Blog

  • “อ.มาโนชญ์” อ่านเกม “ทรัมป์” แค่ยื้อเวลาดึงพันธมิตรช่วยรบ เตือนหายนะใหญ่ อิหร่านขู่ปิด “ช่องแคบบับเอลมันเดบ” เสี่ยงเศรษฐกิจโลกพังทั้งระบบ | TOPNEWS

    “อ.มาโนชญ์” อ่านเกม “ทรัมป์” แค่ยื้อเวลาดึงพันธมิตรช่วยรบ เตือนหายนะใหญ่ อิหร่านขู่ปิด “ช่องแคบบับเอลมันเดบ” เสี่ยงเศรษฐกิจโลกพังทั้งระบบ | TOPNEWS

    สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลื่อนเส้นตายการโจมตีออกไปอีก 10 วัน จนถึงวันที่ 6 เมษายน โดยให้เหตุผลว่าต้องรอดูท่าทีของอิหร่านต่อข้อเสนอของสหรัฐนั้น

    ล่าสุดทางด้าน ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง คณะสังคมศาสตร์ มศว. ได้วิเคราะห์ถึงประเด็นดังกล่าว ผ่านทางรายการจับตาประเทศไทย ช่องท็อปนิวส์ ระบุว่า ท่าทีของทรัมป์ในครั้งนี้เป็นการใช้แรงกดดันเชิงจิตวิทยามากกว่าความตั้งใจจะเปิดฉากสงครามทันที “ผมคิดว่าทรัมป์ครับ ก็จะเน้นขู่ แล้วก็รอดูผลว่าสิ่งที่ตัวเองขู่มันจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ว่ามันก็เป็นสัญญาณที่อันตราย มีความเคลื่อนไหวที่น่ากังวล คือการขยับกำลังทหารของสหรัฐ… แล้วก็มีสัญญาณใน UAE ที่อาจจะเตรียมเข้าสู่สงครามกับอิหร่าน”

    ซึ่งก่อนหน้านี้มีสัญญาณที่น่ากังวลจากการเคลื่อนกำลังทหารของสหรัฐในตะวันออกกลาง รวมถึงความเป็นไปได้ที่บางประเทศในอ่าวอาหรับ เช่น UAE อาจถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้ง ทำให้การเลื่อนเส้นตายหลายครั้ง สะท้อนว่าสหรัฐกำลัง “ซื้อเวลา” เพื่อพยายามดึงพันธมิตรอาหรับเข้าร่วม ก็เห็นถึงสัญญาณไม่ดีหลายครั้ง แล้วทรัมป์ก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีก ไปเรื่อย ๆ

    “มันคือการเลื่อนเวลา เพื่อรอและโน้มน้าวอาหรับให้เข้ามา ซึ่งเกือบสำเร็จแล้ว แต่ถูกปากีสถานกับตุรกีขวางไว้”

    ทั้งนี้ ผศ.ดร.มาโนชญ์ ยังมองว่า ในด้านการเจรจา สหรัฐได้เสนอเงื่อนไข 15 ข้อ โดยมีสาระสำคัญ เช่น การยกเลิกคว่ำบาตร แลกกับการจำกัดโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน แต่อิหร่านปฏิเสธ เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในข้อตกลงลักษณะนี้

    “อิหร่านไม่เอาด้วย เพราะมีบทเรียนจากลิเบียหรืออิรัก ที่ยอมจำกัดกำลังตัวเองแล้วสุดท้ายก็ถูกโค่นล้ม การยื่นข้อเสนอของทั้งสองฝ่ายเป็นเพียง เกมการเมืองเพื่อสร้างความได้เปรียบ เขารู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่รับ แต่มันเป็นสิ่งที่ใช้พูดคุยกันก่อนสงคราม ขณะเดียวกัน วาทกรรมตอบโต้ระหว่างสองฝ่ายยังดำเนินต่อเนื่อง โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่ง มันเป็นการแสดงว่าใครเป็นฝ่ายได้เปรียบ แล้วก็มีการเยาะเย้ยกัน”

    สำหรับท่าทีของสหรัฐ ผศ.ดร.มาโนชญ์ ชี้ว่าแม้จะมีการข่มขู่ทางทหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าวอชิงตันต้องการทำสงครามจริง เพราะถูกอิสราเอลกดดันอย่างหนัก ในขณะที่อิหร่านเองก็เริ่มส่งสัญญาณตอบโต้ โดยอาจเปิดแนวรบใหม่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ อาจเปิดแนวรบใหม่ เช่น การปิดช่องแคบบับอัลมันเดบ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกมาก ๆ

    “ผมคิดว่าอิหร่านเองเค้าก็เข้าใจนะครับ ว่าวันนี้มันอันตราย เค้าจึงส่งสัญญาณว่าอาจจะมีการเปิดแนวรบใหม่ครับ ที่นั่นก็คือตรงทะเลแดง ก็คือการปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งเราก็เคยคุยกันมาก่อนนะ ถ้ามีการปิดตรงนี้เนี่ย นั่นจะเป็นหายนะ ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของโลกเลย คือช่องแคบตรงนี้เนี่ย มันเป็นเส้นทางขนส่ง สินค้าและพลังงานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลก

    ซึ่งมันเชื่อมทะเลแดงกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนผ่านคลองสุเอซ เพราะฉะนั้นสินค้า ทั้งจากยุโรปมาเอเชีย เอเชียไปยุโรปมันจะต้องผ่านเส้นทางตรงนี้ ดังนั้นถ้ามันถูกปิด การขนส่งสินค้าเนี่ยมันจะทำไม่ได้ มันจะต้องไปอ้อมแอฟริกา ซึ่งมันจะเพิ่มต้นทุนการขนส่งอย่างสูง แล้วก็ปัญหาเงินเฟ้ออะไรต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้น และเป็นวิกฤตที่สำคัญ มันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ท้ายที่สุดแล้วเนี่ย

    มันจะนำไปสู่การที่ผมเคยเรียนไปว่า มันจะเป็นการใช้จุดยุทธศาสตร์และพลังงานเนี่ย เป็นเครื่องมือในการบีบให้แต่ละประเทศต้องเลือก ว่าคุณจะอยู่ฝ่ายไหน คุณจะเจรจากับฝั่งนึงเพื่อการเดินเรือที่สะดวก เพื่อซื้อพลังงาน หรือคุณจะไปเข้าร่วมกับอีกฝั่งหนึ่ง
    เพื่อทำสงครามเปิดเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก”

    ผศ.ดร.มาโนชญ์ กล่าวอีกว่า “การตัดสินใจนี้ มันจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแบ่งข้างกัน ชัดเจนมากยิ่งขึ้น อย่างวันนี้เราเห็นแล้วว่า ถ้าใครที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน หรือไม่ใช่พวกของสหรัฐอเมริกาก็สามารถที่จะเดินเรือได้ แต่ถ้าใครเป็นเรือของอเมริกา หรือเรือของอิสราเอล เค้าก็ไม่ให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ถ้าเค้าใช้วิธีการแบบนี้กับช่องแคบบับอัลมันเดบด้วย มันก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์หนักขึ้น ดังนั้นเส้นทางตรงนี้เป็นอีกจุดนึงที่ผมคิดว่า สำคัญมากๆ แล้วก็เป็นอีกไพ่ใบสำคัญของฝั่งอิหร่าน ที่ตอนนี้หยิบยกขึ้นมาขู่แล้ว”

    นอกจากนี้ กลุ่มฮูตี ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน ยังถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญในพื้นที่ทะเลแดง กลุ่มฮูตีมีศักยภาพปิดทะเลแดงได้ และสหรัฐก็ยังจัดการไม่ได้ มองว่าสถานการณ์ขณะนี้ยังอยู่ในลักษณะ “เกมยื้อเวลา” แต่มีความเสี่ยงจะยกระดับเป็นความขัดแย้งขนาดใหญ่ หากเงื่อนไขทางการเมืองและพันธมิตรเปลี่ยนแปลง และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ยิ่งมีโอกาสรุนแรงขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1529597&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mF9F0rtt61LeEMbsGQci2

  • ผลการศึกษาชี้ การมองเห็น ‘หยากไย่ลอยไปมา’ ในตา อาจบอกปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้  | เดลินิวส์

    ผลการศึกษาชี้ การมองเห็น ‘หยากไย่ลอยไปมา’ ในตา อาจบอกปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้  | เดลินิวส์

    กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย Radboud ในเนเธอร์แลนด์เพิ่งเผยผลการศึกษาใหม่เมื่อไม่นานมานี้ว่า อาการที่มองเห็นจุดดำหรือหยากไย่ลอยไปมา (Floaters) นั้นอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียงปัญหาวุ้นในตาเสื่อมและถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่อันตราย

    ข้อมูลจากศูนย์สุขภาพแห่งสหราชอาณาจักรระบุว่า สิ่งนี้เกิดจากภาวะที่เรียกว่า วุ้นตาแยกตัวออกจากจอประสาทตา ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่อันตราย แต่แล้ว ผลการศึกษาที่เผยแพร่ออกมาในเดือนมีนาคมนี้กลับชี้ว่า ภาวะดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของปัญหาใหญ่กว่านั้น เช่น ภาวะจอประสาทตาหลุดลอก หรือในกรณีที่รุนแรงอาจส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นได้ 

    อย่างไรก็ตาม ในหลายกรณี อาการมองเห็นจุดดำลอยไปมาและ “แสงวาบ” (Flashes) ก็เกิดขึ้นได้โดยไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดเช่นกัน

    ทีมวิจัยได้วิเคราะห์บันทึกสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ที่ครอบคลุมผู้ป่วยประมาณ 42,000 ราย พบว่ามีผู้ป่วย 1,089 ราย (อายุ 18 ปีขึ้นไป) ที่เข้ารับการตรวจรวม 1,181 ครั้ง ระบุว่าพบจุดดำลอยไปมาจุดใหม่, เห็นแสงวาบ หรือมีทั้งสองอาการ

    ผู้ป่วยเหล่านี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มีจุดดำลอยไปมาอย่างเดียว, กลุ่มที่มีแสงวาบอย่างเดียว หรือกลุ่มที่มีทั้งสองอาการพร้อมกัน ผลการศึกษาพบว่าร้อยละ 61 เป็นผู้หญิง ขณะที่ร้อยละ 57 มีอายุระหว่าง 50 – 70 ปี ในวัยนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าวุ้นตาจะหดตัวตามธรรมชาติและดึงตัวออกจากจอประสาทตา ทำให้เกิดจุดดำลอยไปมาหรือแม้แต่เกิดการฉีกขาดของจอประสาทตาได้

    จากการเข้ารับการตรวจ 1,181 ครั้ง พบว่ามี 77 รายที่ประสบสภาวะจอประสาทตาหลุดลอกหรือจอประสาทตาฉีกขาด โดยมีตัวเลขที่น่าสนใจคือ ผู้ที่มีอาการเห็นแสงวาบเพียงอย่างเดียว พบภาวะจอประสาทตาหลุดลอกหรือฉีกขาดเพียงร้อยละ 4.7 ขณะที่ผู้ที่มีอาการมองเห็นจุดดำหรือหยากไย่ลอยไปมา พบสภาวะเดียวกันถึงร้อยละ 6.1

    ส่วนกลุ่มที่มีทั้งสองอาการพร้อมกัน มีอัตราการเกิดจอประสาทตาหลุดลอกหรือฉีกขาดสูงที่สุด คือร้อยละ 8.4 ซึ่งหมายความว่า ผู้ป่วยที่มีทั้งสองอาการมีความเสี่ยงที่จะเกิดจอประสาทตาหลุดลอกหรือฉีกขาด มากกว่าผู้ที่เห็นเพียงแสงวาบอย่างเดียวถึงร้อยละ 56

    ดังนั้น โดยสรุปแล้ว ผู้ป่วยที่มีจุดดำลอยไปมาหลายจุด มีโอกาสร้อยละ 19.8 ที่จะเกิดจอประสาทตาหลุดลอก และความเสี่ยงนี้จะเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 29.4 เมื่อมีทั้งอาการจุดดำลอยไปมาและแสงวาบร่วมกัน

    กระนั้น คณะวิจัยเน้นย้ำว่า อาการมองเห็นจุดดำลอยไปมาส่วนใหญ่ ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โดยจำนวนผู้ป่วยที่มีมองเห็นจุดดำลอยไปมาเพียงอย่างเดียว คิดเป็นร้อยละ 36.7 ของผู้เข้ารับการตรวจทั้งหมด ขณะที่ร้อยละ 32.3 ของจำนวนนี้เป็นกรณีของวุ้นในตาแยกตัวออกจากจอประสาทตาซึ่งเป็นไปตามวัยและไม่อันตราย

    สำหรับภาวะจอประสาทตาหลุดลอกสามารถวินิจฉัยได้ผ่านการตรวจตาแบบขยายม่านตาโดยจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านทัศนมาตรศาสตร์ และสามารถรักษาได้อย่างรวดเร็วด้วยการผ่าตัดภายใน 24 – 48 ชั่วโมง

    ที่มา : ladbible.com

    เครดิตภาพ : Generated by Gemini

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5726664/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xAH788MEorhwUmRlVSWyr

  • ชู “กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่” ท่องเที่ยววิถีใหม่ | เดลินิวส์

    ชู “กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่” ท่องเที่ยววิถีใหม่ | เดลินิวส์

    นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรได้ยกระดับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยชู “กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่” ซึ่งเป็นกล้วยไม้ป่าหายากและเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดกระบี่ เพื่อสนองพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และขยายพันธุ์กล้วยไม้ป่าหายากให้คงอยู่ในระบบนิเวศของประเทศไทย พร้อมทั้งผสานองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทยและการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว รวมทั้งเผยแพร่งานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    โดยในปี 2568 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ มีผู้เข้าเยี่ยมชมกว่า 8,000 คน สะท้อนถึงศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5726101/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZhxayeKzCp9XyvzjvkFil

  • เช็กเลย ! ทางด่วน-มอเตอร์เวย์ช่วงสงกรานต์ 2569 เส้นไหนฟรี

    เช็กเลย ! ทางด่วน-มอเตอร์เวย์ช่วงสงกรานต์ 2569 เส้นไหนฟรี

    รวมทางด่วนฟรี-มอเตอร์เวย์ฟรี สงกรานต์ 2569 เปิดให้รถยนต์ใช้งานเพื่อเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนา มีเส้นไหนบ้างพร้อมวางแผนก่อนออกเดินทางได้เลย

    ทางด่วนฟรี สงกรานต์ 2569

    ภาพจาก : shutterstock.com / SARIN KUNTHONG

    เทศกาลสงกรานต์ 2569 ใครกำลังวางแผนเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวช่วงหยุดยาว ผู้ใช้รถยนต์สามารถใช้บริการทางด่วนฟรี มอเตอร์เวย์ฟรี โดยไม่ต้องเสียค่าผ่านทางในช่วงเทศกาลทั้งขาออกและขาเข้าได้ตามเส้นทางต่าง ๆ ดังนี้

    ทางด่วนฟรี สงกรานต์ 2569

    วันที่ 13 เม.ย. 69 ถึง 15 เม.ย. 69

    • ทางด่วนเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1) จำนวน 21 ด่าน
    • ทางด่วนศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2) จำนวน 32 ด่าน
    • ทางด่วนอุดรรัถยา (บางปะอิน-ปากเกร็ด) จำนวน 10 ด่าน

    วันที่ 10 เม.ย. 69 ถึง 16 เม.ย. 69

    • ทางพิเศษบูรพาวิถี (สายบางนา-ชลบุรี) จำนวน 20 ด่าน 

    • ทางพิเศษกาญจนาภิเษก (สายบางพลี-สุขสวัสดิ์) จำนวน 30 ด่าน

    มอเตอร์เวย์ฟรี สงกรานต์ 2569

    วันที่ 10 ถึง 16 เม.ย. 69

    • มอเตอร์เวย์ M7 กรุงเทพฯ-พัทยา
    • มอเตอร์เวย์ M9 ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก ตอนบางปะอิน – บางพลี และตอนพระประแดง – บางแค ช่วงพระประแดง – ต่างระดับบางขุนเทียน)
    • มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่-กาญจนบุรี
    • มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย (เฟสแรก 10 กิโลเมตร)

    วันที่ 10 ถึง 19 เม.ย. 69 (แบ่งช่วงขาเข้า-ขาออก)

    • มอเตอร์เวย์ M6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา

      • 10-13 เม.ย. 69 เปิดเฉพาะขาออก บางปะอิน-ปากช่อง (110 กิโลเมตร)

      • 14-19 เม.ย. 69 ช่วง “ปากช่อง-นครราชสีมา” เปิดทั้งขาออก-ขาเข้า (86 กม.) 

      • 14-19 เม.ย. 69 เปิดเฉพาะขาเข้า ปากช่อง-บางปะอิน (110 กิโลเมตร)

    บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน่ารู้รถยนต์

    ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมประชาสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://car.kapook.com/view299860.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nzhGDffonvQFbNYx-7ibv

  • “บ้านม่วง” ปล่อยรุ่น 80 ชีวิต! โชว์ผลงาน O-NET ทะลุระดับประเทศ

    “บ้านม่วง” ปล่อยรุ่น 80 ชีวิต! โชว์ผลงาน O-NET ทะลุระดับประเทศ

    ภูมิภาค

    “บ้านม่วง” ปล่อยรุ่น 80 ชีวิต! โชว์ผลงาน O-NET ทะลุระดับประเทศ

    วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.00 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ขอนแก่น วันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่หอประชุมอเนกประสงค์โรงเรียนบ้านม่วง ตำบลบ้านทุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ดร.กมลวรรณ ทิพยเนตร รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา พร้อมเปิดงาน “ตลาดนัดวิชาการและทักษะอาชีพ” ภายใต้กิจกรรม “200 วันมหัศจรรย์ม่วง-ขาว” ประจำปีการศึกษา 2568
    ภายในงานมีการจัดกิจกรรมบายศรีสู่ขวัญ และกิจกรรมสร้างความผูกพันระหว่างนักเรียนและผู้ปกครอง โดยมีผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครองเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    ดร.ศิริวัฒนา ต่อนี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านม่วง เปิดเผยว่า ในปีการศึกษา 2568 มีผู้สำเร็จการศึกษารวม 80 คน แบ่งเป็นระดับอนุบาล 22 คน ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 33 คน และระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3

    ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โรงเรียนมีผลงานโดดเด่น โดยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนน O-NET สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศทุกกลุ่มสาระ ขณะที่ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 มีคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์สูงกว่าระดับประเทศ และมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 80 ขึ้นไปในวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์

    นอกจากนี้ ผลการทดสอบ RT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับมากกว่าร้อยละ 80 สะท้อนถึงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นรูปธรรม

    โรงเรียนยังได้นำนวัตกรรม “Innovative Teacher Skill” มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ ส่งผลให้นักเรียนมีพัฒนาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นต้นแบบด้านการจัดการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1

    ด้านรองผู้อำนวยการ สพป.ขอนแก่น เขต 1 กล่าวว่า หน่วยงานมีบทบาทในการกำกับดูแลและสนับสนุนโรงเรียนในสังกัด ผ่านการบริหารจัดการแบบพื้นที่ (Area-Based) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

    ขณะที่ตัวแทนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สะท้อนความรู้สึกผูกพันต่อโรงเรียน โดยระบุว่า โรงเรียนบ้านม่วงเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง และเป็นสถานที่ที่หล่อหลอมทั้งความรู้และความสัมพันธ์ที่ดี พร้อมฝากถึงรุ่นน้องให้ตั้งใจเรียนและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ งาน “200 วันมหัศจรรย์ม่วง-ขาว” ถือเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของผู้เรียน และความสำเร็จของการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นทั้งด้านวิชาการ คุณธรรม และทักษะชีวิตอย่างรอบด้าน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/470766&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20EmPEUoxMp2xElTs0hk0C

  • คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ จัดงาน “40 ปี โอสถศาลา”

    คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ จัดงาน “40 ปี โอสถศาลา”

    คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดงาน“40 ปี โอสถศาลา…จากร้านยาคุณภาพสู่ศูนย์กลางแห่งความห่วงใยสุขภาพของคนไทย” เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 – 21.00 น. ณ โอสถศาลา และบริเวณ Block I และ Walking Street at Siam Square เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปีของโอสถศาลา โดยมี ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน รศ. ภก. ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน

    งานในครั้งนี้เป็นการเปิดพื้นที่กิจกรรมเพิ่มโอกาสการเข้าถึงความรู้ด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง และลดช่องว่างด้านความรอบรู้สุขภาพของสังคมไทย โดยมีคณาจารย์ บุคลากร นิสิต ผู้แทนหน่วยงาน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงานจำนวนมาก ในงานมีผ่านฐานการเรียนรู้และการให้คำปรึกษาโดยเภสัชกรและบุคลากรทางการแพทย์ ครอบคลุมการดูแลสุขภาพเบื้องต้น การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล การป้องกันโรค และการส่งเสริมการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง เวทีเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา อาทิ ประเด็นสุขภาพสมอง การใช้ยาอย่างเหมาะสม การดูแลผิวพรรณ สุขภาพดวงตา ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า การครบรอบ 40 ปีของโอสถศาลาเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โอสถศาลาได้ทำหน้าที่เป็นที่พึ่งทางด้านสุขภาพของประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง โดยสะท้อนบทบาทของจุฬาฯ ที่ไม่ใช่เพียงการทำวิจัย แต่สามารถนำผลผลิตออกมาให้เกิดผลได้จริง ในการดูแลสุขภาพของประชาชน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของคณะเภสัชศาสตร์จุฬาฯ ในด้านงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน อีกทั้งยังเน้นย้ำการใช้พื้นที่สยามสแควร์ให้เป็นมากกว่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ แต่เป็นพื้นที่ในการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยมีโอสถศาลาเป็นต้นแบบ และมองว่า “40 ปี โอสถศาลา” เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่จะขยายบทบาทในอนาคตต่อไป

    รศ.ภก.ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ในอนาคตโอสถศาลาจะยังคง สานต่อบทบาทการเป็นแหล่งฝึกฝนให้กับนิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์ทั่วประเทศ ควบคู่กับการให้บริการสุขภาพแก่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการและกิจกรรมที่มุ่งสร้างผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง รวมถึงการนำผลงานวิจัยของคณาจารย์มาพัฒนาต่อยอดเป็นนวัตกรรมและนำมาแสดงจริงที่โอสถศาลา พร้อมทั้งมีแผนขยายการดำเนินงานเพื่อเพิ่มการเข้าถึงและสร้างผลกระทบด้านสุขภาพให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในระดับประเทศ

    ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีผลงานวิจัยและสิทธิบัตรด้านสุขภาพจำนวนมาก ซึ่งความท้าทายสำคัญคือการนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปใช้ประโยชน์จริงในสังคม โดยโอสถศาลาถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถนำสิทธิบัตรและนวัตกรรมมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสุขภาพ สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

    งาน 40 ปี โอสถศาสลามุ่งยกระดับ “โอสถศาลา” จากร้านยาคุณภาพ สู่การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านสุขภาพของชุมชน โดยเน้นการเข้าถึงองค์ความรู้ที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังสะท้อนบทบาทของเภสัชกรในฐานะบุคลากรสาธารณสุขด่านหน้าที่ใกล้ชิดประชาชน

    ทั้งนี้งาน “40 ปี โอสถศาลา…จากร้านยาคุณภาพสู่ศูนย์กลางแห่งความห่วงใยสุขภาพของคนไทย” ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้แก่ การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (SDG 3) การศึกษาที่มีคุณภาพ (SDG 4) และการพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างยั่งยืน (SDG 11) นับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การเป็นสังคมแห่งสุขภาวะ ที่ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างยั่งยืน

    โอสถศาลา หรือ สถานปฏิบัติการเภสัชกรรมชุมชนคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติงานของนิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์ทั่วประเทศ รวมถึงนักศึกษาแลกเปลี่ยนชาวต่างชาติ เป็นร้านยาขนาดใหญ่ที่ให้บริการประชาชนในการดูแลสุขภาพ มีการนำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมและผลงานวิจัยที่ผ่านการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง มาวางจำหน่ายและให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภคโดยเภสัชกร ปัจจุบันมีสินค้าให้บริการกว่า 10,000 รายการ 80% เป็นกลุ่มยารักษาโรคทั่วไปและโรคเรื้อรัง ที่รองรับใบสั่งแพทย์ได้อย่างครบถ้วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/295684/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dp1e4AtbIPTKmKS_30ouX

  • นักท่องเที่ยวไทย-เทศเดินทางมาเกาะช้างหนาแน่น นายกฯท่องเที่ยวตราด เผยน้ำมันแพงยอดจองช่วงสงกรานต์ลด

    นักท่องเที่ยวไทย-เทศเดินทางมาเกาะช้างหนาแน่น นายกฯท่องเที่ยวตราด เผยน้ำมันแพงยอดจองช่วงสงกรานต์ลด

    ภูมิภาค

    นักท่องเที่ยวไทย-เทศเดินทางมาเกาะช้างหนาแน่น นายกฯท่องเที่ยวตราด เผยน้ำมันแพงยอดจองช่วงสงกรานต์ลด

    วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.49 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    แม้สถานการณ์ราคาน้ำมันแพงขึ้นทั้งเบนซินและดีเซล ทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงนี้ เนื่องจากการเดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนตัวมีค่าต้นทุนที่เป็นราคาน้ำมันจึงตัดสินใจเลื่อนการเดินทางหรือท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้ๆ ที่บริเวณท่าเทียบเรือเฟอร์รี่“เกาะช้างเฟอร์รี่”ต.คลองใหญ่ อ.แหลมงอบ จ.ตราด ตั้งช่วง 10.00 น.วันที่ 27 มีนาคม 2569 ยังคงมีนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวยังอำเภอเกาะช้างอย่างต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มทัวร์ต่างชาติ และนักท่องเที่ยวไทยเดินทางมาลงเรือเฟอร์รี่จำนวนมาก และไม่ต้องต่อคิวนานเพียงต่อต้องรอลงเฟอร์รี่นานประมาณ 30 นาที เพื่อรอให้รถยนต์เต็มลำและเดินทางออก ซึ่งเที่ยวเวลา 11.00 น.ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ

     นายวิชิต สุกะสูยานนท์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจ.ตราด เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันแพง มีผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยว จะเห็นได้จากยอดจองห้องพักที่ลดลงในช่วงสงกรานต์ซึ่งแตกต่างจากปี 2568 อย่างเห็นได้ชัด แม้แต่แพลตฟอร์มการจองที่พักออนไลน์ชื่อดังที่มักจัดโปรโมชั่นราคาพิเศษก็ยังไม่สามารถกระตุ้นยอดจองให้ขยับตัวขึ้นได้ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่การประหยัดและเฝ้าระวังสถานการณ์ หากสงครามยังไม่มีทีท่าจะยุติภายในเร็ววัน ความวิตกกังวลเรื่องน้ำมันขาดแคลนจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวที่เคยเป็นความหวังของผู้ประกอบการ

     “นอกจากปัญหาราคาและการขาดแคลนน้ำมันแล้ว ภาคการขนส่งข้ามฟากอย่างเรือเฟอร์รี่ก็ได้รับผลกระทบแบบลูกโซ่ 100% ทั้งจากกระแสข่าวเชิงลบเรื่องการรอคิวนานหลายชั่วโมงที่ทำให้นักท่องเที่ยวเข็ดขยับ และปัญหาทางเทคนิคที่เรือไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ตามปกติ ยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก ทั้งนี้ ผู้ประกอบการได้เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน โดยยืนยันข้อเท็จจริงเรื่องการบริหารจัดการน้ำมันเพื่อสยบกระแสข่าวการกักตุนหรือการขาดแคลน เพื่อให้คนไทยคลายความกังวลและกล้าที่จะเดินทางท่องเที่ยวอีกครั้ง พร้อมขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนช่วยประชาสัมพันธ์ในเชิงบวกว่าสถานการณ์ยังคงสามารถควบคุมได้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้“นายวิชิต กล่าว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/470743&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d3X9plJxQ-_v39DfsW_m8

  • บสย.อัดช่วย ลูกหนี้ SMEs จ่ายเครม ลดต้นสูงสุด 50% พักหนี้ 3 เดือน สู้วิกฤตพลังงาน

    บสย.อัดช่วย ลูกหนี้ SMEs จ่ายเครม ลดต้นสูงสุด 50% พักหนี้ 3 เดือน สู้วิกฤตพลังงาน

    ต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้นไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมัน แต่กำลังกดทับสภาพคล่องของผู้ประกอบการรายเล็กอย่างต่อเนื่อง ในจังหวะที่หลายธุรกิจยังต้องประคองตัว บสย.จึงขยับมาตรการช่วยลูกหนี้รอบใหม่ หวังพยุง SMEs ให้อยู่รอดในช่วงต้นทุนขาขึ้น

    บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เดินหน้าขยายมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ต่อเนื่อง รับแรงกดดันจากวิกฤตพลังงานโลกที่กำลังซ้ำเติมต้นทุนธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้า และกลุ่มอาชีพอิสระที่เปราะบางต่อภาวะราคาน้ำมันและค่าครองชีพขาขึ้น

    ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. เปิดเผยว่า บสย.ได้ออกมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ บสย.จ่ายเคลม ให้สามารถ ลด ปลดหนี้ และแก้หนี้ ได้ง่ายขึ้น ผ่านเงื่อนไขการชำระที่ผ่อนปรนขึ้น เพื่อลดภาระทางการเงินและประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอดในช่วงที่ต้นทุนพลังงานพุ่งต่อเนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

    มาตรการดังกล่าวสอดรับกับแนวทางเร่งด่วนของภาครัฐที่ทยอยออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมัน ครอบคลุมทั้งกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร ผู้ประกอบการขนส่ง และ SMEs ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าขนส่งที่เร่งตัวขึ้น

    สำหรับไฮไลต์ของมาตรการรอบนี้ บสย.เปิดทางให้ลูกหนี้ที่ต้องการ ปลดหนี้และปิดบัญชี ได้รับส่วนลดเงินต้นมากขึ้นกว่าปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ โดย กลุ่มเปราะบาง ที่มีหนี้คงเหลือไม่เกิน 200,000 บาท จะได้รับ ส่วนลดเงินต้นสูงสุด 50% จากเดิมปีก่อนที่ลดได้ 30% ขณะที่ ลูกหนี้ SMEs ทั่วไป ที่มีหนี้คงเหลือมากกว่า 200,000 บาท จะได้รับ ส่วนลดเงินต้นสูงสุด 40% จากเดิมที่ลดได้ 15%

    การเพิ่มเพดานลดเงินต้นครั้งนี้สะท้อนว่า บสย.กำลังเร่งใช้มาตรการเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้ลูกหนี้สามารถปิดภาระหนี้ได้เร็วขึ้น และลดความเสี่ยงที่ปัญหาสภาพคล่องจะลุกลามกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเดินหน้าธุรกิจในระยะยาว โดยในปีนี้ บสย.ตั้งเป้า ปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้มากกว่า 6,000 ราย และช่วยให้ลูกหนี้สามารถ ปลดหนี้ได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ราย

    นอกจากการลดภาระเงินต้นแล้ว บสย.ยังออกมาตรการเสริมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาคธุรกิจที่เชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงานและการค้าโลก โดยเฉพาะ กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว และ ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับแรงกดดันทั้งจากต้นทุนการเดินทาง ค่าขนส่ง และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในหลายตลาด

    ลูกหนี้ในกลุ่มดังกล่าวที่อยู่ระหว่างผ่อนชำระตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ และ ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ สามารถขอรับสิทธิ พักชำระค่างวดนาน 3 เดือน ได้ ทั้งในส่วนของ เงินต้นและดอกเบี้ย เพื่อช่วยบรรเทาภาระระยะสั้นและเพิ่มพื้นที่ให้ธุรกิจสามารถจัดการสภาพคล่องได้ดีขึ้นในช่วงต้นทุนผันผวน โดยเปิดให้ ลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 14 เมษายน 2569
     

    สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นลูกหนี้ บสย. และต้องการเข้าร่วมมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ หรือผู้ประกอบการในกลุ่มท่องเที่ยวและธุรกิจนำเข้า-ส่งออกที่เกี่ยวเนื่อง สามารถติดต่อ บสย.เพื่อขอรับรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ โดยสาระสำคัญของมาตรการรอบนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการ “ยืดหนี้” แต่เป็นการเพิ่มเครื่องมือให้ผู้ประกอบการรายเล็กมีโอกาสตั้งหลักใหม่ได้เร็วขึ้น ในจังหวะที่ต้นทุนพลังงานยังเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานราก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/740059&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AvTS-5VQrtLZ9y5QEnOmh

  • สงครามฉุดจีดีพีโตแค่1.4% SCB EIC คาดเงินเฟ้อพุ่งสูง3.2%

    สงครามฉุดจีดีพีโตแค่1.4% SCB EIC คาดเงินเฟ้อพุ่งสูง3.2%

    วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% จากเดิม 1.8% จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 3.2% โดยประเมิน 3 ฉากทัศน์ คือ 1.กรณีฐาน (Base) ความขัดแย้งจบลงภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 2.กรณีเลวร้าย (Adverse) ยืดเยื้อ 4 เดือน มีการทำลายแหล่งผลิต ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยอยู่ที่ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ 3.กรณีรุนแรง (severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง แหล่งผลิตถูกทำลายหนัก ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    สงครามนี้ยังจะทำให้ต้นทุนขนส่งเร่งตัว วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตพลังงานในอดีต โดยกำลังขยายผลวงกว้างเป็น “วิกฤตสองทาง” ทั้งจากสินค้าพลังงานและจากการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมสำคัญบางชนิด เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากการเร่งตัวของราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิในสัดส่วนสูงถึงราว 8% ของ GDP และมีสัดส่วนสินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูงราว 12-13% 12-13% ตลอดจนมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำ ผลกระทบของสงครามจะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับ Stagflation จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น รวมทั้งอาจสร้างความเปราะบางต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านการขาดดุลใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย และขาดดุลการคลังมากขึ้น

    ทั้งนี้ช่องทางหลักของการส่งผ่านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมีดังนี้ 1.ภาคการค้าระหว่างประเทศ 2.ภาคการท่องเที่ยว 3.การบริโภคภาคเอกชน 4.ภาคธุรกิจเผชิญต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการขาดแคลนวัตถุดิบ และ 5.ตลาดการเงินผันผวนสูง

    สำหรับทางออก ภาครัฐควรปรับไปใช้มาตรการ 3T เพื่อบริหารความเสี่ยงในระยะสั้น และสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว คือ 1.Targeted ช่วยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกระทบแรง 2.Temporary การบริหารราคาพลังงานในลักษณะ Managed Float คือ ทยอยปรับขึ้น และ 3.Transform ใช้วิกฤติเป็นโอกาสปรับตัวเพิ่มความมั่นคงพลังงาน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/955026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nE0LaEpzgL_bSHxy6LIYA

  • ไมเนอร์ รีโนเวตใหญ่ อนันตรา หัวหิน ชี้ต่างชาติยังไม่เลื่อนมาไทย

    ไมเนอร์ รีโนเวตใหญ่ อนันตรา หัวหิน ชี้ต่างชาติยังไม่เลื่อนมาไทย

    หากพูดถึง ‘หัวหิน’ นับเป็นเมืองยอดนิยมใกล้กรุงเทพฯ ที่ครองใจทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติมาต่อเนื่อง แต่ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ที่ล่าช้า กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระทบต่อการเดินทาง ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนชะลอหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางไปหัวหิน ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวซบเซาลงในบางช่วง

    โอมาร์ โรเมโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ไมเนอร์ โฮเทลส์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการก่อสร้างถนนพระราม 2 กระทบท่องเที่ยวหัวหินระยะสั้นเท่านั้น แต่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว หลังจากผู้ใช้รถสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เส้นทางเลี่ยงหรือวางแผนการเดินทางล่วงหน้า ส่งผลให้การเข้าถึงหัวหินสะดวกขึ้นตามลำดับ ประเมินว่าหากการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของหัวหินให้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดแน่นอน

    อีกทั้งหัวหินยังมีความได้เปรียบในฐานะที่เป็นเมืองใกล้กรุงเทพและไม่ได้มีแค่ทะเล แต่มีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี และที่สำคัญโรงแรมในหัวหินที่มีตัวเลือกหลากหลาย มีทุกเซกเมนต์ราคาให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะนักการเดินทางระยะสั้นจากกรุงเทพฯ

    ดังนั้น ในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ไมเนอร์ โฮเทลส์ ได้ทุ่มเงิน 400 ล้านบาท รีโนเวตโรงแรม ‘อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท’ นอกจากการดีไซน์บรรยากาศผสานเอกลักษณ์หมู่บ้านไทยซึ่งเป็นเสน่ห์ดั้งเดิมของรีสอร์ตเข้ากับความหรูหราร่วมสมัยแล้ว ยังได้เปิดตัวห้องพักรูปแบบใหม่ Pool Access Room Two-Bedroom Family Suites และ Two-Bedroom Family Pool Suite รองรับคู่รัก ครอบครัว และนักเดินทางที่ต้องการความเป็นส่วนตัว นับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ในโอกาสครบรอบ 25 ปีของอนันตรา

    ในช่วงเวลาเดียวกัน เจมส์ ซัตคลิฟฟ์ ผู้จัดการทั่วไป อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท กล่าวต่อว่า ห้องพักแบบ 2 ห้องนอน ถือเป็นไฮไลต์ของโรงแรม หลังจากได้ทุบรวมห้องพักปกติ 3 ห้องให้กลายเป็นห้องสวีตแบบ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ทำให้จำนวนห้องพักทั้งหมดของรีสอร์ตลดลงจาก 196 ห้อง เหลือ 171 ห้อง ซึ่งจำเป็นต้องทำเพราะห้องประเภทนี้ได้รับความนิยมสูงมากและในตลาดไม่ค่อยมีใครทำ

    ส่วนโครงสร้างราคาหลังจากรีโนเวต ราคาห้องพักเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นถึงประมาณ 40% โดยราคาเฉลี่ยอยู่ที่ราว 7,000 บาทต่อคืน ส่วนห้องแบบ 2 ห้องนอนมีราคาเริ่มต้นประมาณ 18,000 บาท ขณะที่อัตราการเข้าพักของอนันตรา หัวหิน อยู่ที่ 70% ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า แต่หลังจากมีการรีโนเวตแล้วนักท่องเที่ยวชาวไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเข้าพักระยะสั้นในช่วงสุดสัปดาห์ หรือวันหยุดยาว แต่ก็ยังถือว่าน้อยเพราะตั้งเป้าให้มีคนไทยเข้ามาพักถึง 50% ถือเป็นการบาลานซ์ความเสี่ยง เพราะหากเกิดวิกฤตนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้ ก็จะมีนักท่องเที่ยวไทยทดแทนได้

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวระยะไกลจากตลาดยุโรปและอังกฤษยังคงเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 1 และไตรมาส 4 ซึ่งมีพฤติกรรมการจองและระยะเวลาเข้าพักเฉลี่ยค่อนข้างนาน อยู่ที่ประมาณ 6.5 คืนต่อครั้ง ขณะเดียวกันยังพบว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวแบบครอบครัวมีแนวโน้มเข้าพักระยะยาวเพิ่มขึ้น เนื่องจากรีสอร์ตมีกิจกรรมหลากหลายรองรับทุกช่วงวัย และอีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือพฤติกรรมการจองห้องพักของนักท่องเที่ยวยุโรปที่สั้นลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่นิยมจองล่วงหน้านาน 12-18 เดือน ปัจจุบันลดลงเหลือเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน

    นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัวโรงแรมภายใต้แบรนด์ NH Hotels & Resorts ในหัวหิน มีห้องพักและห้องสวีตรวม 152 ห้อง ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย, จีน, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, สิงคโปร์ ตลอดจนตลาดยุโรป อาทิ สหราชอาณาจักร, เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ และในอนาคตอันใกล้มีแผนจะขยายไปในหัวเมืองหลักในไทย เช่น เชียงใหม่ พัทยา ระยอง เพราะเชื่อว่านักท่องเที่ยวยุโรปมั่นใจในแบรนด์ NH หลังจากที่มีการทำตลาดอย่างแข็งแกร่งจากโรงแรม NH ที่มีมากกว่า 200 แห่งใน 26 ประเทศ

    โอมาร์ กล่าวต่อว่า ไมเนอร์ โฮเทลส์ มีแบรนด์โรงแรมในเครือทั้งหมด 12 แบรนด์ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Luxury ไปจนถึง Select ที่เน้นความคุ้มค่า ปัจจุบันแบ่งโรงแรมออกเป็น 3 เซกเมนต์หลัก ได้แก่

    1.กลุ่ม Luxury (ระดับหรูหรา) ได้แก่ อนันตรา ซึ่งแบรนด์หลักที่ผู้คนในตลาดรู้จักอย่างกว้างขวางและเป็นต้นกำเนิดของแบรนด์โรงแรมของไมเนอร์ รวมไปถึง The Wolseley Hotels แบรนด์หรูที่ต่อยอดมาจากร้านอาหารไอคอนิกในลอนดอน โดยจะเปิดโรงแรมแห่งแรกที่นิวยอร์กปลายปีนี้ และมีแผนจะเปิดในกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน

    2.กลุ่มพรีเมียม ได้แก่ อวานี นับเป็นแบรนด์ที่มีการขยายตัวอย่างมากในไทย รวมถึง NH Collection แบรนด์ระดับ Upper-upscale และ 3. กลุ่มระดับอัปสเกลที่เน้นความคุ้มค่า ได้แก่ NH Hotels และ Oaks แบรนด์ที่เน้นกลุ่มลูกค้าพักอาศัยระยะยาว

    พร้อมประเมินถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัจจุบันผลกระทบยังถือว่าไม่มากนัก แม้จะมีแขกบางส่วนขอเลื่อนการเดินทาง เพื่อรอดูสถานการณ์เที่ยวบิน แต่ก็ถูกชดเชยจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่หนีจากความขัดแย้งเข้ามาพักในไทยแทน

    ส่วน อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท แม้จะมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเลื่อนหรือยกเลิกการเข้าพักมาบ้าง แต่ยังถือว่าน้อย เพราะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น ทั้งยุโรปและสหราชอาณาจักร เดินทางเข้ามาต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงสงกรานต์ แต่บริษัทยังไม่นิ่งนอนใจและมีการติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

    ภาพ: ต่างชาติยังไป ‘หัวหิน’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anantara-hua-hin-minor-renovation/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qYlwlsVeV4JixcVr2ZgZ-