สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลื่อนเส้นตายการโจมตีออกไปอีก 10 วัน จนถึงวันที่ 6 เมษายน โดยให้เหตุผลว่าต้องรอดูท่าทีของอิหร่านต่อข้อเสนอของสหรัฐนั้น


ล่าสุดทางด้าน ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง คณะสังคมศาสตร์ มศว. ได้วิเคราะห์ถึงประเด็นดังกล่าว ผ่านทางรายการจับตาประเทศไทย ช่องท็อปนิวส์ ระบุว่า ท่าทีของทรัมป์ในครั้งนี้เป็นการใช้แรงกดดันเชิงจิตวิทยามากกว่าความตั้งใจจะเปิดฉากสงครามทันที “ผมคิดว่าทรัมป์ครับ ก็จะเน้นขู่ แล้วก็รอดูผลว่าสิ่งที่ตัวเองขู่มันจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ว่ามันก็เป็นสัญญาณที่อันตราย มีความเคลื่อนไหวที่น่ากังวล คือการขยับกำลังทหารของสหรัฐ… แล้วก็มีสัญญาณใน UAE ที่อาจจะเตรียมเข้าสู่สงครามกับอิหร่าน”

ซึ่งก่อนหน้านี้มีสัญญาณที่น่ากังวลจากการเคลื่อนกำลังทหารของสหรัฐในตะวันออกกลาง รวมถึงความเป็นไปได้ที่บางประเทศในอ่าวอาหรับ เช่น UAE อาจถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้ง ทำให้การเลื่อนเส้นตายหลายครั้ง สะท้อนว่าสหรัฐกำลัง “ซื้อเวลา” เพื่อพยายามดึงพันธมิตรอาหรับเข้าร่วม ก็เห็นถึงสัญญาณไม่ดีหลายครั้ง แล้วทรัมป์ก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีก ไปเรื่อย ๆ
“มันคือการเลื่อนเวลา เพื่อรอและโน้มน้าวอาหรับให้เข้ามา ซึ่งเกือบสำเร็จแล้ว แต่ถูกปากีสถานกับตุรกีขวางไว้”
ทั้งนี้ ผศ.ดร.มาโนชญ์ ยังมองว่า ในด้านการเจรจา สหรัฐได้เสนอเงื่อนไข 15 ข้อ โดยมีสาระสำคัญ เช่น การยกเลิกคว่ำบาตร แลกกับการจำกัดโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน แต่อิหร่านปฏิเสธ เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในข้อตกลงลักษณะนี้

“อิหร่านไม่เอาด้วย เพราะมีบทเรียนจากลิเบียหรืออิรัก ที่ยอมจำกัดกำลังตัวเองแล้วสุดท้ายก็ถูกโค่นล้ม การยื่นข้อเสนอของทั้งสองฝ่ายเป็นเพียง เกมการเมืองเพื่อสร้างความได้เปรียบ เขารู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่รับ แต่มันเป็นสิ่งที่ใช้พูดคุยกันก่อนสงคราม ขณะเดียวกัน วาทกรรมตอบโต้ระหว่างสองฝ่ายยังดำเนินต่อเนื่อง โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่ง มันเป็นการแสดงว่าใครเป็นฝ่ายได้เปรียบ แล้วก็มีการเยาะเย้ยกัน”
สำหรับท่าทีของสหรัฐ ผศ.ดร.มาโนชญ์ ชี้ว่าแม้จะมีการข่มขู่ทางทหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าวอชิงตันต้องการทำสงครามจริง เพราะถูกอิสราเอลกดดันอย่างหนัก ในขณะที่อิหร่านเองก็เริ่มส่งสัญญาณตอบโต้ โดยอาจเปิดแนวรบใหม่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ อาจเปิดแนวรบใหม่ เช่น การปิดช่องแคบบับอัลมันเดบ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกมาก ๆ
“ผมคิดว่าอิหร่านเองเค้าก็เข้าใจนะครับ ว่าวันนี้มันอันตราย เค้าจึงส่งสัญญาณว่าอาจจะมีการเปิดแนวรบใหม่ครับ ที่นั่นก็คือตรงทะเลแดง ก็คือการปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งเราก็เคยคุยกันมาก่อนนะ ถ้ามีการปิดตรงนี้เนี่ย นั่นจะเป็นหายนะ ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของโลกเลย คือช่องแคบตรงนี้เนี่ย มันเป็นเส้นทางขนส่ง สินค้าและพลังงานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลก
ซึ่งมันเชื่อมทะเลแดงกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนผ่านคลองสุเอซ เพราะฉะนั้นสินค้า ทั้งจากยุโรปมาเอเชีย เอเชียไปยุโรปมันจะต้องผ่านเส้นทางตรงนี้ ดังนั้นถ้ามันถูกปิด การขนส่งสินค้าเนี่ยมันจะทำไม่ได้ มันจะต้องไปอ้อมแอฟริกา ซึ่งมันจะเพิ่มต้นทุนการขนส่งอย่างสูง แล้วก็ปัญหาเงินเฟ้ออะไรต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้น และเป็นวิกฤตที่สำคัญ มันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ท้ายที่สุดแล้วเนี่ย
มันจะนำไปสู่การที่ผมเคยเรียนไปว่า มันจะเป็นการใช้จุดยุทธศาสตร์และพลังงานเนี่ย เป็นเครื่องมือในการบีบให้แต่ละประเทศต้องเลือก ว่าคุณจะอยู่ฝ่ายไหน คุณจะเจรจากับฝั่งนึงเพื่อการเดินเรือที่สะดวก เพื่อซื้อพลังงาน หรือคุณจะไปเข้าร่วมกับอีกฝั่งหนึ่ง
เพื่อทำสงครามเปิดเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก”
ผศ.ดร.มาโนชญ์ กล่าวอีกว่า “การตัดสินใจนี้ มันจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแบ่งข้างกัน ชัดเจนมากยิ่งขึ้น อย่างวันนี้เราเห็นแล้วว่า ถ้าใครที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน หรือไม่ใช่พวกของสหรัฐอเมริกาก็สามารถที่จะเดินเรือได้ แต่ถ้าใครเป็นเรือของอเมริกา หรือเรือของอิสราเอล เค้าก็ไม่ให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ถ้าเค้าใช้วิธีการแบบนี้กับช่องแคบบับอัลมันเดบด้วย มันก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์หนักขึ้น ดังนั้นเส้นทางตรงนี้เป็นอีกจุดนึงที่ผมคิดว่า สำคัญมากๆ แล้วก็เป็นอีกไพ่ใบสำคัญของฝั่งอิหร่าน ที่ตอนนี้หยิบยกขึ้นมาขู่แล้ว”
นอกจากนี้ กลุ่มฮูตี ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน ยังถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญในพื้นที่ทะเลแดง กลุ่มฮูตีมีศักยภาพปิดทะเลแดงได้ และสหรัฐก็ยังจัดการไม่ได้ มองว่าสถานการณ์ขณะนี้ยังอยู่ในลักษณะ “เกมยื้อเวลา” แต่มีความเสี่ยงจะยกระดับเป็นความขัดแย้งขนาดใหญ่ หากเงื่อนไขทางการเมืองและพันธมิตรเปลี่ยนแปลง และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ยิ่งมีโอกาสรุนแรงขึ้น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1529597&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mF9F0rtt61LeEMbsGQci2
