Blog

  • วิกฤตการเงินในคลื่นความร้อนรุนแรง อากาศร้อนสุดขีดส่งผลกับเศรษฐกิจของอินเดียอย่างไร | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    วิกฤตการเงินในคลื่นความร้อนรุนแรง อากาศร้อนสุดขีดส่งผลกับเศรษฐกิจของอินเดียอย่างไร | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    วิกฤตการเงินในคลื่นความร้อนรุนแรง อากาศร้อนสุดขีดส่งผลกับเศรษฐกิจของอินเดียอย่างไร

    วิกฤตการเงินในคลื่นความร้อนรุนแรง อากาศร้อนสุดขีดส่งผลกับเศรษฐกิจของอินเดียอย่างไร

    คลื่นความร้อนในอินเดียกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ปัญหาสภาพอากาศตามฤดูกาล ในปี ค.ศ. 2026 นี้ หลายเมืองใหญ่ในอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นเดลี นาคปุระ บันดา หรือวาร์ธา ต่างก็มีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 45 ถึง 46 องศาเซลเซียส ในพื้นที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น เขตก่อสร้าง งานที่ใช้เครื่องจักรหรือคอนกรีต คนงานต้องอดทนกับอุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกจริงมากถึง 50 ถึง 55 องศาเซลเซียส แม้แต่ในเวลากลางคืน อุณหภูมิก็ยังคงสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่คอนกรีตดูดซับความร้อน ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความร้อนไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย แต่ยังส่งผลกระทบต่อการเงิน ในครั้งนี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจวิกฤตคลื่นความร้อนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอินเดีย ดังต่อไปนี้ [1, 2, 3]

    ความร้อนส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของอินเดียอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี ค.ศ. 2023 ผู้คนในอินเดียไม่อาจทำงานได้เนื่องจากความร้อน ส่งผลให้อินเดียสูญเสียชั่วโมงการทำงานไปมากถึง 1.81 แสนล้านชั่วโมง คิดเป็นมูลค่าจากการสูญเสียรายได้ในชั่วโมงการทำงานที่เสียไปมากถึง 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ชั่วโมงทำงานที่ขาดหายไปนี้ย่อมส่งผลต่อต้นทุนผลผลิตที่หายไปด้วยเช่นกัน การสูญเสียผลผลิตทางเศรษฐกิจโดยรวมที่เกิดจากอากาศร้อนและความเครียดของผู้คนในช่วงที่อากาศร้อน อาจสูงมากถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจทำให้จีดีพีของอินเดียตกอยู่ในความเสี่ยงถึงร้อยละ 4.5

    อากาศที่ร้อนจัดยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาคเกษตรกรรม นอกจากแรงงานจะไม่สามารถทนทำงานกลางแจ้งได้ พืชผลทั้งหลายก็ไม่อาจงอกเงยได้ตามปกติ ปรากฏการณ์เอลนีโญส่งผลให้ฝนตกน้อย พืชพันธุ์เหี่ยวแห้ง ปศุสัตว์มีผลผลิตลดลง เห็นได้จากในปี ค.ศ. 2023 ที่ภาคเกษตรกรรมสูญเสียรายได้ไปมากกว่า 7.19 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากการเกษตรแล้ว ภาคการก่อสร้างในประเทศยังเป็นไปได้อย่างล่าช้า คนงานอ่อนเพลียจากอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้งานก่อสร้างภายในประเทศลดลงมากถึงร้อยละ 18-35

    เมื่อผลผลิตทางการเกษตรลดลง ราคาอาหารก็พุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ข้าวของล้วนแพงขึ้น อากาศที่ร้อนก็ส่งผลให้ค่าไฟแพง เนื่องจากผู้คนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพื่อทำความเย็นเพิ่มขึ้น ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเนื่องจากต้องรักษาระบบทำความเย็นให้คงที่ ราคาอาหารและราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ จนธนาคารกลางอาจถูกบีบให้ต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง ส่งผลให้การกู้ยืมเงิน การลงทุน และการบริโภคภายในประเทศชะลอตัวลงตามไปด้วย

    ความร้อนได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลลุกลามบานปลายกระทบต่อเศรษฐกิจของอินเดีย หากปัญหายังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม สภาพอากาศที่ร้อนจัดอาจส่งผลให้เศรษฐกิจของอินเดียเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียงร้อยละ 6.7 ในปีงบประมาณ 2027 ทั้งจากสาเหตุต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น และจากปัญหาขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากความร้อนส่งผลให้ผู้คนเสียชีวิตรายวันเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 14.7 เมื่อเทียบกับวันปกติที่ไม่มีปัญหาคลื่นความร้อน จากนี้ไป เราคงได้แต่คอยจับตาดูทิศทางความเป็นไปของเศรษฐกิจอินเดีย ท่ามกลางปัญหาคลื่นความร้อนที่ยังคงไม่คลี่คลาย

    ลงทุนศาสตร์

    รายการอ้างอิง

    [1] Aris, B. (June 13, 2026). India’s soaring summer heat a growing drag on economic growth. https://www.intellinews.com/india-s-soaring-summer-heat-a-growing-drag-on-economic-growth-448366/

    [2] Bhattacharyya, A. (June 9, 2026). India’s Extreme Heatwave Threatens Economic Growth and Worker Productivity. https://countercurrents.org/2026/06/indias-extreme-heatwave-threatens-economic-growth-and-worker-productivity/

    [3] Shukla, P. (May 26, 2026). Fuel, Extreme Heat, El Nino: Why India “May Have A Terrible Year Ahead”. https://www.ndtv.com/business-news/fuel-price-hike-heat-risk-el-nino-high-food-prices-inflation-monsoon-iran-war-nithin-kamath-india-economy-gdp-11548013

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/uncategorized/crisis-hot/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dvP4zXEk6RKzEfuUWnIwi

  • สภาพัฒน์ฯ ขอเวลาประเมิน GDP ไทย

    สภาพัฒน์ฯ ขอเวลาประเมิน GDP ไทย

    (16มิ.ย.69) เวลา​ 09.10 น.​ ที่ ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ​ (สศช.) กล่าวถึงการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจหลังจากที่สหรัฐอเมริกา​ -​ อิหร่านลงนามสันติภาพ​ ว่า คงดีขึ้น แต่คิดว่า สถานการณ์ยังไม่แน่นอน ตนต้องขอดูให้เกิดความชัดเจนก่อน

    เมื่อถามว่า จะทำให้ GDP ของไทยดีดตัวสูงขึ้นหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า สถานการณ์การปรับตัวของ GDP มีหลายปัจจัย ซึ่งอาจมีเรื่องเงินเฟ้อเข้ามาด้วย ฉะนั้นจึงขอประเมินสถานการณ์ก่อน เพราะต้องรอดูความชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมาแม้จะบอกว่าจะมีการยุติสงคราม แต่ก็กลับไปกลับมา ฉะนั้นจึงขอเวลาในการประเมินสถานการณ์อีกครั้งก่อน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NcAIrnS4o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kEaIzvF8mveycOTNYVFnI

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 16/06/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 16/06/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/154267&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29AUTnb-Pt9neQEjGnaKbV

  • วิกฤติอินโดนีเซียและความเสี่ยงต่อศก.ไทย

    วิกฤติอินโดนีเซียและความเสี่ยงต่อศก.ไทย

    ผมได้รับคําถามจากแฟนคอลัมน์ ‘เขียนให้คิด’ และสื่อมวลชนมากว่า ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร หลังมีข่าววิกฤิตค่าเงินที่อินโดนีเซียที่เกิดเงินทุนไหลออกรุนแรงและเงินรูเปียอ่อนค่ามากสุดในภูมิภาค ผู้ถามส่วนใหญ่ต้องการรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นที่อินโดนีเซีย และโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเป็นแบบอินโดนีเซียในช่วงครึ่งหลังของปีมีหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่ดี วันนี้จึงอยากตอบคำถามโดยใช้คอลัมน์นี้ และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

    วิกฤติที่กําลังเกิดขึ้นที่อินโดนีเซียเป็นกรณีคลาสสิกของเศรษฐกิจ ที่นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อการทํานโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ตลาดการเงินมองว่าไร้ทิศทาง ขาดวินัยการเงินการคลัง และเป็นลักษณะประชานิยม เป็นความรู้สึกที่สะสมมาตั้งแต่ปีที่แล้ว พอเจอวิกฤติราคาพลังงานปีนี้ที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอ อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ดุลการค้าขาดดุลมาก และรัฐบาลเข้าอุดหนุนราคานํ้ามันในประเทศ ความอ่อนแอของเศรษฐกิจและการทำนโยบายก็ปรากฏชัดเจน สองเรื่องนี้เป็นแรงส่งให้นักลงทุนเร่งถอนการลงทุนออกจากอินโดนีเซีย เกิดเงินทุนไหลออก และเงินรูเปียอ่อนค่าตํ่ากว่าระดับที่เคยมี แม้ทางการจะเข้าแทรกแซงเพื่อพยุงการอ่อนค่า ล่าสุดเงินรูเปียอินโดนีเซียอ่อนค่าไปแล้วกว่า 8 เปอร์เซ็นต์ ตลาดหุ้นลดลงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นอินโดนีเซียลดเหลือ 12.6 เปอร์เซนต์ จาก 40 เปอร์เซนต์ช่วงก่อนเกิดวิกฤติ

    ความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนตั้งเค้ามาตั้งแต่ปี 2023 เมื่อรัฐบาลออกกฏหมายพัฒนาตลาดการเงิน (P2SK Law) ที่ขยายพันธกิจของธนาคารกลางให้รวมการเติบโตของเศรษฐกิจและการจ้างงานนอกเหนือเป้าหมายด้านเสถียรภาพ ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นการก้าวก่ายความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และหลังประธานาธิบดี Prabowo เข้ารับตำแหน่งปลายปี 2024 การใช้จ่ายของรัฐบาลด้านสังคมก็ขยายตัวสูงตามนโยบายหาเสียงของรัฐบาล เช่น โครงการอาหารกลางวันฟรีสำหรับเด็กและแม่ลูกอ่อนทั่วประเทศที่ต้องใช้เงินกว่า 130,000 ล้านบาทต่อปี ทำให้ดุลการคลังขาดดุลเพิ่มเป็นร้อยละ 2.9 ของจีดีพี ใกล้เพดานขาดดุลร้อยละ 3.0 ของจีดีพีตามกฏหมาย นอกจากนี้ มีกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการปั่นหุ้น และการขาดธรรมาภิบาลในตลาดหลักทรัพย์อินโดเซียหลายกรณีที่หน่วยงานกํากับดูแลละเลย จนดัชนี MSCI ส่งสัญญาณว่าอาจถอนหุ้นอินโดนีเซียออกจากดัชนี MSCI นำไปสู่การเทขายหุ้นอินโดนีเซียโดยนักลงทุนต่างชาติจนผู้บริหารหน่วยงานกํากับดูแลต้องลาออก ตามด้วยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดแนวโน้มเศรษฐกิจอินโดนีเซียเป็นลบ

    อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ต้องพึ่งการนําเข้าน้ำมัน วิกฤติพลังงานจึงกดดันเศรษฐกิจอินโดนีเซียมาก ทั้งการขยายตัวและเงินเฟ้อ รัฐบาลจึงพยุงราคาน้ำมันในประเทศเพื่อปกป้องผู้บริโภค ทำให้ดุลการคลังขาดดุลเพิ่มขึ้นและอาจทะลุเพดานขาดดุลที่ร้อยละ 3 ของจีดีพีตามกฏหมาย ขณะที่ดุลการค้าก็ขาดดุลมาก ความอ่อนแอด้านเสถียรภาพทำให้นักลงทุนเร่งถอนการลงทุน ขณะที่รัฐบาลก็พยายามแก้ปัญหาโดยแทรกเเซงค่าเงิน ออกมาตรการรวมศูนย์รายได้จากการส่งออกและควบคุมเงินทุนไหลออก แต่ยิ่งแก้เหมือนยิ่งยุ่ง เพราะเน้นที่จะควบคุมมากกว่าใช้กลไกราคา การไหลออกของเงินทุนต่างประเทศและการอ่อนค่าของเงินรูเปียจึงมีต่อเนื่อง

    เหตุการณ์ในอินโดนีเซียชี้ชัดว่าเศรษฐกิจที่เข้มแข็งอาจตกเหวได้ ถ้าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจผิดพลาด เพราะนักลงทุนสามารถเข้าออกตลาดการเงินได้เร็ว คือเพิ่มหรือถอนการลงทุนได้ทันที ถ้ามีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจหรือขาดความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นก็มาจากความไว้วางใจที่นักลงทุนมีต่อการทำนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกรณีอินโดนีเซีย นักลงทุนอยากเห็นนโยบายเศรษฐกิจที่มีทิศทางชัดเจน มีวินัย มุ่งแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ประชานิยม และจริงจังเรื่องธรรมาภิบาล แต่เมื่อไม่ใช่ เงินทุนก็พร้อมที่จะไหลออก

    สําหรับวิกฤติอินโดนีเซียคาดว่าคงจบที่อินโดนีเซีย ไม่ลามหรือบานปลายไปประเทศอื่นเหมือนวิกฤติเศรษฐกิจเอเซียปี 2540 เพราะนักลงทุนแยกแยะได้ว่าประเทศไหนเป็นอย่างไร กรณีอินโดนีเซียชี้ชัดว่านักลงทุนมองเศรษฐกิจเอเซียว่ามีศักยภาพที่จะเติบโต เงินลงทุนที่ถอนออกจากอินโดนีเซียจึงไม่ไปไหน วนเวียนอยู่ในเอเซียและตลาดหุ้นไทยก็ได้ประโยชน์ เห็นได้จากเงินทุนไหลเข้าช่วงสามอาทิตย์ที่ผ่านมาที่ตลาดหุ้นไทยปรับดีขึ้น ค่าเงินบาทค่อนข้างนิ่ง แม้พื้นฐานเศรษฐกิจของเราจะอ่อนแอและยังไม่มีอะไรดีขึ้น

    สําหรับเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจคงชะลอตามการถดถอยของเศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งปีหลังและอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ทําให้เสี่ยงที่จะเกิดปัญหา Stagflation คือ เศรษฐกิจชะลอพร้อมอัตราเงินเฟ้อที่สูง ซึ่งแก้ยากถ้าเกิดขึ้น การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยมาตรการกู้เงินของรัฐบาลจะทําให้การบริโภคกระเตื้องขึ้นในไตรมาส 2 และ 3 แต่อาจไม่แรงพอที่จะทดแทนการชะลอตัวที่มาจากปัจจัยลบอื่นๆ ตรงข้าม การกระตุ้นอาจทําให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศยิ่งเร่งตัวและปรับลงยาก ที่หวังคือ เงินกู้อีก 200,000 ล้านบาท ถ้านำมาใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ เช่น ปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน หรือลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันนํ้าท่วม เศรษฐกิจก็จะได้การแก้ปัญหาที่เป็นกอบเป็นกํา แต่ถ้าใช้เงินแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เศรษฐกิจก็จะไม่ได้อะไร นอกจากภาระชําระหนี้ที่สูงขึ้นของคนรุ่นลูกหลาน ซึ่งเศร้าและน่าเสียดาย

    ส่วนความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจครึ่งปีหลังคงมีสามเรื่องที่ต้องจับตา หนึ่ง ความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ที่มาจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ ความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางและราคานํ้ามัน และนโยบายภาษีร้อยละ 12.5 ของทรัมป็ที่จะกระทบการส่งออก กดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    สอง ความเสื่อมถอยด้านเสถียรภาพจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการขาดดุลการคลังที่จะสูงขึ้น รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เซาะกร่อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะงบประมาณปี 2570 ว่ารัฐบาลจะรักษาวินัยการคลังหรือไม่ ปรับขึ้นเพดานหนี้สาธารณะหรือไม่ และปรับไปสู่การใช้เงินที่มีประสิทธิภาพหรือไม่เพื่อแก้ปัญหาเช่น ปฏิรูปเศรษฐกิจ นี่คือสิ่งที่นักลงทุนรออยู่ ซึ่งถ้าดูแล้วไม่มีอะไรใหม่ หรือไม่มีเหตุผล ก็เสี่ยงที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออาจเตือนหรือปรับลดแนวโน้มเศรษฐกิจ

    สาม ความเสี่ยงด้านนโยบาย หรือ Policy Error ที่รัฐบาลออกนโยบายที่ผิดพลาด ที่ไม่ควรทำ เพียงเพื่อใช้อำนาจให้ได้ในสิ่งที่ต้องการแม้ไม่ถูกต้อง ทําลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจไทยเหมือนที่เกิดขึ้นที่อินโดนีเซีย เช่น ใช้เงินกู้ที่เหลือ 200,000 ล้านบาท แบบเบี้ยหัวแตก ไม่มีเหตุผล ผิดประเภท เสี่ยงผิดกฏหมาย ทําให้ประเทศเสียโอกาสและทิศทางนโยบายของประเทศไม่ชัดเจน ประเด็นนี้นักลงทุนห่วงมาก เพราะอํานาจทางการเมืองของรัฐบาลปัจจุบันมีมาก ยากที่จะทัดทาน จึงล่อแหลมที่จะเกิดการใช้อํานาจอย่างผิดๆ เพราะไม่มีพลังในสังคมที่จะค้านหรือตรวจสอบ

    นี่คือคําตอบของผม

    เขียนให้คิด

    ดร. บัณฑิต นิจถาวร

    ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

    [email protected]

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1014915/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sZP4OHJuN9lwYZUrAdH9u

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี’69 ตามแรงหนุนจากมาตรการรัฐ-ภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี’69 ตามแรงหนุนจากมาตรการรัฐ-ภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะคงประมาณการ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 2.0% แต่มองว่าจีดีพีน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่ไม่ลดลงเร็ว จะทำให้เงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังเร่งตัวขึ้นต่อ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 3.1% ขณะที่ กนง.น่าจะรอติดตามสถานการณ์และเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ส่วนทิศทางค่าเงินบาท อาจอ่อนค่าลงจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย ปิดสิ้นปี 2569 ที่ 32.80 บาท จากประมาณ 32.50-32.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในปัจจุบัน

    ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/2569 และทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในไตรมาส 3/2569 จากแรงหนุนของมาตรการภาครัฐ ในขณะที่ความเสี่ยงเศรษฐกิจยังอยู่ที่ความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ แม้ความขัดแย้งอิหร่านจะได้ข้อยุติ แต่ราคาพลังงานโลกยังคงไม่ลดลงเร็วมากนัก ทำให้การส่งผ่านต้นทุนราคาผู้ผลิตไปยังตะกร้าสินค้าผู้บริโภคจะยังคงมีต่อเนื่อง โดยจะยังเห็นเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวสูงสุดในไตรมาส 3-4 ของปี

    สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ มีทิศทางที่ดีขึ้นจากการบรรลุข้อตกลงเบื้องต้น ซึ่งส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นในตลาดโลกโดยเฉพาะประเด็นการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุส อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความไม่แน่นอนที่ต้องติดตามในระยะ 60 วันข้างหน้า แม้ราคาจะย่อตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่มีการประเมินว่าจะไม่กลับไปอยู่ที่ระดับ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเหมือนช่วงก่อนสงคราม ส่งผลกระทบต่อไทย ด้านราคาพลังงานที่ยังคงสูงกว่าในอดีตจะเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งปีหลัง

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยรายไตรมาสในปีนี้มีลักษณะการฟื้นตัวที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา เช่น ไตรมาสที่ 2 เป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานสูงอย่างเต็มที่ ขณะที่มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐยังเข้ามาไม่ถึงในช่วงต้นไตรมาส, ไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจได้รับแรงหนุนสูงสุดจากมาตรการภาครัฐ (เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส) ซึ่งจะช่วยประคองการบริโภคภายในประเทศ และไตรมาสที่ 4 มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปัจจัยลบด้านภัยแล้ง และการส่งออกที่คาดว่าจะลดความร้อนแรงลง รวมถึงเป็นช่วงที่ผู้ผลิตจะเริ่มทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า (Inflation Pass-through) ทำให้เงินเฟ้อมีโอกาสเร่งตัวขึ้นสูงสุดในช่วงไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4

    การส่งออกของไทยในครึ่งปีแรกขยายตัวได้ดีกว่าที่คาด แต่มีแนวโน้มจะเผชิญความท้าทายในครึ่งปีหลัง โดยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ขยายตัวถึง 20% และคาดว่าครึ่งปีแรกจะโตได้ในระดับ Double Digit ที่ประมาณ 14% ซึ่งมีปัจจัยหนุนในการส่งออกสินค้ากลุ่มคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์ AI ไปยังตลาดสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวได้ดี

    ด้าน เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจะเห็นผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่กระทบภาคธุรกิจชัดเจนขึ้น แม้มีสัญญาณบวกแต่กว่าสถานการณ์จะเป็นปกติยังต้องใช้เวลา โดยการผลิตสินค้าส่วนใหญ่จะแผ่วลง (YoY) หลักๆ จากการแบกรับต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีที่สูงขึ้น ผลจากภาษีสหรัฐฯ และการแข่งขันกับสินค้านำเข้า ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) หดตัวเป็นปีที่ 4 ที่ -0.5% ขณะเดียวกัน การปรับลดเที่ยวบินที่ยังเกิดขึ้น จะกระทบธุรกิจท่องเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ก่อนที่การเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกจะช่วยหนุนการฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้าย โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านคน แม้ยังมีโอกาสเพิ่มได้ แต่ยังต่ำกว่าระดับ 33 ล้านคนในปีก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจากจีน อาจไม่พอชดเชยตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลส่วนใหญ่ที่ลดลง

    ภาคการผลิตเผชิญกับปัจจัยผสมผสานทั้งบวกและลบ แต่โดยรวมยังมีแนวโน้มชะลอตัว ซึ่งปัจจัยบวกและโอกาสการบริโภคภายในประเทศ เช่นโครงการหรือกิจกรรมที่กระตุ้นการใช้จ่ายช่วยหนุนกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงเทคโนโลยี และ AI ที่เป็นปัจจัยหนุนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตบางหมวด ส่วนนโยบายรัฐบาลจากพ.ร.ก. เงินกู้ 2.2 แสนล้านบาท (อยู่ระหว่างติดตามรายละเอียด) คาดว่าจะส่งผลบวกต่อกลุ่มรถยนต์ โซลาร์เซลล์ และอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนปัจจัยลบและความเสี่ยงยังมีข้อพิพาททางการค้า จากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราภาษีประมาณ 12.5% โดยจะมีการเจรจาในไตรมาสที่ 3 และภาคการผลิตไทยยังคงได้รับแรงกดดันจากการแข่งขันของสินค้าต่างชาติที่เข้ามาตีตลาด ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ ปิโตรเลียม, เคมีภัณฑ์, สิ่งทอ และวัสดุก่อสร้าง

    สภาวะและแนวโน้มภาคบริการและการท่องเที่ยวยังมีความเปราะบางสูงและเผชิญกับสภาวะการหดตัวในหลายตลาดหลัก จากสถิตินักท่องเที่ยว ในช่วง 13 วันแรกของเดือนมิถุนายน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัวในระดับเลขสองหลัก (Double Digit) หลังจากที่เคยชะลอตัวไปในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน ส่วนอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ปรับตัวลดลงในช่วงไตรมาสที่ 2 และผลสำรวจจากสมาคมโรงแรมไทยระบุว่าแนวโน้มในไตรมาสที่ 3 ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน และข้อจำกัดด้านการบิน โดยแผนการบินล่วงหน้าในไตรมาสที่ 3 ลดลงในตลาดหลัก เช่น จีน อินเดีย เกาหลี และญี่ปุ่น แม้จะเริ่มมีการเปิดเส้นทางบินตรงในบางประเทศเพิ่มขึ้นบ้าง

    สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของไทยในหลายมิติ เช่น ราคาวัตถุดิบและโภคภัณฑ์ยังคงค้างอยู่ในระดับสูง แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะเริ่มย่อตัวลง แต่ราคาวัตถุดิบโภคภัณฑ์ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมหลายรายการยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม ยังส่งผลให้ราคาวัตถุดิบมีความหนืด คือไม่ปรับลดลงเร็วอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้ภาคธุรกิจต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงต่อเนื่องนานกว่าปกติ ส่วนด้านอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือกลุ่มที่ได้รับแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมปิโตรเลียม, เคมีภัณฑ์, สิ่งทอ และวัสดุก่อสร้าง นอกเหนือจากปัจจัยในตะวันออกกลางแล้ว ยังมีเรื่องมาตรการห้ามส่งออกวัตถุดิบของจีน เช่น ซัลเฟอร์ (กำมะถัน) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในหลายอุตสาหกรรมรวมถึงอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาเป็นตัวกดดันต้นทุนเพิ่มเติมในขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย และต้นทุนที่สูงขึ้นนี้เป็นปัจจัยหลักที่ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจให้ลดลงแตะระดับที่แย่ที่สุดในรอบเกือบ 5 ปี และส่งผลให้ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มหดตัวลง 0.5% ในปีนี้ ซึ่งเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

    ขณะที่ ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสฟื้นตัวอย่างจำกัด โดยแม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะปรับตัวเลขประมาณการสินเชื่อทั้งปี 2569 จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัว -0.7% มาเป็นการขยายตัวเล็กน้อยที่ราว 0.5% แต่ก็เป็นการสะท้อนแรงส่งจากการเติบโตของสินเชื่อที่ขับเคลื่อนจากสินเชื่อภาครัฐ และธุรกิจรายใหญ่ มากกว่ารายย่อย นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องติดตามเพิ่มเติมสำหรับภาคธุรกิจ ได้แก่ ต้นทุนการระดมทุนที่ยังมีแนวโน้มทรงตัวสูง และประเด็นความสำเร็จในการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกู้ ตลอดจนปัญหาเอ็นพีแอลของระบบธนาคารไทยที่ปัจจุบันอาศัยการปรับโครงสร้างหนี้และบริหารจัดการหนี้เชิงรุกในการประคองภาพรวมเอ็นพีแอลไม่ให้ถดถอยลงเร็ว

    ทิศทางนโยบายดอกเบี้ย คาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% จนถึงสิ้นปี แม้จะมีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ แม้ดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัว แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ระยะกลางถึงยาวมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการระดมทุนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่

    ตลาดยังมีความต้องการสินทรัพย์คุณภาพสูง (Flight to Quality) ธุรกิจที่มีเรตติ้งดีสามารถระดมทุนได้ด้วยต้นทุนต่ำ ในขณะที่ธุรกิจที่ต่ำกว่าระดับ Investment Grade หรือ Non-rated ประสบความสำเร็จในการระดมทุนเพียง 50-60% เท่านั้น ส่วนการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก ระดับ NPL ของไทยทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 3% ซึ่งเป็นผลมาจากการผลักดันการปรับโครงสร้างหนี้อย่างหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อธุรกิจที่มีแนวโน้มการปรับโครงสร้างหนี้สูงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026

    นอกจากนี้ สินเชื่อโตแบบกระจุกตัว  มีการปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของสินเชื่อรวมเป็น 0.5% แต่การเติบโตนี้ขับเคลื่อนโดยกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ (Large Corporate) และการกู้ยืมของภาครัฐเป็นหลัก ในขณะที่สินเชื่อ SME และรายย่อย (บ้านและรถ) ยังคงหดตัว

    ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้ไว้ที่ 2% โดยปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือความไม่แน่นอนของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงผลกระทบจากการส่งผ่านต้นทุนการผลิตที่จะมีต่ออัตราเงินเฟ้อในช่วงปลายปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://prop2morrow.com/867574/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sUZAnK6nZiugLYVUOOTup

  • ส.อ.ท.ชี้เปิดฮอร์มุซเศรษฐกิจฟื้น ลดเสี่ยงพลังงาน-โลจิสติกส์ ดันส่งออกไทยครึ่งปีหลัง | เดลินิวส์

    ส.อ.ท.ชี้เปิดฮอร์มุซเศรษฐกิจฟื้น ลดเสี่ยงพลังงาน-โลจิสติกส์ ดันส่งออกไทยครึ่งปีหลัง | เดลินิวส์

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุถึงความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์กลับมาเดินเรือได้ว่า หากข้อตกลงดังกล่าวสามารถลงนามและนำไปปฏิบัติได้จริง จะถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเฉพาะในด้านเสถียรภาพราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานโลก

    นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญของโลก การกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรืออย่างปลอดภัยจะช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของหลายอุตสาหกรรม อาทิ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ พลาสติก เหล็ก วัสดุก่อสร้าง อาหารแปรรูป รวมถึงภาคขนส่ง

    “ความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพครั้งนี้ถือเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยลดแรงกดดันให้กับภาคอุตสาหกรรม หลังผู้ประกอบการต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านพลังงานและโลจิสติกส์มาอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์คลี่คลายจริง จะช่วยให้ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยขนส่งมีแนวโน้มผ่อนคลายลง ทำให้ภาคธุรกิจสามารถกลับมาวางแผนการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ และการส่งมอบสินค้าได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น” นางพิมพ์ใจ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่ายังคงต้องติดตามความชัดเจนของการลงนาม การบังคับใช้ข้อตกลง และการกลับมาของปริมาณการเดินเรือในระดับปกติ รวมถึงทิศทางราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และเบี้ยประกันภัยว่าจะสามารถปรับลดลงได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ล่าสุด คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 อยู่ที่ 1.6-2.0% เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิมที่ 1.2-1.6% ขณะที่การส่งออกปรับเพิ่มเป็นขยายตัว 8-10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว และคาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ในระดับ 2.5-3.0% โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการขยายตัวของการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี การลงทุนด้าน AI และ Data Center รวมถึงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส

    อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญการฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง หรือ K-shape แม้ว่าการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปีจะเติบโต 18.9% และสินค้าเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 48.4% แต่ผลบวกยังส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจจริงได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากสินค้าเทคโนโลยีจำนวนมากยังพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าสูง ขณะที่ผู้ประกอบการหลายอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง กำลังซื้อที่ชะลอตัว การแข่งขันจากสินค้านำเข้า รวมถึงความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐ หลัง USTR เสนอเก็บภาษีไทยภายใต้มาตรา 301

    นางพิมพ์ใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายในระยะนี้ ควรถูกมองเป็น “จังหวะโอกาส” ในการลดแรงกดดันด้านต้นทุน มากกว่าจะเป็นปัจจัยเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ทันที โดยสิ่งสำคัญคือภาคอุตสาหกรรมไทยต้องใช้ช่วงเวลานี้เร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. เดินหน้าผลักดันยุทธศาสตร์การยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Intelligent Industry ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยระบบ Automation และ Digital & AI ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม การสร้างแบรนด์ การลงทุนด้านพลังงานสะอาด และการลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5950093/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YQ1T7E0c96_tZd2UgYlH9

  • เศรษฐกิจโลกยังมีภูมิต้านทาน? ครึ่งปีหลังอาจต้องเจอ 3 ความเสี่ยงใหญ่

    เศรษฐกิจโลกยังมีภูมิต้านทาน? ครึ่งปีหลังอาจต้องเจอ 3 ความเสี่ยงใหญ่

    แม้เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันจะเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งสงครามในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เศรษฐกิจโลกกลับยังแสดงให้เห็นถึง “ภูมิต้านทาน” ที่แข็งแกร่งกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า การประเมินสถานการณ์ในระยะข้างหน้าทำได้ยากมาก

    ทิสโก้
    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด

    เนื่องจากหลายปัจจัยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและบางครั้งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจทางการเมืองที่คาดเดาไม่ได้

    อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกยังสามารถขยายตัวได้ แม้จะเผชิญทั้งสงคราม การขึ้นภาษีตอบโต้ทางการค้า (Reciprocal Tax) และแรงกดดันจากความขัดแย้งในหลายพื้นที่ ขณะที่ตลาดหุ้นโลกเองก็ยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

    โลกกำลังก้าวเข้าสู่ “บริบทใหม่”

    พร้อมมองว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ “บริบทใหม่” ที่มีความสามารถในการรับแรงกระแทกสูงขึ้น ทำให้บทเรียนจากอดีตอาจไม่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด และกลายเป็นความท้าทายสำคัญของการลงทุนในยุคปัจจุบัน

    อีกประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกว่าจะกลับเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นหรือไม่ แม้หลายประเทศเริ่มมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นแนวโน้มถาวร โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ยังมีโอกาสคงดอกเบี้ยไว้ เนื่องจากประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนใหม่อาจยังไม่เร่งใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด

    ขณะที่หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีอิหร่าน คลี่คลายลง ก็จะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และอาจทำให้ภาพรวมดอกเบี้ยโลกเปลี่ยนไปจากที่ตลาดกังวล

    สำหรับสงครามการค้า นายไพบูลย์ เห็นว่า ประธานาธิบดี ทรัมป์ ยังคงเดินหน้าใช้นโยบายดังกล่าว แต่จะเป็นลักษณะการเจรจาเป็นรายประเทศ โดยแต่ละฝ่ายต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งเชื่อว่าทีมไทยแลนด์ได้เตรียมความพร้อมและวางยุทธศาสตร์รับมือไว้อย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่รุนแรงเกินไป

    ตลาดหุ้นไทยอยู่ในจุดที่ได้เปรียบกว่าหลายตลาดทั่วโลก

    ส่วนในมุมมองการลงทุน นายไพบูลย์ มองว่า ตลาดหุ้นไทยอยู่ในจุดที่ได้เปรียบกว่าหลายตลาดทั่วโลก เนื่องจากตลาดต่างประเทศปรับตัวขึ้นมามากและเริ่มมีความเสี่ยงสะสม ขณะที่ตลาดหุ้นไทยแม้ยังเผชิญความท้าทาย แต่กลับมีโอกาสเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ โดยเฉพาะจากการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

    นายไพบูลย์ ระบุว่า ความไม่แน่นอนในหลายภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะตะวันออกกลาง ทำให้นักลงทุนต้องทบทวนการกระจายความเสี่ยง ประเทศไทยจึงกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยรัฐบาลมีแนวทางชัดเจนในการใช้นโยบายเศรษฐกิจเป็นตัวนำ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศและดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาลงทุน

    อีกปัจจัยที่สนับสนุนตลาดหุ้นไทย คือ การฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี หลังจากชะลอตัวต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19 โดยกำไรที่ฟื้นตัวจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการปรับตัวของตลาดหุ้นไทยที่เคยปรับตัวต่ำกว่าตลาดอื่นมาเป็นเวลานาน

    แม้ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นแรงในปีนี้ แต่ส่วนสำคัญมาจากการปรับขึ้นของหุ้น DELTA หากตัดผลกระทบของหุ้นดังกล่าวออกไป ตลาดหุ้นไทยโดยรวมปรับขึ้นเพียงราว 10% กว่าเท่านั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นกว่า 26% ตามดัชนี SET ทั้งหมด

    ขณะเดียวกัน หากไม่นับรวม DELTA ค่า Forward P/E ของตลาดหุ้นไทยจะอยู่เพียงประมาณ 12 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่เคยซื้อขายกันระดับ 14-15 เท่า สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยยังไม่ได้มีมูลค่าสูงเกินไป และยังมีพื้นที่ให้ปรับตัวขึ้นได้ต่อ

    นอกจากนี้ นักวิเคราะห์หลายๆ ส่วนยังคาดการณ์ว่า กำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียนไทยจะเติบโตต่อเนื่องในปีนี้และปีหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากหลายกลุ่มธุรกิจ ทั้งพลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ที่ได้อานิสงส์จากการลงทุนด้าน AI รวมถึงกลุ่มพาณิชย์บางส่วน

    คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 1.8% และปีหน้าที่ 1.7%

    ในด้านเศรษฐกิจไทย นายไพบูลย์อ้างอิงประมาณการของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 1.8% และปีหน้าที่ 1.7% ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการของหลายสำนักที่ยังมองการเติบโตต่ำกว่า 2%

    อย่างไรก็ตาม ทิสโก้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงด้านบวก หากสามารถดึง FDI เข้ามาได้มากขึ้น การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศคลี่คลายเร็วกว่าคาด ก็อาจทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดีกว่าที่ประเมินไว้

    อีกทั้งยังมองว่าโครงการ Jump+ จะเป็นอีกแรงหนุนสำคัญต่อตลาดทุนไทย เพราะเป็นกลไกที่ช่วยผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และให้ความสำคัญกับผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นมากขึ้น โดยเป็นแนวทางที่ได้รับแรงบันดาลใจจากประเทศอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งสามารถผลักดันตลาดหุ้นของตนเองให้ทำสถิติสูงสุดใหม่ได้สำเร็จ

    ขณะเดียวกัน กองทุน TESG ก็จะเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการดึงเม็ดเงินออมระยะยาวเข้าสู่ตลาดทุนไทย ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีในรูปแบบถาวร โดยเปิดโอกาสให้ลงทุนได้หลากหลายสินทรัพย์ ไม่จำกัดเฉพาะหุ้นหรือกองทุนบางประเภท และมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนเงินออมให้เป็นเงินลงทุน รวมทั้งเพิ่มสภาพคล่องระยะยาวให้ตลาดทุนไทย

    ทิสโก้
    นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)

    ยังมีความเสี่ยง “Stagflation”

    ด้านนายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินว่า ภาพเศรษฐกิจและการลงทุนโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะเผชิญความท้าทายอย่างหนักจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน จนมีโอกาสนำไปสู่ภาวะ “Stagflation” หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง

    แม้เศรษฐกิจโลกยังได้รับแรงหนุนจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผลักดันให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในดัชนี S&P 500 เติบโตแข็งแกร่ง รวมถึงช่วยหนุนการค้าและการลงทุนทั่วโลกให้ขยายตัวอย่างชัดเจน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงกลับกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้ช่วงครึ่งปีหลังเป็นการต่อสู้ระหว่างแรงหนุนจาก AI Boom กับแรงฉุดจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น

    นายคมศร ระบุว่า ความเสี่ยงสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังมีอยู่ 3 ประการ ได้แก่

    1. Oil Shock  (ราคาน้ำมันที่อาจกลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้ง)
    2. แรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่อยู่ในระดับสูง
    3. ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation

    สำหรับความเสี่ยงด้านแรก คือ Oil Shock แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกจากความพยายามเจรจาสงบศึกระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่ยังมีคำถามสำคัญหลายประเด็น ทั้งระยะเวลาในการเคลียร์เส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ การกลับมาของเรือบรรทุกน้ำมัน รวมถึงความพร้อมของบริษัทประกันภัยที่จะรับประกันการเดินเรือในพื้นที่เสี่ยง

    นอกจากนี้ ยังต้องติดตามว่าการเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจะได้ข้อยุติหรือไม่ เพราะหากการเจรจาล้มเหลว ความขัดแย้งอาจกลับมาปะทุอีกครั้ง

    ด้วยเหตุนี้ ทิสโก้จึงมองว่าราคาน้ำมันที่ปรับลงมาใกล้ระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อาจยังไม่สะท้อนความเสี่ยงทั้งหมด และมีโอกาสดีดกลับขึ้นไปใกล้ระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง

    อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลกนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ขยับขึ้นมาอยู่ในระดับ 4% กลางๆ

    ขณะที่ประเทศอื่นรวมถึงไทยก็ปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้มูลค่าหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงกดดันมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนสามารถได้รับผลตอบแทนจากพันธบัตรในระดับที่น่าสนใจโดยมีความเสี่ยงต่ำกว่า

    ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะกัดกร่อนกำลังซื้อของประชาชนทั่วโลก เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัว ขณะที่ดอกเบี้ยมีโอกาสกลับเข้าสู่ทิศทางขาขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอลง จนนำไปสู่ภาวะ Stagflation ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

    ด้านตลาดหุ้น นายคมศรชี้ว่า แม้ตลาดจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังปรับฐานจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยสามารถกลับขึ้นมาได้ภายในเวลาเพียง 16 วัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการฟื้นตัวที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดคือการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน โดยกำไรของ S&P 500 ในไตรมาสแรกขยายตัวถึง 27% จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI

    อย่างไรก็ตาม ทิสโก้มองว่าตลาดยังประเมินความเสี่ยงด้านน้ำมันต่ำเกินไป โดยสต็อกน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังต้องดึงน้ำมันสำรองออกมาใช้ทดแทนอุปทานใหม่ที่ไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ตามปกติ หากสถานการณ์ยืดเยื้ออีก 2-3 เดือน อาจทำให้สต็อกน้ำมันลดลงสู่ระดับวิกฤต และผลักดันให้ราคาน้ำมันกลับมาปรับขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง

    นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากสงครามการค้าที่อาจกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังรัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรการภาษีภายใต้กฎหมายใหม่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติม ขณะที่การลงทุนด้าน AI และการใช้จ่ายด้านกลาโหมทั่วโลกก็เป็นอีกปัจจัยที่อาจผลักดันให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง

    กลยุทธ์การลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง ทิสโก้แนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงของพอร์ตให้มากขึ้น เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงให้น้ำหนักมากกว่าตลาด (Overweight) ในหุ้นที่เชื่อมโยงกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น กลุ่มพลังงานและวัสดุ

    ขณะที่หุ้น Big Tech ควรลดน้ำหนักการลงทุน (Underweight) และหันไปคัดเลือกหุ้นเทคโนโลยีขนาดกลางและขนาดเล็กที่ยังมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งแทน

    ส่วนทองคำ มองว่าราคาที่อ่อนตัวลงก่อนหน้านี้ได้สะท้อนความคาดหวังต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ไปมากแล้ว โดยระดับราว 4,100-4,200 บาทต่อกรัมอาจเป็นจุดต่ำสุดของรอบนี้ ทำให้ Downside จำกัด และมีโอกาสทยอยฟื้นตัวได้ หากเฟดไม่จำเป็นต้องกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/277683&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mD4rA6gsiqCPrqYqnQ3Gw

  • อิศรา เปิดเวทีสัมมนา “รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ” หาทางรอดให้คนไทย

    อิศรา เปิดเวทีสัมมนา “รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ” หาทางรอดให้คนไทย

    สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย โดยผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลางด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บสก.) รุ่นที่ 12 ขอเชิญร่วมฟังสัมมนาสาธารณะหัวข้อ “RE-THINK THAILAND: รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย” ในวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30–12.00 น.

    ภายในงานพบกับเวทีเสวนาจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการ โดยได้รับเกียรติจาก

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

    ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน

    ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและนำเสนอข้อเสนอแนะเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้สามารถรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ณ Hall 1–2 ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางซื่อ

    ผู้สนใจเข้าร่วมฟังสัมมนาหัวข้อ “RE-THINK THAILAND: รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย”

    สามารถลงทะเบียน เข้าร่วมงานสัมมนา ล่วงหน้า ได้ที่
    https://forms.gle/DRAtHFyTmJ463rPP9

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3952620/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xs_65Pa1x2yqLH8aYr7Q_

  • ยอดค้าปลีกจีนหดตัวครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี เศรษฐกิจส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง

    ยอดค้าปลีกจีนหดตัวครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี เศรษฐกิจส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง

    ยอดค้าปลีกจีนเดือนพฤษภาคมติดลบครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายปี 2565 ขณะที่การลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ทรุดหนัก สะท้อนกำลังซื้อในประเทศยังอ่อนแอ แม้ภาคส่งออกและอุตสาหกรรมการผลิตยังช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    วันที่ 17 มิถุนายน 2569 สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด โดยยอดค้าปลีก ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการใช้จ่ายของผู้บริโภค ลดลง 0.6% ในเดือนพฤษภาคม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการหดตัวครั้งแรกตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะทรงตัว ข้อมูลนี้สะท้อนว่าการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศยังคงซบเซา แม้จะมีวันหยุดยาวช่วงวันแรงงานต้นเดือนพฤษภาคมที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและร้านอาหารก็ตาม โดยผู้บริโภคจำนวนมากยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

    ขณะเดียวกัน การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในเขตเมือง ซึ่งรวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน หดตัว 4.1% ในช่วง 5 เดือนแรกของปี เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะลดลงเพียง 2% และแย่ลงจากการหดตัว 1.6% ในช่วง 4 เดือนแรก

    ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีน โดยการลงทุนในภาคดังกล่าวดิ่งลงถึง 16.2% ระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม ขณะที่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขยายตัวเพียง 0.6% ส่วนภาคการผลิตลดลง 0.4%

    ทางด้านภาคอุตสาหกรรมยังมีสัญญาณบวก โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 4.5% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 4.3% และฟื้นตัวจากระดับ 4.1% ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี ขณะที่อัตราว่างงานทั่วประเทศอยู่ที่ 5.1% ลดลงเล็กน้อยจาก 5.2% ในเดือนเมษายน

    นักวิเคราะห์มองว่าเศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญภาวะการเติบโตแบบฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียม โดยภาคการผลิตและการส่งออกยังขยายตัวได้ดี ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศยังอ่อนแอ แม้การส่งออกยังเติบโตในระดับเลขสองหลักในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม จากความต้องการสินค้าเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้น แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบ ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจจีนในระยะต่อไป. 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2939863&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ws-ctjy1W7WjAn_VeKgVu

  • ชิงต่าวปักธง Blue Economy ยกระดับสู่เมืองศูนย์กลางทางทะเลระดับโลก

    ชิงต่าวปักธง Blue Economy ยกระดับสู่เมืองศูนย์กลางทางทะเลระดับโลก

    เมืองชิงต่าว เดินหน้ายุทธศาสตร์ระดับชาติ มุ่งสู่การเป็น เมืองศูนย์กลางทางทะเลระดับโลก”ภายใต้ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ได้ใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และฐานอุตสาหกรรมดั้งเดิมอันแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ในปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน เศรษฐกิจทางทะเล (Blue Economy) ของชิงต่าวได้เปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง จากการขยายตัวเชิงปริมาณ” สู่ การเติบโตเชิงคุณภาพ” ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ และการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมทะเลเชิงลึก (Deep-Blue Industry) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

    เจาะลึกสถานการณ์ตลาด ยุทธศาสตร์ 4+4+2”

    ในช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ชิงต่าวประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาเพียงท่าเรือและการประมง ไปสู่การเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการจัดสรรทรัพยากรระดับโลก โดยเป็นเมืองแรกในจีนที่วางโครงสร้างอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในรูปแบบ “4+4+2” ประกอบด้วย

    • 4 อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มีความได้เปรียบ (Traditional Advantages) ยกระดับการประมงทางทะเล การขนส่งผ่านท่าเรือ การท่องเที่ยวชายฝั่ง และเคมีภัณฑ์ทางทะเล

    • 4 อุตสาหกรรมเกิดใหม่ (Emerging Industries) อุปกรณ์วิศวกรรมทางทะเลระดับไฮเอนด์ ยาและผลิตภัณฑ์ชีวภาพทางทะเล การแยกและใช้ประโยชน์จากน้ำทะเล และพลังงานหมุนเวียนทางทะเล

    • 2 อุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries)วางรากฐานการขุดเจาะทะเลลึก และระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางทะเล

    มูลค่าตลาดและห่วงโซ่อุตสาหกรรมทางทะเล

    เศรษฐกิจทางทะเลของเมืองชิงต่าวมีอัตราการเติบโตและขนาดตลาดที่นำหน้าเมืองชายฝั่งหลักส่วนใหญ่ในจีน โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมทางทะเล (Gross Marine Product) ของชิงต่าว ทะลุ 600,000 ล้านหยวน (ประมาณ 2.88 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 30% ของ GDP เมืองชิงต่าว และมีส่วนร่วมต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองเกือบ 50% คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 มูลค่าจะทะยานทะลุ 800,000 ล้านหยวน (ประมาณ 3.84 ล้านล้านบาท)

    ปัจจุบันโครงสร้างทางเศรษฐกิจทางทะเลถูกขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ทำให้เกิดการเชื่อมโยงพื้นที่อ่าวอย่างเป็นระบบ ได้แก่ (1) Qingdao Oceantec Valley(นวัตกรรมและเทคโนโลยี) มีการวิจัยร่วมกับสถาบันระดับชาติ (2) เขตพัฒนาเศรษฐกิจฝั่งตะวันตก The West Coast New Area (อุตสาหกรรมท่าเรือ) มุ่งเน้นอุตสาหกรรมหนักและการขนส่งผ่านท่าเรือหลัก Qianwan และ Dongjiakou เพื่อผลักดันโครงการปิโตรเคมีและการกลั่นน้ำมันของชาติ และ (3) เขต Laoshan (เทคโนโลยีสารสนเทศทางทะเล) โดยมีเขตพื้นที่รอบนอก อาทิ Jimo, Chengyang และ Jiaozhou ทำหน้าที่เชื่อมโยงและขยายห่วงโซ่เศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั่วทั้งภูมิภาค

    นอกจากนี้ ชิงต่าวยังเป็นแกนนำบูรณาการ กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงระดับชาติ” กับเมืองเยียนไถและเวยไห่ ซึ่งเป็นเมืองรองติดทะเลใกล้เคียง ซึ่งประกอบด้วยองค์กรห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำถึงปลายน้ำกว่า 100 แห่ง โดยมีอัตราการผลิตชิ้นส่วนในท้องถิ่น (Local Content Rate) สำหรับเรือสูงเกินกว่า 40%

    การวิเคราะห์ห่วงโซ่อุตสาหกรรม: จากการพัฒนาทรัพยากรสู่การสร้างมูลค่า (Value Creation)

    ห่วงโซ่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจทางทะเลของชิงต่าว มีความสมบูรณ์เชิงระบบนิเวศสูง โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้:

    ต้นน้ำ: นวัตกรรมเทคโนโลยีและการจัดหาทรัพยากร

    ชิงต่าวเป็นศูนย์รวมทรัพยากรการวิจัยทางทะเลที่หนาแน่นที่สุดในจีน มีห้องปฏิบัติการระดับชาติเฉพาะทางด้านทะเล มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยจำนวนมาก ส่งผลให้มีความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงในตลาดเฉพาะ (Niche Market) เช่น เซ็นเซอร์ทางทะเลและหุ่นยนต์ใต้น้ำ ซึ่งช่วยทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ

    กลางน้ำ: การผลิตอัจฉริยะและพลังงานสะอาด

    มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านภาคการผลิตไปสู่ความอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ฐานอุตสาหกรรมการต่อเรือ Haixiwan กำลังก้าวสู่ระดับสากล โดยบริษัท CSSC ได้พัฒนาเรือที่ใช้เชื้อเพลิงสีเขียวเกินกว่าร้อยละ 90 และส่งมอบเครื่องยนต์เรือเชื้อเพลิงแอมโมเนียเครื่องแรกของจีน นอกจากนี้ในด้านพลังงานหมุนเวียน มีการใช้งานกังหันลมลอยน้ำและการพัฒนาโครงการโซลาร์เซลล์ทางทะเลอย่างเป็นรูปธรรม

    ปลายน้ำ: การประยุกต์ใช้เชิงพาณิชย์ขั้นสูง

    • โลจิสติกส์ท่าเรือ: ท่าเรือชิงต่าวเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอัตโนมัติ (Fully Automated Port) ไร้คนควบคุมเต็มรูปแบบ สร้างสถิติประสิทธิภาพระดับโลก

    • การประมงน้ำลึก: ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานเชิงอุตสาหกรรมผ่านเรือเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอัจฉริยะขนาด 100,000 ตัน เป็นระบบเครือข่ายเชื่อมโยง 3 ลำ (Guoxin No.1, Guoxin No.1 2-1 และ Guoxin No.1 2-2) ซึ่งเพิ่มผลิตผลได้อย่างมีนัยสำคัญ

    • การท่องเที่ยว: การยกระดับการท่องเที่ยวทางทะเล วัฒนธรรม และสุขภาพ ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงและชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น

    ความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว

    แนวโน้มการเติบโตอย่างมั่นคงและความพร้อมของระบบนิเวศเศรษฐกิจทางทะเลของเมืองชิงต่าว ถือเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับภาคธุรกิจไทยในการสร้างความร่วมมือและการลงทุนระยะยาวใน 3 สาขาหลัก 

    1. อุตสาหกรรมประมงและแปรรูปอาหารทะเลขั้นสูง ผสานรวมจุดแข็งด้านวัตถุดิบและทรัพยากรประมงที่หลากหลายของไทย เข้ากับเทคโนโลยีการแปรรูปที่ทันสมัยและระบบโลจิสติกส์ห้องเย็นของชิงต่าว เพื่อยกระดับมูลค่าสินค้าและขยายส่วนแบ่งในตลาดจีน

    2. โลจิสติกส์เชื่อมโยงจีนเหนือ ใช้ประโยชน์จากท่าเรืออัตโนมัติชิงต่าวในฐานะศูนย์กลางกระจายสินค้า (Logistics Hub) ประจำภูมิภาคทะเลป๋อไห่ เพื่อเป็นเส้นทางหลักในการส่งสินค้าเกษตรและอาหารทะเลของไทยเข้าสู่ตลาดจีนตอนเหนือ

    3. ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวทางทะเลเชิงบูรณาการ พัฒนาเส้นทางและความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวชายฝั่งเชิงวัฒนธรรมและสุขภาพ  เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงจากจีน รวมถึงการใช้สิทธิประโยชน์จากนโยบายสนับสนุนและแพลตฟอร์มการค้าเสรีของชิงต่าวในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่ยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/w2rczfn230x90x9evyh7m6li&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y3X6q-s1PDYpjv2lO2qWl