Blog

  • นายกฯ เดินทางประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย กระชับความร่วมมือการค้า-การลงทุน-พลังงาน

    นายกฯ เดินทางประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย กระชับความร่วมมือการค้า-การลงทุน-พลังงาน

    นายกฯ เดินทางประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย กระชับความร่วมมือการค้า-การลงทุน-พลังงาน

    วันนี้, 19:15น.

               เมื่อเวลา 15.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมภริยาและคณะ เดินทางออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 (กองบิน 6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติคาซาน เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ระหว่างวันที่ 17-18 มิ.ย. 69  ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางไปสหพันธรัฐรัสเซียครั้งนี้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการหารือความร่วมมือด้านการเกษตรอุตสาหกรรม การลงทุน และการค้า ระหว่างไทยกับรัสเซีย เนื่องจากปัจจุบันไทยมีการนำเข้าสินค้าจากรัสเซียในหลายด้าน จึงต้องการผลักดันให้รัสเซียเพิ่มการนำเข้าสินค้าไทยมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและขยายตลาดส่งออกของไทยในระยะยาว

               โดยในวันที่ 18 มิถุนายน มีกำหนดหารือทวิภาคีกับปธ.วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย โดยจะหยิบยกประเด็นความร่วมมือในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความมั่นคงทางพลังงาน

               นายกฯระบุว่า รัสเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพด้านพลังงานสูงและมีแหล่งพลังงานหลากหลายประเภท ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลไทยที่ต้องการกระจายแหล่งจัดหาพลังงานจากหลายประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ  การหารือครั้งนี้จะครอบคลุมทุกมิติ เพราะความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันต้องเป็นลักษณะต่างตอบแทน ไทยมีสินค้าคุณภาพหลายประเภท ทั้งอาหาร สินค้าเกษตร และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ขณะเดียวกันไทยก็ต้องการแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต

    #นายกเยือนรัสเซีย

    #ประชุมสุดยอดอาเซียนรัสเซีย

    Cr:ไทยคู่ฟ้า

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162242&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07ZbSuAXq_MDyaiSNx4i_S

  • วิจัยกรุงศรีเผย บทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงิน (ฉบับวันที่ 16 มิ.ย. 69)

    วิจัยกรุงศรีเผย บทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงิน (ฉบับวันที่ 16 มิ.ย. 69)

    โลก: ตลาดการเงินตอบสนองเชิงบวกหลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดบางอย่างยังไม่ชัดเจน เช่น เงื่อนไขในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่า

    ขณะที่ดัชนีเศรษฐกิจอ่อนแอลง โดยดัชนี PMI ภาคบริการของโลกในเดือนพฤษภาคมยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่ลดลง ดัชนีการจ้างงานที่ต่ำสุดนับตั้งกลางปี 2563 รวมถึงต้นทุนในภาคการผลิตและบริการของโลกที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี

    สหรัฐฯ: แม้เงินเฟ้อสูงขึ้น แต่คาดเฟดจะคงดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้ โดยเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิตและฝั่งผู้บริโภคในเดือนพฤษภาคมสูงสุดในหลายปีที่ 4.2% และ 6.5% ตามลำดับ สวนทางกับค่าจ้างแรงงานที่ชะลอลงสู่ 3.4% YoY และรายได้สุทธิที่แท้จริงซึ่งหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง สะท้อนว่าการบริโภคมีแนวโน้มชะลอตัว ดังนั้น คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16-17 มิถุนายนนี้ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่อาจโตชะลอลง

    จีน: ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซ้ำเติมผู้ผลิตจีน แม้ราคาสินค้าต้นน้ำในระยะนี้ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง (ดังรูป) แต่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเปลี่ยงแปลงไม่มากนัก สะท้อนว่า ผู้ผลิตสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้อย่างจำกัด ท่ามกลางการแข่งขันทางด้านราคาที่รุนแรงและกำไรที่ชะลอตัว

    แม้การส่งออกที่ขยายตัวสูง (+19.4% YoY ในเดือนพฤษภาคม) ช่วยพยุงภาคการผลิตได้บ้างในระยะนี้ แต่อาจไม่เพียงพอในระยะข้างหน้าหากความขัดแย้งยืดเยื้อและอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ

    ไทย: เงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าสู่ตลาดทุนไทยแม้ไหลออกในระยะสั้น คาดกนง.คงดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม 24 มิถุนายนนี้ โดยระหว่างวันที่ 1-12 มิถุนายน นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทย 4,210 ล้านบาท ขณะที่ขายสุทธิในตลาดพันธบัตร 1.7 หมื่นล้านบาท ส่วนค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ (ณ วันที่ 12 มิ.ย.) อ่อนค่าลงจากสิ้นเดือนก่อนเพียง 0.7%

    เมื่อพิจารณาตั้งแต่ต้นปี พบว่า นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทย 2.5 หมื่นล้านบาท และตลาดพันธบัตร 3.9 หมื่นล้านบาท ส่วนค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากสิ้นปีที่ผ่านมา 4%

    เศรษฐกิจหลายประเทศกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานซี่งกดดันเงินเฟ้อ ภาระทางการคลัง และดุลบัญชีเดินสะพัด สำหรับบางประเทศที่ดำเนินนโยบายโดยขาดธรรมาภิบาล จะยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อความเชื่อมั่น เงินทุนไหลออก และอัตราแลกเปลี่ยน บางประเทศจึงจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว

    อย่างไรก็ดี แต่ละประเทศมีบริบททางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน สำหรับไทย แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มขาดดุล แต่นักลงทุนต่างชาติยังมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทยตั้งแต่ต้นปี ส่วนเงินบาทอ่อนค่าลงเพียงเล็กน้อย ด้านแรงกดดันเงินเฟ้อของไทยส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยชั่วคราว

    ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จึงมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งที่จะถึงนี้เพื่อช่วยประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจยิ่งกดดันอุปสงค์ในประเทศมากกว่าจะช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่มีสาเหตุจากด้านอุปทานเป็นสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/krungsri-research-releases-its-economic-and-financial-analysis-report-dated-june-16-2026/top-stories/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NGXVLeQADGS3BU4p3_xmQ

  • เศรษฐกิจไทยต้องเลิกคิด แบบ ‘คนรับจ้างผลิต’ เจาะลึกจากมุมมองท่านทูตญี่ปุ่น

    เศรษฐกิจไทยต้องเลิกคิด แบบ ‘คนรับจ้างผลิต’ เจาะลึกจากมุมมองท่านทูตญี่ปุ่น

    ไทยกำลังตามหลังหรือไม่ บทความนี้ชวนฟังมุมมองทูตญี่ปุ่นต่อเศรษฐกิจไทย ทำไมเราถึงตามเวียดนามและอินโดนีเซีย รับชมคลิปเต็มได้ที่: ทิศทางเศรษฐกิจ-การลงทุนไทย เราอยู่จุดไหนในเวทีโลก?

    ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ไทยเคยเป็นเด็กเรียนเก่งของอาเซียน เป็นฐานผลิตรถยนต์ส่งออกระดับโลก เป็นจุดหมายของเม็ดเงินลงทุนญี่ปุ่นที่ไหลเข้ามาไม่ขาดสาย แต่วันนี้ภาพนั้นกำลังเปลี่ยน

    เวียดนามและอินโดนีเซียกำลังวิ่งแซง ทั้งรถยนต์ EV จากจีนทะลักเข้าตลาด อุตสาหกรรมรถยนต์ที่เคยเป็นเสาหลักกำลังสั่นคลอน และคำถามที่แหลมคมที่สุดก็คือ ตอนนี้ประเทศไทยยืนอยู่ตรงไหนกันแน่บนเวทีเศรษฐกิจโลก

    Techsauce ได้รับเกียรติจากท่านเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย หนึ่งในพันธมิตรที่รู้จักเศรษฐกิจไทยลึกที่สุด มาร่วมวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจไทยกับญี่ปุ่น พร้อมชี้ทางว่า Startup ไทยกับทุนญี่ปุ่นควรจับมือกันอย่างไรเพื่อบุกตลาดโลก

    “ไทยกำลังดิ้นรนอยู่นิดหน่อย” คำวินิจฉัยที่ตรงไปตรงมา

    ท่านทูตญี่ปุ่นกล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันของไทยอย่างชัดเจนว่ากำลังอยู่ในสภาวะ “ดิ้นรน” โดยมีปัจจัยชี้วัดสำคัญคืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น

    ประเด็นที่ท่านทูตหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อสังเกตอันดับแรกคือเรื่อง ค่าไฟฟ้า ซึ่งถือเป็น Pain Point ใหญ่ที่สุดที่บริษัทญี่ปุ่นและนักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญ ในขณะที่เวียดนามและอินโดนีเซียสามารถบริหารจัดการต้นทุนพลังงานได้ถูกกว่า

    นี่จึงเป็นข้อเสียเปรียบเชิงแข่งขันที่ฉุดรั้งไทยไว้ นอกจากนี้ ท่านยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยจะมีเทคโนโลยีอยู่ในมือ แต่ความสามารถในการประยุกต์ใช้กับระบบโครงข่ายไฟฟ้ายังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนเครื่องมือ แต่อยู่ที่การบริหารจัดการทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    เศรษฐกิจฝั่งอุปสงค์ที่หมดมุก ถึงเวลาของฝั่งอุปทาน

    นี่คือประเด็นที่ลึกที่สุดในบทสัมภาษณ์ และเป็นคำแนะนำเชิงนโยบายที่ตรงที่สุด

    ท่านทูตมองว่ามาตรการของรัฐบาลไทยตลอด 10 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจฝั่งอุปสงค์ (Demand-side Economics) คือการกระตุ้นการใช้จ่าย เติมเงินเข้ากระเป๋าให้คนออกมาจับจ่าย

    ท่านยอมรับว่ามันได้ผล มันเคยได้ผลมาในอดีต แต่ประเด็นคือมันไม่พออีกต่อไป

    สิ่งที่ไทยขาดคือเศรษฐกิจฝั่งอุปทาน (Supply-side Economics) หรือการสร้างความเข้มแข็งจากฝั่งการผลิตและการลงทุน ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถ สร้างเงื่อนไขให้ธุรกิจและเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นได้จริง ท่านชี้ว่าเมื่อเทคโนโลยีกำลังเบ่งบานและสตาร์ทอัพกำลังจะผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ฝั่งอุปทานนี่แหละที่จะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะไปต่อได้

    พูดง่าย ๆ คือแจกเงินกระตุ้นการบริโภคได้ แต่ถ้าต้นทุนการผลิตยังแพง ค่าไฟยังสูง กฎระเบียบยังซับซ้อน สุดท้ายเม็ดเงินลงทุนก็จะไหลไปหาเวียดนามและอินโดนีเซียอยู่ดี

    ความจริงเรื่อง EV ที่ไม่ค่อยมีใครกล้าพูด

    ในปรากฏการณ์รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังครอบงำตลาด ท่านทูตได้แสดงมุมมองที่น่าคิดในหลายประเด็น โดยเฉพาะการตั้งคำถามต่อมาตรการภาษีนำเข้า 0% ที่อาจรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อผู้เล่นเดิมในตลาด รวมถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ว่า EV จะสะอาดจริงหรือไม่ หากแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าในประเทศยังคงพึ่งพาถ่านหินเป็นหลัก

    ท่านยังได้ย้ำถึงความสำคัญของ “สนามแข่งที่เท่าเทียม” (Level Playing Field) โดยเน้นย้ำว่าการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ไม่ควรหมายถึงการทิ้งเทคโนโลยีเดิมที่มีประสิทธิภาพ เช่น รถไฮบริด หรือเชื้อเพลิงสะอาดและไฮโดรเจน การบิดเบือนตลาดด้วยเงื่อนไขที่ไม่เท่าเทียมจะส่งผลเสียต่อภาพรวมในระยะยาว ดังนั้นไทยควรให้โอกาสทุกเทคโนโลยีได้พิสูจน์ตัวเองภายใต้กติกาที่ยุติธรรม

    นี่คือ 2 หัวข้อใหญ่ที่ไทยควรนำไปคิดต่อ

    • ภาษี 0% ที่แรงเกินไป ท่านบอกตรง ๆ ว่าการใช้ภาษีนำเข้า 0% กับรถ EV นั้น drastic หรือรุนแรงเกินไปนิด นโยบายนี้ถูกตัดสินใจไว้ภายใต้ข้อตกลง FTA เมื่อราว 10 ปีก่อน แต่จุดที่ท่านติงคือ ตามปกติเวลาจะเปิดตลาดหรือปรับระดับภาษีใหม่ ควรปรึกษากับผู้เล่นเดิมในตลาดก่อนว่าจะกระทบอะไรบ้าง แต่ครั้งนี้ท่านมองว่าไม่ได้ทำแบบนั้น และตอนนี้บางบริษัทกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจริง ๆ
    • EV ไม่ใช่คำตอบเดียว และอาจไม่ใช่คำตอบที่สะอาดอย่างที่คิด ท่านยกตัวอย่างนอร์เวย์ที่รถใหม่กว่า 92-93% เป็น EV แต่นั่นเป็นเพราะไฟฟ้าของเขาถูกและมาจากแหล่งพลังงานสะอาดอยู่แล้ว การใช้ EV จึงสมเหตุสมผล ในทางกลับกัน ถ้าเอา EV ไปวิ่งในประเทศที่ผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินเป็นหลัก มันกลับยิ่งทำให้มลพิษแย่ลง การหันไปใช้ EV ทั้งหมดจึงยังไม่ใช่คำตอบ

    จากฐานผลิต สู่การจับมือบุกตลาดโลก

    ความสัมพันธ์ไทยกับญี่ปุ่นย้อนไปถึงสมัยอยุธยา แต่ภาพที่เราเห็นทุกวันนี้ส่วนใหญ่ก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะการที่อุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนก้อนใหญ่เพื่อตั้งฐานการผลิตในไทย จนไทยกลายเป็นศูนย์กลางส่งออกรถยนต์ที่สำคัญของโลก

    แต่ท่านทูตบอกว่าตอนนี้เรามาถึงจุดเปลี่ยน อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังเข้าสู่เฟสใหม่ และไทยต้องเลือกแล้วว่าจะเดินต่อทางไหน

    ท่านมองว่าจากนี้จะมีการลงทุนจากชาติอื่นนอกจากญี่ปุ่นเข้ามามากขึ้น มีบริษัทขนาดเล็กเกิดใหม่มากขึ้น และซัพพลายเชนจะต้องปรับตัว ซึ่งรวมถึงการที่นักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาควบรวมกิจการ (M&A) บริษัทไทยมากขึ้นด้วย

    นี่คือ message ที่สำคัญที่สุดสำหรับชาว Startup ท่านบอกว่าโจทย์ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเข้าตลาดญี่ปุ่นอย่างไรอีกต่อไป แต่อยู่ที่ว่าจะเอา know-how และประสบการณ์ของพันธมิตรมาประกอบร่างกันเพื่อบุกตลาดโลกได้อย่างไรต่างหาก หมดยุคที่ไทยเป็นแค่ฐานผลิต ถึงยุคที่เทคโนโลยีของไทยกับทุนของญี่ปุ่นต้องร่วมสร้างไปด้วยกัน ท่านชี้ว่าการลดทอนกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น น่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกให้เกิดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีละความร่วมมือใหม่ ๆ ได้มากขึ้น

    ถอดบทเรียนสตาร์ทอัพญี่ปุ่นและความจริงเรื่อง AI

    เมื่อมองไปที่การเติบโตของสตาร์ทอัพญี่ปุ่นในปัจจุบัน เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ วัฒนธรรมการทำงานของคนญี่ปุ่นได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เป้าหมายสูงสุดคือการได้เข้าทำงานในบริษัทใหญ่ ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่เข้าใจแล้วว่าการสร้างธุรกิจของตัวเองนั้นน่าสนใจและท้าทายกว่า สังคมเริ่มยอมรับความหลากหลายและให้เกียรติคนที่แตกต่าง

    ในขณะเดียวกันการมีโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุน มีเทคโนโลยีแบบเปิด และการเข้าถึง Venture Capital ได้ง่ายขึ้น ก็กลายเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนระบบนิเวศนี้ให้เติบโต 

    อย่างไรก็ตาม ท่านทูตได้ฝากข้อคิดเตือนใจเรื่อง AI เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้สตาร์ทอัพมักจะโฟกัสที่ภาค IT และ AI จนกลายเป็นตัวชูโรง แต่เราต้องไม่ลืมความจริงที่ว่า AI เป็นเรื่องของซอฟต์แวร์ ซึ่งยักษ์ใหญ่ด้านนี้ส่วนใหญ่เป็นบริษัทอเมริกันที่ออกตัวไปไกลแล้ว การจะไล่ตามให้ทันในฐานะผู้เล่นฝั่งซอฟต์แวร์จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งไทยและญี่ปุ่นจึงต้องมองเรื่องนี้ให้ขาดและวางตำแหน่งของตัวเองในอุตสาหกรรมให้ชัดเจน

    140 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น หมุดหมายของการก้าวต่อ

    ในปีหน้าซึ่งถือเป็นวาระครบรอบ 140 ปีความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ท่านทูตมองว่านี่ไม่ใช่แค่การจัดงานเฉลิมฉลอง แต่เป็นโอกาสครั้งสำคัญในการทบทวนสิ่งที่ทำผ่านมาและผลักดันให้ผู้คนก้าวเข้าสู่เฟสต่อไปเพื่อรับมือกับสิ่งที่กำลังจะมาถึงในอีกสองทศวรรษข้างหน้า แม้จะมีการจัดกิจกรรมเชื่อมร้อยความร่วมมือมากมายรวมถึงการเปิดให้ประชาชนร่วมโหวตโลโก้ประจำงาน แต่สิ่งที่ท่านให้ความสำคัญที่สุดคือการใช้หมุดหมายนี้เป็นจุดเริ่มต้นของย่างก้าวใหม่ที่เข้มข้นกว่าเดิม

    แล้วไทยจะทำอย่างไรต่อ?

    หากจะสรุปบทเรียนและคำแนะนำจากท่านทูต เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้กำหนดนโยบายและชาวสตาร์ทอัพไทย สิ่งที่ต้องเร่งทำเป็นอันดับแรกคือการจัดการต้นทุนพลังงาน เพราะนี่คือข้อเสียเปรียบเชิงโครงสร้างที่ทำให้ไทยแพ้เวียดนามและอินโดนีเซียในสายตานักลงทุน

    นอกจากนี้ประเทศไทยต้องเติมเต็มเศรษฐกิจฝั่งอุปทาน แทนการพึ่งพาเพียงมาตรการกระตุ้นการบริโภค ต้องมุ่งลดต้นทุนและสร้างเงื่อนไขให้การผลิตและการลงทุนแข่งขันได้จริง ในสมรภูมิรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไทยต้องรักษาสนามแข่งให้เท่าเทียม อย่าให้กติกาเอนเอียง และไม่ควรปิดโอกาสเทคโนโลยีอื่น เช่น ไฮบริด เชื้อเพลิงสะอาด หรือไฮโดรเจน ที่ยังคงมีประสิทธิภาพและบทบาทสำคัญ

    ในส่วนของภาคธุรกิจ สิ่งที่ต้องเร่งปรับตัวคือการเลิกคิดแบบฐานผลิตแบบเดิม แต่ต้องคิดแบบ Co-Creation โดยนำเทคโนโลยีไทยมาผสานกับทุนและ Know-how ของญี่ปุ่นเพื่อบุกตลาดโลกไปด้วยกัน พร้อมกันนั้นภาครัฐต้องกล้าทำ Deregulation หรือปลดล็อกกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อเปิดทางให้เทคโนโลยีและความร่วมมือใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/thailand-economic-startup-future-japan-ambassador&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bT2RMPEu-1iCriUeHwelw

  • ‘พิชัย จันทร์มณี’ ชูกลยุทธ์เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ สร้างภาพลักษณ์ราชมงคลกรุงเทพ สู่อนาคตที่ยั่งยืน | เดลินิวส์

    ‘พิชัย จันทร์มณี’ ชูกลยุทธ์เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ สร้างภาพลักษณ์ราชมงคลกรุงเทพ สู่อนาคตที่ยั่งยืน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)กรุงเทพ ได้มีการประชุมคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ โดยมี รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ ประธานคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มทร.กรุงเทพ เป็นประธาน ซึ่งในการประชุมครั้งนี้คณะกรรมการสรรหาฯ ได้เชิญ รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี ผู้สมัครเข้ารับการสรรหาให้เป็นผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นจากคณะกรรมการสรรหาฯ มาแถลงนโยบาย แผนการบริหารจัดการและแผนพัฒนามหาวิทยาลัยเกี่ยวกับกลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยพันธกิจของมหาวิทยาลัย สร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงแห่งการยอมรับระดับนานาชาติ สร้างและบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือของมหาวิทยาลัย เพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ต่อคณะกรรมการสรรหาฯ และบุคลากร เพื่อให้คณะกรรมการสรรหาฯ พิจารณากลั่นกรองให้ได้ผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด

    หลังจากคณะกรรมการสรรหาฯ ได้รับฟังนโยบาย แผนการบริหารจัดการและแผนพัฒนามหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว มีมติให้ผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น คือ รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี เป็นผู้ผ่านการพิจารณากลั่นกรองให้เป็นผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ และคณะกรรมการสรรหาฯ ได้ออกประกาศผลการพิจารณากลั่นกรองผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ลงวันที่ 16 มิ.ย. 2569 เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ ทั้งนี้คณะกรรมการสรรหาฯ จะนำผลการประชุมครั้งนี้เสนอต่อสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5950573/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2po5xWvhiH9-CdcJSF1Aky

  • กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมประชุมรับมอบนโยบายสำคัญกระทรวงมหาดไทย พร้อมขับเคลื่อนงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมประชุมรับมอบนโยบายสำคัญกระทรวงมหาดไทย พร้อมขับเคลื่อนงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมประชุมรับมอบนโยบายสำคัญกระทรวงมหาดไทย พร้อมขับเคลื่อนงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน


    15/06/2569 | 71 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมประชุมรับมอบนโยบายสำคัญกระทรวงมหาดไทย พร้อมขับเคลื่อนงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมราชสีห์ ชั้น 2 อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมการประชุมมอบนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมและมอบนโยบาย พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย คณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และหัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทยเข้าร่วมประชุม ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้ถ่ายทอดการประชุมผ่านระบบวิดีทัศน์ทางไกล (VCS) ไปยังหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ โดยผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชนร่วมรับฟังนโยบาย ณ ห้องศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการตัดสินใจ(War Room) กรมการพัฒนาชุมชน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีข้อราชการ และมอบนโยบายสำคัญดังนี้

    -ความงดงามของผ้าไทยเป็นที่นิยมในหมู่นานาชาติ จากนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส ขอให้จังหวัดต่าง ๆ ที่มีผลผลิต ขอให้ส่งเสริมผลผลิตไปถึงตลาดและกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ แข่งขันให้ตลาดโลกทันโลก โอกาสของคนไทยมีมากขึ้น เตรียมความพร้อมกับโอกาสใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น

    -ขอสั่งการ ทุกหน่วยงานให้ดูแลองคาพยพให้มีความพร้อมมากที่สุด ให้ประชาชนมีเงินใช้ มีความสะดวก ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ได้มากที่สุด

    -กำชับนโยบายมหาดไทยทำทันที 5 พลัส ได้แก่ 1) การลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ 2) การแก้ไขปัญหาความมั่นคง ยาเสพติดและชายแดน 3) การยกระดับคุณภาพชีวิต 4) การป้องกันและจัดการภัยพิบัติและพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน 5) ราชการทันสมัย สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม

    -ขอให้อำนวยความสะดวกประชาชนในการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมถึงการให้การสนับสนุนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดูแลการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการของรัฐให้ประชาชนอย่างเต็มที่

    -การป้องกันการเกิดเกตุภัยพิบัติ จะต้องเชื่อมเครือข่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านสายพานอาหาร ผู้ผลิตจังหวัดต่อจังหวัด เพื่อส่งต่อไปยังพื้นที่เกิดเหตุได้ทันท่วงที ขอให้ป้องกันเหตุภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนการประชาสัมพันธ์ประชาชนให้ถึงทันท่วงที ยกระดับ Cell Broadcast

    -ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้กลไกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เครือข่ายประชาชน ดูแลป้องกันอาชญากรรมทุกประเภท รวมถึงสร้างความปลอดภัยพื้นที่ของประชาชน และนักท่องเที่ยวด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องเอาใส่ใจมาก ใช้กลไกทุกวิธีทางกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตำรวจ ทหาร ศาล

    -นโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรี จะต้องไม่ให้มีชาวต่างชาติมารังแกคนไทยเด็ดขาด กรณีเครือข่ายธุรกิจ นอมินี (การใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติเพื่อครอบครองที่ดินและธุรกิจ) ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนอย่างเต็มที่ จะต้องมีการดำเนินการใช้มีการบูรณาการกันต่อไป เรื่องความมั่นคงขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีทุกหน่วยงาน

    -การจัดงานโอทอป ขอให้ดำเนินการให้เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเต็มที่ บูรณาการนโยบายไทยช่วยไทยพลัส การจัดการด้านอาหาร เปิดแพลตฟอร์มช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เป็นการกระตุ้นให้มีการหมุนเวียนเศรษฐกิจทั้งประชาชนและผู้ประกอบการด้วย

    -ขอให้ปราบปรามการทุจริตอย่างเข้มข้นจริงจัง และไม่ปล่อยให้การทุจริตเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด

    -การพิจารณาการลดค่าไฟฟ้า

    ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน พร้อมรับข้อสั่งการและนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและคณะผู้บริหารทุกท่านมาแปลงสู่การปฏิบัติในทันที โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกประชาชนในการใช้สิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัสได้กับทุกร้านค้าที่มาร่วมจำหน่ายภายในงาน OTOP Midyear 2026 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 28 มิถุนายน 2569 ณ อิมแพ็คเมืองทองธานี ชาเลนเจอร์ 1-3 ซึ่งรวบรวมสินค้าของดีจากชุมชนทั่วประเทศกว่า 2500 ร้านค้า

    #ไทยช่วยไทยพลัส
    #OTOPMidyear2026
    #กระทรวงมหาดไทย
    #กรมการพัฒนาชุมชน


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/377308&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Kc3mUEyl3byPF7Pso5Prt

  • มั่นใจ ไทยช่วยไทยพลัส ดัน อุตสาหกรรมไทยครึ่งปีหลังโตต่อ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    มั่นใจ ไทยช่วยไทยพลัส ดัน อุตสาหกรรมไทยครึ่งปีหลังโตต่อ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/115652&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ylJ3D-d3MI_zcWoggw7-W

  • นายก อบจ.อุดรธานี เปิดโครงการเศรษฐกิจพอเพียง หนุนเกษตรกรลดรายจ่าย สร้างรายได้

    นายก อบจ.อุดรธานี เปิดโครงการเศรษฐกิจพอเพียง หนุนเกษตรกรลดรายจ่าย สร้างรายได้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/154389&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw122GDgRb6zzRGeBC5Duxt2

  • ‘อิศรา’ เปิดเวทีสัมมนา รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย

    ‘อิศรา’ เปิดเวทีสัมมนา รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย

    ‘อิศรา’ เปิดเวทีสัมมนา รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ ระดมสมองหาทางรอด รับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ พาคนไทยพ้นวิกฤต

    สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย โดยผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลางด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บสก.) รุ่นที่ 12 ขอเชิญร่วมฟังสัมมนาสาธารณะหัวข้อ “RE-THINK THAILAND: รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย” ในวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30–12.00 น. ที่ Hall 1–2 ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางซื่อ

    ภายในงานจะมีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิในหลากหลายภาคส่วน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์และเสนอแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้สามารถปรับตัวและรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่
     

    โดยได้รับเกียรติจาก นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และ รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและนำเสนอข้อเสนอแนะเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้สามารถรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่

    'อิศรา' เปิดเวทีสัมมนา รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/1238716&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-WtItCwKEGwr-2AN3ikp_

  • ครม.เห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์ประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย 4 ฉบับ

    ครม.เห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์ประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย 4 ฉบับ

    วันนี้ (16 มิ.ย.2569) น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งผู้นำอาเซียนจะร่วมรับรองในการประชุมที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ในวันที่ 18 มิ.ย.นี้ เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียนและรัสเซียในระยะยาว

    เอกสารทั้ง 4 ฉบับ ประกอบด้วย

    1. ร่างปฏิญญาคาซาน ค.ศ.2026 “อาเซียน-รัสเซีย: เอกภาพในความหลากหลาย – 35 ปี ร่วมกัน” ซึ่งยืนยันเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญ อาทิ ความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางชีวภาพ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การค้า การลงทุน พลังงาน อาหาร การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์

    2. ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซีย ว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การรับมือวิกฤตพลังงาน การพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาค

    3. ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซีย ว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม ที่มุ่งส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนทางศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรีและการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านวัฒนธรรม

    4. ร่างแผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน-สหพันธรัฐรัสเซีย ค.ศ.2026-2030 ซึ่งกำหนดกรอบความร่วมมือใน 3 เสาหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม-วัฒนธรรม ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ การค้าและการลงทุน ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การคมนาคม การเกษตร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ การย้ายถิ่นฐานและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

    รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า ร่างเอกสารทั้ง 4 ฉบับ ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ และยกระดับความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับรัสเซียในหลากหลายสาขา

    โดยเฉพาะด้านพลังงาน วัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน และเสริมบทบาทของไทยในเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ

    อ่านข่าว

    นายกฯ ประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย 17-18 มิ.ย. หวังเปิดตลาดใหม่

    ครม.ไฟเขียว ตั้ง “สีหศักดิ์​-ทรงชัย” นั่งตัวแทน UNCLOS ฝ่ายไทย

    แผ่นดินไหว 6.7 เขย่า จ.สุลาเวสีกลาง อาฟเตอร์ช็อกอีกหลายครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507144&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Y8ZMsRXEVvQbyS84zwydH

  • อิศรา เปิดเวทีสัมมนา ‘รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย’ | เดลินิวส์

    อิศรา เปิดเวทีสัมมนา ‘รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย’ | เดลินิวส์

    สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย โดยผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลางด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บสก.) รุ่นที่ 12 ขอเชิญร่วมฟังสัมมนาสาธารณะหัวข้อ “RE-THINK THAILAND: รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย” ในวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30–12.00 น. ภายในงานพบกับเวทีเสวนาจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการ โดยได้รับเกียรติจาก นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และรศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและนำเสนอข้อเสนอแนะเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้สามารถรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ณ Hall 1–2 ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางซื่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5949489/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jbP8fmM1XXb9R1IoBWz4S