Blog

  • Isuzu คาด ประชาชนชะลอการซื้อรถ หลังเศรษฐกิจยังขาดปัจจัยบวกมาหนุน

    Isuzu คาด ประชาชนชะลอการซื้อรถ หลังเศรษฐกิจยังขาดปัจจัยบวกมาหนุน

    Isuzu ประเมินสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง และสภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังรอปัจจัยบวกมาหนุน อาจทำให้ประชาชนชะลอการตัดสินใจซื้อรถออกไปก่อน

    มร. ฮิโรยาสุ ซาโต้ กรรมการผู้จัดการ  บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด หรือ Isuzu กล่าวว่า สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ตอนนี้ภาพรวมยังประเมินได้ยาก ยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อก็จะยิ่งส่งผลเสีย และไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร เราก็อยากจะให้คลี่คลายโดยเร็ว 

    อย่างไรก็ตามสถานการณ์นี้ส่งผลให้ลูกค้าบางส่วนในต่างจังหวัดเริ่มชะลอการตัดสินใจซื้อรถออกไปก่อน เนื่องจากมีความกังวลเรื่องสถานการณ์น้ำมันขาดแคลน แต่หากมองในแง่ดี ในภาวะที่น้ำมันมีความไม่แน่นอนเช่นนี้ จุดแข็งของอีซูซุ คือ รถที่ประหยัดน้ำมัน ซึ่งเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดให้กับลูกค้า

    ทั้งนี้เรื่องของสงครามนั้น ไม่ได้ส่งผลต่อการผลิตในไทย แต่มีผลกระทบด้านการขาย ลูกค้าอาจชะลอการตัดสินใจซื้อตามที่ได้อธิบายไว้ ส่วนเรื่องความต้องการรถ EV จะมากขึ้นหรือไม่นั้น ณ ตอนนี้ อาจจะไม่ใช่คำตอบที่จะสรุปได้โดยง่าย เพราะสถานการณ์
การขาดแคลนน้ำมันกระทบทั้งน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน

    ขณะเดียวกันราคาไฟฟ้าก็สูงขึ้นด้วย ต้องพิจารณาหลาย ๆ ปัจจัยประกอบ อีกทั้งประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ก็ได้มีการรณรงค์ให้ประหยัดพลังงาน ปัญหาพลังงานนี้จึงเป็นเรื่องที่กระทบกับวงการพลังงานทั้งหมดทั่วโลก 

    มร. ฮิโรยาสุ กล่าวว่า ส่วนของไลน์การผลิตรถอีซูซุในไทยนั้น หรือไม่ สงครามที่เกิดขึ้นยังไม่ส่งผลกระทบกับอีซูซุ แต่ในส่วนของการส่งออกนั้น อาจจะได้รับผลกระทบอยู่บ้าง ขอย้ำว่า ยังไม่สามารถประเมินตัวเลขผลกระทบที่ชัดเจนได้ เพราะไม่ทราบว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อแค่ไหน รวมถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ล้วนมีผลต่อการประเมินตัวเลขของอีซูซุในอนาคต อย่างไรก็ตาม ได้เตรียมความพร้อมเสมอที่จะส่งออกไปยังกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง เพราะตลาดตะวันออกกลางเป็นตลาดสำคัญ

    สำหรับสถานการณ์ตลาดรถยนต์โดยรวม และตลาดรถปิกอัพในปี 2569 เบื้องต้น คาดการณ์ตลาดรถยนต์รวมในไทย ประมาณ 640,000 คัน ตลาดรถปิกอัพรวมทุกยี่ห้อประมาณ 151,000 คัน ยอดจำหน่ายของอีซูซุ รวมทุกประเภท 77,500 คัน (เป็นรถปิกอัพประมาณ 54,000 คัน) ซึ่งตัวเลขดังกล่าวทั้งหมด เป็นการคาดการณ์ก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง ดังนั้น อาจต้องมีการปรับตัวเลขใหม่อีกครั้งตามสถานการณ์จริงอีกครั้ง

    อย่างไรก็ตาม หากหันมาพิจารณาถึงปัจจัยภาวะสงคราม รัฐบาลควรช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมเพื่อทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยดีขึ้น ใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 

    เรื่องไฟแนนซ์: การพิจารณาสินเชื่อที่ผ่านมามีความเข้มงวดมาก คาดหวังว่าถ้า บริษัทไฟแนนซ์จะเริ่มผ่อนคลายมาตรการลง จะทำให้สถานการณ์ตลาดปิกอัพดีขึ้นได้

    การส่งออกและภาคการเกษตร: ปีที่แล้วมีปัญหาการตอบโต้ภาษีของทรัมป์ หลังจากที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว อุตสาหกรรมนี้ก็น่าจะดีขึ้น อีซูซุต้องดูปัจจัยนี้ประกอบด้วย

    นโยบายรัฐบาล: ความคาดหวังต่อนโยบายของรัฐบาล หลังจากการเลือกตั้งได้จบลง ก็อยากให้รัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพทางการเมืองที่มั่นคง ดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ดีขึ้น ให้ความสำคัญกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าที่เป็นอยู่

    อย่างไรก็ตาม เราได้คาดการณ์ว่าครึ่งหลังของเศรษฐกิจปีนี้น่าจะดีขึ้น แต่เกิดปัญหาสงครามตะวันออกกลางขึ้นก่อน ซึ่งไม่รู้จะส่งผลอย่างไรตามมา เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

    “กลยุทธ์ของเราคือการเน้นสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ ให้ลูกค้าไว้วางใจเลือกใช้รถที่ประหยัดน้ำมัน เน้นมาตรฐานการดูแลรักษารถ และให้การบริการหลังการขายที่ดี และตอกย้ำว่าอีซูซุเป็นแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยและสังคมไทยทุกสถานการณ์ต่อไป ตามแนวคิด  Isuzu Trusted Buddy รวมถึงหากมีการผ่อนคลายด้านความเข้มงวดของมาตรการไฟแนนซ์ เราก็คาดหวังว่าตลาดรถปิกอัพก็น่าจะดีขึ้นตาม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/auto/news/2922840&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gZoc6qKlSW2en-dygAJap

  • นายกฯ พร้อมทีมเศรษฐกิจ เปิดใจ แผนรับมือวิกฤตพลังงาน | TOPNEWS

    นายกฯ พร้อมทีมเศรษฐกิจ เปิดใจ แผนรับมือวิกฤตพลังงาน | TOPNEWS

    นายกฯ พร้อมทีมเศรษฐกิจ เปิดใจ แผนรับมือวิกฤตพลังงาน

    • เผยแพร่ : 27/03/2026 21:17

    รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมติดตามเวที “Meet the Press” 1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมทีมเศรษฐกิจ จะมาร่วมพูดคุยถึงสถานการณ์และแนวทางการรับมือของภาครัฐ ในวันพรุ่งนี้ (28 มี.ค.) เวลา 10.00 – 12.00 น.

    ขณะเดียวกัน ภาครัฐได้ออกมาตรการช่วยเหลือ ชดเชยค่าน้ำมันให้กับภาคขนส่ง ไม่ให้กระทบราคาสินค้า เป็นเวลา 1 เดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1530045&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20WiZzwNZo6SeiAkxRtuFD

  • สภาพัฒน์ จ่อชง รัฐบาลใหม่ เร่งคลอด คนละครึ่ง เฟสใหม่ หลังแถลงนโยบาย

    สภาพัฒน์ จ่อชง รัฐบาลใหม่ เร่งคลอด คนละครึ่ง เฟสใหม่ หลังแถลงนโยบาย

    สภาพัฒน์ จ่อชง รัฐบาลใหม่ เร่งคลอด คนละครึ่ง เฟสใหม่ หลังแถลงนโยบาย

    วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.27 น.

    “สภาพัฒน์” จ่อชงรัฐบาลใหม่ เร่งคลอด “คนละครึ่ง เฟสใหม่” หลังแถลงนโยบาย ก่อนวางงบฯ 70 ทำเฟสต่อไป เพื่อช่วยประชาชนท่ามกลางวิกฤตสงคราม

    วันที่ 27 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เตรียมจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตพลังงาน โดยนอกเหนือจาก 7 มาตรการ ที่ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวานนี้ (26 มี.ค.) ที่เป็นการพุ่งเป้าช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม อาทิ กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่งและผู้ให้บริการรถสาธารณะ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งไม่ให้กระทบกับราคาสินค้ามากและไม่ทำให้เงินเฟ้อขึ้นเยอะนั้น

    ส่วนการช่วยเหลือกลุ่มคนชั้นกลาง ที่กำลังมีการเรียกร้องอยู่ในขณะนี้ ได้มีการเตรียมไว้หมดแล้ว ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่ มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา สิ่งที่ควรจะเริ่มดำเนินการทันที อาทิ โครงการคนละครึ่ง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งต้องเร่งออกมาอย่างน้อย 1 เฟส หลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่มีอำนาจเต็ม แต่ถึงอย่างไรก็ต้องดูในเรื่องของงบประมาณประกอบด้วย จากนั้นจะต้องเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และจึงค่อยดำเนินการโครงการคนละครึ่ง เฟสถัดไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/955177&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09kZiJCko0AQEx18EslXol

  • “กปภ.” ส่งมอบปฏิทินเก่า ผลิตสื่อการเรียนรู้เพื่อผู้พิการทางการเห็น ณ ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี | TOPNEWS

    “กปภ.” ส่งมอบปฏิทินเก่า ผลิตสื่อการเรียนรู้เพื่อผู้พิการทางการเห็น ณ ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี | TOPNEWS

    การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม ส่งมอบปฏิทินตั้งโต๊ะเก่าจากโครงการ “ปฏิทินเก่าให้เรานะ” ให้แก่มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำไปผลิตหนังสืออักษรเบรลล์ พร้อมชวนบริจาคขวด PET และบริจาคสมทบทุน เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของผู้พิการทางการเห็นอย่างยั่งยืน ณ ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

    นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการ กปภ. เปิดเผยว่า กปภ. ได้ดำเนินโครงการ “ปฏิทินเก่าให้เรานะ” ซึ่งเป็นกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เป็นประจำทุกปี โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงาน
    ของ กปภ. ทั่วประเทศ ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงลูกค้าประชาชน ร่วมบริจาคปฏิทินตั้งโต๊ะเก่าที่ไม่ใช้แล้วแต่ยังคงอยู่ในสภาพดี เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่อย่างคุ้มค่า โดยส่งมอบให้แก่มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ณ ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

    นำไปจัดทำหนังสืออักษรเบรลล์ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้ เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของผู้พิการทางการเห็นอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยการลดปริมาณขยะ ลดค่าใช้จ่าย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการกำจัดขยะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1529885&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1F3QnOvSMQzq9PhpFAiPbb

  • ขึ้นดีเซล 6 บาท แก้น้ำมันขาดไม่ได้แก้น้ำมันราคาแพง มีกลไกฟันกำไรโยนภาระประชาชน

    ขึ้นดีเซล 6 บาท แก้น้ำมันขาดไม่ได้แก้น้ำมันราคาแพง มีกลไกฟันกำไรโยนภาระประชาชน

    นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะสถานการณ์น้ำมันในประเทศ

    ! 1.ทำไมน้ำมันหน้าปั้มขาดแคลน
        
    สถานการณ์น้ำมันเริ่มขาดแคลนตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค. 2569 เป็นต้นมา และค่อยๆ รุนแรงเพิ่มขึ้นตามลำดับ เหตุผลเพราะ
           1.มีการกักตุนน้ำมันเก่า : น้ำมันเก่าที่ซื้อมาก่อนวันที่ 28 ก.พ. 2569 เพื่อเอาไว้ขายในราคาใหม่ที่สูงขึ้น ซึ่งหากดูสต๊อกน้ำมันต่อวัน ประเทศไทยมีสต๊อกเพียงพอ “ไม่ขาดแคลน”

    ในกรณีปกติ (ก่อนวันที่ 28 ก.พ.2569) จะมีสต๊อกน้ำมันเหลือวันละ 36 ล้านลิตร (กรณีความต้องการใช้ดีเซลวันละ 65 ล้านลิตร) หรือเมื่อความต้องการดีเซลเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 85 ล้านลิตร สต๊อกน้ำมันในประเทศก็ยังเหลือวันละ 16 ล้านลิตร การไม่มีน้ำมันขายหน้าปั้ม แสดงว่า มีการเก็บน้ำมันเอาไว้ ไม่ปล่อยออกสู่ตลาด

            2.ราคา 2 ตลาด : คำว่า 2 ตลาดคือ ราคาน้ำมันขายส่ง และขายปลีก (หน้าปั้ม) ซึ่งความแตกต่างระหว่างราคาขายส่งกับราคาขายปลีก (หน้าปั้ม) มีความแตกต่างเพิ่มขึ้น ตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค. 2569 เพิ่มจาก 2.2 บาทต่อลิตร เป็น 20.7 บาทต่อลิตร (วันที่ 25 มี.ค. 2569)  แต่เมื่อรัฐบาลประกาศยกเลิกการตรึงราคาน้ำมัน ทำให้ความแตกต่างระหว่างราคาขายส่งกับปลีกเหลือแตกต่างกัน เพียง  11.4 บาท/ลิตร
        การที่ราคา 2 ตลาดมีความแตกต่างกันมาก ผู้ประกอบขายส่งและที่เกี่ยวข้องหันไปซื้อน้ำมันดีเซลหน้าปั้มแทน ทำให้น้ำมันหน้าปั้มขาดแคลน แต่หลังจากที่ความแตกต่างของ 2 ตลาดลดลงอยู่ในช่วง 10-13 บาทต่อลิตร 

    “หลังจากนี้น้ำมันที่ขาดแคลนหน้าปั้มจะคลี่คลาย เพราะผู้ประกอกการไม่มีแรงจูงใจด้านราคา หรือ กำไรลดลงอีกต่อไป”

    !! 2.  ไอ้โม่ง “ฟันกำไร 3 ต่อ หรือ (3 P)”

            1. กำไรขายน้ำมันเก่า (P1)  : น้ำมันเก่าที่ซื้อมาก่อนวันที่ 28 ก.พ. 2569 ซึ่งเป็นราคาถูก แล้วมาขายราคาใหม่ที่สูงขึ้น ได้กำไรมหาศาล

            2.กำไรการกักตันน้ำมัน (P2) : เมื่อคาดการณ์ว่าราคาจะสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ก็จะเก็บน้ำมันเอาไว้ระยะหนึ่ง เมื่อราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ก็จะปล่อยน้ำมันเหล่านี้ ออกมาฟันกำไร 

            3. กำไรจากเงินกองทุนน้ำมัน (P3) : การไปซื้อน้ำมันหน้าปั้ม (ก่อนการยกเลิกการตรีงราคา) จะทำให้ได้ซื้อน้ำมันในราคาที่ถูกกว่าราคาขายส่ง เพราะน้ำมันที่ประชาชนเติมหน้าปั้ม เป็นราคาที่กองทุนน้ำมันอุดหนุน ส่วนต่างตรงนี้ ก็ทำกำไร 

    เมื่อรวมกำไรทั้งหมดแล้ว “ไอ้โม่งได้กำไรรวม เท่ากับ P1 + P2 + P3” 

    !!! 3.  คนไทยได้ใช้น้ำมันดีเซลราคาแพงต่อไป 50 บาทต่อลิตร ไม่ใกล้ ไม่ไกล

    การยกเลิกการตรึงน้ำมันจาก 29.94 และ 33 บาท/ลิตร เมื่อยกเลิกไปแล้ว ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ โอกาสเห็นราคาน้ำมันดีเซลสูงสุดในประวัติศาสตร์ไทย ที่ 50 บาทต่อลิตร ไม่ไกล้ ไม่ไกล (ราคาน้ำมันดีเซล เคยสูงสุดในปี 2551 ที่ 44 บาทต่อลิตร) 
    การแก้ปัญหาที่ปล่อยให้ราคาน้ำมันขึ้นไป 6 บาทต่อลิตร แบบกระชาก ไม่เป็นขั้นบันได จะกระทบเศรษฐกิจชาวบ้านอย่างแรงและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาคการขนส่ง เกษตร อุตสาหกรรมและบริการ การทำแบบก็เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันขาดแคลนตามเหตุผลข้างต้น แต่ยังไม่ได้แก้ปัญหาด้านราคา คนไทยทุกภาคส่วน “รับกรรมกับราคาน้ำมันแพงต่อไป”  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271893&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SbkACY025SrIokvZuHkKr

  • ศาลรธน.งดดูงานตปท.  สนองรบ.ประหยัดงบฯ

    ศาลรธน.งดดูงานตปท. สนองรบ.ประหยัดงบฯ

    ศาลรธน.งดดูงานตปท. สนองรบ.ประหยัดงบฯ

    วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    ศาลรัฐธรรมนูญ ยุติเดินทางไปศึกษาดูงาน “อียิปต์-จอร์เจีย-อาเซอร์ไบจาน” ตามมติ ครม.เรื่องวิกฤตพลังงาน แม้ได้รับงบประมาณดำเนินการหลักสูตรศึกษาอบรมเพิ่มศักยภาพบุคลากรภายใน-ภายนอก

    เมื่อวันที่ 26 มีนาคม สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ออกเอกสารข่าวชี้แจงรายละเอียดการศึกษาดูงานต่างประเทศ ระบุว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงาน/โครงการที่กำหนด โดยจัดหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายใน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพในการบริหารและขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายนอก เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย หลักสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักการเสริมสร้างกระบวนทัศน์สำหรับผู้นำในสังคมประชาธิปไตย ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามหลักสูตรดังกล่าว จึงกำหนดให้ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมได้ศึกษาดูงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

    ต่อมามีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม2569 ให้ทุกส่วนราชการงดเว้นการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศของทุกหลักสูตรนับตั้งแต่วันที่ครม.มีมติ เพื่อเป็นการลดภาระงบประมาณภาครัฐ ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่ราคาพลังงานและเชื้อเพลิงมีแนวโน้มสูงมากขึ้น และสามารถนำงบประมาณที่เหลือไปใช้ในแผนงาน/โครงการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไปได้  อีกทั้งกระทรวงการคลัง ได้มีหนังสือด่วนที่สุด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 แจ้งการอนุมัติให้หน่วยงานราชการสามารถเบิกค่าใช้จ่าย กรณีเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศได้

    สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณามติ ครม.ดังกล่าวแล้ว จึงยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานตามหลักสูตรข้างต้น ณ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ระหว่างวันที่ 24 เมษายน-2 พฤษภาคม 2569 และประเทศจอร์เจียและสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 14-24 พฤษภาคม 2569

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/955086&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02YF0tsA229_3ewLdwfTsL

  • การประชุมคณะกรรมการบริหารกิจการนักเรียนนักศึกษา ครั้งที่ 69 และการประชุมคณะกรรมการทุนการศึกษา ครั้งที่ 9 (8/ปีการศึกษา 2568) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    การประชุมคณะกรรมการบริหารกิจการนักเรียนนักศึกษา ครั้งที่ 69 และการประชุมคณะกรรมการทุนการศึกษา ครั้งที่ 9 (8/ปีการศึกษา 2568) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/122024/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Qb2OKFYfNQ7SU1Wve4lml

  • ‘คลัง’ รับศึกษารีดภาษีลาภลอยโรงกลั่น ยกโมเดลตปท./โยนฝ่ายนโยบายตัดสินใจ

    ‘คลัง’ รับศึกษารีดภาษีลาภลอยโรงกลั่น ยกโมเดลตปท./โยนฝ่ายนโยบายตัดสินใจ

    ‘คลัง’ รับลุยศึกษาเก็บภาษีลาภลอยธุรกิจโรงกลั่น ดึงโมเดลต่างประเทศเป็นต้นแบบ รับยังมีข้อโต้แย้งวิธีการจัดเก็บอยู่ ยันหากดำเนินการต้องอยู่บนความถูกต้อง เหมาะสม เป็นธรรม และเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ก่อนโยนฝ่ายนโยบายเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้าย

    27 มี.ค. 2569 – นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ยืนยันว่ากระทรวงการคลังจะมีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลโดยเร็วที่สุด ซึ่งขั้นตอนการดำเนินงานจะต้องเป็นไปตามกฎหมายกำหนด ซึ่งแนวทางดำเนินการมีการหารือเรียบร้อยแล้ว ยังเหลือในส่วนของรายละเอียดต่าง ๆ ที่กำลังเร่งหารือกันอยู่

    สำหรับประเด็นเรื่องภาษีลาภลอย (Windfall Tax) สำหรับธุรกิจโรงกลั่นนั้น ยอมรับว่ากระทรวงการคลังได้มีการศึกษาเรื่องนี้ไว้อยู่แล้ว โดยยอมรับว่าขั้นตอนการปฏิบัติ วิธีคิดและแนวทางการดำเนินการยังมีความแตกต่างกับหลายประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าวหรือไม่ เป็นหน้าที่ของฝ่ายนโยบาย

    ทั้งนี้ จากการศึกษาการเก็บภาษีลาภลอยจากธุรกิจในต่างประเทศ แบ่งเป็น 2 กลุ่มสำคัญ คือ กลุ่มขุดเจาะ และกลุ่มกลั่น ซึ่งในส่วนของไทยเป็นประเทศที่มีการนำเข้าน้ำมัน 92% ขณะที่มีการขุดเจาะเองเพียง 8% เท่านั้น และวิธีการคิดภาษีมี 2 แบบ คือ 1. การคิดภาษีจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น คูณภาษี และตัวคูณอีก 1 ตัว และ 2. การคิดภาษีจากฐานกำไรในปัจจุบัน เทียบกับฐานกำไรปกติ แล้วคูณอัตราภาษีที่ต้องการเก็บ โดยต้องยอมรับว่าทั้ง 2 วิธีคิด ยังมีข้อโต้แย้งค่อนข้างมากในต่างประเทศ

    “การเก็บภาษีลาภลอยจากธุรกิจโรงกลั่นของไทยไม่ได้แปลว่าทำไม่ได้ แต่หากจะต้องทำก็ต้องมาดูว่าจะดำเนินการอย่างไรที่จะถูกต้อง เหมาะสม เป็นธรรม และได้ประโยชน์ตามที่หลักกฎหมายต้องการ ซึ่งเรื่องนี้ สศค. ได้ดำเนินการศึกษาไว้หมดแล้ว ส่วนการตัดสินใจว่าจะดำเนินการหรือไม่เป็นเรื่องของฝ่ายนโยบาย ซึ่งหากสุดท้ายสรุปว่าจะมีการบังคับใช้จริง ภาษีก็ต้องเป็นระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่โดยปกติ พ.ร.บ. จะเป็นการบังคับใช้ไปข้างหน้า ก็ต้องมานั่งคิดอีกว่า หากบังคับใช้แล้วในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ วันที่กฎหมายมีผลจะช่วยอย่างที่เราต้องการในวันนี้หรือไม่” นายวินิจ กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/970740/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XL8GDsF6wkbWFSycA_DHv

  • รัฐบาลขนทีมเศรษฐกิจขึ้นเวที “1 เดือน วิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม”

    รัฐบาลขนทีมเศรษฐกิจขึ้นเวที “1 เดือน วิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม”

    รัฐบาลชวนประชาชนติดตามเวที “1 เดือน วิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” นายกฯ ขนทีมเศรษฐกิจแจงมาตรการที่ทำแล้ว-แผนระยะต่อไป เพื่อให้เข้าใจข้อจำกัด ใต้แนวคิด “เปลี่ยนเพื่ออยู่รอด”

    วันที่ 27 มีนาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมติดตามเวที “Meet the Press” ภายใต้หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมทีมเศรษฐกิจ ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 

    ที่จะมาร่วมพูดคุยถึงสถานการณ์และแนวทางการรับมือของภาครัฐ หลังผ่าน 1 เดือนของวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพทั่วโลก พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และตอบทุกคำถามตามข้อเท็จจริง ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00-12.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พร้อมถ่ายทอดสด ผ่านเพจ “ไทยคู่ฟ้า” และ NBT

    ในเวทีนี้ นายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจจะพูดคุยกับสื่อมวลชน เพื่อร่วมกันสะท้อนภาพสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา รัฐบาลยอมรับว่า วิกฤติโลกในครั้งนี้มีความรุนแรงและส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งด้านพลังงาน ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพของประชาชน โดยรัฐบาลจะชี้แจงมาตรการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว และแผนการดูแลในระยะต่อไป เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นภาพรวมอย่างรอบด้าน และเข้าใจข้อจำกัดของสถานการณ์มากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนเพื่ออยู่รอด” รัฐบาลยืนยันว่าการดูแลความเดือดร้อนยังคงเป็นภารกิจสำคัญ โดยได้เร่งดำเนินมาตรการเพื่อประคับประคองสถานการณ์ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม ด้วยวิกฤติครั้งนี้มีความท้าทายสูงและไม่อาจแก้ไขได้โดยรัฐเพียงลำพัง แต่ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และสื่อมวลชน ประเทศไทยจะสามารถประคับประคองสถานการณ์ และก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกันได้ นอกจากการพบปะ ยังจะเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนซักถามในประเด็นสำคัญที่สังคมให้ความสนใจ ทั้งเรื่องราคาสินค้า พลังงาน และทิศทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยนายกรัฐมนตรีและทีมงานพร้อมรับฟังทุกข้อสะท้อน และนำไปปรับปรุงการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงขอเชิญประชาชนร่วมติดตามการถ่ายทอดสดผ่านเพจไทยคู่ฟ้า และสื่อของกรมประชาสัมพันธ์.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2922995&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37q77nd1YCyHDqy_0ktY4b

  • สภาพัฒน์เผยจ่อนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปส่งขายลาว แทนน้ำมันที่กลั่นในไทย!

    สภาพัฒน์เผยจ่อนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปส่งขายลาว แทนน้ำมันที่กลั่นในไทย!

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าการติดตามสถานการณ์น้ำมันในประเทศ ว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 และผู้ประกอบการตามมาตรา 10 (Jobber) วันที่ 26 มีนาคม 2569 โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI พลังงานจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบใน 7 จังหวัด รวม 22 จุด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา อุดรธานี ลำปาง พิษณุโลก ชุมพร และสงขลา

    ศบก.
    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    พบว่า ผู้ประกอบการ Jobber แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ กลุ่มที่ไม่มีคลังน้ำมัน ทำหน้าที่ซื้อมาขายไป โดยให้ผู้ซื้อรับน้ำมันจากคลังโดยตรง ซึ่งไม่พบความผิดปกติ กลุ่มที่มีคลังน้ำมัน พบว่า มีน้ำมันคงเหลือในคลัง เฉลี่ยประมาณ 10,000 ลิตรต่อแห่ง อยู่ระหว่างการจำหน่าย และข้อมูลการซื้อขายมีความถูกต้องตรงกัน ไม่มีความผิดปกติ

    สำหรับคลังน้ำมันขนาดใหญ่ มาตรา 7 ในจังหวัดสงขลา 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ปตท. ค้าปลีก (PTTOR) และบริษัทเชลล์ พบว่า มีน้ำมันคงเหลือไม่ถึงร้อยละ 50 ของความจุ หรือประมาณ 10 ล้านลิตร จากความจุ 25–28 ล้านลิตร โดยระบบตรวจสอบเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลการซื้อขายและการจัดส่งถูกต้อง ไม่พบความผิดปกติ ทั้งนี้ ปริมาณการจ่ายน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันของประชาชนและภาคอุตสาหกรรม ทำให้คลังมีการเปิดให้บริการรับน้ำมันตลอด 7 วัน ไม่พบความผิดปกติ และมีการติดประกาศราคาชัดเจนทุกแห่ง

    ส่วนสถานการณ์ปั๊มน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา มีปั๊มที่น้ำมันหมดจำนวนมาก ซึ่งข้อมูลจากหอการค้าที่ได้สำรวจสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศประมาณ 500 แห่ง พบว่าสถานีที่มีน้ำมันหมดลดลง จากกว่า 450 แห่ง เหลือประมาณ 390 แห่ง ซึ่งจะทำการสำรวจทุกวันช่วงกลางคืน และคาดว่าสถานีบริการที่น้ำมันหมด จะสามารถจำหน่ายน้ำมันได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเช้าวันนี้

    ขณะที่ ปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้าประเทศ ในช่วงวันที่ 1–18 มีนาคม 2569 มีการนำน้ำมันดิบเข้าประมาณ 3,300–3,400 ล้านลิตร และในช่วงวันที่ 20–25 มีนาคม มีการนำเข้าเพิ่มอีกประมาณ 878 ล้านลิตร รวมปริมาณสะสมอยู่ที่ประมาณ 4,231 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการกลั่นเพื่อใช้ในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีแผนนำเข้าน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงปลายเดือนมีนาคมจะมีนำเข้าเพิ่มอีกกว่า 4 ล้านกว่าบาร์เรล เดือนเมษายนประมาณ 24 ล้านบาร์เรล และเดือนพฤษภาคม ที่ผู้ค้าอย่างปตท.ได้มีการทำสัญญาแล้ว อีกประมาณ 8 ล้านกว่าบาร์เรล เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศ

    นายดนุชา กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาในช่วงวันที่ 1–25 มีนาคม ประเทศไทยมีการส่งออกน้ำมันไปยัง 2 ประเทศเท่านั้น ได้แก่ สปป.ลาว เฉลี่ยประมาณ 4.6 ล้านลิตรต่อวัน และเมียนมา ประมาณ 227,000 ลิตรต่อวัน

    อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้น้ำมันที่ผลิตและกลั่นได้ในประเทศ อยากให้เก็บไว้ใช้ให้ประชาชนในประเทศ จึงได้มอบหมายให้สภาพัฒน์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาปรับรูปแบบ โดยอาจนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศเพื่อส่งออกไปยัง สปป.ลาว แทนการจัดส่งน้ำมันที่กลั่นในประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองสำหรับใช้ภายในประเทศมากขึ่น ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานได้อีกประมาณ 5 ล้านลิตรต่อวัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271886&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_Wx9XYYna45ksx4e6nEhg