Category: วัฒนธรรม

  • มากกว่าเงินคือ ‘ชีวิตใหม่’ พลังทุนก้าวเพื่อน้อง ปี 69 กับภารกิจส่งเด็กยากจนพิเศษถึงฝั่งฝัน

    มากกว่าเงินคือ ‘ชีวิตใหม่’ พลังทุนก้าวเพื่อน้อง ปี 69 กับภารกิจส่งเด็กยากจนพิเศษถึงฝั่งฝัน

    Sustainability

    ความยั่งยืน6 เม.ย. 2569 12:23 น.

    วิกฤตการศึกษาไทย ประชากรจบเฉลี่ยเพียง 9 ปี  กสศ. จับมือมูลนิธิก้าวคนละก้าว ส่งต่อ “ทุนก้าวเพื่อน้อง” ปี 2569 ช่วยเด็กยากจนพิเศษทลายกำแพงเลข 9 ตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่นสู่เส้นทางว่าที่หมอและวิศวกร

    ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะ “ทุนมนุษย์ถดถอย” ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตช้า ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เผยให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจว่าประชากรไทยมีระดับการศึกษาเฉลี่ยหยุดอยู่ที่เพียง 9.32 ปี หรือแค่ชั้น ม.3 เท่านั้น ขณะที่ประเทศรายได้สูงในเอเชียอย่างสิงคโปร์หรือเกาหลีใต้ ประชากรเรียนจบเฉลี่ยถึง 12-13 ปี  ช่องว่างนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของปริมาณ แต่คือ “กำแพง” ที่ปิดกั้นโอกาสในการพาประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง

    ความจริงที่เจ็บปวด เรียนฟรีที่ไม่ฟรีจริง

    ทำไมเด็กไทยถึงไปไม่ไกลกว่า ม.3 คำตอบอยู่ในสถิติ “ค่าใช้จ่ายแฝง” แม้จะมีนโยบายเรียนฟรี แต่นักเรียนในครัวเรือนยากจนยังมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเฉลี่ยถึง 9,420 บาทต่อปี ซึ่งประกอบด้วยค่าเดินทาง ค่าเล่าเรียนส่วนต่าง และค่าอาหารเช้า สำหรับครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ยเพียง 1,236 – 3,043 บาทต่อเดือน เงินจำนวนนี้คือภูเขาที่ยากจะก้าวข้าม ส่งผลให้เด็กยากจนพิเศษมีโอกาสเรียนต่อถึงระดับมหาวิทยาลัยเพียง 12.5% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเด็กทั้งประเทศที่มีโอกาสถึง 32% หรือต่างกันเกือบ 3 เท่า

    ดร.ไกรยศ ภัทราวาท ผู้จัดการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
    ดร.ไกรยศ ภัทราวาท ผู้จัดการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

    ดร.ไกรยศ ภัทราวาท ผู้จัดการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ฉายภาพความน่ากังวลว่า ประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลางส่วนหนึ่งเพราะ “คุณภาพคน” ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านประชากรเรียนจบเฉลี่ย 12-13 ปี แต่เด็กไทยที่ยากจนพิเศษกลับหยุดอยู่ที่ 9 ปี (ม.3)

    “ปีที่ 9 เป็นปีที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ และเป็นปีที่ปัจจัยต่างๆ ของครอบครัวเขา ชุมชน สังคม โรงเรียน ถ้าวันนี้ไมได้รับเงินสนับสนุนทุนจากพวกเรา ก็จะเป็นอีกหนึ่งชีวิต อีกหนึ่งครัวเรือน อีกหนึ่งชั่วอายุคน ที่จะยุติการศึกษาที่เลข 9 เหมือนเดิม เราก็จะไม่มีวันสู้มาเลเซียได้ อย่าไปหวังถึงอีก 4 ประเทศที่ออกนอกกับดักรายได้ไปแล้วเลย” ดร.ไกรยศ ย้ำถึงความสำคัญของทุนนี้

    “ก้าวเพื่อน้อง รุ่นที่ 6” พันธกิจชุบชีวิตใหม่

    ด้วยตระหนักถึงปัญหา “รอยต่อ” ทางการศึกษา คุณอาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน บอดี้สแลม) ในฐานะประธานมูลนิธิก้าวคนละก้าว จึงร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ดำเนินโครงการ “ทุนก้าวเพื่อน้อง” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยในปีการศึกษา 2569 นี้ มีเป้าหมายระดมทุนสนับสนุนอย่างน้อย 20 ทุน (งบประมาณ 4.2 ล้านบาท)  เพื่อส่งต่อเด็กที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทรัพย์สินให้ได้รับโอกาสเรียนต่อในระดับ ม.ปลาย หรือ ปวช. จนจบหลักสูตร 3 ปี

    ความพิเศษของทุนนี้คือการดูแลแบบ “ครบวงจร”

    • ค่าใช้จ่ายรายเดือน: 5,000 บาทต่อเดือน  (เพื่อให้เด็กไม่ต้องออกไปรับจ้างทำงานเสริมจนเสียการเรียน)
    • ค่าธรรมเนียมและอุปกรณ์: ไม่เกิน 10,000 บาทต่อปี รวมสนับสนุนต่อคน: 70,000 บาทต่อปี หรือรวม 210,000 บาทตลอดหลักสูตร 3 ปี 

    ในฐานะคุณพ่อลูกสอง ตูน อาทิวราห์ ได้ถ่ายทอดความรู้สึกที่เปลี่ยนไปต่อการให้โอกาสทางการศึกษาว่า

    อาทิวราห์ คงมาลัย ประธานมูลนิธิก้าวคนละก้าว
    อาทิวราห์ คงมาลัย ประธานมูลนิธิก้าวคนละก้าว

    “พอมีลูกเอง มิติความรับผิดชอบของผมก็เปลี่ยนมุมมอง พ่อแม่ทุกคนอยากเห็นลูกได้ดิบได้ดีในเส้นทางที่ควรจะเป็น การที่เราไปช่วยน้องๆ มันคือการไปช่วยพ่อแม่ของเขาให้ได้ผ่อนหนักเป็นเบา ได้มองเห็นลูกเติบโตอย่างผ่อนคลายมากขึ้น ผมรู้สึกเลยว่าพ่อแม่ทุกคน ถ้าต้องให้ลูกออกจากระบบการศึกษามาช่วยงาน ผมว่าไม่มีใครมีความสุขหรอก”

    กระบวนการคัดกรองที่โปร่งใสและเข้มข้น

    ในปี 2569 นี้ มีการเสนอชื่อเด็กนักเรียนเข้ามาทั้งหมด 435 รายชื่อ ผ่านกระบวนการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและตรวจสอบสถานะความยากจนตามระบบปัจจัยพื้นฐาน จนเหลือผู้ที่ผ่านเกณฑ์เข้มข้น 240 รายชื่อ 

    • สัดส่วนผู้ขอรับทุน: ส่วนใหญ่มาจากสังกัด สพฐ. (94.16%) และกระจายอยู่ทั่วภูมิภาค โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีการเสนอชื่อสูงสุดถึง 56.25% 
    • สถานภาพที่น่าเป็นห่วง: เด็กกลุ่มนี้กว่า 164 คนถูกจัดอยู่ในเกณฑ์ “ยากจนพิเศษ” และส่วนใหญ่ (102 คน) มาจากครอบครัวที่หย่าร้าง  ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบการศึกษา

    ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนโลกทั้งใบของเด็กหนึ่งคน

    ความสำเร็จของรุ่นพี่ทุนก้าวเพื่อน้อง รุ่นที่ 1 เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจน โดยกว่า 80% มีผลการเรียนเฉลี่ย 3.00 ขึ้นไป และปัจจุบันสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีได้ถึง 53 คน เช่น น้องภูมิ ที่สอบติดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ น้องไทเกอร์ ที่กำลังเดินตามฝันสู่การเป็นวิศวกร 

    การมอบทุน “ก้าวเพื่อน้อง” จึงไม่ใช่แค่การให้การศึกษา แต่คือการสร้าง “หลักประกันโอกาส”  ที่จะช่วยให้เยาวชนเหล่านี้หลุดพ้นจากวงจรความยากจนข้ามรุ่นได้อย่างยั่งยืน และกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวข้ามวิกฤตประชากรและเศรษฐกิจในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/futureperfect/articles/2924866&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WOVmxt7FNFo0F29R7qHs8

  • อว.-ศธ. ดันปฏิรูปการศึกษา ไม่ควรจำกัดมาตรวัดแบบเดียวด้วย ‘เกรด-คะแนนสอบ’ | เดลินิวส์

    อว.-ศธ. ดันปฏิรูปการศึกษา ไม่ควรจำกัดมาตรวัดแบบเดียวด้วย ‘เกรด-คะแนนสอบ’ | เดลินิวส์

    ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ นายพีรวิชญ์ ขันติศุข ผู้อำนวยการ PTP Academy อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ร่วมงานและร่วมแสดงความเห็นในงานเสวนาครบรอบ 10 ปี “ก่อการครู” เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 69 ณ Mixt Chatuchak โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการปรับระบบการศึกษาไทยให้สอดคล้องกับศักยภาพและความแตกต่างของผู้เรียนในรายบุคคล

    ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การศึกษาไม่ควรถูกจำกัดด้วยมาตรวัดแบบเดียว เช่น เกรดหรือคะแนนสอบ เนื่องจากนักเรียนแต่ละคนมีความถนัดและศักยภาพที่แตกต่างกัน บางคนอาจโดดเด่นด้านวิชาการ ขณะที่บางคนมีความสามารถด้านดนตรี กีฬา หรือทักษะอื่น ๆ ซึ่งระบบการศึกษาควรเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พัฒนาในสิ่งที่ตนเองถนัดอย่างเต็มที่

    พร้อมยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัวว่า แม้จะเรียนได้ดี แต่ใช้เวลาอ่านหนังสือช้ากว่าผู้อื่น สะท้อนให้เห็นว่าความสามารถของคนไม่สามารถวัดได้จากตัวชี้วัดเพียงรูปแบบเดียว จึงจำเป็นต้องมีระบบดูแลและพัฒนาผู้เรียนแบบ “หนึ่งต่อหนึ่ง” เพื่อให้ตอบโจทย์ความแตกต่างดังกล่าว

    นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยที่ยังไม่เอื้อต่อการเติบโตของอาชีพนอกกรอบ เช่น นักดนตรีหรือนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ ซึ่งในหลายประเทศสามารถสร้างรายได้อย่างมั่นคงได้ จึงเสนอว่าไม่ควรให้อาชีพเป็นตัวกำหนดทิศทางการศึกษา แต่ควรเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนสามารถสร้างเส้นทางของตนเองได้

    ศ.ดร.ยศชนัน ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “เครือข่าย” และการทำงานร่วมกัน โดยระบุว่า หลายสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แท้จริงแล้วเกิดจากการขาดการเชื่อมโยงระหว่างคนที่มีความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้อง พร้อมยกตัวอย่างเชิงรูปธรรมว่า หากต้องการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เครื่อง MRI หากสามารถรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาเข้าด้วยกัน ก็อาจทำให้สิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นความจริงได้

    ในมิติของโอกาสทางการศึกษา ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะการเรียนรู้แบบออนไลน์ (Online Learning) สามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เปิดโอกาสให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงองค์ความรู้และครูผู้เชี่ยวชาญได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องวางแผนพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการใช้งาน เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศในระยะยาว

    ทั้งนี้ ได้เสนอให้การศึกษา ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่หลายกระทรวงต้องร่วมมือกัน และต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน ภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันออกแบบระบบที่ยืดหยุ่น ลดเนื้อหาหลัก (Core) ที่ไม่จำเป็น และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะเฉพาะด้าน

    ในช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ทั้งนี้ เมื่อเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนฯ ก็น่าจะมีร่างของกระทรวงศึกษาฯ ร่างของพรรคการเมืองอื่นมาประกอบและปรับให้เข้ากันให้เหมาะสมโดยเชื่อว่ากฎหมายน่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปี พร้อมย้ำว่าการยกระดับคุณภาพการศึกษาเป็นเรื่องของการบริหารประเทศที่ต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรถูกกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง

    “ผมเคยพูด ล่าสุดก็กับท่านนายกรัฐมนตรีว่า การเมืองควรแยกออกจากการบริหารบ้านเมือง วันนี้เราจะทำให้คุณภาพชีวิตเด็กดีขึ้น นี่คือการบริหารบ้านเมืองให้ไปข้างหน้า ส่วนเรื่องเลือกตั้งรอบหน้าก็เป็นเรื่องการเมือง อย่าทำเรื่องทะเลาะเบาะแว้งมาทำให้การดูแลเยาวชนช้าลงไปอีก เพราะหากการศึกษาดี ประเทศก็จะดี และสามารถต่อยอดการพัฒนาในทุกมิติได้อย่างยั่งยืนได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวปิดท้าย

    ด้านนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่าตนอยากอยากเห็นการศึกษาของไทยกลับมามีความหวัง ซึ่งการที่ได้ทำงานร่วมกับ ศาสตราจารย์ยศชนัน เป็นสิ่งที่รู้สึกว่านี่คือทีมเวิร์คที่จะทำงานร่วมกันให้การศึกษาไทยมีความหวังอีกครั้ง พร้อมยอมรับว่ารู้สึกหนักใจในตอนแรก ที่ต้องเข้ามาดูเรื่องการศึกษา แต่ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบก็อยากเป็นคนรุ่นใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการในการช่วยผลักดันการศึกษาของไทย ให้เปลี่ยนแปลงมากที่สุด

    โดยต้องฟื้นความหวังการศึกษาไทย ที่ต้องทำให้ครูกลับมามีความสุขกับการสอน ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะงานเอกสาร เพิ่มเวลาคุณภาพในห้องเรียน พร้อมทั้งสนับสนุนสวัสดิการและการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครูสามารถสอนได้อย่างเต็มศักยภาพ

    นอกจากนี้ โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดจากความรุนแรง การกลั่นแกล้ง และการเลือกปฏิบัติ มีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างจริงจัง และส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของผู้เรียนอย่างรอบด้าน

    “ตนเชื่อมั่นว่าไม่มีใคร หรือพรรคการเมืองใด อยากเห็นประเทศไทยล้าหลัง ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเริ่มจากการศึกษาที่ดี โดยตนในฐานะฟันเฟืองของกระทรวงศึกษาธิการจะพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเราจะตั้งใจทำงานเพื่อการศึกษาของไทยที่ดีขึ้น “ นายอัครนันท์ กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5754784/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00vvFTRyMZzjpZdjLnXpVn

  • หลวงพี่น้ำฝน รับเข็ม “เสมาคุณูปการ” เชิดชูบทบาทวัดหนุนการศึกษา สร้างเยาวชนคุณภาพ

    หลวงพี่น้ำฝน รับเข็ม “เสมาคุณูปการ” เชิดชูบทบาทวัดหนุนการศึกษา สร้างเยาวชนคุณภาพ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/139583&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o3ktcsQzVnTLDKZDwQauQ

  • หนุ่มขี่ จยย. จากกรุงเทพฯ เข้าคัดเลือกทหาร ถูกกระสุนลูกหลง ดับสลด | คมชัดลึก

    หนุ่มขี่ จยย. จากกรุงเทพฯ เข้าคัดเลือกทหาร ถูกกระสุนลูกหลง ดับสลด | คมชัดลึก

    ฟิล์ม” อายุ 21 ปี ถูกยิงที่ใต้ราวนมข้างขวา และนายพิพัฒน์ อายุ 15 ปี ถูกยิงที่ส้นเท้าด้านซ้าย ต่อมานายนวกร ได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วนนายพิพัฒน์ พงษ์สุวรรณ อาการปลอดภัยแล้ว.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/crime/615490&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sUiLxIGkd3YOmm2kUKkjw

  • เปิดบ้าน ‘DPU Open House 2026’

    เปิดบ้าน ‘DPU Open House 2026’

    วันจันทร์ ที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.51 น.

    เปิดบ้าน ‘DPU Open House 2026’

    มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)  จัดกิจกรรม DPU Open House 2026 “ปลุกพลังความเป็นที่ 1 ในตัวคุณ” เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง พร้อมสำรวจหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความสนใจ และความต้องการของโลกยุคใหม่ โดยกิจกรรมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3-4 เมษายน 2569 

    ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) กล่าวว่า  DPU ตอกย้ำบทบาทการเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นการพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างรอบด้าน เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกมิติ ทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ

    “ปลุกพลังความเป็นที่ 1 ในตัวคุณ”  –   การจัดงาน DPU Open House 2026 “ปลุกพลังความเป็นที่ 1 ในตัวคุณ” ในครั้งนี้ ดร.ดาริกา กล่าวว่า เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมปลาย ปวช. และปวส. จากทั่วประเทศ ได้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศ และทำความรู้จักวิทยาลัยหรือคณะสาขาวิชาต่างๆ เพื่อการค้นพบศักยภาพของตนเอง และเลือกเส้นทางการศึกษาที่สอดคล้องกับอนาคตที่ต้องการอย่างแท้จริง

    DPU เปิดบ้านต้อนรับ GEN Z –  ภายในงาน นักเรียนระดับชั้นมัธยมปลาย ปวช. และปวส. จากทั่วประเทศได้ร่วมสัมผัสกับหลักสูตรที่ทันสมัย และเวิร์กชอปจากอาจารย์พร้อมรุ่นพี่ โดยแบ่งกลุ่มสาขาวิชา และคณะตามเทรนด์ความสนใจ

    สาย Innovation+ เหมาะกับน้อง ๆ ที่ชอบคิด ชอบลองสร้างอะไรใหม่ ๆ  ได้แก่ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี  วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี  สาย Global+ เหมาะกับน้อง ๆ ที่ชอบภาษา รักการเดินทาง อยากเปิดโลกกว้าง และทำงานร่วมกับต่างประเทศ ได้แก่ วิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน วิทยาลัยนานาชาติ วิทยาลัยนานาชาติจีน คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะศิลปศาสตร์  สาย Social+  เหมาะกับน้อง ๆ ที่ชอบช่วยเหลือ ใส่ใจคนรอบข้าง มีเหตุผล ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์  คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สาย Wellness+ เหมาะกับน้อง ๆ ที่ชอบดูแลใส่ใจคุณภาพชีวิต วิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยทัศนมาตรศาสตร์  คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาสุขภาพ คณะเทคนิคการแพทย์ คณะกายภาพบำบัด สาย Creative+ เหมาะกับน้อง ๆ ที่ชอบสร้างสรรค์มีไอเดีย พร้อมโชว์ผลงาน  ได้แก่ วิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เทคโนโลยี คณะนิเทศศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์

    ค้นพบศักยภาพ ผ่านนิทรรศการระหว่างการเดินทาง –  กิจกรรมไฮไลต์ของงาน DPU Open House 2026 คือ นิทรรศการระหว่างการเดินทาง (Journey of a Lifetime) ที่เปิดพื้นที่ให้น้องๆ ได้ค้นพบศักยภาพของตัวเอง โดยตลอดเส้นทางเดินจะมีจุดเช็กลิสต์ให้น้อง ๆ ได้ทำความเข้าใจ และประเมินศักยภาพตนเองในแต่ละด้าน เช่น มิติทางสังคม (Society) ด้านความสัมพันธ์ (Relationship) ด้านการเงิน ด้านสุขภาพ และเส้นทางชีวิต (Life Path)  เป็นต้น

    “ศุภัศสรา เหมทานนท์” อายุ 17 ปี เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี 2)  หนึ่งในน้อง ๆ ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเปิดบ้าน DPU Open House 2026 กล่าวว่า เดินทางมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้พร้อมคุณพ่อ โดยมีความสนใจเรียนด้านนิเทศศาสตร์ เพราะชื่นชอบและสนใจงานทางด้านภาพยนตร์ ซึ่งการเข้าร่วมนิทรรศการระหว่างการเดินทาง ทำให้ได้คำตอบที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่คิดและตั้งใจจะเรียนในอนาคต

    “วิลาวัลย์ เชียงทอง” อายุ 17 ปี เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านนา (นายกพิทยากร) จังหวัดนครนายก กล่าวว่า การตัดสินใจเดินทางมาจากจังหวัดนครนายกเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เพราะต้องการศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคณะที่ตัวเองมีความสนใจ คือ วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส หลักสูตร วิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งเป็นการเรียนที่ตอบโจทย์ได้ตรงกับความต้องการที่อยากมีความรู้และสร้างแบรนด์เครื่องสำอางของตนเองในอนาคต

    ด้าน “วัชรพงศ์ พวงรางสาด” อายุ 20 ปี  เรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) วิทยาลัยเทคนิคแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า เดินทางเข้าร่วมเปิดบ้าน DPU Open House 2026 เพียงคนเดียว เพราะต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับหลักสูตรระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจดิจิทัล (IS) ที่ตนเองมีความสนใจจากความชอบส่วนตัวอยากเรียนเกี่ยวกับ Data ซึ่งเป็นการต่อยอดจากสิ่งที่เรียนมาในชั้น ปวส.

    DPU Open House 2026 เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ได้ “ปลุกพลังความเป็นที่ 1 ในตัวคุณ” และ ค้นเจอศักยภาพของตนเอง ที่พร้อมก้าวสู่เส้นทางสายอาชีพได้อย่างมั่นใจในอนาคต และก้าวสู่การเป็น “Global Talent” ของตลาดแรงงานโลก สำหรับผู้สนใจศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dpu.ac.th/th

     ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/471734&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3itFWCtZJVs9iy-duvLr8I

  • รายงานพิเศษ : รร.เมทนีดลสร้างประวัติศาสตร์ ยกระดับการศึกษา ผลสอบ IGCSE ดีเยี่ยมภาษาอังกฤษ ระดับโลก

    รายงานพิเศษ : รร.เมทนีดลสร้างประวัติศาสตร์ ยกระดับการศึกษา ผลสอบ IGCSE ดีเยี่ยมภาษาอังกฤษ ระดับโลก

    วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    โรงเรียนนานาชาติเมทนีดล จังหวัดขอนแก่น สร้างปรากฏการณ์ใหม่วงการศึกษาไทย นักเรียนสอบ IGCSE วิชาภาษาอังกฤษผ่าน 100% ทั้งรุ่น แถมมีนักเรียนระดับ ม.2 ทำคะแนนเต็ม 9 เต็ม 9 สะท้อนศักยภาพหลักสูตรระดับโลก Oxford AQA ที่ได้รับการยอมรับ พร้อมก้าวสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับนานาชาติ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการการศึกษาไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อโรงเรียนนานาชาติเมทนีดล ประเทศไทย จ.ขอนแก่น จัดพิธีมอบรางวัลการสอบเทียบโอนหลักสูตร IGCSE (International General Certificate of Secondary Education) วิชาภาษาอังกฤษ ท่ามกลางความภาคภูมิใจของนักเรียน ผู้ปกครอง และคณะครู ผลการสอบครั้งนี้ถือว่าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโรงเรียน เป็นนักเรียนรุ่นแรกที่เข้าสอบ และสามารถทำผลงาน “สอบผ่าน 100%” ครบทุกคนที่เข้าสอบ พร้อมทั้งยังมีนักเรียนที่ทำคะแนนสูงสุดระดับ 9 เต็ม 9 ซึ่งเป็นเกรดสูงสุดของระบบ IGCSE สร้างกระแสชื่นชมในวงการการศึกษาอย่างกว้างขวาง ความโดดเด่นยิ่งกว่านั้น คือ นักเรียนระดับ Grade 8 (เทียบเท่าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2) สามารถสอบผ่านข้อสอบ IGCSE ซึ่งโดยปกติออกแบบมาสำหรับนักเรียนระดับ Grade 10–11 ได้อย่างยอดเยี่ยม สะท้อนถึงศักยภาพทางวิชาการ และการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในระดับสูงตั้งแต่อายุยังน้อย

    รายชื่อนักเรียนที่ทำผลงานโดดเด่นจากการประกาศผลของ Oxford AQA ได้แก่ ดช.จิระพล จีระวิพูลวรรณ (G.8) คะแนนเต็มระดับ 9 ด.ช.มหัศจรรย์ วงษ์ปัญญา (G.8) ด.ช.ภาคิน มานิตพรสุทธ์ (G.8) น.ส.กัญดาริน วงศ์เกษม (G.9) และ น.ส.ต้องตา นวสฤษฏ์กุล (G.10) Ms. Muyezi Liu (G.11) โรงเรียนนานาชาติเมทนีดล ใช้หลักสูตร Oxford International Curriculum และได้รับการรับรองเป็นศูนย์สอบ Oxford AQA International Examination Centre อย่างเป็นทางการจากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Oxford University Press และ AQA หน่วยงานจัดสอบที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร โดยหลักสูตรดังกล่าวมีมาตรฐานเดียวกับระบบการศึกษาของอังกฤษ แต่ปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับนักเรียนทั่วโลก เน้นการคิดวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้ความรู้

    ดร.อรทัย สันติเมทนีดล ผู้อำนวยการและผู้รับใบอนุญาตโรงเรียน เปิดเผยว่า ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความทุ่มเทของนักเรียนและคณะครูทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่ร่วมกันพัฒนาศักยภาพผู้เรียนอย่างรอบด้าน พร้อมวางแผนเส้นทางการศึกษารายบุคคล เพื่อมุ่งสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก ทั้งนี้ โรงเรียนยังถือเป็นศูนย์สอบ Oxford AQA แห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และได้รับรางวัลรับรองมาตรฐานระดับ World Class Standard School อีกด้วย ความสำเร็จดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนคุณภาพของผู้เรียน แต่ยังตอกย้ำศักยภาพของระบบการศึกษาไทยในภูมิภาค ที่สามารถผลิตเยาวชนให้มีความสามารถเทียบเท่าสากล และพร้อมก้าวสู่เวทีโลกในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีบุคคลต้นแบบด้านการศึกษาอย่าง พชร จิราธิวัฒน์ ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจาก University of Oxford เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับนักเรียนรุ่นใหม่ โรงเรียนนานาชาติเมทนีดล มุ่งหวังว่า ในอนาคตอันใกล้ จะได้เห็นนักเรียนจากภาคอีสานก้าวสู่การเป็น “Oxonian” หรือศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เพื่อกลับมาพัฒนาประเทศ และขับเคลื่อนจังหวัดขอนแก่นสู่ความเป็นสากลอย่างยั่งยืนต่อไป

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/957002&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15voZ9xiFyeSuMexOGPsts

  • เปิดวาร์ป ‘ดาด้า กาฬสินธุ์’ นักประกวดสาว ที่ไม่ได้ดังแค่ไทย แต่ไกลถึงนานาชาติ | เดลินิวส์

    เปิดวาร์ป ‘ดาด้า กาฬสินธุ์’ นักประกวดสาว ที่ไม่ได้ดังแค่ไทย แต่ไกลถึงนานาชาติ | เดลินิวส์

    จากกรณี “ดาด้า ดาราธร” มิสแกรนด์กาฬสินธุ์ โชว์สเต็ปบีบอยสุดปังกลางรันเวย์พรีลิมฯ แม้ชวดเข้ารอบ 20 คนสุดท้าย แต่คว้าใจแฟนอินเตอร์ไปเต็มร้อย แห่ชมความกล้าที่โดดเด่น ยกให้เป็นผู้ชนะในใจคนทั้งโลกเรียบร้อยแล้ว ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

    เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 69 “เดลินิวส์ออนไลน์” จะพาทุกคนมาทำความรู้จัก “ดาราธร หยูทอง” หรือ “ดาด้า” มิสแกรนด์กาฬสินธุ์ 2026 ที่โด่งดังจากคลิปเต้นบีบอยในชุดว่ายน้ำ ในระหว่างการประกวดรอบพรีลิม Miss Grand Thailand 2026 เรียกได้ว่า “ดาด้า” คือนักประกวดสาวไทยที่มั่นใจ ปล่อยพลังผ่านท่าเต้นแบบสุดเหวี่ยง จนกลายเป็นกระแสไวรัลไม่ใช่แค่ในไทย แต่ไปไกลถึงต่างประเทศ!

    สำหรับ “ดาราธร หยูทอง” หรือ “ดาด้า” มิสแกรนด์กาฬสินธุ์ 2026 ผู้สร้างโมเมนต์สะดุดตาบนเวที นอกจากความโดดเด่นด้านการโชว์สเต็ปบีบอยสุดปังแล้ว เธอยังมีด้านการศึกษาที่น่าสนใจ โดยจบการศึกษาจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ก่อนจะต่อยอดความรู้ในระดับอุดมศึกษาด้านภาษาอังกฤษ และภาษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง

    นอกจากนี้ ท่าเต้นสะเทือนเวทีของ “ดาราธร หยูทอง” หรือ “ดาด้า” มิสแกรนด์กาฬสินธุ์ 2026 ที่เคลื่อนไหวด้วยความมั่นใจนั้น แม้ว่าในคืนรอบตัดสินจะสามารถผ่านเข้าสู่รอบ 20 คนสุดท้าย ซึ่งเธอไม่ได้รับตำแหน่งมงกุฎชนะเลิศ แต่คลิปของเธอถูกแชร์ไปทั่วโซเชียล จนต่างชาติต่างพากันคอมเมนต์ชื่นชม และกลายเป็นไวรัลระดับโลก

    อย่างไรก็ตาม แฟนเพจ “มิสแกรนด์กาฬสินธุ์ – Miss Grand Kalasin ได้มีการประกาศเชิญชวนเตรียมตัวมาแดนซ์ให้สุดเหวี่ยงกับ “ดาด้า” มิสแกรนด์กาฬสินธุ์ พร้อมระบุข้อความว่า “สวนลุมพินีเตรียมลุกเป็นไฟ เตรียมตัวมาแดนซ์ให้สุดเหวี่ยงกับ “ดาด้า” มิสแกรนด์กาฬสินธุ์ เจ้าของไวรัลทั่วโลก มาเจิม แท่นเต้นแอโรบิกอันใหม่ ยิ่งใหญ่ อลังการ พร้อมระบบเสียงจัดเต็ม 7 เมษายนนี้ นัดหมาย 17.45 น. (เตรียมตัววอร์มร่างกาย) เริ่มเต้น: 18.00 น. (ปล่อยพลังความมันส์) บอกเลยว่างานนี้ห้ามพลาด! เตรียมซ้อมท่า No Body แล้วมาสนุกกับดาด้าตัวจริง เสียงจริงจ้า”

    ขอบคุณข้อมูล : มิสแกรนด์กาฬสินธุ์ – Miss Grand Kalasin และ dadakerema

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5752620/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QOmfIWQDievK6afjCzsK3

  • นายกเทศมนตรีเมืองอ่างศิลา มอบอาหารทะเลแห้งกว่า 100 กก. สนับสนุนภารกิจดับไฟป่า ผ่าน รมว.ทส. | TOPNEWS

    นายกเทศมนตรีเมืองอ่างศิลา มอบอาหารทะเลแห้งกว่า 100 กก. สนับสนุนภารกิจดับไฟป่า ผ่าน รมว.ทส. | TOPNEWS

    นายกเทศมนตรีเมืองอ่างศิลา นำอาหารทะเลแห้งกว่า 100 กิโลกรัม มอบให้กับ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ดับเพลิง เป็นเสบียงเพื่อสนับสนุนภารกิจดับไฟป่า

    สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายประทีป เหิมพยัคฆ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และนายอรุณ คงไพฑูรย์ ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 ร่วมกันรับมอบอาหารทะเลแห้งน้ำหนักกว่า 100 กิโลกรัม จาก วินัย พ้นภัยพาล นายกเทศมนตรีเมืองอ่างศิลา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร โรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่

    ทั้งนี้ อาหารทะเลแห้งดังกล่าวประกอบด้วยปลาช่อนทะเลแห้ง หมึกแห้ง และปลาหวาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนเพื่อนำไปมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานควบคุมไฟป่า เพื่อใช้เป็นเสบียงอาหารระหว่างปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยง

    การรับมอบในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือจากภาคส่วนท้องถิ่นและภาคการศึกษา ที่ร่วมกันสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในหลายพื้นที่ของประเทศ

    ภาพ/ข่าว วิศาล แสงเจริญ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1538278&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0U6Y8DpWbRv9r0DqH3tqHp

  • “ดื่มนม” ช่วยต้านสโตรก ลดโอกาสเป็นอัมพฤกษ์ได้ 10% วิจัยญี่ปุ่นคอนเฟิร์ม : เช็กข่าวชัวร์

    “ดื่มนม” ช่วยต้านสโตรก ลดโอกาสเป็นอัมพฤกษ์ได้ 10% วิจัยญี่ปุ่นคอนเฟิร์ม : เช็กข่าวชัวร์

    เช็กข้อเท็จจริง งานวิจัยญี่ปุ่นเผยดื่มนมวันละ 1 แก้ว ช่วยลดความเสี่ยงเส้นเลือดในสมองแตก 10% จริงหรือไม่?

    ในแวดวงสุขภาพออนไลน์มีการส่งต่อข้อมูลอ้างอิงงานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นระบุว่า การดื่มนมวัวในปริมาณ 1 แก้ว หรือประมาณ 180 กรัมต่อวัน สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ได้ถึง 10% พร้อมระบุว่าสารอาหารในนมช่วยควบคุมความดันโลหิตและส่งผลดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต จนทำให้เกิดความสนใจและแชร์ต่อข้อมูลดังกล่าวเป็นจำนวนมากในฐานะแนวทางการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันอัมพฤกษ์อัมพาต

    จากการตรวจสอบที่มาของข้อมูลและรายละเอียดจากงานวิจัยดังกล่าว เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนตามหลักการแพทย์และโภชนาการ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการคัดกรอง ข่าวปลอม และ Fake News ที่อาจบิดเบือนข้อเท็จจริงเชิงวิชาการจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดในการรักษาโรค

    คำถาม

    ข้อมูลที่ระบุว่าการดื่มนมวันละ 1 แก้ว (180 กรัม) สามารถลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้ 10% และช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้นับหมื่นคนตามงานวิจัยของญี่ปุ่น เป็นเรื่องจริงหรือไม่?

    การตรวจสอบ

    จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ข้อมูลดังกล่าวมีที่มาจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านโภชนาการ “Nutrients” โดยทีมนักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์แบบจำลองสถานการณ์ (Simulation Analysis) ในกลุ่มประชากรผู้ใหญ่ที่มีอายุระหว่าง 30 ถึง 79 ปี โดยใช้ระยะเวลาคาดการณ์ผลกระทบในระยะ 10 ปี

    ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า หากประชากรเพิ่มปริมาณการดื่มนมจากค่าเฉลี่ยเดิม (ประมาณ 61.8 กรัมต่อวัน) ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 180 กรัมต่อวัน จะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองโดยรวมได้ประมาณ 7% และในบางกลุ่มประชากรอาจลดความเสี่ยงได้สูงสุดถึง 10.6% ซึ่งนักวิจัยอธิบายเหตุผลว่านมเป็นแหล่งสำคัญของแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยควบคุมความดันโลหิตและทำให้หลอดเลือดคลายตัว

    อย่างไรก็ตาม กองบรรณาธิการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่างานวิจัยนี้เป็นการทำแบบจำลองทางสถิติเพื่อพยากรณ์ผลลัพธ์ในระดับประชากร ไม่ใช่การการันตีผลในตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว และต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่น เช่น การควบคุมอาหารประเภทเค็มจัด และการออกกำลังกาย นอกจากนี้ในรายงานยังระบุถึงแนวโน้มการดื่มนมที่ลดลงในหลายประเทศรวมถึงอังกฤษ ซึ่งอาจส่งผลให้ร่างกายขาดสารอาหารสำคัญอย่าง วิตามินบี 12 และไอโอดีน ได้หากไม่ได้รับทดแทนจากแหล่งอื่น

    ข้อเท็จจริง

    ข้อความดังกล่าว “เป็นความจริงตามรายงานงานวิจัย” โดยงานวิจัยจากญี่ปุ่นระบุว่าการบริโภคนมในปริมาณที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้จริงผ่านการได้รับแร่ธาตุที่ช่วยควบคุมความดันโลหิต อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรเลือกดื่มนมในปริมาณที่พอเหมาะและคำนึงถึงสภาพร่างกายของตนเอง เช่น ผู้ที่มีภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตสหรือมีไขมันในเลือดสูงควรปรึกษาแพทย์หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม

    อ้างอิง

    1. Nutrients Journal (วารสารวิชาการด้านโภชนาการ)
    2. รายงานผลการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคนมและความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองโดยทีมนักวิจัยญี่ปุ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9882230/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rRce4SXC7OqJsAdpMFJE-

  • เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน พ.ศ. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภา โดยวางกรอบนโยบายครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการค้าและการเกษตร ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ด้านสังคม และด้านการบริหารภาครัฐ

    พร้อมระบุถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก ว่าเป็นโจทย์เร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเร่งรับมือ

    ในคำแถลงนยบายต่อสภารัฐบาลประกาศยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

    • การพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
    • การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    • การยึดมั่นในหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน

    ผลงานเร่งด่วนของรัฐบาลก่อนหน้า

    ในส่วนของการสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา นายอนุทินระบุว่ารัฐบาลได้ขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน Quick Big Win หลายประการ อาทิ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส การออกมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชาและการปกป้องอธิปไตย การปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติด การสร้างความปลอดภัยเพื่อความเชื่อมั่นในหมู่นักท่องเที่ยว รวมถึงการเร่งเจรจาการค้าและการบุกตลาดใหม่

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังผลักดันการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 และจัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ผลรวมของมาตรการดังกล่าวช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 4 ปี พ.ศ. 2568

    วิกฤตพลังงานโลกและมาตรการรับมือเฉพาะหน้า

    นายอนุทินระบุว่า ขณะนี้โลกอยู่ในภาวะความไม่แน่นอนสูง อันเป็นผลจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้การผลิตและการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติอยู่ในภาวะชะงักงัน ราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว กระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการจัดหาพลังงานของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงไทย

    ในระยะเฉพาะหน้า รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หารือกับสมาคมผู้ประกอบการไทยเพื่อวางแผนนำเข้า-ส่งออก บรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และจูงใจให้บริษัทต่างชาติตั้งสำนักงานใหญ่ในไทยเพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส รัฐบาลยังจะเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้มีผลบังคับใช้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ พร้อมปรับ

    ลดรายจ่ายของหน่วยงานรัฐที่ไม่จำเป็น

    ด้านเศรษฐกิจ

    • สร้างโอกาสเติบโตอย่างทั่วถึง

    รัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จโดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง ครอบคลุมสถาบันการเงินทุกประเภท บริษัทบริหารสินทรัพย์ และสหกรณ์ เพื่อช่วยให้ประชาชนกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้ ควบคู่กับมาตรการลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าน้ำดื่ม ค่าพลังงาน

    รัฐบาลจะสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีสำหรับกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) และทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส รวมถึงการพัฒนาทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ให้คนไทยทุกกลุ่ม

    สำหรับผู้ประกอบการ SMEs รัฐบาลจะส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อในต้นทุนที่เหมาะสม ปรับกฎหมายและขั้นตอนการประกอบธุรกิจให้สะดวกและโปร่งใส รวมถึงให้แต้มต่อแก่ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าไทย (Made in Thailand) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และจัดทำเครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจออนไลน์ เช่น ระบบบัญชีออนไลน์ฟรี ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-invoice)

    • ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่

    รัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล AI หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ และการแพทย์ โดยจะปรับระบบส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่มีเทคโนโลยีและสนับสนุนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับไทย

    ในด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รัฐบาลจะพลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ วางรากฐานเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) บ่มเพาะสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ และพัฒนาตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของธุรกิจนวัตกรรม

    ด้านการค้า

    รัฐบาลวางนโยบาย “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า” โดยส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัล กำหนดกลไกควบคุมสินค้าที่นำเข้ามาส่งออกโดยไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ และปรับกลไกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าให้เข้มงวดและโปร่งใส

    รัฐบาลจะผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลด้วยรูปแบบ “ทีมประเทศไทย” บริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างการค้า เน้นการกระจายตลาดลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และเปิดตลาดใหม่สำหรับผู้ส่งออกรายย่อยโดยเฉพาะ SMEs นอกจากนี้ยังจะส่งเสริมการค้าภาคบริการในสาขาการศึกษา สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ด้านการเกษตร

    รัฐบาลประกาศนโยบาย “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” สู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืน” โดยสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดและศักยภาพของดินและแหล่งน้ำ พัฒนาการเกษตรแม่นยำด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ

    รัฐบาลจะพัฒนาระบบ Big Data และ AI เพื่อวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร ปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน และยกระดับสหกรณ์การเกษตรสู่การเป็นองค์กรธุรกิจสมัยใหม่ที่มีธรรมาภิบาล เพื่อตอกย้ำบทบาทของไทยในการเป็น “ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก”

    ด้านการท่องเที่ยว

    รัฐบาลตั้งเป้าสร้างไทยเป็น “จุดหมายการเดินทาง 365 วัน” (Destination Thailand) โดยปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวให้อยู่ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม ควบคู่กับการขับเคลื่อนการทูตทางวัฒนธรรมเชิงรุก (Cultural Diplomacy)

    รัฐบาลจะพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีไทยที่คำนึงถึงความยั่งยืน เชื่อมโยงสินค้าและบริการไทยเข้ากับประสบการณ์ท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีนโยบายยกระดับความปลอดภัยนักท่องเที่ยว จัดระบบประกันภัยภาคบังคับที่เชื่อมโยงกับบริการสาธารณสุข และสนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นผ่านมาตรการจูงใจด้านภาษี

    ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

    รัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศแบบ “Beyond Thailand” มุ่งแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลก ยึดมั่นในระบอบพหุภาคีภายใต้กรอบสหประชาชาติและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงเตรียมความพร้อมในการเป็นประธานอาเซียนของไทย ในด้านการทูตเศรษฐกิจ รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571

    • ความมั่นคงชายแดน

    รัฐบาลจะพัฒนาระบบเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างกำแพงชายแดนเพื่อจัดการภัยคุกคามครบวงจร ทั้งการลักลอบขนสินค้า แรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายสแกมเมอร์ และยาเสพติด พร้อมสานต่อการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี รวมถึงเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 ว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

    ส่วนปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่

    • ความมั่นคงภายใน

    รัฐบาลจะบูรณาการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบ โดยระบุชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุนให้การพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย และจะทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา (Free Visa) เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรข้ามชาติ

    รัฐบาลยังมีนโยบายพัฒนาระบบทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทนและระบบประเมินผลที่ชัดเจน เพื่อเป็นฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว

    ด้านสังคม

    • การศึกษา

    รัฐบาลประกาศนโยบาย “เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา” โดยพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีสำหรับคนไทยทุกช่วงวัย ยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนของครู และปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่นสอดรับกับตลาดแรงงานในอนาคต รวมถึงพัฒนาทักษะด้าน AI และหุ่นยนต์ร่วมกับภาคเอกชน

    • สาธารณสุข

    รัฐบาลมุ่งพัฒนาระบบประกันสุขภาพให้สามารถ “รักษาทุกที่ได้ทันที” โดยเชื่อมโยงข้อมูลสิทธิการรักษาและประวัติการแพทย์ของคนไทยเข้าด้วยกัน ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมให้รองรับเศรษฐกิจสมัยใหม่ และยกระดับบริการสุขภาพด้วยเทคโนโลยี AI เช่น การแพทย์ทางไกล ควบคู่กับการส่งเสริมการแพทย์แผนไทย

    • ครอบครัวและสังคมสูงวัย

    รัฐบาลจะสร้างสภาพสังคมและชุมชนรองรับสังคมสูงวัย ส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) พัฒนาเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้สูงอายุ จัดสถานที่พักพิงได้มาตรฐาน และดำเนินโครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้านเพื่อดูแลผู้ป่วยและผู้สูงวัยในชุมชน รวมถึงผลักดันให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ

    ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

    รัฐบาลจะเร่งพัฒนา Big Data และ AI เพื่อพยากรณ์การบริหารจัดการน้ำและอากาศในระดับตำบล ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน เพื่อให้สามารถเยียวยาผลกระทบได้รวดเร็วและเป็นธรรมเมื่อเกิดภัยพิบัติ

    ในด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลยืนยันเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยส่งเสริมพลังงานสะอาด วางรากฐานการเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี สนับสนุนการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumer) พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน และจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากล รัฐบาลยังมีนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่าต้นน้ำและป่าชายเลนผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน

    ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย

    รัฐบาลประกาศนโยบาย “ราชการทันใจ” มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ โดยผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะ ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super License) ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอชุดกฎหมาย (Omnibus Law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากกฎหมายที่ล้าสมัยภายใน 1 ปี

    ในด้านการปฏิรูประบบราชการ รัฐบาลจะลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน จัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด และปรับบทบาทภาครัฐเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” แทน “ผู้ควบคุม” ควบคู่กับการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐ Work from Anywhere

    รัฐบาลยังมีนโยบายทบทวนกฎหมายลำดับรองกว่าเจ็ดพันฉบับ เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็น เช่น กฎหมายเลื่อยโซ่ยนต์ กฎหมายควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง และกฎหมายความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค รวมถึงแก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้คำนึงถึงคุณค่าของพัสดุ ไม่ใช่แค่ราคาต่ำสุด

    ในด้านการปราบปรามคอร์รัปชัน รัฐบาลจะบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐและใช้ AI ตรวจจับพฤติกรรมทุจริต โดยกำหนดตัวชี้วัดที่ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยต้องปรับตัวดีขึ้น

    กรอบการบริหารแบบกลุ่มยุทธศาสตร์

    รัฐบาลประกาศปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็นระบบ “บูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กลุ่มการผลิต การค้าและบริการ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลุ่มสังคมและสวัสดิการ และกลุ่มการต่างประเทศและความมั่นคง

    แต่ละกลุ่มจะมีผู้รับผิดชอบหลักทำหน้าที่กำหนดทิศทาง กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประสานความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน โดยรัฐบาลจะรายงานความก้าวหน้าต่อประชาชนอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง

    กรอบการใช้จ่ายงบประมาณ

    รัฐบาลระบุว่าการดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ ได้แก่ เงินกู้ กองทุนหมุนเวียน การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน และการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง โดยจะส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดภาระหนี้สาธารณะในระยะยาว

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล ปิดท้ายการแถลงนโยบายด้วยการระบุว่า รัฐบาลจะมุ่งขับเคลื่อนให้ “ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายตามหลัก “พูดแล้วทำ” เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมต่อประชาชนทุกคน

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655856&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16WLYG0z3T9YbHELGSHiPd