Blog

  • บริษัทธุรกิจการเกษตรของไนจีเรียคว้าข้อตกลงกาแฟมูลค่า 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไลบีเรีย

    บริษัทธุรกิจการเกษตรของไนจีเรียคว้าข้อตกลงกาแฟมูลค่า 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไลบีเรีย

    บริษัทกฎหมายพาณิชย์ EandC Legal ได้ให้คำปรึกษาแก่กลุ่มบริษัท JR Farms Group ของไนจีเรีย ในการทำข้อตกลงสัมปทานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนมูลค่า 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับรัฐบาลไลบีเรีย ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการขยายธุรกิจของบริษัทในภาคธุรกิจการเกษตรของแอฟริกาตะวันตก

    ข้อตกลงกาแฟระยะเวลา 20 ปีนี้ ลงนามเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาในมอนโรเวีย มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมกาแฟของไลบีเรีย พร้อมทั้งสร้างโอกาสสำหรับการลงทุนด้านการเกษตรและการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าโดยกลุ่มบริษัท EandC Legal จัดทำข้อตกลงนี้โดยดำเนินการผ่านกระทรวงเกษตรของไลบีเรีย และลงนามอย่างเป็นทางการโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของประเทศ ดร. เจ. อเล็กซานเดอร์ นูเอตาห์ ร่วมกับผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม JR Farms Group นายโอลาวาเล โอเยเยมิ ซึ่งข้อตกลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของบริษัทที่ปรึกษาจากไนจีเรียในธุรกรรมการลงทุนข้ามพรมแดน แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างภาครัฐและเอกชนในการปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจของแอฟริกา ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวคาดว่าจะเสริมสร้างผลผลิตทางการเกษตร สร้างโอกาสการจ้างงานจำนวนมาก และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนทั่วประเทศไลบีเรีย

              การพัฒนาครั้งนี้เน้นย้ำถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของบริษัทไนจีเรียในการกำหนดรูปแบบการลงทุนทางการเกษตรขนาดใหญ่ที่อยู่นอกเหนือพรมแดนของประเทศ โดยความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูภาคกาแฟของประเทศและกระชับความร่วมมือทางการเกษตรในระดับภูมิภาค เพิ่มศักยภาพให้เกษตรกร สร้างงาน และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับชุมชนชนบททั่วประเทศ โอเยเยมิกล่าวว่า โครงการนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทในการขยายห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตรของแอฟริกา โดยผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตรของไนจีเรียมีส่วนร่วมในการลงทุนข้ามพรมแดนมากขึ้นเรื่อยๆ

              เขากล่าวว่า มรดกทางด้านกาแฟของไลบีเรียและการได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งกำเนิดของกาแฟพันธุ์ลิเบอริกา ทำให้ประเทศนี้มีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาวทั้งในด้านการผลิตและการส่งออก สร้างแพลตฟอร์มให้ธุรกิจการเกษตรของแอฟริกาสามารถขยายขนาด บูรณาการ และแข่งขันได้ในระดับโลก โดยคาดว่าโครงการริเริ่มนี้จะสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ปลูกกาแฟมากกว่า 250,000 เฮกตาร์ และการปลูกต้นกาแฟประมาณ 200 ล้านต้นในอีก 20 ปีข้างหน้า และคาดการณ์ว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรกว่า 200,000 ราย และสร้างงานโดยตรงและทางอ้อมประมาณ 300,000 ตำแหน่งตลอดห่วงโซ่คุณค่ากาแฟของไลบีเรีย ภายใต้ข้อตกลงสัมปทาน กลุ่มบริษัท JR Farms จะดูแลการดำเนินงานในภูมิภาคผลิตกาแฟที่สำคัญ ได้แก่ เขตนิมบา โลฟา และบอง ซึ่งเป็นการขยายฐานธุรกิจเกษตรในแอฟริกาตะวันตกของบริษัท

    ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ การผลิตกาแฟในประเทศไลบีเรีย เป็นแหล่งกำเนิดดั้งเดิมของกาแฟสายพันธุ์ ลิเบอร์ริก้า (Liberica) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนผลผลิตเพียง 2% ของโลก ปัจจุบันอุตสาหกรรมกาแฟที่นี่มีขนาดเล็กและเผชิญกับการลดลงอย่างมาก ในอดีตไลบีเรียเคยส่งออกกาแฟได้สูงถึง 10,000 เมตริกตัน (ประมาณ 209,000 กระสอบในปี 1985) แต่ผลผลิตลดลงอย่างหนักเนื่องจากสงครามกลางเมืองและความต้องการในตลาดโลกลดลง อย่างไรก็ตาม กาแฟสายพันธุ์ Liberica มีลักษณะเฉพาะตัว คือทนทานต่อโรคและสภาพอากาศ ให้รสเข้มข้น กลิ่นอายคล้ายไม้ มีรสหวานเป็นเอกลักษณ์ บอดี้หนัก มักนิยมนำไปแปรรูปด้วยวิธี Dry Process (ตากแห้งทั้งผล) ในปัจจุบัน กาแฟสายพันธุ์ ลิเบอร์ริก้า ได้มีการนำมาปลูกและบริโภคกันอย่างแพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นส่วนใหญ่ ทั้งในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เพียงแค่ในประเทศฟิลิปปินส์เพียงประเทศเดียว กาแฟลิเบอริก้า คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของกาแฟที่ปลูกทั้งหมดภายในประเทศ

    เครดิตภาพและที่มาข่าว https://punchng.com/

    ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงอาบูจา

    มิถุนายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/jox7i3fr4c4oh538ttr0xq8n&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eVPI37XgPHqaWCnqKwS9G

  • เอกอัครราชทูตรัสเซีย พบ

    เอกอัครราชทูตรัสเซีย พบ

    วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.13 น.

    เอกอัครราชทูตรัสเซีย พบ ‘วราวุธ’ หารือความร่วมมือเศรษฐกิจไทย เตรียมลุยงาน INNOPROM 2026

    ความเคลื่อนไหวล่าสุดในวงการเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้เข้าหารือร่วมกับ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อปูทางสู่ความร่วมมือครั้งใหม่ที่เน้นการเติบโตเชิงปฏิบัติในระดับทวิภาคีและพหุภาคี

    การหารือในครั้งนี้ครอบคลุมแนวโน้มความร่วมมือทั้งในด้านการค้า เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม โดยมีประเด็นสำคัญคือการสนับสนุนกิจกรรมการแสดงสินค้าอุตสาหกรรมนานาชาติ INNOPROM 2026 ซึ่งเตรียมจัดขึ้นที่เมืองเยคาเตรินเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงนักธุรกิจและอุตสาหกรรมจากทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน

    นอกเหนือจากเรื่องการส่งเสริมงานจัดแสดงสินค้า ทั้งสองฝ่ายยังได้ลงลึกถึงการกำหนดมาตรฐานและการรับรองผลิตภัณฑ์ เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทจากรัสเซียสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการจัดแสดงสินค้าต่าง ๆ ในประเทศไทยได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ ยังได้หยิบยกประเด็นการพัฒนาความร่วมมือด้านการเงินและเทคโนโลยีขึ้นมาหารือ เพื่อเป็นตัวเร่งสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันร่วมกัน

    ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความมุ่งมั่นที่จะสานต่อการทำงานในเชิงปฏิบัติให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยมุ่งผลักดันให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมระหว่างรัสเซียและไทยมีความก้าวหน้าและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศในอนาคต

    นายเยฟกินี โทมิคิน หารือ นายวราวุธ ศิลปอาชา

    ความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทยและรัสเซีย

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกับทูตรัสเซีย

    ความร่วมมืออุตสาหกรรมไทย–รัสเซีย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/971395&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D72a_G5_045-_MHC09Ks0

  • “เฟดแอตแลนตา” หั่น GDPNow สหรัฐไตรมาส 2 เหลือ 2.8%

    “เฟดแอตแลนตา” หั่น GDPNow สหรัฐไตรมาส 2 เหลือ 2.8%

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2569 แบบจำลอง GDPNow ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาแอตแลนตา ได้ปรับลดประมาณการการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) ของสหรัฐฯ ในไตรมาส 2 ปี 2569 มาอยู่ที่ 2.8% จากเดิมที่ประเมินไว้ 3.3% เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. โดยเป็นการคำนวณในรูปแบบอัตราการเติบโตต่อปีที่ปรับตัวเลขตามฤดูกาลแล้ว (Seasonally Adjusted Annual Rate: SAAR)

    การปรับลดประมาณการดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดจากหน่วยงานสำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ สำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ (US Census Bureau) สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (US Bureau of Labor Statistics) คณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve Board of Governors) และสำนักงานบริการการคลัง กระทรวงการคลังสหรัฐฯ (Treasury’s Bureau of the Fiscal Service)

    ทั้งนี้ แบบจำลอง GDPNow ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนที่แท้จริง (Real Personal Consumption Expenditures: PCE) ในไตรมาส 2 ปี 2569 ลงเล็กน้อยจาก 2.5% เหลือ 2.4% ขณะที่คาดการณ์การลงทุนภาคเอกชนภายในประเทศที่แท้จริง (Real Gross Private Domestic Investment) ปรับลดลงจาก 10.2% เหลือ 8.6%

    สำหรับ GDPNow จะมีการปรับปรุงประมาณการครั้งถัดไปในวันที่ 17 มิ.ย. 2569 โดยตลาดการเงินและนักลงทุนติดตามตัวเลขดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และอาจมีผลต่อการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในระยะต่อไป

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/839268&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DXaZA_DGCncJbjF3iclM2

  • ’เศรษฐกิจไทย‘ ครึ่งหลังเปราะบาง เผชิญโจทย์ใหญ่จาก  ‘คุณภาพหนี้’

    ’เศรษฐกิจไทย‘ ครึ่งหลังเปราะบาง เผชิญโจทย์ใหญ่จาก ‘คุณภาพหนี้’

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2% แต่ภายใต้ตัวเลขการเติบโตยังซ่อนความเปราะบางหลายด้าน ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การส่งออกที่เริ่มชะลอตัว ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และปัญหาคุณภาพหนี้ที่ยังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ

    ’เศรษฐกิจไทย‘ ครึ่งหลังเปราะบาง เผชิญโจทย์ใหญ่จาก  ‘คุณภาพหนี้’ แม้ล่าสุด “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” จะปรับจีดีพีเพิ่มขึ้นเป็น 2% แต่ภายใต้การเติบโตล้วนเต็มไปด้วยความเปราะบาง ทั้งจาก “เศรษฐกิจโลก” และจากปัญหา “คุณภาพหนี้” ที่ยังคงเป็นความเสี่ยงต่อเนื่อง 

    บุรินทร์ อดุลวัฒนะ” กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจไทยยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้ที่ 2% แม้ภาพรวมในครึ่งปีหลังอาจจะมีโอกาสดีขึ้นในแง่ของตัวเลขภาพรวม

    แต่ในระดับ “ธุรกิจ” ยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันรุนแรงความไม่แน่นอน ที่สำคัญยังคงมาจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน

    แม้ปัจจุบันจะเป็นข่าวดีที่สถานการณ์ไม่ได้ยกระดับขึ้นจนทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงไปมากกว่านี้ แต่ยังต้องติดตามผลการเจรจาในช่วง 60 วันข้างหน้าใกล้ชิด เพราะความไม่แน่นอนอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อีกทั้ง มองส่งออกครึ่งปีหลังที่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวลงเทียบกับครึ่งปีแรก

    ความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้า ยังคงมีความกังวลสหรัฐอาจนำมาตรา Section 301 เกี่ยวกับการค้าที่ไม่เป็นธรรมมาใช้ในการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด

    ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล” รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันความเปราะบางของภาคธุรกิจมีสูงขึ้น ทั้งจากการเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นจากการระดมทุน หากดูจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะกลางถึงระยะยาวที่มีทิศทางปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจให้เพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ ธุรกิจยังเผชิญความยากลำบากขึ้นในการระดมทุน โดยเฉพาะหุ้นกู้ที่มีเรตติ้งต่ำ หรือกลุ่ม Non-rated ที่พบว่ามีอัตราความสำเร็จในการขายหุ้นกู้อยู่เพียง 50-60% เท่านั้น หากเทียบกับกลุ่มเรตติ้งสูง

    ไม่เพียงเท่านั้นยังมีความเสี่ยงจากการครบกำหนดชำระยังมีต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีบางรายมีความเสี่ยงสูงขึ้น
    ประเด็นที่น่าห่วงยังมาจาก “คุณภาพสินทรัพย์”

    แม้โดยรวมตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ของระบบธนาคารไทยยังทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 3% แต่เหล่านี้สะท้อนความยากลำบากของแบงก์ที่ต้องผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้เชิงรุกต่อเนื่อง

    เหล่านี้สะท้อนสัญญาณเปราะบางต่อเนื่อง แม้จะมีความพยายามปรับโครงสร้างหนี้ แต่กลุ่มสินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) และ NPLยังคงมีแนวโน้มขยับขึ้นบ้างโดยเฉพาะในธุรกิจที่สายป่านไม่ยาวนัก การที่ NPL ไม่พุ่งสูงหวือหวานั้นเป็นเพราะกระบวนการเจรจาหนี้ที่มีความต่อเนื่องและเข้มข้นขึ้น

    แม้ภาพรวมมองปีนี้ภาพรวมสินเชื่อจะติดลบน้อยลงมาอยู่ที่บวก 0.5% จากติดลบ 0.7% แต่เป็นการเติบโตจาก “ธุรกิจรายใหญ่” จากการกู้ยืมของภาครัฐเป็นหลัก สวนทางกับสินเชื่อเอสเอ็มอี และรายย่อย รถ บ้าน ที่ยังหดตัวต่อเนื่องหลายปีติดต่อกัน

    หากดูเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จากการสำรวจในช่วงมี.ค.-เม.ย.พบว่า ผู้ประกอบยังเผชิญกับยอดขายลดลง การขาดสภาพคล่องและต้นทุนสูงขึ้น และพบว่ากว่า 40%ของเอสเอ็มอี ล้วนผ่านการปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว

    ดังนั้น เหล่านี้กำลังกลายเป็น “ความปกติใหม่” หรือ New Normal ในระยะถัดไปตราบที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน

    กาญจนา โชคไพศาลศิลป์” ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังชี้ให้เห็นข้อมูลที่น่าสนใจ โดยพบว่าการปรับโครงสร้างหนี้ที่ผ่านมาสูงต่อเนื่อง หากย้อนไปถึงโควิดพบว่ายอดการปรับโครงสร้างหนี้อยู่เพียง 5-6 หมื่นล้านบาท แต่ปัจจุบันการปรับโครงสร้างหนี้สูงขึ้นชัดเจนมาอยู่ที่ 8.5-8.8 หมื่นล้านบาท

    ซึ่งมาจากทั้งลูกหนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจขนาดเล็ก เอสเอ็มอี และลูกหนี้รายย่อยที่ได้กลายเป็น NPL ไปแล้ว

    หากดูข้อมูลจาก NCB ในส่วนของหนี้ธุรกิจ พบว่าการปรับโครงสร้างหนี้ชัดเจนขึ้น โดยสัดส่วนการปรับโครงสร้างหนี้ที่เพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนของสินเชื่อธุรกิจที่มีการปรับโครงสร้างหนี้ขยับตัวสูงขึ้นอย่างมาก จากเดิมที่เคยอยู่ที่ประมาณ 0.6%ของพอร์ตสินเชื่อธุรกิจโดยรวม ได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1.6%ในปัจจุบัน

    ไม่เพียงเท่านั้นพบว่า ธนาคารเน้นปรับโครงสร้างหนี้ให้กับกลุ่มลูกหนี้ที่มีการผิดนัดชำระหนี้ไม่เกิน 1 เดือนอย่างใกล้ชิด สะท้อนการตอบสนองที่รวดเร็วเมื่อลูกหนี้เริ่มมีสัญญาณการผิดนัดชำระเพียงเล็กน้อย ธนาคารจะรีบดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ให้ทันทีเพื่อไม่ให้สถานะหนี้แย่ลงไปกว่าเดิม

    สรุปแล้วสถาบันการเงินให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างหนี้อย่างมาก สะท้อนว่าความพยายามในการประคองลูกหนี้ไม่ให้เป็น NPL ยังคงเป็นภารกิจหลักของธนาคารในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ยังมีประเด็นด้านคุณภาพสินทรัพย์หลงเหลืออยู่จากช่วงโควิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1238801&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qyjOHsLTcdx06yMMqLD4E

  • GDPโตเกิน2%  ‘ศุภจี’คาดเศรษฐกิจ  ภายหลังสงครามยุติ

    GDPโตเกิน2% ‘ศุภจี’คาดเศรษฐกิจ ภายหลังสงครามยุติ

    วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    “ศุภจี” คาด GDP โตเกิน 2% หากสหรัฐ-อิหร่าน ลงนามสันติภาพ เชื่อสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น หลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ด้านรมว.อุตสาหกรรม มั่นใจโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมไทยครึ่งปีหลังให้เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก แต่ยังเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมไทย ขณะที่สภาพัฒน์รอประเมินหลังลงนามสันติภาพ

    เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาเตรียมลงนามข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับอิหร่านอย่างเป็นทางการ ว่า ก็ดี ส่วนเป้าส่งออกไตรมาสแรกปี ’69 ก็ดีมาก ฉะนั้นคาดว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ถึงอย่างไรต้องติดตามดูสถานการณ์ก่อน แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องเตรียมตัวให้ดีที่สุด ส่วนการเปิดช่องแคบฮอร์มุซปัจจุบันยังเป็นเหมือนเดิม ฉะนั้นก็ต้องรอการเซ็นสัญญาสงบศึก หากมีการดำเนินการจริง ๆ ก็น่าจะดีสำหรับพวกเราทุกคน เเต่ก็ต้องรอดูทิศทางหลังจากนี้อีกเพียง 1-2 วัน แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องเตรียมตัวให้ได้มากที่สุด พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ โดยทางกระทรวงพาณิชย์จะดูความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและมาตรการต่าง ๆ โดยจะมีการสรุปกันอีกครั้ง

    เมื่อถามว่า จะปรับทบทวน GDP หรือไม่ นางศุภจีกล่าวว่า ไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.8 และขณะนี้จะต้องมีการทบทวนเพิ่มเติม เพราะทั้งปี 2569 เรามองจีดีพีอยู่ที่ 1.5 – 2% หากสถานการณ์เป็นเช่นเดิม แต่เมื่อมีความชัดเจนการลงนามสันติภาพดังกล่าวก็คาดว่า GDP น่าจะดีขึ้น เพราะการส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะได้ไม่ติดขัด รวมถึงราคาพลังงานที่เป็นปัจจัยสำคัญก็น่าจะผ่อนคลายลง และทำให้เรามีกำลังซื้อที่ดีขึ้น มีการค้าขายที่ดีขึ้น

    นางศุภจี ยังกล่าวถึงผลตอบรับโครงการไทยช่วยไทย พลัส60/40 ว่า หลังเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนเมษายน พบว่าการใช้จ่ายของประชาชนดีขึ้น ช่วยบรรเทาค่าครองชีพ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ขณะเดียวกันเริ่มมีผู้ประกอบการ SME เข้าร่วมเครือข่ายมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งการลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้ประชาชน เมื่อถามถึงกระแสตอบรับที่ดี จะมีการพิจารณาเพิ่มวงเงินโครงการหรือไม่ นางศุภจี ระบุว่า ต้องรอการประเมินผลและหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อน พร้อมย้ำว่า หากประชาชนได้รับประโยชน์ก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี ส่วนผลตอบรับในช่วง 16วันที่ผ่านมา พบว่าทั้งประชาชนและร้านค้ามีการตอบรับในทางที่ดี ร้านค้าหลายแห่งมีความคึกคัก แต่รายละเอียดเพิ่มเติมต้องรอการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาประเมินผลโครงการอย่างรอบด้าน

    ขณะที่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม แสดงความมั่นใจว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะสามารถผลักดันอุตสาหกรรมไทยครึ่งปีหลังให้เติบโตต่อเนื่อง พร้อมชี้ว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านราคาพลังงานต้นทุนและขนส่ง แต่ยังเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมไทย

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า จะรอประเมินความชัดเจนเรื่องเศรษฐกิจ หลังสหรัฐและอิหร่านลงนามสันติภาพ เพราะขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่าจะทำให้ GDP ของไทยปรับตัวสูงขึ้นหรือไม่ เนื่องจากมีหลายปัจจัย

    นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าว่า กระทรวงพลังงานมีเป้าหมายหลักเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ยุติธรรมและสะท้อนต้นทุนจริง ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เนื่องจากการปรับค่าไฟฟ้านั้นจะกระทบทั้งประชาชน และการไฟฟ้าฯ ซึ่งรอผลจากการรับฟังความคิดเห็นในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตรัฐบาลมีความตั้งใจให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าถูกลง โดยในส่วนของการปรับอัตราค่าไฟฟ้าของบ้านที่อยู่อาศัยที่ให้ผู้ที่ใช้ไฟมากจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงกว่าอาจจะมีการทบทวน เพราะในที่สุดในเรื่องค่าไฟฟ้าสิ่งที่รัฐบาลต้องทำมีหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกัน เช่นเรื่องของการแก้ปัญหาโรงไฟฟ้าที่มีรูปแบบสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับรัฐ (สัญญาทาส) เช่น ที่ขายไฟฟ้าในรูปแบบแอดเดอร์ ต้องมีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งเรื่องของความสูญเสียในระบบที่เรียกว่าเป็น lossในระบบเหมือนสายส่งสายจำหน่าย หรือเรื่องไฟสาธารณะก็นำมาบวกในค่าไฟฐานและบิลค่าไฟฟ้าของประชาชนพวกนี้ต้องจัดการใหม่ทั้งหมดให้มีประสิทธิภาพ

    นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในมาตรการสำคัญในระยะต่อไปคือการกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่ คือประเภทที่ 9 หรือกลุ่ม Data Center ให้จ่ายค่าไฟฟ้าแพงกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจาก Data Center เป็นกลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงมากและต้องใช้ก๊าซนำเข้าที่มีราคาสูงในการผลิตไฟฟ้า ดังนั้นอัตราค่าไฟของกลุ่มนี้จะต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและอาจสูงกว่าค่าไฟบ้านเรือน เพื่อนำส่วนต่างมาช่วยอุดหนุนและลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับภาคประชาชนและอุตสาหกรรมในประเทศ ในส่วนของพลังงานสะอาดรัฐบาลจะส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอย่างต่อเนื่อง โดยจะเร่งรัดกระบวนการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืนจากภาคประชาชนให้เสร็จสิ้นภายในเดือนนี้ พร้อมทั้งชี้แจงว่ามาตรการสนับสนุนงบประมาณของรัฐจะไม่ใช่การแจกเงินฟรี แต่เป็นการช่วยสนับสนุนเงินดาวน์หรือลดดอกเบี้ยผ่านธนาคารของรัฐ เพื่อจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์และเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศให้ยั่งยืนในระยะยาว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/971223&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kNjeEGl7f-4MzYeRDxWBg

  • “จุลพันธ์” เปิดหลักสูตร LEO รุ่นแรก ปั้นผู้นำแรงงานยุคใหม่ ขับเคลื่อนความปลอดภัยสู่ความยั่งยืน

    “จุลพันธ์” เปิดหลักสูตร LEO รุ่นแรก ปั้นผู้นำแรงงานยุคใหม่ ขับเคลื่อนความปลอดภัยสู่ความยั่งยืน

    กระทรวงแรงงานเดินหน้าสร้างผู้นำเครือข่ายแรงงานระดับสูง เปิดหลักสูตร LEO รุ่นที่ 1 ย้ำแรงงานไทยต้องก้าวทันเศรษฐกิจยุคใหม่ มีทักษะ ปลอดภัย และแข่งขันได้ในเวทีโลก

    เมื่อวันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีปฐมนิเทศหลักสูตร “นักบริหารแรงงานระดับสูง” (Labour Executive Officers Program: LEO) รุ่นที่ 1 ภายใต้โครงการบริหารจัดการความปลอดภัยสู่ความยั่งยืนสำหรับผู้บริหารระดับสูง ณ ห้อง Ballroom ชั้น 3 โรงแรมแมริออท กรุงเทพ สุขุมวิท 57 ซึ่งจัดโดย สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) หรือ สสปท. ร่วมกับมูลนิธิสยามวโรดม

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า หลักสูตร LEO เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ผู้บริหารทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานยุคใหม่ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และทุนมนุษย์ การพัฒนากำลังแรงงานจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มทักษะทั่วไป แต่ต้องมุ่งพัฒนาผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ สามารถบริหารองค์กรให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างความปลอดภัยและความยั่งยืน

    “กระทรวงแรงงานมีนโยบายสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อให้แรงงานไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีงานที่มีคุณค่า และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ซึ่งหลักสูตร LEO จะเป็นเวทีสำคัญในการสร้างผู้นำเครือข่าย และเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่จะนำไปสู่การพัฒนาระบบแรงงานไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น” นายจุลพันธ์ กล่าว

    รมว.แรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอแสดงความยินดีกับผู้เข้ารับการอบรม LEO รุ่นที่ 1 ซึ่งถือเป็นรุ่นบุกเบิกและจะเป็นกำลังสำคัญในการร่วมกำหนดอนาคตแรงงานไทย พร้อมฝากให้ผู้เข้าอบรมนำความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายที่ได้รับจากหลักสูตรนี้ ไปต่อยอดในการพัฒนาองค์กร สังคม และประเทศชาติ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และยั่งยืนสำหรับคนทำงานทุกคน

    หลักสูตรนักบริหารแรงงานระดับสูง (LEO) รุ่นที่ 1 ออกแบบมาเพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและเอกชน โดยมุ่งเน้นการสร้างกลไกการบริหารจัดการที่ทันสมัย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานประกอบการทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1028571&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a2BkPhvm4j82P3sadxuln

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี 2569 ตามแรงหนุนจากมาตรการรัฐ

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี 2569 ตามแรงหนุนจากมาตรการรัฐ

    วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

         แม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะคงประมาณการจีดีพีปี 2569 ไว้ที่ 2.0% แต่มองว่าจีดีพีน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่ไม่ลดลงเร็ว จะทำให้เงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังเร่งตัวขึ้นต่อ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 3.1% ขณะที่ กนง.น่าจะรอติดตามสถานการณ์และเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ส่วนทิศทางค่าเงินบาท อาจอ่อนค่าลงจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย ปิดสิ้นปี 2569 ที่ 32.80 บาท จากประมาณ 32.50-32.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในปัจจุบัน 

    นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/2569 และทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในไตรมาส 3/2569 จากแรงหนุนของมาตรการภาครัฐ ในขณะที่ความเสี่ยงเศรษฐกิจยังอยู่ที่ความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ แม้ความขัดแย้งอิหร่านจะได้ข้อยุติ แต่ราคาพลังงานโลกยังคงไม่ลดลงเร็วมากนัก ทำให้การส่งผ่านต้นทุนราคาผู้ผลิตไปยังตะกร้าสินค้าผู้บริโภคจะยังคงมีต่อเนื่อง โดยจะยังเห็นเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวสูงสุดในไตรมาส 3-4 ของปี 

    ด้าน นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจะเห็นผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่กระทบภาคธุรกิจชัดเจนขึ้น แม้มีสัญญาณบวกแต่กว่าสถานการณ์จะเป็นปกติยังต้องใช้เวลา โดยการผลิตสินค้าส่วนใหญ่จะแผ่วลง (YoY) หลักๆ จากการแบกรับต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีที่สูงขึ้น ผลจากภาษีสหรัฐฯ และการแข่งขันกับสินค้านำเข้า ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) หดตัวเป็นปีที่ 4 ที่ -0.5% ขณะเดียวกัน การปรับลดเที่ยวบินที่ยังเกิดขึ้น จะกระทบธุรกิจท่องเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ก่อนที่การเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกจะช่วยหนุนการฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้าย 

    โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านคน แม้ยังมีโอกาสเพิ่มได้ แต่ยังต่ำกว่าระดับ 33 ล้านคนในปีก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจากจีน อาจไม่พอชดเชยตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลส่วนใหญ่ที่ลดลง 

    ขณะที่ นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสฟื้นตัวอย่างจำกัด โดยแม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะปรับตัวเลขประมาณการสินเชื่อทั้งปี 2569 จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัว -0.7% มาเป็นการขยายตัวเล็กน้อยที่ราว 0.5% แต่ก็เป็นการสะท้อนแรงส่งจากการเติบโตของสินเชื่อที่ขับเคลื่อนจากสินเชื่อภาครัฐ และธุรกิจรายใหญ่ มากกว่ารายย่อย นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องติดตามเพิ่มเติมสำหรับภาคธุรกิจ ได้แก่ ต้นทุนการระดมทุนที่ยังมีแนวโน้มทรงตัวสูง และประเด็นความสำเร็จในการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกู้ ตลอดจนปัญหาเอ็นพีแอลของระบบธนาคารไทยที่ปัจจุบันอาศัยการปรับโครงสร้างหนี้และบริหารจัดการหนี้เชิงรุกในการประคองภาพรวมเอ็นพีแอลไม่ให้ถดถอยลงเร็ว 

    -032

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/971124&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cueHjGj7U3077O72S35aS

  • สมาพันธ์ SME ไทย ชงก.อุตฯ เร่ง 5 มาตรการ สร้างแต้มต่อคนตัวเล็ก ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก

    สมาพันธ์ SME ไทย ชงก.อุตฯ เร่ง 5 มาตรการ สร้างแต้มต่อคนตัวเล็ก ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก


    สมาพันธ์ SME ไทย เสนอกระทรวงอุตฯ เร่ง 5 มาตรการ สร้างแต้มต่อคนตัวเล็ก ดัน Micro SME กว่า 2.79 ล้านราย ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก

    ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย พร้อมคณะกรรมการสมาพันธ์ฯ เข้าพบ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SME) ที่มีกว่า 2.79 ล้านราย พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายภายใต้แนวคิด “Better Together : เชื่อมโอกาส สร้างแต้มต่อ เติบโตไปด้วยกัน” 

    ดร.ณพพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการ MSME ประมาณ 3.3 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด และเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญถึง 69% ของการจ้างงานทั้งประเทศ “ที่ผ่านมาหลายมาตรการภาครัฐยังใช้คำว่า SME ในลักษณะเหมารวม ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อย MSME จำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ ทั้งที่กลุ่มนี้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศ”

    ในการหารือครั้งนี้ สมาพันธ์ SME ไทย ได้เสนอแนวทางขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

    1. ขยายกองทุนประชารัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ Micro & Small Enterprises ทั้งประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อช่วยผู้ประกอบการที่โดนน้ำท่วมที่หาดใหญ่ & บริเวณจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา 

    2. ส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ

    3. ปรับปรุงกฎระเบียบและสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ MSME ไทยแข่งขันกับธุรกิจข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    4. ขยายบทบาทกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมบริการ อุตสาหกรรมดิจิทัล และ AI เพื่อก้าวสู่การเป็น “กระทรวงของ MSME” เพื่อผู้ประกอบการ MSME อย่างแท้จริง

    5. สร้างตลาดและโอกาสทางธุรกิจ ผ่านการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างจากผู้ประกอบการไทย เพิ่มสัดส่วนการใช้ Local Content และเชื่อมโยง MSME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของภาครัฐและภาคเอกชนขนาดใหญ่

    สมาพันธ์ SME ไทยยังเสนอให้ภาครัฐออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มอย่างตรงจุด โดยแยกมาตรการสำหรับผู้ประกอบการระดับ Micro, Small และ Medium Enterprise ออกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อให้ความช่วยเหลือมีประสิทธิภาพและเข้าถึงผู้ประกอบการได้อย่างแท้จริง

    “หากประเทศไทยต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานราก การยกระดับผู้ประกอบการ Micro และ Small Enterprise ซึ่งมีจำนวนกว่า 3.26 ล้านราย คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ทั้งในมิติการจ้างงาน การสร้างรายได้ให้ประชาชน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” ดร.ณพพงศ์ กล่าว

    ทั้งนี้ สมาพันธ์ SME ไทยยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันแนวทาง “Better Together เชื่อมโอกาส สร้างแต้มต่อ เติบโตไปด้วยกัน” ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อผู้ประกอบการ MSME ไทยทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43746&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yJP7WzNxzf7aDmt2P6ZkC

  • กกร. เห็นชอบคงสินค้า-บริการ  66 รายการ เป็นสินค้าควบคุมอีก 1 ปี

    กกร. เห็นชอบคงสินค้า-บริการ 66 รายการ เป็นสินค้าควบคุมอีก 1 ปี

    วันนี้ (16 มิ.ย.2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ครั้งที่ 2/2569 กล่าวว่า เป็นการประชุมทบทวนสินค้าและบริการ ควบคุมรวมถึงการกำหนดมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความจำเป็น

    โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองผู้บริโภค ให้ได้รับความเป็นธรรมในด้านราคาสินค้าและค่าบริการ รวมทั้งป้องกันมิให้ราคาสินค้าและค่าบริการต่างๆ สูงขึ้นโดยรวดเร็วเกินสมควร และให้ปริมาณสินค้ามีเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ครั้งที่ 2/2569

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ครั้งที่ 2/2569

    โดยกระทรวงพาณิชย์ มีหน้าที่ติดตาม กำกับดูแลสถานการณ์ภาพรวมสำหรับสินค้าและบริการ ที่มีความจำเป็นและมีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง การกำหนดว่าสินค้าใดควรเป็นสินค้าและบริการควบคุม มีคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เป็นผู้พิจารณาความเหมาะสม และความสอดคล้องกับสถานการณ์ของสินค้าและบริการนั้นๆ

    ในการกำหนดสินค้าและบริการควบคุมในแต่ละปี เปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ สมาคมที่เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละกลุ่มสินค้า เพื่อนำข้อมูลด้านการผลิต การตลาด ต้นทุน และสถานการณ์การค้า มาประกอบการพิจารณาให้มาตรการกำกับดูแลมีความเหมาะสมมากที่สุด

    การประชุม นอกจากทบทวนรายการสินค้าและบริการควบคุมแล้ว ที่ประชุมยังพิจารณากำหนดมาตรการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับลักษณะ และสถานการณ์ของสินค้าและบริการ ซึ่งจะมีมาตรการกำกับดูแลหลายระดับตั้งแต่เข้มข้นสุด โดย กกร. จะเลือกใช้มาตรการที่เหมาะสมและจำเป็นที่สุดกับแต่ละสินค้า เพื่อให้การกำกับดูแลเกิดประสิทธิภาพ สร้างความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค พร้อมรักษาสมดุลของระบบการค้าและเสถียรภาพด้านราคาในภาพรวม

    กกร. เห็นชอบคงสินค้า-บริการ  66 รายการ เป็นสินค้าควบคุมอีก 1 ปี

    กกร. เห็นชอบคงสินค้า-บริการ 66 รายการ เป็นสินค้าควบคุมอีก 1 ปี

    รมว.พาณิชย์ กล่าวอีกว่า มาตรการที่จะเข้ามากำกับ เช่น การกำหนดราคาจำหน่ายสินค้าและบริการ การขออนุญาตปรับราคาจำหน่าย การขออนุญาตส่งออกสินค้าเกษตร การควบคุมการขนย้ายสินค้าเกษตร การให้แจ้งข้อมูลและแจ้งเปลี่ยนแปลงราคารับซื้อหรือจำหน่าย การจัดทำบัญชีคุมสินค้า ตลอดจนการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับซื้อสินค้าเกษตร

    สำหรับการทบทวนในปีนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้คงการกำหนดสินค้าและบริการ ควบคุมจำนวน 66 รายการ ต่อเนื่องอีก 1 ปี พร้อมคงมาตรการแสดงราคาสินค้าและบริการ ทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยในจำนวน 66 รายการ มีสินค้าที่มีการปรับปรุงมาตรการกำกับดูแล ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของสินค้าแต่ละประเภท โดยสินค้าที่มีการปรับเพิ่มมาตรการ ประกอบด้วย

    กกร. เห็นชอบคงสินค้า-บริการ  66 รายการ เป็นสินค้าควบคุมอีก 1 ปี

    กกร. เห็นชอบคงสินค้า-บริการ 66 รายการ เป็นสินค้าควบคุมอีก 1 ปี

    • สินค้ามะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ และกากถั่วเหลือง เพิ่มมาตรการจัดทำบัญชีคุมสินค้า เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามข้อมูลด้านราคา ปริมาณการซื้อขาย การนำเข้า การส่งออก และปริมาณคงเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    • สินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพิ่มมาตรการควบคุมการขนย้าย
    • สินค้าเม็ดพลาสติก ปรับมาตรการการแจ้งข้อมูลให้ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ที่กระทบต่อคนส่วนใหญ่
    • สินค้าหอมหัวใหญ่และกระเทียม เพิ่มมาตรการแจ้งข้อมูลการนำเข้าและ จัดทำบัญชีคุมสินค้า เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้า การสวมสิทธิ์สินค้า และพฤติกรรมทางการค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและราคาสินค้าในประเทศ
    • สินค้าที่มีการปรับลดมาตรการ เนื่องจากสถานการณ์ด้านปริมาณและราคาเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เช่น ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์เพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ ยางพารา หน้ากากอนามัย และชุดตรวจ ATK ปรับมาตรการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับสภาพตลาดในปัจจุบัน โดยยังคงมาตรการที่จำเป็นต่อการคุ้มครองผู้บริโภคไว้ตามความเหมาะสม
    กกร. เห็นชอบคงสินค้า-บริการ  66 รายการ เป็นสินค้าควบคุมอีก 1 ปี

    กกร. เห็นชอบคงสินค้า-บริการ 66 รายการ เป็นสินค้าควบคุมอีก 1 ปี

    กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า ต้นทุนการผลิต และภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ยังคงส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก เพื่อให้การกำกับดูแลสินค้าและบริการเป็นไปอย่างเหมาะสม สมดุล และไม่กระทบต่อประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกรไทย

    รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า การเป็นสินค้าและบริการควบคุม ไม่ได้หมายถึงการใช้มาตรการในการควบคุมราคาจำหน่ายทุกกรณี แต่เป็นกลไกในการติดตามและกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน กระทรวงพาณิชย์จะสื่อสารทำความเข้าใจต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสินค้าและบริการควบคุมแต่ละรายการ มีมาตรการกำกับดูแลแตกต่างกันตามลักษณะสินค้าและสถานการณ์ตลาด

    อ่านข่าว:

    ชง กกร.คุมสินค้าใหม่ 12 รายการ เพิ่มมาตรการดูแลสินค้าเดิม 13 รายการ

    ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศสินค้าควบคุมในเขตควบคุม 11 จังหวัดชายแดน

    “ศุภจี” สั่งคุมราคา“ซอส-น้ำดื่ม-เม็ดพลาสติก” เป็นสินค้าควบคุม 1 ปี ป้องฉวยโอกาสขึ้นราคา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507128&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bEw12gnuwU2eKhEgeEPQw

  • ปักหมุดรักษาวินัยการคลัง! ‘กรณ์’ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญค้าน ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’

    ปักหมุดรักษาวินัยการคลัง! ‘กรณ์’ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญค้าน ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’

    กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมายังสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อยื่นคัดค้านคำชี้แจงของคณะรัฐมนตรี ในเรื่อง “การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การกู้ยืมเงิน 400,000 ล้านบาท”

    กรณ์ ระบุว่า จากคำชี้แจงของคณะรัฐมนตรี ไม่สามารถอธิบายเหตุผลของการตัดสินใจออก พ.ร.ก. กู้เงินว่าเข้าเกณฑ์รัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา 172 อย่างไร เพราะตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้น ได้ให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง และโดยทุก ๆ รัฐบาลที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง ซึ่งในที่นี้หมายความว่ารัฐบาลสามารถกู้ยืมเงินได้ แต่ต้องเป็นการกู้ยืมเงินตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ

    การขาดทุนงบประมาณตามปกติ ซึ่งรัฐบาลนี้ก็มีงบขาดทุนเกือบเต็มเพดานอยู่แล้ว บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้เปิดความยืดหยุ่นไว้ให้กับรัฐบาลว่า ในกรณีที่มีภัยที่มีผลกระทบต่อระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลสามารถที่จะกู้ยืมเพิ่มเติมได้ด้วยการออก พ.ร.ก. ขณะที่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้กำหนดเกณฑ์ไว้ชัดเจนว่าอะไรถึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่มีผลต่อความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    กรณ์ อธิบายว่า ในอดีตจะเห็นได้ว่า หลายรัฐบาลเคยออก พ.ร.ก. ในยามวิกฤตระดับนั้นมาก่อน และเมื่อย้อนไปตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งเป็นวิกฤตต้มยำกุ้ง ประเทศชาติมีความวิกฤตถึงระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และในปี 2552 ซึ่งเป็น “วิกฤตซับไพรม์” หรือที่เรียกว่า “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” ก็เป็นอีกครั้งที่เศรษฐกิจติดลบอย่างแรง จนมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าไปเกือบ 200,000 ล้านบาท ทำให้มีความเสี่ยงที่จะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศได้

    มาถึงครั้งล่าสุดในช่วงโควิดก็มีการออก พ.ร.ก. ไป 2 ครั้ง โดยในช่วงโควิดนั้น เศรษฐกิจติดลบอย่างรุนแรง ประชาชนไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้ เศรษฐกิจประเทศได้รับผลกระทบอย่างหนัก จึงเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ว่ารัฐบาลมีสิทธิ์ที่จะออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม นอกเหนือจากการขาดดุลในงบประมาณปกติในแต่ละปี

    กรณ์ ชี้ให้เห็นว่า การกู้เงินครั้งนี้หากนำมาเปรียบเทียบกับการกู้เงินในอดีต จะเห็นได้ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจก็เป็นปกติ โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเกินเป้าที่กำหนดไว้ด้วยซ้ำ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.8% ดังนั้น ในปีนี้ก็มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะโตมากกว่า 2% ส่วนเรื่องทุนสำรองระหว่างประเทศที่เคยเป็นปัญหาในช่วงต้มยำกุ้งนั้น ในตอนนี้ก็อยู่ในระดับที่สูงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งการจัดเก็บภาษี รัฐบาลก็จัดเก็บได้เกินเป้าในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ระดับหนี้สาธารณะก็อยู่ภายในกรอบของ พ.ร.บ.วินัยทางการคลังที่กำหนดไว้ที่ 70%

    ดังนั้น จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะพิจารณาจากตัวชี้วัดใด ๆ ก็ตาม วันนี้ไม่สามารถที่จะอ้างได้ว่าเศรษฐกิจอยู่ในระดับวิกฤตที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศได้ เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุผลอื่น ๆ ที่รัฐบาลหยิบยกขึ้นมาอ้างในการที่จะออก พ.ร.ก. ครั้งนี้ จึงเป็นการอ้างที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ และไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ตามที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ มาตรา 53

    พรรคประชาธิปัตย์มองว่าถ้าเราปล่อยให้รัฐบาลยังสามารถที่จะออก พ.ร.ก. เงินกู้ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ที่ถือว่าเป็นปัญหาระดับปกติของทุกรัฐบาลที่คงจะต้องเผชิญ จึงสุ่มเสี่ยงต่อการทำลายวินัยทางการคลังของประเทศ และเป็นการเปิดช่องให้ทุก ๆ รัฐบาลในอนาคต สามารถที่จะอ้างเป็นประเด็นปัญหาซึ่งเป็นความท้าทายตามปกติมาเป็นเงื่อนไขในการออก พ.ร.ก. เงินกู้ แล้วจะทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นการสร้างภาระหนี้สินของประเทศให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

    กรณ์ ย้ำว่า “เราไม่ควรปล่อยให้รัฐบาลสามารถออก พ.ร.ก. กู้เงินได้ตามอำเภอใจ ความจริงวันนี้สงครามก็มีสัญญาณว่าจะยุติลงแล้ว ราคาน้ำมันก็ปรับลดลงแล้วและปรับลดลงอยู่ทุกวัน ถ้ารัฐบาลต้องการที่จะให้ราคาน้ำมันถูกลงเพื่อที่จะลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน รัฐบาลก็มีช่องทางอื่นที่สามารถดำเนินการได้ และพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยให้คำแนะนำไปแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่การลดภาษีสรรพสามิต ที่จะทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับลดลงทันที หรือการปรับวิธีการกำหนดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ที่ในปัจจุบันยังคงใช้ราคาอ้างอิงของสิงคโปร์อยู่เหมือนเดิม ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลเองก็เคยพูดหลายครั้งว่าวิธีการคำนวณหรือกำหนดราคาน้ำมันแบบนี้ไม่เป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/korn-chatikavanij-challenges-government-400-billion-baht-loan-decree&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31KTP4RLCO143HvtSoITb5