Blog

  • คลัง หั่น GDP ปี 68 จาก 2.4% เหลือ 2.2% คงปี 69 โต 2.0% จากแรงหนุนท่องเที่ยว

    คลัง หั่น GDP ปี 68 จาก 2.4% เหลือ 2.2% คงปี 69 โต 2.0% จากแรงหนุนท่องเที่ยว

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 และปี 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญของการฟื้นตัวและการปรับโครงสร้าง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย สศค.คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.2% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ 2.0-2.5%) ชะลอลงจากปี 2567 ที่ขยายตัว 2.5% โดยเศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัวต่ำกว่าคาดเพียง 1.2% จากการชะลอตัวของภาคการผลิตและปัจจัยชั่วคราว เช่น การปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าไตรมาส 4 จะฟื้นตัวเร่งขึ้น จากแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    “สาเหตุสำคัญที่ต้องปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 มาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ซึ่งออกมาต่ำกว่าที่ประเมินไว้ โดยขยายตัวเพียง 1.2% ต่ำกว่าสมมติฐานเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้แรงส่งของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีอ่อนแรงลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า” นายวินิจ กล่าว

    มาตรการสำคัญ ได้แก่ โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท และมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 3.3% ขณะที่ภาคการส่งออกขยายตัวโดดเด่น โดยมูลค่าส่งออกสินค้า (BOP) คาดว่าจะเติบโต 12.7% จากการเร่งส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และการขยายตัวของตลาดศักยภาพใหม่ เช่น อินเดียและจีน

    ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ -0.1% จากราคาพลังงานที่ลดลง ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดปี 2568 มีแนวโน้มเกินดุล 1.54 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.8% ของ GDP ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะประกาศตัวเลข GDP อย่างเป็นทางการในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569

    สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 2.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ 1.5-2.5%) โดยมีแนวโน้มชะลอลงจากปีก่อนหน้า จากแรงส่งภาคการส่งออกที่อ่อนตัวตามเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก รวมถึงผลของฐานที่สูงในปี 2568 โดยมูลค่าการส่งออกคาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.0% ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 3.9% สะท้อนแรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศ

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าและภาษีนำเข้า ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกไทยและห่วงโซ่อุปทานโลก และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    “แม้ภาคการส่งออกจะชะลอตัวลงตามทิศทางเศรษฐกิจโลก แต่เศรษฐกิจไทยยังมีแรงพยุงสำคัญจากภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะฟื้นตัวในระดับสูง โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 35.5 ล้านคน ช่วยหนุนรายได้ภาคบริการ การจ้างงาน และอุปสงค์ภายในประเทศให้ขยายตัวต่อเนื่อง” 

    ขณะเดียวกัน การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวต่อเนื่องที่ 2.5% จากรายได้ภาคบริการและความเชื่อมั่นที่ทยอยฟื้นตัว ส่วนการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 3.2% จากการลงทุนจริงหลังได้รับการส่งเสริมการลงทุน ขณะที่การบริโภคภาครัฐขยายตัว 1.3% แต่การลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มหดตัว -1.7% จากความล่าช้าของงบประมาณปี 2570 ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งกระทบการเบิกจ่ายและการลงทุนช่วงต้นปี

    อย่างไรก็ตามยังควรติดตามปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ
    1.ทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้าและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจกดดันภาคการส่งออกไทย
    2.ความล่าช้าของงบประมาณปี 2570 จากช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง อาจกระทบการเบิกจ่ายและการลงทุนภาครัฐในช่วงต้นปี
    3.ความเปราะบางด้านการเงินในประเทศ โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ SMEs ที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจจำกัดการขยายตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน
    4.ความต่อเนื่องและเสถียรภาพเชิงนโยบาย เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/737083&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J7Wjd45gT6enBd70IpsQR

  • คลังคาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โตลดลงเหลือ 2% จากมาตรการภาษีตอบโต้ และงบล่าช้า | เดลินิวส์

    คลังคาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โตลดลงเหลือ 2% จากมาตรการภาษีตอบโต้ และงบล่าช้า | เดลินิวส์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 และปี 2569 ระบุว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญของการฟื้นตัวและการปรับฐานโครงสร้างเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่า “เศรษฐกิจไทย ปี 2568ขยายตัวที่ร้อยละ 2.2 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0 ถึง 2.5) เป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2567 ที่ขยายตัวที่ร้อยละ 2.5 ต่อปี โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 มีการฟื้นตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 1.2 ซึ่งได้รับปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในการพยุงเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทั้งการผลิต การจ้างงาน และการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วภูมิภาค และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดีมีคืน” ทำให้คาดว่าการบริโภคภาคเอกชน จะขยายตัวที่ร้อยละ 3.3 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.1 ถึง 3.6) และภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีเกินคาด โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐตามเกณฑ์สถิติดุลการชำระเงิน (Balance of Payments: BOP) คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 12.7 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 12.5 ถึง 13.0) จากการเร่งส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และการเติบโตในตลาดศักยภาพใหม่ เช่น อินเดียและจีน เป็นต้น ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 13.8 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 13.6 ถึง 14.1) ขณะที่การบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 0.5 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.3 ถึง 0.8) การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 6.9 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 6.7 ถึง 7.2) จากผลของการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2569 (ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีปฏิทิน 2568) การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าขยายตัวที่ร้อยละ 2.9 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.7 ถึง 3.2)

    แม้เศรษฐกิจในช่วงปลายปีจะเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้และปัจจัยชั่วคราวในภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวตามการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน แต่นโยบายการคลังได้ช่วยพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตได้สูงกว่าช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะแถลงตัวเลขอย่างเป็นทางการ
    ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 9:30 น. ต่อไป

    ด้านเศรษฐกิจไทยปี 2569 กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.0 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.5 ถึง 2.5) แม้ภาคการส่งออกจะมีทิศทางชะลอความร้อนแรงลงจากปีก่อนหน้า แต่ยังคงสามารถประคองตัวได้โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ 1.0 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.5 ถึง 1.5) ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอลงตามทิศทางปริมาณการค้าโลกและผลของฐานที่สูงในปี 2568 ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.9 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.4 ถึง 4.4) อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะเปลี่ยนผ่านไปสู่อุปสงค์ภายในประเทศและภาคบริการอย่างชัดเจน

    โดยภาคการท่องเที่ยวจะเป็นกลไกหลักโดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในระดับสูงที่จำนวน 35.5 ล้านคน สนับสนุนให้รายได้ภาคบริการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชน ที่ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ร้อยละ 2.5 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0 ถึง 3.0) และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวที่ร้อยละ 3.2 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.7 ถึง 3.7) จากการลงทุนจริงที่เริ่มเกิดขึ้นหลังได้รับการส่งเสริมการลงทุน ด้านการบริโภคภาครัฐ ขยายตัวร้อยละ 1.3 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.8 ถึง 1.8) ทั้งนี้ การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะหดตัวที่ร้อยละ -1.7 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -2.2 ถึง -1.2) เนื่องจากได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้การเริ่มบังคับใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ล่าช้าออกไปประมาณ 3 เดือน ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดและอาจออกมาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5540653/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uAlNVwWy_hXnfeldkTPy7

  • เลือกตั้ง ชี้เศรษฐกิจ! 3พรรค 3ทางเลือก ไทยเดินทางไหน

    เศรษฐกิจไทย กับการเลือกตั้ง 2569 จะเป็นความหวังที่แท้จริงของประเทศและประชาชนได้จริงหรือไม่? หรือจะเป็นเพียงเวทีแข่งขันนโยบายประชานิยม ที่อัดฉีดเม็ดเงินจากรัฐจำนวนมหาศาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยยังคงถูกเลี่ยงการแตะต้องอย่างจริงจัง

    ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณ หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงทางการคลังในระยะยาว การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือก ‘ใครเป็นรัฐบาล’ แต่คือการตัดสินใจเลือก ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ ว่าจะเดินหน้าแบบใด และใครเป็นผู้รับภาระต้นทุนในอนาคต

    การเลือกตั้งครั้งนี้ จัดเป็นเวทีนโยบายเศรษฐกิจร้อนแรงเป็นพิเศษ ระหว่าง 3 พรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ซึ่งต่างนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และคุณภาพชีวิตประชาชนในคนละทิศทาง สะท้อนวิธีคิดต่อบทบาทรัฐ การใช้เงิน และการจัดลำดับความสำคัญของประเทศที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

    พรรคเพื่อไทย
    ประชานิยมเชิงรุก หวังกระตุ้นเศรษฐกิจทันที

    พรรคเพื่อไทยวางนโยบายเศรษฐกิจโดยให้ ‘ปากท้องประชาชน’ เป็นศูนย์กลาง ผ่านแนวคิด ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส โดยใช้นโยบายลักษณะประชานิยมเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าไฟ การตรึงราคาพลังงาน ระบบขนส่งสาธารณะราคาประหยัด โครงการที่อยู่อาศัยราคาจับต้องได้ ไปจนถึงมาตรการสร้างหลักประกันรายได้และการออมในระยะยาวอย่าง ‘หวยเกษียณ’

    กล่าวได้ว่า แนวทางของพรรคเพื่อไทย มีแนวโน้มสร้างแรงกระตุ้นเศรษฐกิจทันทีผ่านการแจก/ช่วยลดรายจ่าย แต่เสี่ยงเพิ่มภาระ งบประมาณและขาดดุล ในระยะสั้น โดยเฉพาะถ้าการเติบโตไม่สามารถรองรับการใช้จ่ายขนาดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง

    พรรคภูมิใจไทย
    ประชานิยมแบบกระจายตัว เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและพื้นที่

    พรรคภูมิใจไทยเลือกวางนโยบายเศรษฐกิจในมุมของ ‘ชีวิตประจำวัน’ และการกระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น ผ่านชุดนโยบายที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้นควบคู่การลงทุน เช่น คนละครึ่งพลัส การพักหนี้ การยกระดับสวัสดิการแบบคัดกรองใหม่ การศึกษาออนไลน์ฟรี และการตั้งกองทุนรับมือภัยพิบัติ

    จุดเด่นของภูมิใจไทย คือการใช้ “เครื่องมือทางการคลังหลากหลาย” ทั้งงบประมาณประจำ และการระดมทุนผ่านกองทุนหรือพันธบัตร เพื่อไม่ให้ภาระตกกับงบประมาณปีเดียวทั้งหมด แม้จะช่วยกระจายต้นทุนในระยะสั้น แต่ก็สร้างภาระผูกพันทางการเงินในอนาคตที่ต้องบริหารอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะภาระการชำระดอกเบี้ยในอนาคต จึงต้องบริหารให้ดีเพื่อไม่ให้หนี้ระยะยาวสูงเกินไป

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 003.png

    พรรคประชาชน
    ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ลดพึ่งพาการแจกเงิน

    ถือได้ว่า ‘พรรคประชาชน’ เสนอภาพเศรษฐกิจที่ต่างออกไป โดยเน้น การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มากกว่าการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านนโยบายประชานิยม นโยบายสำคัญจึงมุ่งไปที่การลดความสูญเปล่าของรัฐ ปิดช่องทุจริต ปรับโครงสร้างกองทัพ พลังงาน ดิจิทัล และการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าในระยะยาว

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 002.png

    แม้แนวทางของพรรคประชาชนจะไม่สร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจแบบฉับไว แต่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันในระยะยาว เน้นลดต้นทุนเชิงระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาเงินคลังจำนวนมากในระยะสั้น และหวังผลด้านความยั่งยืนในระยะยาว ช่วยลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตแบบ ‘ยั่งยืน’

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 001.png

    การเลือกตั้ง 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกระหว่าง “นโยบายแจกหรือไม่แจก” แต่คือการเลือกว่าประเทศไทยควรเดินหน้า ด้วยการใช้เงินรัฐเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือ การยอมรับความเจ็บปวดระยะสั้นเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

    ท้ายที่สุด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจต้องตั้งคำถามกับนโยบายเศรษฐกิจให้ลึกกว่าคำว่า ได้หรือเสียทันที แต่ต้องมองไปถึงว่า ใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนของนโยบายเหล่านั้นในอนาคต และประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงจุดใดหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/election2569-economy-3parties&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XEPn9lW7KIBDHl1OoRJKg

  • เลือกตั้ง ชี้เศรษฐกิจ! 3พรรค 3ทางเลือก ไทยเดินทางไหน

    เศรษฐกิจไทย กับการเลือกตั้ง 2569 จะเป็นความหวังที่แท้จริงของประเทศและประชาชนได้จริงหรือไม่? หรือจะเป็นเพียงเวทีแข่งขันนโยบายประชานิยม ที่อัดฉีดเม็ดเงินจากรัฐจำนวนมหาศาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยยังคงถูกเลี่ยงการแตะต้องอย่างจริงจัง

    ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณ หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงทางการคลังในระยะยาว การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือก ‘ใครเป็นรัฐบาล’ แต่คือการตัดสินใจเลือก ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ ว่าจะเดินหน้าแบบใด และใครเป็นผู้รับภาระต้นทุนในอนาคต

    การเลือกตั้งครั้งนี้ จัดเป็นเวทีนโยบายเศรษฐกิจร้อนแรงเป็นพิเศษ ระหว่าง 3 พรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ซึ่งต่างนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และคุณภาพชีวิตประชาชนในคนละทิศทาง สะท้อนวิธีคิดต่อบทบาทรัฐ การใช้เงิน และการจัดลำดับความสำคัญของประเทศที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

    พรรคเพื่อไทย
    ประชานิยมเชิงรุก หวังกระตุ้นเศรษฐกิจทันที

    พรรคเพื่อไทยวางนโยบายเศรษฐกิจโดยให้ ‘ปากท้องประชาชน’ เป็นศูนย์กลาง ผ่านแนวคิด ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส โดยใช้นโยบายลักษณะประชานิยมเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าไฟ การตรึงราคาพลังงาน ระบบขนส่งสาธารณะราคาประหยัด โครงการที่อยู่อาศัยราคาจับต้องได้ ไปจนถึงมาตรการสร้างหลักประกันรายได้และการออมในระยะยาวอย่าง ‘หวยเกษียณ’

    กล่าวได้ว่า แนวทางของพรรคเพื่อไทย มีแนวโน้มสร้างแรงกระตุ้นเศรษฐกิจทันทีผ่านการแจก/ช่วยลดรายจ่าย แต่เสี่ยงเพิ่มภาระ งบประมาณและขาดดุล ในระยะสั้น โดยเฉพาะถ้าการเติบโตไม่สามารถรองรับการใช้จ่ายขนาดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง

    พรรคภูมิใจไทย
    ประชานิยมแบบกระจายตัว เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและพื้นที่

    พรรคภูมิใจไทยเลือกวางนโยบายเศรษฐกิจในมุมของ ‘ชีวิตประจำวัน’ และการกระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น ผ่านชุดนโยบายที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้นควบคู่การลงทุน เช่น คนละครึ่งพลัส การพักหนี้ การยกระดับสวัสดิการแบบคัดกรองใหม่ การศึกษาออนไลน์ฟรี และการตั้งกองทุนรับมือภัยพิบัติ

    จุดเด่นของภูมิใจไทย คือการใช้ “เครื่องมือทางการคลังหลากหลาย” ทั้งงบประมาณประจำ และการระดมทุนผ่านกองทุนหรือพันธบัตร เพื่อไม่ให้ภาระตกกับงบประมาณปีเดียวทั้งหมด แม้จะช่วยกระจายต้นทุนในระยะสั้น แต่ก็สร้างภาระผูกพันทางการเงินในอนาคตที่ต้องบริหารอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะภาระการชำระดอกเบี้ยในอนาคต จึงต้องบริหารให้ดีเพื่อไม่ให้หนี้ระยะยาวสูงเกินไป

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 003.png

    พรรคประชาชน
    ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ลดพึ่งพาการแจกเงิน

    ถือได้ว่า ‘พรรคประชาชน’ เสนอภาพเศรษฐกิจที่ต่างออกไป โดยเน้น การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มากกว่าการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านนโยบายประชานิยม นโยบายสำคัญจึงมุ่งไปที่การลดความสูญเปล่าของรัฐ ปิดช่องทุจริต ปรับโครงสร้างกองทัพ พลังงาน ดิจิทัล และการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าในระยะยาว

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 002.png

    แม้แนวทางของพรรคประชาชนจะไม่สร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจแบบฉับไว แต่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันในระยะยาว เน้นลดต้นทุนเชิงระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาเงินคลังจำนวนมากในระยะสั้น และหวังผลด้านความยั่งยืนในระยะยาว ช่วยลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตแบบ ‘ยั่งยืน’

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 001.png

    การเลือกตั้ง 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกระหว่าง “นโยบายแจกหรือไม่แจก” แต่คือการเลือกว่าประเทศไทยควรเดินหน้า ด้วยการใช้เงินรัฐเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือ การยอมรับความเจ็บปวดระยะสั้นเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

    ท้ายที่สุด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจต้องตั้งคำถามกับนโยบายเศรษฐกิจให้ลึกกว่าคำว่า ได้หรือเสียทันที แต่ต้องมองไปถึงว่า ใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนของนโยบายเหล่านั้นในอนาคต และประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงจุดใดหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/election2569-economy-3parties&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XEPn9lW7KIBDHl1OoRJKg

  • เลือกตั้ง ชี้เศรษฐกิจ! 3พรรค 3ทางเลือก ไทยเดินทางไหน

    เศรษฐกิจไทย กับการเลือกตั้ง 2569 จะเป็นความหวังที่แท้จริงของประเทศและประชาชนได้จริงหรือไม่? หรือจะเป็นเพียงเวทีแข่งขันนโยบายประชานิยม ที่อัดฉีดเม็ดเงินจากรัฐจำนวนมหาศาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยยังคงถูกเลี่ยงการแตะต้องอย่างจริงจัง

    ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณ หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงทางการคลังในระยะยาว การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือก ‘ใครเป็นรัฐบาล’ แต่คือการตัดสินใจเลือก ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ ว่าจะเดินหน้าแบบใด และใครเป็นผู้รับภาระต้นทุนในอนาคต

    การเลือกตั้งครั้งนี้ จัดเป็นเวทีนโยบายเศรษฐกิจร้อนแรงเป็นพิเศษ ระหว่าง 3 พรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ซึ่งต่างนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และคุณภาพชีวิตประชาชนในคนละทิศทาง สะท้อนวิธีคิดต่อบทบาทรัฐ การใช้เงิน และการจัดลำดับความสำคัญของประเทศที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

    พรรคเพื่อไทย
    ประชานิยมเชิงรุก หวังกระตุ้นเศรษฐกิจทันที

    พรรคเพื่อไทยวางนโยบายเศรษฐกิจโดยให้ ‘ปากท้องประชาชน’ เป็นศูนย์กลาง ผ่านแนวคิด ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส โดยใช้นโยบายลักษณะประชานิยมเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าไฟ การตรึงราคาพลังงาน ระบบขนส่งสาธารณะราคาประหยัด โครงการที่อยู่อาศัยราคาจับต้องได้ ไปจนถึงมาตรการสร้างหลักประกันรายได้และการออมในระยะยาวอย่าง ‘หวยเกษียณ’

    กล่าวได้ว่า แนวทางของพรรคเพื่อไทย มีแนวโน้มสร้างแรงกระตุ้นเศรษฐกิจทันทีผ่านการแจก/ช่วยลดรายจ่าย แต่เสี่ยงเพิ่มภาระ งบประมาณและขาดดุล ในระยะสั้น โดยเฉพาะถ้าการเติบโตไม่สามารถรองรับการใช้จ่ายขนาดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง

    พรรคภูมิใจไทย
    ประชานิยมแบบกระจายตัว เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและพื้นที่

    พรรคภูมิใจไทยเลือกวางนโยบายเศรษฐกิจในมุมของ ‘ชีวิตประจำวัน’ และการกระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น ผ่านชุดนโยบายที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้นควบคู่การลงทุน เช่น คนละครึ่งพลัส การพักหนี้ การยกระดับสวัสดิการแบบคัดกรองใหม่ การศึกษาออนไลน์ฟรี และการตั้งกองทุนรับมือภัยพิบัติ

    จุดเด่นของภูมิใจไทย คือการใช้ “เครื่องมือทางการคลังหลากหลาย” ทั้งงบประมาณประจำ และการระดมทุนผ่านกองทุนหรือพันธบัตร เพื่อไม่ให้ภาระตกกับงบประมาณปีเดียวทั้งหมด แม้จะช่วยกระจายต้นทุนในระยะสั้น แต่ก็สร้างภาระผูกพันทางการเงินในอนาคตที่ต้องบริหารอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะภาระการชำระดอกเบี้ยในอนาคต จึงต้องบริหารให้ดีเพื่อไม่ให้หนี้ระยะยาวสูงเกินไป

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 003.png

    พรรคประชาชน
    ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ลดพึ่งพาการแจกเงิน

    ถือได้ว่า ‘พรรคประชาชน’ เสนอภาพเศรษฐกิจที่ต่างออกไป โดยเน้น การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มากกว่าการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านนโยบายประชานิยม นโยบายสำคัญจึงมุ่งไปที่การลดความสูญเปล่าของรัฐ ปิดช่องทุจริต ปรับโครงสร้างกองทัพ พลังงาน ดิจิทัล และการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าในระยะยาว

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 002.png

    แม้แนวทางของพรรคประชาชนจะไม่สร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจแบบฉับไว แต่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันในระยะยาว เน้นลดต้นทุนเชิงระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาเงินคลังจำนวนมากในระยะสั้น และหวังผลด้านความยั่งยืนในระยะยาว ช่วยลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตแบบ ‘ยั่งยืน’

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 001.png

    การเลือกตั้ง 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกระหว่าง “นโยบายแจกหรือไม่แจก” แต่คือการเลือกว่าประเทศไทยควรเดินหน้า ด้วยการใช้เงินรัฐเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือ การยอมรับความเจ็บปวดระยะสั้นเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

    ท้ายที่สุด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจต้องตั้งคำถามกับนโยบายเศรษฐกิจให้ลึกกว่าคำว่า ได้หรือเสียทันที แต่ต้องมองไปถึงว่า ใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนของนโยบายเหล่านั้นในอนาคต และประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงจุดใดหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/election2569-economy-3parties&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XEPn9lW7KIBDHl1OoRJKg

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • ข้อมูลรัฐเผยไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ ดันภาระรัฐพุ่ง เศรษฐกิจชะลอ

    ข้อมูลรัฐเผยไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ ดันภาระรัฐพุ่ง เศรษฐกิจชะลอ

    นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่า ผลเบื้องต้นสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 พบว่าประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญ โดยอัตราเพิ่มประชากรลดลงเหลือ 0.42% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดทำสำมะโนประชากรปี 2503 ซึ่งขณะนั้นมีอัตราเพิ่มปีละ 3.15% มีประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศ 70.3 ล้านคน 26.30 ล้านครัวเรือน จากปี 2503 ที่มี 4.62 ล้านครัวเรือน ขณะที่ขนาดครัวเรือนเฉลี่ยลดลงเหลือ 2.5 คนต่อครัวเรือน จากประมาณ 6 คนต่อครัวเรือนเมื่อ 45 ปีก่อน โดยครัวเรือนส่วนใหญ่ในปัจจุบันอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวมากที่สุด รองลงมาเป็นคอนโดมีเนียมและทาวน์เฮ้าส์ ส่วนที่อาศัยอยู่ในตึกแถว ห้องแถวลดลงอย่างชัดเจน

    “ปี 2568 เป็นปีที่คนไทยเกิดน้อยกว่าตายติดต่อกันเป็นปีที่ 5 นับตั้งแต่ปี 2564 โดยมีคนเกิดน้อยกว่าคนตายที่ 143,110 คน ส่งผลให้อัตราเพิ่มของประชากรลดลง ขณะที่คนมีอายุเกิน 60 ปีมีมากกว่า 20% โดยหญิงอายุเฉลี่ย 80 ปีและชาย 72 ปี ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์”

    ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า สังคมสูงวัยเป็นปัญหาท้าทายเชิงโครงสร้างที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้า สำหรับไทยมีความพิเศษคือยังไม่รวยแต่ข้ามไปแก่เสียแล้ว โดยภายในปี 2574 คนอายุเกิน 60 ปีในไทยจะมีสัดส่วน 28% ของประชากรทั้งหมด จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 20%

    “เมื่อคนแก่เยอะและคนเกิดน้อย ทำให้เราต้องนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้สอท.กำลังศึกษาว่าคุ้มค่าไหม หากต้องรับความเสี่ยงด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งต้นทุนประเทศ สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต การเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์เป็นเรื่องสำคัญ ช่วยสร้างประสิทธิภาพ และเอาระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยแทนแรงงานคน เปลี่ยนจากประเทศรับจ้างผลิต (OEM) เป็นประเทศที่ผลิตสินค้ามีดีไซน์ (ODM) หรือผลิตภายใต้แบรนด์ตัวเอง (OBM)”

    นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยว่า ครัวเรือนขนาดเล็กลงสะท้อนความสามารถทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะครอบครัวใหม่ที่นิยมอยู่บนตึกสูง มีความสามารถในการซื้อห้องได้จำกัด ขนาดไม่เกิน 30 ตรม. ซึ่งอยู่ได้ไม่เกิน 2 คนทำให้ไม่สามารถมีลูกได้ เพราะจะมีภาระเพิ่ม ต้องหาที่นอนให้ลูก เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เมื่อค่าโดยสารรถไฟฟ้ามีราคาสูง การอยู่ไกลออกไปจะยิ่งมีค่าใช้จ่ายแพง ยอดซื้อคอนโดจึงกระจุกอยู่ในวงจำกัดไม่ไกลจากศูนย์กลางเมืองนัก ซึ่งหากทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้ามีราคาลดลงเหลือ 20 บาท จะช่วยได้มาก

    นพ.เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ นายกสมาคมการบริหารสุขภาพผู้สูงอายุไทย กล่าวว่า การมีคนสูงวัยในสังคมจำนวนมากขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องมีแผนรับมือโดยเฉพาะงบประมาณด้านการรักษาพยาบาล และอาจเปลี่ยนชื่อจาก “สังคมสูงวัย” เป็น “สังคมอายุยืน” ให้ความรู้สึกเชิงบวก

    นอกจากนั้นยังอาจต้องมีการให้สิทธิพิเศษหรือคะแนนเพิ่ม สำหรับคนที่รักษาสุขภาพอย่างดี เพราะคนเหล่านี้ช่วยลดการใช้งบประมาณ รวมทั้งหาหน่วยงานเข้ามาช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง เช่น บริษัทประกันส่วนบุคคล รวมทั้งอาจต้องรณรงค์เรื่องการป่วยให้สั้น ไป (ตาย) ให้ไวด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2910281&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FSsMBtUeOZOA7IXsMjwfB

  • ยกเครื่องกองทุนประกันสังคม 2.8 ล้านล้าน ห่วงภาวะชราหนี้ท่วมระเบิดเวลาเศรษฐกิจ

    ยกเครื่องกองทุนประกันสังคม 2.8 ล้านล้าน ห่วงภาวะชราหนี้ท่วมระเบิดเวลาเศรษฐกิจ

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ประเด็นเรื่องประกันสังคมกับความมั่นคงแรงงานและผู้ประกอบการ ว่า สำนักงานประกันสังคมเป็นหน่วยงานรัฐที่มีบทบาทความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม มีจำนวนผู้ประกอบการ 538,439 ราย กว่า 90% เป็นเอสเอ็มอี (SMEs) ไทย โดยมาตรา 33 มีผู้ประกันตนประมาณ 12.183 ล้านราย มาตรา 39 มีผู้ประกันตนราว 1.650 ล้านราย และมาตรา 40 มีผู้ประกันตนราว 11.035 ล้านรายแต่ส่งเงินสมทบต่อเนื่อง 1.265 ล้านรายหรือเพียง 14.4% ของผู้ประกันตนมาตรา 40 ทั้งหมด 

    หากรวมทั้ง 3 มาตรามีจำนวนผู้ประกันตนกว่า 24.8 ล้านราย ยุทธศาสตร์และกลยุทธ์การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ประกันตนมาตรา 33, 39 และ 40 เพื่อสร้างความแตกต่างกับระบบประกันสุขภาพอื่นอย่างสร้างสรรค์และมีคุณค่าต่อผู้ประกันตนอย่างแท้จริง ส่งเสริมการจ้างงานและสวัสดิการที่เหมาะสมของผู้ประกอบการและช่วยภาครัฐในการลดปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม 

    ขณะที่สถานการณ์สังคมสูงวัยของประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายกับโครงสร้างประชากรอัตราการเกิดต่ำ อัตราการตายน้อย สภาวะสังคมไทยที่ชราไปยังจน ชราจนหนี้ท่วมท้นจนแก่ตาย

    ยกเครื่องกองทุนประกันสังคม 2.8 ล้านล. ห่วงภาวะชราหนี้ท่วมระเบิดเวลาเศรษฐกิจ

    หากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เร่งแก้ไข ป้องกันปัญหาจะเกิดเป็นระเบิดเวลาดังเช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เป็นต้น เริ่มต้นลีน (Lean) ก่อนสายและเพิ่มผลิตภาพ คุณภาพ รีบทำก่อนเกินแก้ อีกทั้งการถอดบทเรียนประกันสังคมและระบบบำนาญของประเทศชั้นนำ เช่น เนเธอแลนด์ ไอซ์แลนด์ เดนมาร์ค สิงคโปร์ อิสราเอลที่เข้มแข็งในโลกจะเป็นการหาความแตกต่าง 

    สำหรับแนวทางการยกระดับมาตรฐานและสร้างปัจจัย ตัวชี้วัดที่จะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม ประกอบด้วย

    • การบริการทางการแพทย์ตอบโจทย์ ประกันตนออกแบบเองได้ โดยผู้ประกันตนสามารถเลือกรายการการให้บริการสวัสดิการประกันตนตามความต้องการอย่างมีทางเลือกที่เหมาะสมและมุ่งเน้นการให้บริการทางสุขภาพเชิงป้องกันโรคมากกว่าการรักษา เพื่อยกระดับสุขภาพผู้ประกันตนทั้งการตรวจสุขภาพประจำปีทำให้เกิดเฝ้าระวังและดูแลรักษาสุขภาพอย่างถูกต้อง รวมทั้งขยายผลศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพแรงงานในแต่ละพื้นที่เป็นศูนย์สวัสดิการดูแลผู้ประกันตนสูงวัย การบริการฟื้นฟูและส่งเสริมสุขภาพที่ดีแรงงาน การบริการ Telemedicine การปรึกษาแพทย์และการจ่ายยาทางไกล ยกระดับคุณภาพยารักษา เป็นต้น
    • การสร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อสร้างผลตอบแทน ให้ผู้ประกันตนมีฐานข้อมูลแรงงานในระบบ มีระบบการประเมินทักษะแรงงานเพื่อการพัฒนาทักษะ สมรรถนะและยกระดับขีดความสามารถแรงงานที่มีคุณค่าเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และมีทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพและการจ้างงานทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างเหมาะสมตรงตามความต้องการของภาคเอกชนหรือผู้จ้างงาน ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง รองรับการลงทุนของธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การจับคู่แรงงานและการจ้างงานที่เป็นธรรม ลดปัญหาการว่างงาน การเตรียมพร้อมแรงงานหรือผู้ประกันตนก่อนเข้าสู่สูงวัยหรือเกษียณอย่างมีคุณค่าและไม่เป็นภาระสังคมสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า
    • ส่วนลดค่าครองชีพเพื่อเพิ่มการตอบรับ ส่งเสริมและจูงใจให้แรงงานนอกระบบเพิ่มเข้าในระบบประกันสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรา 40 โดยการให้แต้มต่อด้านค่าครองชีพ อาทิ ส่วนลดราคาสินค้าอุปโภบริโภคที่จำเป็นต่อการเนินชีวิตแบบรายเดือน ส่วนลดค่าโดยสารขนส่งมวลชนสาธารณะเพื่อลดภาระของผู้ประกันตนและผู้ประกันตนได้รับมีความคุ้มค่า ซึ่งสามารถร่วมมือกับแพลตฟอร์ม e-commerce ไปรษณีย์ไทย ห้างสรรพสินค้าท้องถิ่น ร้านค้าชุมชนต่างๆในพื้นที่ เป็นต้น
    • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพตอบสนองอนาคต เพื่อการออมและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อแรงงานและผู้ประกอบการในระบบ มุ่งเน้นการออมเพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคตและสามารถนำเงินออมมาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อร่วมกับสินเชื่อนโยบายรัฐเพื่อส่งเสริมการลดปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนนอกระบบ หรือ แหล่งทุนในระบบที่มีดอกเบี้ยสูง เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงินสด บัตรเครดิต เป็นต้น การสร้างโอกาสการมีที่อยู่อาศัยแทนการเช่าเพื่อความมั่นคงชีวิต โดยความร่วมมือของสถาบันการเงินรัฐ ลดภาระดอกเบี้ยให้ผู้ที่มีวินัยทางการเงินที่ดี และเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนทางการเงินต่ำให้กลุ่มเปราะบางเท่าที่จำเป็น และมีกลไกเข้าถึงในการแก้หนี้อย่างเป็นระบบให้แรงงานและผู้ประกอบการ สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในระบบและมี digital footprint ทางการเงินเพื่อจัด Credit scoring ในการประเมินทางการเงินที่ชัดเจน
    • สลากรางวัลเลขประจำตัวผู้ประกันตนและผู้ประกอบการเพื่อการตอบรับการกระตุ้นจูงใจให้ผู้ประกันตนและผู้ประกอบการลุ้นเงินรางวัลจากเลขบัตรประจำตัวผู้ประกันตนและผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบประกันสังคม อาจเป็นรายเดือน หรือ รายไตรมาส เป็นต้น

    ส่วนด้านการลงทุนของกองทุนประกันสังคม ปี 2568 มูลค่าประมาณ 2.859 ล้านล้านบาท ผลตอบแทน 6.1% ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกันตน ผู้ประกอบการและภาคประชาชนในการบริหารจัดการที่โปร่งใสอย่างมีธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งอาจนำ Digital Blockchain เข้ามาใช้ในกระบวนการบริหารจัดการการลงทุนและรายงานรายการการซื้อ-ขาย ผลตอบแทนการลงทุนด้วย Dashboard แบบ Real time ทุกรายการ การเผยแพร่กลยุทธ์การลงทุนและเหตุผลเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียรับรู้และมีส่วนร่วมในการลงทุน การประเมินและพยากรณ์ฉากทัศน์การเงินของกองทุนในอนาคตที่เพียงพอสร้างความมั่นคงมั่งคั่ง ยั่งยืนให้ผู้ประกันตนเพื่อ เปลี่ยนความลึกลับลวงพรางให้เป็นความรักและศรัทธาในประกันสังคม

    หลักประกันสังคมกับความมั่นคงของคุณภาพชีวิตแรงงาน การส่งเสริมสวัสดิการคุ้มครองที่ตรงตามความต้องการของผู้ประกันตนและสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการที่ร่วมสนับสนุนการประกันตนของแรงงานให้อยู่ในระบบประกันสังคมเพื่อความเชื่อมั่น ไว้วางใจในอนาคตของลูกจ้างหรือผู้ประกันตนจะได้รับการคุ้มครองอย่างมีคุณภาพ ครบถ้วนและยกระดับมาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/649966&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37FkuubbnPBqOqOhMGTnmI

  • ยอดขอลงทุนพุ่ง1.8 ล้านล้านเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย  สู่ฐานนวัตกรรมแห่งอนาคต

    ยอดขอลงทุนพุ่ง1.8 ล้านล้านเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย  สู่ฐานนวัตกรรมแห่งอนาคต


    บีโอไอเเปิดตัวเลขปี68 กว่า 1.8 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุน ยกไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค 

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน โดยมีจำนวน 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 และมีเงินลงทุน 1,876,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 67 นับเป็นยอดเงินลงทุนและจำนวนโครงการ ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมที่สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบีโอไอ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียวที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 

    ทั้งนี้นักลงทุนมองว่าประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว และตอบโจทย์การลงทุนในโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด บุคลากรที่มีคุณภาพ ซัพพลายเชนที่ครบวงจร นโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน รวมทั้งจุดยืนของประเทศไทยในเวทีโลกที่พยายามรักษาความเป็นกลางและความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ ทำให้สามารถค้าขายกับตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก

    สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    1. อุตสาหกรรมดิจิทัล 746,198 ล้านบาท 151 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์  โดยบริษัทชั้นนำจากสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ยุโรป และไทย เช่น บจ.ซีนิท ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส, บจ. กาแล็คซี่ พีค ดาต้า เซ็นเตอร์, บจ.เคทู สแทรททิจิค อินฟราสตรัคเจอร์ และ บจ.ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ นอกจากนี้จะเป็นกิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มบริการดิจิทัล และดิจิทัลคอนเทนต์

    2,อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า  277,645 ล้านบาท 470 โครงการ กิจการที่มีการลงทุนสูง เช่น การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบสำหรับ PCB จำนวน 94 โครงการ เงินลงทุนรวม 249,162 ล้านบาท เช่น บจ.เพ๊ง เชิน เทคโนโลยี, บจ.โกลด์ เซอร์คิท อีเลคโทรนิคส์, บจ.พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง อยุธยา,    บจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ นอกจากนี้ มีโครงการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์โทรคมนาคม การออกแบบ IC การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์และวงจรรวม การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ตลอดจนการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ต้นน้ำระดับเซลล์ครั้งแรกในไทย ของ บจ.ซันโวด้า ออโตโมทีฟ เอนเนอร์จี เทคโนโลยี ผู้ผลิตแบตเตอรี่เซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน Top 10 ของโลก

    3.อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 84,085 ล้านบาท 288 โครงการ ประกอบด้วย โครงการลงทุนผลิตรถยนต์โดยค่ายญี่ปุ่น เช่น บจ.อีซูซุมอเตอร์ โครงการผลิตรถจักรยานยนต์ของ บจ.ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ กิจการยางล้อรถยนต์ของ บจ.ซูมิโตโม รับเบอร์ นอกจากนี้ยังมีโครงการผลิตยางล้ออากาศยาน ระบบอัจฉริยะในรถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ต่างๆ

    4.อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร 75,683 ล้านบาท 301 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผลิตอาหารและสิ่งปรุงแต่งอาหาร การผลิตบรรจุภัณฑ์จากผลผลิตหรือเศษวัสดุทางการเกษตร การแปรรูปยางพารา        การผลิตอาหารสัตว์ โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยงที่ตลาดขยายตัวสูง และการผลิตน้ำมันจากพืชหรือสัตว์ 

    5.อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์  58,396 ล้านบาท 267 โครงการ  มีโครงการขนาดใหญ่ เช่น     การผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลโพลีโพรพิลีน การผลิตผงคาร์บอนดำชนิดที่นำไฟฟ้าสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และโครงการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ เป็นต้น

    นอกจากนี้ ยังมีกิจการอื่นที่มีการลงทุนสูงและมีความสำคัญต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนหรือขยะ 107,655 ล้านบาท 445 โครงการ กิจการด้านการแพทย์ (ผลิตอุปกรณ์การแพทย์และบริการทางการแพทย์) 28,883 ล้านบาท 101 โครงการ เป็นต้น

    การขอรับส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการรายเดิมให้ปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในปี 2568 มีคำขอรับ การส่งเสริมจำนวน 473 โครงการ เงินลงทุนรวม 68,269 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 99 ส่วนใหญ่เป็นการลงทุน ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในสายการผลิต

    สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 2,421 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 เงินลงทุนรวม 1,359,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจ  ที่มีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ (1) สิงคโปร์ 547,316 ล้านบาท 457 โครงการ (2) ฮ่องกง 245,335 ล้านบาท 266 โครงการ (3) จีน 172,114 ล้านบาท 982 โครงการ (4) ญี่ปุ่น 119,098 ล้านบาท 311 โครงการ (5) สหราชอาณาจักร 100,322 ล้านบาท 29 โครงการ (6) สหรัฐอเมริกา 33,154 ล้านบาท 61 โครงการ (7) ไต้หวัน 29,311 ล้านบาท 142 โครงการ (8) เนเธอร์แลนด์ 24,998 ล้านบาท 68 โครงการ (9) ฝรั่งเศส 16,097 ล้านบาท 20 โครงการ และ (10) สวิตเซอร์แลนด์ 13,823 ล้านบาท 10 โครงการ

    ด้าน การลงทุนของสิงคโปร์ที่สูงขึ้นมาก เกิดจากการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัทที่มีบริษัทแม่เป็นสัญชาติจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

    ในแง่พื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่เกือบร้อยละ 60 อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก 1,109,349 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง 428,137 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 111,567 ล้านบาท ภาคใต้ 35,044 ล้านบาท ภาคเหนือ 32,465 ล้านบาท และภาคตะวันตก 14,214 ล้านบาท ตามลำดับ

    สำหรับสถิติการออกบัตรส่งเสริม หลังจากที่บีโอไออนุมัติโครงการแล้ว บริษัทต้องมายื่นเอกสารด้านการเงินและการจัดตั้งบริษัทเพื่อออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุด โดยในปี 2568 มีการออกบัตรส่งเสริมจำนวน 2,779 โครงการ เงินลงทุน 1,152,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 36 เป็นสัญญาณที่ดีว่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จะมีเม็ดเงินลงทุนจริงจำนวนมากที่จะช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ

    “ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงจุดแข็งของโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทำให้นักลงทุนชั้นนำจำนวนมากตัดสินใจ  เข้ามาตั้งฐานในไทย สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของบีโอไอที่มุ่งสร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานเทคโนโลยี นวัตกรรม และ  ความยั่งยืน และต่อยอดจากซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งของไทย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงอุตสาหกรรมชีวภาพที่ไทยมีศักยภาพสูง ซึ่งจะช่วยสร้างงานที่มีคุณค่าและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยโครงการที่ได้รับการส่งเสริมในปี 2568 จะมีการจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มกว่า 2.2 แสนคน จะใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี และจะเพิ่มมูลค่าส่งออกของประเทศอีกกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี” นายนฤตม์ กล่าว

    นายนฤตม์ กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนในปี 2569 จะยังคงเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 โดยมี     แรงขับเคลื่อนสำคัญจาก 5 ปัจจัยหลัก คือ 1. กระแสการโยกย้ายฐานการผลิต เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ บริษัทใหญ่จำนวนมากที่เคยมีฐานผลิตในจีน ได้เริ่มขยับขยายออกมาหาแหล่งผลิตใหม่ โดยยังคงฐานผลิตในจีนสำหรับตลาดจีน (China for China) และมุ่งมาลงทุนที่อาเซียนเพื่อใช้เป็นฐานผลิตและส่งออกไปยังตลาดโลก รวมทั้งตลาดในสหรัฐอเมริกา 
    2. การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดและการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ทำให้เกิดการเร่งลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลโดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ AI Infrastructure และบริการคลาวด์อย่างรวดเร็ว รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ 

    3. เทรนด์โลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ทำให้เกิดกระแสการลงทุนสีเขียว ตั้งแต่ระบบโลจิสติกส์ วัตถุดิบ กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ต้องสีเขียวตลอดทั้งสาย รวมทั้งความต้องการใช้พลังงานสะอาด ทำให้เกิดการลงทุนในกลุ่มพลังงานหมุนเวียนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    4. การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้กำลังแรงงานลดน้อยลง ภาคธุรกิจจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนในกลุ่มธุรกิจดิจิทัล รวมทั้งอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Digitalization and Automation) และ (5) ศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย รวมทั้งนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจขยายฐานการผลิตในประเทศไทย

    สำหรับภารกิจสำคัญของบีโอไอ ในปี 2569 จะผลักดันให้เกิดการลงทุนที่จะนำไปสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและพัฒนาระบบนิเวศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจะเน้น 5 ภารกิจสำคัญ คือ

    1. ดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะการสร้างฐาน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ให้มีความมั่นคงและแข็งแกร่ง ได้แก่อุตสาหกรรมชีวภาพ (BCG), ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญ, เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ดิจิทัลและ AI, กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ รวมทั้งอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ๆ เช่น สุขภาพและการแพทย์ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ อากาศยาน เป็นต้น

    2. พัฒนาบุคลากรไทย เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย  โดยบีโอไอจะทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง อว. กระทรวงแรงงาน และภาคเอกชน ผลักดัน “มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่” ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ และโครงการ Skill Bridge ของรัฐบาล เพื่อสร้างฐานบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ๆ ให้เพียงพอ

    3. ดึงดูดกลุ่มบุคลากรทักษะสูงให้เข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ  ผ่านการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน ไม่ว่าจะเป็น BOI visa, Long-term Resident (LTR) visa และ SMART visa รวมทั้งการพัฒนาบริการของศูนย์ One Stop Service ที่อาคารวันแบงค็อก

    4. เสริมสร้างความเข้มแข็งของซัพพลายเชน เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม ๆ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และดาต้าเซ็นเตอร์ โดยบีโอไอจะเดินหน้าจัดกิจกรรมเชื่อมโยงระหว่างบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ทั้งงานใหญ่ Subcon Thailand, THECA และงาน Sourcing Day ที่บีโอไอจับมือกับบริษัทแต่ละราย รวมทั้งมาตรการด้านสิทธิประโยชน์ เพื่อส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างไทย-ต่างชาติ และส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local content)

    5. อำนวยความสะดวกในการลงทุน (Ease of Investment) ผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งบอร์ด บีโอไอได้คัดเลือกโครงการที่จะได้รับบัตร FastPass ล็อตแรก จำนวน 16 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท โดยบีโอไออยู่ระหว่างจัดทำ SLA ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร และจะเดินหน้าทำงานร่วมกัน เพื่อปลดล็อคอุปสรรคของการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านไฟฟ้าและพลังงานสะอาด การขยายพื้นที่สำหรับการลงทุน การปรับปรุงระบบวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน รวมทั้งการแก้ไขอุปสรรคด้านอื่น ๆ ให้นักลงทุนได้รับความสะดวก ในการประกอบธุรกิจ  ในประเทศไทยมากที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39716&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zuEiOdeRk44pkliPDoSqP