรเป็นอย่างไร?

    ต้องรอติดตามว่าบทสรุปที่ศาลแรงงานจะเป็นอย่างไรครับ!

    วัส ติงสมิตร
    นักวิชาการอิสระ
    4/4/69

    #อาจารย์โต้ง #มหาวิทยาลัยรังสิต #ดราม่ามรังสิต #ความยุติธรรม #กฎหมายแรงงาน #ทุจริต #อาชญาวิทยา #ข่าวการศึกษา #ธรรมาภิบาล #Whistleblower

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/956945&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ECblOu5w8FBBCfm5Zhr_z

  • สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน “จีน-ไทย” เดินหน้าพัฒนาบุคลากรด้านรถยนต์ไฟฟ้า | เดลินิวส์

    สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน “จีน-ไทย” เดินหน้าพัฒนาบุคลากรด้านรถยนต์ไฟฟ้า | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงเทพมหานคร เมือวันที่ 5 เม.ย.ว่านายว่านกัง ประธานสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน และประธานการประชุมยานยนต์พลังงานใหม่โลก กล่าวในการประชุมยานยนต์พลังงานใหม่โลกประจำปี 2026 ( World New Energy Vehicle Congress 2026 ) ณ กรุงเทพฯ ประเทศไทย ซึ่งได้ปิดฉากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าจีนและไทยจะยกระดับความร่วมมือในการส่งเสริมการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในด้านต่าง ๆ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    จีนและไทยจะเดินหน้ายกระดับการทำงานร่วมกันในการฝึกอบรมบุคลากรด้านยานยนต์พลังงานใหม่ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น บนพื้นฐานอันแข็งแกร่งของความร่วมมือด้านการศึกษา พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้สอดประสานกับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม

    การประชุมนี้จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน มุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างประเทศและการฝึกอบรมบุคลากร ดึงดูดผู้เข้าร่วมกว่า 300 คนจากอุตสาหกรรมยานยนต์และภาคการศึกษาทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อร่วมหารือเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในภูมิภาคอย่างสอดประสาน รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล

    นายจางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในภาคส่วนยานยนต์พลังงานใหม่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองฝ่ายจะกระชับความร่วมมือด้านการประสานงานเชิงนโยบาย การแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยี และความร่วมมือทางอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในภูมิภาคเติบโตอย่างมั่นคง มีความยืดหยุ่น และยั่งยืนยิ่งขึ้น

    นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการของไทยกล่าวว่า การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องของจีนอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก ซึ่งช่วยให้ไทยได้รับการสนับสนุนด้านเทคนิค โดยไทยจะกระชับความร่วมมือกับจีนในด้านการพัฒนาบุคลากรผู้มีความสามารถ และส่งเสริมการบูรณาการอุตสาหกรรมและการศึกษาเข้าด้วยกัน

    เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทจีนได้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของไทย โดยเพิ่มการลงทุนทั้งในด้านการผลิตยานยนต์ ระบบนิเวศอุตสาหกรรม และการบ่มเพาะบุคลากร ปัจจุบันมีผู้ผลิตยานยนต์สัญชาติจีน 7 รายที่ตั้งฐานการผลิตในไทย คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 97,900 ล้านบาท ) และสร้างงานให้กับคนในท้องถิ่นนับหมื่นตำแหน่ง.

    ข้อมูล-ภาพ : XINHUA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5752631/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VWbZWPlriUBakZTjEPKxU

  • มูลนิธิไทยรัฐ ผนึกสพฐ.หนุนไทยรัฐวิทยา มุ่งสู่เรียนรู้เชิงรุกอย่างยั่งยืน |5เม.ย.69| ข่าวเช้าหัวเขียว

    มูลนิธิไทยรัฐ ผนึกสพฐ.หนุนไทยรัฐวิทยา มุ่งสู่เรียนรู้เชิงรุกอย่างยั่งยืน |5เม.ย.69| ข่าวเช้าหัวเขียว

    5 เม.ย. 2569 21:05 น.

    ไทยรัฐกรุ๊ป โดยมูลนิธิไทยรัฐ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการต้นแบบการเรียนรู้เชิงรุก ไทยรัฐวิทยา (Active Learning Project) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน พร้อมถ่ายทอดสู่โรงเรียนไทยรัฐวิทยาอื่นๆ ทั่วประเทศ #โรงเรียนไทยรัฐวิทยา #ไทยรัฐวิทยา #ไทยรัฐกรุ๊ป #มูลนิธิไทยรัฐ #ThairathGroup ——————————————- 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath-news/greenhead-morning-news/1182632&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IK1iS2DoKw1NFjjJX1PYf

  • เกมแตกหัก ‘ภูมิใจไทย-เพื่อไทย’ ยังไม่จบ | เดลินิวส์

    เกมแตกหัก ‘ภูมิใจไทย-เพื่อไทย’ ยังไม่จบ | เดลินิวส์

    แต่ในความเป็นจริง คือ การจัดวางสมดุลอำนาจใหม่ ภายใต้เงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายยังจำเป็นต้องพึ่งพากัน เพื่อให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไปได้ หลังแถลงนโยบายระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย. เพื่อรับมือวิกฤติพลังงาน และปัญหาปากท้องให้ประชาชน

    ย้อนกลับไป ความสัมพันธ์ทั้งสองพรรคไม่ได้เป็นแค่คู่แข่งธรรมดา แต่เป็นคู่ขัดแย้งตัวจริง แต่หลังเลือกตั้งสมการเปลี่ยน การเมืองที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ทำให้คู่ขัดแย้งต้องกลับมาจับมือกันในรัฐบาล อนุทิน 2 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้  อนุทิน  และ  ยศชนัน” ประกาศเป้าหมายชัดว่าจะพารัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี แต่คำถามสำคัญคือ จะ อยู่ด้วยกัน ได้ตลอดหรือไม่

    สำหรับ ภูมิใจไทย เป้าหมายไม่ได้มีแค่ประคองรัฐบาล แต่คือการ ยึดระยะยาว 4 ปี ทั้งอำนาจรัฐ และฐานเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า โดยตั้งเป้าไปไกลถึงพรรคเดียวแตะ 250 เสียง ทำให้ทุกการบริหารประเทศต้องคำนึงถึงคะแนนนิยม และการขยายพื้นที่ โดยเฉพาะการเจาะฐานเสียงเดิมของ เพื่อไทย ในภาคอีสาน เช่น พื้นที่โคราช ที่เครือข่ายการเมือง โรงแป้งหมื่นล้าน กำลังถูกเบียดออก หรือดึงเข้า ค่ายสีน้ำเงิน หลังเจอคดีความยกครอบครัว

    ในมุมนี้ พรรคร่วมรัฐบาลจึงไม่ใช่พันธมิตรตายตัว แต่เป็น ตัวแปรที่ปรับได้ หาก เพื่อไทย กลายเป็นภาระ หรือสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองมากเกินไป ภูมิใจไทย ก็มีทางเลือกอื่น ทั้งพรรคสำรอง หรือพรรคอะไหล่ที่พร้อมเข้ามาเติมเต็มสมดุลอำนาจ หลัง ครม.อนุทิน ได้ว่างเว้น 1 ตำแหน่ง จากครม. 36 คน  ตั้งเพียง 35 คน  โดยเฉพาะพรรคที่มีบทบาทตรวจสอบ และเชื่อมเกมในสภาฯได้มีความหวังพลิกกลับจากฝ่ายค้านมาเป็นรัฐบาล 

    ขณะที่ฝั่ง เพื่อไทย สถานการณ์กลับเต็มไปด้วยข้อจำกัด แม้ได้ร่วมรัฐบาล แต่บทบาทเชิงอำนาจลดลงอย่างเห็นได้ชัด เสียงในสภาฯ ที่เหลือเพียง 74 เสียง ทำให้การผลักดันนโยบายต้องพึ่งพาเสียงจากพรรคอื่น และเสี่ยงถูกต่อรองในทุกขั้นตอน ยิ่งไปกว่านั้น กระทรวงที่ได้รับ เช่น อว. ศึกษาธิการ แรงงาน พัฒนาสังคม และเกษตรฯ แม้เกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชน แต่เป็นงานเชิงโครงสร้างที่สร้างผลงานเชิงรูปธรรมได้ยาก และใช้เวลานาน  

    ปัญหาคือ ต่อให้ทำสำเร็จ ก็มีโอกาสสูงที่ผลงานจะถูกนับรวมเป็น ผลงานรัฐบาล มากกว่าถูกจดจำว่าเป็นของ เพื่อไทย เอง ส่วนนโยบายเรือธง อย่าง เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ก็เป็นหมันไปเรียบร้อย เพราะเป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้เป้าหมายฟื้นตัวทางการเมือง เช่น การกลับไปแตะ 150 เสียง ยิ่งห่างไกลออกไป

    ขณะเดียวกัน เพื่อไทย ยังเผชิญ กับดักมารยาททางการเมือง หากเดินหน้าตรวจสอบประเด็นอ่อนไหวในกระทรวงหรือใน รัฐบาลสีน้ำเงิน เช่น การจัดซื้อตึกสกายไนน์ หลัง สส.ไอซ์รักชนก ศรีนอก จากพรรคส้ม ออกมาเรียกร้อง รมว.แรงงานคนใหม่  หรือประเด็นค้างเก่า ก็ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการฟื้นความเชื่อมั่น กับการกระทบเสถียรภาพรัฐบาล เพราะคนที่เกี่ยวข้องบางส่วนก็อยู่ใน ครม.เดียวกัน ทำให้หลายเรื่อง เสี่ยงถูก แกล้งลืม มากกว่าถูกสะสางจริง 

    ในกระทรวงเกษตรฯ ที่ “อาเจ็กสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เข้าไปดูแล ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะต้องเผชิญแรงตรวจสอบจากเครือข่ายเดิมของ พรรคกล้าธรรม ที่ประกาศจับตาเข้มทุกความเคลื่อนไหว ป้องกันไม่ให้เกิดการถอนทุนทางการเมือง หากมีจุดผิดพลาดเมื่อไหร่ ย่อมกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองทันที และอาจถูกใช้เป็นเหตุในการปรับ ครม.

    ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาภายใน เพื่อไทย ก็ยังเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมปะทุ ความไม่พอใจจากกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม เช่น กรณี “สมศักดิ์ เทพสุทิน ที่พลาดตำแหน่งรัฐมนตรี รวมถึงความไม่สมดุลในการจัดสรรอำนาจภายในพรรค อาจนำไปสู่แรงกระเพื่อม หรือการแยกตัวในอนาคตก็เป็นได้ 

    ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพ สลายความขัดแย้ง เป็นเพียงฉากหน้า ขณะที่ฉากหลังคือ เกมต่อรองอำนาจที่ยังดำเนินอยู่ตลอดเวลา ภูมิใจไทย เดินเกมในฐานะผู้ถือไพ่เหนือกว่าด้วยตัวเลข 192 เสียง มีทั้งอำนาจบริหาร และตัวเลือกทางการเมืองรองรับ ขณะที่ เพื่อไทย ต้องเล่นเกมภายใต้ข้อจำกัด ทั้งในสภาฯ ในรัฐบาล และในพรรคตัวเอง

    สุดท้าย คำถามไม่ใช่แค่ว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ แต่คือหากต้องเลือกเพื่อความอยู่รอด 4 ปี ภูมิใจไทยจะเลือกเดินต่อกับ เพื่อไทยหรือ เปลี่ยนตัวแปรขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองที่พลิกได้เสมอ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5750622/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0atXOq1GFXS2eW1Lh_MWcY

  • “รถไฟฟ้าสายสีแดง” เชียงใหม่ ขับเคลื่อนสู่สมาร์ทซิตี้ เชื่อมท่องเที่ยว-ขนส่งสาธารณะ แก้ปัญหาจราจร

    “รถไฟฟ้าสายสีแดง” เชียงใหม่ ขับเคลื่อนสู่สมาร์ทซิตี้ เชื่อมท่องเที่ยว-ขนส่งสาธารณะ แก้ปัญหาจราจร

    การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในจังหวัดเชียงใหม่ คือหนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงมาอย่างยาวนานแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ล่าสุด การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยผลสรุปการศึกษาโครงการ ระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ “สายสีแดง” (ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์) ซึ่งถือว่าเป็นเส้นทางเชื่อมโยงการท่องเที่ยวสายสำคัญ และการแก้ไขปัญหาจราจรและขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่การเป็น Smart City อย่างเต็มรูปแบบ

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo01.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo04.jpg

    สาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการกลยุทธและแผน รฟม. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชนและเสนอรายละเอียดโครงการมาแล้ว 2 ครั้ง ในส่วนเส้นทางต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีแดงของจังหวัดเชียงใหม่จากเดิมที่เริ่มตั้งแต่ โรงพยาบาลนครพิงค์ ถึง สี่แยกแม่เหียะสมานสามัคคี

    “โดยส่วนต่อขยายสายสีแดงจะเริ่มตั้งแต่สี่แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ถึงอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ระยะทางรวม 5 กิโลเมตร มีสถานีรับ – ส่งผู้โดยสาร 5 สถานี”

    “ซึ่งจากการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมาประชาชนให้ความสนใจ และไม่มีประเด็นการคัดค้าน หลังจากนี้จะนำความเห็นของประชาชนมาปรับปรุงโครงการ สำรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อมและเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรี โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2571”

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo02.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo07.jpg

    สาโรจน์ กล่าวต่อว่าที่ผ่านมาได้มีการรับฟังความคิดเห็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2568 ซึ่งทาง รมฟ. และ บริษัทที่ปรึกษา เราก็กลับไปดูรายละเอียดของเส้นทางทั้งหมด เพื่อออกแบบตัวเส้นทาง โดยมีการลงลึกในรายละเอียด รวมถึงตำแหน่งของสถานี ลักษณะของรถที่จะนำมาใช้ ซึ่งครบถ้วนใกล้แล้วเสร็จทั้งหมดแล้ว และนำข้อมูลที่มีรูปแบบชัดเจนกลับมาเสนอให้กับประชาชนเพื่อที่จะสรุปผลการศึกษาทั้งหมดเพื่อนำเสนอรัฐบาลต่อไป

    ด้าน จิรศักดิ์ ดอกอินทร์ ชาวบ้านบ้านปง ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงส่วนต่อขยายจากแยกแม่เหียะสมานสามัคคี-อุทยานราชพฤกษ์ หากมองภาพรวมแล้วก็ถือว่าเกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ เพราะพื้นที่บริเวณนี้นั้นอยู่ห่างไกลกับถนนสาย 108 หรือถนนสายเชียงใหม่ – ฮอด ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่เชื่อมเข้าตัวเมืองเชียงใหม่

    “และบริเวณนี้ก็ไม่มีขนส่งมวลชนที่ดีพอ ถ้าหากจะเดินทางเข้าเมืองก็ต้องใช้รถส่วนตัว หากจะต้องใช้บริการรถขนส่งสาธารณะ หรือรถที่เดินทางเข้าเมือง ก็ต้องให้ญาติพี่น้อง ไปส่งบริเวณถนนสาย 108 เพื่อที่จะนั่งรถโดยสารเข้าไปในเมือง ซึ่งถือว่าเป็นไปด้วยความยากลำบาก หากไม่มีใครไปส่งก็ไม่สามารถเดินทางไปได้”

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo05.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo08.jpg

    จิรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ประโยชน์หลักของรถไฟฟ้าสายสีแดงส่วนต่อขยายก็จะทำให้ประชาชนในพื้นที่บริเวณ สามารถขึ้นรถรถไฟฟ้าเชื่อมโยงไปยังถนนสายหลักได้ อนาคตหากมีขนส่งมวลชนที่ดีพอประชาชนก็จะเลิกใช้รถส่วนตัวได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งก็ถือว่าตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาการจราจร และบริเวณนี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่ง เช่น วัดดอยคำ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo03.jpg

    “ถ้าหากมีรถไฟฟ้าสายสีแดงก็จะเป็นการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวได้ เพราะช่วงไฮซีซั่นบริเวณนี้ถือว่ามีนักท่องเที่ยวเลือกเดินทางเข้ามาเที่ยวจำนวนมาก บางครั้งก็ทำให้การจราจรติดขัด รวมถึงจุดให้บริการที่จอดรถนั้นก็ยังมีไม่มากพอ หากมีขนส่งสาธารณะ ก็จะเป็นการแก้ปัญหาได้เช่นกัน” จิรศักดิ์ กล่าว

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ขณะที่ รศ.บุญส่ง สัตโยภาส อดีตอาจารย์ประจำภาควิชา วิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) กล่าวว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงของจังหวัดเชียงใหม่ต้องมองเป็นสองส่วน คือส่วนแรกที่มาจากโรงพยาบาลนครพิงค์ อ.แม่ริม ถือว่าเกิดประโยชน์ เพราะเป็นการเชื่อมจากรอบนอกเข้าตัวเมือง ซึ่งถือว่าเป็นวัตถุประสงค์หลักในการออกแบบเส้นทาง เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัดอย่างแท้จริง

    “ขณะเดียวกันส่วนขยาย จากแยกแม่เหียะสมานสามัคคี ไปยังอุทยานหลวงราชพฤกษ์ เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยว ส่วนตัวมองว่าอาจเป็นการลงทุนที่จะไม่คุ้มค่า เพราะวัตถุประสงค์คือส่งเสริมการท่องเที่ยว แตปัจจุบันการท่องเที่ยวในย่านนี้ จะนิยมเที่ยวเป็นบางช่วงเท่านั้น โดยเฉพาะช่วงที่เป็นไฮซีซั่น แต่ถ้าเปรียบเทียบช่วงนี้ก็เงียบเหงา ซึ่งอาจจะไม่มีคนใช้และไม่เกิดประโยชน์สูงสุด”

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo11.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo12.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo13.jpg

    รศ.บุญส่ง กล่าวด้วยว่า จากการที่รับฟังเสียงประชาชน เส้นทางที่ประชาชนเสนอจากแยกแม่เหียะสมานสามัคคี มุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอหางดงนั้น จะเกิดประโยชน์มากกว่า เพราะมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการใช้ขนส่งสาธารณะที่ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการออกแบบ

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo09.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo10.jpg

    ทั้งนี้ โครงการขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จะใช้ระบบรางไฟฟ้าบนดิน โดยอยู่บนเกาะกลาง และมีสถานีรับส่งผู้โดยสาร 5 สถานี ประกอบด้วย สถานีบ้านดอนปิน สถานีแยกพืชสวนโลก สถานีบ้านเอื้ออาทร เป็นการปรับปรุงเส้นทางเดิม ทำให้มีระยะเพิ่มขึ้น จึงต้องทำการรับฟังความเห็น มีขอบเขต 3 ตำบล คือ อำเภอเมือง ตำบลแม่เหียะ อำเภอหางดง ตำบลสันผักหวาน และ ตำบล หนองควาย

    จากผลการศึกษาคือ ระบบรางเบา (Light Rail Transit : LRT) โดยโครงการ LRT สายสีแดงทั้งระบบใช้งบฯลงทุนรวมประมาณ 32,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการหลัก ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ราว 30,000 ล้านบาท และส่วนต่อขยาย แยกแม่เหียะสมานสามัคคี-อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ราว 2,000 ล้านบาท ใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) อัตราความจุผู้โดยสาร 300 คน รองรับผู้โดยสาร 20,000-30,000 คนต่อวัน คาดเริ่มก่อสร้างปลายปี 2570 และเปิดให้บริการราวปี 2574

    สำหรับส่วนต่อขยายถือเป็นการวางโครงสร้างเมืองให้รองรับการขยายตัวในทศวรรษหน้า โดยเฉพาะย่านแม่เหียะ-อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ที่กำลังกลายเป็นโซนพัฒนาศักยภาพสูง ทั้งด้านท่องเที่ยว ที่อยู่อาศัย และเศรษฐกิจใหม่

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo14.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo15.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/the-red-line-the-first-electric-train-line-in-chiang-mai-province&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QUQjIlWaPIaygj5ZRyIN6

  • ตับพัง-หัวใจวาย! เตือนเช็ก “เล็บ” ด่วน สัญญาณร้ายที่หมอสั่งห้ามมองข้าม

    ตับพัง-หัวใจวาย! เตือนเช็ก “เล็บ” ด่วน สัญญาณร้ายที่หมอสั่งห้ามมองข้าม

    เช็กด่วน! เล็บเปลี่ยนสี สัญญาณอันตรายจาก “ตับ-หัวใจ” เผยลักษณะ “เล็บเทอร์รี่” ที่บอกว่าร่างกายกำลังแย่

    รู้หรือไม่? “เล็บ” ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็น “หน้าต่าง” ที่สะท้อนสุขภาพภายในได้อย่างแม่นยำ การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยบนเรียวนิ้ว อาจเป็นเสียงเตือนจากร่างกายว่า ตับ หัวใจ หรือไต กำลังทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะลักษณะที่เรียกว่า “เล็บเทอร์รี่” (Terry’s Nails) ที่คุณไม่ควรมองข้าม

    “เล็บเทอร์รี่” (Terry’s Nails) คืออะไร? สังเกตอย่างไร?

    ลักษณะของเล็บเทอร์รี่ถูกตั้งชื่อตามแพทย์ผู้ค้นพบอาการนี้เป็นคนแรก โดยมีจุดสังเกตหลักๆ ดังนี้:

    • สีซีดขาว: พื้นเล็บเกือบทั้งหมดจะมีสีขาวซีดหรือดูจางลงผิดปกติ

    • ไร้รูปพระจันทร์เสี้ยว: ปกติโคนเล็บจะมีแถบสีขาวรูปครึ่งวงกลม (Lunula) แต่ในเล็บเทอร์รี่ แถบนี้จะกลืนไปกับสีเล็บที่ซีดขาวทั้งหมด

    • แถบสีน้ำตาลแดง: บริเวณปลายเล็บจะมีแถบเส้นเล็กๆ สีน้ำตาลเข้มหรือสีแดงอมน้ำตาลปรากฏขึ้นชัดเจน

    เมื่อเล็บ “ส่งสัญญาณ” บอกโรค

    จากการศึกษาในปี 2017 หัวข้อ “Terry’s Nails: A Sign of Systemic Disease” ระบุว่า แม้เล็บลักษณะนี้จะเกิดขึ้นได้ตามวัยที่มากขึ้น แต่บ่อยครั้งมันคืออาการแสดงของโรคเรื้อรังที่ซ่อนอยู่ ได้แก่:

    1. โรคตับ (Liver Disease): โดยเฉพาะโรคตับแข็ง (Cirrhosis) หรือตับอักเสบจากไวรัส ซึ่งมักไม่แสดงอาการในระยะแรก

    2. ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure): เล็บที่ซีดจางสะท้อนถึงระบบไหลเวียนโลหิตที่เริ่มมีปัญหา

    3. โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Failure): การสะสมของของเสียในร่างกายส่งผลต่อสีและลักษณะของเล็บ

    4. โรคเบาหวาน (Diabetes): ความผิดปกติของระบบหลอดเลือดและปลายประสาท

    สัญญาณเตือนอื่นๆ ที่ต้องระวังร่วมกับความผิดปกติของเล็บ

    หากคุณพบว่าเล็บมีลักษณะคล้าย “เล็บเทอร์รี่” ร่วมกับอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที:

    • สัญญาณโรคตับ: อ่อนเพลียเรื้อรัง, น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ, ตัวเหลืองตาเหลือง หรือปวดชายโครงขวา

    • สัญญาณหัวใจ: เหนื่อยง่ายแม้ทำกิจกรรมเบาๆ, หายใจลำบาก หรือมีอาการขาบวม

    เล็บแบบไหนที่ “ปกติ” ตามธรรมชาติ?

    ทางหน่วยงานบริการสุขภาพแห่งชาติอังกฤษ (NHS) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงบางอย่างของเล็บเป็นเรื่องธรรมชาติ เช่น:

    • เล็บหนาขึ้นหรือเปราะง่ายขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น

    • เล็บแข็งหรือนิ่มลงในช่วงตั้งครรภ์ (มักกลับมาปกติหลังคลอด 6 เดือน)

    • เล็บเปลี่ยนสีหรือหลุดลอกหลังเกิดอุบัติเหตุหรือการกระแทก

    •  อย่าชะล่าใจกับเรื่องเล็บๆ

    แม้ความผิดปกติของเล็บส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อรา การกัดเล็บ หรือการใช้สารเคมีจากการทำเล็บบ่อยเกินไป แต่การหมั่นสังเกต สี รูปทรง และผิวสัมผัส ของเล็บเป็นประจำ จะช่วยให้คุณตรวจพบโรคร้ายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และรับการรักษาได้ทันท่วงที

    แหล่งอ้างอิงข้อมูล (References)

    • NHS (National Health Service): ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสุขภาพเล็บและการเปลี่ยนแปลงตามวัย

    • Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology (2017): งานวิจัยเรื่อง “Terry’s Nails: A Sign of Systemic Disease”

    • Mayo Clinic: สัญญาณเตือนของโรคตับและภาวะหัวใจล้มเหลว

    • รายงานข่าวจาก SOHA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9882206/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dJGJLIFNEfCyDCtRvRh1I

  • “อ.เชน – กอล์ฟ อัครนันท์” แลกเปลี่ยนความเห็นการศึกษาไทย ย้ำความตั้งใจทำงานเต็มที่

    “อ.เชน – กอล์ฟ อัครนันท์” แลกเปลี่ยนความเห็นการศึกษาไทย ย้ำความตั้งใจทำงานเต็มที่

    “ยศชนัน – อัครนันท์” 2 รมต.ศึกษาธิการ แลกเปลี่ยนความเห็นการศึกษาไทย ยันมีความตั้งใจทำงานเต็มที่ ฟื้นความหวังการศึกษาไทย ครูมีความสุขกับการสอน โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ที่ปลอดจากความรุนแรง

    วันที่ 5 เมษายน 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “การศึกษาไทย จะเป็นอย่างไร ถ้าเราทุกคนลุกขึ้นทำเอง” ภายในกิจกรรม “งานครูปล่อยแสง ปีที่ 7” ซึ่งจัดโดยเพจ “ก่อการครู” 

    นายอัครนันท์ กล่าวว่า ตนอยากเห็นการศึกษาของไทยกลับมามีความหวัง ซึ่งการที่ได้ทำงานร่วมกับ นายยศชนัน เป็นสิ่งที่รู้สึกว่านี่คือทีมเวิร์กที่จะทำงานร่วมกันให้การศึกษาไทยมีความหวังอีกครั้ง พร้อมยอมรับว่ารู้สึกหนักใจในตอนแรกที่ต้องเข้ามาดูเรื่องการศึกษา แต่ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบก็อยากเป็นคนรุ่นใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการในการช่วยผลักดันการศึกษาของไทยให้เปลี่ยนแปลงมากที่สุด 

    ทั้งนี้ ต้องฟื้นความหวังการศึกษาไทย ที่ต้องทำให้ครูกลับมามีความสุขกับการสอน ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะงานเอกสาร เพิ่มเวลาคุณภาพในห้องเรียน พร้อมทั้งสนับสนุนสวัสดิการและการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครูสามารถสอนได้อย่างเต็มศักยภาพ ขณะเดียวกัน โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดจากความรุนแรง การกลั่นแกล้ง และการเลือกปฏิบัติ มีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างจริงจัง และส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของผู้เรียนอย่างรอบด้าน

    “ผมเชื่อมั่นว่าไม่มีใคร หรือพรรคการเมืองใด อยากเห็นประเทศไทยล้าหลัง ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเริ่มจากการศึกษาที่ดี โดยผมในฐานะฟันเฟืองของกระทรวงศึกษาธิการ จะพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเราจะตั้งใจทำงานเพื่อการศึกษาของไทยที่ดีขึ้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2924854&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HMmiWJnzLbmhkrMxcQy-3

  • “รมช.ศึกษา” เชื่อแท็กทีม “อ.เชน” ทำให้การศึกษากลับมามีความหวัง เน้นลดภาระครู ทำให้รร.เป็นพื้นที่ปลอดภัยจากความรุนแรง : อินโฟเควสท์

    “รมช.ศึกษา” เชื่อแท็กทีม “อ.เชน” ทำให้การศึกษากลับมามีความหวัง เน้นลดภาระครู ทำให้รร.เป็นพื้นที่ปลอดภัยจากความรุนแรง : อินโฟเควสท์

    นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “การศึกษาไทย จะเป็นอย่างไร ถ้าเราทุกคนลุกขึ้นทำเอง” ภายในกิจกรรม “งานครูปล่อยแสง ปีที่ 7” ซึ่งจัดโดยเพจ ‘ก่อการครู’

    นายอัครนันท์ กล่าวว่า ตนอยากเห็นการศึกษาของไทยกลับมามีความหวัง ซึ่งการที่ได้ทำงานร่วมกับนายยศชนัน รู้สึกได้ว่า นี้ทีมเวิร์คที่จะทำงานร่วมกันให้การศึกษาไทยมีความหวังอีกครั้ง ซึ่งยอมรับว่า รู้สึกหนักใจในตอนแรกที่ต้องเข้ามาดูเรื่องการศึกษา แต่ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบก็อยากเป็นคนรุ่นใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการในการช่วยผลักดันการศึกษาของไทยให้เปลี่ยนแปลงมากที่สุด

    ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องดำเนินการ คือ ต้องฟื้นความหวังการศึกษาไทย ทำให้ครูกลับมามีความสุขกับการสอน ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะงานเอกสาร เพิ่มเวลาคุณภาพในห้องเรียน พร้อมทั้งสนับสนุนสวัสดิการและการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครูสามารถสอนได้อย่างเต็มศักยภาพ

    นอกจากนี้ โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดจากความรุนแรง การกลั่นแกล้ง และการเลือกปฏิบัติ มีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างจริงจัง และส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของผู้เรียนอย่างรอบด้าน

    “ตนเชื่อมั่นว่าไม่มีใคร หรือพรรคการเมืองใด อยากเห็นประเทศไทยล้าหลัง ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเริ่มจากการศึกษาที่ดี โดยตนในฐานะฟันเฟืองของกระทรวงศึกษาธิการจะพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเราจะตั้งใจทำงานเพื่อการศึกษาของไทยที่ดีขึ้น”นายอัครนันท์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/583059&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ow2kX04_cua2B9uk2rQOj