Blog

  • อนาคตเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของเช็ก หลังจาก 250 ปีแห่งการทำเหมืองถ่านหิน

    อนาคตเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของเช็ก หลังจาก 250 ปีแห่งการทำเหมืองถ่านหิน

    เหมืองถ่านหินใต้ดินแห่งสุดท้ายของสาธารณรัฐเช็ก คือเหมือง ČSM ในเมือง Stonava ใกล้ชายแดนโปแลนด์ ปิดตัวลงในเดือนมกราคม 2026 เป็นการยุติการทำเหมืองถ่านหินที่ยาวนานกว่า 250 ปี โดยเหมืองแห่งนี้ถือเป็นอุตสาหกรรมที่เคยเป็นเสาหลักของภาคอุตสาหกรรมหนักและเศรษฐกิจในภูมิภาค Moravian-Silesian การปิดตัวลงของเหมืองนี้ถือเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยที่ขับเคลื่อนการผลิตเหล็กและอุตสาหกรรมหนักในภูมิภาค ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านแรงงาน พลังงาน อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม

    แต่เดิมการทำเหมืองในแอ่ง Ostrava-Karviná เริ่มต้นขึ้นในปลายศตวรรษที่ 18 โดยบริษัท OKD ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐที่ดำเนินงานเหมือง มีจำนวนคนงานหลายหมื่นคนและขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเติบโตทางอุตสาหกรรม ในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดในทศวรรษ 1980 แอ่งนี้มีคนงานเหมืองมากกว่า 100,000 คน และผลิตถ่านหินได้มากถึง 25 ล้านตันต่อปี หลังจากการแปรรูปเป็นเอกชน อุตสาหกรรมก็เสื่อมถอยลง และจำนวนพนักงานของ OKD ลดลงเหลือเพียง 2,300 คน ภายในปี 2025 โดยปัจจัยหลักมาจาก “ราคาถ่านหินในตลาดโลกต่ำ ในขณะที่ต้นทุนการทำเหมืองของเราสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามความลึกที่มากขึ้นที่เราขุดลงไป” Mr. Roman Sikora ผู้อำนวยการของ OKD กล่าวกับสำนักข่าว Reuters การทำเหมืองลึกที่ ČSM ไม่สามารถแข่งขันได้ทางเศรษฐกิจอีกต่อไป ในขณะที่การผลิตเหล็กในประเทศที่ลดลงและการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรปส่งผลให้ความต้องการลดลงเช่นกัน ซึ่งการปิดเหมืองครั้งนี้ พนักงานเหมืองกว่า 900-1,500 คน จะถูกเลิกจ้าง โดยเงินชดเชยสำหรับพนักงานที่ออกจากเหมืองจะมีมูลค่ารวมกว่า 500,000 ล้านเช็กคราวน์ ซึ่งการจ่ายเงินจะขึ้นอยู่กับจำนวนปีที่ทำงาน ในขณะที่ OKD มีแผนที่จะดำเนินกิจการต่อไป โดยภาคส่วนเหมืองกำลังถูกแทนที่ด้วยโครงการพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น การพัฒนาโรงงานจัดเก็บแบตเตอรี่ ขนาด 40 เมกะวัตต์ชั่วโมง โรงไฟฟ้าพลังงานร่วมที่ใช้ก๊าซจากเหมือง และการพัฒนาที่ดินอุตสาหกรรมในเขต Karviná ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปลายปี 2026 ดั้งนั้น ชุมชนรอบๆ อุตสาหกรรมนี้จะต้องปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจใหม่ ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดการกับร่องรอยทางสิ่งแวดล้อม จากการขุดเจาะมานานหลายศตวรรษ ทั้งร่องรอยที่เห็นได้ชัดบนภูมิทัศน์ รวมถึงทะเลสาบที่ปนเปื้อน การทรุดตัวของพื้นดิน และโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทิ้งร้าง โดยกองทุนการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมของสหภาพยุโรปจะให้เงินสนับสนุน 19 พันล้านเช็กคราวน์ หรือประมาณ 908 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาภูมิภาคและการลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งการปิดตัวลงของ ČSM ถือเป็นบทสุดท้ายของการทำเหมืองถ่านหินใต้ดินในสาธารณรัฐเช็ก แต่ยังเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระดับภูมิภาคที่กว้างขึ้น หน่วยงานและบริษัทต่างๆ กำลังลงทุนในโครงการฝึกอบรมใหม่ โครงการพลังงานหมุนเวียน และการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่เพื่อทดแทนการจ้างงานที่พึ่งพาถ่านหินและลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นที่น่าจับตามองว่าภูมิภาคนี้จะสร้างสมดุลระหว่างการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และความต้องการด้านพลังงานได้อย่างไร ซึ่งอาจกลายมาเป็นต้นแบบสำหรับพื้นที่อื่นๆ ที่เคยพึ่งพาถ่านหินในยุโรปกลางต่อไป

    ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

    สาธารณรัฐเช็กมีนโยบายในการเลิกใช้ถ่านหินทั้งหมดเพื่อผลิตพลังงานภายในปี 2033 โดยการปิดเหมืองครั้งนี้จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานหมุนเวียน และก๊าซธรรมชาติทดแทน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือการ “ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งใหญ่” โดยสาธารณรัฐเช็กจะมีความต้องการเทคโนโลยีสะอาดเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการจัดเก็บพลังงาน (Energy Storage) และโซลูชันด้านประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency) อย่างเร่งด่วนเพื่อชดเชยพลังงานหลักที่หายไป นอกจากนี้ พื้นที่เหมืองเก่ากำลังถูกเปลี่ยนเป็นนิคมอุตสาหกรรมใหม่เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เช่น โรงงานผลิตแบตเตอรี่ (Gigafactory) ซึ่งจะทำให้เช็กกลายเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาค ดังนั้น จึงถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายการส่งออกสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับแนวโน้มด้านพลังงานสะอาดและนโยบาย ESG (Environmental, Social, Governance) อาทิ 

    1.กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และแบตเตอรี่ (EV Supply Chain): เช็กกำลังเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อทดแทนอุตสาหกรรมเดิม ผู้ผลิตไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หรือเทคโนโลยีแบตเตอรี่มีโอกาสสูงในการเป็น Partner กับบริษัทในเช็ก

    2. สินค้าที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน (Green Products): มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของเช็กจะเข้มงวดขึ้นตามนโยบาย EU Green Deal สินค้าไทยที่จะส่งออกต้องมี Carbon Footprint ต่ำ หรือใช้วัสดุรีไซเคิล เพื่อให้แข่งขันได้ในตลาดที่ผู้บริโภคและภาครัฐให้ความสำคัญกับ ESG

    3. นวัตกรรมประหยัดพลังงานในที่พักอาศัย: การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินอาจทำให้ค่าไฟในระยะสั้นมีความผันผวน สินค้าไทยกลุ่ม Smart Home อุปกรณ์ประหยัดไฟ หรือระบบ Solar Rooftop สำหรับครัวเรือนและโรงงานขนาดเล็ก เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการเติบโต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/svha9foy8rmz816im8fbu8bk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-6Zx9LNCKqNXqRLLaTzo5

  • บีโอไอเผยยอดลงทุนปี 68 ทะยาน 1.8 ล้านล้านบาท เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย สู่ฐานนวัตกรรมแห่งอนาคต

    บีโอไอเผยยอดลงทุนปี 68 ทะยาน 1.8 ล้านล้านบาท เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย สู่ฐานนวัตกรรมแห่งอนาคต

    บีโอไอเผยยอดลงทุนปี 68 ทะยาน 1.8 ล้านล้านบาท เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย สู่ฐานนวัตกรรมแห่งอนาคต


    26/01/2569 | 68 |

    บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2568 มูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีจำนวนโครงการกว่า 3,300 โครงการ สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุน ยกไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค บีโอไอย้ำยุทธศาสตร์การส่งเสริมลงทุนเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย ก้าวสู่ฐานนวัตกรรมแห่งอนาคต มุ่งเติบโตตามเทรนด์โลกในด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน 

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน โดยมีจำนวน 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 และมีเงินลงทุน 1,876,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 67 นับเป็นยอดเงินลงทุนและจำนวนโครงการ ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมที่สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบีโอไอ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียวที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยนักลงทุนมองว่าประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว และตอบโจทย์การลงทุนในโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด บุคลากรที่มีคุณภาพ ซัพพลายเชนที่ครบวงจร นโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน รวมทั้งจุดยืนของประเทศไทยในเวทีโลกที่พยายามรักษาความเป็นกลางและความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ ทำให้สามารถค้าขายกับตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก 

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/161062


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/469672&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O3iw1HcL1HbvTZ-Tgfh0J

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • กรุงเทพฯติดท็อปท่องเที่ยวตรุษจีน

    กรุงเทพฯติดท็อปท่องเที่ยวตรุษจีน

    โดยในปีนี้พัทยาได้รับความนิยมพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 3 รองมาจากจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างกรุงเทพฯ และภูเก็ต แซงหน้าแชมป์เก่าอันดับ 3 ของปีที่แล้วอย่างหาดใหญ่ นักเดินทางจำนวนมากต่างหลั่งไหลมายังกรุงเทพฯ เพื่อสัมผัสบรรยากาศการเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่

    ไม่ว่าจะเป็นถนนเยาวราชที่ประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดงตระการตาตลอดแนว พร้อมชมการเชิดสิงโต เพลิดเพลินกับตลาดนัดกลางคืน และกราบไหว้ขอพรเสริมสิริมงคลที่วัดมังกรกมลาวาส ส่วนภูเก็ตนั้นยังคงเปี่ยมเสน่ห์ด้วยการผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมสไตล์ชิโนโปรตุกีส นักเดินทางยังสามารถนั่งเรือไปตามเกาะต่างๆ เพื่อชมวิวพระอาทิตย์ตกได้อีกด้วย และความนิยมที่เพิ่มขึ้นของพัทยาก็สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการพักผ่อนริมชายฝั่ง ที่นักเดินทางสามารถทั้งสัมผัสความงดงามของขนบธรรมเนียมและความบันเทิงสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

    ในส่วนของการเดินทางภายในประเทศ ข้อมูลจากอโกด้าเผยให้เห็นว่า กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และพัทยา คือ 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินทางชาวไทยในปีนี้ โดยเชียงใหม่ได้ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 2 สลับตำแหน่งกับพัทยาซึ่งครองอันดับ 2 ในปีที่ผ่านมา ความนิยมที่เพิ่มขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นในการสัมผัสอากาศหนาวทางภาคเหนือ ซึ่งมีศูนย์กลางการเฉลิมฉลองอยู่ที่ตลาดวโรรสและตรอกเล่าโจ๊ว นอกจากนี้ นักเดินทางยังสามารถสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองผ่านขบวนพาเหรดมังกรที่เริ่มต้นจากประตูท่าแพ การประกวดนางงาม ตลอดจนการแสดงทางวัฒนธรรม ณ ศาลเจ้าปุงเถ่ากงได้อีกด้วย

    สำหรับนักเดินทางชาวไทยที่วางแผนเดินทางไปต่างประเทศในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ โตเกียว โอซากา และไทเป คือ 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยไทเปเป็นเมืองที่ก้าวเข้ามาติดอันดับ 3 เป็นครั้งแรก การที่ไทเปได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจนติด 3 อันดับแรก สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจที่เพิ่มสูงขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) เชิงวัฒนธรรม โดยนักเดินทางมักไปรวมตัวกันที่วัดหลงซานเพื่อกราบไหว้ขอพรเสริมสิริมงคล

    ปีมะเมียหรือปีม้านี้เป็นสัญลักษณ์ของพลังและการผจญภัย ซึ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้นักเดินทางออกไปสำรวจจุดหมายปลายทางที่หลากหลาย โดยเทศกาลตรุษจีนไม่เพียงแต่ถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นสิ่งใหม่และการเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ แต่ยังเหมาะเป็นอย่างมากสำหรับการกลับมาพบคนที่รัก รวมไปถึงการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการออกไปค้นหาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการกลับไปเยือนสถานที่ที่คุ้นเคย หรือการเดินทางเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในต่างแดน

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า เปิดเผยว่า “การเปลี่ยนเข้าสู่ปีม้าทำให้เทศกาลตรุษจีนเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวทั่วเอเชีย และเป็นเรื่องน่ายินดีที่เห็นนักเดินทางจำนวนมากขึ้นเลือกเดินทางมายังประเทศไทย โดยมีกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของภูมิภาคนี้ ซึ่งกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เหมาะกับการเฉลิมฉลอง เป็นพื้นที่ที่ผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมมาใช้ชีวิตและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน มีเสน่ห์เฉพาะตัวด้วยการผสมผสานกลิ่นอายมรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับการเฉลิมฉลองที่ทันสมัยได้อย่างลงตัว ทำให้เทศกาลนี้มีความพิเศษไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเลือกพักผ่อนในเมืองไทยหรืออยากเปลี่ยนบรรยากาศเดินทางไปต่างประเทศ อโกด้าพร้อมนำเสนอข้อเสนอสุดพิเศษ ทั้งเที่ยวบิน ที่พัก และกิจกรรมต่างๆ ไว้เพื่อให้การฉลองปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำตลอดไป”

    อย่างไรก็ดี หากมองถึงเทรนด์ความนิยมของนักเดินทางทั่วเอเชีย จะพบว่าเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่นยังคงครองใจผู้คนในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยมี โตเกียว ครองอันดับ 1 ตามมาด้วย กรุงเทพฯ, ไทเป, โอซากา และโซล เป็น 5 อันดับแรก ตามมาด้วย ฟุกุโอกะ, กัวลาลัมเปอร์, ซัปโปโร, สิงคโปร์ และฮ่องกง เป็น 10 อันดับยอดนิยม.

    รุ่งนภา สารพิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/937444/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13DCI0i8fuF3Zdx4NNHwM0

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • ชงรื้อระบบเรียน 4 ปีจบ นักวิชาการ ชี้การศึกษาไทยไม่ทันโลก-ปริญญาสำคัญลดลง

    ชงรื้อระบบเรียน 4 ปีจบ นักวิชาการ ชี้การศึกษาไทยไม่ทันโลก-ปริญญาสำคัญลดลง

    ในยุคที่โลกหมุนเร็วกว่าหลักสูตรการศึกษา ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาสะท้อนภาพวิกฤตของระบบการศึกษาไทยที่ยังคงยึดติดกับรูปแบบเดิมที่สืบทอดมานานกว่า 100-200 ปี พร้อมเสนอแนวทาง “ปรับใหญ่” ทั้งในเชิงโครงสร้างและวิธีคิดเพื่อความอยู่รอดของทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต

    า ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ใบปริญญาด้อยค่า – วิกฤตเกษียณก่อนวัยในอายุ 45

    ผศ.ดร.อดิศร ระบุชัดเจนว่าในปัจจุบัน “ใบปริญญาเริ่มมีค่าน้อยกว่าความสามารถ ทักษะ และการปรับตัว” โลกของการทำงานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีงานวิจัยชี้ว่าคนรุ่นใหม่จะต้องเปลี่ยนอาชีพอย่างน้อย 3-4 ครั้งในชีวิต ขณะที่ภาคธุรกิจและองค์กรขนาดใหญ่ เช่น ธนาคาร เริ่มมีระบบที่ผลักให้คนทำงานต้องเกษียณหรือออกจากงานตั้งแต่อายุ 45-50 ปี หากระบบการศึกษาไม่สามารถเตรียมคนให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต สังคมไทยจะเผชิญกับปัญหาใหญ่ในการจัดการกับประชากรที่หลุดออกจากระบบแรงงานก่อนวัยอันควร

    ติดกับดัก “ระบบเพื่อคนจัดการ” แต่ไม่ใช่ “เพื่อผู้เรียน”

    หนึ่งในปัญหาโครงสร้างที่สำคัญคือ ระบบการศึกษาถูกออกแบบมาเพื่อความสะดวกของ “ผู้จัด” มากกว่า “ผู้เรียน” คณบดีฯ มธ. ชี้ให้เห็นว่า การยึดติดกับโมเดลที่ต้องเรียนจบปริญญาตรีใน 4 ปี คือฐานคิดที่ผิดพลาดในปัจจุบัน

    • ความล่าช้าของหลักสูตร: กระบวนการพัฒนาและอนุมัติหลักสูตรใช้เวลาร่วม 2 ปี เมื่อรวมกับเวลาเรียนอีก 4 ปี เท่ากับต้องใช้เวลาถึง 6 ปี กว่าจะผลิตบัณฑิตออกมา ซึ่งถึงเวลานั้นโลกก็เปลี่ยนไปเรียบร้อยแล้ว
    • ขาดความยืดหยุ่น: บางอาชีพอาจใช้เวลาฝึกฝนเพียง 6 เดือน ขณะที่บางอาชีพอาจต้องการมากกว่า 4 ปี แต่ระบบปัจจุบันกลับพยายามยัดทุกอย่างลงในโมเดลเดียวกันเพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ

    ข้อเสนอ 4 เสาหลักสู่การปรับระบบนิเวศการเรียนรู้ เพื่อให้การปรับตัวเกิดขึ้นได้จริง ผศ.ดร.อดิศร ได้เสนอประเด็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ดังนี้:

    1. การกระจายอำนาจ (Decentralization): รัฐต้องให้อำนาจแก่พื้นที่และท้องถิ่นในการจัดการศึกษาด้วยตนเอง ทั้งในแง่งบประมาณและการออกแบบหลักสูตรที่เฉพาะเจาะจงกับความต้องการของพื้นที่

    2. การบูรณาการข้ามกระทรวง: การพัฒนาคนไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการหรือ อว. เท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย สาธารณสุข และ พม. เพื่อสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้” (Ecosystem) ที่ครอบคลุมทั้งสุขภาวะทางจิตและการพัฒนาศักยภาพรอบด้าน

    า ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    3. ยกระดับสายอาชีวะเทียบเท่าวิชาชีพชั้นสูง: เสนอให้ดูแบบอย่างจากประเทศฟินแลนด์ ที่ให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการแก่สายอาชีวะทัดเทียมกับแพทย์หรือวิศวกร เพื่อลบภาพจำการเป็นแรงงานไร้ทักษะ และสนับสนุนให้คนค้นพบตนเองได้เร็วขึ้น

    4. ปฏิรูปการรับครู: ต้องเปลี่ยนจากระบบที่คนอยากเป็นครูเพียงเพราะต้องการสวัสดิการหรือความมั่นคง (เช่น การกู้เงินสหกรณ์) ไปสู่การคัดกรองคนที่มี “Passion” ในการสอนอย่างแท้จริงตั้งแต่ต้นทาง

    นโยบายต้อง “ทำจริง” ไม่ใช่แค่ “ขายฝัน”

    ผศ.ดร.อดิศร ทิ้งท้ายถึงรัฐบาลว่า นโยบายการศึกษาที่ผ่านมามักมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง “นโยบาย” กับ “การปฏิบัติจริง” หลายครั้งเป็นการหยิบนโยบายจากต่างประเทศมาใช้โดยที่คนหน้างานไม่เข้าใจ รัฐบาลจึงควรหยุดชูนโยบายที่สวยหรูเพียงอย่างเดียว แต่ต้องหันมาทำความเข้าใจความซับซ้อนของระบบ สร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ไร้รอยต่อ และสามารถตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ได้จริง เพื่อไม่ให้มหาวิทยาลัยเป็นเพียงโรงงานผลิตบัณฑิตที่โลกไม่ต้องการอีกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/649900&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Y983lyjNKNGzqOI326BVP

  • “ตรีนุช” สั่งเร่งปฏิรูปประกันสังคม ศึกษาออกนอกระบบราชการ เพิ่มคล่องตัว-โปร่งใส

    “ตรีนุช” สั่งเร่งปฏิรูปประกันสังคม ศึกษาออกนอกระบบราชการ เพิ่มคล่องตัว-โปร่งใส

    “ตรีนุช” สั่งเร่งปฏิรูปประกันสังคม ศึกษาออกนอกระบบราชการ เพิ่มคล่องตัว-โปร่งใส

    ที่กระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 26 ม.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เรียกประชุมด่วนปลัดกระทรวงแรงงาน และเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูปองค์กรครั้งใหญ่ เพิ่มความคล่องตัว โปร่งใส สร้างความมั่นคงให้แก่ผู้ประกันตน โดยให้มีการศึกษาแนวทางรายละเอียดการออกนอกระบบราชการของสำนักงานประกันสังคม ว่าจะมีผลดี ผลเสียอย่างไรในการยกระดับการบริหารจัดการกองทุนให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ประกันตน

    ทั้งนี้ นางสาวตรีนุช  กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมก็เหมือนบ้าน อายุ 35 ปีแล้ว ก็น่าจะถึงเวลาที่ต้องซ่อม ต้องปรับโครงสร้างใหม่ สอดคล้องกับบริบท สังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง การปฏิรูปสำนักงานประกันสังคมครั้งนี้ ก็เพื่อทำให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอบโจทย์โลกสมัยใหม่มากขึ้น ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการทำให้องค์กรแข็งแรงขึ้น เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตนมากขึ้นด้วย

    อย่างไรก็ตาม ในการประชุม นางสาวตรีนุช ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร โดยมีประเด็นหลัก คือ 1.การบริหารจัดการที่คล่องตัว ปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นองค์กรในกำกับของรัฐ (Public Organization) จะช่วยให้การตัดสินใจด้านการลงทุนและการบริหารทรัพยากรบุคคลทำได้รวดเร็วขึ้น ไม่ติดขัดระเบียบราชการที่ซับซ้อน สามารถนำความรู้ และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 2. ให้เป็นองค์กรที่มีความโปร่งใสและธรรมาภิบาล โดยเร่งวางระบบตรวจสอบ (Audit) ที่เข้มข้นขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกันตนว่าเงินสมทบทุกบาทจะถูกนำไปบริหารจัดการอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน 3.การยกระดับสิทธิประโยชน์ เมื่อองค์กรมีความคล่องตัว จะสามารถออกแบบสิทธิประโยชน์และบริการรูปแบบใหม่ๆ ให้เท่าทันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

    “สำนักงานประกันสังคมถือเป็นหัวใจสำคัญของพี่น้องแรงงาน การปฏิรูปให้ออกนอกระบบราชการไม่ใช่การแปรรูปเป็นเอกชน ซึ่งก็มีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือ กบข. ที่ออกนอกระบบแต่ก็ยังอยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง เพียงแต่คล่องตัวขึ้น ทำให้องค์กรบริหารงานได้อย่างเป็นมืออาชีพมากขึ้น เพื่อความยั่งยืนของกองทุนในระยะยาว”

    รมว.แรงงาน กล่าวต่อว่า ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงแรงงาน จัดตั้ง “คณะทำงานศึกษาโครงสร้างการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม” เพื่อจัดทำแผนโรดแม็พ (Roadmap) และทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และนักวิชาการ อย่างรอบด้านเพื่อวางแนวทางในการดำเนินการในอนาคตต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/125325&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_MT7zOKpzKgTNR3918VWI

  • “หมอยง” ชี้ความเสี่ยงโรค “ไวรัสนิปาห์” ในประเทศไทย แนะวิธีการป้องกัน

    “หมอยง” ชี้ความเสี่ยงโรค “ไวรัสนิปาห์” ในประเทศไทย แนะวิธีการป้องกัน

    “หมอยง” เผยความเสี่ยงโรค “ไวรัสนิปาห์” ในประเทศไทย พร้อมแนะวิธีการป้องกัน-การเตรียมความพร้อมของระบบสาธารณสุข

    วันที่ 26 มกราคม 2569 ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความเรื่อง “ความเสี่ยงและการป้องกันในประเทศไทย” โดยระบุว่า

    “ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ไวรัสนิปาห์เป็นโรคที่รู้จักมานานแล้วเกือบ 30 ปี องค์ความรู้ มีการศึกษากันมากมาโดยตลอด และการวินิจฉัยก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อน ลักษณะอาการของโรค จะมีไข้สูง และถ้าเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิม เกิดในมาเลเซียส่วนใหญ่จะมีอาการสมองอักเสบ แต่ในระยะหลังนี้ที่เกิดในเอเชียใต้จากบางประเทศและอินเดีย ส่วนใหญ่จะมีอาการทางปอด ปอดอักเสบมากกว่าและไม่มีตัวกลาง เป็นการนำเชื้อโดยตรงจากค้างคาวเข้าสู่คน ไม่เหมือนในมาเลเซียที่มีหมูเป็นตัวกลางจากค้างคาว

    การแพร่ระบาดโรคนี้มีอำนาจการกระจายโรคค่อนข้างต่ำ อยู่ระหว่าง 0.2 ถึง 0.8 หมายความว่าผู้ป่วย 1 คน จะแพร่กระจายโรคไปยังผู้อื่นได้ 0.2 ถึง 0.8 คน ไม่เหมือนไข้หวัดใหญ่หรือโควิด จะอยู่ที่ 1.5 ถึง 2 ดังนั้นถ้าอำนาจการกระจายโรคน้อยกว่า 1 จะไม่เกิดการระบาดใหญ่อย่างแน่นอน จะเกิดการระบาดเฉพาะวงเล็ก เช่นในครอบครัว แพทย์พยาบาลผู้ดูแลผู้ป่วยเท่านั้น

    การระบาดของโรคนี้ จะพบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงเอเชียใต้ เพราะมีตัวกลางเป็นค้างคาวกินผลไม้ ที่พบเชื้อได้ สายพันธุ์ที่พบที่เคยระบาดที่มาเลเซีย และสายพันธุ์ที่พบในเอเชียใต้ มีความแตกต่าง จึงทำให้มีลักษณะแตกต่างกัน ที่ระบาดที่อินเดียขณะนี้เป็นสายพันธุ์ของเอเชียใต้ ส่วนใหญ่จะติดต่อโดยตรงจากค้างคาว โดยการสัมผัส หรือรับประทาน น้ำตาลจากอินทผาลัมที่ไม่ได้ต้ม ที่จริงก็คงคล้ายกับน้ำตาลสดที่เราได้จากต้นตาล หรือต้นมะพร้าว ก็เป็นข้อเตือนใจสำหรับคนไทย ที่จะรับประทานน้ำตาลสด ควรผ่านการต้มเสียก่อน ลักษณะสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน

    มาตรการในการป้องกันที่สำคัญในประเทศไทย ป้องกันการติดเชื้อจากค้างคาว หลีกเลี่ยงการบริโภค ผลไม้ดิบ/ผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ ล้างและปอกเปลือกผลไม้ก่อนรับประทาน ไม่ดื่มน้ำหวาน/น้ำผลไม้ดิบ ที่อาจปนเปื้อนค้างคาว ควบคุมแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของค้างคาวไม่ให้ใกล้ชุมชนมากเกินไป (โดยไม่ทำลายระบบนิเวศ)

    การเฝ้าระวังในคน (Surveillance) เฝ้าระวังผู้ป่วย ไข้เฉียบพลันร่วมกับอาการทางระบบประสาทหรือทางเดินหายใจรุนแรง เน้นผู้ที่ มีประวัติสัมผัสสัตว์ป่า เดินทางกลับจากประเทศเสี่ยง (เอเชียใต้) และระบบรายงานโรคที่รวดเร็ว (Event-based surveillance)

    ป้องกันการแพร่เชื้อคน-สู่-คน แยกผู้ป่วยต้องสงสัยทันที มาตรการ Infection Prevention and Control (IPC) ในโรงพยาบาล Standard + Contact + Droplet precautions บุคลากรทางการแพทย์ใช้ PPE อย่างเหมาะสม

    การเตรียมความพร้อมของระบบสาธารณสุข ห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจยืนยันได้ (BSL ตามความเหมาะสม) แนวทางสอบสวนโรคและควบคุมการระบาดที่ชัดเจน การฝึกซ้อมแผนรับมือโรคอุบัติใหม่ (Public health emergency preparedness)

    การสื่อสารความเสี่ยงกับประชาชน ให้ความรู้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ลดความตื่นตระหนก แต่เน้นพฤติกรรมป้องกันที่ถูกต้อง ทำงานร่วมกับชุมชน (community engagement) โดยให้ความรู้ที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว”.

    ขอบคุณเฟซบุ๊ก Yong Poovorawan

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2910078&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CvlfLm_l5Gq95WBvtSIBG

  • น่านเฉิดฉาย! ดึงอาสาจีน-อเมริกา ลุยเส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพสูง สัมผัสวิถีไทลื้อ-งานคราฟต์ | TOPNEWS

    จังหวัดน่านโชว์ศักยภาพ Soft Power จัดกิจกรรมทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 4 วัน 3 คืน ดึงนักท่องเที่ยวอาสาจากจีน และสหรัฐฯ สัมผัสวิถีชีวิตไทลื้อ-ภูมิปัญญาล้านนา หวังกวักมือเรียกนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงสร้างรายได้ยั่งยืนสู่ชุมชน

    จังหวัดน่านจัดกิจกรรมทดสอบเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ผ่านทุนทางวัฒนธรรม ระหว่างวันที่ 22 – 25 มกราคม 2569 (3 คืน 4 วัน) ภายใต้โครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและยกระดับการท่องเที่ยวน่านสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และโครงการสืบสานรักษาศิลปวัฒนธรรมวิถีบ้านและต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    กิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ที่ผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน และวิถีชีวิตชุมชน เข้ากับการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว โดยเชื่อมโยงเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่าน เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวสู่คุณภาพสูงและยั่งยืน

    วันที่ 22 มกราคม 2569 คณะเดินทางประกอบด้วย นายเสริฐ ไชยนันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน พันเอกวัฒนา จันทร์ไพจิตต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน ผู้แทนหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว ผู้แทนสถาบันการศึกษา (มหาวิทยาลัยพะเยา) นักท่องเที่ยวอาสา (ประเทศจีน 3 คน และประเทศสหรัฐอเมริกา 1 คน) รวมทั้งสื่อมวลชน

    คณะได้ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนแปรรูปสาหร่ายน้ำจืดบ้านหนองบัว อำเภอท่าวังผา ชมจิตรกรรมฝาผนังฝีมือหนานบัวผัน ภาพ “กระซิบรัก ปู่ม่านย่าม่าน” และวิหารไทลื้ออันทรงคุณค่า พร้อมร่วมกิจกรรมท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชนริมแม่น้ำน่าน ก่อนเดินทางต่อไปยังชุมชนบ้านร้องแง อำเภอปัว เยี่ยมชมวัดร้องแง และร่วมกิจกรรม “ดอกไม้พันดวง” หรือ “ดอกไม้ปันโดง” ประเพณีสำคัญของชาวไทลื้อ จากนั้นเดินทางไปดอยซิลเวอร์ ชมพิพิธภัณฑ์เครื่องเงินและกระบวนการผลิตเครื่องเงินซึ่งเป็นโรงงานผลิตที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดน่าน และเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ

    วันที่ 23 มกราคม 2569 เดินทางสู่วิสาหกิจชุมชนเดินป่าขุนน้ำปัว ตำบลภูคา อำเภอปัว ทำกิจกรรมเดินศึกษาธรรมชาติบริเวณดอยภูคาลานหินล้านปี และรับประทานอาหารพื้นถิ่น ก่อนมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ ร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์กับวิสาหกิจชุมชนเสน่ห์เมืองน่าน สัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางขุนเขาและสายหมอก พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การท่องเที่ยวโดยชุมชน

    วันที่ 24 มกราคม 2569 ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนเส้นสายลายตอก อำเภอปัว เรียนรู้ภูมิปัญญาการจักสานแบบไทลื้อ และร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ผลงานจากวัสดุธรรมชาติ จากนั้นเดินทางไปยังวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรชุมชนบ่อว้า อำเภอแม่จริม สักการะพระธาตุดอยหงษ์อายุกว่า 855 ปี ศึกษาวิถีเกษตรอินทรีย์ การผลิตกาแฟโรบัสต้าคุณภาพ และร่วมทำอาหารพื้นเมืองของจังหวัดน่าน

    วันที่ 25 มกราคม 2569 คณะเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนบ้านโคมคำ อำเภอภูพียง เรียนรู้การทำ “โคมมะเต้า” หรือโคมเมืองน่าน พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปประดิษฐ์โคมล้านนา ก่อนเดินทางไปชุมชนบ้านซาวหลวง เรียนรู้การทอผ้าฝ้ายและการมัดย้อมสีธรรมชาติ ต่อด้วยการลงพื้นที่ตำบลบ่อสวก สักการะศาลดงปู่ฮ่อ เยี่ยมชมกลุ่มเครื่องปั้นดินเผา กลุ่มสมุนไพรบ่อสวกเฮิร์บ และร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพด้วยการแช่สปาเท้า

    ช่วงท้ายกิจกรรม คณะได้สัมผัสวิถีเกษตรพอเพียง ณ ต้งชมจันทร์ เรียนรู้การจักสาน เก็บผัก ตกปลา และร่วมกันประกอบอาหารพื้นบ้านตามฤดูกาล ก่อนเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

    การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของจังหวัดน่านในการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ผ่านทุนวัฒนธรรม สร้างรายได้ให้กับชุมชน กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นควบคู่กับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1467352&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02KdifmAviqb8koOUnGfhV

  • ปั่นท้าลมพิชิต “ช่องเย็น” กำแพงเพชร กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    ปั่นท้าลมพิชิต “ช่องเย็น” กำแพงเพชร กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    Thairath Sport

    • facebook
    • twitter
    • youtube
    • instagram
    • tiktok

    ปั่นท้าลมพิชิต “ช่องเย็น” กำแพงเพชร กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    ไทยรัฐออนไลน์

    26 ม.ค. 2569 23:23 น.

    English version

    LightDark

    แชร์ข่าวนี้

    ปั่นท้าลมพิชิต “ช่องเย็น” กำแพงเพชร กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/sport/others/2910264&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0982UI6pW3CT8xGphWGjmx