Blog

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • ‘ซีอีโอแบงก์’ ปรับกลยุทธ์-คุมความเสี่ยง รับมือเศรษฐกิจปี69 ผันผวนสูงจีดีพีโตต่ำ

    ‘ซีอีโอแบงก์’ ปรับกลยุทธ์-คุมความเสี่ยง รับมือเศรษฐกิจปี69 ผันผวนสูงจีดีพีโตต่ำ

    ท่ามกลางบริบท “เศรษฐกิจโลก” ที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เหล่า “ซีอีโอ” จากสถาบันการเงินไทย (แบงก์) ต่างออกมาประเมินตรงกันว่าในปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่ “เศรษฐกิจไทย” ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายนอกประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

    นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวว่า ปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง จากแรงกระแทกของปัจจัยภายนอกที่รุนแรงขึ้น

    โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับประเทศคู่ค้า รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะกดดันภาคการส่งออกของไทยให้หดตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายภาคเอกชนทั้งด้านการบริโภคและการลงทุนยังถูกจำกัดจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐแม้ยังมีบทบาทช่วยพยุงเศรษฐกิจ แต่แรงหนุนที่เพิ่มขึ้นอาจมีจำกัด ภายใต้กรอบงบประมาณและข้อจำกัดเชิงนโยบาย

    ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว ธนาคารกสิกรไทยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ ผ่านการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 3+1

    ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายทั้งผู้ฝากเงินผู้ลงทุนลูกค้าบุคคล ลูกค้าธุรกิจ และผู้ถือหุ้น รวมถึงการสนับสนุนภาครัฐในโครงการช่วยเหลือลูกค้า ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง

    ในด้านการดำเนินธุรกิจ ธนาคารยังคงมุ่งเน้นการขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ โดยคำนึงถึงผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงอย่างเหมาะสม พร้อมให้ความสำคัญกับคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPL Gross) อยู่ที่ 3.20% ซึ่งสะท้อนความจำเป็นในการติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด สะท้อนแนวทางการบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง

    • กรุงไทย”ประเมินจีดีพีต่ำ 2%

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่า 2% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี หากไม่นับรวมช่วงวิกฤต และต่ำกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค

    ปัจจัยหลักมาจากแรงกดดันภายนอก ทั้งมาตรการภาษีของสหรัฐ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก

    ขณะที่ ปัจจัยภายในประเทศยังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณทางการคลัง และการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง ซึ่งรัฐบาลใหม่จะเข้ามากำหนดทิศทางนโยบาย โดยเฉพาะการจัดการปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ในส่วนของธนาคารกรุงไทยในปี 2569 ธนาคารได้เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด “ทุกย่างก้าว สร้างคุณค่า สู่อนาคต” มุ่งพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เร่งใช้เทคโนโลยี ข้อมูล และ AI อย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและกระบวนการทำงาน พร้อมขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    โดยธนาคารยังเดินหน้าธุรกิจ Virtual Bank และขยายบทบาทสู่ “Beyond Banking” ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อลดช่องว่างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการช่วยเหลือลูกค้าและประชาชนผ่านมาตรการแก้หนี้และฟื้นฟูศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

    • SCBXบริหารความเสี่ยง-เสริมแกร่งภายใน

    นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB กล่าวว่า สำหรับปี 2569 SCBX เดินหน้าด้วยทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน การบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย และการยกระดับประสบการณ์การบริการให้กับลูกค้าในทุกกลุ่ม

    พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านการใช้เทคโนโลยีและข้อมูล เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน

    นอกจากนี้ SCBX ยังเร่งเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับธนาคารไร้สาขา หรือ Virtual Bank เพื่อรองรับการเปิดดำเนินการตามแผน

    โดยมุ่งใช้ข้อมูลและนวัตกรรมเพื่อขยายโอกาสให้กับกลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริม Financial Inclusion และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยอย่างยั่งยืน

    • “กรุงศรี”มุ่งบริหารสินทรัพย์-ต้นทุนรัดกุม

    นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) กล่าวว่า ภายใต้ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างรอบด้าน กรุงศรียังคงมุ่งมั่นดำเนินกลยุทธ์หลัก

    โดยให้ความสำคัญกับการบริหารสินทรัพย์และต้นทุนทางการเงินอย่างรัดกุม เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

    สำหรับ แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 1.8% ลดลงจาก 2.1% ในปีก่อนหน้า และต่ำกว่าศักยภาพ สะท้อนความท้าทายทั้งเชิงวัฏจักรและเชิงโครงสร้าง การบริโภคมีแนวโน้มชะลอลงจากรายได้ที่เติบโตอ่อนแอ

    ขณะที่การส่งออกยังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐและการแข็งค่าของเงินบาท

    • ทีทีบี”คุมคุณภาพสินทรัพย์

    นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) กล่าวว่า จากผลการดำเนินงานปี 2568 ที่เป็นไปตาม
    เป้าหมาย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ผ่านการบริหารพอร์ตสินทรัพย์อย่างรอบคอบ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

    ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารสามารถควบคุมหนี้เสียให้อยู่ในระดับทรงตัว ขณะที่อัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ในระดับสูง สะท้อนแนวทางการตั้งสำรองอย่างระมัดระวัง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในปี 2569

    โดยปีนี้ จากสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ทีทีบีมั่นใจว่า จะสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนปี 2569 พร้อมเดินหน้าเพื่อให้บรรลุ
    เป้าหมายที่มีต่อผู้ถือหุ้นและลูกค้า และมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวในการเป็น Humanized Digital Banking พร้อมทั้งสานต่อความร่วมมือภาครัฐในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและสนับสนุนแนวทางการให้สินเชื่อย่างรับผิดชอบ เพื่อให้ลูกค้าที่มีชีวิตทางการเงินของลูกค้าอย่างยั่งยืนขึ้น

    นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มทิสโก้ กล่าวว่า กลุ่มทิสโก้ได้กำหนดยุทธศาสตร์การเติบโตระยะ 3 ปี (2569-2571) โดยมุ่งพลิกความท้าทายให้เป็นโอกาส ผ่านการขยายธุรกิจในกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญและศักยภาพ

    ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตและความมั่นคง พร้อมสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

    สำหรับปี 2569 กลยุทธ์สำคัญคือการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติเข้ามาลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความแม่นยำ และเสริมความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1218388&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o8dAOY1LI1IY7leadqnOM

  • สรุปผลการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

    สรุปผลการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

    สรุปผลการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

    image.png

           การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ครั้งที่ 14 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-23 มกราคม 2569 ที่ประชุมสมัชชาใหญ่พรรคได้ดำเนินการตามระเบียบวาระทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์ภายใน 5 วันทำการคือตั้งแต่วันที่ 19-23 มกราคม 2569  ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการ 1 วันครึ่ง ซึ่งเป็นสารที่ชัดเจนเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง ความสามัคคีเป็นเอกฉันท์ และความมุ่งมั่นทำการปฏิรูปและพัฒนาต่อไปในระยะใหม่ ในที่ประชุมได้ผ่านมติและเลือกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสมัยที่ 14 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1.  มติที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 14 ของพรรค

           สมัชชาใหญ่พรรคได้กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในช่วงปี 2569-2573 โดยเน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านความคิดและการปฏิบัติ ส่งเสริมการก้าวกระโดดเชิงกลยุทธ์ สร้างระบบนิเวศการพัฒนาใหม่ โดยยึดมั่นในหลักการใช้การพัฒนาเพื่อความมั่นคง ความมั่นคงเพื่อส่งเสริมการพัฒนา และยกระดับคุณภาพชีวิตและความสุขของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสถาบันต่างๆ อย่างครอบคลุมและสอดคล้องกัน เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วและยั่งยืน

           สร้างรูปแบบการเติบโตใหม่โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผลผลิต คุณภาพ ประสิทธิภาพ มูลค่าเพิ่ม และความสามารถใน     การแข่งขันของเศรษฐกิจ โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก สร้างขีดความสามารถในการผลิตและวิธีการผลิตที่มีคุณภาพสูงขึ้น โดยมุ่งเน้นที่เศรษฐกิจข้อมูล เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจ     สีเขียว และเศรษฐกิจหมุนเวียน ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงสีเขียว การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์

           สร้างและพัฒนาวัฒนธรรมเวียดนามที่ก้าวหน้า อุดมไปด้วยเอกลักษณ์ของชาติ และสอดคล้องกันบนพื้นฐานของค่านิยมของชาติ ค่านิยมทางวัฒนธรรม ค่านิยมของครอบครัว และมาตรฐานของประชาชนชาวเวียดนาม การรักษาผลประโยชน์สูงสุดของชาติ การปกป้องเอกราช อธิปไตย เอกภาพ และบูรณภาพดินแดนของปิตุภูมิอย่างแน่วแน่และต่อเนื่อง

           ภารกิจสำคัญในวาระของสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 14 ได้แก่ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาสถาบัน โดยมุ่งเน้นที่ระบบกฎหมาย กลไก และนโยบาย เพื่อขจัดอุปสรรคและปัญหาอย่างรวดเร็ว ส่งเสริมนวัตกรรม สร้างความสอดคล้องและกลมกลืนระหว่างการเติบโตและการพัฒนา ระหว่างเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การป้องกันประเทศ ความมั่นคง และการต่างประเทศ ระหว่างการปฏิรูปและปรับปรุงสถาบันด้วยการเปลี่ยนแปลงที่ครอบคลุมและมุ่งเน้นในทุกด้าน สอดคล้องกับรูปแบบการปกครองสามระดับ (ส่วนกลาง ส่วนจังหวัด และส่วนตำบล) เพื่อตอบสนองความต้องการของการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วและยั่งยืนในยุคใหม่

           มติเน้นย้ำถึงการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยมที่ทันสมัยและเข้าร่วมกับตลาดโลก เพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนาพลังการผลิตใหม่ สร้างความมั่นใจว่ารัฐวิสาหกิจมีบทบาทนำอย่างแท้จริง ในขณะที่ภาคธุรกิจเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมและการปรับปรุงให้ทันสมัย ​​โดยมีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก นอกจากนี้ยังมุ่งส่งเสริมการพัฒนากำลังการผลิตและวิธีการผลิตใหม่ โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียน และการสร้างสังคมดิจิทัลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

           มุ่งเน้นการนำความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลมาใช้เพื่อสร้างรากฐานสำหรับการพัฒนากำลังการผลิตที่ทันสมัยใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ โดยมุ่งเน้นที่ชิปเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ ส่งเสริมการฝึกอบรมและการใช้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพสูง

           การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการส่งเสริมวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงจะเป็นพลัง และแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังสำหรับการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืนของประเทศ การสร้างระบบการศึกษาแห่งชาติที่ทันสมัยเทียบเท่ากับภูมิภาคและโลก และการให้ความสำคัญและลงทุนในด้านการดูแลสุขภาพของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ การแก้ไขนโยบายทางสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและการสร้างความมั่นคง สวัสดิการ ความปลอดภัย และสันติสุขให้แก่ประชาชนเป็นสิ่งจำเป็น

           การสร้างกองทัพและกองกำลังตำรวจที่ทันสมัยและ​​มีระเบียบวินัยอย่างต่อเนื่อง จะเป็นการรับประกันการปกป้องเอกราช อธิปไตย เอกภาพ และบูรณภาพดินแดนของประเทศ รวมทั้งทะเลและหมู่เกาะอย่างมั่นคง พร้อมทั้งส่งเสริมการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างครอบคลุม สร้างสรรค์ และมีประสิทธิภาพ

    2. การเลือกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามชุดที่ 14 

                นายโต เลิม เลขาธิการพรรค กล่าวว่า การประชุมใหญ่ครั้งที่ 14 ไม่เพียงแต่บรรลุฉันทามติสูงในเนื้อหาของเอกสารและแผนปฏิบัติการของการประชุมใหญ่เท่านั้น แต่ยังบรรลุฉันทามติและความมุ่งมั่นสูงในการคัดเลือกบุคลากรสำหรับคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามชุดที่ 14 ด้วย โดยการประชุมได้เลือกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จำนวน 200 คน ประกอบด้วยสมาชิกเต็มตัว 180 คน และสมาชิกสำรอง 20 คน หลังจากนั้น คณะกรรมการกลางได้เลือกคณะกรรมการกรมการเมือง สำนักเลขาธิการ เลขาธิการพรรค คณะกรรมการตรวจสอบกลาง ประธานคณะกรรมการตรวจสอบกลาง และมอบหมายให้สมาชิกของกรมการเมืองและสำนักเลขาธิการเข้าร่วมในภารกิจต่างๆ สมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามชุดที่ 14 เป็นตัวแทนของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามจำนวน 5.6 ล้านคน มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรฐานด้านคุณธรรม ความสามารถ และคุณวุฒิ และได้รับการเลือกตั้งจากสมัชชาด้วยความไว้วางใจสูงให้ดำรงตำแหน่งผู้นำของพรรคในหน่วยงานต่างๆ

           เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ในที่ประชุม สมัชชาชุดที่ 14 ได้ประกาศผลการเลือกตั้งบุคลากรสำหรับคณะกรรมการกรมการเมือง เลขาธิการใหญ่ คณะเลขาธิการ คณะกรรมการตรวจสอบกลาง และประธานคณะกรรมการตรวจสอบกลาง โดยประกอบด้วยคณะกรรมการกรมการเมืองชุดที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามมีจำนวน 19 คน สมาชิกคณะกรรมการกลางลงมติอย่างเป็นทางการ (ด้วยคะแนนเสียง 100%) เลือกนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรค สมัยที่ 13 ได้รับเลือกตั้งเป็นเลขาธิการใหญ่ของคณะกรรมการกลางพรรคชุดที่ 14 (วาระปี 2569- 2574) นอกจากนี้ สมาชิกคณะกรรมการกลางลงมติเลือกคณะกรรมการเลขาธิการกลาง สมัยที่ 14 จำนวน 13 คน คณะกรรมการประจำสำนักกลางพรรค และคณะกรรมการตรวจสอบกลางชุดที่ 14 ประกอบด้วยสมาชิก 23 คน

           สำหรับการเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ จะรอภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 15 มีนาคม 2569 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/d4tux9t6eugc8g9mgwofroad&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SWnlTYJxltFpz_OT1iLpZ

  • ศึกเลือกตั้งกับโจทย์ใหญ่ ‘เศรษฐกิจไทย’ ที่ยังวิกฤติ

    ศึกเลือกตั้งกับโจทย์ใหญ่ ‘เศรษฐกิจไทย’ ที่ยังวิกฤติ

    ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังดำเนินอยู่ เสียงหาเสียง คำสัญญา และการแข่งขันทางการเมืองดูคึกคัก มีสีสันตามระบอบของประชาธิปไตย ที่ถูกซ่อนไว้ด้วยปมใหญ่เศรษฐกิจไทยที่กำลังวิกฤติหนัก

        ประเทศไทยเผชิญปัญหามากมาย ล้วนแต่เป็นปัญหาหนักที่หากไม่ได้รับการแก้ไขจะยิ่งซ้ำเติม ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยให้ดิ่งเหวลงเรื่อยๆ ตั้งแต่การเติบโตที่ต่ำเรื้อรัง หนี้ครัวเรือนระดับสูง ความสามารถแข่งขันที่ถดถอย ไปจนถึงความเหลื่อมล้ำที่ฝังลึกและยังไร้คำตอบเชิงโครงสร้าง
        เศรษฐกิจไทยวันนี้ไม่ได้อยู่ในภาวะ “ชะลอชั่วคราว” หากแต่เป็นอาการสะสมของปัญหาระยะยาว โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาท่องเที่ยวและการส่งออกแบบเดิม ขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และ AI อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยยังเดินช้ากว่าจังหวะโลก ทั้งในแง่การลงทุน พัฒนาคน และการปฏิรูประบบรัฐ การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ควรถูกมองเพียงเป็นการแข่งขันช่วงชิงอำนาจทางการเมือง แต่ต้องเป็นจุดตัดสินใจร่วมกันของสังคมว่า ประเทศไทยต้องการ ผู้นำและทีมบริหารประเทศที่ชัดเจนในการแก้ปัญหา และมีภาวะการเป็นผู้นำที่เข้าใจความซับซ้อนของวิกฤติเศรษฐกิจ กล้าตัดสินใจในเรื่องยาก และมีวิสัยทัศน์ระยะยาวเกินกว่าวาระทางการเมือง

        ผู้นำประเทศในห้วงเวลานี้ ต้องเป็นมากกว่านักการเมืองที่เก่งการสื่อสาร แต่ต้องเป็นนักบริหารประเทศที่อ่านเกมโลกออก กล้าเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ กล้าลงทุนใน “คน” และ “อนาคต” ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับทักษะแรงงาน การปฏิรูประบบการศึกษา การสร้างอีโคซิสเต็มเทคโนโลยี และการทำให้ภาคเอกชนไทยแข่งได้ในเวทีโลก ขณะเดียวกัน รัฐบาลชุดใหม่ต้องเผชิญความคาดหวังสูงของประชาชนที่แบกภาระค่าครองชีพ หนี้สิน และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจมานาน นโยบายระยะสั้นอาจช่วยประคองความรู้สึก แต่ไม่อาจทดแทนนโยบายเชิงโครงสร้างที่แก้ปัญหาได้จริง หากยังยึดติดกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ประเทศไทยก็อาจวนกลับสู่กับดักเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

        การเลือกตั้งจึงเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของความรับผิดชอบ ไม่ใช่เส้นชัยของอำนาจ ผู้นำและตัวแทนประชาชนที่กำลังก้าวเข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง ต้องตระหนักเสมอว่า เวลาของประเทศมีจำกัด และต้นทุนการตัดสินใจผิดพลาดสูงขึ้นทุกวัน เศรษฐกิจไทยจะฟื้นหรือถดถอย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำปราศรัยบนเวทีหาเสียง หากแต่อยู่ที่คุณภาพของผู้นำ ความจริงใจในการแก้ปัญหา และความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยในยามวิกฤติ ไม่ได้ต้องการเพียงรัฐบาลใหม่ แต่ต้องการผู้นำที่พร้อมแบกรับอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1218366&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HENjDpNW4OFoTtJfhj1U7

  • อิหร่านไม่เคยแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์

    อิหร่านไม่เคยแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวถึงการประเมินของอิหร่านต่อเอกสาร ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศของสหรัฐอเมริกา ปี 2026 และแนวทางของเอกสารดังกล่าวต่อกรุงเตหะรานว่า เอกสารนี้ไม่ควรถูกพิจารณาแยกออกจากแนวคิดและนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อทั้งภูมิภาคและสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของกรอบความคิดเดียวกันที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ซึ่งมุ่งสร้าง “ความหวาดกลัวต่ออิหร่าน” และพยายามนำเสนออิหร่านในฐานะปัญหาของภูมิภาค โดยปราศจากพื้นฐานความเป็นจริงใด ๆ นอกเหนือจากจินตนาการและความหลงผิดที่ถูกปลูกฝังอยู่ในความคิดของพวกเขาตลอดเวลา และพยายามยัดเยียดมุมมองดังกล่าวให้แก่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค ทั้งที่ภูมิภาครับรู้ดีว่าภัยคุกคามที่แท้จริงคือระบอบไซออนิสต์ ซึ่งเหตุการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็เป็นเครื่องยืนยันข้อเท็จจริงนี้

    บากาอีชี้ว่า เอกสารดังกล่าวเต็มไปด้วยความขัดแย้งในตัวเอง พร้อมกล่าวว่า พวกเขาอาจอ้างความภาคภูมิใจว่าได้ขัดขวางไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งที่สิ่งดังกล่าวไม่เคยมีอยู่จริง และสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ทั้งตามรายงานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และตามหลักนิยมด้านการป้องกันประเทศของตน ไม่เคยแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์แต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ การทิ้งระเบิดโจมตีสถานที่ตั้งทางนิวเคลียร์ของอิหร่านจึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างสิ้นเชิงและเป็นอาชญากรรม ซึ่งผู้กระทำต้องถูกนำมารับผิดชอบ

    เกี่ยวกับภาพรวมของเอกสารที่กล่าวถึงภูมิภาค ยังเห็นได้ชัดว่าประเด็นหลักคือการรับประกันความมั่นคงของระบอบไซออนิสต์ โดยแลกกับการสร้างความแตกแยกระหว่างประเทศในภูมิภาคและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจากแนวโน้มที่เป็นอยู่ เป้าหมายดังกล่าวจะไม่บรรลุผล

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE