Blog

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • กล้าธรรม ดันเมกะโปรเจกต์น้ำวัง แก้ท่วมแล้ง ปั้นลำปาง เมืองรองท่องเที่ยวหลัก

    กล้าธรรม ดันเมกะโปรเจกต์น้ำวัง แก้ท่วมแล้ง ปั้นลำปาง เมืองรองท่องเที่ยวหลัก

    กล้าธรรม ดันเมกะโปรเจกต์น้ำวัง แก้ท่วมแล้ง ปั้นลำปาง เมืองรองท่องเที่ยวหลัก

    ‘ธรรมนัส-นฤมล’ นำทัพ“กล้าธรรม“อ้อนชาวลำปางขอยกจังหวัด ประกาศดันเมกะโปรเจกต์น้ำวัง แก้ท่วมแล้ง ปั้นเมืองรองเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก กระจายงบสู่ภูมิภาค

    เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 18.00 น.ที่โรงเรียนเถินวิทยา ต.แม่ปะ อ.เถิน จังหวัดลำปาง พรรคกล้าธรรม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และ นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมฝ่ายสังคม ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.จังหวัดลำปาง ของพรรค ประกอบด้วย

    เขตเลือกตั้งที่ 1 หมายเลข 1 นายอริวัฒน์ ศรีไชยานุนท์,เขตเลือกตั้งที่ 2‘หมายเลข 5 นายดาชัย เอกปฐพี,เขตเลือกตั้งที่ 3 หมายเลข 1 นางระพีพรรณ โพธิ์ทอง และเขตเลือกตั้งที่ 4 หมายเลข 3 นางสาวเพ็ญภัค รัตนคำพู โดยบรรยากาศการเมืองที่จังหวัดลำปางเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาร่วมรับฟังอย่างเนืองแน่น

    กล้าธรรม ดันเมกะโปรเจกต์น้ำวัง แก้ท่วมแล้ง ปั้นลำปาง เมืองรองท่องเที่ยวหลัก

    โดยนางปวีณา ขึ้นเวทีร่วมปราศรัยถึงปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่ทุกวันนี้ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องรายได้ไม่พอ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกันทั้ง ที่ดินทำกิน หนี้สิน ความมั่นคงของครอบครัว โอกาสทางการศึกษา และสวัสดิการพื้นฐาน ซึ่งหากไม่แก้พร้อมกัน ก็จะทำให้คนรุ่นใหม่ต้องวนกลับเข้าสู่วงจรความยากจนซ้ำเดิม ซึ่งนโยบายพรรคกล้าธรรม หลายข้อที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนฐานรากและเกษตรกร อย่างเช่น เราจะผลักดันการปรับที่ดิน ส.ป.ก. ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีสิทธิในที่ดินอย่างมั่นคง สามารถต่อยอดทางเศรษฐกิจ เข้าถึงแหล่งทุน และลดวงจรความยากจนซ้ำซาก 

    นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรม จะเปลี่ยนเมืองรอง เป็นเมืองหลัก กระจายงบประมาณ โอกาส และการพัฒนาเข้าสู่ภูมิภาค ยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างงานในพื้นที่ ลดการย้ายถิ่น โดยเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อย่างเช่น จ.ลำปาง ถือเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวและเป็นจังหวัดรองที่น่าสนใจอย่างมากซึ่งพรรคกล้าทำมีแนวนโยบายชัดเจนที่จะพัฒนาลำปางให้เติบโตทางด้านการท่องเที่ยวเหมือนเช่นพะเยาที่ก่อนหน้านี้ก็เป็นเมืองทองแต่ตอนนี้ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในแถบภาคเหนือแล้ว

    “การพัฒนาประเทศต้องมองทั้งมิติเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กัน โดยเฉพาะการสร้างหลักประกันให้ครอบครัวเข้มแข็ง ชุมชนอยู่ได้ และคนรุ่นใหม่มีโอกาสในบ้านเกิดของตนเอง”นางปวีณา กล่าว

    กล้าธรรม ดันเมกะโปรเจกต์น้ำวัง แก้ท่วมแล้ง ปั้นลำปาง เมืองรองท่องเที่ยวหลัก

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวปราศรัยช่วงหนึ่งว่า มีคนถามว่าบางพรรคบอกจะไม่จับมือกับเรา อยู่ดีๆเปลี่ยนใจบอกจับกับเราก็ได้ ถามว่าตนอยากจะตอบโต้อะไรหรือไม่ เราบอกไม่ เพราะเราเคารพเสียงประชาชน ยังไม่เข้าคูหาเลยนอกจากผิดมารยาททางการเมืองที่มาประกาศว่าจับมือกับใครหรือไม่แล้ว ถือเป็นการดูถูกประชาชน ยังไม่ได้เลือกแต่มาถือวิสาสะประกาศว่าจะจับกับใคร จะได้ถึง 25 เสียงหรือไม่ยังไม่ทราบ กล้าดีมาประกาศว่าจะไม่จับกับใคร

    นอกจากนี้ยังทำการเมืองแบบโบราณป้ายสี ว่าพรรคนั้นเป็นสีนั้นสีนี้ ตอนนี้ไม่กล้าใช้เรื่องนี้แล้วเพราะเข้าตัวหมด สีส้มก็อมดำ สีฟ้าก็อมเทา เหลือแต่ของเราเขียวขจีอยู่สีเดียว แต่ละพรรคส่งแคนดิเดตหลายคนงงไปหมดว่าเลือกแล้วจะได้คนไหน แต่กล้าธรรมส่งเพียง ร.อ.ธรรมนัส แน่นอนว่าถ้าเลือกร.อ.ธรรมนัส ได้ ร.อ.ธรรมนัส เป็นนายกฯแน่นอน

    “พรรคกล้าธรรมขอแรงสนับสนุนจากชาวลำปางให้ผู้สมัครของพรรคทั้ง 4 เขต การตัดสินใจทางการเมืองหลังเลือกตั้งควรตั้งอยู่บนพื้นฐานเสียงของประชาชน ไม่ใช่การกำหนดล่วงหน้า การประกาศจับมือหรือไม่จับมือกับพรรคใดก่อนการเลือกตั้ง เป็นการไม่ให้เกียรติประชาชน แต่สำหรับพรรคกล้าธรรมจะยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง“

    ขณะนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่มาร่วมรับฟัง พร้อมระบุว่า ลำปางเป็นจังหวัดที่ตนเดินทางมาเยือนบ่อยครั้ง โดยเฉพาะช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำวัง อำเภอเถิน เป็นโครงการสำคัญในการแก้ปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร เแนวคิดโครงการมีมานานตั้งแต่ปี 2560 แต่ยังไม่คืบหน้า

    จนกระทั่งตนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงสั่งการให้เร่งศึกษาความเหมาะสม ออกแบบ และผลักดันเข้าสู่แผนงบประมาณปี 2569 วงเงินประมาณ 700 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมจัดหาผู้รับจ้างก่อสร้าง พร้อมยืนยันว่า จะทำหน้าที่ในสภาเพื่อผลักดันและปกป้องงบประมาณโครงการดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่

    ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงภาพรวมการพัฒนาของจังหวัดลำปางว่า ในอดีตเคยเป็นเมืองสำคัญของภาคเหนือ มีความเจริญทัดเทียมจังหวัดใหญ่หลายแห่ง แต่ช่วงหลังการพัฒนากระจุกตัวในเมืองหลัก ทำให้หลายจังหวัดรวมถึงลำปางชะลอตัว กลายเป็นเพียงเมืองทางผ่าน เขามองว่าการพัฒนาขาดความต่อเนื่องด้านผู้นำและการผลักดันเชิงนโยบาย พร้อมเสนอว่าต้องมีโครงการพัฒนาและการเชื่อมโยงกับส่วนกลางอย่างจริงจัง เพื่อให้จังหวัดกลับมามีศักยภาพทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

    กล้าธรรม ดันเมกะโปรเจกต์น้ำวัง แก้ท่วมแล้ง ปั้นลำปาง เมืองรองท่องเที่ยวหลัก

    “ไม่มีนักการเมืองคนใดเป็นผ้าขาวอย่างสมบูรณ์ สิ่งสำคัญคือผลงานและความสามารถในการแก้ปัญหาให้ประชาชน มากกว่าการโจมตีทางภาพลักษณ์ พร้อมชี้ว่าการเมืองควรตัดสินจากการทำงานที่เป็นรูปธรรม บทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ว่า ผู้แทนราษฎรต้องทำหน้าที่เป็นผู้แทนประชาชนอย่างแท้จริง ลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ และไม่หายไปหลังการเลือกตั้ง เลือกแล้วต้องใช้งานได้”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ช่วงท้าย ร.อ.ธรรมนัส ขอให้ประชาชนเปิดโอกาสให้ผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นของใหม่ เข้ามาทำงานแทนของเก่าที่ประชาชนคุ้นเคยมานานแต่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง พรรคกล้าธรรมก่อตั้งโดยคนภาคเหนือ และต้องการเป็นพรรคของคนในภูมิภาคเหนืออย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/737052&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FSJJB5gluYsg4tztmzj7v

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • เศรษฐกิจไทยเริ่มมีเสถียรภาพ แต่ยังคงมุมมองเฝ้าระวัง

    เศรษฐกิจไทยเริ่มมีเสถียรภาพ แต่ยังคงมุมมองเฝ้าระวัง

    นายทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทยและเวียดนาม ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ระบุ คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ร้อยละ 2 ในปี 2568 และ 2569 โดยแรงส่งทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังอยู่ในระดับจำกัด ก่อนจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนด้านการค้าและการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยกดดันการขยายตัวในระยะสั้น ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและมาตรการการคลังแบบเฉพาะจุดคาดว่าจะช่วยรองรับความเสี่ยงด้านลบได้ในระดับหนึ่ง

    อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะติดลบต่อเนื่องจนถึงช่วงกลางปี 2569 จากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอและราคาพลังงานที่ลดลง ซึ่งเปิดโอกาสให้การดำเนินนโยบายยังคงอยู่ในทิศทางผ่อนคลาย โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงสู่ระดับร้อยละ 1 ภายในสิ้นปี 2569 เพื่อสนับสนุนภาวะการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ
     

    ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐกิจอาวุโส ประจำประเทศไทยและเวียดนาม ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ระบุ คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ร้อยละ 2 ในปี 2568 และ 2569 โดยแรงส่งทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังอยู่ในระดับจำกัด ก่อนจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนด้านการค้าและการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยกดดันการขยายตัวในระยะสั้น ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและมาตรการการคลังแบบเฉพาะจุดคาดว่าจะช่วยรองรับความเสี่ยงด้านลบได้ในระดับหนึ่ง

    ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐกิจอาวุโส ประจำประเทศไทยและเวียดนาม ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)

    อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะติดลบต่อเนื่องจนถึงช่วงกลางปี 2569 จากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอและราคาพลังงานที่ลดลง ซึ่งเปิดโอกาสให้การดำเนินนโยบายยังคงอยู่ในทิศทางผ่อนคลาย โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงสู่ระดับร้อยละ 1 ภายในสิ้นปี 2569 เพื่อสนับสนุนภาวะการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ
     

    ภาคการท่องเที่ยวยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 อยู่ที่ 26.9 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 82% ของระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังอยู่ต่ำกว่าระดับในอดีต แต่คาดว่าการฟื้นตัวตามฤดูกาลในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569 จะช่วยหนุนจำนวนนักท่องเที่ยวในระยะสั้น ควบคู่กับอุปสงค์ที่ปรับดีขึ้นจากตลาดสำคัญอื่นๆ อย่างไรก็ดี การเร่งตัวของการเติบโตอย่างยั่งยืนยังจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติม

    ด้านการคลัง คาดว่าการขาดดุลงบประมาณในปีงบประมาณ 2569 จะปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ร้อยละ 4.4 ของ GDP แม้ว่าการปรับฐานะการคลังจะต้องใช้เวลา แต่ฐานะการคลังของประเทศยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และคาดว่าประเทศไทยจะยังคงรักษาอันดับความน่าเชื่อถือระดับลงทุน (investment grade) ไว้ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378972651&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YwTI4gPd1xdiVrwP-EZkE

  • “อลงกรณ์” ถอดรหัส “เศรษฐกิจการทูต” ประชาธิปัตย์ ดันไทยยืนเด่นเวทีโลก 4 ยุค

    “อลงกรณ์” ถอดรหัส “เศรษฐกิจการทูต” ประชาธิปัตย์ ดันไทยยืนเด่นเวทีโลก 4 ยุค

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/125322&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D6LIM0jiPQMWYdR8iL-JO

  • พาณิชย์ จับตาเกมการค้าโลก สงครามราคา-แข่งขันเดือด ทุบเศรษฐกิจไทย

    พาณิชย์ จับตาเกมการค้าโลก สงครามราคา-แข่งขันเดือด ทุบเศรษฐกิจไทย

    26 มกราคม 2569 กรมการค้าต่างประเทศ จัดงาน Mission to Win for The Game Changer “ภารกิจพิชิตชัย แก้เกมไว คว้าแต้มต่อการค้าโลก” ซึ่งภายในมีการเสวนา : ยุทธศาสตร์การค้าไทยในวันที่โลกเปลี่ยนเกม พลิกวิกฤตเป็นแต้มต่อ คว้าชัยในสมรภูมิการค้าโลก 

    โดยมีนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เข้าร่วมเสวนา

    นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังมีการเติบโต แต่เป็นการขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก สะท้อนถึงขีดความสามารถในการแข่งขันที่เริ่มถดถอย ท่ามกลางภาวะอุปสงค์โลกเติบโตช้า ขณะที่กำลังการผลิตจากประเทศผู้ผลิตหลักมีปริมาณล้นตลาด

    ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การแข่งขันในตลาดโลกเปลี่ยนจากการแข่งด้านคุณภาพสินค้า ไปสู่สงครามด้านราคาและประสิทธิภาพการผลิต โดยผู้ประกอบการที่มีต้นทุนต่ำและเทคโนโลยีการผลิตที่สูงกว่าจะได้เปรียบ ขณะที่ไทยแม้ยังเป็นประเทศผู้ผลิตที่มีศักยภาพ แต่กำลังถูกบีบจากโครงสร้างตลาดโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

    ขณะเดียวกัน มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศมีความเข้มงวดและบังคับใช้รวดเร็วมากขึ้น มาตรการสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยโดยตรง ได้แก่ CBAM ของสหภาพยุโรปที่ผลักดันให้ต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีสีเขียว, EUDR ที่กำหนดให้สินค้าเกษตรต้องปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า และ UFLPA ของสหรัฐฯ ที่เข้มงวดเรื่องแรงงานบังคับและการตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทาน

    อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า ความท้าทายยิ่งทวีความรุนแรงจากการที่ประเทศมหาอำนาจเร่งอุดหนุนอุตสาหกรรมของตนเอง โดยเฉพาะจีนที่ใช้งบอุดหนุนสูงถึง 4.4% ของ GDP ในปี 2025 ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า GDP ทั้งประเทศของไทย ส่งผลให้ไทยตกอยู่ในภาวะถูกขนาบ ทั้งจากการแข่งขันกับสินค้าต้นทุนต่ำ และมาตรการตอบโต้ทางการค้าที่เข้มงวด

    ขณะที่บทบาทของไทยในเวทีโลกเริ่มเปลี่ยนจากฐานการผลิตที่ปลอดภัย ไปเป็นคู่แข่งในหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น

    นายชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีความท้าทายสูง โดยศักยภาพการเติบโตของไทยยังไม่ถึงระดับ 5% เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท 

    ขณะที่เวียดนามเติบโตประมาณ 5 ล้านล้านบาท หรือมากกว่าไทยเกือบ 2 เท่า และสิงคโปร์เติบโตมากกว่าไทยถึง 4 เท่า สะท้อนข้อจำกัดด้านโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงสร้างทางการเมืองที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

    อย่างไรก็ตาม ปี 2568 ที่ผ่านมา สินค้าเกษตรและตัวเลขการส่งออกของไทยขยายตัวได้ดี ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเฉลี่ยประมาณ 7% จากแรงหนุนของการส่งออกที่เติบโต โดยคาดว่าในปี 2569 การส่งออกของไทยมีโอกาสขยายตัวได้มากกว่า 5% 

    เนื่องจากไทยยังมีโอกาสทางเศรษฐกิจอีกมาก หากเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการป้องกันและแก้ไขปัญหา “การโกงกิน” ดำเนินนโยบายอย่างโปร่งใส ลดอุปสรรคทางการค้า และให้ความสำคัญกับเสถียรภาพค่าเงินบาท ทั้งนี้ เชื่อว่าสินค้าเกษตรและอาหารของไทยสามารถสร้างมูลค่าส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

    พาณิชย์ จับตาเกมการค้าโลก สงครามราคา-แข่งขันเดือด ทุบเศรษฐกิจไทย

    ด้านนายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันจีนสามารถผลิตสินค้าได้เกือบทุกประเภทและมีปริมาณล้นตลาดโลก ส่งผลกระทบต่อไทยและประเทศที่เป็นตลาดส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยการแข่งขันกับจีนเป็นเรื่องยาก เนื่องจากสินค้าจีนมีทั้งคุณภาพดีและราคาถูก 

    ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้ทัน พร้อมค้นหาสินค้าที่จีนยังไม่ผลิตหรือยังไม่ถนัด และวิเคราะห์จุดแข็งของไทยเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมให้ถูกจุด เพราะหากส่งเสริมผิดจุดจะกลายเป็นการลงทุนที่ไม่เกิดผลสำเร็จ

    ซึ่งในปี 2568 การส่งออกของไทยเติบโตในระดับสูง แต่ดัชนีการผลิตภายในประเทศกลับลดลง ขณะที่สินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นสินค้าสวมสิทธิ์จากจีน ถือเป็นวิกฤติของประเทศไทย พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ 

    ทั้งนี้ขอให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา มองประโยชน์ของชาติเป็นหลักมากกว่าประโยชน์ทางการเมืองหรือประโยชน์ส่วนตน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ยังชี้ว่ากฎหมายล้าสมัยเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การทำงานล่าช้าและเพิ่มต้นทุนการทำธุรกิจ ทั้งด้านการผลิตและการส่งออก ส่งผลให้ต้นทุนของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่งและมีประสิทธิภาพต่ำ การปรับปรุงกฎระเบียบจึงเป็นเรื่องสำคัญและจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อผู้นำรัฐบาลมีความจริงใจและมุ่งมั่นอย่างแท้จริง

    พร้อมเสนอให้ภาคอุตสาหกรรมเร่งสร้างสินค้าใหม่ แปรรูปสินค้าเกษตรไทย ให้ความสำคัญกับสินค้า GREEN และขยายตลาดส่งออกใหม่ โดยเฉพาะตลาดแอฟริกาและตลาดอินเดีย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    พาณิชย์ จับตาเกมการค้าโลก สงครามราคา-แข่งขันเดือด ทุบเศรษฐกิจไทย

    นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ตัวเลขส่งออกมีความเป็นไปได้ และมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งการส่งออกดีในช่วงที่ผ่านมา แต่ไม่ค่อยมีส่วนกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังถือว่าพอไปได้ 

    โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของโลก แม้หลายฝ่ายเคยกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ตัวเลขล่าสุดสะท้อนว่าสหรัฐยังเติบโตแข็งแกร่ง เศรษฐกิจขยายตัวราว 2–3% สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ประมาณ 2% ปัจจัยสำคัญมาจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI การเพิ่มผลิตภาพ รวมถึงนโยบายการคลังจากการลดภาษีทั้งภาคธุรกิจและประชาชน

    อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงยังคงอยู่ ทั้งความยั่งยืนของการลงทุน AI ภาระหนี้สาธารณะสหรัฐที่อยู่ในระดับสูง ต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และสัญญาณตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอตัว รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคาดเดาได้ยาก

    ด้านเศรษฐกิจประเทศหลักอื่น ๆ ยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมกับจีน ขณะที่ญี่ปุ่นยังพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ค่าเงินเยนอ่อนค่ามาก ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน 

    ส่วนจีนยังเผชิญปัญหาโครงสร้าง โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว แต่เร่งขยายการผลิตภาคอุตสาหกรรมและส่งออก ส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคากับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก คาดว่าเศรษฐกิจจีนปีนี้จะเติบโตเพียงราว 4–5% และมีแนวโน้มโตช้าลงในระยะยาว

    สำหรับประเทศไทย แม้การส่งออกล่าสุดขยายตัว โดยบางเดือนเติบโตระดับสองหลัก และทั้งปีขยายตัวได้ราว 2.9% สินค้าที่ได้แรงหนุนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์เครือข่าย และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม หากตัดสินค้าที่ได้อานิสงส์เฉพาะออก ภาพรวมการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน

    ทั้งนี้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากปีก่อน โดยปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจขยายตัวราว 2% ขณะที่ปีนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินเพียง 1.5% ส่วนมุมมองตลาดอยู่ที่ราว 1.6–1.8% ต่ำกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ และนับเป็นปีที่ 4–5 ติดต่อกันที่ไทยเติบโตช้ากว่าโลกและช้ากว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายเท่า

    ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทยมี 3 ด้าน ได้แก่

     1. การท่องเที่ยว ซึ่งยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

     2. ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหลักอย่างยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ที่กำลังเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ ขณะที่การลงทุนใหม่ยังชะลอ

     3. ภาคการเงิน ที่ยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้การบริโภคสินค้าคงทน เช่น รถยนต์และที่อยู่อาศัย ฟื้นตัวได้จำกัด

    นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้กำลังซื้อและตลาดภายในประเทศขยายตัวช้าลง หากไม่เร่งเพิ่มการลงทุน ยกระดับผลิตภาพแรงงาน และพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเติบโตต่ำต่อเนื่อง

    โดยสรุป แม้เศรษฐกิจโลกยังพอประคองตัวได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงเลียแผล โมเมนตัมครึ่งปีแรกอาจชะลอ ก่อนหวังฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ การเร่งลงทุน สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ถือเป็นโจทย์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/649899&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g3lW6AaPpoEVmZgHuiZWV

  • เปิดปราศรัยการเมืองครั้งแรก พบกัน 30 ม.ค.ที่สวนลุมพินี – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    เปิดปราศรัยการเมืองครั้งแรก พบกัน 30 ม.ค.ที่สวนลุมพินี – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/112819&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05x_pZKMuCSxplQkCd412w

  • จุฬาฯ เปิดศูนย์ “กันก่อนท่วม” หาทางออกร่วมแก้วิกฤตน้ำไทย เสนอแผน 5 มิติ ป้องกันเชิงรุกเพื่ออนาคตเมือง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    จุฬาฯ เปิดศูนย์ “กันก่อนท่วม” หาทางออกร่วมแก้วิกฤตน้ำไทย เสนอแผน 5 มิติ ป้องกันเชิงรุกเพื่ออนาคตเมือง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลังร่วมภาครัฐ เอกชน วิชาการ และผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ จัดเวทีเสวนา “กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ทางรอดเมืองไทย เสนอแผน 5 มิติยกระดับการรับมือวิกฤตน้ำของประเทศไทย สู่การ “ป้องกันล่วงหน้า” อย่างเป็นระบบ โดยใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งประเทศ วางแผนและสั่งการบนฐานลุ่มน้ำ ไม่แยกส่วนการทำงานตามกรมหรือจังหวัด เชื่อมงบประมาณ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน พร้อมจัดตั้ง ศูนย์ “กันก่อนท่วม” เป็นกลไกกลางประสานเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูล และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อปกป้องเมืองและอนาคตของคนรุ่นต่อไป

    ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงานว่า ภัยน้ำไม่ใช่เพียงความเสียหายต่อบ้านเรือนหรือทรัพย์สิน แต่คือการทำลาย “ชีวิตทั้งชีวิต” ทั้งโอกาสทางการศึกษา สุขภาพจิตครอบครัว ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและความมั่นคงของสังคม หากเกิดอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจชั้นในอย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงถึง 10 ล้านบาทต่อนาที และก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมที่ไม่อาจประเมินค่า

    “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีความพร้อมด้านองค์ความรู้แบบสหสาขาวิชา ทั้งวิศวกรรม สถาปัตยกรรม วิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ฯลฯ และมีศักยภาพในการเชื่อมประสานเครือข่าย
    ทั้งสถาบันการศึกษา ภาครัฐ เอกชน ชุมชน รวมถึงความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อเสนอทางออกในการจัดการน้ำที่เป็นระบบและยั่งยืน ซึ่งเป็นที่มาของการจัดตั้ง ศูนย์ “กันก่อนท่วม”

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การจัดตั้ง ศูนย์ “กันก่อนท่วม” ไม่ใช่เพียงบทบาททางวิชาการ แต่เป็นความรับผิดชอบของสถาบันอุดมศึกษาต่อสังคม โดยศูนย์ฯ
    จะเป็นกลไกกลางเชื่อมองค์ความรู้สู่การลงมือทำ สื่อสารข้อมูลความเสี่ยงน้ำให้ประชาชนเข้าใจง่าย ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน และเปิดรับองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ควบคู่กับบทเรียนจากพื้นที่จริง

    รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับรูปแบบสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง ทั้งจาก “น้ำเหนือ”
    “น้ำทะเลหนุน” ประกอบกับสภาวะ “ฝนสุดขั้ว” และ”ฝนแช่” เช่น ในพื้นที่หาดใหญ่ทำให้ปริมาณฝนถึง 80% ของฝนทั้งปี ตกลงมาในพื้นที่เดียวภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ สร้างความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในมิติเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน เห็นได้จากมูลค่าความสูญเสียและเสียหายของมหาอุทกภัยปี 2554 สูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็น 70% ของงบประมาณแผ่นดินในปีดังกล่าว โดยผลกระทบกว่า 90% เกิดขึ้นกับภาคเอกชน ทั้งในรูปของความเสียหายและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ

    ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จึงมีภารกิจเพื่อร่วมหาแนวทางลดความเสียหายและการสูญเสียจากวิกฤตน้ำ และเสริมสร้างความพร้อมของเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยจะทำหน้าที่สื่อสารและประสานความร่วมมือด้านการป้องกันความเสี่ยงน้ำล่วงหน้าบนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เสริมพลังการทำงานของทุกภาคส่วน โดยไม่ซ้ำซ้อนหรือทดแทนภาครัฐ

    ดร.วิทยา เสนอความร่วมมือ 5 มิติ สู่ “เมือง (ประเทศ) แห่งความเสถียรภาพ (The Resilient Metropolis)” เพื่อรับมือความเสี่ยงน้ำในระยะยาว โดยเน้นการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของสังคม ได้แก่

    มิติที่ 1: พลิกโฉมวิศวกรรม (Engineering Reinforcement)
    เสริมศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานเดิม ทั้งอุโมงค์ระบายน้ำ แนวป้องกันริมแม่น้ำ และสถานีสูบน้ำ โดยผสานแบบจำลองพยากรณ์ขั้นสูง AI ข้อมูลเรียลไทม์ และระบบดิจิทัล เพื่อให้สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า และเตรียมการให้รองรับสถานการณ์ฝนสุดขั้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    มิติที่ 2: การจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำ (River Basin Management)
    ขยายการป้องกันท่วมบรรเทาแล้งจากระดับเมืองสู่ระดับลุ่มน้ำ ผ่านการใช้แบบจำลองอุทกวิทยาและอุทกพลศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ AI และเทคโนโลยีดาวเทียม เพื่อประเมินทั้งมวลน้ำส่วนเกินและความเสี่ยงขาดแคลนน้ำล่วงหน้า สนับสนุนการบริหารจัดการมวลน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ผ่านแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อให้ความปลอดภัยของเมืองไม่ขึ้นอยู่กับมาตรการภายในเขตเมืองเพียงอย่างเดียว

    มิติที่ 3: นวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation)
    เรียนรู้จากแนวปฏิบัติสากล อาทิ ระบบป้องกันน้ำทะเลของเนเธอร์แลนด์ อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินขนาดยักษ์ของญี่ปุ่น และแนวคิดเมืองฟองน้ำจากจีนและสิงคโปร์ ผนวกภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทไทย

    มิติที่ 4: การปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำ (Adaptive Strategy)
    เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “ต่อสู้กับน้ำ” สู่การ “อยู่กับน้ำ” ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว การวางผังเมืองแบบยืดหยุ่น และการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสภาพภูมิอากาศให้กับประชาชน

    มิติที่ 5: ขับเคลื่อนด้วยวิจัยและข้อมูลอัจฉริยะ (Smart Data & Research)
    ใช้งานวิจัยและข้อมูลเชิงพื้นที่เป็นฐานกำหนดนโยบาย พัฒนานวัตกรรมตามบริบทพื้นที่ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน-ชุมชน และเพื่อป้องกันความเสี่ยงอย่างตรงจุดและยั่งยืน

    นอกจากนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา จัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ควบคู่การอนุรักษ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ น่าน (ต้นน้ำ): รักษาป่าต้นน้ำและลดภัยพิบัติ เพื่อลดผลกระทบเศรษฐกิจ ชัยนาท: ปรับพฤติกรรมเกษตรกร สร้างรายได้ ลดผลกระทบน้ำท่วม-แล้ง นครปฐม: บริหารจัดการคุณภาพน้ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของจังหวัด และ กรุงเทพฯ: พัฒนาระบบติดตามและพยากรณ์ฝนแม่นยำฉับไว เพื่อความปลอดภัยเมือง

    ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเน้นย้ำมาโดยตลอดว่า ปัญหาน้ำไม่อาจแก้ได้ด้วยโครงการเดียว แต่ต้องเข้าใจระบบทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และต้องวางแผนระยะยาวอย่างต่อเนื่อง

    “การจัดการน้ำคือเรื่องความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่นโยบายเฉพาะกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ประเทศไทยต้องลงทุนกับการป้องกัน มากกว่าการซ่อมแซม”

    ดร.สุเมธ ได้เสนอกรอบแผนการจัดการน้ำแบบบูรณาการต่อผู้กำหนดนโยบายและรัฐบาลในอนาคต ครอบคลุมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมเน้นย้ำการทลายกำแพงการทำงานแบบแยกส่วน พร้อมเสนอว่า รัฐบาลในอนาคตจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการทำงานด้านน้ำสู่การบูรณาการเชิงระบบ ด้วยการ

    • ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งประเทศ
    • วางแผนและสั่งการบนฐานลุ่มน้ำ ไม่ใช่ตามเส้นแบ่งกรมหรือจังหวัด
    • เชื่อมงบประมาณ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน

    โดยเห็นว่า ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จะเป็นกลไกสำคัญในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชิงรุก เชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูลเชิงพื้นที่ และการสื่อสารสาธารณะ เข้ากับการตัดสินใจของรัฐ เพื่อให้การป้องกันภัยน้ำของประเทศเกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ไม่จบลงเพียงบนเวทีเสวนา หรือรายงานเชิงวิชาการ

    เวที “กันก่อนท่วม” ยังได้รับเกียรติจากคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คุณอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ อาทิ เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และสถาบัน MIT ร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนและประสบการณ์ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตน้ำของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

    หากเรารู้ก่อน เตรียมก่อน และร่วมมือกันก่อน ความสูญเสียจำนวนมากจะไม่เกิดขึ้น และนี่คือเหตุผลที่เราทุกคนต้องร่วมกัน “กันก่อนท่วม” ตั้งแต่วันนี้ เพื่อรักษาเมือง และอนาคตของลูกหลานเราไว้ด้วยกัน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/26/612285/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NBA7_49QJuBjoN1mt5W9V

  • “ซิดนีย์-อภินันท์” ลุยหาเสียงย่านเศรษฐกิจหาดใหญ่ หนุนลดต้นทุน เร่งฟื้นท่องเที่ยวหลังน้ำท่วม

    “ซิดนีย์-อภินันท์ พัฒนศิริ” หาเสียงย่านเศรษฐกิจหาดใหญ่ สาย 1-2-3 คุยผู้ประกอบการท่องเที่ยว-สตรีทฟู้ด-ธุรกิจรถสองแถว หนุนลดต้นทุน เร่งแก้ปัญหา ทลายข้อจำกัดอุปสรรคจากอุทกภัย」

    เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวันที่ 25 มกราคม นายอภินันท์ พัฒนศิริ หรือซิดนีย์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการย่านเศรษฐกิจหาดใหญ่ สาย 1-2-3 เพื่อรับฟังปัญหาการทำธุรกิจในย่านเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการท่องเที่ยวที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง สืบเนื่องจากผลกระทบปัญหาอุทกภัยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับกลุ่มเจ้าของร้านอาหารสตรีทฟู้ด และเจ้าของธุรกิจรถสองแถวรับจ้างที่สะท้อนถึงอุปสรรคสำคัญของระบบเศรษฐกิจหาดใหญ่

    ซิดนีย์-อภินันท์ พัฒนศิริ มองว่าย่านเศรษฐกิจหาดใหญ่ สาย 1-2-3 คือต้นแบบของความสำเร็จที่เกิดจากหยาดเหงื่อของภาคเอกชนหาดใหญ่โดยแท้จริง แต่กลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดรวมไปถึงความยากลำบากจากอุปสรรคการบริหารจัดการอุทกภัยน้ำท่วมของภาครัฐที่ล้มเหลว ไม่เอื้อต่อการดำเนินงานในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ทำให้เสียโอกาสในการขยายตัวและต้องแบกรับต้นทุนแฝงจากการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ส่วนการเน้นการบริหารจัดการน้ำท่วมเชิงรุก ต้องมีความเข้าใจตั้งแต่การป้องกัน กู้ภัย และเยียวยา โดยมีมาตรฐานรวมศูนย์กลางการบริหารจัดการในภาวะฉุกเฉิน หรือ Emergency Operation Center (EOC) และศูนย์กระจายข่าวสารและแจ้งเตือนแบบบูรณาการ หรือ Joint Information Center (JIC) และมีระบบการสั่งการจากผู้บังคับบัญชาเป็นระบบ หรือ Single Command

    ทั้งนี้ พรรคประชาชาติ นำโดย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ลำดับที่ 1 มีนโยบาย การฟื้นฟูลูกหนี้ ด้วยการผลักดันกฎหมายฟื้นฟูลูกหนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐ และมีนโยบายเศรษฐกิจ ที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพหรือการแก้ปัญหาพลังงาน

    #ซิดนีย์อภินันท์ #พรรคประชาชาติ #หาเสียงหาดใหญ่ #เศรษฐกิจหาดใหญ่ #สตรีทฟู้ด #ผู้ประกอบการท่องเที่ยว #น้ำท่วมใต้ #ลดต้นทุน #ฟื้นเศรษฐกิจ #เลือกตั้ง2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/125149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37nbAHCSWPPNN4hReq_TdO

  • “ซิดนีย์-อภินันท์” ลุยหาเสียงย่านเศรษฐกิจหาดใหญ่ หนุนลดต้นทุน เร่งฟื้นท่องเที่ยวหลังน้ำท่วม

    “ซิดนีย์-อภินันท์ พัฒนศิริ” หาเสียงย่านเศรษฐกิจหาดใหญ่ สาย 1-2-3 คุยผู้ประกอบการท่องเที่ยว-สตรีทฟู้ด-ธุรกิจรถสองแถว หนุนลดต้นทุน เร่งแก้ปัญหา ทลายข้อจำกัดอุปสรรคจากอุทกภัย」

    เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวันที่ 25 มกราคม นายอภินันท์ พัฒนศิริ หรือซิดนีย์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการย่านเศรษฐกิจหาดใหญ่ สาย 1-2-3 เพื่อรับฟังปัญหาการทำธุรกิจในย่านเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการท่องเที่ยวที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง สืบเนื่องจากผลกระทบปัญหาอุทกภัยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับกลุ่มเจ้าของร้านอาหารสตรีทฟู้ด และเจ้าของธุรกิจรถสองแถวรับจ้างที่สะท้อนถึงอุปสรรคสำคัญของระบบเศรษฐกิจหาดใหญ่

    ซิดนีย์-อภินันท์ พัฒนศิริ มองว่าย่านเศรษฐกิจหาดใหญ่ สาย 1-2-3 คือต้นแบบของความสำเร็จที่เกิดจากหยาดเหงื่อของภาคเอกชนหาดใหญ่โดยแท้จริง แต่กลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดรวมไปถึงความยากลำบากจากอุปสรรคการบริหารจัดการอุทกภัยน้ำท่วมของภาครัฐที่ล้มเหลว ไม่เอื้อต่อการดำเนินงานในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ทำให้เสียโอกาสในการขยายตัวและต้องแบกรับต้นทุนแฝงจากการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ส่วนการเน้นการบริหารจัดการน้ำท่วมเชิงรุก ต้องมีความเข้าใจตั้งแต่การป้องกัน กู้ภัย และเยียวยา โดยมีมาตรฐานรวมศูนย์กลางการบริหารจัดการในภาวะฉุกเฉิน หรือ Emergency Operation Center (EOC) และศูนย์กระจายข่าวสารและแจ้งเตือนแบบบูรณาการ หรือ Joint Information Center (JIC) และมีระบบการสั่งการจากผู้บังคับบัญชาเป็นระบบ หรือ Single Command

    ทั้งนี้ พรรคประชาชาติ นำโดย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ลำดับที่ 1 มีนโยบาย การฟื้นฟูลูกหนี้ ด้วยการผลักดันกฎหมายฟื้นฟูลูกหนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐ และมีนโยบายเศรษฐกิจ ที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพหรือการแก้ปัญหาพลังงาน

    #ซิดนีย์อภินันท์ #พรรคประชาชาติ #หาเสียงหาดใหญ่ #เศรษฐกิจหาดใหญ่ #สตรีทฟู้ด #ผู้ประกอบการท่องเที่ยว #น้ำท่วมใต้ #ลดต้นทุน #ฟื้นเศรษฐกิจ #เลือกตั้ง2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/125149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37nbAHCSWPPNN4hReq_TdO