Blog

  • อาร็อคชี รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวในที่ประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน กรณีการโจมตีโรงเรียน “ชะญะเราะฮ์ ฏ็อยยิเบะฮ์” ที่เมืองมีนาบว่า

    อาร็อคชี รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวในที่ประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน กรณีการโจมตีโรงเรียน “ชะญะเราะฮ์ ฏ็อยยิเบะฮ์” ที่เมืองมีนาบว่า

    อาร็อคชี รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวในที่ประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน กรณีการโจมตีโรงเรียน “ชะญะเราะฮ์ ฏ็อยยิเบะฮ์” ที่เมืองมีนาบว่า :
    อิหร่านในวันนี้กำลังอยู่ท่ามกลางสงครามที่ผิดกฎหมายซึ่งถูกยัดเยียดโดยสองระบอบที่มีอาวุธนิวเคลียร์และใช้อำนาจบีบบังคับ ได้แก่ สหรัฐอเมริกาและอิสราเอล
    🔹สงครามเชิงรุกรานนี้ ขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง และโหดร้ายอย่างยิ่ง
    🔹พวกเขาเริ่มการรุกรานเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ (9 อิสฟันด์ 1404 ตามปฏิทินอิหร่าน)
    ในขณะที่อิหร่านและสหรัฐฯ กำลังอยู่ในกระบวนการทางการทูตเพื่อแก้ไขข้อกังวลที่สหรัฐฯ กล่าวอ้างเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน นี่เป็นครั้งที่สองในรอบ 9 เดือน ที่พวกเขาทำลายโต๊ะเจรจา และทรยศต่อการทูต
    🔹หนึ่งในภาพที่น่าสยดสยองที่สุดของการรุกรานครั้งนี้คือการโจมตีอย่างเป็นระบบและมีขั้นตอนต่อโรงเรียนประถม “ชะญะเราะฮ์ ฏ็อยยิบะฮ์” ในเมืองมีนาบ ทางตอนใต้ของอิหร่าน
    ซึ่งมีนักเรียนและครูกว่า 175 คน ถูกสังหารอย่างจงใจและโหดเหี้ยม
    🔹การโจมตีอันป่าเถื่อนนี้ เป็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งที่ซ่อนหายนะร้ายแรงยิ่งกว่าไว้เบื้องล่างรวมถึงการทำให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดกลายเป็นเรื่องปกติและการก่ออาชญากรรมในบรรยากาศของ “การลอยนวลพ้นผิด” อย่างสมบูรณ์
    ท่านประธาน
    🔹ในยุคที่ผู้รุกรานอย่างสหรัฐฯ และอิสราเอล อ้างว่ามีเทคโนโลยีล้ำสมัยและระบบข้อมูลที่แม่นยำที่สุดไม่มีใครสามารถเชื่อได้ว่า การโจมตีโรงเรียนแห่งนี้เป็นเพียงความผิดพลาด มันคือการกระทำที่ตั้งใจและวางแผนล่วงหน้า การโจมตีโรงเรียนนี้ถือเป็น “อาชญากรรมสงคราม” และ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” ซึ่งต้องได้รับการประณามอย่างชัดเจน และผู้กระทำต้องถูกนำมารับผิดโดยไม่มีข้อคลุมเครือ
    🔹โศกนาฏกรรมนี้ ไม่อาจอธิบาย ไม่อาจปกปิด และไม่ควรถูกตอบด้วยความเงียบหรือความเฉยเมยมันไม่ใช่อุบัติเหตุ และไม่ใช่ความผิดพลาดในการคำนวณ คำกล่าวที่ขัดแย้งกันของสหรัฐฯ ไม่สามารถลบล้างความรับผิดชอบนี้ได้
    🔹การประณามการโจมตีสถานที่พลเรือนเช่นโรงเรียนไม่ใช่เพียงหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศแต่เป็นความจำเป็นทางศีลธรรมของมนุษยชาติ เพราะ “มโนธรรม” ของเราจะตัดสินเรา ลึกยิ่งกว่าศาลใด ๆ
    ท่านผู้แทนที่เคารพ
    🔹โรงเรียนแห่งนี้ไม่ใช่เหยื่อรายเดียวในช่วง 27 วันที่ผ่านมา มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบและรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน
    🔹โรงเรียนมากกว่า 600 แห่งทั่วอิหร่าน ถูกทำลายหรือเสียหาย นักเรียนและครูกว่า 1,000 คน เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ
    🔹ผู้รุกรานที่ประกาศอย่างหยิ่งผยองว่า “จะไม่มีความเมตตา”ยังโจมตีโรงพยาบาล รถพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่กู้ภัย โรงกลั่นน้ำมัน แหล่งน้ำ และพื้นที่อยู่อาศัย
    🔹คำว่า “อาชญากรรมสงคราม” หรือ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”อาจยังไม่เพียงพอจะอธิบายความรุนแรงของสิ่งที่เกิดขึ้นรูปแบบการโจมตีและคำพูดของพวกเขา ชี้ให้เห็นถึง “เจตนาในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” อย่างชัดเจน
    เพื่อนร่วมงานที่เคารพ
    🔹สงครามที่ไม่ยุติธรรมนี้เป็นผลโดยตรงจากความเงียบต่อความอยุติธรรมในอดีตทั้งในปาเลสไตน์ เลบานอน และที่อื่น ๆความเฉยเมยต่อความอยุติธรรมไม่เคยนำมาซึ่งสันติภาพ
    มีแต่จะนำไปสู่ความไม่มั่นคงที่ลึกขึ้น
    🔹องค์การสหประชาชาติ และหลักการพื้นฐานของมันกำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่งทุกท่านต้องประณามผู้รุกรานอย่างชัดเจนและแสดงให้เห็นว่า “มโนธรรมของมนุษยชาติ” จะไม่ปล่อยให้พวกเขาลอยนวล
    🔹อิหร่านไม่เคยต้องการสงครามประชาชนอิหร่านเป็นชนชาติที่รักสันติ และเป็นทายาทของอารยธรรมอันยิ่งใหญ่แต่พวกเขามีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะปกป้องตนเองจากผู้รุกรานและการป้องกันนี้จะดำเนินต่อไป ตราบเท่าที่จำเป็น
    ขอบคุณสำหรับความสนใจของท่าน

  • กปภ. ส่งมอบปฏิทินเก่า ผลิตสื่อการเรียนรู้เพื่อผู้พิการทางการเห็น

    กปภ. ส่งมอบปฏิทินเก่า ผลิตสื่อการเรียนรู้เพื่อผู้พิการทางการเห็น

    กปภ. ส่งมอบปฏิทินเก่า ผลิตสื่อการเรียนรู้เพื่อผู้พิการทางการเห็น

    วันนี้, 15:47น.

          การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม ส่งมอบปฏิทินตั้งโต๊ะเก่าจากโครงการ “ปฏิทินเก่าให้เรานะ” ให้แก่มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำไปผลิตหนังสืออักษรเบรลล์ พร้อมชวนบริจาคขวด PET และบริจาคสมทบทุน เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของผู้พิการทางการเห็นอย่างยั่งยืน ณ ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

          นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการ กปภ. เปิดเผยว่า กปภ. ได้ดำเนินโครงการ “ปฏิทินเก่าให้เรานะ” ซึ่งเป็นกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เป็นประจำทุกปี โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานของ กปภ. ทั่วประเทศ ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงลูกค้าประชาชน ร่วมบริจาคปฏิทินตั้งโต๊ะเก่าที่ไม่ใช้แล้วแต่ยังคงอยู่ในสภาพดี เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่อย่างคุ้มค่า โดยส่งมอบให้แก่มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ณ ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นำไปจัดทำหนังสืออักษรเบรลล์ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้ เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของผู้พิการทางการเห็นอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยการลดปริมาณขยะ ลดค่าใช้จ่าย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการกำจัดขยะ

          ผู้ว่าการ กปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการขอรับบริจาคปฏิทินเก่า กปภ. ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมบริจาคขวดพลาสติก PET ที่ทำความสะอาดแล้ว เพื่อนำไปผลิตสื่อการเรียนรู้ 3 มิติ อาทิ รูปสัตว์และสิ่งของต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ผ่านการสัมผัส รวมถึงสมทบทุนจัดพิมพ์หนังสือนิทานสำหรับเด็กผู้พิการทางการเห็น ซึ่งจะส่งมอบให้โรงเรียนสอนคนตาบอด 16 แห่งทั่วประเทศ ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ให้กับนักเรียนมากถึง 2,000 คน โดยโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขาปากเกร็ด ชื่อบัญชี “ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด” เลขที่บัญชี 123-1-42148-7 และสามารถนำยอดเงินบริจาคไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง ทั้งนี้ กปภ. จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพและขยายการให้บริการน้ำประปาให้ทั่วถึง พร้อมสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเท่าเทียมในทุกมิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/160327&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hlEfghmoehahT0I7fFdBv

  • ‘รอง ผอ.สพม.บุรีรัมย์’ ไล่ตะเพิดนักข่าว ฉุนเขียนข่าวไม่ให้สัมภาษณ์เรื่องครูหื่น | เดลินิวส์

    ‘รอง ผอ.สพม.บุรีรัมย์’ ไล่ตะเพิดนักข่าว ฉุนเขียนข่าวไม่ให้สัมภาษณ์เรื่องครูหื่น | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 27 มี.ค. จากกรณีผู้ปกครองเด็กนักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งหนึ่งใน อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ร้องสื่อว่าลูกสาวถูกครูพละ อายุ 54 ปี ลวนลามหลายครั้งแบบไม่เลือกสถานที่ แม้แต่นั่งอยู่กับเพื่อนข้างโรงอาหาร เผยถ้าไม่ยอมทำตามเจอขู่ไม่ให้แก้ ร. แจก 0 เรียนไม่จบ แต่ทางผู้บริหารไม่ได้สนใจ ทั้งที่ครูที่ปรึกษาเอาคลิปและหลักฐานการแชตไปมอบให้ เชื่อมีเหยื่อโดนกระทำอีกเพียบ ต่อมาตำรวจ สภ.ลำปลายมาศ ได้แจ้งข้อกล่าวหากับครูดังกล่าว “อนาจารต่อหน้าธารกำนัล มีอัตราโทษระบุว่าผู้ใดกระทำอนาจารบุคคลอายุเกิน 15 ปี โดยใช้กำลัง ขู่เข็ญ ทำให้อยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ หรือทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นบุคคลอื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

    ล่าสุดมีรายงานว่า พ่อและแม่นักเรียนที่ถูกอนาจาร เข้าไปยื่นหนังสือที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ เพื่อให้เขตพื้นที่การศึกษาทำโทษทางวินัยร้ายแรง หลังจากก่อนหน้านี้ให้เพียงพักราชการ

    ขณะที่พ่อของเด็กหญิงผู้เสียหาย เล่าว่า ถึงตอนนี้สบายใจขึ้น ที่มีหลายหน่วยงานให้ความสนใจ แต่เกรงว่าการทำโทษอาจจะเอื้อประโยชน์ให้กันจากพักราชการได้ไม่นาน แล้วเข้ามารับราชการคืนเหมือนที่เคยทำกัน ฝากถึงหน่วยงานช่วยเอาใจใส่เรื่องนี้

    ชาวบ้านบุรีรัมย์รุมแฉครูพละหื่น ลวนลามนร.หญิงทุกคนรู้หมดยกเว้นเขตการศึกษา

    ด้านโลกโซเชียลต่างออกมาให้กำลังใจครูที่ปรึกษาและน้องนักเรียนหญิงที่ถูกอนาจาร หลังจากมีครูกลุ่มหนึ่งออกมาต่อต้านพาเด็กไปแจ้งความ โดยเฉพาะข้อมูลต่างที่หลุดออกไป เนื่องจากก่อนหน้านี้มีครูชายในโรงเรียนกระทำกับเด็กหลายคนแต่ไม่เป็นข่าว

    แต่จากการสอบถามแหล่งข่าว ระบุว่า ก่อนหน้านี้เคยมีคุณครูที่กระทำอนาจารกับเด็กแล้วถูกออกราชการไปแล้ว 1 คน และวันที่ 7 มี.ค. ที่ผ่านมา ก็มีครูวิชาศิลปะพาเด็กนักเรียนไปล่วงละเมิดที่สันอ่างเก็บน้ำในตัว อ.ลำปลายมาศ แต่ทั้งหมดไม่เป็นข่าว นอกจากนี้แหล่งข่าวยังระบุอีกว่ายังมีครูชายอีก 4 คนในโรงเรียน ที่กระทำในลักษณะเดียวกัน แต่ยังลอยนวลอยู่

    ทั้งนี้ระหว่างที่พ่อและแม่เด็กหญิงผู้เสียหาย เข้าไปยื่นหนังสื่อต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวได้ถูกรอง ผอ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ ไม่ให้ถ่ายภาพ พร้อมกับไล่ออกจากห้อง เนื่องจากก่อนหน้านี้ไม่พอใจที่สื่อกล่าวหาว่าไม่ให้สัมภาษณ์ตั้งแต่เกิดเรื่อง

    และล่าสุดได้มีคลิปหลุดการทำโทษของครูท่านหนึ่งโรงเรียนเดียวกัน ทำโทษเด็กนักเรียนด้วยการหักนิ้วทั้งห้องเรียน ผู้ปกครองส่วนหนึ่งไม่พอใจจึงนำภาพมาร้องเรียนต่อสื่ออีก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5725904/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bifl7bC2w6WvRvn6zUc3x

  • จีนปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ ออกนโยบายลดการบ้าน-ห้ามกักตัวเด็กช่วงพัก มุ่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน

    จีนปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ ออกนโยบายลดการบ้าน-ห้ามกักตัวเด็กช่วงพัก มุ่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน

    กระทรวงศึกษาธิการจีนประกาศนโยบายปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ สั่งห้ามโรงเรียนสั่งการบ้านเกินพอดีและห้ามเบียดบังเวลาพักของนักเรียน ลดค่านิยมการเรียนหนัก มุ่งฟื้นฟูสุขภาพกายและสุขภาพจิตเยาวชน

    กระทรวงศึกษาธิการของจีนประกาศกรอบนโยบายปฏิรูปการศึกษาครั้งสำคัญ ในวันนี้ (27 มี.ค.) เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตของนักเรียน โดยสั่งห้ามโรงเรียนมอบหมายการบ้านในปริมาณที่มากเกินพอดี และห้ามนำเวลาพักของนักเรียนไปใช้ในการเรียนการสอนอย่างเด็ดขาด 

    ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นความพยายามในการปรับเปลี่ยนทัศนคติครั้งยิ่งใหญ่ของสังคมจีนที่จากเดิมเคยมุ่งเน้นให้เด็กต้องเรียนหนักและทำคะแนนให้ดีเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการเพียงอย่างเดียว

    นโยบายใหม่นี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดแรงกดดันทางการเรียนและแก้ปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชน ซึ่งเหล่าผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ภาระการบ้านที่หนักอึ้งเป็นปัญหาเรื้อรังที่พบได้ทั่วประเทศ ส่งผลให้นักเรียนพักผ่อนไม่เพียงพอ จนนำไปสู่ภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าที่เพิ่มสูงขึ้น ทางการจึงสั่งให้โรงเรียนควบคุมปริมาณการบ้านอย่างเข้มงวด 

    พร้อมกำหนดให้นักเรียนระดับประถมและมัธยมต้องได้มีเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมงในทุกวันที่มีการเรียนการสอน นอกจากนี้ ยังสั่งห้ามโรงเรียนอนุบาลนำเนื้อหาหรือวิธีการสอนของชั้นประถมมาใช้สอนล่วงหน้าโดยเด็ดขาด รวมถึงสั่งห้ามโรงเรียนจัดการสอบบ่อยเกินความจำเป็นเพื่อลดภาระที่หนักเกินไปสำหรับเด็ก

    ในส่วนของโรงเรียนประถมและมัธยมถูกยังถูกสั่งห้ามจัดสอบทุกประเภทที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียน และห้ามโรงเรียนให้รางวัลหรือลงโทษครูผู้สอนโดยใช้คะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยของนักเรียนมาเป็นตัวชี้วัด ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลยังเน้นย้ำว่าโรงเรียนจะต้องไม่ริดรอนเวลาพักของเด็กไม่ว่ากรณีใด ๆ โดยสั่งห้ามกักตัวเด็กไม่ให้ออกจากห้องเรียนในช่วงเวลาพักอย่างเด็ดขาด

    นโยบายดังกล่าวนี้สอดคล้องกับการผลักดันของรัฐบาลจีน ที่เริ่มแนะนำให้โรงเรียนเพิ่มวันหยุดในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงเพิ่มเติมจากการปิดเทอมภาคฤดูร้อนและภาคฤดูหนาวตามปกติ 

    ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาการบินเสฉวนตะวันตกเฉียงใต้เพิ่งประกาศผ่านทาง WeChat ถึงการจัดวันหยุดภาคฤดูใบไม้ผลิ 6 วัน ระหว่างวันที่ 1-6 เมษายนนี้  ภายใต้ธีม “จงออกไปชมดอกไม้และดื่มด่ำกับความรัก” ซึ่งถือเป็นวิธีการเชิงสร้างสรรค์ของภาครัฐที่ทำไปเพื่อหวังจะส่งเสริมการแต่งงานให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศไปพร้อมกัน.

    ที่มา: Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2922957&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xWZaLbom8lv22QBYlEzFn

  • นักวิทย์เฉลยแล้ว! ขับถ่ายวันละกี่ครั้งถึงเรียกว่า “สุขภาพดี” เช็กด่วนอยู่ในเกณฑ์ไหม?

    นักวิทย์เฉลยแล้ว! ขับถ่ายวันละกี่ครั้งถึงเรียกว่า “สุขภาพดี” เช็กด่วนอยู่ในเกณฑ์ไหม?

    นักวิทยาศาสตร์เผยความถี่ที่เหมาะสม “การขับถ่าย” ของคนสุขภาพดีควรเป็นอย่างไร

    ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพได้ออกมาให้คำแนะนำเกี่ยวกับจำนวนครั้งที่เหมาะสมในการขับถ่ายอุจจาระในแต่ละวัน ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญที่ช่วยสะท้อนสภาวะสุขภาพโดยรวมของร่างกายและระบบการทำงานภายในที่อาจมองไม่เห็นจากภายนอก

    ข้อมูลจาก UNILAD รายงานผลการศึกษาในปี 2567 ซึ่งทำการวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,425 ราย โดยมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมการใช้ห้องน้ำในแต่ละวันของกลุ่มคนที่มีสุขภาพดี (ไม่มีประวัติโรคระบบทางเดินอาหารหรือโรคไต) เพื่อหาค่าเฉลี่ยที่เรียกว่า “โซนทองคำ” หรือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการขับถ่าย

    ฌอน กิบบอนส์ นักจุลชีววิทยาจากสถาบัน ISB หนึ่งในผู้เขียนรายงานฉบับนี้ ระบุว่าความถี่ในการขับถ่ายส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ของร่างกายทั้งหมด และความถี่ที่ผิดปกติอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการพัฒนาไปสู่โรคเรื้อรังได้ ดังนั้นการเข้าใจและจัดการความถี่ให้เหมาะสมจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีแม้ในกลุ่มประชากรที่ดูเหมือนจะแข็งแรงดีอยู่แล้วก็ตาม

    iStockphoto

    จากการศึกษาพบว่ากลุ่มคนที่มีสุขภาพดีที่สุดและไม่มีปัญหาเรื่องลำไส้ มีสถิติการขับถ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 1 ถึง 2 ครั้งต่อวัน ซึ่งถือเป็นเกณฑ์ที่เหมาะสมที่สุด อย่างไรก็ตาม หากใครที่ไม่ได้ถ่ายทุกวันแต่ยังอยู่ในช่วง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ไปจนถึง 3 ครั้งต่อวัน ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ “ปกติ” ที่ยอมรับได้

    นักวิจัยได้แบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมทดสอบออกเป็น 4 ระดับตามความถี่ในการขับถ่าย ดังนี้:

    • กลุ่มท้องผูก: ขับถ่ายเพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์
    • กลุ่มปกติระดับต่ำ: ขับถ่าย 3-6 ครั้งต่อสัปดาห์
    • กลุ่มปกติระดับสูง: ขับถ่าย 1-3 ครั้งต่อวัน
    • กลุ่มท้องเสีย: ขับถ่ายตั้งแต่ 4 ครั้งต่อวันขึ้นไป และมักมีลักษณะอุจจาระเหลวเป็นน้ำ

    ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า กลุ่มคนที่มีความถี่ในการขับถ่ายน้อยกว่าปกตินั้นมักพบในกลุ่มผู้หญิง คนที่มีอายุน้อย และผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำ อย่างไรก็ตาม หากความถี่ในการขับถ่ายหลุดออกจากช่วงปกติที่กำหนดไว้ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยเกินไป อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังมีภาวะผิดปกติบางอย่างที่ควรได้รับการดูแลหรือปรึกษาแพทย์

    แหล่งอ้างอิง

    1. UNILAD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9880462/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UWcfCACo02trioLsCYuDn

  • ย้อนรอย ตึกสตง.ถล่ม 1 ปีกับความอัปยศ การสืบสวนข้อเท็จจริงยังไร้คำตอบ จึงเกิดสูญเสียซ้ำซาก

    ย้อนรอย ตึกสตง.ถล่ม 1 ปีกับความอัปยศ การสืบสวนข้อเท็จจริงยังไร้คำตอบ จึงเกิดสูญเสียซ้ำซาก

    27 มี.ค.2569 – ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง ตึกสตง.ถล่ม หนึ่งปีกับความอัปยศ คนไทยต้องไม่ลืม” มีเนื้อหาดังนี้

    สำหรับผม ในฐานะ “วิศวกรไทย” กรณีตึกสตง.ถล่ม คือ “ความอับอาย” ทางวิศวกรรมครั้งใหญ่ที่ใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์ชาติไทย
    .
    แต่ สำหรับประชาชนคนไทย มันยิ่งกว่านั้น มันคือ “ความอัปยศ” ที่สะท้อนความเน่าเฟะ ของ “ระบบราชการ” และ “การคอร์รัปชัน” ที่ฝังลึก เข้าแกน “สันหลัง” ของชาติ จน “ล้มตึก 30 ชั้น” ลงสู่ซากปรักหักพัง คร่าชีวิตร่วมเกือบร้อยศพ จากการสั่นไหวของแผ่นดินไหว ที่ห่างไปมากกว่า 1,000 กิโลเมตร
    .
    ใช่ครับ! ตึกสตง. ครองสถิติอัปยศของโลก ทั้งเป็น “ตึกสูงที่สุด” ที่พังจากแผ่นดินไหว และ “ไกลที่สุด” จากศูนย์กลางแผ่นดินไหว
    .
    ตามหลักการ แทบเป็นไปไม่ได้ แต่ “เป็นไปแล้ว” ที่นี่กรุงเทพมหานคร ที่นี่ประเทศไทย
    .
    หนึ่งปีหายไป กับการ “รอคำตอบ” ชัดๆ แต่กลับ “เงียบ”
    .
    ดูเหมือนว่า สตง. จะแจ้งแก่สังคมว่า “ตึกถล่ม เพราะแผ่นดินไหว” สร้างความ “งุนงง” เหมือนจะส่งสัญญาณบอกว่า มีตึกเดียวมั้ง? ที่โดนแผ่นดินจงใจสั่นไหว ทั้งที่ตึกอื่นก็โดนเหมือนกัน แต่ทำไมเขาไม่ถล่ม!
    .
    หากจำได้ ผมน่าจะเป็น “คนแรกๆ” ที่เสียงดัง กล้าบอกแก่สังคมว่า “ตึกไม่ปกติ” ตั้งแต่วันแรกๆ ที่ตึกถล่ม แบบไม่ลังเล ไม่กลัวเสียคน
    .
    แต่วันนี้ ที่ไม่ปกติ ยิ่งกว่าตึกสตง. คือ “การสืบสวน” หาข้อเท็จจริง ว่าเกิดอะไรขึ้น? และ ใคร? เป็นต้นเหตุ ทำให้เกิด “ความสูญเสีย” และ “ความอัปยศ” เกิดขึ้นในประเทศไทย แบบไม่สามารถลบจากประวัติศาสตร์ยุคใหม่ได้
    .
    สั่งจับ สั่งขัง วิศวกร เจ้าของบริษัทก่อสร้าง และบริษัทออกแบบ ดูเหมือนว่าจะเอาจริง แต่สุดท้ายสาวไปไม่ถึง “ตัวบงการ” ต้นตอของ “จุดตาย” ว่าใคร คือ “ไอ้โม่ง” สั่งแก้แบบ ว่าใครจงใจลดสเปกของ ว่าใครยอมให้ “ผู้รับเหมาด้อยคุณภาพ” แฝงตัวมาร่วมรับงานกับบริษัทใหญ่
    .
    เงียบ…ไม่มีคำตอบ ให้คนไทย
    .
    ยิ่งเจ็บใจ เมื่อหลักฐาน “หายไป” ตั้งแต่การรื้อถอน ที่ไม่มี “เจ้าภาพ” มาเก็บหลักฐานอย่างมี “มาตรฐาน” การเข้าไปเก็บ “ตัวอย่างเหล็ก” แบบดุ่มๆ ทั้งที่ผมก็เตือนอย่างสุภาพไปแล้ว สุดท้ายนอกจาก พิสูจน์อะไรไม่ได้ ยังถูกบริษัทเหล็กฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหายนับพันล้าน เศร้า…
    .
    ขณะที่การตรวจสอบ “อาคารเสี่ยง” ในกรุงเทพมหานคร ก็ตื่นเต้นทำกันไม่กี่วัน แล้วเลิก สุดท้ายไม่รู้เลยว่า ตึกไหนปลอดภัย ตึกไหนไม่ปลอดภัย หรือต้องปรับปรุง เพราะแผ่นดินไหว “มาอีกแน่” และมาแบบไม่รู้ตัวอีก คราวหน้าอาจหนักยิ่งกว่า แรงกว่า สูญเสียมากกว่า!
    .
    กฏกทม. และพรบ.ควบคุมอาคาร ยังไม่ได้รับการปรับปรุง บังคับใช้ ให้ทันสมัย เพื่อพร้อมรับมือ “ภัยแผ่นดินไหว” ที่จะหนักกว่าเดิม
    .
    เพราะรอยเลื่อน “ด่านเจดีย์สามองค์” และ “ศรีสวัสดิ์” แถวกาญจนบุรี สุพรรณบุรี ใกล้กรุงเทพนิดเดียว นอนเงียบสงบมานาน เงียบแบบน่าสงสัย รอวันตื่น จะสะท้าน สะเทือนถึงเมืองหลวง เป็นภัยใหญ่หลวง ที่ไม่มีการเตรียมตัว เสียวสันหลัง ไม่กล้าคิด
    .
    ผมเครียดแทนคนกรุง ไม่รู้เสียดีกว่า…
    .
    หนึ่งปีตึกสตง.ถล่ม จึงเป็น “ความล้มเหลว” ที่ไม่อาจยอมรับได้ ทั้งเรื่อง “การหาความจริง” และ “การถอดบทเรียน”
    .
    สุดท้าย ความสูญเสีย “ซ้ำซาก” อย่างที่คุณเห็น “เครนถล่มที่สีคิ้ว” และ “เครนถล่มที่ถนนพระราม 2” และคงได้เห็นอีก หากสังคมไทย ทำเป็น “ลืม” เหตุการณ์ตึกสตง.ถล่ม เพราะ “คนผิดยังลอยนวล” และ “คนไทยยังตายฟรี”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/970421/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Atmf0WQeOUzaLOReAlTY2

  • ก้อง ปิยะ บ่นอุบเศรษฐกิจแย่ ตอบปม สว. แนะเลี้ยงไก่ ถามกลับอยู่ทาวน์เฮ้าส์จะทำยังไง

    ก้อง ปิยะ บ่นอุบเศรษฐกิจแย่ ตอบปม สว. แนะเลี้ยงไก่ ถามกลับอยู่ทาวน์เฮ้าส์จะทำยังไง

    เดือดร้อนได้รับผลกระทบถ้วนหน้า เมื่อมีการปรับราคาน้ำมันขึ้นลิตรละ 6 บาท ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ล่าสุด แจ็คเกอรีน ไทยรัฐบันเทิง ชวนผู้จัดละคร ก้อง ปิยะ เศวตพิกุล มาพูดคุยถึงเรื่องนี้ว่าได้รับผลกระทบยังไงบ้าง พร้อมทั้งถามความคิดเห็นกรณีที่ นายปฏิมา จีระแพทย์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แนะประชาชนปลูกผัก เลี้ยงไก่ ท่ามกลางวิกฤติพลังงานในเวลานี้ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก

    ไหวไหมกับเศรษฐกิจช่วงนี้?

    “แย่มาก (ลากเสียง) น้ำมันนะ เฮ้อ (ถอนหายใจ) แย่มากเพราะว่าอย่างเวลาพี่จัดงานแฟร์ต่างจังหวัด ร้านค้าก็จะมีไปเติมน้ำมัน พี่ไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับน้ำมัน คือไม่ทราบ รู้แต่ว่าคนบอกมีน้ำมันๆ แต่เอาจริงๆ ไม่มีน้ำมัน หายไปแป๊บนึงคืออะไร ไม่เข้าใจไง ตอนนั้นข่าวสับสน รัฐบาลบอกมีน้ำมัน แต่ทางปั๊มบอกหมด มันก็เลยเกิดการสับสนว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

    แต่ตอนนี้น้ำมันขึ้นมา 6 บาทแล้ว?

    “6 บาทนี่ขึ้นแล้วมีให้เติมมั้ยคะ ไม่ทราบค่ะ คืออยากรู้ว่ามีขึ้นได้แล้วมีให้เติมมั้ยก็ไม่รู้เหมือนกัน เป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกัน พี่ก้องว่านะมันเป็นวิกฤติของโลก อย่ามัวแต่ด่ากันเลยค่ะ ด่าไปด่ามาไม่มีผลค่ะ เราต้องช่วยตัวเองให้ดีที่สุดค่ะ ช่วยประเทศชาติเราก่อน ช่วยกันก่อน ให้ประเทศชาติเราอยู่ได้ ให้เศรษฐกิจเราดีขึ้น จบ”

    จะไหวมั้ยเพราะประคองมาตั้งแต่โควิด?

    “เราก็ต้องสู้ต่อนะคะ เมื่อมีลมหายใจก็ต้องสู้กันต่อไป จะไม่ไหวก็ไม่ได้ เรามีลูกน้องก็ต้องสู้ต่อ ต้องช่วยกันดูแลตัวเอง ดูแลทุกคน ไม่ใช่แค่พี่ก้อง คนอื่นที่เปิดบริษัท เขาก็ต้องช่วยกันเหมือนกัน พี่ว่าก็ลำบาก เพราะฉะนั้นอย่ามัวแต่ด่ากัน ช่วยเหลือกัน หาวิธีการเซฟ ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นให้ได้”

    รัฐบาลบอกให้ประหยัด?

    “ประหยัดอยู่แล้วค่ะตอนนี้ ไม่ประหยัดก็ไม่มีอะไรกินค่ะ”

    เลี้ยงไก่ไหม ตามที่ท่าน สว.บอก?

    “อ๋อ ไก่คงไม่ได้เลี้ยงค่ะ เพราะว่าอยู่บ้านทาวน์เฮาส์ เลี้ยงไปข้างบ้านคงเขียนมาด่าว่าเสียงดัง เลี้ยงไม่ได้หรอกค่ะไก่ เลี้ยงได้แต่ปลาทองค่ะ ปลาทองออกไข่กินได้มั้ยคะ (หัวเราะ) ให้ไปเลี้ยงไก่ แต่อยู่ทาวน์เฮ้าส์จะเลี้ยงไก่ยังไงละคะคุณ คุณเลี้ยงไก่ปุ๊บ ข้างบ้านก็บอกว่านอนไม่ได้ ต้องตื่นแต่เช้า ไก่มันขัน ไม่ได้อีก จะเลี้ยงอะไรคะงั้นน่ะ ทาวน์เฮ้าส์ก็กระจึ๋งนึง เลี้ยงได้แต่ปลาทองปลากัดค่ะ หรือจะเพาะพันธุ์ปลากัดขายดีคะ (ยิ้ม)”

    อยากให้รัฐบาลช่วยอะไรมั้ย?

    “ตอนนี้ก็พยายามหาวิธีการให้เศรษฐกิจมันหมุนเวียน น้ำมันไม่ขาดแคลน หาวิธีการช่วยหน่อย สำคัญที่สุดเลย ไม่ใช่แค่ดิฉันนะคะ คนอื่นด้วยในประเทศไทย ก็หวังว่ารัฐบาลยังช่วยเหลืออยู่ แต่ตอนนี้ข่าวสารอาจจะงงนิดนึง แต่ก็สู้ค่ะ รุ่นเราสู้ค่ะ เวลาไปหาผู้ชายก็ลดเวลาลงหน่อย จากไปหาอาทิตย์ละหนสองหน ก็ลดเหลือแค่เดือนนึงหนนึง เอาเงินที่หาผู้ชายไปทำอย่างอื่นแทน (หัวเราะ)”

    คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2922955&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DT88Gp4AT_12gOqOujbuk

  • สงครามทำ ‘ประเทศอ่าว’ พัง จำต้อง ‘ถอนทุน’ จากทั่วโลก

    สงครามทำ ‘ประเทศอ่าว’ พัง จำต้อง ‘ถอนทุน’ จากทั่วโลก

    เงินอ่าวมหาศาลที่เคยไหลหล่อเลี้ยงโลก กำลังเริ่ม ‘ไหลย้อนกลับ’ ความบอบช้ำจากสงครามอิหร่าน กำลังกดดันให้ประเทศอ่าว ‘ดึงเงินที่ลงทุนอยู่ทั่วโลกกลับ’ หันมาฟื้นฟู และเสริมความมั่นคงทางกลาโหมของตัวเองแทน

    เมื่อเอ่ยถึง “ตะวันออกกลาง” หลายคนอาจนึกถึง “น้ำมัน” เป็นอันดับแรก แต่สิ่งที่ทรงพลังยิ่งกว่า กลับเป็น “เงินลงทุนมหาศาล” ซึ่งประเทศอ่าวอาหรับเหล่านี้โปรยลงทุนทั่วโลก

    ตัวอย่างเช่นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) ของซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวต และประเทศอ่าวอื่นๆ ถือครองสินทรัพย์รวมกัน “5 ล้านล้านดอลลาร์” (ประมาณ 160 ล้านล้านบาท) และกระจายลงทุนไปทั่วโลก ตั้งแต่สหรัฐ แอฟริกา เอเชีย ไปจนถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยี พลังงาน ปัญญาประดิษฐ์ และความบันเทิง

    ตัวอย่างล่าสุดคือ กองทุนความมั่งคั่งของประเทศอ่าวเข้าไปสนับสนุนความพยายามของบริษัทบันเทิงสหรัฐอย่าง Paramount ในการเข้าซื้อกิจการคู่แข่งอย่าง Warner Brothers

    ไม่เพียงเท่านั้น ยังอยู่เบื้องหลังดีลซื้อกิจการขนาดใหญ่อย่างการเข้าซื้อบริษัทเกม Electronic Arts มูลค่า 55,000 ล้านดอลลาร์ที่ได้รับการหนุนจากซาอุดีอาระเบีย และดีลของกองทุนจากอาบูดาบีที่เข้าซื้อบริษัทโฆษณา Clear Channel Outdoor Holdings และเข้าลงทุนซื้อกิจการ TikTok ด้วย

    เมื่อปีที่ผ่านมา หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางเยือนตะวันออกกลาง เขากลับมาพร้อม “คำมั่นลงทุนสหรัฐมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์” จากซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์

    ทว่าในวันนี้ เส้นเลือดการเงินสายสำคัญนี้กำลังสั่นคลอน จากแรงกระแทกของ “สงครามอิหร่าน”

    เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น เงินที่เคยไหลออกสู่โลก กำลังเริ่ม “ไหลกลับเข้าบ้าน” และนั่นหมายความว่า ดีลขนาดใหญ่ที่เคยค้ำเศรษฐกิจโลกไว้ อาจสะดุด เงินสะพัดที่เคยหล่อเลี้ยงตลาดอาจหดตัว

    “อิทธิพลของประเทศอ่าวต่อเศรษฐกิจโลก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำมัน” มาเจด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในเวทีเสวนาออนไลน์ของสถาบันคลังสมอง Middle East Council on Global Affairs

    “ภูมิภาคนี้คือ ศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก และหากเกิดความปั่นป่วน จนต้องหันกลับไปโฟกัสด้านความมั่นคง ถอนการลงทุน และลดบทบาททางเศรษฐกิจกับนานาชาติ ผลกระทบจะลามไปถึงทุกครัวเรือน ในทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแทบจะหมายถึงเกือบทุกประเทศบนโลกในวันนี้”

    ล่าสุด หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ของอังกฤษรายงาน โดยอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อว่า ประเทศอ่าวขนาดใหญ่ 3 แห่ง กำลัง “ทบทวน” แผนการลงทุนระดับล้านล้านดอลลาร์ในสหรัฐใหม่เนื่องจากแรงกดดันทางการเงินจากสงคราม

    “ใครให้อำนาจคุณลากภูมิภาคของเราเข้าสู่สงคราม?” คาลาฟ อัล ฮับทูร์ นักธุรกิจชื่อดังจากดูไบ โพสต์ถามทรัมป์บน X เมื่อวันที่ 5 มี.ค.69 โดยระบุว่า ประธานาธิบดีสหรัฐได้พาประเทศอ่าวอาหรับ “ไปอยู่กลางอันตรายที่พวกเขาไม่ได้เลือก”

    สงครามปะทุ ทำอสังหาฯ–ท่องเที่ยว–ตลาดทุนทรุด

    เมื่อสงครามปะทุขึ้น หลังสหรัฐ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่ยังลามไปถึง “รายได้หลัก” ของประเทศอ่าว

    การปิดช่องแคบฮอร์มุซ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน สนามบิน รวมถึงฐานทัพสหรัฐในประเทศอ่าว และความไม่มั่นคง ทำให้การผลิตและส่งออก “พลังงาน” สะดุด ส่งผลให้รายได้รัฐลดลงทันที

    ผลที่ตามมา บริษัทที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ Oxford Economics ประเมินว่า เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอ่าวในปีนี้ มีแนวโน้มโตเพียง 2.6% ซึ่งต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เดิม 1.8% สะท้อนว่ากำลังซื้อระดับรัฐกำลังอ่อนแรงลง

    ยิ่งไปกว่านั้น ผลกระทบยังลุกลามไปยังหลายภาคส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นในภูมิภาคก็ปรับตัวร่วง

    ในขณะนี้ ปริมาณการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลดลงถึง 37% เมื่อเทียบรายปีในช่วง 12 วันแรกของเดือนมีนาคม และลดลง 49% เมื่อเทียบรายเดือน ตามการประเมินของนักวิเคราะห์จากรายงาน Goldman Sachs

    อสังหาริมทรัพย์บางแห่ง “ยอมเฉือนราคา” อย่างหนัก ลดกระหน่ำลงถึง 12–15% สะท้อนแรงกดดันที่ถาโถมเข้าสู่ตลาด ตามข้อมูลจากเอเจนต์อสังหาฯ และข้อความบนโซเชียลมีเดียที่สำนักข่าวรอยเตอร์สตรวจสอบ

    ตัวอย่างเช่น ผู้ขายรายหนึ่งต้องการ “ขายด่วน” สำหรับทรัพย์สินใกล้กับ Burj Khalifa ตึกที่สูงที่สุดในโลก โดยข้อความจากเอเจนต์ระบุว่า ผู้ขายตั้งราคาที่ 650,000 ดอลลาร์ ลดลงประมาณ 12% จากราคาก่อนหน้าที่ 735,000 ดอลลาร์ เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน

    เฟรเดอริก ชไนเดอร์ นักวิจัยอาวุโสจาก Middle East Council เขียนไว้ว่า “ภาพวิดีโอการระเบิดในดูไบ โดฮา และมานามา ได้ทำลายภาพลักษณ์ ‘ความปลอดภัย’ ที่ประเทศอ่าวพยายามสร้างมาอย่างยาวนาน”

    สงครามทำ ‘ประเทศอ่าว’ พัง จำต้อง ‘ถอนทุน’ จากทั่วโลก

    – ภาพ: Reuters –

    สงครามทำ ‘ประเทศอ่าว’ พัง จำต้อง ‘ถอนทุน’ จากทั่วโลก

    – ควันพวยพุ่งขึ้นจากโรงกลั่นน้ำมันราสทานูราในซาอุดีอาระเบีย หลังถูกโดรนโจมตี (ภาพ: Vantor/ Reuters) –

    ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเตือนว่า การปิดน่านฟ้า โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลรอมฎอน อาจทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวหายไปสูงถึง 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์

    ทิศทางทุนเปลี่ยนทิศ จาก ‘ขยายอิทธิพล’ สู่ ‘เอาตัวรอด’ ก่อน

    ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เงินจากประเทศอ่าวมหาศาลเหล่านี้ได้ไหลออกไปใน 3 บทบาทหลัก

    หนึ่ง เป็นการลงทุนเชิงรุกทั่วโลก ตั้งแต่หุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐ เมืองอัจฉริยะในยุโรป ไปจนถึงโครงการพลังงาน และเหมืองแร่ในแอฟริกา ประเทศอ่าวไม่ได้เป็นเพียง “นักลงทุน” แต่กำลังซื้ออนาคตของโลกไว้ล่วงหน้า

    สอง การอุ้มเศรษฐกิจ และสร้างเสถียรภาพภูมิภาค เช่น อียิปต์ เลบานอน ซีเรีย

    ในหลายกรณี เงินจากอ่าวทำหน้าที่เหมือน “ผู้ช่วยชีวิต” ให้ประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นการพยุงค่าเงิน อัดฉีดสภาพคล่อง หรือสนับสนุนการฟื้นฟูหลังสงคราม

    สาม การซื้ออิทธิพลเชิงภูมิรัฐศาสตร์

    เงินไม่ได้แค่สร้างกำไร แต่สร้าง “อำนาจต่อรอง” ยิ่งลงทุนมาก ยิ่งมีเสียงในเวทีโลกมาก นี่คือ ยุคที่เงินอ่าว “เดินเกมรุก” บนกระดานโลก

    แต่เมื่อสงครามอิหร่านปะทุขึ้น บทบาทเหล่านี้กำลังเริ่มเปลี่ยนไป ความเสี่ยงด้านความมั่นคงพุ่งสูง รายได้จากพลังงานเริ่มไม่แน่นอน และความเชื่อมั่นในภูมิภาคถูกสั่นคลอน
    ผลลัพธ์คือ “ลำดับความสำคัญ” ถูกเขียนใหม่ทั้งหมด

    ประเทศอ่าวเริ่มต้องหันกลับมามอง “ภายใน” มากกว่า “ภายนอก” ตั้งแต่งบประมาณถูกโยกเข้าสู่  “กลาโหมและความมั่นคง” เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

    เงินลงทุนอาจถูกเปลี่ยนไปสู่ระบบที่ทำให้ประเทศอยู่รอดได้ เช่น พลังงานสำรอง อาหาร และเส้นทางขนส่งทางเลือก รวมถึงกองทุนความมั่งคั่ง อาจถูกใช้เพื่อพยุงเศรษฐกิจในประเทศ แทนการลงทุนในต่างประเทศ

    นี่ดูเหมือนไม่ใช่แค่การชะลอการลงทุน แต่อาจเป็นการเปลี่ยนทิศทางเงินครั้งใหญ่ จาก “ลงทุนสู่ภายนอก” เพื่อขยายอิทธิพล อาจเปลี่ยนเป็น “ดึงเงินกลับเข้าบ้าน” เพื่อฟื้นฟูประเทศแทน

    “ผลกระทบย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะความยากลำบากทางเศรษฐกิจที่เรากำลังเผชิญจากสงคราม และความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของภูมิภาคที่ลดลง เราจะต้องทุ่มเวลาไปกับการฟื้นฟูประเทศ เสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกัน และรับมือกับวิกฤติในภูมิภาคโดยตรง” อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์กล่าวยอมรับ

    ขณะเดียวกัน เรเชล เซียมบา นักวิจัยจาก Gulf International Forum ยังชี้ว่า กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ อาจถูกเรียกใช้เพื่อ “พยุงเศรษฐกิจภายในประเทศ” มากขึ้นแทน เช่น การอัดฉีดเงินเพื่อช่วยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ อย่างโรงแรมที่ต้องเผชิญภาวะห้องพักว่างจำนวนมาก

    ด้านทิม คัลเลน นักวิจัยรับเชิญจากสถาบัน Arab Gulf States Institute (AGSI) ในวอชิงตัน และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจอ่าวมองว่า ผลกระทบระยะสั้นนั้น “ชัดเจนอยู่แล้ว” และในระยะกลาง การเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็มีแนวโน้มจะต่ำกว่าที่คาด เนื่องจากภูมิภาคนี้จะถูกมองว่ามีความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบระยะยาวยังคงไม่แน่นอน

    “การลงทุนทุกภาคส่วนจะได้รับผลกระทบ”

    “คำถามคือ จะมากแค่ไหน และยาวนานเพียงใด ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าสงครามจะจบลงอย่างไร หากความเสี่ยงของความขัดแย้ง และการหยุดชะงักยังคงอยู่ ก็อาจกลายเป็นผลกระทบถาวรได้” คัลเลน กล่าวทิ้งท้าย

    อ้างอิง: dwreuterswsj

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1226960&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3u2vtglk-VFAQVVc3VuW5n

  • รอเลย! ‘คนละครึ่ง เฟส 2’ รัฐบาลใหม่ลุยทันที หลังแถลงนโยบาย

    รอเลย! ‘คนละครึ่ง เฟส 2’ รัฐบาลใหม่ลุยทันที หลังแถลงนโยบาย

    ‘สภาพัฒน์’ จ่อชงรัฐบาลใหม่ เร่งคลอด ‘คนละครึ่งพลัส เฟสใหม่’ หลังแถลงนโยบาย ก่อนวางงบปี 70 ทำเฟสต่อไป เร่งช่วยประชาชนท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

    27 มี.ค. 2569 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เตรียมจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตพลังงาน โดยนอกเหนือจาก 7 มาตรการ ที่ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา ที่เป็นการพุ่งเป้าช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม อาทิ กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่งและผู้ให้บริการรถสาธารณะ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งไม่ให้กระทบกับราคาสินค้ามากและไม่ทำให้เงินเฟ้อขึ้นเยอะนั้น

    ส่วนการช่วยเหลือกลุ่มคนชั้นกลาง ที่กำลังมีการเรียกร้องอยู่ในขณะนี้ ได้มีการเตรียมไว้หมดแล้ว ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่ มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา สิ่งที่ควรจะเริ่มดำเนินการทันที อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งต้องเร่งออกมาอย่างน้อย 1 เฟส หลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่มีอำนาจเต็ม แต่ถึงอย่างไรก็ต้องดูในเรื่องของงบประมาณประกอบด้วย จากนั้นจะต้องเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และจึงค่อยดำเนินการโครงการคนละครึ่ง เฟสถัดไป.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/970480/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WULpVuJ_8n5Y-9RgX_hXd

  • ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทางออก ทางรอด ในทุกวิกฤติ ของคนไทย | เดลินิวส์

    ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทางออก ทางรอด ในทุกวิกฤติ ของคนไทย | เดลินิวส์

    นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เปิดเผยในระหว่างนำสื่อมวลชนในโครงการสื่อมวลชนสัญจร สืบสานพระราชดำริ ปี 2568 เยี่ยมชมความคืบหน้าในการดำเนินงานและการขยายผลสู่ราษฎร ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมาว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถช่วยให้ประชาชนสามารถผ่านวิกฤติเศรษฐกิจที่เป็นผลมาจากปัญหาด้านพลังงาน หนึ่งในปัจจัยการผลิตและการดำรงชีวิตของผู้คนในสังคมได้เป็นอย่างดี

    “เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่หมายถึงการใช้ชีวิตที่หันมาทำการเพาะปลูกพืชผักเพื่อการบริโภคเท่านั้น หากแต่เป็นการใช้ชีวิตที่มีภูมิคุ้มกัน ไม่ใช้จ่ายเกินกำลังของรายรับ ไม่ลงทุนเกินตัว พึ่งพาตนเองเป็นเบื้องต้น เหลือแจกจ่ายแบ่งปันและขายเป็นรายได้สำหรับเก็บออม อย่างศูนย์ศึกษาการพัมนาเขาหินซ้อนฯ ทุกกิจกรรมที่ขยายผลสู่การปฏิบัติใช้ของราษฎรจะอยู่ภายใต้กรอบการนน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน” นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร. กล่าว

    เลขาธิการ กปร. กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจะเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตในทุกมิติ เช่น ตอนนี้ราคาน้ำมันแพง แทนที่จะใช้รถหลายคันของบ้านหลังหนึ่งก็เดินทางด้วยกันใช้รถเพียงคันเดียว หรือใช้รถโดยสารสาธารณะเช่นรถเมล์ รถไฟฟ้า ก็จะช่วยประหยัดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและงบประมาณได้ นี่ก็คือหลักอย่างหนึ่งของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องภาคการเกษตรเพียงอย่างเดียวหากแต่เป็นแนวทางสำหรับการดำเนินชีวิตในสายกลาง ที่จะช่วยให้รอดพ้นวิกฤติ มีภูมิคุ้มกันในเรื่องต่างๆ ได้ เป็นอย่างดี

    “ประเทศไทยเราโชคดีที่ สามารถผ่านพ้นวิกฤติทั้งจากภัยธรรมชาติ ภัยสังคม โรคภัย และภัยจากการเมืองโลกได้ด้วยดีตลอดมา ทุกวิกฤติจะไม่ปรากฎว่ามีคนไทยต้องอดตาย ตรงกันข้ามกลับมีกินมีใช้ทั้งประทังชีวิตและฟื้นฟูการพัฒนาประเทศชาติได้อย่างรวดเร็วภายหลักจากผ่านพ้นวิกฤติ ด้วยมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 แห่ง ศูนย์สาขา 19 แห่ง ศูนย์เรียนรู้ที่เกิดจากการขยายผลของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอีก 221 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคของประเทศ ทำหน้าที่เป็นต้นแบบให้ประชาชนเข้าไปศึกษาดูงาน แล้วนำความสำเร็จเหล่านั้นมาปฏิบัติใช้ในครอบครัว ชุมชน ของตนเองภายใต้แนวทางการปฏิบัติตามหลักปรัขญาของเศรษฐกิจพอเพียง พื้นฐานสำคัญที่ทำให้คนไทยสามารถผ่านวิกฤติได้ตลอดมา “ เลขาธิการ กปร. กล่าว

    การนี้คณะสื่อมวลชนได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ที่ได้สืบสานแนวพระราชดำริ
    ในการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย และจัดทำแปลงสาธิตการพัฒนาด้านเกษตรกรรม เพื่อหารูปแบบในการพัฒนาพื้นที่ดิน
    เสื่อมโทรมให้สามารถนำกลับมาทำการเพาะปลูกได้อีกครั้งหนึ่ง และนำองค์ความรู้มาจัดทำเป็นคู่มือ ตำรา หลักสูตรอบรม ตลอดถึงจัดทำแปลงสาธิตเพื่อให้ราษฎรเข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำกลับไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเอง เป็นแหล่งให้บริการองค์ความรู้แบบ “ศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One stop service)”

    พร้อมเยี่ยมชมกิจกรรมและแปลงสาธิต ภายในศูนย์ศึกษาฯ อาทิ ฐานเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ฐานเรียนรู้การปลูกและแปรรูปสมุนไพร ฐานเรียนรู้การปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ พร้อมชมผลิตภัณฑ์และผลผลิตของเกษตรกรเครือข่าย ณ ร้านพวงคราม บริเวณด้านหน้าศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ

    สำหรับศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น เมื่อปี 2522 จนปัจจุบันเป็นระยะเวลา 43 ปี ได้ดำเนินการพัฒนาในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านดิน แหล่งน้ำ และป่าไม้ ที่เหมาะสมสอดคล้องกับภูมิสังคม ถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียบง่ายประหยัด เกษตรกรสามารถนำไปดำเนินการด้วยตนเองได้ และปัจจุบันมีผู้คนที่สนใจ เข้ามาศึกษาเรียนรู้ดูงานเพื่อนำไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเอง และท่องเที่ยวชมการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

    จากนั้นสื่อมวชนและคณะได้เดินทางไปยังศูนย์เรียนรู้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมิตรสัมพันธ์ (นางสาวเครือวรรณ จันทศรี) ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เยี่ยมชมแปลงเกษตรผสมผสาน ประกอบด้วย มะดัน ตะลิงปลิง มะม่วงหาวมะนาวโห่ ฯลฯ ชมผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน อย. และผลการดำเนินงานของเกษตรกรขยายผลของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ

    จุดเด่นของศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ คือการนำผลผลิตที่เหลือจากการเกษตรมาแปรรูปเป็นผลไม้แช่อิ่มชนิดต่างๆ รวมถึงผลไม้กวน และการแปรรูปสมุนไพรต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องสำอาง มีการดำเนินชีวิตตามวิถีความพอเพียง ด้วยการนำผลผลิตทางการเกษตรที่เหลือจากบริโภคและขาย มาแปรรูปให้เกิดประโยชน์ มีการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ทั้งจากการลองผิดลองถูกด้วยตนเอง พร้อมประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการค้นคว้าจากแหล่งความรู้ต่างๆ มาประยุกต์ใช้ มีการวางแผนการปลูก การผลิต การจัดการผลผลิต การแปรรูป การตลาด และการจัดการทางธุรกิจที่เหมาะสมอย่างเป็นระบบ โดยใช้ความรู้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ มาสนับสนุน อาทิการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด การทำการเกษตรแบบผสมผสาน การทำบัญชีฟาร์ม การผลิตน้ำหมักชีวภาพ สารไล่แมลง และการผลิตปุ๋ยหมัก การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและการพัฒนาช่องทางการตลาดในการจัดจำหน่ายสินค้า เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5726324/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AkBMnel42EfpSdG7xbR34